Category: เศรษฐกิจ

  • จับตาสัปดาห์ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก 3 เหตุการณ์สำคัญเขย่าตลาด

    จับตาสัปดาห์ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก 3 เหตุการณ์สำคัญเขย่าตลาด

    สัปดาห์นี้นักลงทุนทั่วโลกจับตา 3 เหตุการณ์สำคัญ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่คาดว่าจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง, งบไตรมาสของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Microsoft, Apple และ Amazon และการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คาดว่าจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี (30 ตุลาคม) การประชุม APEC ที่เกาหลีใต้ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการค้าโลก

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากการเปิดเผยรายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนที่ล่าช้าออกมาแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ซึ่งช่วยรักษาแนวโน้มให้เฟดเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธที่จะถึงนี้

    เดิมทีรายงาน CPI เดือนกันยายนมีกำหนดเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม หากรัฐบาลไม่ถูกปิดทำการ ผลตัวเลขออกมาที่ 3% ต่ำกว่าคาดการณ์ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่สูงกว่าระดับเดือนสิงหาคมซึ่งอยู่ที่ 2.9% เล็กน้อย

    ในด้าน “Core CPI” ซึ่งตัดราคาพลังงานและอาหารออก ซึ่งเป็นมาตรวัดที่เฟดให้ความสำคัญ เงินเฟ้อเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 3% ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้าที่ 3.1% และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากขยายตัว 0.3% ต่อเนื่องสองเดือนก่อนหน้า

    นอกจากการประชุมเฟดแล้ว สัปดาห์นี้นักลงทุนยังจะได้รับข้อมูลสำคัญจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ Conference Board ซึ่งจะเผยแพร่ในวันอังคารนี้ (28 ตุลาคม)

    ในส่วนของผลประกอบการ สัปดาห์นี้ถือว่าเป็นช่วงที่คึกคักที่สุดของฤดูกาลประกาศงบ โดยกลุ่มบิ๊กเทค อย่าง Microsoft  Amazon Apple  Alphabet  และ Meta จะเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสล่าสุด นักลงทุนจะจับตาว่าบริษัทเหล่านี้ยังสามารถรักษาความคาดหวังสูงจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้หรือไม่

    บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน 4 ใน 5 รายของโลก ได้แก่ Exxon Mobil  Chevron  Shell PLC  และ TotalEnergies SE  ก็จะรายงานงบเช่นกัน รวมถึงบริษัทอื่น ๆ อย่าง UnitedHealth Group Verizon  Southern Company  และบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

    นักวิเคราะห์คาดว่า เฟดจะให้ความสำคัญกับภาวะตลาดแรงงาน แม้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งนี้จะไม่มีรายงานการจ้างงานเดือนกันยายนออกมาเนื่องจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล แต่รายงาน CPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาดนี้น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับเฟด ซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนตุลาคมและธันวาคมอยู่แล้ว

    นักวิเคราะห์จาก Bank of America เขียนในบันทึกเมื่อวันศุกร์ว่า ในกรณีที่ไม่มีรายงานการจ้างงานเดือนกันยายน การลดดอกเบี้ยเดือนตุลาคมถือว่าเป็นเรื่องที่จบแล้ว

    นักวิเคราะห์ของ BofA ระบุเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลเอกชน ผลสำรวจของเฟด และข้อมูลการขอรับสวัสดิการว่างงานของแต่ละรัฐ ตลาดแรงงาน ในกรณีดีที่สุดก็เพียงทรงตัว และในกรณีแย่ที่สุดเริ่มอ่อนแอลง ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มปิดทำการ

    นอกจากนี้ การปิดหน่วยงานรัฐบาลยังเริ่มส่งผลทางการเมืองมากขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกพักงานเริ่มไม่ได้รับค่าจ้างเป็นครั้งแรก ปัจจุบันการปิดหน่วยงานครั้งนี้กลายเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ รองจากปี 2018 (พ.ศ. 2561) ที่กินเวลา 35 วัน

    ขณะนี้นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สให้น้ำหนักความเป็นไปได้ 97.6% ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอีก 0.25 จุด หลังจากลดไปแล้วในเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้กรอบอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายลดจาก 4.00–4.25% ลงมาอยู่ที่ 3.75–4.00%

    สงครามการค้าที่เดิมพันสูง

    หลังจากเกิดความไม่แน่นอนเรื่องเวลาและความเป็นไปได้ของการพบปะกัน ดัชนีหุ้นหลักทั้งสามของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังทำเนียบขาวยืนยันว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการประชุมสุดยอด APEC การพบกันนี้เกิดขึ้นจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองผู้นำเจรจาและหาทางออกต่อสงครามการค้าที่ดำเนินมานาน

    เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จีนได้จำกัดการส่งออกแร่หายากอย่างเข้มงวด ทำให้สหรัฐฯ ต้องเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศที่แทบไม่มีอยู่ก่อน ขณะเดียวกัน การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซียทั้งรัฐวิสาหกิจ Rosneft และบริษัทเอกชน Lukoil เพื่อกดดันให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เจรจาเกี่ยวกับสงครามในยูเครน

    ก่อนหน้าที่จีนจะออกมาตรการควบคุมการส่งออกแร่ จีนแทบจะหยุดซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ส่งผลให้เกษตรกรอเมริกันจำนวนมากขาดตลาดรองรับผลผลิต สมาคมผู้ปลูกถั่วเหลืองแห่งสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า สงครามการค้าเป็นอันตรายต่อทุกฝ่าย และพัฒนาการล่าสุดนี้น่าผิดหวังอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกษตรกรถั่วเหลืองกำลังเผชิญวิกฤตการเงินที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

    นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs คาดว่า บริษัทต่าง ๆ จะส่งผ่านต้นทุนจากภาษีศุลกากรราว 70% ไปยังผู้บริโภค หมายความว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปจะมีราคาแพงขึ้น และถึงแม้ว่าการพบกันระหว่างทรัมป์และสีในสัปดาห์นี้จะดำเนินไปอย่างราบรื่นก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความไม่แน่นอนในตลาดจะหมดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/642434&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vs8qIPRYj7SnpFRZBTpmU

