Category: เศรษฐกิจ

  • 9 เดือนแรกปี 68 เด็กเกิดใหม่ลด 10% ประชากรไทยเสี่ยงต่ำกว่า 66 ล้านคน

    9 เดือนแรกปี 68 เด็กเกิดใหม่ลด 10% ประชากรไทยเสี่ยงต่ำกว่า 66 ล้านคน

    ประเทศไทยกำลังหดเล็กลงจากภายใน “เกิดน้อยลง ตายมากขึ้น” ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ แต่คือแนวโน้มถาวร

    เชียงราย / ประเทศไทย, 25 ตุลาคม 2568 — ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่จุดเปลี่ยนทางโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ หลายคนอาจรู้สึกว่าเรื่อง “คนเกิดน้อยลง” เป็นเพียงประเด็นข่าวเชิงสังคม แต่หากมองลึกลงไปในตัวเลข จะพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นแล้ว กำลังขยายตัว และเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตทางเศรษฐกิจและสังคมของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า ปี 2568 มีแนวโน้มจะเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ “จำนวนคนเกิดใหม่ของไทยน้อยกว่าจำนวนผู้เสียชีวิต” โดยกระแสนี้เริ่มเด่นชัดตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ความหมายของปรากฏการณ์นี้คือ ประชากรไทยโดยกำเนิดกำลังหดตัวลงเรื่อย ๆ ไม่ได้เกิดจากการย้ายถิ่นออกต่างประเทศ หรือการเปลี่ยนแปลงการนับสถิติ แต่เกิดจากธรรมชาติของสังคมไทยเอง นั่นคือ เกิดใหม่น้อยกว่าเสียชีวิต ซ้ำต่อเนื่อง

    สิ่งที่หลายฝ่ายกังวล คือปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่เรื่องจำนวนคน แต่สะท้อนถึงเสถียรภาพของกำลังแรงงานฐานราก ความสามารถในการบริโภคภายในประเทศ ความสามารถในการจัดเก็บภาษีของรัฐ ตลอดจนภาระด้านสุขภาพและสวัสดิการผู้สูงอายุที่กำลังเร่งตัวขึ้นในอัตราที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ประชากรไทย

    คนไทย “เกิดน้อย ตายมากขึ้น” ตัวเลขที่ไม่มีใครอยากได้ยิน แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ที่ลงทะเบียนจำนวน 309,644 คน โดยลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงโครงสร้างว่าอัตราการเกิด (fertility) ของไทยยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีตัวชี้วัดว่ากำลังจะฟื้นตัว

    ในเวลาเดียวกัน จำนวนผู้เสียชีวิตยังคงอยู่ในระดับสูง และในหลายจังหวัดกลับมีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดที่มีช่องว่างสูงสุด ได้แก่

    1. นครราชสีมา
    2. ขอนแก่น
    3. ร้อยเอ็ด

    พื้นที่เหล่านี้เคยเป็นฐานประชากรหลักของภูมิภาคอีสานที่สร้างแรงงานให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการของประเทศ แต่วันนี้กำลังส่อสัญญาณการหดตัวทางประชากรในระดับโครงสร้าง นั่นหมายความว่า “คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ไม่ได้มีจำนวนเพียงพอที่จะแทนที่คนรุ่นก่อน”

    สัญญาณอีกประการหนึ่งที่ชี้ว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่ในบางพื้นที่ คือความเสี่ยงที่จำนวนประชากรไทยทั้งประเทศอาจลดลงต่ำกว่า 66 ล้านคนภายในปี 2568 หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ

    วิกฤตที่ไม่ใช่แค่ “สังคมสูงวัย” แต่เป็น “ประเทศที่เล็กลงจากภายใน”

    ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยมาหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีหลัง คือการเปลี่ยนผ่านจาก “สังคมสูงวัย” ไปสู่ “สังคมที่หดตัวทางประชากร” (Population Shrinkage) นั่นหมายถึงไม่ใช่แค่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่จำนวนประชากรทั้งระบบกำลังหายไปช้า ๆ ทุกปี

    ในเชิงโครงสร้าง ประชากรไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างน้อย 3 มิติพร้อมกัน ได้แก่

    1. คนวัยทำงานสัดส่วนลดลง
      สัดส่วนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) ค่อย ๆ ลดลง ในขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และอาจแตะระดับกว่าหนึ่งในสามของทั้งประเทศในระยะไม่กี่สิบปีข้างหน้า
      แนวโน้มนี้สอดคล้องกับฉากทัศน์ที่ระบุว่า สัดส่วนผู้สูงอายุของไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นจนถึงระดับราว 36% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่แรงงานวัยทำงานอาจลดลงเหลือใกล้เคียงครึ่งเดียวของประเทศภายในช่วงไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ซึ่งหมายถึงฐานผู้เสียภาษีและผู้ผลิตสินค้า-บริการจะเล็กลง เมื่อเทียบกับจำนวนผู้พึ่งพิงระบบสวัสดิการ
    2. จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่อปีลดลงต่อเนื่อง
      คนรุ่นใหม่จำนวนมากแต่งงานช้าลง มีลูกช้าลง หรือเลือกไม่มีบุตรเลย ปัจจัยที่ผลักดันการตัดสินใจเหล่านี้มีทั้งด้านเศรษฐกิจ (ค่าครองชีพสูง ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูบุตร) ด้านโอกาสทางอาชีพ (ผู้หญิงอยู่ในตลาดแรงงานยาวนานขึ้น) และด้านความไม่แน่นอนทางสังคม (ภาวะหนี้ครัวเรือน ความไม่มั่นคงทางรายได้)
      ผลลัพธ์คือ อัตราเกิดหยาบ (Crude Birth Rate: CBR) ลดลงแบบต่อเนื่อง ไม่ใช่ลดลงชั่วคราว
    3. จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอายุ
      จำนวนผู้เสียชีวิตต่อปีเพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจากวิกฤตสุขภาพเฉียบพลันเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อเท็จจริงว่าโครงสร้างประชากรของประเทศ “แก่แล้ว” คนจำนวนมากเข้าสู่วัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตตามธรรมชาติในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ
      หรือกล่าวอีกแบบได้ว่า ระบบของเรากำลังเดินหน้าไปสู่ภาวะที่คนรุ่นใหญ่ทยอยออกจากระบบเร็วกว่าอัตราที่คนรุ่นใหม่เข้ามาแทน

