Category: เศรษฐกิจ

  • M

    M

    นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ MOTHER ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้แบรนด์ “Mother Supermarket” และ “Mother Marche” ประกาศเข้าร่วมโครงการ “รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย” ที่กระทรวงพาณิชย์จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2568 เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ

    MOTHER ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการ

    “บริษัทรู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทย ผ่านการลดราคาสินค้าจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ” นายเอกพงศ์ กล่าว MOTHER ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieyyv8htrlwy4us8ruk8isd7jvqgj96k&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n7KBo1xtJHd_oCICdABt7

  • นายกฯ ดันโครงการไฟฟ้าชุมชน ลดภาระค่าไฟ หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    นายกฯ ดันโครงการไฟฟ้าชุมชน ลดภาระค่าไฟ หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    วันนี้ (24 ตุลาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวร่วมกับ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ภายหลังการประชุมหารือเรื่อง ‘โครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน’ เพื่อเร่งผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด ลดภาระค่าครองชีพ และสร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น

    อนุทินกล่าวว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันโครงการไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยดำเนินการร่วมกันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง

    “เราจะกระจายการลงทุนไปในชุมชนย่อย ๆ ให้แต่ละพื้นที่มีโซลาร์ฟาร์มของตนเอง ชุมชนละไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะรับผิดชอบด้านการส่งกระแสไฟฟ้าในราคาพิเศษให้กับชุมชนนั้น ๆ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชนโดยตรง” นายกฯ กล่าว

    นอกจากนั้น ยังมีโครงการโซลาร์สูบน้ำ ที่จะนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบชลประทานและประปาหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตน้ำประปาและค่าใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคของประชาชน พร้อมทั้งกระจายการลงทุนสู่ท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบาย ‘Quick Big Win’ ของรัฐบาลที่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า โครงการดังกล่าวจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารหน้า โดยถือเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อช่วยประชาชนลดค่าไฟและสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    นายอนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า “รัฐบาลต้องการให้พลังงานสะอาดเป็นพลังของทุกบ้าน ทุกชุมชน ไม่ใช่แค่ลดค่าไฟ แต่คือการสร้างอนาคตพลังงานของประเทศด้วยมือของประชาชนเอง”

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-drives-community-clean-energy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RsCSZNl-P2xUeIoG1616z

  • ‘ปชป.’ เปิดแนว 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-ชูบทบาทไทยในเวทีโลก’ | เดลินิวส์

    ‘ปชป.’ เปิดแนว 3 นโยบายหลัก ‘เศรษฐกิจ-สู้สแกมเมอร์-ชูบทบาทไทยในเวทีโลก’ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5236063/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12w-ozPVX0lJp64O8B9b2E

  • SCB EIC ชี้ เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ส่งออกเริ่มแผ่ว และความเสี่ยงเงินฝืดสูงขึ้น มองชุดนโยบาย Quick Big Win จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ผลต่อ GDP ยังมีจำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ชี้ เศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ส่งออกเริ่มแผ่ว และความเสี่ยงเงินฝืดสูงขึ้น มองชุดนโยบาย Quick Big Win จะช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น แต่ผลต่อ GDP ยังมีจำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า อาจโตเฉลี่ยไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งปีหลังถึงครึ่งแรกของปีหน้า

    SCB EIC ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าขยายตัวต่ำ 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ เสี่ยงโตไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ยาวถึงครึ่งแรกปีหน้า การส่งออกมีสัญญาณชะลอตัวหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 19% สะท้อนความจำเป็นของนโยบายประคองเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. ยังขยายตัวได้ 5.8% แต่ชะลอลงมากจากเดือนก่อน หมวดสินค้าที่ขยายตัวได้มาจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่ 1) การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม และส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้นและกระแสการลงทุน AI ในโลก 2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปที่เร่งตัวตามราคาทองคำ หากไม่นับปัจจัยเฉพาะนี้ ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. หดตัวราว -2% สะท้อนผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มกดดันการส่งออกไทยชัดเจน มองไปข้างหน้า SCB EIC คาดมูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 เสี่ยงหดตัวสูง ซึ่งจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำลงมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า

    การบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปยังน่าห่วง โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2/2568 ยังอยู่ในระดับสูงที่ 86.8% แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะมีทิศทางปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่สาเหตุหลักเพราะหนี้ครัวเรือนหดตัว จากทั้งความต้องการกู้ที่ลดลงตามความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามความกังวลหนี้ด้อยคุณภาพที่ยังสูง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะปรับดีขึ้นบ้างในระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องอีกหลายเดือน และจะยังไม่กลับเข้ากรอบเงินเฟ้อทั้งในปีนี้และปีหน้า สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และนโยบายช่วยลดค่าครองชีพของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มที่มีแนวโน้มปรับลดลงเฉลี่ยต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตรในปีหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะช่วยให้สถานะกองทุนน้ำมันกลับเป็นบวกได้ใน Q1/2569 สำหรับมุมมองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 คาดว่าจะติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีอยู่ที่ -0.1% ส่วนในปี 2569 แม้เงินเฟ้อจะกลับเป็นบวกได้แต่จะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ค่อนข้างมาก ท่ามกลางแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่แผ่วลง

    SCB EIC ประเมินว่า แม้ตอนนี้ไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ความเสี่ยงเงินฝืดเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนจาก (1) เงินเฟ้อทั่วไปติดลบนาน 6 เดือนแล้ว และมีแนวโน้มจะติดลบต่อเนื่องถึง Q1/26  (2) สินค้าที่ราคาลดลงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ณ ก.ย. (เดือนก่อน 40%) แม้สินค้าที่ราคาลดลงส่วนใหญ่อยู่ในหมวดพลังงานและอาหารสดที่ราคาผันผวนตามมาตรการภาครัฐและปัจจัยอุปทาน แต่เริ่มเห็นกระจายตัวไปราคาหมวดสินค้าพื้นฐานมากขึ้น (3) รายได้ครัวเรือนฟื้นช้า และปรับลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิด Covid-19 รวมถึงภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อครัวเรือนที่หดตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยกดดันให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันสูงด้านราคาจากสินค้าจีนนำเข้า และมีอำนาจการขึ้นราคาสินค้าต่ำในภาวะอุปสงค์ยังอ่อนแรง ยิ่งกดดันอัตรากำไร การลงทุน และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งจะเป็นวัฎจักรเชิงลบต่อเศรษฐกิจ

    นโยบายรัฐบาลใหม่ Quick Big Win เน้นประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ผลกระตุ้น GDP เพิ่มยังจำกัด

    รัฐบาลอนุทิน 1 แถลงชุดนโยบาย “Quick Big Win” ตั้งเป้า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แม้รัฐบาลประกาศจะยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย หลายนโยบายมุ่งกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนทันที เช่น มาตรการคนละครึ่ง พลัส วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท เร่งให้ใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยจัดสรรจากวงเงินงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจราว 1.5 แสนล้านบาท และกำลังพิจารณามาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น กระตุ้นท่องเที่ยว เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ โดย SCB EIC ประเมินผลนโยบายคนละครึ่งฯ กระตุ้น GDP เพิ่มเติมจากการประเมินเดิมยังจำกัด เนื่องจากวงเงินจัดสรรจากงบประมาณโครงการอื่น ไม่ได้เป็นเม็ดเงินใหม่ นอกจากนี้บางส่วนของมาตรการอาจรั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ เช่น ใช้จ่ายซื้อสินค้านำเข้า หรือใช้จ่ายให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการที่อยู่นอกระบบภาษี

    กนง. คงดอกเบี้ย 1.5% ในเดือน ต.ค. ตามคาด SCB EIC คงมุมมองดอกเบี้ยจะลดอีก 2 ครั้งในเดือน ธ.ค. และต้นปีหน้า

    SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และปรับลดอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.0% แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 2569 เนื่องจากความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะกดดันอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาวะการเงินไทยยังตึงตัวสูง ไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพอยู่มาก SCB EIC จึงประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้าไปที่ระดับ 1% นโยบายการเงินจะมีบทบาทช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    เศรษฐกิจโลกจะเริ่มถูกกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกสูงขึ้น

    กิจกรรมเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้างในช่วงปลายไตรมาส 3 แต่ยังขยายตัวในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนเจอกำแพงภาษีสหรัฐฯ นโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายในหลายเศรษฐกิจหลัก รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมและสินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เติบโตดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วง Q4/2568 และปี 2569 เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อใหม่เพื่อส่งออกที่ปรับลดลง รวมถึงการจ้างงานที่เริ่มชะลอลงมาก มุมมองนี้สอดคล้องกับหลายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น OECD และ IMF ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ดีขึ้นเล็กน้อยกว่าประมาณการเดิม แต่ยังเป็นภาพชะลอตัวลงเทียบกับปี 2567 และยังมองว่าปี 2569 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าปี 2568 อีกด้วย

    ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกสูงขึ้น สหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีจีนอีก 100% เริ่ม 1 พ.ย. หลังจีนควบคุมการส่งออกแร่หายากเพิ่มเติมและเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเรือสัญชาติสหรัฐฯ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหา Government Shutdown ผลจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยในอดีตและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากนัก แต่ครั้งนี้มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไม่จ่ายเงินเดือนย้อนหลังหรือปลดพนักงานออก และเสี่ยงยืดเยื้อ ด้านญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังพรรค Komeito ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่งผลให้พรรค LDP อาจหลุดจากการเป็นรัฐบาลในรอบ 13 ปี

    ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน (ยกเว้นญี่ปุ่น) เพื่อบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 50 bps (รวมเป็น 75 bps) ในปีนี้ และอีก 50 bps ในปี 2569 จากตลาดแรงงานที่แย่ลง แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังไม่กลับเข้ากรอบเป้าหมายและเสี่ยงเร่งตัวเพิ่มเติมจากผลกำแพงภาษี ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงประเมินว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28-29 ต.ค. แม้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจอาจล่าช้าจากการปิดทำการของหลายหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากยังมีข้อมูลจากภาคเอกชนบางส่วนที่ใช้ทดแทนได้ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps ไปที่ 1.75% สิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ หลังกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยอีก 10 bps (รวม 20 bps) ในปี 2568 และอีก 20 bps ในปี 2569 จากเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวเป็นวงกว้าง ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี และจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 2569 หลังผลกระทบภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัจจัยการเมือง และการเจรจาค่าจ้างของสหภาพแรงงาน เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/24/588557/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pFABo6z9km5eHxv0mHb7U

  • ชาวไต้หวันเฮ! รัฐบาลแจกเงินหมื่นหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ชาวไต้หวันเฮ! รัฐบาลแจกเงินหมื่นหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ชาวไต้หวันเฮ! รัฐบาลแจกเงินหมื่นหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

    24 ตุลาคม 2568 รัฐบาลไต้หวันจะแจกเงินสด 10,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว10,622 บาท) ให้แก่ประชาชนทุกคนรวมถึงชาวต่างชาติ หวังกระตุ้นการบริโภค โดยเป็นเงินจากภาษีที่รัฐจัดเก็บได้เกินเป้าหมายมากเป็นประวัติการณ์เมื่อปีก่อน

    ชาวไต้หวัน คู่สมรสที่เป็นชาวต่างชาติ และชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตมีถิ่นพำนักถาวรจะต้องลงทะเบียนล่วงหน้า เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน จากนั้นรัฐบาลจะเริ่มแจกเงินสดตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายนผ่านบัญชีธนาคารที่ลงทะเบียนไว้ ตามด้วยการกดจากตู้กดเงินสดอัตโนมัติของธนาคาร 15 แห่งได้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน และการขึ้นเงิน ณ ที่ทำการไปรษณีย์ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน

    การแจกเงินสดครั้งเดียวนี้เป็นไปตามที่มีการผ่านความเห็นชอบร่างงบประมาณพิเศษของรัฐบาลเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านความมั่นคงแห่งชาติในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เงินสดทั้งหมด 236,000 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 250,684 ล้านบาท) ที่จะนำมาแจกนี้มาจากภาษีที่รัฐจัดเก็บได้เกินเป้าหมายมากเป็นประวัติการณ์ถึง 528,300 ล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (ราว 561,171 ล้านบาท) ในปี 2567

    รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคลังของไต้หวันคาดการณ์โดยอ้างสถิติของสภาการพัฒนาแห่งชาติว่า การแจกเงินสดครั้งนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตราวร้อยละ 0.415 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ของไต้หวัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/923334&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07KaMm3WU4ZLubUVgDn-RJ

  • “

    “พัฒนา-วรโชติ” เตรียมกดปุ่มนโยบาย Quick Win ยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ ธ.ค.นี้ สร้างมูลค่าเพิ่มระบบบริการสาธารณสุขดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ


    23/10/2568 | 100 |

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขติดตามการดำเนินงาน  ตามนโยบาย พบคืบหน้าตามแผน เตรียมจัดงาน “1st Thailand Health Economic Forum” ครั้งแรกของประเทศนำสุขภาพช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมมอบ “ระบบนัดหมายออนไลน์- หมอพร้อม Super App – Health ID ทารก/เด็กแรกเกิด” เป็นของขวัญปีใหม่ประชาชน 

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win ของกระทรวงสาธารณสุข ภาพรวมทุกนโยบายดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ และหลายประเด็นเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว อาทิ ประเด็น “30 บาทรักษาทุกที่และฟอกไตฟรีได้ทุกแห่ง” นอกจากการกำกับติดตามคุณภาพของหน่วยบริการทั่วประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาผู้ป่วยฟอกไตถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจะมีการเพิ่มศักยภาพทีมเจรจาและทีมจัดเก็บอวัยวะเพื่อนำมาปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยประเด็น “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” หลังนำร่องระบบนัดหมายออนไลน์  ใน 4 โรงพยาบาลและเขตสุขภาพที่ 4 เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้โรงพยาบาลในสังกัด 902 แห่งมีการเปิดระบบแล้ว 54% ส่วนหมอพร้อม Super App และระบบ Health ID เด็ก/ทารกแรกเกิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาและทดสอบระบบก่อนเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2569 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน ส่วนประเด็น “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” มีการประสานความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB เตรียมจัดงาน “1st Thailand Health Economic Forum” ซึ่งเป็นงานด้านเศรษฐกิจสุขภาพครั้งแรกของประเทศ ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 นี้ 

    ด้านนายวรโชติกล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายยกระดับ อสม. ให้เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ช่วยแพทย์แผนไทย ผู้ช่วยสาธารณสุข ขณะนี้มีการพัฒนาหลักสูตรและแนวทางรองรับแล้ว จะเริ่มดำเนินการได้เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ส่วนการปราบปราม ป้องกันการกระทําผิดกฎหมายด้านสุขภาพมีการสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจสอบจับกุมผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องและต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ จะทำความร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่ให้บริการตลาดออนไลน์ เพื่อตรวจจับไม่ให้มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายด้วย สำหรับการเร่งรัดให้แรงงานต่างชาติ/ต่างด้าว ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐ มีการนำร่องระบบ FDH Migrant ในศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ที่จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี และราชบุรี เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีข้อมูลแรงงานต่างชาติ/ต่างด้าวที่ครอบคลุมสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพและเป็นประโยชน์ในการป้องกันควบคุมโรคได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101466


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/434078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29ptESyyNhQZSvtSpAhJnA

  • SCB EIC หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำ เสี่ยงไม่ถึง 1%

    SCB EIC หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยโตต่ำ เสี่ยงไม่ถึง 1%

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำเพียง 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ โดยอาจขยายตัวไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า เนื่องจากการส่งออกเริ่มชะลอตัวหลังสหรัฐอเมริกาเก็บภาษีสินค้าจากไทยในอัตรา 19% ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและรายได้จากต่างประเทศ

