Category: เศรษฐกิจ

  • ช่วงนี้งานเพียบ

    ช่วงนี้งานเพียบ

    ซึ่งเจ้าตัวย้ำกับชาวหาดใหญ่ว่า รัฐบาลมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เน้นการสร้างรายได้ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมทักษะอาชีพให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวัตถุดิบพื้นถิ่นที่มีศักยภาพสูง

    จึงได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ DIPROM (ดีพร้อม) ดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรม ด้วยการเพิ่มทักษะ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น

    รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระรายจ่าย กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งมุ่งฝ่าฟันปัญหาความท้าทายทางเศรษฐกิจ จากความผันผวนของสถานการณ์โลกและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นต้นแบบของการบูรณาการระหว่างภาครัฐกับชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์และต่อยอดสินค้าท้องถิ่น

    นอกจากภารกิจลงพื้นที่เปิดกิจกรรมและติดตามงานสำคัญของรัฐบาลแล้ว ยังมีเรื่องงานเอกสารและคิวการประชุมต่างๆ อัดแน่นในตารางงานท่านรัฐมนตรีทุกวัน

    ล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ สังเกตเห็น “รัฐมนตรีแด๊ก” ดูแปลกตา เพราะเจ้าตัวสวมแว่นสายตาร่วมวงประชุม ครั้นถามว่าเป็นเพราะช่วงนี้งานเอกสารเยอะใช่หรือไม่ ปกติไม่เคยเห็นสวมแว่นตาเลย

    เจ้าตัวบอก “ตอนนี้อ่านหนังสือตัวเลขไม่ค่อยได้ ส่วนแว่นสายตานั้นซื้อไว้นานแล้วแต่ไม่ค่อยได้ใส่”

    ตอนนี้คงถึงเวลาที่ท่านรัฐมนตรีต้องหยิบแว่นมาใส่จริงๆ จังๆ ซะแล้ว เพราะทั้งงานเอกสาร งานประชุมที่เพิ่มขึ้น ต้องใช้สายตาเยอะเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นช่วงงานหนัก แต่เจ้าตัวก็พร้อมลุย แข่งกับเวลาที่รัฐบาลมีเพียง 4 เดือนด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/885094/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mv_uoQavDwazlEeYbDWIs

  • “กรุงไทย” กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท และ 9 เดือนที่ 37,456 ล้านบาท

    “กรุงไทย” กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท และ 9 เดือนที่ 37,456 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2568 จำนวน 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ได้แรงหนุนจากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และธุรกิจ Wealth Management พร้อมบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพมุ่งเน้นดูแลคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง และรักษาระดับ Coverage Ratio ในระดับสูง รองรับภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน เร่งช่วยเหลือลูกค้าปรับตัวและแก้หนี้อย่างยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3 จากการเร่งส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ก่อนขึ้นภาษีศุลกากร ส่วนในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า มีแนวโน้มชะลอตัวจากการเร่งส่งออกที่หมดลง ขณะเดียวกัน ยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐ ซึ่งล้วนจะยังคงกดดันการเติบโตของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ที่มุ่งเน้นกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำ และมีโอกาสพลิกฟื้นความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้า

    ธนาคารดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง มุ่งเน้นการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ รับมือกับความไม่แน่นอน โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือและสนับสนุนลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มเปราะบางที่มีภาระหนี้สูงและรายได้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยร่วมสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ผ่านมาตรการต่างๆ อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และ “โครงการสินเชื่อรวมหนี้ข้าราชการยั่งยืน” รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง
    นอกจากนั้น ธนาคารยังเดินหน้าสนับสนุนสินเชื่อสำหรับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับพลวัตของโลก ตลอดจนสนับสนุนกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง (New S-Curve) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจ

    ​ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3/2568 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/25671/ ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 14,620 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1 จากรายได้จากการดำเนินงานขยายตัวร้อยละ 3.4 ได้แรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน จากตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนตามสภาวะตลาดอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมที่ขยายตัวร้อยละ 3.7 จากธุรกิจ Wealth Management ขณะที่ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามภาวะดอกเบี้ยและการปรับดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า สินเชื่อโดยรวมลดลงร้อยละ 3.9 จากสิ้นปี 2567 ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง การชำระคืนของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อภาครัฐ ในด้านสินเชื่อรายย่อยเติบโตได้ดีกว่าเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัย และธนาคารสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มี Cost to Income Ratio ที่ร้อยละ 37.7 ลดลงจากร้อยละ 41.8 โดยคาดว่าประมาณการทั้งปียังคงเป็นไปตามเป้าหมายเดิม

    ธนาคารยังคงรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี NPL Ratio อยู่ที่ร้อยละ 2.88 ลดลงจากร้อยละ 2.99 จากสิ้นปีที่ผ่านมา จากลูกหนี้รายใหญ่บางรายกลับมาเป็นหนี้ปกติ และยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงต่อเนื่องที่ร้อยละ 206.6 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 188.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา รองรับความไม่แน่นอนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะนี้ โดยมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อ (Credit Cost) ที่ร้อยละ 1.09 ลดลงจากร้อยละ 1.29 สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์

    เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 2/2568 ธนาคารและบริษัทย่อยมีรายได้จากการดำเนินงานขยายตัวร้อยละ 5.9 แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนจากตราสารหนี้และอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับตัวดีตามสภาวะตลาดและรายได้ค่าธรรมเนียมที่เติบโตต่อเนื่องจากบริการด้าน Wealth Management ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 14,620 ล้านบาท

    ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนของปี 2568 เทียบกับช่วง 9 เดือนของปี 25671/ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 37,456 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 รายได้จากการดำเนินงานขยายตัวเล็กน้อย ร้อยละ 0.4 ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลงร้อยละ 4 จากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับสู่ระดับปกติ แม้ว่าธนาคารยังคงลงทุนใน เทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม รองรับการเติบโตในอนาคต โดย Cost to Income Ratio ลดลงเป็นร้อยละ 40.1 จากร้อยละ 41.9 ธนาคารยังคงตั้งสำรองอย่างรอบคอบและระมัดระวังและยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจสะท้อนคุณภาพสินทรัพย์

    ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ธนาคาร (งบเฉพาะธนาคาร) มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 19.78 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง และมีเงินกองทุนทั้งสิ้น ร้อยละ 21.78 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงซึ่งอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ธนาคารขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างคุณค่าและโอกาสทางการเงินให้ทุกคนผ่าน 5 ยุทธศาสตร์หลัก ที่มุ่งเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน บริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ เสริมศักยภาพพนักงาน และสร้างสมดุลให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยล่าสุดธนาคารและพันธมิตรได้จัดตั้ง ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) เพื่อดำเนินธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MInKXpn45qjg9NQDdL9V7

  • ไทย-สหรัฐฯ ประกาศกรอบการค้าต่างตอบแทน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ ประกาศกรอบการค้าต่างตอบแทน ยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

    ไทย-สหรัฐฯ ประกาศแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน มุ่งยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐอเมริกาได้สรุปผลแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Joint Statement on Framework for United States–Thailand Agreement on Reciprocal Trade) ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบขาว เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศที่จะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า สร้างสมดุลทางการค้า และเป็นกรอบแนวทางการเจรจาความตกลงทางการค้าต่างตอบแทน ที่จะต้องเจรจาในรายละเอียดภายหลังจากนี้ โดยแถลงการณ์นี้มิได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบแนวทางที่ใช้ในการหารือร่วมกันต่อไป

    นางศุภจี ระบุว่า ร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ที่จะเดินหน้าเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยความตกลงดังกล่าวจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาภายในปลายปีนี้ ซึ่งตนเชื่อมั่นว่า จะช่วยส่งเสริมบรรยากาศทางธุรกิจที่ดี และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการและนักลงทุน โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ต่างมุ่งหวังจะเห็นความสำเร็จของการเจรจา ที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดำเนินการให้บรรลุผล

    “การสรุปแถลงการณ์ร่วมฯ ถือเป็นความคืบหน้าที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าเจรจารายละเอียดเพื่อสรุปผลในสิ้นปีนี้ ในส่วนของไทย ทีมเจรจามุ่งมั่นที่จะดำเนินการเจรจาอย่างรอบคอบในทุกมิติ ทั้งด้านมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ข้อมูลทางการค้า ผลกระทบต่อภาคการผลิต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวม โดยทีมเจรจาจะทำงานอย่างเต็มที่ในการเจรจาให้ได้ข้อสรุป เพื่อให้ประเทศไทยและทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าว

    นางศุภจี ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กรอบการเจรจาที่จะพูดคุยหารือกับสหรัฐฯ ครอบคลุมประเด็นในด้านต่างๆ ที่จะส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การค้าบริการ การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการป้องกันการหลบเลี่ยงอากร โอกาสในการจัดซื้อเชิงพาณิชย์ รวมไปถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน

    ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เป็นลำดับต้น เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย และมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ในการเจรจา ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

    สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในปี 2567 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 2 ของไทย รองจากจีน มีมูลค่าการค้ารวม 74,484.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 54,956.21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์และอุปกรณ์ และสหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ด้วยมูลค่าการนำเข้า 19,528.61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ก๊าซธรรมชาติ และเครื่องบิน.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2891472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aM2lWclEuy98sagH45PJu

  • ‘เอกชน’ ยื่น 3 ข้อเสนอ ‘รัฐบาลอนุทิน’  เยียวยาผลกระทบแสนล้าน ปิดด่านไทย-กัมพูชา

    ‘เอกชน’ ยื่น 3 ข้อเสนอ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เยียวยาผลกระทบแสนล้าน ปิดด่านไทย-กัมพูชา

    เศรษฐกิจ

    26 ต.ค. 2025 เวลา 6:26 น.

    ภาคเอกชนหารือกระทรวงการต่างประเทศ  ยื่น 3 ข้อเสนอ ถึงรัฐบาลอนุทินช่วยเยียวยาผลกระทบแสนปิดด่านไทย-กัมพูชา หลังเสียหายเดือนละ 1.5 หมื่นล้าน คาดปลายปีผลเสียหายถึง 1 แสนล้านบาท 

    • ภาคเอกชนหารือกระทรวงการต่างประเทศ  ยื่น 3 ข้อเสนอถึงรัฐบาลอนุทินช่วยเยียวยาผลกระทบแสนปิดด่านไทย-กัมพูชา หลังเสียหายเดือนละ 1.5 หมื่นล้าน คาดปลายปีผลเสียหายถึง 1 แสนล้านบาท 
    • ขอลดภาษี-ลดค่าสาธารณูปโภค-สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
    • พร้อมเสนอเร่งเปิดท่าเรือตราดและนำเข้าสินค้าจำเป็นผ่านด่านทางบก
    • เผยข้อเสนอรับทราบใน ครม.เศรษฐกิจแล้ว เตรียมส่งต่อตรงถึงนายกฯ

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้รายงานให้ที่ประชุมทราบว่าเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นประธานหารือกับผู้แทนภาคเอกชนไทยเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา และรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชนเพื่อนำไปรายงานให้รัฐบาลทราบและพิจารณาต่อไป

    ทั้งนี้ผู้แทนภาคเอกชนไทยที่เข้าร่วมการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้แก่ สภาธุรกิจไทย-กัมพูชา สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา หอการค้าไทย รวมทั้งภาคเอกชนจาก 13 อุตสาหกรรมซึ่งได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการปิดด่านไทย-กัมพูชา

