Category: เศรษฐกิจ

  • ไทย-สหรัฐฯ แถลงการณ์ร่วม ข้อตกลงการค้า ต่างตอบแทน ยกระดับเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ แถลงการณ์ร่วม ข้อตกลงการค้า ต่างตอบแทน ยกระดับเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน มุ่งยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ

    วันนี้ (26 ต.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐอเมริกาได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade)

    โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านเว็ปไซต์ของทำเนียบขาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่จะต้องเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้ โดยแถลงการณ์นี้มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบแนวทางที่ใช้ในการหารือร่วมกันต่อไป

    ทั้งนี้ ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยความตกลงดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    “ตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปลายปีนี้ ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน” ศุภจี กล่าว


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ภาคธุรกิจที่ต่างมุ่งหวังจะเห็นความสำเร็จของการเจรจา ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดำเนินการให้บรรลุผล

    “การสรุปแถลงการณ์ร่วมฯ ถือเป็นความคืบหน้าที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเจรจารายละเอียดเพื่อสรุปผลในสิ้นปีนี้ ในส่วนของไทย ทีมเจรจามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบในทุกมิติ

    ทั้งด้านมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อมูลทางการค้า ผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยทีมเจรจาจะทำงานอย่างเต็มที่ในการเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพื่อให้ประเทศไทยและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์สูงสุด”

    ศุภจี กล่าวอีกว่า กรอบการเจรจาที่จะพูดคุยหารือกับสหรัฐฯ ครอบคลุมประเด็นในด้านต่างๆ อาทิ

    • ส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การค้าบริการ การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการหลบเลี่ยงอากร
    • โอกาสในการจัดซื้อเชิงพาณิชย์ รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นลำดับต้น เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

    “ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา”

    โดยมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ในการเจรจา ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

    สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 74,484.81 ล้านดอลลาร์

    โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 54,956.21 ล้านดอลลาร์ สินค้าส่งออกสำคัญ

    ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ และสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ด้วยมูลค่าการนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์ โดยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ และเครื่องบิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-us-reciprocal-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cpTdO0-y5xfvmY6SnentB

  • กรุงศรี ครบรอบ 80ปี เดินหน้าหนุนลูกค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อครบวงจร

    กรุงศรี ครบรอบ 80ปี เดินหน้าหนุนลูกค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อครบวงจร

    กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) ตอกย้ำการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืนที่มุ่งสร้างโอกาสทางการเงินอย่างเท่าเทียมให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เดินหน้าสนับสนุนลูกค้ารายย่อยด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อครบวงจร พร้อมข้อเสนอพิเศษส่งท้ายปี ครอบคลุมทั้งสินเชื่อบุคคล สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อวงเงินพร้อมใช้ ภายใต้แนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการภาระทางการเงินได้อย่างเหมาะสมและมั่นใจ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งต้นทุนการดำรงชีพที่สูงขึ้นและภาวะผันผวนในตลาดโลก กรุงศรีมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นพลังสนับสนุนสำคัญให้กับลูกค้ารายย่อย ด้วยการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่เข้าถึงง่าย โปร่งใส และสอดคล้องกับความสามารถในการชำระคืนของลูกค้า เราเชื่อว่าการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบไม่เพียงช่วยลดความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือน แต่ยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการบริโภค การลงทุน และการหมุนเวียนของเศรษฐกิจโดยรวม เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว”

    ในโอกาสครบรอบ 80 ปี กรุงศรีได้รวบรวมผลิตภัณฑ์สินเชื่อคุณภาพหลากหลายประเภท เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงจังหวะชีวิต พร้อมข้อเสนอพิเศษส่งท้ายปีในแคมเปญ “ทุกสินเชื่อ จัดมาครบ ที่กรุงศรี” ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 – 30 ธันวาคม 2568 ได้แก่

    • สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อดิจิทัล Krungsri iFIN สำหรับลูกค้าที่ต้องการเงินก้อนเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือต่อยอดโอกาสใหม่ๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่โปร่งใสและอนุมัติรวดเร็วผ่านช่องทางดิจิทัล ดอกเบี้ยเริ่มต้น 9.99% ต่อปี 3 เดือนแรก*
    • สินเชื่อโฮมฟอร์แคช สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์ ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ครัวเรือน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ “โฮมฟอร์แคช” ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของบ้านเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นทุนเพื่อใช้จ่ายหรือลงทุนในอนาคต รับดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมฟรี! ค่าประเมินหลักประกัน มูลค่า 3,210 บาท และค่าจดจำนองสูงสุด 200,000 บาท*
    • สินเชื่อรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จากกรุงศรี ออโต้ ครอบคลุมสินเชื่อรถใหม่และรถมือสอง ดาวน์น้อย ผ่อนสบาย พร้อมรับส่วนลด 0.10% จากอัตราดอกเบี้ยปกติ* และ “คาร์ฟอร์แคช” สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสภาพคล่องอย่างยืดหยุ่น อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ต่ำเริ่มต้น 0.24% ต่อเดือน* พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์เสริม เช่น ประกันคุ้มครองอะไหล่รถยนต์ กรุงศรี ออโต้ โพรเทค ราคาพิเศษ เฉพาะลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขแคมเปญฉลองครบรอบ 80 ปี เท่านั้น*
    • สินเชื่อวงเงินพร้อมใช้จากกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ มอบความสะดวกและยืดหยุ่นในการจัดการค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ได้แก่ บัตรกดเงินสดกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ เบิกถอนเงินสดทันใจ สมัครวันนี้ รับสิทธิ์กดเงิน 0% ไม่มีดอกเบี้ย สูงสุด 45 วัน ไม่มีค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า 3%* และสินเชื่อเงินก้อนกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ สมัครวันนี้ รับเงินก้อนทันทีดอกเบี้ยพิเศษ สมัครง่าย รู้ผลอนุมัติไว ไม่มีค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า 3%*

    “ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน กรุงศรีพร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิต ผ่านการส่งเสริมพฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน และการเข้าถึงสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามความท้าทาย และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและคุณค่าที่ยืนยาวต่อสังคมไทย” นายสยาม กล่าวปิดท้าย

    ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungsri.com/th/campaigns/all-loan หรือ Krungsri Call Center 1572 หรือ กรุงศรี ออโต้ คอล เซ็นเตอร์ โทร 02-740-7400 หรือ ศูนย์บริการสมาชิกบัตรกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ 02-345-6789 และสาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยาทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01CBqFYCWHsJgKstWmYJAy

  • ออมสิน แสดงความยินดีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในโอกาสได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน 2 ปีซ้อน

    ออมสิน แสดงความยินดีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในโอกาสได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน 2 ปีซ้อน

    นางลภาวรรณ จันทร์กระจ่าง รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และนางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นตัวแทนธนาคาร ร่วมแสดงความยินดีแก่ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในโอกาสได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน (Popular Vote) จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายในงาน CEO ECONMASS AWARDS 2025 ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นผลจากการโหวตของสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ให้นายวิทัยเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06mgIUQ7vO2TkGKDBgMN8Y

  • ไทย-สหรัฐ จับมือค้าใหม่ ดันกรอบต่างตอบแทน-หนุนผู้ประกอบการ

    ไทย-สหรัฐ จับมือค้าใหม่ ดันกรอบต่างตอบแทน-หนุนผู้ประกอบการ

    กระทรวงพาณิชย์ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ภายใต้ “แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน” (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันจัดทำกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้า โดยมุ่งสร้างสมดุลทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ

    “แถลงการณ์นี้ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือเชิงลึกในทุกด้าน” ศุภจี กล่าว

    รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ไทยตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในสิ้นปี 2568 โดยทีมเจรจาของไทยจะพิจารณารอบด้าน ทั้งผลต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และสร้างบรรยากาศการค้า–การลงทุนที่มั่นใจมากขึ้นในระยะยาว

    สำหรับกรอบการเจรจาจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่
    • มาตรการภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี

    • การค้าบริการ การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัล
    • การป้องกันการหลบเลี่ยงอากรและกฎถิ่นกำเนิดสินค้า
    • โอกาสด้านจัดซื้อเชิงพาณิชย์ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับตลาดสหรัฐฯ เป็นพิเศษ เพราะเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และเป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 รองจากจีน

    ในปี 2567 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-สหรัฐฯ อยู่ที่ 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 54,956.21 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์

    สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโทรศัพท์มือถือ ส่วนสินค้านำเข้าหลักคือ น้ำมันดิบ เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และเครื่องบิน

    ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างจัดตั้ง “คณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ” โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เจรจาและผลักดันผลประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย

    “ความร่วมมือนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญของยุคใหม่ด้านการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่จะไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสส่งออกเท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนและนักลงทุนในระยะยาว”

    — รมว.พาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/suphajee-moc-thailand-usa-new-cooperation-trade&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KfIVnVCoWRiRlzP1i3MOq