    ผลของทั้งสามมิติข้างต้นเมื่อรวมกัน นำไปสู่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์แรงงานและนักประชากรศาสตร์เตือนมานาน ประเทศไทยไม่เพียงแก่ตัวลง แต่กำลัง “บางลง” ทางเศรษฐกิจ

    ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ แรงงานหาย การบริโภคลด ภาระรัฐเพิ่ม

    ตัวเลขประชากรไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงสังคม แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    จากการวิเคราะห์เชิงนโยบาย สามารถสรุปแรงกดดันหลักที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอย่างน้อย 3 ประการ ดังนี้

    1. การขาดแคลนแรงงาน
      เมื่อแรงงานวัยทำงาน (15-59 ปี) มีสัดส่วนลดลง และคนรุ่นใหม่เข้าระบบแรงงานน้อยลงเรื่อย ๆ ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการจะต้องแข่งขันกันบนฐานแรงงานที่เล็กลงอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้จะยิ่งหนักในจังหวัดที่ประชากรวัยทำงานย้ายออกไปทำงานต่างพื้นที่หรือเดินทางไปต่างประเทศ
      ความเสี่ยงที่ตามมาคือธุรกิจภาคการผลิตต้นน้ำและกลางน้ำอาจเริ่มพบปัญหาแรงงานขาดแคลนเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เป็นช่วงสั้น ๆ ตามวัฏจักรเศรษฐกิจอีกต่อไป
    2. แนวโน้มการบริโภคภายในประเทศชะลอลง
      ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มใช้จ่ายในรูปแบบที่แตกต่างจากคนวัยทำงาน โดยเฉพาะการใช้จ่ายสินค้าคงทนและการลงทุนเพื่ออนาคตของครอบครัว (เช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าที่อยู่อาศัยใหม่) ซึ่งเป็นหมวดใช้จ่ายที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศ
      เมื่อสัดส่วนครัวเรือนที่อยู่ในวัยขยายครอบครัวลดลง เศรษฐกิจในประเทศเผชิญแรงเสียดทานต่อการเติบโตในเชิงโครงสร้าง แม้จะไม่มีวิกฤตเศรษฐกิจฉับพลันก็ตาม
    3. ภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น
      ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัวจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณด้านรายได้พื้นฐานผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพระยะยาว (Long-Term Care) และการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากขึ้นทุกปี
      ในบริบทไทย แนวโน้มนี้ปรากฏชัดเจน โดยค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการด้านรายได้และสุขภาพผู้สูงอายุมีอัตราเร่งตัวสูงกว่าการเติบโตของฐานภาษี ในระยะยาว ภาระนี้อาจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 7% ตามประมาณการการขยายตัวของค่าใช้จ่ายในหมวดสวัสดิการและการแพทย์สำหรับผู้สูงอายุ (อัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี หรือ CAGR ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง)
      กล่าวได้ว่า รัฐต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อดูแลคนที่อยู่ในวัยพึ่งพาระบบ ในขณะที่ฐานผู้จ่ายภาษีมีแนวโน้มเล็กลง

    เชียงรายในภาพใหญ่ โครงสร้างประชากรชายแดนกับความจริงที่ซับซ้อนกว่า “จำนวนคนในทะเบียนบ้าน”

    หากมองลึกลงไปที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นจังหวัดชายแดนภาคเหนือและเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนสำคัญ เราจะเห็นภาพอีกชั้นหนึ่งของวิกฤตโครงสร้างประชากรที่ซับซ้อนกว่าการ “เกิดน้อย ตายมาก” แบบตรงไปตรงมา

    การวิเคราะห์ข้อมูลประชากร การเกิด และการตายในจังหวัดเชียงราย ระหว่างปีงบประมาณ 2564–2567 พบว่า จังหวัดกำลังเคลื่อนเข้าสู่จุดที่ “อัตราเพิ่มตามธรรมชาติ” (Rate of Natural Increase: RNI) ใกล้ศูนย์หรืออาจติดลบในอนาคตอันใกล้ กล่าวคือ จำนวนการตายเริ่มเข้าใกล้หรือเทียบเท่ากับจำนวนการเกิดแล้ว

    แรงผลักดันสำคัญของสถานการณ์นี้มาจาก 2 ปัจจัยหลัก

    1. ภาวะเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง
      แนวโน้มการเกิดมีชีพในเชียงรายลดลงตามโครงสร้างเดียวกันกับทั้งประเทศ และสอดคล้องกับพฤติกรรมประชากรวัยทำงานที่มีแนวโน้มสร้างครอบครัวช้าลง รวมทั้งต้องเผชิญภาระค่าครองชีพของครัวเรือนที่สูงขึ้น
    2. อัตราการตายเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอายุที่สูงขึ้น
      จังหวัดเชียงรายมีสัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนการตายที่ลงทะเบียนขยับสูงขึ้นในช่วงปี 2564–2567 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เดียวกับหลายจังหวัดในภาคเหนือที่เข้าสู่สังคมสูงอายุแบบก้าวกระโดด

    อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้เชียงรายแตกต่างจากหลายจังหวัดอื่น คือ “ประชากรที่อยู่อาศัยจริง” ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ “ประชากรตามทะเบียนบ้าน”

    ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ชี้ว่า ในหลายพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอำเภอแม่สาย มีประชากรที่พำนักระยะยาวจำนวนมากซึ่งไม่ได้ปรากฏในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรตามระบบของกรมการปกครอง (DOPA) ประชากรกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานข้ามชาติ โดยพบว่ามีรูปแบบการอยู่อาศัยระยะยาวในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา บางส่วนอยู่อาศัยในพื้นที่ 2-19 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติ พวกเขาใช้สาธารณูปโภค การบริการสาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นเหมือนคนไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

    ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิด “ความคลาดเคลื่อนเชิงนโยบาย” อย่างน้อย 2 ประการ