    อย่างไรก็ตามแม้ภาคเอกชนจะมีความเข้าใจต่อนโยบาย และการดำเนินการของรัฐบาล โดยเฉพาะการให้ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามเงื่อนไข 4 ข้อของรัฐบาลได้แก่ กัมพูชาต้องถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิด  ปราบปรามสแกมเมอร์ และบริหารจัดการพื้นที่ชายแดนที่มีปัญหา แต่ภาคเอกชนก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการนำเข้า-ส่งออกสินค้าประมาณเดือนละ 15,000 ล้านบาท คาดว่าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อไปถึงปลายปี 2568 อาจมีความเสียหายสูงถึง 1 แสนล้านบาท

    ภาคเอกชนจึงได้เสนอมาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลพิจารณาช่วยเหลือ 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

    1. มาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน ขอให้รัฐบาลลดภาษี ลดค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค และออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจต่อไป

    2. มาตรการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ เมื่อสถานการณ์มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ขอให้เปิดให้บริการท่าเรือและช่องทางเดินเรือที่จังหวัดตราด เพื่อเป็นทางเลือกในการขนส่งสินค้า

    3. มาตรการพิเศษการนำเข้าสินค้าจำเป็น เปิดให้นำเข้าสินค้าจำเป็นเป็นกรณีพิเศษผ่านด่านทางบก เพื่อไม่ให้กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

    ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรับปากจะมีหนังสือเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อเสนอมาตรการช่วยเหลือทั้ง 3 ด้านในโอกาสแรกเพื่อให้เกิดการนำข้อเสนอของเอกชนไปดำเนินการต่อไป

    นอกจากนี้นางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรายงานว่าผู้ประกอบการด้านการก่อสร้างและเกษตรกรรมได้รับผลกระทบหนักจากการที่แรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาบางส่วนเดินทางกลับประเทศต้นทาง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานฉับพลันกระทรวงแรงงานจึงดำเนินมาตรการบรรเทาปัญหาโดยเปิดให้ขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย (แรงงานนอกระบบ) มาทดแทน โดยเริ่มเปิดลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายวันแรกเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา

    ขณะที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เตือนว่าสถานการณ์ความขัดแย้งอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเกิดความกังวลต่อความปลอดภัย จึงควรเร่งประชาสัมพันธ์และสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าพื้นที่ท่องเที่ยวของไทยยังคงปลอดภัย สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตามปกติ

    ขณะที่นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการฯ แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาด้านภาษีศุลกากร (Tariff) กับสหรัฐอเมริกา จึงควรวางแผนการเจรจาอย่างระมัดระวังและรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับการประสานงานในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกรอบการประชุม ASEAN Summit 2025 ที่จะมีขึ้นปลายเดือนต.ค. 2568 นี้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204507&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iz_Mln-uDV68Kb1RLvqpe

  • โพลชี้ประชาชนชอบ ‘คนละครึ่ง’

    โพลชี้ประชาชนชอบ ‘คนละครึ่ง’

    26 ต.ค. 2568 – “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับนโยบายลดค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,216 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 21-24 ตุลาคม 2568  พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เข้าร่วมโครงการของภาครัฐที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพ คือ คนละครึ่ง (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ 76.43  และเห็นว่าโครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องและลดภาระค่าครองชีพได้ ร้อยละ 78.04  จากโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ โครงการที่ชอบมากที่สุด คือ คนละครึ่ง (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) ร้อยละ 69.31  ในระยะยาวเพื่อลดภาระค่าครองชีพอยากให้รัฐบาลควบคุมราคาสินค้าให้เหมาะสม ร้อยละ 61.92 ทั้งนี้หากมีการเลือกตั้งคิดว่าพรรคการเมืองที่มีนโยบายประชานิยมจะได้เปรียบ ร้อยละ 67.43

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากนโยบายช่วยเหลือต่าง ๆ ของหลายรัฐบาล พบว่า “โครงการคนละครึ่ง” ยังคงครองใจ เพราะใช้ง่าย เข้าถึงจริง และเห็นผลชัดในชีวิตประจำวัน แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่ช่วยสร้างความรู้สึกว่ารัฐอยู่เคียงข้างประชาชน ขณะเดียวกันการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ประชาชนคาดหวังทั้งความเร็วในการช่วยเหลือและความยั่งยืนของผลลัพธ์ไปพร้อมกัน

    รองศาสตราจารย์ ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาปากท้องในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพสูงมากขึ้น เป็นนโยบายที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหามากที่สุด โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือประชาชนให้มีกำลังซื้อในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคสินค้าและการบริการ ช่วยเหลือผู้ประกอบขนาดเล็กและร้านค้ารายย่อยให้มีรายได้พยุงกิจการให้ดำเนินต่อไปได้ เป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมามีความคึกคัก ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้คล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่ได้มีการริเริ่มในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผลและโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยการควบคุมราคาสินค้าให้มีความเหมาะสม โดยเข้าไปตรวจสอบและควบคุมต้นทุนการผลิตอย่างเช่นราคาพลังงาน น่าจะเป็นการลดปัญหาค่าครองชีพและทำให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพื่อการบริโภคได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าการใช้นโยบายประชานิยมที่ทุ่มงบประมาณในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น ๆ ได้เป็นครั้งคราว  

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/884872/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EebWI7wDDlhwhBcX8NwhX

  • ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win

    ออมสิน ชู “เกาะลิบง” ต้นแบบท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบายรัฐ – Quick Big Win