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.76 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Down เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.65 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.63-32.79 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการย่อตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง นอกจากนี้ รายงานดัชนี S&P PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม ก็ปรับตัวสูงขึ้น ดีกว่าคาด หนุนให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมารีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง กลับสู่ระดับใกล้เคียงก่อนรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ท่ามกลางความหวังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้น ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง เฟด, BOJ และ ECB พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ของสหรัฐฯ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของเฟด โดยบรรดานักวิเคราะห์ (และเรา) ผู้เล่นในตลาด ต่างประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 3.75-4.00% และอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมทยอยยุติการปรับลดงบดุล (Quantitative Tightening) ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ส่วนอัตราเงินเฟ้อแม้จะอยู่ในระดับสูง จากผลกระทบของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ทว่าก็มีแนวโน้มทยอยชะลอตัวลงกลับสู่เป้าหมายของเฟดได้ในอนาคต นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา พัฒนาการของความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ หุ้นเทคฯ ใหญ่ ในกลุ่ม the Magnificent 7 (Meta, Microsoft, Alphabet, Amazon และ Apple) ซึ่งรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งหากผลประกอบการออกมาน่าผิดหวังหรือคาดการณ์ผลประกอบการไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดคาดหวัง ก็อาจกดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานหนักได้

    ▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยบรรดานักวิเคราะห์และผู้เล่นในตลาดต่างเห็นพ้องกันว่า ECB อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ระดับ 2.00% ตามเดิม แต่อาจมีเน้นย้ำว่า ECB พร้อมปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ถ้าจำเป็น นอกเหนือจากผลการประชุม ECB ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของยูโรโซน อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม (รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดย ECB) และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนตุลาคม

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสเพียง 11% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมครั้งนี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ ยังมีโอกาสราว 48% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้ และมองว่า ในปี 2026 BOJ ก็มีแนวโน้มทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้อย่างน้อย 1 ครั้ง หลังอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นก็ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็อาจพอได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังภายใต้นายกฯ Sanae Takaichi ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOJ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง สู่ระดับ 0.75% ในปีนี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปี 2026 สู่ระดับ 1.00% โดยแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ ดังกล่าวก็จะมีส่วนช่วยหนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) สู่ระดับ 140 เยนต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า จากการประเมินของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่นในเดือนกันยายน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales), ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราการว่างงาน ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่าน รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) ในเดือนตุลาคม

    ▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการค้าระหว่างประเทศของไทยอาจเผชิญผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น หลังหมดอานิสงส์จากการเร่งนำเข้าสินค้าไทย (Front-Loading) ในช่วงก่อนหน้า โดยยอดการส่งออก (Exports) อาจขยายตัวเพียง +7%y/y ขณะที่ยอดการนำเข้า (Imports) จะโตราว +10%y/y ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนล่าสุด หากทวีความรุนแรงมากขึ้น อาจกดดันการค้าโลกและส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง โดยยังคงเห็นโซนแนวต้านของเงินบาท (USDTHB) ในช่วง 32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) หลังราคาทองคำยังพอมีจังหวะทยอยรีบาวด์สูงขึ้นจากโซนแนวรับ ขณะเดียวกัน บรรดานักลงทุนต่างชาติได้ทยอยซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (และเงินดอลลาร์) เผชิญความเสี่ยง Two-way risk โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด หลังในช่วงนี้ เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำมากขึ้น ซึ่งราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมได้ หากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนออกมาสดใส ดีกว่าคาด หนุนให้ตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ทว่า หากรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ สหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด กดดันให้ตลาดปิดรับความเสี่ยง ก็อาจช่วยให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน

    หากอ้างอิงกลยุทธ์ Trend-Following เรามองว่า เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า จนกว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.40-33.00 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/966891&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FeJ2RfYxTWTSQPk6fB6dg

  • ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    ซีเกมส์ 2568 จุดประกายเศรษฐกิจไทย ดัน Sport Tourism สร้างรายได้

    อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงความคืบหน้าและการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์และพาราเกมส์ ในปี 2568 โดยเน้นว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านสถานที่ บุคลากร การอำนวยความสะดวก และมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างสมบูรณ์และสร้างความประทับใจให้กับนานาชาติ

    รัฐมนตรีกล่าวถึงการเร่งแผนงานและการประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และได้พูดถึงการออกแบบมาสคอตชุดใหม่ “เดอะสาน” ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย พร้อมทั้งเน้นถึงการดูแลและเสริมแรงผลักดันให้แก่นักกีฬาไทยอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถทำผลงานได้ดีที่สุดในเวทีระดับภูมิภาค

    ในประเด็นการแข่งขันกีฬาฟุตบอลไทย-กัมพูชา รัฐมนตรีระบุว่าการกีฬาเป็นพื้นที่ของมิตรภาพและการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พร้อมย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยที่จะถูกดำเนินการอย่างเข้มงวดในทุกสนามและทุกพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

    อีกทั้ง รัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการใช้ซีเกมส์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม Sport Tourism โดยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้เดินทางชมการแข่งขัน ควบคู่กับการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง พร้อมเผยข่าวดีเตรียมของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้ประชาชนในการเฉลิมฉลองครั้งนี้อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-sport-tourism-seagame&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25cH0MLtCR7ZyQiL-g1qzI

  • นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    นักลงทุนคลายกังวลปัญหาสงครามการค้า รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนดัชนีตลาดเพิ่ม

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) สรุปมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 ตุลาคม 2568 แยกเป็นสถาบันในประเทศขายสุทธิ 12,454.14 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)ขายสุทธิ 14,055.31  ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 95,579.68 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ(รายย่อย)ซื้อสุทธิ 122,089.13 ล้านบาท

    บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปภาพรวมตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ปรับตัวขึ้นเนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจาก ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลดท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนลง ประกอบกับตลาดตอบรับเชิงบวกต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย (เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 20 ตุลาคม) และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวซึ่งจะเปิดให้ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป 

    สัปดาห์นี้ (27-31 ตุลาคม 2568) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,300 และ 1,295 จุด แนวต้าน 1,320 และ 1,350 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด (28-29 ตุลาคม) ผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายนของไทย ผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) สถานการณ์ชัตดาวน์ในสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QRjvFoEsu8jrk0-KRu1rN

  • สหรัฐฯ เสี่ยงเลื่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. เหตุหน่วยงานรัฐถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ เสี่ยงเลื่อนเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนต.ค. เหตุหน่วยงานรัฐถูกชัตดาวน์ : อินโฟเควสท์

    ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ อาจจะไม่สามารถเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนต.ค.ในเดือนหน้าได้ เนื่องจากหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ยังคงถูกปิดดำเนินการเนื่องจากขาดงบประมาณ หรือชัตดาวน์

    ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่สำรวจไม่สามารถออกปฏิบัติงานภาคสนามได้ ทำเนียบขาวคาดการณ์ว่าอาจจะไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลเงินเฟ้อประจำเดือนต.ค. ในเดือนหน้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    ความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณชั่วคราว ระหว่างพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสได้ส่งผลให้มีการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นวงกว้าง และได้ระงับการเผยแพร่ข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางประมาณ 700,000 คนถูกสั่งให้หยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกเกือบ 700,000 คนยังคงทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

    ส่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 ต.ค.) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 2.9% ในเดือนส.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.4% จากระดับ 0.4% ในเดือนส.ค.

    ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.1% จากระดับ 3.1% ในเดือนส.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.3% ในเดือนส.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HJElMSOMkJmE9rfFHc4y0

  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดการซื้อขายวันจันทร์ด้วยความคึกคัก ดัชนีหุ้นนิกเกอิ 225 พุ่งทะลุระดับ 50,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิชิ จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    ณ เวลา 07.40 น.ตามเวลาในประเทศไทย ดัชนีนิกเกอิ 225 อยู่ที่ระดับ 50,367.38 จุด เพิ่มขึ้น 2.17% จากวันก่อนหน้า ส่งผลให้มูลค่าตลาดโดยรวมปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 25.8% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่ดัชนี Topix ซึ่งสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น 1.72% สู่ระดับ 3,325.82 จุด

    นายฮิโรยูกิ อูเอโนะ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนจากบริษัท Sumitomo Mitsui Trust Asset Management ระบุว่า

    “แรงหนุนของตลาดหุ้นญี่ปุ่นมาจากความเชื่อมั่นต่อนโยบายเน้นการเติบโตของรัฐบาลทาคาอิชิ นักลงทุนยังคงเข้าซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะปรับลดชั่วคราวหลังการเลือกตั้ง แต่แรงขายกลับไม่ยืดเยื้อ เพราะผู้ลงทุนที่พลาดโอกาสก่อนหน้านี้เข้าซื้อทันทีเมื่อราคาลดลง”

    ดัชนีนิกเกอิเคยขึ้นไปแตะระดับใกล้ 50,000 จุดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังนางทาคาอิชิผ่านการลงมติในสภาเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้น 3.6% หลังจากเธอประกาศนโยบายการใช้จ่ายเชิงรุก พร้อมเตรียมเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 92,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    นางทาคาอิชิมีกำหนดพบปะอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์ และจะจัดการประชุมสุดยอดร่วมกันในวันอังคาร หลังจากทั้งสองได้สนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จับตาการประชุมเฟดและผลประกอบการบริษัทยักษ์ใหญ่

    ในสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นกำลังเผชิญสัปดาห์สำคัญที่อาจกำหนดทิศทางปลายปี โดยนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ รวมถึงการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% จากระดับปัจจุบันที่ 4.00–4.25% หลังข้อมูลเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาดการณ์

    ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นกว่า 36% จากจุดต่ำสุดในเดือนเมษายน และปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี แม้จะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม

    ข้อมูลจาก LSEG IBES ระบุว่า จากบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 แล้ว 143 แห่ง กำไรโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดย 87% ของบริษัททำกำไรเกินคาด และ 82% มีรายได้สูงกว่าประมาณการ ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

    ตลาดหุ้นญี่ปุ่นร้อนแรงรับนายกใหม่ จับตาปัจจัยกดดันหุ้นสหรัฐ

    สัปดาห์นี้จะเป็นช่วงที่มีการรายงานผลประกอบการมากที่สุดของฤดูกาล โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “Magnificent Seven” ได้แก่ Microsoft, Apple, Alphabet, Amazon และ Meta Platforms จะเปิดเผยผลการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะมีผลอย่างมากต่อทิศทางตลาด

    อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงกดดันตลาดจากหลายปัจจัย ทั้งความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง รวมถึงภาวะ “ชัตดาวน์” ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการต้องล่าช้า

    นายอาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์จาก B. Riley Wealth เตือนว่า การปิดหน่วยงานรัฐที่ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่นักลงทุนยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดการประชุมระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายสี จิ้นผิง ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองชาติมหาอำนาจ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/732442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XvFzPZ148yzPkalz7PM01

  • รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/10/68

    รู้ก่อนรวยก่อน ส่อง 5 หุ้น น่าสนใจ 27/10/68

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106223&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MfUaZLn2yXAE-nwAdtzi2

  • ยุทธศาสตร์การแผ่อิทธิพลด้วยระเบียงเศรษฐกิจจีน – เมียนมา

    ยุทธศาสตร์การแผ่อิทธิพลด้วยระเบียงเศรษฐกิจจีน – เมียนมา

    ยุทธศาสตร์การแผ่อิทธิพลด้วยระเบียงเศรษฐกิจจีน – เมียนมา คอลัมน์ เมียงมอง เมียนมา โดย กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์

    เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นภาพ พลเอกอาวุโส เมียน อ่อง หล่าย ได้ไปตรวจเยี่ยมโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงจีน-เมียนมา ที่เมืองปิ่นอู ลิน (เดิมชื่อเมืองเม่ เมี่ยว) ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่สร้างเสริมความร่วมทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ แต่ในมุมมองของผม ผมเชื่อว่าหากโครงการนี้สำเร็จ นอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังสามารถเสริมสร้างอิทธิพลทางด้านภูมิ-รัฐศาสตร์อีกด้วยครับ

    เป็นที่ทราบดีว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา” (China-Myanmar Economic Corridor: CMEC) ได้กลายเป็นหนึ่งในโครงการที่ถูกจับตามองมากที่สุด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะแม้ชื่อจะฟังดูเป็นโครงการด้านเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างถนน รถไฟ และท่าเรือ เพื่อการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ แต่หากมองให้ลึกลงไป เราจะพบว่านี่คือ “หมากสำคัญในเกมภูมิ-รัฐศาสตร์” ที่รัฐบาลจีนได้วางไว้อย่างรอบคอบ เพื่อขยายอิทธิพลของตนในภูมิภาคนี้ และลดการพึ่งพาเส้นทางทะเลที่ถูกควบคุมโดยสหรัฐอเมริกา และพันธมิตรชาติตะวันตก อีกทั้งยังเป็นการเปิดประตูหลังบ้าน(ฝั่งตะวันตกของประเทศ) จากทางฝั่งเมืองคุนหมิงมณฑลยูนนาน สู่ทะเลอันดามัน ที่เป็นเส้นเลือดใหม่ของจีน

