Category: เศรษฐกิจ

  • 4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    ภาพจากซ้ายไปขวา : นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่ , นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา,นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคประชาชน

    หลุดจากหล่มเศรษฐกิจ ด้วย “ดิจิทัล-กรีน”

    นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้อง หลุดจากหล่มกับดักเศรษฐกิจ 10 ปี โดยต้องขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

    ประเทศไทยต้องจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ แม้ประเทศไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานและอัตราการใช้เทคโนโลยีสูง แต่คนไทยกลับได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานและมูลค่าเพิ่มน้อย การลงทุนที่ไหลเข้ามาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาต้องถูกตรวจสอบว่าได้ สร้างงานให้กับคนไทยจริงหรือไม่ จำเป็นต้องมีการจัดระบบนิเวศธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการจัดการแพลตฟอร์มการค้าขายอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่วนใหญ่อยู่นอกการควบคุมของคนไทย

    ประเทศไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยลำพังได้ จึงต้องกลับมามีบทบาทเชิงรุกในการต่างประเทศ และผนึกกำลังกับอาเซียนเพื่อรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ด้วย

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์

    สำหรับนโยบายการเงินไม่ควรมุ่งเน้นเพียงเป้าหมายเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ควรรวมถึงการเอื้อต่อการเติบโตด้วย พร้อมเรียกร้องให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าธรรมเนียมที่แพง และช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ที่สูงเกินไป

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อใช้ AI เพราะปัญหาการใช้ AI ในภาครัฐไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่เป็นกฎหมายและกระบวนการภายในที่ล้าสมัย ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงและใช้ข้อมูลร่วมกันได้ การจะใช้ AI เพื่อลดดุลยพินิจจึงต้องรื้อระบบกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ

    สุดท้ายคือทักษะความเป็นมนุษย์ ในอนาคตอันใกล้ที่ AI จะเก่งกว่ามนุษย์ในหลายด้าน หัวใจสำคัญของการศึกษาคือการเสริม “ทักษะความเป็นมนุษย์” เพื่อให้มนุษย์อยู่รอดได้

    ชูทางรอด เน้น สร้างคน – ปฏิรูปการศึกษา

    นายสุชัชวีร์ ได้เสนอแนวทางที่รัฐบาลต้องดำเนินการเร่งด่วน 3 ประการ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การสร้างคน ซึ่งเป็นภารกิจแรกและสำคัญที่สุด เนื่องจากขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ในภาวะน่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายสุชัชวีร์ ระบุว่า ปัญหาหลักที่นักลงทุนต่างชาติไม่เลือกลงทุนในไทยคือ “ไม่มีคนให้เขาใช้” พรรคจึงมุ่งปฏิรูปภาคการศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การจัดการศึกษา “ทันโลก” ทั้งการยกระดับโรงเรียน และการผลักดันสายอาชีวะให้เป็นที่นิยม พร้อมสร้างระบบฝึกงานที่ตอบโจทย์จริง โดยตั้งเป้าให้เด็กอาชีวะมีงานทำภายใน 3 ปี

    การจัดการภัยพิบัติอย่างยั่งยืน หากไม่เร่งแก้ปัญหาภัยพิบัติ ประเทศอาจถึง “จุดจบทางเศรษฐกิจ” เนื่องจากภัยน้ำท่วมสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

    รวมถึงการขจัดทุนผูกขาดและทุนสีเทา ประเทศไทยจำเป็นต้อง “เขียนกติกาใหม่” เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเป็นธรรม และส่งเสริมให้ SME และทุนเล็กสามารถแข่งขันได้

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคไทยก้าวใหม่

    พรรคไทยก้าวใหม่ให้ความสำคัญกับการยกระดับผลิตภาพแรงงานไทย และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อช่วย SME พร้อมเสนอให้รัฐบาลดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ เช่น บล็อกเชน และ AI ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือเปลี่ยนเกม” ที่ช่วยยกระดับรายบุคคล (เช่น ช่วยครูวิเคราะห์จุดแข็งของนักเรียน) และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อลดคอร์รัปชัน

    นอกจากนี้ นายสุชัชวีร์ ยังได้กล่าวถึงโครงสร้างประชากรแบบ “ปิรามิดหัวกลับ” โดยเสนอให้มีการจัดตั้ง “กองทุนซิลเวอร์อีเวนต์ฟัน (Silver Event Fund)” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไปสามารถเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพได้