    ธนาคารออมสินเดินหน้าภารกิจเพื่อสังคม ผลักดันงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” โดยสร้างสรรค์การท่องเที่ยววิถีใหม่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ในการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนบนเกาะลิบง จังหวัดตรัง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ภายใต้แนวคิด “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น มุ่งพัฒนาเกาะลิบงให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมวิถีใหม่ใน 2 ด้าน คือ ด้านการยกระดับการท่องเที่ยวแบบชุมชน และ ด้านการส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ พร้อมจับมือกับ 4 บล็อกเกอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ ช่อง Alex Rendell, พลอย Pigkaploy ช่อง Pigkaploy, บาส-ภาณุภัทร์ สุกัลยารักษ์ ช่อง Go Went Go และ โจโฉ-ทรงธรรม สิปปวัฒน์ ช่อง โจโฉ เดินป่า ร่วมถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ธรรมชาติแห่งอันดามัน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมพื้นถิ่นในมุมมองของตัวเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว พร้อมกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน

    “Meaningful Travel” – ลิบง เที่ยวด้วยใจ ให้มากกว่าที่ตาเห็น เป็นแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ที่วางเป้าหมายการพัฒนาครอบคลุมทุกมิติ โดยยกระดับผ่าน การท่องเที่ยวแบบชุมชน และ การส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ ทั้งในรูปแบบของการจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวผ่าน E-Book ยกระดับกิจการโฮมสเตย์ให้มีมาตรฐาน และสร้างผู้นำเที่ยวชุมชนโดยให้เยาวชนเป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว (Storytelling) ตลอดจนยกระดับผลิตภัณฑ์และภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการตลาดของกลุ่มอาชีพ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นทางท่องเที่ยวเกาะลิบงได้ที่เฟซบุ๊กเพจ GSB Society

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ถือเป็นโครงการที่ 2 ต่อจากโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” จังหวัดน่าน ที่ประสบความสำเร็จในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมเพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยึดโยงกับบริบทของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินโครงการลิบงสุขใจฯ ตั้งแต่ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Island)” มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นบทบาทการพัฒนาสังคม ชุมชน และส่งเสริมการออม ตามภารกิจของธนาคารเพื่อสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252018&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LScWfFU3_oyMwfmogQZVi

  • ก้าวต่อไปสำหรับประชาคมอาเซียน ในวันที่ดุลอำนาจโลกกลับตาลปัตร

    ก้าวต่อไปสำหรับประชาคมอาเซียน ในวันที่ดุลอำนาจโลกกลับตาลปัตร

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ภาษีสหรัฐฯ’ ในปีนี้ นับเป็นบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์ ที่ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ยังสร้างรอยร้าวเชิงยุทธศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาคมอาเซียน

    ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องไม่เพียงคำนึงถึง ‘สัญชาตญาณการเอาตัวรอด’ ที่รังแต่จะฉุดรั้งความเป็นเอกภาพของประชาคม โดยอาเซียนจำเป็นต้องฟื้นฟูความเป็นปึกแผ่น เพื่อคงไว้ซึ่งการส่งเสริมความร่วมมือภายในภูมิภาคอย่างแท้จริง

    ในขณะเดียวกัน การเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 26-28 ตุลาคมนี้ ยังถูกจับตาในฐานะ ‘บททดสอบสำคัญ’ ว่า อาเซียนจะรักษาสมดุลในการปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจคู่แข่ง อย่างจีนและสหรัฐฯ อย่างไร

    ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ดุลอำนาจในเวทีโลกไร้เสถียรภาพ ก้าวต่อไปของอาเซียนจะมีนัยสำคัญในการกำหนดแนวทางและอนาคตของภูมิภาคอย่างเลี่ยงไม่ได้

    การเจรจาที่ไร้เอกภาพ

    แม้อาเซียนจะยึดมั่นใน ‘หลักฉันทามติ’ (consensus-driven approach) โดยทฤษฎี แต่การที่มาตรการภาษีตอบโต้ และการชะลอการบังคับใช้หลากหลายครั้ง ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการค้าอันเฉียบคมของสหรัฐฯ ที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนจากการไม่สามารถคาดเดารูปการณ์ได้ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกเร่งรุดเจรจาเพื่อทำข้อตกลงทวิภาคี (bilateral deals) โดยมุ่งเน้นปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน

    ซึ่งการคำนึงถึงเพียง ‘สัญชาตญาณการเอาตัวรอด’ ของบรรดาประเทศสมาชิก สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปราะบางของอาเซียนอย่างชัดเจน นั่นคือ ความร่วมมือระหว่างสมาชิกสามารถถูกบั่นทอนลงได้อย่างง่ายดาย ทำให้การใช้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับสหรัฐฯ ถูกละเลยโดยสิ้นเชิง

    นี่เป็นวิกฤตสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นปึกแผ่นของประชาคมอาเซียน 

    ซึ่งคำถามก็คือ ทำอย่างไร อาเซียนจึงจะสามารถก้าวข้ามความระส่ำระสาย เพื่อรวมพลังเป็นหนึ่ง และยกระดับความได้เปรียบของทั้งภูมิภาคในการเจรจาต่อรองในเวทีโลก?

    การปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินเพื่อเผชิญระเบียบโลกใหม่

    กระแสข่าวเกี่ยวกับ ‘ยุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ’ (de-dollarization) ได้ถูกนำเสนออย่างกว้างขวางในปีนี้ หากแต่ในความเป็นจริง นโยบายเหล่านี้ยังคงเป็นเพียงการทดลองใช้อย่างจำกัด

    แม้จะมีตัวอย่าง เช่น การใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างอินเดียและรัสเซีย แต่ในทางปฏิบัติ กลไกเช่นนั้นกลับเป็นเพียง ‘มาตรการจำเป็น’ (crisis-driven measures) มากกว่าความตั้งใจที่จะปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

    ในปัจจุบัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงครองสัดส่วนกว่า 58% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลก ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังคงมี ‘ไพ่เด็ด’ อย่างความสามารถในการคว่ำบาตรทางการเงิน หรือการตัดสิทธิ์จากระบบ SWIFT ซึ่งช่วยต่ออายุอำนาจของดอลลาร์เหนือสกุลเงินคู่แข่งอื่นๆ

    สำหรับอาเซียน ท่ามกลางรูปแบบเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออก (export-oriented economies) ของประเทศสมาชิก การต้องเผชิญทั้งแนวโน้ม ‘ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ’ ของสหรัฐฯ และความพยายาม ‘de-dollarize’ ของกลุ่ม BRICS ทำให้เส้นทางข้างหน้าของอาเซียนจำต้องมุ่งปกป้องผลประโยชน์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านการเสริมสร้างระบบการเงินระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

    แม้อาเซียนจะยังไม่สามารถทุ่มทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการใช้สกุลเงินของประเทศสมาชิกในเวทีโลก แต่อาเซียนสามารถวางกลยุทธ์และปฏิบัติตามหลักความเป็นจริง (pragmatism) ผ่านการต่อยอด ‘โครงการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระดับภูมิภาค’ (Regional Payment Connectivity: RPC) เช่นการยกระดับระบบการเงินดิจิทัลอย่าง พร้อมเพย์ (PromptPay) เพื่อส่งเสริมการบูรณาการให้สามารถเชื่อมโยงกับระบบดิจิทัลอื่นๆ ภายในอาเซียนยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคงยิ่งขึ้นภายในภูมิภาค

    บทบาทอาเซียนในเวทีโลก

    ท่ามกลางดุลอำนาจที่ผันแปร อาเซียนยังสามารถรักษาเอกภาพผ่านการยืนหยัดในหลักการ ‘พหุภาคีนิยมแบบยืดหยุ่น’ (flexible multilateralism)

    เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ประเทศสมาชิกอาเซียนจำต้องก้าวข้ามรูปแบบการเจรจาแบบทวิภาคี ไปสู่การสนทนาและหารือเชิงพหุภาคี (multilateral dialogues) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่านการยกระดับความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และข้อตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

    นอกจากนี้ อาเซียนสามารถผลักดันบทบาทของตนในเวทีโลก ผ่านการส่งเสริมบทสนทนาแบบพหุภาคีกับนานาประเทศ อย่างที่เคยปรากฎในการประชุมระหว่างอาเซียนและรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ที่ผ่านมา รวมถึงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ที่จะถึง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการวางยุทธศาสตร์ ผ่านการสานสัมพันธ์กับทั้งผู้นำจีนและสหรัฐฯ

    พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

    ประชาคมอาเซียนต้องยอมรับว่าไม่อาจบรรลุ ‘อิสรภาพเชิงยุทธศาสตร์’ (strategic autonomy) หากยังขาดความสมานฉันท์ระหว่างประเทศสมาชิกในการเจรจากับประเทศมหาอำนาจ ฉะนั้น กรอบความคิดทางการทูตจะต้องถูกเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อบูรณาการการปฏิบัติ ให้อาเซียนสามารถสร้างความได้เปรียบในการต่อรองในเวทีโลก

    การพลิกวิกฤติครั้งนี้ จำต้องใช้การปฏิรูป ‘กลไกเชิงสถาบัน’ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและดำเนินการเจรจาอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างประเทศสมาชิก พร้อมทั้งกำหนดมาตรการในการยับยั้งการดำเนินการฝ่ายเดียว (unilateral approach) ที่อาจบั่นทอนผลประโยชน์โดยรวมของภูมิภาค

    สงครามภาษีในปีนี้ได้แสดงให้เห็นทั้ง ‘จุดเปราะบาง’ และ ‘ศักยภาพแฝง’ ของอาเซียนโดยประจักษ์ ดังนั้น การรับมือกับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ จึงต้องใช้ ‘การบูรณาการเชิงเปลี่ยนผ่าน’ (transformational integration) เป็นกุญแจสำคัญในการนำพาประชาคมอาเซียนไปสู่โครงสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    เกมการเดิมพันครั้งนี้สูงอย่างที่ไม่ปรากฏมาก่อน แต่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ ที่ประชาคมอาเซียนโดยรวมมีทั้ง ‘ฐานเศรษฐกิจศักยภาพสูง’ และยังเผชิญ ‘แรงกดดันจากภายนอก’ ที่สามารถผลักดันให้ประเทศสมาชิกร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ก้าวต่อไปในระยะสั้นจึงจะเป็นตัวตัดสิน ว่าประชาคมอาเซียนจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้หรือไม่

    ภาพ: ณัฏฐา โกมลวาทิน / THE STANDARD 

    ABOUT THE AUTHOR

    วิชัย เอสวารัน (Vijay Eswaran)

    ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานบริหารของกลุ่มบริษัท QI Group ซึ่งดําเนินธุรกิจหลากหลาย ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/asean-unity-crisis-us-tax-challenge-trump-summit/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38p3RUW8m2kDOD0YwATxvo

  • เศรษฐกิจโลกมีหวัง! จีนส่งสัญญาณพร้อมดีลสหรัฐฯ Bitcoin อาจเตรียมพุ่งต่อ

    เศรษฐกิจโลกมีหวัง! จีนส่งสัญญาณพร้อมดีลสหรัฐฯ Bitcoin อาจเตรียมพุ่งต่อ

    By

    ตุลาคม 26, 2025

    หลังจากหลายเดือนแห่งความตึงเครียดทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจโลก สหรัฐฯ และจีนดูเหมือนจะเข้าใกล้ข้อตกลงการค้าครั้งสำคัญที่อาจพลิกสมดุลของเศรษฐกิจโลกได้อีกครั้ง โดยนักลงทุนในตลาดคริปโตต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลลัพธ์อาจมีอิทธิพลโดยตรงต่อทิศทางของ Bitcoin

     จีนและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเบื้องต้น

    รายงานจากการประชุมระดับสูงที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เผยว่า เจ้าหน้าที่จากทั้งสองประเทศได้บรรลุ “ข้อตกลงเบื้องต้น” ในประเด็นสำคัญด้านการค้าและเศรษฐกิจ ครอบคลุมถึงการควบคุมการส่งออก การลดภาษีนำเข้า และมาตรการส่งเสริมความร่วมมือทางอุตสาหกรรม

    Li Chenggang ผู้แทนการค้าระหว่างประเทศของจีน เปิดเผยว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นไปอย่าง “เข้มข้นและสร้างสรรค์” พร้อมยืนยันว่ากรอบข้อตกลงเบื้องต้นได้ถูกจัดทำขึ้นแล้ว และอยู่ระหว่างการอนุมัติภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย

    สหรัฐฯ ยืนยัน “จีนพร้อมสำหรับข้อตกลง”

    Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แสดงความมองโลกในแง่ดี โดยระบุว่าจีนพร้อมที่จะสรุปข้อตกลงซึ่งอาจ ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจีน 100% ที่เคยกำหนดในสมัยรัฐบาล​ Trump

    BREAKING: US Treasury Secretary Bessent says China is “ready” to make a trade deal with the US after 2 days of negotiations.

    Bessent says the agreement will remove President Trump’s 100% tariff set to go live November 1st.

    — The Kobeissi Letter (@KobeissiLetter) October 26, 2025

    Bessent เผยว่า ได้ร่วมกับ He Lifeng รองนายกรัฐมนตรีจีน จัดทำ “กรอบข้อตกลง” เพื่อป้องกันการยกระดับภาษีศุลกากรในอนาคต และรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะถูกนำเสนอให้ Donald Trump และ  Xi Jinping พิจารณาโดยตรงในการประชุมสุดยอดที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้

    ข้อตกลงการค้าอาจส่งผลดีต่อ Bitcoin

    นักวิเคราะห์มองว่าหากวอชิงตันและปักกิ่งบรรลุข้อตกลงสำเร็จ เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ “ช่วงเวลาแห่งความหวังใหม่” ซึ่งโดยทั่วไปมักนำไปสู่การฟื้นตัวของ สินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin ด้วย

    การผ่อนคลายความขัดแย้งทางการค้าจะช่วยลดความไม่แน่นอนในตลาด เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นความต้องการลงทุนจากสถาบันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ Bitcoin ได้แรงหนุนเพิ่มเติมในช่วงปลายปี

    Bitcoin มักได้รับประโยชน์ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีแนวโน้มกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงและผลตอบแทนสูงขึ้น

    Source: Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/10/26/us-china-deal/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DHdkcAcHBSRSVcWgejT77

  • สหรัฐเผยดีลการค้ากับไทย ต้องซื้อเครื่องบิน-เกษตร-พลังงานกว่า 2 หมื่นล้านดอลล์

    สหรัฐเผยดีลการค้ากับไทย ต้องซื้อเครื่องบิน-เกษตร-พลังงานกว่า 2 หมื่นล้านดอลล์

    ต่างประเทศ

    26 ต.ค. 2025 เวลา 16:10 น.

    เปิดกรอบการดำเนินงานข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐ มีดีลการค้าครั้งใหญ่ ไทยจะซื้อสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐ มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร

    ตามเอกสารที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ในวันอาทิตย์ (26 ต.ค.) ระบุว่า สหรัฐ-ไทยได้ตกลงจัดทำกรอบการดำเนินงานข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศสามารถเข้าถึงตลาดของกันและกันได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนนี้มีรากฐานมาจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอันยาวนานของสองประเทศ ซึ่งรวมถึงสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและไทยที่ลงนามในปี 2509 และกรอบข้อตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐและไทย ที่ลงนามในปี 2545

    เงื่อนไขสำคัญของความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐและไทย มีดังนี้

    -ไทยจะยกเลิกข้อจำกัดด้านภาษีสำหรับสินค้าประมาณร้อยละ 99 ครอบคลุมสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าเกษตรทุกประเภทของสหรัฐ

    -สหรัฐจะคงอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ไว้ที่ 19% ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งผู้บริหาร 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 แก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสินค้าที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศไทย และจะให้ผลิตภัณฑ์ที่กำหนดไว้ในภาคผนวก III ของคำสั่งผู้บริหาร 14346 ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 เรื่อง การปรับอัตราภาษีศุลกากรที่อาจเกิดขึ้นสำหรับคู่ค้าร่วม ได้รับอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้เป็น 0%

    -สหรัฐและไทยจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของไทยที่ส่งผลกระทบต่อการค้าทวิภาคี โดยประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขอุปสรรคต่อการส่งออกของสหรัฐ รวมถึงการนำเข้ารถยนต์ที่ผลิตในสหรัฐที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยและการปล่อยมลพิษยานยนต์ของรัฐบาลกลางสหรัฐ การยอมรับใบรับรองของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) และการเปิดตลาดรับอุปกรณ์การแพทย์และยารักษาโรคให้เพียงพอต่อความต้องการของไทย การออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลจากสหรัฐสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง การแก้ไขกฎหมายศุลกากรเพื่อยกเลิกระบบการให้รางวัลนำจับที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดและบทลงโทษทางศุลกากร และการนำแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดีมาใช้และปฏิบัติตาม

