Category: เศรษฐกิจ

  • ทำเนียบลดธงครึ่งเสาไว้อาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’  | เดลินิวส์

    ทำเนียบลดธงครึ่งเสาไว้อาลัย ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’  | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5237492/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zBal87h-xq3Sr48JLjxnf

  • ‘ศิลปาชีพ’ พระพันปีหลวง น้อมรำลึกราชินีแห่งไหมไทย ต้นแบบอนุรักษ์ผ้าไทย

    ‘ศิลปาชีพ’ พระพันปีหลวง น้อมรำลึกราชินีแห่งไหมไทย ต้นแบบอนุรักษ์ผ้าไทย

    “…ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทย มีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใดคนไทยมีความละเอียดอ่อน และไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้โอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้…”

    พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2532

    พระราชดำรัส สมเด็จพระพันปีหลวง ช่างฝีมืออยู่ทุกคน ศิลปะ

    สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลในการสร้างรากฐานของประชาชนจากภูมิปัญญาท้องถิ่นอันเป็นการส่งเสริมอาชีพและความมั่นคงให้แก่พสกนิกรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่ต่อไปและสืบต่อจนปัจจุบัน ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันให้ราษฎรได้มีอาชีพที่มั่นคง และมีความอบอุ่นในครอบครัว ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปประกอบอาชีพที่อื่น

    พระราชดำรัส สมเด็จพระพันปีหลวง ช่างฝีมืออยู่ทุกคน ศิลปะ

    ‘ศิลปาชีพ’ เป็นงานสําคัญที่เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงงานช่วยเหลือประชาชนในชนบทอย่างใกล้ชิด ด้วยความละเอียดและประณีตของพระองค์ ได้ทรงสังเกตเห็นว่า หัตถกรรมพื้นบ้านที่มีอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ นั้น ล้วนแต่มีคุณค่าและมีความงดงามซ่อนอยู่ อันเป็นเอกลักษณ์ประจําในแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา ที่ชาวบ้านทําขึ้นใช้เองในการดํารงชีวิต ด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกล 

    จึงทรงเห็นว่า ถ้าได้มีการส่งเสริมและพัฒนางานด้านศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านอย่างจริงจังแล้ว จะเกิดประโยชน์ถึงสองทาง คือ ประการแรก เป็นการช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวบ้าน และประการที่สอง คือ เป็นการอนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านโบราณ อันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติไทยให้คงอยู่ต่อไป

    พระราชดำรัส สมเด็จพระพันปีหลวง ช่างฝีมืออยู่ทุกคน ศิลปะ

    ด้วยเหตุนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงทรงก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2519 เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากไร้ในชนบท โดยการส่งเสริมอาชีพเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 

    ขณะเดียวกัน ยังเป็นการอนุรักษ์งานศิลปะหัตถศิลป์พื้นบ้าน ที่มีความงดงามหลากหลายสาขาไม่ให้สูญหาย เช่น การปั้น การทอ และการจักสาน สนับสนุนอาชีพทางด้านหัตถกรรมไหมลวดลายต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2513 จนเป็นที่แพร่หลายอย่างกว้างขวางและเป็นที่มาของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 

    พระราชดำรัส สมเด็จพระพันปีหลวง ช่างฝีมืออยู่ทุกคน ศิลปะ

    พระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยผ้าไหมไทยในทุกโอกาส เพื่อทรงเป็นแบบอย่าง เนื่องด้วยมีพระราชนิยมเรื่องการใช้ผ้าไทยมาตั้งแต่ครั้งทรงเป็นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร และทรงงานด้านหม่อนไหมด้วยพระวิริยอุตสาหะมาโดยตลอด และมีพระราชดำริว่า สมควรจะมีหน่วยงานหลักที่จะรับผิดชอบ ดูแลการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รักษาพันธุ์ไหมพื้นเมืองซึ่งมีเอกลักษณ์ของไทย การย้อมสีธรรมชาติ 

    ตลอดจนสนับสนุนการทอผ้าไหมไว้อย่างครบวงจร ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ได้มีอาชีพที่ยั่งยืน มีรายได้พึ่งพาตนเองได้ จึงทรงเป็น ‘พระมารดาแห่งไหมไทย’ ชื่อดังไกลก้องโลก 