    ปราบทุนสีเทา คืนกำลังซื้อ -ใช้ AI สู้คอร์รัปชัน

    นายวิโรจน์ ชี้ว่า ทางรอดเศรษฐกิจไทยต้องเริ่มต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการปราบปรามทุนสีเทาข้ามชาติ ทุนสีเทาและเงินจากสแกมเมอร์เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องกำหนดเป็นวาระของโลก โดยระบุว่าประเทศไทยสูญเสียเงินให้กับสแกมเมอร์ปีละ 115,300 ล้านบาท การมีเงินสีเทาเข้ามาฟอกในระบบจะส่งผลกระทบต่อบริษัทเอกชนและกระทบต่อการบริโภค

    การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและคืนกำลังซื้อ คนไทยจำนวนมากประสบปัญหาหนี้ครัวเรือน รัฐบาลควรหารือร่วมกับ ธปท. เพื่อปกป้องผู้ถือบัญชีเงินฝาก และแก้ไขอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมสำหรับคนเป็นหนี้ เนื่องจากในปี 2025 ค่ารักษาพยาบาลเติบโตสูงถึง 14% ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2-3% รัฐบาลจึงต้องคืนกำลังซื้อให้กับประชาชน

    ความเท่าเทียมทางสุขภาพ รัฐบาลต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน และต้องมีการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาล แม้แต่ กทม. ก็มีปัญหาความเท่าเทียมกัน เมื่อต้องถูกส่งตัวไปรักษาตัวแบบต้องมีการวินิจฉัยโรคเฉพาะทาง พบว่า ผู้ถือบัตรทอง  3-4 ล้านคน ที่ต้องไปรักษาเฉพาะทางต้องเขียนใบส่งตัว คลินิกชุมชน ต้องไปจ่าย 800 บาท คนถือบัตรทอง ต้องไปต่อคิวกัน กว่าจะได้ใบส่งตัว ทำให้เสียโอกาสในการรักษาโรค อย่างทันท่วงที

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พรรคประชาชน

    ส่วนประเด็นเรื่องการใช้ AI นายวิโรจน์ เห็นว่า AI มีคุณสมบัติในการคิด วิเคราะห์ และหาโซลูชั่นที่รอบคอบรวดเร็ว ดังนั้นควรใช้ AI เพื่อ ลดดุลยพินิจ ในระบบราชการ และตัดคอร์รัปชันในการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะ “จ่ายใต้โต๊ะกับ AI ไม่ได้”

    สุดท้ายประเด็นการผลิตคนเกิดใหม่ที่มีคุณภาพนั้น เขาสะท้อนว่า การแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำต้องไม่มองมนุษย์เหมือน “เครื่องผลิตมนุษย์” การให้สวัสดิการอย่างเดียวจึงไม่เพิ่มการเกิดใหม่ แต่ต้อง แก้ไขปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกหลานที่เกิดมาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและไม่มีภาระ

    เปลี่ยนวิธีคิด “ไม่รอแจก” ขยับอายุเกษียณ 65 ปี

    นายวราวุธ เสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้หลักการที่ว่า “ทุกคนต้องไปต่อ” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่สำคัญต้องเปลี่ยนวิธีคิด ไม่รอ “แจก” โดยนายวราวุธ เน้นย้ำว่า

    สิ่งที่ต้องเปลี่ยนก่อนคือ วิธีคิด ของประชาชนทุกคน หากยังคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม จะเปลี่ยนรัฐบาลกี่ครั้งก็จะได้แบบเดิม ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการ “รอของแจก” จากภาครัฐ ไปสู่การที่ทุกคนต้อง “เอาเบ็ดตกปลาไปหาปลากันเอง”

    นอกจากนั้นยังต้องมีการพัฒนาที่ไปพร้อมกัน หากเปรียบประเทศไทยเป็นรถยนต์ที่ลาก “คาราวาน” (ภาระทางสังคม เช่น ผู้สูงอายุ คนพิการ) รัฐบาลต้องใส่กลไกหรือเครื่องยนต์เข้าไปในคาราวาน เพื่อให้ทุกคนเดินไปด้วยกัน

    ดังนั้นต้องให้ประชาชนเป็นผู้นำ ถึงเวลาที่ราชการต้องทำหน้าที่สนับสนุน โดยให้ “ประชาชนนำ” เช่น กระทรวงเกษตรควรดึงปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้มาเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้