    โครงการ CMEC เป็นส่วนหนึ่งของโครงการยักษ์ใหญ่ “Belt and Road Initiative” (BRI) ที่รัฐบาลจีนได้ผลักดันตั้งแต่ปี 2013 มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงเมืองคุนหมิงในมณฑลยูนนาน เข้ากับเมืองท่าสำคัญของประเทศเมียนมาอย่างกรุงย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และจ้าวผลิ่ว (Kyaukphyu) บนชายฝั่งทะเลอันดามัน รวมระยะความยาวกว่า 1,700 กิโลเมตร นี่คือการสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ ท่อส่งน้ำมัน และท่าเรือ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ด้อยพัฒนา

    แต่ในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว มันคือ “ทางออกทะเลสายใหม่ของจีน” ที่จะช่วยให้จีนสามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง หรือส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป โดยไม่ต้องผ่าน “ช่องแคบมะละกา” เหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกา และประเทศพันธมิตรควบคุมอยู่ นักวิเคราะห์หลายคนที่ต่างมองเห็น และเรียกปัญหานี้ว่า “Malacca Dilemma” หรือ “กับดักช่องแคบมะละกา” เพราะหากเกิดความขัดแย้งทางทะเลขึ้นจริง จีนอาจถูกตัดขาดจากเส้นทางพลังงานหลักของตนทันที การมีเส้นทาง CMEC ผ่านเมียนมาจึงเป็นเหมือน “ประกันความมั่นคงทางพลังงาน” ของจีนในระยะยาวครับ

    ต้องเข้าใจว่า ในยุคปัจจุบันนี้ เศรษฐกิจคือเครื่องมือ อิทธิพลคือเป้าหมาย แม้โครงการนี้จะถูกเสนอในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่แท้จริงแล้ว CMEC คือ “หมากทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่รัฐบาลจีนใช้เพื่อสร้างอิทธิพลในประเทศเมียนมาและภูมิภาคโดยรอบ ในอีกประเด็นหนึ่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเมียนมา มีชายแดนติดอยู่กับภาคตะวันตกของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความยาวกว่าสองพันกิโลเมตร ซึ่งจะทำให้ประเทศจีนเข้าถึงทะเลอันดามันได้โดยตรง

    นอกจากนี้เมียนมายังเป็น “กันชน” ให้ระหว่างจีนกับอินเดีย ซึ่งอินเดียก็เป็นคู่แข่งสำคัญทางยุทธศาสตร์ของจีน เพราะอินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แซงหน้าจีนไปแล้ว ดังนั้นการลงทุนของจีนในประเทศเมียนมา จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงผลกำไรทางเศรษฐกิจ แต่คือการ “ซื้อความสัมพันธ์ระยะยาว” และ “ยึดพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์” ที่จะเป็นประโยชน์ทั้งทางทหารและการเมืองในอนาคตนั่นเอง

    ไม่เพียงเท่านั้น โครงการท่าเรือและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จ้าวผลิ่ว (Kyaukphyu SEZ) ยังอาจกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของจีนในมหาสมุทรอินเดีย คล้ายกับท่าเรือHambantota ของศรีลังกา หรือ Gwadar ของปากีสถาน ซึ่งล้วนอยู่ในยุทธศาสตร์ “String of Pearls” ของจีนในกลุ่มประเทศกรอบความร่วมมือ BIMSTEC เครือข่ายท่าเรือรอบมหาสมุทรอินเดีย ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถใช้ประโยชน์ทั้งทางการค้าและทางทหารได้ในอนาคตครับ

    จะเห็นว่าสถานการณ์ของประเทศเมียนมาในยุคนี้ ไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะช่วงที่โครงการนี้ก่อเกิด อยู่ในยุคของรัฐบาลที่ปกครองโดยฯพณฯท่าน เต็ง เส่ง ต่อจากนั้นในช่วงปี 2020 ประเทศเมียนมาได้ถูกเจ้าโรคระบาด COVID-19 สร้างผลกระทบที่รุนแรงมากกว่าประเทศอื่นๆ ต่อมาในปี 2021ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทำให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจตกต่ำสุดๆ ดังนั้นการเลือกที่จะเป็นทางผ่านให้แก่ยักษ์ใหญ่จีน ซึ่งถึงแม้เมียนมาเจ้าของพื้นที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการ CMEC น้อยกว่าเจ้าของโครงการ(จีน) อีกทั้งประเทศเมียนมาก็ยังมีความเสี่ยงมากกว่าอีกหลายด้าน เมียนมาก็ต้องเกาะไว้อย่างเหนียวแน่นครับ

    สำหรับในด้านผลประโยชน์ที่เมียนมาได้รับจากโครงการนี้ คือโอกาสด้านการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและอธิปไตยทางการเมือง โดยรัฐบาลเมียนมาจะได้รับเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์จากจีน โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2021 ที่ประเทศถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก ทำให้จีนแทบจะกลายเป็น “ผู้สนับสนุนหลัก” เพียงรายเดียว แต่การพึ่งพาประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมากจนเกินไป จะทำให้เมียนมาต้องอยู่ในสถานะ “ลูกหนี้เชิงยุทธศาสตร์” ที่ถูกจำกัดอำนาจต่อรอง

    ยิ่งไปกว่านั้นโครงการหลายแห่งของ CMEC ดำเนินอยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง เช่น รัฐยะไข่ รัฐฉานและรัฐคะฉิ่น ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธจำนวนมาก ความไม่มั่นคงในพื้นที่เหล่านี้ ทำให้โครงการมีความเสี่ยงสูง และอาจจะสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนที่เป็นฝ่ายต่อต้าน ที่อาจจะมองว่ารัฐบาลเมียนมายอมให้รัฐบาลจีนเข้ามาครอบงำผลประโยชน์ของชาติได้

    แม้ในทางตรงกันข้าม การแผ่อิทธิพลของประเทศจีน ที่แผ่ไกลกว่าชายแดนเมียนมาโครงการ CMEC ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเมียนมาเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนความสมดุลอำนาจของภูมิภาคไปด้วย จะเห็นได้ว่า ประเทศอินเดียเองก็อาจจะรู้สึกว่ากำลังถูกคุกคามทางอิทธิพล จากการที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมีฐานยุทธศาสตร์ในเมียนมา ซึ่งอยู่ใกล้อ่าวเบงกอลและชายฝั่งตะวันตกของอินเดียก็เป็นไปได้ยิ่งครับ