    • หนึ่ง การจัดสรรงบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่ โดยเฉพาะงบสาธารณสุขและการศึกษา มักอ้างอิงจำนวนประชากรตามทะเบียนบ้าน (de jure) ไม่ใช่จำนวนคนที่ใช้บริการจริง (de facto) นั่นหมายความว่า ในพื้นที่อย่างแม่สาย เทศบาลและหน่วยบริการสุขภาพอาจต้องรองรับคนจำนวนมากกว่าที่ได้รับงบประมาณมารองรับจริง
    • สอง การนับสถิติการเกิดและการตายอาจไม่ครอบคลุมกลุ่มประชากรที่พำนักจริงเหล่านี้ได้ครบถ้วน ส่งผลให้ภาพรวมทางสถิติของจังหวัดดูเหมือนว่ามีเด็กเกิดน้อยมาก แต่ความต้องการด้านสาธารณสุขแม่และเด็กยังคงอยู่ หรือดูเหมือนมีการตายสูง แต่ไม่ได้สะท้อนภาระบริการระยะยาวทั้งหมดต่อหน่วยงานพื้นที่

    กล่าวอีกแบบคือ จังหวัดเชียงรายต้องเผชิญ “โจทย์คู่ขนาน” โจทย์หนึ่งคือการจัดการประชากรตามทะเบียน ซึ่งกำลังสูงวัยอย่างรวดเร็ว และอีกโจทย์หนึ่งคือการรองรับประชากรที่พำนักจริงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมักเป็นแรงงานและครอบครัวแรงงานข้ามชาติที่ยังอยู่ในวัยทำงานและวัยเด็ก

    เชียงราย ความเปราะบางที่เริ่มต้นตั้งแต่ปฐมวัย

    นอกจากปริมาณประชากรที่ลดลงแล้ว จังหวัดเชียงรายยังเผชิญโจทย์สำคัญในเชิงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์รุ่นถัดไป

    ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข (อ้างอิงจากระบบติดตามตัวชี้วัดด้านอนามัยแม่และเด็กในปี 2567) ระบุว่า ร้อยละของเด็กอายุ 0–5 ปี ในจังหวัดเชียงรายที่มีพัฒนาการ “สมวัย” อยู่เพียง 46.35% เมื่อเทียบกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในระดับ ≥87%

    ความหมายของตัวเลขนี้รุนแรงกว่าที่เห็นในบรรทัดเดียว เพราะมันสะท้อน “วิกฤตซ้อน” ดังนี้

    • จำนวนเด็กเกิดใหม่ในจังหวัดลดลง
    • แต่ในบรรดาเด็กที่เกิดขึ้นมาจำนวนไม่มากนั้น เกือบครึ่งหนึ่งมีพัฒนาการไม่เป็นไปตามวัยในเกณฑ์ที่กระทรวงฯ คาดหวัง

    กล่าวอีกแบบคือ ไม่ใช่แค่ “เรามีเด็กน้อยลง” แต่ “เรากำลังเสี่ยงจะมีเด็กที่เริ่มต้นชีวิตด้วยข้อจำกัดมากขึ้น” ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อสมรรถนะการเรียนรู้ ความพร้อมเข้าสู่ระบบการศึกษา ความสามารถในการแข่งขันทางอาชีพ และท้ายที่สุดคือศักยภาพแรงงานของจังหวัดและของประเทศ

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมการแก้ปัญหาเชิงประชากรในวันนี้ ไม่อาจจำกัดความหมายแค่การส่งเสริม “ให้มีลูกมากขึ้น” เท่านั้น แต่ยังต้องลงทุนเชิงรุกใน Early Childhood Intervention Programs หรือมาตรการแทรกแซงพัฒนาการเด็กปฐมวัย อาทิ โภชนาการ การกระตุ้นพัฒนาการ การดูแลด้านสุขภาพแม่และเด็ก รวมถึงการสนับสนุนครอบครัวเปราะบางทางเศรษฐกิจ

    เพราะถ้าประเทศไทยกำลังจะมีเด็กน้อยลงจริง เด็กทุกคนจึงยิ่ง “มีความหมายทางเศรษฐกิจและสังคม” มากขึ้นเป็นทวีคูณ

    โครงสร้างการตายและภาระสุขภาพระยะยาว สัญญาณเตือนจากผู้สูงอายุ

    การที่จำนวนผู้เสียชีวิตในจังหวัดเชียงรายและทั่วประเทศเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงปี 2564–2567 ไม่ได้เป็นหลักฐานของความล้มเหลวทางการแพทย์ แต่เป็นผลตามธรรมชาติของโครงสร้างประชากรสูงวัย สิ่งที่สะท้อนอยู่ใต้ตัวเลขนี้คือ “ภาระด้านระบบสุขภาพ” ที่กำลังเปลี่ยนทิศ

    เมื่อคนสูงวัยเพิ่มขึ้นจำนวนมากขึ้นพร้อมกัน ความต้องการบริการสุขภาพระยะยาว การดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ) และบริการดูแลระยะท้ายชีวิต (palliative care) จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ระบบสาธารณสุขระดับจังหวัดจำเป็นต้องโยกทรัพยากรจากบริการมารดาและทารก — ที่ความต้องการลดลงตามจำนวนการเกิด — ไปสู่บริการดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ

    ในระบบประเมินผลของกระทรวงสาธารณสุข ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพของการดูแลชีวิต เช่น อัตราการตายมารดาต่อการเกิดมีชีพแสนคน (Maternal Mortality Ratio: MMR) ยังคงถูกติดตามอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าให้ต่ำกว่า 16 ต่อการเกิดมีชีพแสนคน การที่หน่วยงานระดับจังหวัดต้องรายงานตัวเลขเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ สะท้อนความเที่ยงตรงของฐานข้อมูลการตายและคุณภาพการดูแลเคสที่เสี่ยงสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของตัวเลขการตายโดยรวม

    กล่าวในเชิงนโยบาย นี่คือจุดเปลี่ยนของระบบสาธารณสุขในจังหวัดอย่างเชียงราย จากระบบที่เคยถูกออกแบบเพื่อ “รองรับการเกิดใหม่จำนวนมาก” ไปสู่ระบบที่ต้อง “ดูแลประชากรสูงอายุจำนวนมาก ที่มีชีวิตยืดยาวขึ้น แต่ต้องการการดูแลที่ซับซ้อนขึ้น”

    ปี 2568 จุดวัดทิศทางอนาคตผ่าน “สำมะโนประชากร”

    การคาดการณ์ประชากรเชียงรายและของประเทศสำหรับปี 2568 เป็นการประมาณการเบื้องต้นโดยต่อแนวโน้มจากปี 2564–2567 โดยใช้ข้อมูลการเกิด การตาย และโครงสร้างอายุจากแหล่งข้อมูลหลักของกรมการปกครอง (DOPA) และกระทรวงสาธารณสุข (MOPH) อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านประชากรย้ำว่าปี 2568 ไม่ใช่ “ปีปกติ” เพราะจะมีหมุดหมายสำคัญด้านข้อมูล นั่นคือ “การสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568” ที่มีกำหนดเริ่มเก็บข้อมูลในวันที่ 1 เมษายน 2568

    การสำมะโนประชากรมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ

    1. เป็นโอกาสในการ “อัปเดตความจริง” เกี่ยวกับจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่จริง (de facto population) เทียบกับจำนวนประชากรตามทะเบียน (de jure population) ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนอย่างเชียงราย
    2. เป็นโอกาสในการตรวจสอบโครงสร้างอายุจริงในระดับพื้นที่ เพื่อประเมินแรงกดดันด้านภาระการดูแลผู้สูงอายุและความต้องการบริการสุขภาพ
    3. เป็นจุดตั้งต้นของการคำนวณฐานภาษีและการจัดสรรงบประมาณในระยะถัดไป ซึ่งหมายความว่า “งบประมาณของจังหวัดหลังปี 2568” อาจสะท้อนสภาพจริงของประชากรมากขึ้น หากข้อมูลสำมะโนสะท้อนจำนวนคนที่อาศัยอยู่จริง ไม่ใช่เพียงจำนวนคนที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน

    กล่าวอีกอย่าง ปี 2568 เป็นปีที่ข้อมูลจริงจะเริ่มไล่ทันความเป็นจริงทางสังคม และข้อมูลดังกล่าวจะกลับมามีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรของภาครัฐในระดับจังหวัดและประเทศ

    ทางออกเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ชวนมีลูก แต่ต้อง “ลงทุนกับคนทุกวัย”

    เมื่อพิจารณาปัญหาทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัดอย่างเชียงราย ภาพรวมชี้ไปที่ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ 3 มิติต่อไปนี้

    1. ยกระดับศักยภาพแรงงาน (Upskill / Reskill) แทนการหวังเพียงจำนวนแรงงาน
      ในบริบทที่แรงงานวัยทำงานลดลงต่อเนื่อง ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (productivity) ของคนที่ยังอยู่ในระบบ มากกว่าหวังเพียงว่าจำนวนคนทำงานจะกลับมาเพิ่มขึ้นเอง
      นโยบายการยกระดับทักษะ (upskill) และปรับทักษะใหม่ (reskill) โดยเฉพาะในสาขาที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นหนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงในระดับนโยบายเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้แรงงานรวมจะลดลง
    2. พิจารณานโยบายขยายอายุเกษียณอย่างรอบด้าน
      การขยับอายุเกษียณเป็นประเด็นที่เริ่มถูกหยิบขึ้นมาหารือในนโยบายสาธารณะมากขึ้น โดยมีโจทย์ที่ต้องตอบให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น อายุเกษียณที่เหมาะสมคือเท่าใด? จะทยอยปรับอย่างไร? ภาคธุรกิจพร้อมหรือไม่? และระบบสวัสดิการแรงงานปัจจุบันรองรับแรงงานสูงอายุที่ยังต้องการทำงานได้หรือไม่?
      ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยเฉพาะในจังหวัดที่แรงงานวัยกลางคนยังเป็นฐานหลักของเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น เชียงราย ซึ่งมีบทบาทเป็นจังหวัดการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-การเกษตร
    3. ลงทุนในช่วงปฐมวัยอย่างเข้มข้นในพื้นที่เสี่ยง
      กรณีเชียงรายเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าประชากรเด็กไม่ได้มีเพียง “น้อยลง” แต่ยังมีสัดส่วนพัฒนาการไม่สมวัยสูง โดยมีเพียงราว 46.35% ของเด็กอายุ 0–5 ปี ที่อยู่ในเกณฑ์พัฒนาการตามวัย เทียบกับเป้าหมายระดับนโยบายที่ตั้งไว้มากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ
      หากไม่เร่งลงทุนในระบบสนับสนุนปฐมวัย วันนี้ เราอาจกำลังปล่อยให้ “คนรุ่นต่อไป” เริ่มต้นชีวิตด้วยเงื่อนไขเชิงพัฒนาการที่ถดถอย ทั้งในเชิงการเรียนรู้ สุขภาพกาย-ใจ และความพร้อมในตลาดแรงงานในอีก 15-20 ปีข้างหน้า

    วิกฤตประชากรไม่ใช่วิกฤตของอนาคตอีกต่อไป แต่มาถึงแล้ว

    ปี 2568 ไม่ใช่แค่ปีที่ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ลดลงอีก 10% จนเหลือ 309,644 คนในช่วง 9 เดือนแรกของปีเท่านั้น ไม่ใช่แค่ปีที่ประเทศไทยอาจมีประชากรต่ำกว่า 66 ล้านคนเป็นครั้งแรก แต่เป็นปีที่ประเทศไทยต้องยอมรับความจริงว่า “วิกฤตโครงสร้างประชากร” คือประเด็นเศรษฐกิจ การคลัง สาธารณสุข และความมั่นคงทางสังคมในระดับชาติ

    จังหวัดชายแดนอย่างเชียงรายยิ่งตอกย้ำความซับซ้อนของปัญหา เมื่อจำนวนประชากรตามทะเบียนกำลังแก่ตัวและเติบโตช้า ขณะที่จำนวนผู้อยู่อาศัยจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติและครอบครัว กลับสร้างภาระเชิงบริการสาธารณะจริง แต่ไม่ได้สะท้อนในฐานงบประมาณอย่างเต็มที่

    ในอีกด้าน เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ คุณภาพของประชากรรุ่นต่อไป ซึ่งในบางพื้นที่ ตัวเลขเด็กเล็กที่มีพัฒนาการสมวัยอยู่เพียงราวครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่กำหนด นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขด้านสาธารณสุข แต่คือสัญญาณล่วงหน้าของความสามารถในการแข่งขันของจังหวัด ของภูมิภาค และของประเทศทั้งระบบ

    กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ประชากรสองชุดในเวลาเดียวกัน คนเกิดใหม่น้อยลง คนสูงวัยมากขึ้น และความต้องการบริการสาธารณะในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อนขึ้น ในเงื่อนไขเช่นนี้ การแก้ไขปัญหาไม่อาจเป็นเพียงการรณรงค์ “ให้มีลูกเยอะขึ้น” อย่างในอดีต แต่ต้องเป็นการปรับโครงสร้างนโยบายทั้งระบบ ตั้งแต่การยกระดับแรงงานไปจนถึงการดูแลเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิด และการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับจำนวนคนที่อาศัยอยู่จริงในพื้นที่