  • ราคาทองล่าสุด2568 พุ่ง 21,300 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่ง 21,300 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    ราคาทองล่าสุด2568 ตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันพุ่งทะลุไปกว่า 21,000 บาท

    โดยถือว่าเป็นการปรับราคาขึ้นมากกว่าทั้งปี 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งใน 1 ปีดังกล่าวราคาทองเพิ่มขึ้น 8,900 บาท

    ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการปรับขึ้น-ลงในแต่ละวันว่าเป็นอย่างไร เพิ่มขึ้นหรือว่าลดลงกี่บาท

    จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” ผ่านเว็บไซด์ทองคำราคา.com พบว่า 

    ราคาทองตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-25 ต.ค. 68 มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นแล้วถึง 21,300 บาท

    โดยล่าสุดราคาทอง ประกอบด้วย

    ทองคำแท่ง

    • รับซื้อ 63,600 บาท
    • ขายออก 63,700 บาท

    ทองรูปพรรณ

    • รับซื้อ 62,322.76 บาท
    • ขายออก 64,500 บาท

    ราคาทองล่าสุด2568 พุ่ง 21,300 บาทตั้งแต่ต้นปี เช็คการปรับขึ้น-ลง

    สำหรับสถิติการปรับราคาทองขึ้น-ลงในแต่ละวัน ประกอบด้วย

    • เดือนมกราคม เพิ่มขึ้น 2,050 บาท
    • เดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้น 1,850 บาท
    • เดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 3,750 บาท
    • เดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 1,950 บาท
    • เดือนพฤษภาคม ลดลง 750 บาท
    • เดือนมิถุนายน ลดลง 550 บาท
    • เดือนกรกฎาคม เพิ่มขึ้น 550 บาท
    • เดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 1,450 บาท
    • เดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 5,800 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/642363&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kaQOyCq1hJ4Asy895AKoN

  • นักวิชาการแนะรัฐขจัดเศรษฐกิจสีเทา สร้างความเชื่อมั่นเพื่อก้าวสู่ OECD : อินโฟเควสท์

    นักวิชาการแนะรัฐขจัดเศรษฐกิจสีเทา สร้างความเชื่อมั่นเพื่อก้าวสู่ OECD : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ประเทศไทยถูกล้อมรอบโดยประเทศที่เป็นแหล่งประกอบอาชญากรรมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและศูนย์กลางหลอกลวงฉ้อโกงทางออนไลน์ และประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางฟอกเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายและอาชญากรรมจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชาและเมียนมา แรงกดดันของนานาชาติต่อกัมพูชาเป็นโอกาสของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับเศรษฐกิจสีเทาฟอกเงินเหล่านี้ การเติบโตของเศรษฐกิจสีเทาและกิจกรรมฟอกเงินจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจจะไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีความแน่นอน ไม่มีกรอบมาตรฐานในการดำเนินการ ขาดความยั่งยืน และไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่

    การเป็นแหล่งฟอกเงินของสแกมเมอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้ประเทศไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนที่น่าเชื่อถือของนักลงทุน การขยายใหญ่ของกิจกรรมผิดกฎหมาย และการเติบใหญ่ของกิจกรรมฟอกเงินในไทย เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของสังคม หากปล่อยให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติและกิจกรรมฟอกเงินเติบโต กลุ่มเหล่านี้ก็อาจเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านการติดสินบนซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อข้าราชการ ซื้อกระบวนการยุติธรรม หรือแม้กระทั่งมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลได้ และปรากฎการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศละตินอเมริกา หรือ แอฟริกาบางประเทศมาแล้ว โดยเฉพาะรัฐบาลละตินอเมริกาบางประเทศเคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติมาแล้ว จนถึงขั้นต้องมีการแทรกแซงทางการทหารโดยสหรัฐฯ อย่างกรณีของเผด็จการทหาร นายพลมานูเอล นอริเอกา ที่ทำให้ปานามาเป็นศูนย์กลางสำหรับการฟอกเงินจากขบวนการยาเสพติดระหว่างประเทศ