    แม้ตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมยังขยายตัวได้ 5.8% แต่ส่วนใหญ่เป็นผลจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่ การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ก่อนถูกเก็บภาษี และการส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปที่ได้อานิสงส์จากราคาทองคำสูง หากตัดปัจจัยเหล่านี้ออก ตัวเลขส่งออกแท้จริงหดตัวประมาณ -2% สะท้อนว่าผลของมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มส่งผลชัดเจน โดย SCB EIC คาดว่ามูลค่าส่งออกไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องถึงปี 2569 ยังเสี่ยงหดตัว ซึ่งจะเป็นแรงฉุดสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชนยังมีความเปราะบาง หนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2568 ยังอยู่ที่ระดับสูง 86.8% แม้มีแนวโน้มลดลงแต่เกิดจากการชะลอการกู้ยืมและการเข้มงวดสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ขณะที่รายได้ครัวเรือนปรับลดลงเป็นครั้งแรกนับจากสถานการณ์โควิด-19 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะได้แรงหนุนระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    ด้านเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องตลอดปีนี้และปีหน้า จากราคาพลังงานโลกที่ลดลงและนโยบายช่วยลดค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่คาดว่าจะเฉลี่ยต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตรในปี 2569 SCB EIC คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 จะติดลบ -0.1% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี และปี 2569 จะอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3%

    SCB EIC เตือนว่า แม้ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเต็มรูปแบบ แต่ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนจากเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 6 เดือน สัดส่วนสินค้าที่ราคาลดลงเพิ่มเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ รายได้ครัวเรือนที่ลดลง และภาระหนี้ที่ยังสูง ส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ ภาคธุรกิจมีอำนาจขึ้นราคาสินค้าจำกัดและเผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าจีนนำเข้า

    สำหรับนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ “อนุทิน 1” ภายใต้แนวคิด Quick Big Win มุ่งเน้นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น เช่น “คนละครึ่ง พลัส” วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท และงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 1.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่าผลต่อ GDP ยังจำกัด เนื่องจากเป็นงบจัดสรรจากโครงการเดิมและอาจรั่วไหลออกนอกระบบภาษี

    ในด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ในเดือนตุลาคมตามคาด โดย SCB EIC คาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง คือ เดือนธันวาคมและต้นปี 2569 ลงสู่ระดับ 1.0% เพื่อประคองเศรษฐกิจจากความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือน

    ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวจากผลกระทบของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น โดยสหรัฐฯ ขู่ขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 100% ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ขณะเดียวกันหลายประเทศหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ยกเว้นญี่ปุ่น เพื่อบรรเทาความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงในปี 2569

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/790927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hPCwSXaAALde7L7HoOdWD

  • SCB EIC จับตาเศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ส่งออกแผ่ว-เสี่ยงเงินฝืด นโยบาย Quick Big Win ผลจำกัด : อินโฟเควสท์

    SCB EIC จับตาเศรษฐกิจไทยอ่อนแรง ส่งออกแผ่ว-เสี่ยงเงินฝืด นโยบาย Quick Big Win ผลจำกัด : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 68 และปี 69 ขยายตัวต่ำ 1.8% และ 1.5% ตามลำดับ เสี่ยงโตไม่ถึง 1% ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ยาวถึงครึ่งแรกปีหน้า การส่งออกมีสัญญาณชะลอตัวหลังสหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 19% สะท้อนความจำเป็นของนโยบายประคองเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. ยังขยายตัวได้ 5.8% แต่ชะลอลงมากจากเดือนก่อน หมวดสินค้าที่ขยายตัวได้มาจากปัจจัยเฉพาะ ได้แก่

    1. การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม และส่วนหนึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลกขาขึ้นและกระแสการลงทุน AI ในโลก

    2. การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปที่เร่งตัวตามราคาทองคำ หากไม่นับปัจจัยเฉพาะนี้ ตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. หดตัวราว -2% สะท้อนผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ เริ่มกดดันการส่งออกไทยชัดเจน

    โดยมองไปข้างหน้า SCB EIC คาดมูลค่าส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 69 เสี่ยงหดตัวสูง ซึ่งจะฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำลงมาก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า

    ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนในระยะต่อไปยังน่าห่วง โดยหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2/68 ยังอยู่ในระดับสูงที่ 86.8% แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะมีทิศทางปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่สาเหตุหลักเพราะหนี้ครัวเรือนหดตัว จากทั้งความต้องการกู้ที่ลดลงตามความสามารถในการชำระหนี้และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตามความกังวลหนี้ด้อยคุณภาพที่ยังสูง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะปรับดีขึ้นบ้างในระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

    ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป มีแนวโน้มติดลบต่อเนื่องอีกหลายเดือน และจะยังไม่กลับเข้ากรอบเงินเฟ้อทั้งในปีนี้และปีหน้า สาเหตุหลักจากแนวโน้มราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง และนโยบายช่วยลดค่าครองชีพของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มที่มีแนวโน้มปรับลดลงเฉลี่ยต่ำกว่า 30 บาทต่อลิตรในปีหน้า ตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งจะช่วยให้สถานะกองทุนน้ำมันกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 1/69

    สำหรับมุมมองอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 68 คาดว่าจะติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีอยู่ที่ -0.1% ส่วนในปี 69 แม้เงินเฟ้อจะกลับเป็นบวกได้แต่จะยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.2% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ค่อนข้างมาก ท่ามกลางแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่แผ่วลง

    SCB EIC ประเมินว่า แม้ตอนนี้ไทยยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ความเสี่ยงเงินฝืดเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนจาก 3 ปัจจัย ดังนี้

    (1) เงินเฟ้อทั่วไปติดลบนาน 6 เดือนแล้ว และมีแนวโน้มจะติดลบต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/69

    (2) สินค้าที่ราคาลดลงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ ณ ก.ย. (เดือนก่อน 40%) แม้สินค้าที่ราคาลดลงส่วนใหญ่อยู่ในหมวดพลังงานและอาหารสดที่ราคาผันผวนตามมาตรการภาครัฐและปัจจัยอุปทาน แต่เริ่มเห็นกระจายตัวไปราคาหมวดสินค้าพื้นฐานมากขึ้น

    (3) รายได้ครัวเรือนฟื้นช้า และปรับลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดโควิด-19 รวมถึงภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง และสินเชื่อครัวเรือนที่หดตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยกดดันให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันสูงด้านราคาจากสินค้าจีนนำเข้า และมีอำนาจการขึ้นราคาสินค้าต่ำในภาวะอุปสงค์ยังอ่อนแรง ยิ่งกดดันอัตรากำไร การลงทุน และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งจะเป็นวัฎจักรเชิงลบต่อเศรษฐกิจ

    นโยบาย Quick Big Win เน้นประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ผลกระตุ้น GDP เพิ่มยังจำกัด

    รัฐบาลอนุทิน 1 แถลงชุดนโยบาย “Quick Big Win” ตั้งเป้า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แม้รัฐบาลประกาศจะยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย หลายนโยบายมุ่งกระตุ้นการบริโภคครัวเรือนทันที เช่น มาตรการคนละครึ่ง พลัส วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท เร่งให้ใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยจัดสรรจากวงเงินงบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจราว 1.5 แสนล้านบาท และกำลังพิจารณามาตรการอื่นเพิ่มเติม เช่น กระตุ้นท่องเที่ยว เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ

    โดย SCB EIC ประเมินผลนโยบายคนละครึ่งฯ กระตุ้น GDP เพิ่มเติมจากการประเมินเดิมยังจำกัด เนื่องจากวงเงินจัดสรรจากงบประมาณโครงการอื่น ไม่ได้เป็นเม็ดเงินใหม่ นอกจากนี้บางส่วนของมาตรการอาจรั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ เช่น ใช้จ่ายซื้อสินค้านำเข้า หรือใช้จ่ายให้ร้านค้าเข้าร่วมโครงการที่อยู่นอกระบบภาษี

    SCB EIC คงมุมมองดอกเบี้ยจะลดอีก 2 ครั้งในเดือน ธ.ค. 68 และต้นปีหน้า

    SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และปรับลดอีกครั้งในช่วงต้นปี 69 ลงมาอยู่ที่ 1.0% แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะชะลอลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 69 เนื่องจากความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะกดดันอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง ภาวะการเงินไทยยังตึงตัวสูง ไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพอยู่มาก

    ดังนั้น SCB EIC จึงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้ และอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้าไปที่ระดับ 1% นโยบายการเงินจะมีบทบาทช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

    เศรษฐกิจโลกเริ่มถูกกดดันจากภาษีสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปี ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์-การเมืองโลกสูงขึ้น

    กิจกรรมเศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณชะลอตัวลงบ้างในช่วงปลายไตรมาส 3/68 แต่ยังขยายตัวในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจก่อนเจอกำแพงภาษีสหรัฐฯ นโยบายการเงินการคลังผ่อนคลายในหลายเศรษฐกิจหลัก รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมและสินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เติบโตดี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 4/68 และปี 69 เนื่องจากจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ มากขึ้น สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อใหม่เพื่อส่งออกที่ปรับลดลง รวมถึงการจ้างงานที่เริ่มชะลอลงมาก

    โดยมุมมองนี้สอดคล้องกับหลายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น OECD และ IMF ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในปี 68 ดีขึ้นเล็กน้อยกว่าประมาณการเดิม แต่ยังเป็นภาพชะลอตัวลงเทียบกับปี 67 และยังมองว่าปี 69 เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่ำกว่าปี 68 อีกด้วย

    ขณะที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกสูงขึ้น สหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีจีนอีก 100% เริ่ม 1 พ.ย. 68 หลังจีนควบคุมการส่งออกแร่หายากเพิ่มเติมและเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมเรือสัญชาติสหรัฐฯ นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังเผชิญปัญหา Government Shutdown ผลจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยในอดีตและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินมากนัก แต่ครั้งนี้มีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ไม่จ่ายเงินเดือนย้อนหลังหรือปลดพนักงานออก และเสี่ยงยืดเยื้อ ด้านญี่ปุ่นเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังพรรค Komeito ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ส่งผลให้พรรค LDP อาจหลุดจากการเป็นรัฐบาลในรอบ 13 ปี

    นอกจากนี้ ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มผ่อนคลายนโยบายการเงิน (ยกเว้นญี่ปุ่น) เพื่อบรรเทาแรงกดดันเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 50 bps (รวมเป็น 75 bps) ในปีนี้ และอีก 50 bps ในปี 69 จากตลาดแรงงานที่แย่ลง แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังไม่กลับเข้ากรอบเป้าหมายและเสี่ยงเร่งตัวเพิ่มเติมจากผลกำแพงภาษี

    ทั้งนี้ SCB EIC ยังคงประเมินว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมวันที่ 28-29 ต.ค. แม้การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจอาจล่าช้าจากการปิดทำการของหลายหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากยังมีข้อมูลจากภาคเอกชนบางส่วนที่ใช้ทดแทนได้

    ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps ไปที่ 1.75% สิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ หลังกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยอีก 10 bps (รวม 20 bps) ในปี 68 และอีก 20 bps ในปี 69 จากเครื่องชี้เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวเป็นวงกว้าง

    ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี และจะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยในปี 69 หลังผลกระทบภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัจจัยการเมือง และการเจรจาค่าจ้างของสหภาพแรงงาน เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 69

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37sylIK66oy93foYWrb1pV

  • คนไทยเกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีติด ทำเสี่ยงขาดแคลนแรงงาน-ภาระการคลัง-กระทบเศรษฐกิจ

    คนไทยเกิดน้อยกว่าตาย 5 ปีติด ทำเสี่ยงขาดแคลนแรงงาน-ภาระการคลัง-กระทบเศรษฐกิจ

    กรุงเทพฯ, วันที่ 24 ต.ค. – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ‘คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิต’ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 ขณะที่ ข้อมูลในช่วง 9 เดือนของปี 2568 สะท้อนจำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 309,644 คน ลดลง 10% (YoY) ทำให้ทั้งปียังเสี่ยงจำนวนประชากรต่ำกว่า 66 ล้านคน โดยจังหวัดที่สถานการณ์คนเกิดน้อยกว่าเสียชีวิตมากที่สุด 3 จังหวัดแรก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และร้อยเอ็ด

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า วิกฤตโครงสร้างประชากร จะมาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย จากความเสี่ยงใน 3 เรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน แนวโน้มการบริโภคที่ลดลง รวมถึงภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสวัสดิการด้านรายได้และสุขภาพ

    ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยดังกล่าว ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) แนวทางการเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว 2) ข้อเสนอขยายอายุเกษียณ ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณา เช่น อายุเกษียณที่เหมาะสม กรอบเวลาดำเนินการ รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/251319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0V2ivHEvOCEorgX5mvjL9L