    และในที่สุด คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “เรามีคนเหลืออยู่กี่ล้านคน” แต่อาจเป็น “เราพร้อมหรือยังกับการอยู่ในประเทศที่เล็กลง สูงวัยขึ้น และแข่งขันได้ยากขึ้น — หากไม่เร่งปรับวันนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/thai-population-shrinkage-birth-rate-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RVHCyMwCMNguX1sdgPwhS

  • ขสมก. จัดเดินรถปกติ 18 เส้นทาง รถ Shuttle Bus (ฟรี) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง – สถานีขนส่ง 8 เส้นทาง ถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

    ขสมก. จัดเดินรถปกติ 18 เส้นทาง รถ Shuttle Bus (ฟรี) เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง – สถานีขนส่ง 8 เส้นทาง ถวายน้ำสรงพระบรมศพ พระพันปีหลวง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TrjuqC-CEschZw_mDudoF

  • ‘อนุทิน’ เตรียมพบ ‘ทรัมป์’ ที่มาเลเซีย 26 ต.ค. หารือ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ เตรียมพบ ‘ทรัมป์’ ที่มาเลเซีย 26 ต.ค. หารือ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5239006/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pRBHanfrGNolLEVx4UTct

  • “ชาติไทยพัฒนา” ชู” เศรษฐกิจ”เดินหน้า ‘ทุกคนต้องไปต่อ’ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    “ชาติไทยพัฒนา” ชู” เศรษฐกิจ”เดินหน้า ‘ทุกคนต้องไปต่อ’ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    เศรษฐกิจ

    “ชาติไทยพัฒนา” ชู” เศรษฐกิจ”เดินหน้า ‘ทุกคนต้องไปต่อ’ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    25 ต.ค. 2025 เวลา 16:36 น.

    “วราวุธ”  ชี้ ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิด ต้องไม่รอ “แจก” ชู แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจทุกคนต้องเดินไปด้วยกันไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อแนวทางรับมือสังคมสูงวัย หนุนขยับอายุเกษียณเป็น  65 ปี 

    นายวราวุธ ศิลปอาชา  หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวในเวที  Bitkub Summit 2025 ในหัวข้อ Thailand Game Changer 2026 เศรษฐกิจ สังคม ประชาชน ประเทศไทย ว่า เราต้องเริ่มจากการเปลี่ยนที่ความคิดก่อน ถ้าคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่เฉพาะในห้องนี้ หรือเฉพาะที่อยู่ออนไลน์ เริ่มตั้งแต่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นระดับรากหญ้า ถ้ายังคิดแบบเดิม ทำแบบเดิมอยู่ จะมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง จะเปลี่ยนอีกกี่รัฐบาลก็จะได้แบบเดิมดังนั้นนารที่จะเปลี่ยนวันนี้ มันเริ่มต้นที่วิธีคิดก่อน

    ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นรถยนต์จะใส่เครื่องยนต์ ใส่น้ำมันอ็อกเทน 100 ใส่เทอร์โบ จะใส่อะไรเข้าไปก็แล้วแต่ แต่รถคันนี้จะลากคาราวานอยู่ข้างหลัง ซึ่งคาราวาน เปรียบเสมือนสัมภาระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เรื่องปัญหาเรื่องสูงอายุ สูงอายุ คนพิการต่างๆ  มันเป็นคาราวานลากฉุด รถคันนี้อยู่ ถ้าหากว่าไม่เอากลไก หรือว่าเครื่องยนต์ไปใส่ในคาราวานข้างหลังจะใส่อะไรลงเท่าไหร่ มันก็จะยังไม่ไป

    ดังนั้นการที่จะให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าจากนี้ ต้องเดินไปทุกคน ไม่ว่าจะเป็นระดับธุรกิจระดับใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่อยู่หัวไร่ปลายนา  ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นคนสูงอายุ ทุกคนจะต้องไปด้วยกัน เพราะถ้าเกิดไม่มีใครไปด้วยกันแล้ว เขาจะกลายเป็นเหมือนตัวที่คอยกินแรงคนอื่นๆอยู่ ดังนั้น แนวทางของรัฐบาลหลังจากการเลือกตั้งหน้า ต้องมองทุกด้าน ไม่ใช่มานั่งรอกันแต่ว่าจะแจกอะไร

     วันนี้มันเป็นวันที่ทุกคนจะต้องเอาเบ็ดตกปลาไปหาปลากันเอง เงินของประเทศไทยเราไม่ใช่ผลิตได้ทุกวัน ไม่ใช่ปั๊มเงินออกมาได้ แต่ว่าทุกคนจะต้องเรียนรู้ในการที่จะหาอาชีพ หาเงิน แล้วก็ยืนอยู่ในสังคมได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง โดยที่ไม่ใช่วันๆเอาแต่รอของแจกจากภาครัฐ นี่คือการที่จะทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้า

    นายวราวุธ กล่าวว่า หากพรรคชาติไทยพัฒนา ได้กลับมาเป็นรัฐบาล พรรคชาติไทยพัฒนาจะเสนอเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าด้วยกันทุกคนโดยไม่เอาเปรียบธรรมชาติหรือคนกลุ่มต่างๆ ในอดีตทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะป่าไม้ได้ลดลงอย่างมาก จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างธรรมชาติกับคน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงเน้นการพัฒนาคน ทั้งเรื่องการศึกษา และการทำให้คนตัวเล็กๆ เกษตรกร สามารถอยู่ได้ ชี้ให้เห็นว่าราชการมักเป็นผู้นำประชาชน แต่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนให้ประชาชนนำ โดยราชการทำหน้าที่สนับสนุน ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงเกษตร ควรดึงปราชญ์ชาวบ้านที่มีองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่ประสบความสำเร็จ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มาเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้ประชาชน

    การให้ความสำคัญกับการทำให้สถาบันที่เล็กที่สุดของประเทศคือสถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง และส่งเสริมสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของทุกคน พรรคชาติไทยพัฒนาเคยเสนอแนวคิดว่าหากประชาชนสุขภาพดี ไม่ต้องใช้ 30 บาทรักษาทุกโรค รัฐบาลจะประหยัดงบประมาณ และคนมีประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น เนื่องจากวันนี้คนให้ความสนใจกับการรักษาสุขภาพมากขึ้น