    การที่สหรัฐฯ ก็ดี อังกฤษก็ดี เกาหลีใต้ก็ดี เดินหน้าปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา แก็งสแกมเมอร์ ขบวนการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานทาส มีการยึดทรัพย์และดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มนักธุรกิจสีเทาที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มผู้นำในกัมพูชาหรือเมียนมาก็ดีย่อมเป็นโอกาสของประเทศไทยในจัดการเศรษฐกิจสีเทาฟอกเงินของเครือข่ายเหล่านี้ หากรัฐบาลนิ่งเฉยและไม่แสดงความกระตือรือร้นต่อการแก้ปัญหาเหล่านี้ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยต่อสาธารณชนว่า กลุ่มการเมืองหรือกลุ่มข้าราชการ กลุ่มธุรกิจในไทยมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้หรือไม่ ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมฟอกเงินหรือไม่ การปล่อยให้ปัญหาขยายวงโดยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงรุกจะนำมาสู่ความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมทั้งความไม่เป็นไปได้ในการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ประเทศไทยมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบตลาดที่เป็นทางการจึงทำให้รายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้นับรวมอยู่ในระบรายได้ประชาชาติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่นอกจีดีพี ไม่ได้เอามาคำนวณในจีดีพี จีดีพีจึงมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย ทำให้การวางแผนทางเศรษฐกิจไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

    องค์การแรงงานระหว่างประเทศยังพบว่า ไทยยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบความคุ้มครองสภาพการทำงานเป็นแรงงานนอกระบบที่ขาดหลักประกันในชีวิตและการคุ้มครองทางสังคม แรงงานเหล่านี้จะอยู่นอกระบบประกันสังคม สังคมไทยยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมที่ไม่อยู่ภายใต้การอนุญาตของกฎหมาย เป็นเศรษฐกิจนอกกฎหมายจำนวนมากและในระยะหลัง กลุ่มจีนเทา กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติจากเพื่อนบ้านได้เข้ามาฟอกเงิน ประกอบธุรกิจสีดำ ธุรกิจสีเทา ขยายกิจกรรมนอกกฎหมายหรือผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย หรือ ในบางพื้นที่ของไทย เช่น ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ค้าแรงงานทาส ค้าบริการทางเพศและเปิดบ่อนการพนัน เป็นต้น รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การจัดการเศรษฐกิจนอกระบบและนอกกฎหมายเหล่านี้ ลดสัดส่วนเศรษฐกิจใต้ดินลงด้วยการนำเศรษฐกิจใต้ดินมาอยู่ในระบบ จะได้เก็บภาษีและกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น

    เราสามารถจำแนกรายได้จากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกได้เป็น 4 ประเภท คือ

    ประเภทที่หนึ่ง คือ รายได้ที่อยู่ในตลาดอย่างเปิดเผยและได้มาอย่างถูกกฎหมาย ตรงนี้คือ รายได้จากเศรษฐกิจในระบบและเป็นไปตามกฎหมาย

    ประเภทที่สอง คือ รายได้ที่อยู่ในตลาดอย่างเปิดเผยและถูกกฏหมายแต่ไม่ได้ถูกบันทึกหรือรายงานเอาไว้ เช่น กิจการที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ร้านหาบแร่แผงลอย หรือการทำกิจการเล็ก ๆ น้อย ๆ ในครัวเรือน เป็นต้น

    ประเภทที่สาม รายได้ที่ไม่อยู่ในรูปของตัวเงินเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือแรงงานกันในระดับชุมชน

    ประเภทที่สี่ คือ รายได้ที่ได้มาจากเศรษฐกิจนอกระบบทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เช่น การพนัน ค้าประเวณี และ ยาเสพติด

    นอกจากนี้ยังมีกิจการหรือธุรกิจที่ผิดกฎหมายแต่เป็นผลมาจากการไม่ได้รับความสะดวกจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่หรือไม่ได้รับความสะดวกตามกลไกของรัฐ เช่น รถรับจ้างเถื่อน รถโดยสารประจำทางเถื่อน เป็นต้น เศรษฐกิจนอกกฎหมายมักใช้เงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ มูลค่าเศรษฐกิจนอกระบบ รวมทั้งนอกกฎหมายของไทยมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 50% ของจีดีพี เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มากและติดลำดับต้นๆของโลก

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษามูลค่าเศรษฐกิจของเศรษฐกิจนอกระบบทำกันในช่วงทศวรรษ 2550 จึงจำเป็นต้องมีการประเมินมูลค่าเศรษฐกิจนอกระบบกันใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งคาดว่ามูลค่ายังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กลุ่มทุนจีนเทาได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน กิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ 6 กิจกรรมประกอบไปด้วย การค้ายาเสพติด การค้าอาวุธสงคราม การค้าน้ำมันเถื่อน การค้าประเวณี การค้าแรงงานข้ามชาติและการพนัน มีสัดส่วนประมาณ 13% ของจีดีพี เศรษฐกิจนอกระบบและนอกกฎหมายมักมีขนาดใหญ่และขยายตัวในประเทศกำลังพัฒนามากกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะประเทศเหล่านี้มักมีการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ มีการทุจริตคอร์รัปชันสูง มีติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐมาก

    ประเทศไทยตั้งเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิกประเทศ OECD ฉะนั้นการเร่งสร้างเศรษฐกิจโปร่งใสมีธรรมาภิบาลมีความสำคัญ ธรรมาภิบาลของระบบเศรษฐกิจก็จะช่วยดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน การยกระดับมาตรฐานดังกล่าวจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยน ต้องปฏิรูป เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD นั้นมีการกำหนดมาตรฐานทางการเงินและเศรษฐกิจหลากหลาย เช่น มาตรฐานธรรมาภิบาล มาตรการคุ้มครองนักลงทุนและผู้บริโภค ตลาดการเงินมั่นคง มาตรฐานการจัดการความเสี่ยงจากการฉ้อโกงและหลอกลวง ความเสี่ยงเรื่องสิ่งแวดล้อม นโยบายภาษีที่เป็นธรรม เป็นต้น หากในอนาคตประเทศไทยจะมีนโยบายเปิดให้มีคาสิโนถูกกฎหมายต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นแหล่งในการฟอกเงินหรือเป็นแหล่งของการกระทำผิดกฎหมายและศีลธรรม เป็นหน้าที่ของรัฐและสังคมต้องช่วยกันกำกับดูแลตรงนี้ให้ดี ประเทศที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหา คือ

    ประเทศที่มีมาตรฐานธรรมาภิบาลภาครัฐดีอย่างสิงคโปร์ ส่วนประเทศที่มีมาตรฐานธรรมาภิบาลภาครัฐต่ำแบบกัมพูชา แบบเมียนมา เราจะเห็นได้ว่า คาสิโนกลายเป็นแหล่งในการฟอกเงินและมีขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติเข้าไปเกี่ยวข้อง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw260deTdwJrANLflmljn-a2

  • ผ่าอนาคต 5 ปี “อสังหาฯ ไทย” ยังเหนื่อย บ้านมือสอง-เทรนด์เช่า มาแรง

    ผ่าอนาคต 5 ปี “อสังหาฯ ไทย” ยังเหนื่อย บ้านมือสอง-เทรนด์เช่า มาแรง

    ตลาดอสังหริมทรัพย์ของไทยยังคงเผชิญกับความท้าทาย จากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

    ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2568 ชี้ให้เห็นว่า กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568-2569 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว 

    โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า อยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%

    สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 2 ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น 

    นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่ 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้ SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 และ 2569 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15%YoY ในปี 2568 และ -1% ถึง -5%YoY ในปี 2569 ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับ Pre-COVID ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    ผลสำรวจยังสะท้อนว่าที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% 

    โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด 

    ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น คิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่าง ส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน 

    อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568-2569 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ 

    โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น

    ขณะที่การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูง จากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต 

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้

    ขณะเดียวกัน ผลสำรวจได้บ่งชี้ว่า ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด โดย 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย

    เช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 26%

    ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า SCB EIC มองว่า กลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย 

    อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น

    ส่วนกลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18_qxsAQbQsyBnvkQehUD6

  • ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    ดีอี เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส”

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เตือนภัย “โจรออนไลน์” ลวงลงทะเบียน “คนละครึ่งพลัส” ผ่าน SMS แนบลิงก์ หวั่น! สูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์” รองลงมาคือเรื่อง “กรมวิชาการเกษตร เปิดเพจ Palm Farmer Center แจกต้นปาล์มฟรี” โดยขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม หวั่นสร้างความเสียหายทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ขอให้เลือกเชื่อ – แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

    ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 17 – 23 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,019,009 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 755 ข้อความ

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 726 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ และช่องทาง Website จำนวน 9 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 176 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 62 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

    อันดับที่ 1 : เรื่อง กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์

    อันดับที่ 2 : เรื่อง กรมวิชาการเกษตร เปิดเพจ Palm Farmer Center แจกต้นปาล์มฟรี

    อันดับที่ 3 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง ขายหุ้นทอง SET50 ผ่านเพจ Gold Mutual fund For Rookie

    อันดับที่ 4 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ไม่ต้องสอบเอง ได้ที่เพจ ทำใบขับขี่ ทุกชนิด