    สำหรับประเทศไทยเราเอง ก็จะต้องสนใจความเชื่อมโยงของโครงการนี้ เข้ากับระบบคมนาคมของเรา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาค เพราะนี่คืออีกหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนไปอย่างไม่ต้องสงสัย การค้า-การลงทุนที่จะเข้ามาสู่ภูมิภาค CLMVT โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเรา ต้องปรับตัวรองรับผลที่จะตามมาในอนาคต เพราะหากสันติภาพเข้าสู่ประเทศเมียนมา ทุกอย่างสงบลง จะทำให้โฉมใหม่การการค้า-การลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ ก็จะเปลี่ยนไปอย่างมากเลยละครับ ถ้าเราไม่ได้มีการเตรียมการที่ดี เราอาจจะพลาดรถไฟขบวนนี้ก็ได้ครับ

    หากเรามองให้กว้างออกไปอีก เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาก็กำลังจับตามองโครงการ CMEC ด้วยเช่นกัน เพราะนี่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลจีน ในการขยายอิทธิพลทางภูมิ-รัฐศาสตร์เข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย  นอกจากนี้ อาเซียนเองก็อยู่ในสถานะลำบาก เพราะแม้จะได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นเวทีแข่งขันของมหาอำนาจ ที่จะตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    กล่าวอีกอย่างหนึ่ง CMEC คือ “จิ๊กซอว์สำคัญ” ที่เชื่อมโครงข่ายอิทธิพลของประเทศจีนจากแผ่นดินใหญ่ไปสู่ทะเล ซึ่งจะทำให้ประเทศสาธารณประชาชนจีนมีบทบาทในภูมิภาคที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอย่างชัดเจนมากขึ้น

    นี่คือเส้นทางเศรษฐกิจสู่เส้นเลือดภูมิ-รัฐศาสตร์ หากมองจากมุมผลประโยชน์รัฐบาลจีนคือฝ่ายที่ได้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จะได้ทั้งเส้นทางยุทธศาสตร์ใหม่ พลังงาน ทรัพยากร และอิทธิพลทางการเมืองในเมียนมา แต่ในส่วนของประเทศเมียนมา จะได้เพียงผลประโยชน์ระยะสั้น ในรูปแบบการลงทุนและการจ้างงาน แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านหนี้สิน การพึ่งพาต่างชาติ และยังมีความขัดแย้งภายใน ที่อาจปะทุจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นภาพใหญ่ CMEC ในสายตาของผม จึงไม่ใช่เป็นเพียงโครงการทางด้านเศรษฐกิจหรือการค้า แบบที่เราเห็นบนแผนที่ทางการจีนวางไว้เท่านั้น  แต่มันคือ “ยุทธศาสตร์การขยายอิทธิพลแบบนุ่มนวล” ของประเทศสาธารณประชาชนจีน ที่ผสานกับแผนทางด้านเศรษฐกิจให้เข้ากับความมั่นคง และกำลังจะเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคไปอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลังอย่างยิ่งทีเดียวครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/642381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTtO7Ig3JVvjrRNkxuKap

  • รายงานพิเศษ :  เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงอย่างหนัก จับตา 3 สัญญาณภาวะเงินฝืด

    รายงานพิเศษ : เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงอย่างหนัก จับตา 3 สัญญาณภาวะเงินฝืด

    วันจันทร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ** SCB EIC ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าขยายตัวต่ำ 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ เสี่ยงโตไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ยาวถึงครึ่งแรกปีหน้า การส่งออกมีสัญญาณชะลอตัวหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 19% สะท้อนความจำเป็นของนโยบายประคองเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. ยังขยายตัวได้ 5.8% แต่ชะลอลงมากจากเดือนก่อน หมวดสินค้าที่ขยายตัวได้มาจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่ 1) การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม และส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้นและกระแสการลงทุน AI ในโลก 2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปที่เร่งตัวตามราคาทองคำ หากไม่นับปัจจัยเฉพาะนี้ ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. หดตัวราว -2% สะท้อนผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มกดดันการส่งออกไทยชัดเจน มองไปข้างหน้า SCB EIC คาดมูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 เสี่ยงหดตัวสูง ซึ่งจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำลงมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า

    การบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปยังน่าห่วง โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2/2568 ยังอยู่ในระดับสูงที่ 86.8% แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะมีทิศทางปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่สาเหตุหลักเพราะหนี้ครัวเรือนหดตัว จากทั้งความต้องการกู้ที่ลดลงตามความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามความกังวลหนี้ด้อยคุณภาพที่ยังสูง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะปรับดีขึ้นบ้างในระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องอีกหลายเดือน และจะยังไม่กลับเข้ากรอบเงินเฟ้อทั้งในปีนี้และปีหน้า สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และนโยบายช่วยลดค่าครองชีพของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มที่มีแนวโน้มปรับลดลงเฉลี่ยต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตรในปีหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะช่วยให้สถานะกองทุนน้ำมันกลับเป็นบวกได้ใน Q1/2569 สำหรับมุมมองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 คาดว่าจะติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีอยู่ที่ -0.1% ส่วนในปี 2569 แม้เงินเฟ้อจะกลับเป็นบวกได้แต่จะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ค่อนข้างมาก ท่ามกลางแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่แผ่วลง

    SCB EIC ประเมินว่า แม้ตอนนี้ไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ความเสี่ยงเงินฝืดเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนจาก (1) เงินเฟ้อทั่วไปติดลบนาน 6 เดือนแล้ว และมีแนวโน้มจะติดลบต่อเนื่องถึง Q1/26  (2) สินค้าที่ราคาลดลงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ณ ก.ย. (เดือนก่อน 40%) แม้สินค้าที่ราคาลดลงส่วนใหญ่อยู่ในหมวดพลังงานและอาหารสดที่ราคาผันผวนตามมาตรการภาครัฐและปัจจัยอุปทาน แต่เริ่มเห็นกระจายตัวไปราคาหมวดสินค้าพื้นฐานมากขึ้น (3) รายได้ครัวเรือนฟื้นช้า และปรับลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิด Covid-19 รวมถึงภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อครัวเรือนที่หดตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยกดดันให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันสูงด้านราคาจากสินค้าจีนนำเข้า และมีอำนาจการขึ้นราคาสินค้าต่ำในภาวะอุปสงค์ยังอ่อนแรง ยิ่งกดดันอัตรากำไร การลงทุน และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งจะเป็นวัฎจักรเชิงลบต่อเศรษฐกิจ