    นายวราวุธ กล่าวว่า   ปัญหาสังคมสูงวัยกำลังกระทบคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะ Gen Y และ Z ที่ต้องแบกรับภาระสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบแล้ว และคาดว่าในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า จะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยจะมีผู้สูงอายุถึง 1 ใน 3 ของประชากรสำหรับแนวทางการแก้ไข ปัญหาอัตราการเกิดต่ำไม่ใช่ภาระของผู้หญิงเพียงอย่างเดียว และการให้เงินอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ โดยพรรคเคยเสนอแนวคิดครอบคลุมถึง การดูแลคนทำงานให้มีศักยภาพในการดูแลครอบครัวและมีที่อยู่อาศัย การดูแลเด็กเล็กให้มีคุณภาพ

    การดูแลผู้สูงอายุผ่านโครงการนักดูแลผู้สูงอายุการเสริมพลังคนพิการให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้คนทุกวัยอยู่ร่วมกันได้อย่างมีคุณภาพ และควร ขยับเพดานอายุเกษียณราชการจาก 60 เป็น 65 ปี ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องทำในทันที แต่ให้ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และบางอาชีพ เช่น สายกระบวนการยุติธรรม ก็มีการเพิ่มอายุเกษียณไปแล้ว

    “แม้ในอนาคต AI อาจเข้ามาทำงานแทนคนได้ แต่ปัจจุบันควรเลือกพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งทำงานบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ได้เพ้อฝัน และไม่เน้นการแจกจ่ายสิ่งของ พรรคฯ ต้องการสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้กับคนไทย เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในสังคม โดยเปรียบเทียบว่าเป็นการสอนวิธีตกปลาแทนที่จะให้ปลา”นายวราวุธ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kIBrPrf8D5NKx8GO5CUWS

  • “อภิสิทธิ์” ชี้! ไทยต้องหลุดจากหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี เร่งเครื่องเศรษฐกิจ “ดิจิทัล-กรีน”

    “อภิสิทธิ์” ชี้! ไทยต้องหลุดจากหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี เร่งเครื่องเศรษฐกิจ “ดิจิทัล-กรีน”

    เศรษฐกิจ

    25 ต.ค. 2025 เวลา 16:17 น.

    “อภิสิทธิ์” ชี้ไทยติดหล่มกับดักเศรษฐกิจ 10 ปี ถึงเวลาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่ง เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว พาไทยไปข้างหน้า ย้ำปชป. วางเป้าหมายสร้างบ้านเมืองที่สุจริต เศรษฐกิจดี มีความยุติธรรม

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรประชาธิปัตย์ กล่าวในเวที Bitkub Summit 2025 ในหัวข้อ Thailand Game Changer 2026 เศรษฐกิจ สังคม ประชาชน ประเทศไทย ว่า วันนี้เป็นโอกาสดี ที่ เรามากระตุ้นทุกคน ให้ทำตัวเป็น Game Changer ส่วนประเทศไทยจะไปอย่างไร ก็ต้องบอกว่า เป็นความเห็นของตน ถ้าเราอยากจะให้ มันมีการเปลี่ยนแปลงจริง ประเทศไทยต้องสามารถ หลุดจากหล่มของเศรษฐกิจ ที่เราติดอยู่มาเป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ต้องสามารถเติบโตได้ด้วยเครื่องจักรใหม่ๆ ซึ่งมองไปแล้วจะต้องมาจากเศรษฐกิจดิจิทัลกับเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ควบคู่ไปกับการคืนความยุติธรรมทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย การเมือง และเศรษฐกิจ ให้กับประชาชนทั่วไป เพราะปัจจุบัน แม้แต่อัตราการเจริญเติบโตที่น้อยนิดเนี่ย ผลพวงหรือผลประโยชน์อันนั้นก็ไปตกอยู่กองอยู่ กับคนจำนวนยิ่งน้อยกว่า ฉะนั้น สิ่งที่เราอยากจะเห็นก็คือ การสร้างเครื่องยนต์ ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า เพื่อประโยชน์ของคนทุกคน

    ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยลำพังได้ จึงจำเป็นต้องกลับมามีบทบาทเชิงรุกในการต่างประเทศและการร่วมมือกับอาเซียน เพื่อรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน การผนึกกำลังกับอาเซียนในประเด็นที่โลกคาดหวัง ก็จะช่วยให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยหายไปส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของสแกมเมอร์ (Scammer)ที่อยู่รอบๆบ้านเรา และไม่มีการไม่มีการจัดการอย่างจริงจังก่อให้เกิดปัญหาอื่นตามมา ทั้งนี้ทั้งเรื่องคนและกติกาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นๆ อย่างกว้างขวาง และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเมืองที่ต้องมีความสุจริต

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ะเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและอัตราการใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก รวมถึงโซเชียลมีเดียและอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ แต่คนไทยกลับได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานและมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นน้อยมาก แม้มีการลงทุนไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่เกิดคำถามว่าการลงทุนเหล่านั้นสร้างงานให้กับคนไทยหรือไม่ หรือเพียงแค่เข้ามาใช้ทรัพยากร จึงจำเป็นต้องมีการจัดระบบนิเวศธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์มการค้าขายอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่อยู่นอกการควบคุมของคนไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาถูกและมาตรฐานต่ำ รวมถึงแพลตฟอร์มที่ดึงเงินออกจากผู้ค้าชาวไทย

     ไทยจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะและความพร้อมให้กับคนไทยนอกจากปัญหาหนี้สินและเงินเฟ้อแล้ว ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกนโยบายการเงินไม่ควรมุ่งเน้นเพียงเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ควรรวมถึงการเอื้อต่อการเติบโตด้วย นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ควรคำนึงถึงแต่ความมั่นคงของสถาบันการเงิน โดยละเลยปัญหาค่าธรรมเนียมที่แพง และช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ที่สูงเกินไป