    พระราชดำรัส สมเด็จพระพันปีหลวง ช่างฝีมืออยู่ทุกคน ศิลปะ

    ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 300 แห่ง ทุกแห่งล้วนประสบความสําเร็จเป็นอย่างดี ได้โอบอุ้ม ช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถส่งลูกหลานได้เรียนหนังสือและครอบครัวมีชีวิตที่ดี เป็นการขยายโอกาสและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่ราษฎร ด้วยผลิตภัณฑ์อันวิจิตรบรรจงที่ยังคงสืบสานวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศชาติตลอดไป

    ปวงชนชาวไทย…น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

    น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ทรงอุทิศพระวรกายตลอดหลายทศวรรษ เพื่อยกระดับชีวิตและศักดิ์ศรีของราษฎร ทรงเป็นแรงบันดาลใจแห่งความเสียสละ ความเมตตา และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้แผ่นดินไทย ‘อยู่ดี มีสุข’ ตามพระราชปณิธานตลอดกาล…

    อ้างอิงข้อมูลและภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/queen-mother-royal-speech-thai-craftsmanship-art-pride/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WACgL2ak4pMxMdfpxp770

  • ทรัมป์มุ่งหน้าสู่เอเชียเพื่อร่วมสองประชุมสำคัญและร่วมวงเจรจากับสีจิ้นผิง

    ทรัมป์มุ่งหน้าสู่เอเชียเพื่อร่วมสองประชุมสำคัญและร่วมวงเจรจากับสีจิ้นผิง

    เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม 2568 กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เดินทางมุ่งหน้าสู่การเยือนเอเชียครั้งสำคัญที่มีทั้งการประชุมสุดยอดของภูมิภาคและโต๊ะเจรจาที่โลกจับตามอง กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

    ทรัมป์เตรียมพบกับสีจิ้นผิงที่เกาหลีใต้ในวันสุดท้ายของการเดินทาง โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุข้อตกลงทุกอย่างเพื่อยุติสงครามการค้าอันขมขื่นระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

    ชายวัย 79 ปีผู้นี้จะเดินทางเยือนมาเลเซียและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเดินทางเยือนเอเชียครั้งแรกของเขานับตั้งแต่กลับมาครองทำเนียบขาวได้อีกวาระเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดจากมาตรการภาษีศุลกากรและการทำข้อตกลงทางภูมิรัฐศาสตร์

    เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ทรัมป์จะลงนามข้อตกลงทางเศรษฐกิจหลายฉบับ เพื่อให้ชาวอเมริกันได้กลับสู่ภาวะคึกคักทางเศรษฐกิจโลก

    มีกระแสพูดถึงความเป็นไปได้ในการพบปะกับคิมจองอึน ของเกาหลีเหนือ ในช่วงที่ทรัมป์อยู่ในเกาหลีใต้เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาค

    แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า “ยังไม่อยู่ในกำหนดการ” แม้ว่าผู้นำทั้งสองแสดงออกว่าต้องการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ซึ่งพวกเขาเคยสร้างไว้ในช่วงสมัยแรกของทรัมป์

    จุดหมายปลายทางแรกของทรัมป์คือมาเลเซีย ซึ่งเขาจะเดินทางมาถึงในวันอาทิตย์นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเป็นการประชุมที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมหลายครั้งในช่วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก

    ทรัมป์เตรียมลงนามข้อตกลงการค้ากับมาเลเซีย แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาจะดูแลการลงนามในข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยไม่ละทิ้งความมุ่งมั่นในการคว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้ได้

    มีรายงานว่า ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล อาจพบกับทรัมป์นอกรอบการประชุมสุดยอด เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่สูญเสียไปเพราะความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน

    จุดหมายปลายทางต่อไปของทรัมป์คือโตเกียว ซึ่งเขาจะเดินทางไปถึงในวันจันทร์ และเขาจะพบกับซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นในวันอังคาร

    ญี่ปุ่นรอดพ้นจากภาษีศุลกากรที่เลวร้ายที่สุดที่ทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อยุติสิ่งที่เขาเรียกว่าดุลการค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งกำลังฉ้อโกงสหรัฐอเมริกา

    แต่ไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้คาดว่าจะอยู่ที่เกาหลีใต้ โดยทรัมป์มีกำหนดเดินทางถึงเมืองท่าปูซานทางตอนใต้ในวันพุธ ก่อนการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค)

    ทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีอี แจ-มย็อง ของเกาหลีใต้, กล่าวปราศรัยในงานเลี้ยงอาหารกลางวันกับผู้นำภาคธุรกิจของเอเปค และพบปะกับผู้บริหารระดับสูงด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมสุดยอดเอเปคที่เมืองคย็องจู

    ในวันพฤหัสบดี ทรัมป์จะได้พบกับสี จิ้นผิง เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งวาระสอง

    ตลาดโลกจะจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าทั้งสองจะสามารถหยุดยั้งสงครามการค้าที่เกิดจากมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ของทรัมป์เมื่อต้นปีนี้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากข้อพิพาทเรื่องมาตรการควบคุมแร่ธาตุหายากของรัฐบาลปักกิ่ง

    ในตอนแรกทรัมป์ขู่ว่าจะยกเลิกการประชุมและกำหนดมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรใหม่สำหรับข้อพิพาทด้านแร่ธาตุสำคัญ แต่เปลี่ยนใจและพร้อมจะเดินหน้าต่อไป

    “ประธานาธิบดีสนใจที่จะหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจมากที่สุด” เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ กล่าว

    ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หัวข้อแรกในวาระการประชุมกับสีจิ้นผิงคือเฟนทานิล เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลปักกิ่งควบคุมการค้ายาเสพติดและปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติดในละตินอเมริกา

    สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ว่า การเจรจาระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกับประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการกระทำที่เสี่ยงของผู้นำสหรัฐฯ เนื่องจากจะเกิดผลกระทบมหาศาลหากการเจรจาล้มเหลว โดยเรียกมันว่า “การโยนลูกเต๋าเหล็ก”

    แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าอย่าคาดหวังความก้าวหน้าใดๆ

    ไรอัน แฮสส์ นักวิจัยอาวุโสของสถาบันบรูคกิงส์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นไปตามข้อมูลการดำเนินงานที่มีอยู่ มากกว่าที่จะเป็นจุดเปลี่ยนใดๆในความสัมพันธ์.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/abroad-news/884448/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yMj3g-gDb59GOU5ZxetRc

  • “อนุทิน” ลุยกระบี่ มอบนโยบายท้องถิ่น ย้ำ “กระบี่ต้องโกอินเตอร์” เมืองปลอดภัย ปลอดสิ่งเสพติด สร้างรายได้ยั่งยืน | TOPNEWS

    “อนุทิน” ลุยกระบี่ มอบนโยบายท้องถิ่น ย้ำ “กระบี่ต้องโกอินเตอร์” เมืองปลอดภัย ปลอดสิ่งเสพติด สร้างรายได้ยั่งยืน | TOPNEWS

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ณ อาคารแพลตตินั่ม ฮอลล์ อำเภอเมืองกระบี่ โดยมีคณะรัฐมนตรีหลายท่านร่วมลงพื้นที่ อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยข้าราชการระดับสูง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ให้การต้อนรับอย่างคึกคัก

    นายอนุทินกล่าวมอบนโยบายว่า จังหวัดกระบี่เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง และจะต้องพัฒนาให้ก้าวหน้าไม่เป็นรองจังหวัดใด โดยเฉพาะภูเก็ต พร้อมผลักดันให้กระบี่เติบโตด้วยตนเอง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจฐานราก โดยเน้นย้ำให้เร่งรัดโครงการสำคัญอย่าง “สะพานข้ามเกาะลันตา” เพื่อส่งเสริมการเดินทาง การค้า และการลงทุนในพื้นที่ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ “ทุกจังหวัดเป็นพื้นที่สร้างรายได้” ที่นักท่องเที่ยวมาแล้วรู้สึกปลอดภัย พร้อมกำชับการทำงานตามแนวทาง “พูดแล้วทำ – สั่งวันนี้ต้องเสร็จเมื่อวาน” เพื่อให้ผลงานในช่วง 4 เดือนแรกของรัฐบาลเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ว่าไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ประชาชนใช้จ่ายร่วมกับภาครัฐเพื่อสร้างการหมุนเวียนเงินในระบบ พร้อมคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้กว่า 100,000 ล้านบาทในช่วง 2 เดือน พร้อมเน้นย้ำแนวทางสร้าง “กระบี่เมืองปลอดภัย” ด้วยการขจัดอาชญากรรม ป้องกันยาเสพติด และผลักดันให้กระบี่เป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Health Hub) ด้าน Medical Tourism รองรับนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อยกระดับจังหวัดให้ “โกอินเตอร์” สู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน.