    รัฐบาลอนุทิน 1 แถลงชุดนโยบาย “Quick Big Win” ตั้งเป้า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แม้รัฐบาลประกาศจะยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย หลายนโยบายมุ่งกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนทันที เช่น มาตรการคนละครึ่ง พลัส วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท เร่งให้ใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยจัดสรรจากวงเงินงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจราว 1.5 แสนล้านบาท และกำลังพิจารณามาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น กระตุ้นท่องเที่ยว เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ โดย SCB EIC ประเมินผลนโยบายคนละครึ่งฯ กระตุ้น GDP เพิ่มเติมจากการประเมินเดิมยังจำกัด เนื่องจากวงเงินจัดสรรจากงบประมาณโครงการอื่น ไม่ได้เป็นเม็ดเงินใหม่ นอกจากนี้บางส่วนของมาตรการอาจรั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ เช่น ใช้จ่ายซื้อสินค้านำเข้า หรือใช้จ่ายให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการที่อยู่นอกระบบภาษี

    SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และปรับลดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.0% แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะกดดันอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาวะการเงินไทยยังตึงตัวสูง ไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพอยู่มาก SCB EIC จึงประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้าไปที่ระดับ 1% นโยบายการเงินจะมีบทบาทช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    กิจกรรมเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้างในช่วงปลายไตรมาส 3 แต่ยังขยายตัวในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนเจอกำแพงภาษีสหรัฐฯ นโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายในหลายเศรษฐกิจหลัก รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมและสินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เติบโตดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วง Q4/2568 และปี 2569 เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อใหม่เพื่อส่งออกที่ปรับลดลง รวมถึงการจ้างงานที่เริ่มชะลอลงมาก มุมมองนี้สอดคล้องกับหลายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น OECD และ IMF ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ดีขึ้นเล็กน้อยกว่าประมาณการเดิม แต่ยังเป็นภาพชะลอตัวลงเทียบกับปี 2567 และยังมองว่าปี 2569 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าปี 2568 อีกด้วย

    ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกสูงขึ้น สหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีจีนอีก 100% เริ่ม 1 พ.ย. หลังจีนควบคุมการส่งออกแร่หายากเพิ่มเติมและเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเรือสัญชาติสหรัฐฯ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหา Government Shutdown ผลจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยในอดีตและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากนัก แต่ครั้งนี้มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไม่จ่ายเงินเดือนย้อนหลังหรือปลดพนักงานออก และเสี่ยงยืดเยื้อ ด้านญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังพรรค Komeito ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่งผลให้พรรค LDP อาจหลุดจากการเป็นรัฐบาลในรอบ 13 ปี

    ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน (ยกเว้นญี่ปุ่น) เพื่อบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 50 bps (รวมเป็น 75 bps) ในปีนี้ และอีก 50 bps ในปี 2569 จากตลาดแรงงานที่แย่ลง แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังไม่กลับเข้ากรอบเป้าหมายและเสี่ยงเร่งตัวเพิ่มเติมจากผลกำแพงภาษี ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงประเมินว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28-29 ต.ค. แม้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจอาจล่าช้าจากการปิดทำการของหลายหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากยังมีข้อมูลจากภาคเอกชนบางส่วนที่ใช้ทดแทนได้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps ไปที่ 1.75% สิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ หลังกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยอีก 10 bps (รวม 20 bps) ในปี 2568 และอีก 20 bps ในปี 2569 จากเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวเป็นวงกว้าง ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี และจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 2569 หลังผลกระทบภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัจจัยการเมือง และการเจรจาค่าจ้างของสหภาพแรงงาน เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

    ** SCB EIC **

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923563&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UsEElxJhkaXbrY4vH6fxn

  • มุมมองนักวิเคราะห์มาตรการกระตุ้น 4 เดือน ถูกที่ถูกเวลา เร่งสกัดสัญญาณอันตราย “ปีหน้าเผาจริง”

    มุมมองนักวิเคราะห์มาตรการกระตุ้น 4 เดือน ถูกที่ถูกเวลา เร่งสกัดสัญญาณอันตราย “ปีหน้าเผาจริง”

    4 เดือนกับความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ต้องการกระตุ้นการใช้จ่ายคนไทยในระยะสั้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ซึ่งดูเหมือนว่า “ท้าทายความสำเร็จอย่างยิ่งยวด”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังขับเคลื่อนของรัฐบาล และรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก ได้ผลักดันโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ออกมาได้สำเร็จ จะเริ่มใช้จ่ายวันแรกวันที่

    29 ต.ค.นี้ รวมทั้งยังได้ผ่าน 5 มาตรการ โดยเฉพาะมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจวันที่ 27 ต.ค.นี้ กำลังจะผลักดันมาตรการ Quick Big Win ด้านพลังงาน ออกมาอีก คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลักแสนล้านบาท

    “ทีมเศรษฐกิจไทยรัฐ” จึงขอชวนมองข้ามช็อตไปดูใน 4 เดือนข้างหน้า ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยจะไปทางใด โดยมองจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ เริ่มต้นจาก ดร.กิริฎา เภาพิจิตร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ทั้งหมดมองตรงกันว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมาดำเนินการระยะสั้น ถือว่า “สอบผ่าน” ทำดี ทำถึง ถูกต้องตรงใจคนไทยที่อยู่ในภาวะกระเป๋าแบน แต่แน่นอนว่า ยังมีความเสี่ยงจากทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองที่แทรกเข้ามาเป็นยาขม ทำให้รัฐบาลสะดุด ต้องยุบสภาใน 4 เดือน ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หายไป

    แม้ความพยายามได้เต็มสิบ แต่ผลของมาตรการยังทำได้แค่พยุงเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ให้ดิ่งลงก้นเหว จึงมองตรงกันว่า “ถ้าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าน่าจะเป็นเผาจริง” และการขยายตัวของเศรษฐกิจก็น่าจะลดลง