    ปัจจุบัน AI ได้เข้ามาในหลายวงการ  แต่การใช้งาน AI ในระดับองค์กรกลับยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในภาครัฐ เนื่องจากปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่สามารถเชื่อมโยงและใช้ร่วมกันได้ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นกฎหมายและกระบวนการภายในที่ล้าสมัย ทำให้แม้แต่การขอข้อมูลระหว่างกรมยังเป็นเรื่องยาก การจะใช้ AI เพื่อลดดุลพินิจจึงต้องรื้อระบบกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ให้ข้าราชการมีอำนาจ เพื่อให้สามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพประเด็นสำคัญอีกประการคือความปลอดภัยของข้อมูล

    หากประเทศไทยไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้ องค์กรต่างๆ อาจใช้ AI โดยไม่ทันระวัง ทำให้ข้อมูลภายในองค์กรไหลออกไป ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องสร้างความเข้าใจและระบบป้องกันผู้พูดเห็นด้วยกับการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี แต่เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการศึกษาในอนาคตคือการเสริมทักษะความเป็นมนุษย์ เพราะเชื่อว่าในไม่กี่ปีข้างหน้า AI จะเก่งกว่ามนุษย์ในหลายด้าน ดังนั้น มนุษย์จะต้องมีทักษะบางอย่างที่ AI ไม่มี เพื่อที่จะอยู่รอดได้

    เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ในการสร้างบ้านเมืองที่สุจริต เศรษฐกิจดี มีความยุติธรรม และเป็นผู้นำในภูมิภาค ผมขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ใน 3 เรื่อง ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพที่ส่งเสริมทักษะและสินค้าท้องถิ่นมานานกว่า 50 ปี และพระราชดำรัสที่ว่า ‘ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า’ ซึ่งสะท้อนถึงพระราชกรณียกิจ และความสมเลด้านสิ่งแวดล้อม การแย้มการแย้มพระสรวล เป็นต้นแบบซอฟพาวเวอร์ของไทย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W6snSy8wMiusNkhOSz0NJ

  • ‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

    ‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

    ‘สีหศักดิ์’ ประชุมรมต.อาเซียน และเวทีประชาคมการเมืองฯอาเซียน

    วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.41 น.

    ‘รมว.สีหศักดิ์‘ เข้าร่วมการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน

    วันที่ 25 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ในห้วงของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศจากประเทศสมาชิกอาเซียนและติมอร์เลสเตเข้าร่วม 

    ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน รวมถึงพิจารณารายงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน ค.ศ. 2025 (ASEAN Geoeconomics Report: AGR 2025) ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน เพื่อประเมินผลกระทบเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์และเสนอ “ยุทธศาสตร์ภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน” (ASEAN Geoeconomics Strategyไม่) 

    รัฐมนตรีฯ ชื่นชมรายงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน ค.ศ. 2025 และเห็นพ้องกับข้อเสนอแนะที่อาเซียนควรมุ่งเน้นระบบพหุภาคีนิยมและการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะการปรับปรุงความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจา และผลสรุปของข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ทั้งยังเน้นถึงความสำคัญในการผลักดันให้อาเซียนพิจารณาเศรษฐกิจใหม่ ๆ เช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ในเศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก รัฐมนตรีฯ ยังเห็นว่า ควรให้มีการติดตามการพิจารณาข้อเสนอแนะและรับฟังความเห็นจากภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/923468&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DDbHmIPOtEgSNDaMaxEmO

  • ส่องเทรนด์ท่องเที่ยว GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยว GEN Z ไทย วางแผนทริปยาวและไกลมากขึ้น

    นักเดินทาง Gen Z ไทยเป็นกลุ่มหลักที่ช่วยปลุกกระแสการท่องเที่ยวไทยช่วงปลายปีนี้ โดยเลือกที่จะเดินทางต่างประเทศและใช้เวลาเพื่อดื่มด่ำกับการท่องเที่ยวมากขึ้น ข้อมูลล่าสุดจาก Airbnb ระบุว่า Gen Z ไทยค้นหาที่พักเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยนักเดินทางรุ่นใหม่หันมานิยมการเดินทางระยะไกลมากขึ้น ไม่ได้เน้นเที่ยวแบบเร่งรีบ

    Gen Z ค้นหาทริปต่างประเทศเฉลี่ย 4.3 คืนต่อทริป ซึ่งนานกว่ากลุ่มมิลเลนเนียล แสดงถึงแนวโน้มการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาและประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น

    ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศยอดนิยมของ Gen Z ไทย โดยเป็นเมืองที่กำลังมาแรงมากที่สุด รวมถึงเมืองท่องเที่ยวชื่อดังในเอเชียอย่างไทเป (ไต้หวัน) และบาหลี (อินโดนีเซีย) ก็เป็นที่นิยมไม่แพ้กัน ด้านฝั่งยุโรป เมืองหลัก ๆ อย่าง ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ก็กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักเดินทางรุ่นใหม่มองหาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่า อยากใช้เวลาในทริปให้ยาวขึ้น สนุกกับกิจกรรมต่างๆ และดื่มด่ำไปกับการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการเข้าพักและเข้าร่วมกิจกรรมหรือเอ็กซ์พีเรียนบน Airbnb

    อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไป ประจำอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า Gen Z ไทยกำลังสร้างนิยามการเดินทางรูปแบบใหม่ จากความสนใจในความหรูหราในราคาที่เอื้อมถึงได้และต้องการการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ยาวนานขึ้น ไม่เร่งรีบและเลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางระยะไกล เช่น ญี่ปุ่น และยุโรป แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า มีความสนใจในด้านวัฒนธรรม ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ

    ข้อมูลจาก Airbnb เผยว่า ญี่ปุ่นครองอันดับจุดหมายปลายทางที่กำลังมาแรงสำหรับ Gen Z ไทย3 ไม่ว่าจะเป็นเมืองคึกคักอย่างโอซาก้า หรือย่านดังในโตเกียวอย่าง อารากาวะ และโทชิมะ รวมถึงเกาะโอกินาวะ ไปจนถึงการสัมผัสความงดงามทางธรรมชาติอย่างภูเขาไฟฟูจิในจังหวัดชิซูโอกะ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มอบประสบการณ์หลากหลายไม่เหมือนใคร ตั้งแต่การท่องเที่ยวในยามราตรี การแช่ออนเซ็นแบบดั้งเดิม การตระเวนชิมสตรีทฟู้ด ไปจนถึงการเดินป่าเส้นทางธรรมชาติ ญี่ปุ่นจึงตอบโจทย์ Gen Z ชาวไทยที่มองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งด้านวัฒนธรรมและการผจญภัย