    ประดิษฐ์ รอดเกิด ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.กระบี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1367878&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sjx6E-QUzX0h07btinHPZ

  • แผ่นดินไทยสูญเสีย “แม่ของแผ่นดิน”  พระราชินี พระพันปีหลวง บทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจที่ฝากไว้กับแผ่นดิน

    แผ่นดินไทยสูญเสีย “แม่ของแผ่นดิน” พระราชินี พระพันปีหลวง บทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจที่ฝากไว้กับแผ่นดิน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jXFaswytRr7ydHXfE8uIv

  • ทรัมป์เยือนเอเชีย หวังลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจ-แร่สำคัญก่อนพบสี จิ้นผิง : อินโฟเควสท์

    ทรัมป์เยือนเอเชีย หวังลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจ-แร่สำคัญก่อนพบสี จิ้นผิง : อินโฟเควสท์

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมลงนามข้อตกลงด้านเศรษฐกิจและแร่ธาตุสำคัญกับประเทศคู่ค้าระหว่างการเยือนภูมิภาคเอเชียในสัปดาห์หน้า โดยรัฐบาลสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพิ่มแรงกดดันต่อจีนก่อนการพบปะระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการประชุมสำคัญระหว่างสองมหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก

    เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (24 ต.ค.) ว่า ทรัมป์ต้องการข้อตกลงที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคง สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเนื้อหาของข้อตกลงจะมีลักษณะอย่างไร

    ทั้งนี้ การเดินทางของทรัมป์จะเริ่มที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จากนั้นจะเดินทางต่อไปยังญี่ปุ่น และปิดท้ายที่เกาหลีใต้เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ซึ่งจะเป็นเวทีพบปะแบบตัวต่อตัวระหว่างทรัมป์และสี เพื่อหารือและคลี่คลายข้อพิพาทด้านภาษีและการควบคุมการส่งออกที่ยืดเยื้อ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HbLFyfpa4UwwJniZp5OLl

  • อยุธยาซิตี้พาร์ค จัดแสดงรถยนต์ยิ่งใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้คึกคัก

    อยุธยาซิตี้พาร์ค จัดแสดงรถยนต์ยิ่งใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้คึกคัก

    ภูมิภาค

    อยุธยาซิตี้พาร์ค จัดแสดงรถยนต์ยิ่งใหญ่ กระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้คึกคัก

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.38 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ดร.สมพล รัชตพิมลชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค เปิดเผยถึงการจัดงาน Ayutthaya City Park Auto Show ว่าเป็นหนึ่งงานไฮไลท์ที่ยิ่งใหญ่ประจำปีของศูนย์การค้าฯ และเป็นงานมหกรรมยานยนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคกลางตอนบน โดยจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 26 แล้ว เพื่อให้ศูนย์การค้าฯ เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์เปิดตัวรถ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าในภาคกลางตอนบนทั้งชาวอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง พร้อมเปิดโอกาสและเพิ่มตัวเลือกที่ครบครันให้กับผู้ที่ต้องการรถรุ่นใหม่ รถตลาด รถยอดนิยม รถไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ และสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ส่งเสริมการตลาดรถยนต์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้คึกคัก มีสีสัน และสร้างกระแสเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจจังหวัดในช่วงปลายปี โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 9 พฤศจิกายน 2568 เต็มพื้นที่ชั้น 1 ของศูนย์การค้าฯ

    งาน Ayutthaya City Park Auto Show ครั้งที่ 26 จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “สวย หล่อ แรง ครบทุกมิติแห่งยนตรกรรม” ที่สะท้อนทุกแง่มุมของยานยนต์ นำเสนอความโดดเด่น และหลากหลายของโลกยานยนต์ให้ทุกคนได้สัมผัสอย่างลงตัว โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงให้ความสนใจทั้งบริษัทจำหน่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถ Big Bike รถพลังงานทางเลือก อุปกรณ์ตกแต่ง ประดับยนต์ สถาบันการเงินและสินเชื่อรถยนต์ ตบเท้าเข้าร่วมงานมากกว่า 40 บริษัท ด้วยพื้นที่กว่า 10,000 ตรม. ทั้งชั้น 1 Indoor และ Outdoor ของศูนย์การค้าฯ มาพร้อมโปรโมชั่น, สิทธิพิเศษ, ของที่ระลึก และกิจกรรมมากมาย ตอบรับทุกต้องการของผู้บริโภคภายในงานได้ครบทุกรูปแบบ