    -ไทยจะแก้ไขและป้องกันอุปสรรคทางการค้าต่อสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรของสหรัฐในตลาดไทย รวมถึงการเร่งรัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานบริการตรวจสอบและความปลอดภัยด้านอาหาร (FSIS) ของสหรัฐ นอกจากนี้ ไทยจะจัดการกับปัญหาที่ก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้า และรับรองว่าข้อกำหนดที่กำหนดต่อผลิตภัณฑ์การเกษตรสหรัฐ รวมถึงผลิตภัณฑ์ธัญพืชที่เหลือจากขบวนการผลิตเอทานอลด้วยข้าวโพด (distiller dried grains with solubles) นั้น เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์และความเสี่ยง และประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะยอมรับใบรับรองของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐตามตกลงกันไว้ในปัจจุบัน

    -สหรัฐและไทยจะสรุปพันธกรณีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิแรงงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิของแรงงานในการมีเสรีภาพในสมาคมและการเจรจาต่อรองร่วมได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ และเสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน รวมถึงการแก้ไขการละเมิดในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจบังคับใช้แรงงานและแรงงานเด็ก

    -ไทยมุ่งมั่นที่จะนำมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้และรักษามาตรฐานไว้ในระดับสูง และบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินมาตรการเพื่อต่อต้านการค้าผลิตภัณฑ์จากการตัดไม้ทำลายป่าอย่างผิดกฎหมาย การส่งเสริมเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพด้านทรัพยากรมากขึ้น การยอมรับและปฏิบัติตามข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ว่าด้วยการอุดหนุนการประมงอย่างเต็มที่ และการต่อต้านการประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม รวมถึงการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย

    -สหรัฐและไทยจะสรุปพันธกรณีเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมายาวนาน รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและการละเมิดลิขสิทธิ์ องค์กรบริหารจัดการร่วมที่ฉ้อโกง หลีกเลี่ยงการทำลายกลไกป้องกันลิขสิทธิ์ทางเทคนิค (Circumvention of Technological Protection Measures) และปัญหาคงค้างของการจดสิทธิบัตร

    -สหรัฐและไทยจะสรุปข้อตกลงของไทยแก้ไขอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัล ประเทศไทยให้คำมั่นที่จะงดเว้นการจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัลหรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐ รับรองการถ่ายโอนข้อมูลอย่างเสรีข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้เพื่อการดำเนินธุรกิจ สนับสนุนการระงับภาษีศุลกากรสำหรับการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างถาวรในการประชุมองค์การการค้าโลก (WTO) งดเว้นการกำหนดโควตาฉายภาพยนตร์ ผ่อนปรนข้อจำกัดการถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐในภาคโทรคมนาคมของไทย และยกเลิกข้อกำหนดการดำเนินการภายในประเทศสำหรับธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคภายในประเทศทั้งหมดผ่านบัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทย

    -สหรัฐและไทยจะสรุปพันธกรณีเพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่บิดเบือนกลไกตลาดของรัฐวิสาหกิจ (state-owned enterprises)

    สหรัฐและไทยจะเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรมผ่านการดำเนินการที่ส่งเสริมกัน เพื่อแก้ไขการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบุคคลที่สาม และร่วมมือกันในการควบคุมการส่งออก ความมั่นคงด้านการลงทุน และการต่อสู้กับการหลีกเลี่ยงภาษี

    -นอกจากนี้ สหรัฐและไทยยังรับทราบถึงข้อตกลงทางการค้าที่จะเกิดขึ้นระหว่างบริษัทสหรัฐและไทยในภาคเกษตรกรรม พลังงาน และการบิน ซึ่งรวมถึง:

    • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และธัญพืชที่เหลือจากขบวนการผลิตเอทานอลด้วยข้าวโพด มูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
    • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน มูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
    • การจัดซื้อเครื่องบินสหรัฐ จำนวน 80 ลำ มูลค่ารวม 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์

    ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ สหรัฐและไทยจะเจรจาและสรุปข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนเตรียมการลงนามข้อตกลง และจัดพิธีการภายในประเทศก่อนที่ข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1204765&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kAqXjQjqLd4xFTJv6KXn1

  • สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ ‘กรอบการค้าต่างตอบแทน’ ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์

    สหรัฐฯ-ไทย บรรลุ ‘กรอบการค้าต่างตอบแทน’ ไทยยกเลิกภาษี 99% พร้อมดีลพลังงาน-การบินกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์

    วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ทำเนียบขาวได้เปิดเผยแถลงการณ์ร่วม ว่าด้วยกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย โดยมีรายละเอียดว่า

    สหรัฐอเมริกา (‘สหรัฐฯ’) และราชอาณาจักรไทย (‘ไทย’) ได้ตกลงร่วมกันในกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีของเรา ซึ่งจะมอบการเข้าถึงที่ไม่เคยมีมาก่อนให้แก่ผู้ส่งออกของทั้งสองประเทศสู่ตลาดของกันและกัน ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนนี้จะต่อยอดจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยาวนานของเรา ซึ่งรวมถึงสนธิสัญญาไมตรีและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ลงนามในปี พ.ศ. 2509 และความตกลงว่าด้วยกรอบการค้าและการลงทุนระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ลงนามในปี พ.ศ. 2545

    ข้อกำหนดสำคัญของความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และไทย จะครอบคลุมถึง:

    • ไทย จะยกเลิกมาตรการกีดกันทางภาษีสำหรับสินค้าประมาณ ร้อยละ 99 ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรทั้งหมดของสหรัฐฯ
    • สหรัฐฯ จะคงภาษีต่างตอบแทนไว้ที่อัตราร้อยละ 19 ตามที่กำหนดไว้ในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14257 ลงวันที่ 2 เมษายน 2568 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติม สำหรับสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศไทย และจะระบุผลิตภัณฑ์จากรายการที่กำหนดไว้ในภาคผนวก III ของคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14346 ลงวันที่ 5 กันยายน 2568 ว่าด้วยการปรับเปลี่ยนภาษีที่เป็นไปได้สำหรับพันธมิตรที่มีการจัดแนวร่วม เพื่อให้ได้รับอัตราภาษีต่างตอบแทนร้อยละศูนย์
    • สหรัฐฯ และไทยจะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษีของไทยที่ส่งผลกระทบต่อการค้าทวิภาคี ไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขมาตรการกีดกันต่อการส่งออกของสหรัฐฯ รวมถึงการ: ยอมรับยานยนต์ที่ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยและมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ; ยอมรับใบรับรองของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) และการอนุญาตทางการตลาดล่วงหน้าสำหรับเครื่องมือแพทย์และยา ว่าเพียงพอต่อการบรรลุข้อกำหนดของไทย; การออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลของสหรัฐฯ สำหรับเชื้อเพลิง; การแก้ไขกฎหมายศุลกากรเพื่อยกเลิกระบบการให้รางวัลทางศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดและบทลงโทษทางศุลกากร; และการรับและบังคับใช้หลักปฏิบัติทางการกำกับดูแลที่ดี
    • ไทยจะจัดการและป้องกันมาตรการกีดกันต่อผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรของสหรัฐฯ ในตลาดไทย รวมถึงการเร่งรัดการเข้าถึงสำหรับผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และสัตว์ปีกที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานบริการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารของสหรัฐฯ (FSIS) นอกจากนี้ ไทยจะแก้ไขประเด็นการค้าที่เป็นอุปสรรคและสร้างความมั่นใจว่าข้อกำหนดที่บังคับใช้กับผลิตภัณฑ์พืชสวนของสหรัฐฯ รวมถึงสำหรับกากธัญพืชจากการกลั่นที่ละลายน้ำได้ จะอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง ไทยมุ่งมั่นที่จะยอมรับใบรับรองที่ตกลงร่วมกันในปัจจุบัน ซึ่งออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิแรงงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รวมถึงการทำงานเพื่อแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิของคนงานในด้านเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรองร่วมกันได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่; และเสริมสร้างการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน รวมถึงการจัดการกับการละเมิดในภาคส่วนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็ก
    • ไทยมุ่งมั่นที่จะนำมาตรการปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับสูงมาใช้และธำรงไว้ และบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการ: ดำเนินมาตรการเพื่อต่อสู้กับการค้าผลิตภัณฑ์ป่าไม้ที่เก็บเกี่ยวอย่างผิดกฎหมาย; สนับสนุนเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น; ยอมรับและดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนการประมงขององค์การการค้าโลก (WTO) อย่างสมบูรณ์; และต่อสู้กับการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ไทยมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมายาวนาน รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อต่อต้านการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและการละเมิดลิขสิทธิ์ องค์กรการจัดการส่วนรวมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันทางเทคโนโลยี และปัญหาคดีค้างสะสมด้านสิทธิบัตร
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันของไทยเพื่อแก้ไขมาตรการกีดกันที่ส่งผลกระทบต่อการค้าดิจิทัล บริการ และการลงทุน ไทยมุ่งมั่นที่จะ: ละเว้นจากการกำหนดภาษีบริการดิจิทัล หรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติกับบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐฯ; สร้างความมั่นใจในการถ่ายโอนข้อมูลอย่างเสรีข้ามพรมแดนที่เชื่อถือได้สำหรับการดำเนินธุรกิจ; สนับสนุนการพักชำระอากรศุลกากรในการส่งผ่านข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างถาวรที่ WTO; ละเว้นจากการกำหนดโควตาฉายภาพยนตร์; ผ่อนปรนข้อจำกัดความเป็นเจ้าของโดยต่างชาติสำหรับการลงทุนของสหรัฐฯ ในภาคโทรคมนาคมของไทย; และยกเลิกข้อกำหนดการประมวลผลภายในประเทศสำหรับธุรกรรมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ค้าปลีกภายในประเทศทั้งหมดสำหรับบัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทย
    • สหรัฐฯ และไทยจะสรุปข้อผูกพันเพื่อจัดการกับพฤติกรรมที่บิดเบือนของรัฐวิสาหกิจ
    • สหรัฐฯ และไทยจะเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและนวัตกรรม ผ่านการดำเนินการที่เสริมซึ่งกันและกันเพื่อจัดการกับการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของบุคคลที่สาม และร่วมมือกันในการควบคุมการส่งออก ความมั่นคงในการลงทุน และการต่อสู้กับการหลีกเลี่ยงภาษีอากร

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ และไทยรับทราบถึงข้อตกลงทางการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างบริษัทของสหรัฐฯ และไทยในภาคเกษตรกรรม พลังงาน และการบิน ซึ่งรวมถึง:

    • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งรวมถึงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กากถั่วเหลือง และกากธัญพืชจากการกลั่นที่ละลายน้ำได้ โดยมีมูลค่าประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
    • การจัดซื้อผลิตภัณฑ์พลังงาน ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว น้ำมันดิบ และอีเทน โดยมีมูลค่าประมาณ 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
    • การจัดซื้อเครื่องบินของสหรัฐฯ จำนวน 80 ลำ รวมมูลค่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สหรัฐฯ และไทยจะเจรจาและสรุปความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน เตรียมความตกลงสำหรับการลงนาม และดำเนินการตามพิธีการภายในประเทศก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้

    ภาพ: Kryssia Campos / Getty Images, Kypros / Getty Images

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/us-thai-reciprocal-trade-framework/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QQ0sppDeCzjwz08oPV2cF