    4 พรรคการเมือง เปิดเกม “เปลี่ยนประเทศ” หลุดหล่มเศรษฐกิจ 10 ปี

    นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา

    นายวราวุธ กล่าวว่า ปัญหาสังคมสูงวัยกระทบคน Gen Y และ Z ที่ต้องแบกรับภาระ พรรคจึงเสนอให้ ขยับเพดานอายุเกษียณราชการจาก 60 เป็น 65 ปี ซึ่งควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไx นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลคนทำงานให้มีศักยภาพ การดูแลเด็กเล็กให้มีคุณภาพ และการเสริมพลังคนพิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/732513&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15MCk_0d-2Zj4Nc_69kR2-

  • พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “พระพันปีหลวง”

    พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดงาน “ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ข้าว ปลา หยูกยา ผ้าไทย” น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ “พระพันปีหลวง”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/106711&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37VYGycUPEKtaohGm-9nJ8

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 28 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 10.21 น.

    กลยุทธ์ : ซื้อด้วย ราคา vs ไทม์มิ่ง
    แนวรับ : $3,950  หรือ  61,000 บาท
    แนวต้าน : $4,040  หรือ  62,500 บาท

    ข่าว :

    .

    ราคาทองคำร่วงลงแรงหลุดแนวรับสำคัญ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 62,000 บาท หลังจากก่อนหน้านี้เคยพุ่งแตะเกือบ 4,400 ดอลลาร์ (67,500 บาท) โดยล่าสุดราคาทองโลกทำจุดต่ำสุดที่ 3,970 ดอลลาร์ และทองคำแท่งในไทยลดลงแตะ 61,700 บาท สร้างความตกใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าซื้อในช่วงราคาพุ่งแรงก่อนหน้า การปรับตัวลงครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าตลาดทองคำมีความผันผวนสูง และสินทรัพย์ที่ขึ้นแรงย่อมสามารถลงแรงได้เช่นกัน

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :

    .

    การร่วงของราคาทองคำรอบนี้เกิดจาก 4 ปัจจัย

    1. สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก ทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง
    2. Government Shutdown สหรัฐฯ มีแนวโน้มคลี่คลาย เป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจและลบต่อทองคำ
    3. การ “Price In” ข่าวเฟดลดดอกเบี้ย ตลาดสะท้อนข่าวดีไปก่อนหน้า จึงเกิดแรงขายทำกำไร
    4. สัญญาณเทคนิค การย่อตัวครั้งนี้เป็นการปรับฐานเพื่อสร้างฐานใหม่ให้มั่นคง หลังจากขึ้นแรงก่อนหน้า

    แนวรับสำคัญอยู่ที่ 3,950-3,940 ดอลลาร์ (≈61,000 บาท) หากไม่อยู่มีโอกาสลงต่อถึง 3,700 ดอลลาร์ (≈59,000 บาท) ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 4,040 ดอลลาร์ หรือราว 62,500 บาท

    กลยุทธ์ :

    .

    กลยุทธ์ “ราคา vs ไทม์มิ่ง”

    • ด้านราคา: ถือว่าเริ่มน่าสนใจหลังราคาปรับลงมากกว่า 400 ดอลลาร์
    • ด้านจังหวะเวลา: ยังไม่เหมาะ เนื่องจากข่าวใหญ่ (เฟดลดดอกเบี้ย) กำลังจะเกิดขึ้น และตลาดอาจซบเซาชั่วคราวหลังจากนั้น

    คำแนะนำ

    • นักลงทุนระยะยาว: ทยอยสะสมได้ที่บริเวณ 61,000–61,700 บาท หากรับความผันผวนได้
    • นักลงทุนระยะสั้น: รอดูทิศทางหลังการประชุมเฟดวันที่ 30 ต.ค. ก่อนค่อยเข้าซื้อ
    • แนวรับ–แนวต้านสำคัญ:
      • แนวรับ: 3,950 ดอลลาร์ / 61,000 บาท
      • แนวต้าน: 4,040 ดอลลาร์ / 62,500 บาท

    สรุปใจความสำคัญ
    การปรับฐานคือส่วนหนึ่งของวัฏจักรตลาด-ตลาดที่ดีไม่ควรขึ้นอย่างร้อนแรงเหมือน “กระต่าย” แต่ควรเติบโตมั่นคงแบบ “เต่า” และเมื่อใดที่ตลาดมองไปทางเดียวกันมากเกินไป ก็มักเป็นจุดที่ต้องระวังการกลับตัวเสมอ

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-28-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vIjwldNpZZyTZtF7ry4fR