    โดยกิจกรรมไฮไลต์ที่สำคัญของงาน คือการประกวด Miss & Mister Ayutthaya City Park Auto Show เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์งาน และร่วมทำกิจกรรมกับทางศูนย์การค้าฯ ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท และรอบตัดสินจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ พร้อมกับพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ

    ภายในงาน ยังมีการประกวด Ayutthaya City Park AutoTok Contest เพื่อให้ชาว TikToker ได้โชว์คลิปผลงาน ภายใต้คอนเซ็ตป์ “HAVE FUN NOT LIMITS สนุกแบบไม่มีขีดจำกัด!” เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 10,000 บาท ท่านที่สนใจสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 7 พฤศจิกายน 2568 และกิจกรรมความบันเทิงจาก ดาราศิลปิน ที่มาสร้างสีสันในงาน วันที่ 2 พ.ย.68 พบกับ คุณตั้ม วราวุธ และวันที่ 8 พ.ย.68 พบกับคุณเด่นคุณ งามเนตร จากค่าย Toyota

    นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรม คาราวานรถยนต์ ระดมรถจากค่ายต่างๆ ที่ร่วมงาน และรถตกแต่งสุดพิเศษจากพันธมิตร และผู้เข้าประกวด Miss & Mister Ayutthaya City Park Auto Show ออกเดินทางไปยังเกาะเมืองอยุธยา เพื่อประชาสัมพันธ์งาน สร้างสีสัน และเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง

    เชื่อมั่นว่าด้วยความพิเศษของงาน Ayutthaya City Park Auto Show ครั้งที่ 26 ที่จะจัดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ กับคอนเซ็ปต์การจัดงาน และกิจกรรมหลากหลายที่เตรียมไว้ จะทำให้งานเป็นที่น่าจดจำและสร้างความประทับใจให้กับทุกคนที่มาร่วมงานได้อย่างแน่นอน

    มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมยานยนต์แห่งปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในงาน Ayutthaya City Park Auto Show ครั้งที่ 26 ระหว่างวันที่ 1 – 9 พฤศจิกายน 2568 เต็มพื้นที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้เข้าประกวด MISS & MISTER AYUTTHAYA CITY PARK AUTO SHOW รอบตัดสิน ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 สามารถติดตามข่าวสารได้ทาง www.facebook.com/Ayutthaya City Park Auto Show
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/451750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FcXsUHbFOPCUvUKFvEN9Z

  • สาร โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาส “วันสหประชาชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘” วันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ – กระทรวงการต่างประเทศ

    สาร โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาส “วันสหประชาชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘” วันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘ – กระทรวงการต่างประเทศ

    สาร โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาส “วันสหประชาชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘” วันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

    สาร โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาส “วันสหประชาชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘” วันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

    วันที่นำเข้าข้อมูล 24 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 ต.ค. 2568

    | 104 view

    สาร

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี 

    เนื่องในโอกาส “วันสหประชาชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘”

    วันศุกร์ที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘

    เนื่องในโอกาสวันสหประชาชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ผมในนามของรัฐบาลไทย ขอแสดงความยินดีแก่สหประชาชาติเนื่องในโอกาสครบรอบ ๘๐ ปีและขอชื่นชมบทบาทของสหประชาชาติ ในการส่งเสริมสันติภาพ และความมั่นคง การพัฒนาที่ยั่งยืน และสิทธิมนุษยชนตลอดช่วง ๘ ทศวรรษที่ผ่านมา ไทยในฐานะสมาชิกของสหประชาชาติ ขอยืนยันความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนวาระดังกล่าว และธำรงไว้ซึ่งระบอบพหุภาคี โดยมีกฎบัตรสหประชาชาติเป็นแกนสำคัญ