    ทั้ง 3 คนยังได้ฝาก “สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำ หรือจำเป็นต้องทำโดยด่วน” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับไปสดใสดั่งเดิมไปยังรัฐบาล หากรัฐบาลเปิดใจกว้าง พิจารณาและดำเนินการตามที่เสนอมา ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจไทยที่มองกันว่าจะซบเซาต่อ อาจฟื้นเข้าสู่แม่น้ำสายใหม่ที่สวยใสและอุดมสมบูรณ์

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร
    กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์

    “เศรษฐกิจไทยในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ มั่นใจว่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% เนื่องจากรัฐบาลได้ใช้งบ 44,000 ล้านบาทออกมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ช่วยให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย เป็นการเพิ่มเงินให้เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ”

    โดยคนละครึ่งพลัสจะช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 0.2-0.3% และยังมีมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ที่จะช่วยทำให้การท่องเที่ยวปลายปีกลับมาคึกคัก และเกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก

    สำหรับกระทรวงพาณิชย์มีโครงการช่วยลดค่าครองชีพ และเพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ เช่น ร่วมมือโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยราคายาก่อนจ่าย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนนำใบสั่งยาไปซื้อยานอกโรงพยาบาล ซึ่งเตรียมเปิดตัวโครงการวันที่ 4 พ.ย.นี้ ประเมินว่า จะลดรายจ่ายประชาชนได้ 32,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายอย่างอื่นมากขึ้น

    รวมถึงการสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร, เจรจาภาษีตอบโต้กับสหรัฐฯ ผลักดันการส่งออก เพื่อนำรายได้เข้าประเทศ, แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อทำให้การค้า การส่งออก และชีวิตประชาชนกลับคืนสู่ปกติ, ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย รายกลาง และเล็ก เพื่อให้ทำธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้

    “เดิมคาดว่าปีนี้ GDP จะเติบโต 1.8% แต่เมื่อรัฐบาลออกมาตรการคนละครึ่งพลัส ที่จะเพิ่ม GDP อีก 0.2–0.3% รวมกับมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของกระทรวงการคลัง และมาตรการกระตุ้นของกระทรวงอื่นๆ รวมทั้งของกระทรวงพาณิชย์ ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจทั้งปีนี้ เติบโตได้เกิน 2%”

    ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้ แต่ยังคงเติบโตเป็นรูปตัวเค (K) ที่มี 2 ขา ทั้งเคขาบนและขาล่าง โดยภาคที่ได้รับประโยชน์ หรืออยู่ในช่วงขาบน คือ กลุ่มส่งออก เช่น อาหาร น้ำตาล สินค้าที่เกี่ยวกับดิจิทัล และเทคโนโลยี ฯลฯ แต่ถ้าอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หรือภาคเกษตรบางสินค้า เช่น ข้าว ก็ยังลำบากอยู่

    ส่วนการวางรากฐานในระยะยาว ตามนโยบายนายกฯนั้น จะเน้นการทำให้ประชาชนสร้างรายได้ด้วยตนเอง และ upskill ผู้ประกอบการให้ทำธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง อย่าง คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่จะเริ่มเดือน ม.ค.69 จะพัฒนาศักยภาพการทำธุรกิจของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการด้วย เช่น อบรมดิจิทัล เพื่อให้ค้าขายทางออนไลน์ได้

    “กระทรวงพาณิชย์ก็มีโครงการพัฒนาศักยภาพ SME อยู่มาก ที่ช่วยทำให้ผู้ประกอบการแข็งแกร่ง รวมถึงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นเสริม นอกจากการปลูกพืชหลักอย่างเดียว เพื่อเพิ่มรายได้ เช่น อะโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง กล้วยหอมทอง โดยเน้นพืชที่มีตลาดรองรับ เอาการตลาดนำการผลิต จะได้ไม่ผลิตจนล้นตลาด และขาดทุน”

    ส่วนเศรษฐกิจปี 69 น่าจะเติบโตน้อยกว่าปี 68 เพราะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯทั้งปี ประเทศคู่ค้าก็กระทบเช่นกัน หากปี 68 เติบโต 2.2% ปี 69 ก็น่าจะได้ราว 2% แต่ถ้าปีนี้จบที่ 2% ปีหน้าก็อาจโต 1.8%

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล
    ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

    “ในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้ เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร แนวทางในการผลักดันเศรษฐกิจ และความยากในการบริหารเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ 3 ประเด็น คือ เศรษฐกิจไทยอ่อนแอมานาน มีระยะเวลาสั้นในการบริหาร และการเมืองที่รออยู่ข้างหน้า” ดร.กอบศักดิ์ เริ่มต้นวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยจากมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ที่เคยทำงานการเมือง ทำนโยบายต่างๆ รวมถึงเป็นรัฐมนตรีในช่วง 1 ปีกว่าๆ

    สำหรับประเด็นแรก เศรษฐกิจไทยอ่อนแอนั้น จากประมาณการของรัฐบาล หากไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ จะขยายตัวได้เพียง 0.3% และปีหน้าจะขยายตัวได้ 1.5% เพราะการส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าโลก และได้เร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การท่องเที่ยวยังไม่พื้นตัว นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าไทยน้อยลงจากปีก่อน และรายได้จากการท่องเที่ยวลดลง ตลอดจนภาคการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรมหลัก ยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ทำให้มีการปิดโรงงานสำคัญอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนการมีเวลาสั้นเพียง 4 เดือนนั้น ทำให้รัฐบาลทำอะไรได้ไม่มากนัก หลายมาตรการต้องใช้เวลานานในการขับเคลื่อน และสุดท้ายการเมืองอยู่ข้างหน้า เมื่อใกล้เลือกตั้ง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องรอง ข้าราชการไม่ตอบสนอง การประสานงานระหว่างพรรคร่วมไม่ง่าย เพราะทุกพรรคอยากให้เป็น “ผลงานเฉพาะพรรค” เพื่อดึงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกาศยุบสภา การขับเคลื่อนนโยบายใหม่ๆ มีข้อจำกัดมากขึ้น

    ทั้งหมดนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีแรงต้าน ไม่สามารถขยายตัวได้ และด้วยบริบทเช่นนี้ ในการผลักดันเศรษฐกิจ รัฐบาลควรดำเนินมาตรการ 4 กลุ่ม ได้แก่ 