  • เก็บตกจากงาน “GovernorConnect”… การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก ควบคู่ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เก็บตกจากงาน “GovernorConnect”… การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก ควบคู่ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    คุณวิทัย รัตนากร พบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งแรกในฐานะ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เมื่อ 10 ต.ค. 68 ในงาน “GovernorConnect” โดยย้ำถึงภารกิจหลักของแบงก์ชาติ คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้ง (1) เงินเฟ้อต่ำแต่มีเสถียรภาพ (2) ระบบการเงินเข้มแข็ง และ (3) ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพ แต่มีอีกเรื่องที่ให้ความสำคัญมากเช่นกัน คือ มาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือประชาชน

    rn

     

    rn

    ในการทำงาน แม้แบงก์ชาติมีความเป็นอิสระในการใช้เครื่องมือ แต่ยินดีทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อประสานนโยบายร่วมกัน ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ให้เติบโตอย่างสมดุล และ มุ่งสู่ศักยภาพ

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    คุณวิทัย รัตนากร พบปะพูดคุยกับสื่อมวลชนครั้งแรกในฐานะ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เมื่อ 10 ต.ค. 68 ในงาน “GovernorConnect” โดยย้ำถึงภารกิจหลักของแบงก์ชาติ คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ทั้ง (1) เงินเฟ้อต่ำแต่มีเสถียรภาพ (2) ระบบการเงินเข้มแข็ง และ (3) ระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพ แต่มีอีกเรื่องที่ให้ความสำคัญมากเช่นกัน คือ มาตรการเฉพาะจุด เพื่อช่วยเหลือประชาชน

    ในการทำงาน แม้แบงก์ชาติมีความเป็นอิสระในการใช้เครื่องมือ แต่ยินดีทำงานกับทุกภาคส่วน เพื่อประสานนโยบายร่วมกัน ในการประคับประคองเศรษฐกิจ ให้เติบโตอย่างสมดุล และ มุ่งสู่ศักยภาพ

    มาตรการเฉพาะจุด เปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าฯ เน้นว่า “แบงก์ชาติทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม”

    rn

     

    rn

    1. การแก้หนี้

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้ NPL รายเล็ก โดยใช้ AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง (คลัง) และสถาบันการเงิน (สง.) ซึ่งจะเร่งทำโดยอาจใช้กลไกที่มีอยู่ ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

    rn

     

    rn

    เพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard ผู้ว่าฯ กล่าวว่า “จะมี cut-off date” ซึ่งตรงกับที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีกรณีก่อหนี้เสียใหม่เพื่อจะเข้าโครงการ โดย มาตรการ AMC นี้ จะเน้นช่วยลูกหนี้รายย่อย NPL ที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ให้ผ่อนปรนลง เพื่อจะปลดหนี้ได้ คาดเบื้องต้นราว 2 ล้านคน

    rn

     

    rn

    2. การเข้าถึงสินเชื่อ

    rn

     

    rn

    อีกปัญหาหนึ่งของคนตัวเล็ก คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ปัจจุบัน มี SMEs ราว 40% ยังประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สง. จากหลายปัจจัย เช่น ไม่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันได้ รายได้ที่ไม่แน่นอน และ ประวัติข้อมูลทางการเงินที่ไม่เพียงพอ จนบางส่วนจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบแทน ทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูง

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าฯ กล่าวถึงการสานต่อมาตรการที่แบงก์ชาติเริ่มไว้ ทั้งโครงการ “Your Data” ที่รองผู้ว่าการ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส เป็นหลัก จะทำให้ข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อรายย่อยดีขึ้นมาก เรื่อง “Virtual Bank” ที่จะทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ส่วนเรื่อง “NaCGA (สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ)” ที่ยังเป็นแนวคิดอยู่ในระยะเริ่มต้น ก็ต้องนำมาปรับให้เห็นพ้องตรงกัน ซึ่งจะช่วยคนตัวเล็กมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ รวมทั้งจะเร่งโครงการ Risk-based pricing (การคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกันตามความเสี่ยง) ด้วยเช่นกัน

    rn

     

    rn

    3. การให้ความรู้ทางการเงิน ทั้งการออม และ การใช้เงินเป็น

    rn

     

    rn

    การให้ความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญมาก แบงก์ชาติจะร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้งส่งเสริมการออมตั้งแต่เด็ก การออมเพื่อการเกษียณ รองรับสังคมสูงวัย และ การให้ความรู้เรื่องการใช้เงินด้วย เพราะความสะดวกสบายของออนไลน์ ทำให้อาจซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น “ไม่ใช่ ของมันต้องมี แต่ควรซื้อเมื่อจำเป็น” จึงต้องจับตาการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later (บริการชำระเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) ว่าควรเข้าไปดูแลอย่างไร เพราะสุดท้ายต้องทำให้วินัยของคนไทยดีขึ้น