    แม้สหประชาชาติจะก่อตั้งมาแล้วถึง ๘๐ ปี แต่โลกของเรายังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤตจำนวนมาก ทั้งปัญหาความขัดแย้งในหลายภูมิภาค ความเหลื่อมล้ำ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และสุขภาพ รวมถึงความท้าทายใหม่ ๆ จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยมองว่า ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องเร่งหาทางแก้ไข อย่างไรก็ดี การรับมือกับความท้าทายเหล่านี้เกินกำลังกว่าที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถทำได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากประชาคมโลก โดยมีสหประชาชาติเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าว   

    ในช่วง ๘๐ ปีที่ผ่านมา ไทยได้มีบทบาทอย่างแข็งขันในการสนับสนุนภารกิจหลักของสหประชาชาติในทั้ง ๓ เสาหลักที่กล่าวไว้ข้างต้น 

    ในด้านสันติภาพและความมั่นคง ประเทศไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธี การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ เราเชื่อมั่นว่า หลักการเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทั้งในระดับโลกและภูมิภาค และการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศโดยการพูดคุยอย่างสันติ ด้วยสุจริตใจ นอกจากนี้ ไทยยังมีส่วนร่วมในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ โดยได้ส่งกำลังพลทั้งทหารและตำรวจเข้าร่วมในปฏิบัติการรักษาสันติภาพกว่า ๒๐ ภารกิจทั่วโลก และไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของเจ้าหน้าที่สตรีและการการพัฒนาที่ยั่งยืน ควบคู่กับการเสริมสร้างสันติภาพในพื้นที่ ในการนี้ ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพทุกท่านที่ได้อุทิศตนเพื่อมนุษยชาติ และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยในเวทีโลก

    ในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ไทยยินดีที่แนวทางการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติหรือ SDGs และมุ่งการสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างแท้จริง 

    เรายังเดินหน้าเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมที่เป็นธรรม โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่ครอบคลุมทุกครัวเรือน การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค และการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงการศึกษาเท่าเทียม เพื่อให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้ามีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ไทยรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศในการเป็นศูนย์กลางของสำนักงานสหประชาชาติในภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือเอสแคป (ESCAP) และหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติกว่า ๔๐ แห่ง ผมขอให้คำมั่นว่า ไทยจะทำหน้าที่ในการเป็นเจ้าบ้านที่ดีต่อไป สมกับความไว้วางใจที่ได้รับ

    สุดท้ายนี้ ผมขอย้ำว่า สหประชาชาติไม่ใช่เรื่องไกลตัว เนื่องจากไทยเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกประชาคมระหว่างประเทศ  และร่วมมือกับรัฐสมาชิกอีก ๑๙๒ รัฐสมาชิกในการขับเคลื่อนวาระสำคัญ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาคมโลกโดยรวม ผมขอฝากความปรารถนาดีไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ และขอให้ท่านมั่นใจว่า ไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสหประชาชาติในทุกมิติ รวมถึงข้อริเริ่มของเลขาธิการสหประชาชาติ หรือ UN80 Initiative ในการปฏิรูปสหประชาชาติให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงไปของโลก 

    ผมขออวยพรให้วันสหประชาชาติในปีนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างทุกฝ่าย เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของมนุษยชาติ และเพื่อโลกที่สงบสุข และยั่งยืน สำหรับลูกหลานของเราทุกคนสืบไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pm-s-un-day-message-2025-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fD-YNuJl3amXbqRR7mb1k

  • “รมว.ธนกร” นำทีม “ดีพร้อม” เปิดโครงการอาชีพ สร้างรายได้คนหาดใหญ่

    “รมว.ธนกร” นำทีม “ดีพร้อม” เปิดโครงการอาชีพ สร้างรายได้คนหาดใหญ่

    “รมว.ธนกร” นำทีม “ดีพร้อม” เปิดโครงการอาชีพ สร้างรายได้คนหาดใหญ่

    24 ตุลาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  นำทัพกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ลงพื้นที่ชุมชนตำบลคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เปิดหลักสูตรฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น ผ่าน “โครงการอาชีพสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น” หลักสูตร “การทำเค้กกล้วยหอมและโดนัทแฟนซี” เน้นเพิ่มทักษะ ประสิทธิภาพการผลิต เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 300 คน พร้อมเดินหน้าพัฒนา สนับสนุนโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ หวังยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและกระจายโอกาส ทางเศรษฐกิจมากขึ้น ภายใต้นโยบาย“อุตสาหกรรมคู่ชุมชน” ที่เน้นให้คนในท้องถิ่นมีอาชีพที่มั่นคงและสามารถพึ่งพาตนเองได้