    อันดับที่ 5 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดให้ลงทุนผ่านไลน์ hsh_online69 มี ก.ล.ต. รับรองความปลอดภัย

    อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เร่งคืนทรัพย์สินให้กับผู้เสียหาย ยื่นคำร้องผ่านเพจเฟซบุ๊ก Ong Chi

    อันดับที่ 7 : เรื่อง สินเชื่อด่วนออมสิน สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสาร ติดต่อได้ที่เพจ Ulises Elizabeth Love

    อันดับที่ 8 : เรื่อง เพจ จาริยา รัชตาธิวัฒน์ รับทำใบขับขี่ออนไลน์

    อันดับที่ 9 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ส่งหลักฐานเพื่อติดต่อรับเงินคืน ผ่านบัญชีติ๊กต็อก ชื่อ a.m.l.o.1441

    อันดับที่ 10 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดคอร์สฝึกลงทุนหุ้นฟรี ไม่ต้องมีพื้นฐาน

    “เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่งพลัส” การให้บริการของหน่วยงานรัฐ การคืนเงินจากมิจฉาชีพให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง การชักชวนลงทุนหุ้นในหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง ทำให้ประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ทั้งยังอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นางสาวสุชาดา กล่าว 

    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรุงไทย ส่ง SMS แนบลิงก์ ให้กรอกข้อมูลลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสทางเว็บไซต์” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ และขอชี้แจงว่า ธนาคารกรุงไทย ได้ยืนยันแล้วว่า “โครงการคนละครึ่งพลัส” ไม่มีการส่ง SMS แนบลิงก์ให้ประชาชนกรอกข้อมูลลงทะเบียนแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ กดลงทะเบียนผ่านลิงก์ดังกล่าว ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งพลัส สามารถลงทะเบียนได้ทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น

    นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนประชาชนว่าการให้ข้อมูลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้

    อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eyYnWHUD5a6V4AelKMOpF

  • ต้อนรับทรัมป์อย่างอบอุ่นที่มาเลเซีย ในการเยือนเอเชียครั้งสำคัญต่อเศรษฐกิจและสันติภาพ

    ต้อนรับทรัมป์อย่างอบอุ่นที่มาเลเซีย ในการเยือนเอเชียครั้งสำคัญต่อเศรษฐกิจและสันติภาพ

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2568 กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางถึงมาเลเซียแล้วในช่วงแรกของภารกิจเยือนเอเชีย ซึ่งจะรวมถึงการเจรจาการค้าที่มีเดิมพันสูงกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

    การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์นั้นดำเนินไปล่วงหน้าแล้ว ก่อนที่ทรัมป์จะพบกับสีจิ้นผิงที่เกาหลีใต้ เพื่อบรรลุข้อตกลงยุติสงครามการค้าที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก

    ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ว่า เขาหวังจะทำข้อตกลงที่ครอบคลุมกับสีจิ้นผิง และคาดว่าจีนจะทำข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้า 100% เพิ่มเติม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน

    “เรากำลังดำเนินการต่อไปในรายละเอียดขั้นสุดท้ายของข้อตกลงประเภทที่ผู้นำสามารถพิจารณาได้” เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ขณะเดินทางออกจากกรุงวอชิงตัน ทรัมป์เสริมถึงการคาดการณ์ว่าเขาอาจได้พบกับคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 บนคาบสมุทรเกาหลี โดยกล่าวว่าเขา “เปิดกว้างสำหรับเรื่องนี้”

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางเยือนญี่ปุ่นเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนเอเชียครั้งแรกของเขานับตั้งแต่กลับเข้าทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีนำเข้าและการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ

    สำหรับการเยือนกัวลาลัมเปอร์ครั้งแรกในฐานะประธานาธิบดีซึ่งเที่ยวบินของผู้นำสหรัฐได้รับการคุ้มกันโดยเครื่องบินรบ F-18 ของมาเลเซียสองลำ ทรัมป์ยิ้มแย้มรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยพรมแดงและธงชาติมาเลเซียกับสหรัฐอเมริกาที่ประดับประดาอยู่เต็มท้องฟ้า

    ทรัมป์ซึ่งคาดว่าจะลงนามข้อตกลงการค้ากับมาเลเซีย ได้ร่วมเดินทางกับนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ไปยังการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วยรถยนต์คาดิลแลคหุ้มเกราะซึ่งมีชื่อเล่นว่า “เดอะ บีสต์” ท่ามกลางผู้ประท้วงกลุ่มเล็กๆ ที่รวมตัวกันตามเส้นทางต่างๆในเมือง

    ภารกิจแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือการเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นข้อตกลงสงบศึกที่เขาช่วยเจรจาหลังจากเกิดการปะทะกันที่รุนแรงที่สุดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในรอบหลายทศวรรษ

    ข้อตกลงนี้ลงนามโดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมกับทรัมป์และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

    ข้อตกลงดังกล่าวจะส่งผลให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คนด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม ตามข่าวประชาสัมพันธ์จากกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา

    ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองได้ตกลงหยุดยิงครั้งแรกเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีทรัมป์เป็นตัวกลางบางส่วน และทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงกัน

    ทรัมป์กล่าวว่า “ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงสันติภาพครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งผมภูมิใจที่ได้เป็นคนกลางระหว่างไทยและกัมพูชา”

    ทรัมป์กล่าวในการลงนามว่าข้อตกลงนี้เป็นก้าวสำคัญ และแสดงความยินดีกับทั้งอนุทินและฮุน มาเนต สำหรับความเคลื่อนไหวดังกล่าว

    นักวิเคราะห์กล่าวว่า ข้อตกลงสันติภาพสมบูรณ์ฉบับสุดท้ายระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงค้างคาอยู่

    โมฮัมหมัด ฮะซัน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียซึ่งมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในการเจรจาในนามของอาเซียน กล่าวว่าข้อตกลงล่าสุดมุ่งเน้นไปที่การจัดตั้งผู้สังเกตการณ์ระดับภูมิภาคในพื้นที่ขัดแย้งชายแดน

    “เราต้องการให้ไม่มีการละเมิดการหยุดยิงอีกต่อไป เพราะหลังจากวันที่ 28 กรกฎาคม แม้ว่าจะมีการประกาศหยุดยิงแล้ว แต่ก็ยังมีการละเมิดเล็กน้อย” โมฮัมหมัดกล่าว

    “ทั้งสองประเทศต้องถอนอาวุธหนักของตนออกจากพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง และประการที่สอง ทั้งสองประเทศต้องพยายามกำจัดหรือเคลื่อนย้ายและทำลายทุ่นระเบิดที่ฝังไว้ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ” เขากล่าวเสริม

    หลังจากมาเลเซีย คาดว่าทรัมป์จะเดินทางไปยังโตเกียวในวันจันทร์ และในวันรุ่งขึ้นเขาจะได้พบกับซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น

    ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาได้ยินเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับเธอ และยกย่องความจริงที่ว่าเธอเป็นสาวกของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะซึ่งถูกลอบสังหารและเป็นผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตัวเขา

    ไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้คาดว่าจะอยู่ที่เกาหลีใต้ ซึ่งทรัมป์จะได้พบกับสี จิ้นผิง เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งวาระสอง

    ทรัมป์มีกำหนดเดินทางถึงเมืองท่าปูซานทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ในวันพุธ ก่อนการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) และจะพบกับประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้

    รัฐมนตรีกระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่ามีโอกาสค่อนข้างมากที่ทรัมป์และคิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือจะได้พบกัน

    ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองพบกันครั้งสุดท้ายในเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งกั้นระหว่างสองเกาหลีในช่วงการดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยแรกของทรัมป์

    คิมจองอึนได้กล่าวไว้ว่าเขายินดีที่จะพบกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เช่นกัน หากรัฐบาลวอชิงตันยกเลิกข้อเรียกร้องที่ให้รัฐบาลเปียงยางยอมสละคลังอาวุธนิวเคลียร์

    ในวันพฤหัสบดี ตลาดโลกจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าการพบปะกับสีจิ้นผิง จะสามารถหยุดยั้งสงครามการค้าที่เกิดจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ของทรัมป์ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากข้อพิพาทเรื่องมาตรการควบคุมแร่ธาตุหายากของรัฐบาลปักกิ่งเมื่อเร็วๆ นี้.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/884954/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dE6zWstl4DFF-Ftv5bFrl

  • Longevity Economy เศรษฐกิจอายุยืน พลิกโลกธุรกิจสุขภาพยุคใหม่

    Longevity Economy เศรษฐกิจอายุยืน พลิกโลกธุรกิจสุขภาพยุคใหม่

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “Longevity” เริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้นในวงการแพทย์ วิทยาศาสตร์ รวมถึงโลกธุรกิจและนโยบายสาธารณะ หลายประเทศมองแนวคิดนี้ว่าเป็น “โอกาสทองของศตวรรษที่ 21” เพราะสังคมทั่วโลกกำลังก้าวสู่ยุคที่ผู้คนมีอายุยืนยาวกว่าที่เคย และมีความต้องการ “สุขภาพดีไปพร้อมกับอายุยืน” มากกว่าการมีชีวิตที่ยาวนานเฉย ๆ