    1.มาตรการกระตุ้นระยะสั้น เพื่อเร่งฟื้นกำลังซื้อ ซึ่งรัฐบาลเร่งทำได้อย่างดี และเหมาะกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ ผ่าน “คนละครึ่งพลัส” “เที่ยวไปด้วยกัน” ซึ่งจะช่วยให้ฐานรากมีเงินหมุนมากขึ้น ช่วยพยุงเศรษฐกิจไว้ระดับหนึ่ง

    2.มาตรการ 10x ที่ใช้เงินน้อยแต่ได้ผลมาก โดยจัดงบพิเศษให้ 2-3 เท่า และคนเพิ่มเติมให้หน่วยงานสำคัญ ที่สร้างรายได้ให้ประเทศ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย (ททท.), กระทรวงพาณิชย์ ที่จะหาตลาดใหม่ๆ ท่ามกลางสงครามการค้าโลก ที่จะต่อเนื่องอีก 3-4 ปี, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อแย่งชิงเม็ดเงินลงทุน

    3.มาตรการ “เปิดประตูน้ำ” ปลดล็อกให้กับประเทศ โดยเฉพาะแก้ไขกฎเกณฑ์ กฎกระทรวง ระเบียบที่เป็นอุปสรรค เช่น นำบริษัทเทคโนโลยีที่ได้รับ BOI มาจดทะเบียน ปรับระเบียบการเปิดเสรีภาคบริการ ปลดล็อกเรื่องไฟฟ้าในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แก้ไขกฎระเบียบการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในกิจการของรัฐ (PPP) ที่ล่าช้า เป็นต้น

    4.มาตรการสร้างความเชื่อมั่น เร่งรัดบางโครงการลงทุนที่ติดค้างอยู่อย่างน้อย 1 โครงการ เช่น โครงการที่ EEC เป็นต้น ซึ่งจะช่วยทำให้ทุกคนเห็นว่า “รัฐบาลทำได้” และนำเงินเอกชนที่มีอยู่มาก มาช่วยหมุนเศรษฐกิจอีกแรง

    “หัวใจสำคัญของความสำเร็จของรัฐบาลใน 4 เดือนนี้ อยู่ที่การจัดกระบวนการเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “เลือกทำ” ไม่ต้องทำมาก แบ่งทีมทำให้ดี กำหนดเป้าหมายให้ชัดว่า ต้องสำเร็จอย่างน้อยเดือนละ 1 เรื่องสำคัญ ต่อ 1 รัฐมนตรีจากรัฐมนตรีคนนอก 5 คน ก็จะมีผลงานได้ 20 เรื่อง จะช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศได้”

    4 เดือนนี้ อาจไม่ยาวนัก แต่ถ้ารัฐบาลขับเคลื่อนเป็นระบบ ก็จะเป็นโอกาสของประเทศ หากไม่ทำวันนี้ เศรษฐกิจไทยจะแพ้ชาติอื่น เหมือนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการว่า ภายในปี 2573 เศรษฐกิจไทยจะรั้งอันดับ 5 ของอาเซียน

    ดร.ฐิติมา ชูเชิด
    ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC

    “เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้ม “โตต่ำนาน” ต่อเนื่อง เฉลี่ยเพียง 2.2% และปีนี้น่าจะโตไม่ถึง 2% เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักหลายตัวอ่อนแรง แม้นโยบาย Quick Big Win จะช่วยพยุงได้บ้าง แต่ผลกระตุ้นยังมีจำกัด” เป็นคำจำกัดความที่ ดร.ฐิติมามองเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ไทยกำลังประสบกับ “3 เรื่องยาก” พร้อมกัน คือ 1.ปัจจัยภายนอกที่ท้าทายขึ้น ทั้งสงครามการค้าและการแข่งขันในตลาดโลก 2.ปัจจัยภายในที่เปราะบางขึ้น รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว และยังมีภาระหนี้สูง 3.ข้อจำกัดด้านนโยบายการเงินและการคลังที่เพิ่มขึ้น ทำให้กระสุนนโยบายเริ่มจำกัดลงเรื่อยๆ

    “แม้ปีนี้มูลค่าส่งออกอาจโตเกิน 5% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ก่อนถูกเก็บภาษีตอบโต้ 19% หรือส่งออกทองในช่วงที่ราคาสูง ขณะที่ปีหน้าเศรษฐกิจอาจโตต่ำกว่าปีนี้ เหลือแค่ราว 1.5%”

    เพราะเครื่องยนต์ที่ยังทำงานได้ เช่น การส่งออกได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯเต็มปี ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐอาจสะดุดจากสุญญากาศทางการเมือง เพราะรัฐบาลมีแผนยุบสภาเดือน ม.ค.69 เพื่อเลือกตั้งใหม่ ทำให้การจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ล่าช้า

    ส่วน “นโยบาย Quick Big Win” จะช่วยพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น โดยเฉพาะไตรมาส 4 แต่ผลที่จะกระตุ้น GDP มีจำกัด เพราะใช้งบประมาณเดิม ไม่ได้กู้ใหม่ และการใช้จ่ายอาจลงสู่ระบบเศรษฐกิจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้รัฐบาลออกแบบนโยบายให้ “ยิงทีเดียว ได้นก 3 ตัว” คือ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” โดยวางรากฐานนโยบายเชิงโครงสร้างระยะยาวหลายเรื่อง ควบคู่กับนโยบายระยะสั้น

    ตัวอย่าง Quick Big Win แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ เช่น แก้หนี้และเพิ่มการเข้าถึงสภาพคล่องของรายย่อย ปลดล็อกกฎระเบียบการลงทุนจริงภายใต้ BOI หาตลาดส่งออกใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ ฟื้นความเชื่อมั่นภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะปราบ Scammer การ Upskill ทักษะดิจิทัลให้ร้านค้าย่อยมีช่องทางค้าขายใหม่ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยเร่งการลงทุนเพื่อการปรับตัวของภาครัฐ และภาคธุรกิจ รวมถึงวางกรอบวินัยการเงินการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

    “แม้ผลลัพธ์นโยบาย Quick Big Win อาจยังไม่สะท้อนชัดในตัวเลขเศรษฐกิจทันที แต่การหว่านเมล็ดพันธุ์นโยบายที่ดีวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับเศรษฐกิจในวันหน้า หากรัฐบาลเดินหน้านโยบายโครงสร้างได้ต่อเนื่อง ก็อาจพอมีความหวังว่า เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตใกล้ศักยภาพเดิมได้อีกครั้ง”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2891432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b-E32mudSX9owKfd4qA55