    ธนกร วังบุญคงชนะ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เน้นการสร้างรายได้ ให้ชุมชน มีความเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวัตถุดิบพื้นถิ่นที่มีศักยภาพสูง จึงได้มอบหมายให้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรมภายใต้ “โครงการอาชีพสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น” ด้วยการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระรายจ่าย กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้ง มุ่งฝ่าฟันปัญหาความท้าทายทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของสถานการณ์โลกและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    กิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นต้นแบบของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐกับชุมชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์และต่อยอดสินค้าท้องถิ่น ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สามารถแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ “ให้ทักษะใหม่” เสริมสร้างความเข้มแข็ง ของเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนผ่านการสร้างทักษะอาชีพ ถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติจริง โดยมุ่งเน้น การพัฒนาทักษะของประชาชนตามบริบทของศักยภาพอุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ให้สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอด ในการสร้างอาชีพ ด้วยการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่าสามารถสร้างรายได้ให้ตนเอง และครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการชุมชน ผู้ผลิตสินค้า OTOP สมาชิกวิสาหกิจชุมชน ทายาทวิสาหกิจ กลุ่มเกษตรกร หรือประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่” นายธนกรกล่าว

    สำหรับกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ในหลักสูตร “การทำเค้กกล้วยหอมและโดนัทแฟนซี” มีผู้เข้าอบรม จำนวน 300 คน โดยเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การคำนวณต้นทุน ตลอดจนถึงเทคนิคการเลือกบรรจุภัณฑ์ นอกจากได้เรียนรู้ ทักษะใหม่แล้ว ยังเปิดมุมมองในการประกอบอาชีพเสริมด้วยการนำวัตถุดิบ ในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าด้วยภูมิปัญญาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร

    ขณะเดียวกัน ยังมีการนำผู้ประกอบการต้นแบบที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจมาร่วมโชว์เคส รวมทั้งมีการอำนวยความสะดวก ในการให้บริการของศูนย์บริการธุรกิจอุตสาหกรรมดีพร้อม (Business Service Center: BSC) เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำและวิเคราะห์ปัญหาการประกอบธุรกิจเบื้องต้น และศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (Industrial Information Center: ITC) ที่ร่วมจัดแสดงนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรการผลิต เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถต่อยอดสู่อาชีพเสริม หรือสร้างธุรกิจขนาดเล็กได้จริง หน่วยงานเครือข่าย ได้แก่ สถาบันอาหาร สสว. ที่มาร่วมออกบูธให้บริการประชาชน สถาบันการเงิน SMEs D Bank และธนาคารกรุงไทย จำกัด ที่มาร่วมออกบูธให้บริการประชาชน “คนละครึ่งพลัส”

    “ดีพร้อมจะเดินหน้าสานต่อโครงการลักษณะนี้ในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้มีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง”

    นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม ยังพร้อมผลักดันชุมชนผ่านการ “ให้โอกาส” พร้อม “สนับสนุนแหล่งเงินทุน” เสริมสภาพคล่องด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านสินเชื่อดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay) เพื่อช่วยให้วิสาหกิจไทยสามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุนตามศักยภาพของผู้ประกอบการและธุรกิจ วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และนี่คืออีกความท้าทายหนึ่ง ของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงกระตุ้นให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเชื่อมั่นว่าโครงการนี้ จะเป็นแนวทาง ในการสร้างส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาวเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อย่างดี รมว.ธนกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378968521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TQufOg9dx81j1M7nrWzCz

  • ธุรกิจผ้าไทย ภูมิปัญญาไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู่แฟชั่นระดับโลก ปี 68 โตแรง! จดทะเบียนตั้งใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า มูลค่าทุน 684 ล้านบาท

    ธุรกิจผ้าไทย ภูมิปัญญาไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู่แฟชั่นระดับโลก ปี 68 โตแรง! จดทะเบียนตั้งใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า มูลค่าทุน 684 ล้านบาท

    เศรษฐกิจ

    ธุรกิจผ้าไทย ภูมิปัญญาไทยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ สู่แฟชั่นระดับโลก ปี 68 โตแรง! จดทะเบียนตั้งใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่า มูลค่าทุน 684 ล้านบาท