    คำว่า Longevity แปลตรงตัวว่า “ความยืนยาวของชีวิต” หรือ “อายุยืน” แต่ในเชิงลึกแล้ว หมายถึงการมีชีวิตที่ยาวขึ้นพร้อมสุขภาพกายและใจที่ดี นักวิทยาศาสตร์เรียกช่วงเวลานี้ว่า Healthspan หรือ “ช่วงอายุสุขภาพดี” ซึ่งต่างจาก Lifespan ที่หมายถึงอายุขัยโดยรวมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต

    เป้าหมายของ Longevity จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลขอายุ แต่คือการ “ยืดช่วงเวลาที่เราใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ” นั่นคือสามารถเดินได้ ทำงานได้ ดูแลตัวเองได้ และยังคงมีความสุขกับสิ่งรอบตัวไปจนถึงวัยชรา

    แนวคิด Longevity มีพื้นฐานจากสาขาวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Geroscience หรือชีววิทยาแห่งความชรา ศึกษาสาเหตุที่ทำให้เซลล์และอวัยวะเสื่อมลงเมื่ออายุมากขึ้น เช่น การอักเสบเรื้อรัง การสั้นลงของเทโลเมียร์ (ส่วนปลายของโครโมโซม) และการสะสมของเซลล์เสื่อม (Senescent Cells)

    การชะลอความเสื่อมของเซลล์เหล่านี้อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ หรืออัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของผู้สูงอายุทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามามีบทบาท เช่น

    • Senolytic Drugs ยาที่ช่วยกำจัดเซลล์ชราออกจากร่างกาย
    • Regenerative Medicine หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น การใช้สเต็มเซลล์ซ่อมแซมอวัยวะ
    • AI for Longevity ที่ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพเชิงลึก เพื่อออกแบบโปรแกรมดูแลเฉพาะบุคคล
    • Nutritional Science ที่มุ่งเน้นโภชนาการเชิงป้องกัน เช่น การจำกัดเวลาในการกิน (Intermittent Fasting) หรือการควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกาย

    กล่าวได้ว่า Longevity ไม่ใช่เรื่องของ “ยาอายุวัฒนะ” หากแต่เป็นการรวมพลังของวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อยืดช่วงเวลาที่เรามีสุขภาพแข็งแรงที่สุดในชีวิต

    แนวโน้มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก องค์การสหประชาชาติคาดว่า ภายในปี 2050 โลกจะมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่า 2,000 ล้านคน ทำให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “Longevity Economy” หรือ “เศรษฐกิจอายุยืน”

    ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Longevity เติบโตครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่

    • สุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) เช่น โปรแกรมตรวจยีน วิเคราะห์เมตาบอลิซึม คลินิกเวชศาสตร์ชะลอวัย
    • เทคโนโลยีสุขภาพ (Health Tech) เช่น Smartwatch, Wearables, แอปพลิเคชันติดตามสุขภาพ
    • การเงินและประกันชีวิตระยะยาว ที่ออกแบบเพื่อคนอายุยืน
    • อสังหาริมทรัพย์และชุมชนผู้สูงวัยอัจฉริยะ (Senior Living / Smart Home for Elders)
    • ตลาดอาหารและโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition)

    ส่วนประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” แล้วในปี 2568 โดยประชากรกว่า 20% มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งหมายความว่า “คนรุ่นใหม่ในวันนี้” จะต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้สูงวัยจำนวนมาก และระบบเศรษฐกิจทั้งหมดต้องปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้

    นโยบายด้านสุขภาพจึงเริ่มหันมาเน้น “ป้องกันก่อนป่วย” เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึก โภชนาการเฉพาะบุคคล และการส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละวัย ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็กำลังขยับสู่ตลาด Longevity เช่น ธุรกิจเฮลท์เทค โรงพยาบาลเฉพาะทาง เวชศาสตร์ฟื้นฟู ไปจนถึงโครงการบ้านผู้สูงอายุอัจฉริยะ

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของไทยคือ “การเข้าถึง” — ทำอย่างไรให้คนไทยทุกกลุ่มมีโอกาสใช้บริการ Longevity ได้ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มรายได้สูงเท่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/642379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-2TAgCJRpUqC05qtRr303