    นอกจากเอเชียแล้ว นักเดินทาง Gen Z ไทยยังสนใจยุโรปมากขึ้น โดย ปารีส โรม มิลาน และลอนดอน ที่ได้รับความนิยมสูง ด้วยเสน่ห์จากงานศิลปะ แฟชั่น ประวัติศาสตร์ และอาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว4

    Gen Z ไทยหันกลับมาค้นพบเสน่ห์การท่องเที่ยวในประเทศ

    แม้ว่าการท่องเที่ยวต่างประเทศจะเป็นที่นิยม แต่ Gen Z ไทยก็ยังสนใจการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเชียงใหม่ขึ้นแท่นจุดหมายปลายทางมาแรงที่สุด ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม คาเฟ่ และความคิดสร้างสรรค์ ในขณะที่กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี หัวหิน และพัทยา ก็ยังคงเป็นเมืองยอดนิยมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางรุ่นใหม่ ที่อยากสัมผัสความมีชีวิตชีวาของประเทศไทย5

    Gen Z ไทยนำเทรนด์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พิสูจน์ว่า “การท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรีบร้อน” จากจุดหมายใกล้บ้านที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม ไปจนถึงทริปต่างประเทศในฝันครั้งหนึ่งในชีวิต การเดินทางของ Gen Z ไทยสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการในการท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ใช้เวลามากขึ้น และสัมผัสกับโลกใบนี้ในมุมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-travel-accommodation&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-pMpLpc6sB8qFJQDF5cPN

  • ปชป.เปิดเวที”ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” ดึง 3 ผู้นำวงการเศรษฐกิจสะท้อนปัญหาใหญ่ : อินโฟเควสท์

    ปชป.เปิดเวที”ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” ดึง 3 ผู้นำวงการเศรษฐกิจสะท้อนปัญหาใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมจัดงานสำคัญใหญ่เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “ประเทศไทยต้องการอะไรจากพรรคการเมือง” โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์

    งานดังกล่าวถือเป็นเวทีเชิงนโยบายที่เปิดโอกาสให้คณะกรรมการบริหารพรรคและทีมนโยบายของพรรคได้เข้าถึงมุมมองและความคาดหวังของประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้นำทางความคิดในแวดวงเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ที่พรรคฯ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มาร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนมุมมองถึงสถานะและอนาคตประเทศไทยอย่างตรงไปตรงมา ประกอบด้วย

    • ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งมีความโดดเด่นในฐานะนักคิดและผู้นำเสนอแนวคิดการปฏิรูปการเมืองเชิงหลักการ ที่ยึดมั่นใน 3 เสาหลัก คือ นโยบายที่ดี (Good Policy) การเมืองที่ดี (Good Politics) และคนที่ดี (Good People) เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย
    • นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เป็นนักการเงินและนักคิดนอกกรอบ ที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส และในส่วนของภาคธุรกิจเชิงโครงสร้าง
    • นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอกลุ่ม บมจ. คอร์ปอเรชั่น ]WHA] ที่เป็นผู้นำด้านนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แห่งอนาคต เปลี่ยนธุรกิจสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะการพัฒนาระบบ นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอัจฉริยะ (SMART Eco Industrial Estate) และบุกเบิก WHA Mobility (Built-to-Suit EV Ecosystem) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตระดับโลกเข้าสู่ประเทศไทย

    โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า งานดังกล่าวเน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ที่ต้องการให้สังคมได้เห็นถึงภารกิจที่สำคัญที่สุดของพรรคการเมือง คือการมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองเป็นหลักใหญ่ ซึ่งปัจจุบันพบว่ากลับมีพรรคการเมืองน้อยรายที่กล่าวถึงภาพใหญ่และมองเห็นสถานะที่แท้จริงของประเทศอย่างชัดเจน การเชิญผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 ท่านจึงเป็นการสะท้อนให้กรรมการบริหารพรรคเห็นว่าทิศทางของประเทศไทยควรเดินไปข้างหน้าอย่างไร ทั้งยังต้องการให้สังคมเห็นว่านักการเมืองก็สามารถเป็นผู้รับฟัง ที่จะเปลี่ยนเวทีการเมืองจากสนามของนักพูด ให้เวทีของการทำความเข้าใจร่วมและเป็นโอกาสให้นักการเมืองได้รับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ผ่านการสะท้อนความคาดหวังและบทบาทของพรรคการเมืองจากผู้นำทางความคิดในสังคม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540047&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xujeJ5U_PJw2NlXzBwFH5

  • ครม. ไม่ห้ามเอกชนจัดกิจกรรมรื่นเริง ขอแค่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

    ครม. ไม่ห้ามเอกชนจัดกิจกรรมรื่นเริง ขอแค่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

    ครม. ไม่ห้ามเอกชนจัดกิจกรรมรื่นเริง ขอแค่ปรับรูปแบบให้เหมาะสม

    วันนี้ (25 ตุลาคม 2568) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติให้ภาคเอกชนงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน นั้น ไม่เป็นความจริง

    ทั้งนี้ในการประชุม ครม. ดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อรับทราบ ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และพิจารณาแนวทางการดำเนินการไว้ทุกข์ของส่วนราชการ โดยมีมติให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี และให้สถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 68 เป็นต้นไป

    ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมและในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลขอความร่วมมือ ให้พี่น้องประชาชนและภาคเอกชน พิจารณาปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย โดยมิได้มีคำสั่งห้ามหรือมติให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ

    “รัฐบาลมีความเข้าใจว่าภาคธุรกิจบันเทิง การท่องเที่ยว และการบริการมีการวางแผนกิจกรรมล่วงหน้าไว้แล้ว จึงขอให้ใช้ดุลยพินิจ ปรับรูปแบบให้เหมาะสม และสมพระเกียรติ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

    น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือ การร่วมแสดงความอาลัยด้วยจิตสำนึกแห่งความรัก ความเคารพ และความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ โดยรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะจำกัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมของเอกชนแต่อย่างใด

    “รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมตั้งจิตภาวนา แสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์สถิตในสรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองพสกนิกรชาวไทยให้มีความผาสุกร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีตลอดไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/642340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fcN1qyiKKoysHYEXof8Pp

  • ราคาน้ำมันวันนี้2568 (25 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (25 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (25 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 30.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (25 ต.ค. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/642293&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CIG9kNUj6q4qf0kCzjmhQ