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 10.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

     กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผย ธุรกิจผ้าไทย จัดตั้งใหม่ขยายตัวโดดเด่น ในรอบ 9 เดือนปี 2568 โตกว่า 406% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 เติบโตทั้งจำนวนและมูลค่าการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่  ที่นำผ้าไทยมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ ชี้เป็นสัญญาณดีของการสืบสานภูมิปัญญาไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก

     เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจประจำเดือนกันยายน 2568 พบว่า ‘ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผ้าไทย’ มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดและได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่นำผ้าไทยมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม-กันยายน) มีการจดทะเบียนนิติบุคคลตั้งใหม่ 642 ราย เพิ่มขึ้น 515 ราย คิดเป็น 406% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (127 ราย) และมีมูลค่าทุนจดทะเบียน 684 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 460 ล้านบาท คิดเป็น 205% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 (225 ล้านบาท) ทั้งนี้ การจัดตั้งธุรกิจในรอบ 9 เดือน ของปี 2568 เป็นกิจการขนาดเล็ก (SMEs) ทั้งหมด โดยมีสัดส่วนบริษัทจำกัด 425 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 574 ล้านบาท และห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 217 ราย มูลค่าทุน 110 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงพลังของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยและพัฒนาให้ทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของตลาด 

     อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ขณะที่ประเทศไทยมีนิติบุคคลธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับผ้าไทย จำนวนทั้งสิ้น 3,416 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 47,339 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1) กลุ่มผลิต 651 ราย ทุนจดทะเบียน 32,939 ล้านบาท และ 2) กลุ่มขายส่ง/ปลีก 2,765 ราย ทุนจดทะเบียน 14,400 ล้านบาท การจัดตั้งนิติบุคคลในธุรกิจนี้ เมื่อมองย้อนหลังไป 5 ปี (2563-2567) พบว่า มีการเติบโตที่ผันผวนและชะลอตัวลงเล็กน้อยในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 แต่สามารถกลับมาเติบโตเมื่อการระบาดสิ้นสุด ทำการจัดตั้งใหม่ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 160 รายต่อปี อย่างไรก็ดี ในปี 2567 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่จำนวน 163 ราย ทุนจดทะเบียน 275 ล้านบาท มีเงินทุนที่เพิ่มขึ้น 38% จากปี 2566 (199 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจในกลุ่มขายส่ง/ปลีก”

     “ธุรกิจผ้าไทยถือเป็นหนึ่งในธุรกิจสร้างมูลค่าสูงของประเทศ โดยมีส่วนเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 494.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้ง กระแสแฟชั่นยุคใหม่ที่เน้นความยั่งยืน (Sustainability) การใช้เส้นใยธรรมชาติ และการออกแบบที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ล้วนส่งผลให้ผ้าไทยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ด้านการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติมีมูลค่า 22,093 ล้านบาท โดยมีประเทศที่เข้ามาลงทุนใน 3 ลำดับแรกคือ ออสเตรีย 16,679 ล้านบาท ญี่ปุ่น 2,733 ล้านบาท และสิงคโปร์ 1,021 ล้านบาท”

     “โอกาสของธุรกิจผ้าไทยที่ภาครัฐได้เร่งส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไทยอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการสำคัญ อาทิ การผลักดันให้ผ้าไทยเป็น Soft Power การจัดนิทรรศการและจำหน่ายสินค้าผ้าไทย หรือโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก เพื่อสร้างกระแสการใช้ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ในด้านการส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดำเนินการผ่านโครงการSMART Local ME-D ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถเชื่อมโยงตลาดเชิงพาณิชย์และตลาดดิจิทัล พร้อมเสริมองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การตลาด และธรรมาภิบาลธุรกิจ เพื่อให้ผ้าไทยกลายเป็น Soft Power ที่สร้างรายได้ เสริมเศรษฐกิจฐานราก และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศอย่างยั่งยืน ดังนั้น ผ้าไทยไม่ใช่เพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ หากได้รับการสนับสนุนและต่อยอดอย่างถูกทิศทาง ผ้าไทยจะสามารถก้าวสู่เวทีแฟชั่นระดับโลกได้อย่างภาคภูมิใจ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/451626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dCL3LYjNYarhFxVPp1JKL