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการเฉพาะจุด ทั้งการแก้หนี้ผ่าน AMC การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็กเข้าสู่ระบบสินเชื่อ (Financial inclusion) ทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินเหมาะสมมากขึ้น และการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) โดยแบงก์ชาติจะร่วมกันทำกับหน่วยงานอื่น เพื่อคลายปัญหาด้วยมาตรการต่อเนื่อง ผู้ว่าฯ วิทัย กล่าวว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องไม่จริงที่จะสามารถกดปุ่มทันทีแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการร่วมกันต่อจิ๊กซอว์ มาตรการต่างๆ ให้ช่วยคนได้มาก”

    rn

     

    rn

    ประเด็น เงินเฟ้อ เงินฝืด?

    rn

     

    rn

    ด้านเงินเฟ้อ หากดูที่ core inflation (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่เอาพลังงานและอาหารสดออก) ทั้งปีนี้และปีหน้า คาดไว้ที่ 0.9% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลง เพราะราคาพลังงานและอาหาร ซึ่ง 2 หมวดนี้มีน้ำหนักมาก โดยจะทยอยปรับสู่เป้าหมายระยะปานกลาง ส่วนเรื่องเงินฝืดนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง core inflation ต้องติดลบลงไปลึกๆ หรือ มีการลดลงของราคาสินค้าในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่เห็นกรณีดังกล่าว

    rn

     

    rn

    รายงานนโยบายการเงินที่เผยแพร่ 22 ต.ค.68 ขยายความเรื่องนี้ไว้ว่า (1) สัดส่วนจำนวนสินค้าราว 60% ยังมีราคาทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต (2) การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย (3) แม้เศรษฐกิจไทยชะลอลง แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอยรุนแรง เช่นที่เกิดภาวะเงินฝืดในหลายประเทศ ช่วง Great Depression และ Lost Decade ในญี่ปุ่น เพราะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกและเศรษฐกิจหดตัวรุนแรง (4) เงินเฟ้อไทยโน้มลดลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านพลังงานและอาหาร โดยต้นทุนพลังงานและขนส่งลดลง จากพัฒนาการทางเทคโนโลยีของโลกที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กอปรกับ ไทยมี food security ทำให้รับผลกระทบจากการเร่งตัวของราคาอาหารโลกน้อยกว่าประเทศอื่น และ (5) ราคาสินค้านำเข้าที่ต่ำ เพราะจีนเร่งส่งออกสินค้าส่วนเกินจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ มายังภูมิภาครวมถึงไทย ทำให้ผู้ผลิตไทยเผชิญการแข่งขันสูงและมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาสินค้า

    rn

     

    rn

    ผู้ว่าฯ ยังได้ตอบคำถามในงาน “GovernorConnect” ถึงผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รวม 1% ว่า ยังใช้เวลาส่งผล และ แม้ Policy space มีจำกัด แต่พร้อมผ่อนคลายหากจำเป็น และ มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาภาระของรายย่อย
    rn ที่สำคัญ คือ การทำงานของแบงก์ชาติ ที่ต้องใกล้ชิดประชาชนและสังคมมากขึ้น และในการทำนโยบาย ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้อะไร ประเทศได้อะไร เพราะปลายทาง คือ การออกนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้และเศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ

    rn”}}” id=”text-64c79a376a”>

    มาตรการเฉพาะจุด เปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ เพื่อบรรลุภาพใหญ่

    ผู้ว่าฯ เน้นว่า “แบงก์ชาติทำหน้าที่โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นหลัก ด้วยการรักษาเสถียรภาพ และจะมีมาตรการเฉพาะจุดเพิ่มเติม เพื่อเสริมนโยบายการเงินในภาพใหญ่ เช่น การแก้ปัญหาหนี้เสีย ผ่านกลไก AMC การช่วยให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น และการทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินเหมาะสม”

    1. การแก้หนี้

    แบงก์ชาติได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้ NPL รายเล็ก โดยใช้ AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) ยังอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง (คลัง) และสถาบันการเงิน (สง.) ซึ่งจะเร่งทำโดยอาจใช้กลไกที่มีอยู่ ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว

    เพื่อป้องกันปัญหา Moral Hazard ผู้ว่าฯ กล่าวว่า “จะมี cut-off date” ซึ่งตรงกับที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. คลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีกรณีก่อหนี้เสียใหม่เพื่อจะเข้าโครงการ โดย มาตรการ AMC นี้ จะเน้นช่วยลูกหนี้รายย่อย NPL ที่มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท ให้ผ่อนปรนลง เพื่อจะปลดหนี้ได้ คาดเบื้องต้นราว 2 ล้านคน

    2. การเข้าถึงสินเชื่อ

    อีกปัญหาหนึ่งของคนตัวเล็ก คือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ปัจจุบัน มี SMEs ราว 40% ยังประสบปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สง. จากหลายปัจจัย เช่น ไม่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันได้ รายได้ที่ไม่แน่นอน และ ประวัติข้อมูลทางการเงินที่ไม่เพียงพอ จนบางส่วนจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบแทน ทำให้มีต้นทุนทางการเงินที่สูง

    ผู้ว่าฯ กล่าวถึงการสานต่อมาตรการที่แบงก์ชาติเริ่มไว้ ทั้งโครงการ “Your Data” ที่รองผู้ว่าการ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส เป็นหลัก จะทำให้ข้อมูลการอนุมัติสินเชื่อรายย่อยดีขึ้นมาก เรื่อง “Virtual Bank” ที่จะทำให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ส่วนเรื่อง “NaCGA (สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ)” ที่ยังเป็นแนวคิดอยู่ในระยะเริ่มต้น ก็ต้องนำมาปรับให้เห็นพ้องตรงกัน ซึ่งจะช่วยคนตัวเล็กมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ รวมทั้งจะเร่งโครงการ Risk-based pricing (การคิดดอกเบี้ยที่แตกต่างกันตามความเสี่ยง) ด้วยเช่นกัน

    3. การให้ความรู้ทางการเงิน ทั้งการออม และ การใช้เงินเป็น

    การให้ความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญมาก แบงก์ชาติจะร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้งส่งเสริมการออมตั้งแต่เด็ก การออมเพื่อการเกษียณ รองรับสังคมสูงวัย และ การให้ความรู้เรื่องการใช้เงินด้วย เพราะความสะดวกสบายของออนไลน์ ทำให้อาจซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น “ไม่ใช่ ของมันต้องมี แต่ควรซื้อเมื่อจำเป็น” จึงต้องจับตาการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยเฉพาะ Buy Now Pay Later (บริการชำระเงินแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง) ว่าควรเข้าไปดูแลอย่างไร เพราะสุดท้ายต้องทำให้วินัยของคนไทยดีขึ้น

    ทั้งหมดนี้ คือ มาตรการเฉพาะจุด ทั้งการแก้หนี้ผ่าน AMC การเพิ่มโอกาสคนตัวเล็กเข้าสู่ระบบสินเชื่อ (Financial inclusion) ทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินเหมาะสมมากขึ้น และการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial literacy) โดยแบงก์ชาติจะร่วมกันทำกับหน่วยงานอื่น เพื่อคลายปัญหาด้วยมาตรการต่อเนื่อง ผู้ว่าฯ วิทัย กล่าวว่า “การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องไม่จริงที่จะสามารถกดปุ่มทันทีแล้วจบ แต่ต้องอาศัยการร่วมกันต่อจิ๊กซอว์ มาตรการต่างๆ ให้ช่วยคนได้มาก”

    ประเด็น เงินเฟ้อ เงินฝืด?

    ด้านเงินเฟ้อ หากดูที่ core inflation (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่เอาพลังงานและอาหารสดออก) ทั้งปีนี้และปีหน้า คาดไว้ที่ 0.9% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปที่ลดลง เพราะราคาพลังงานและอาหาร ซึ่ง 2 หมวดนี้มีน้ำหนักมาก โดยจะทยอยปรับสู่เป้าหมายระยะปานกลาง ส่วนเรื่องเงินฝืดนั้น ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง core inflation ต้องติดลบลงไปลึกๆ หรือ มีการลดลงของราคาสินค้าในวงกว้าง ซึ่งปัจจุบัน ยังไม่เห็นกรณีดังกล่าว

    รายงานนโยบายการเงินที่เผยแพร่ 22 ต.ค.68 ขยายความเรื่องนี้ไว้ว่า (1) สัดส่วนจำนวนสินค้าราว 60% ยังมีราคาทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในอดีต (2) การคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย (3) แม้เศรษฐกิจไทยชะลอลง แต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอยรุนแรง เช่นที่เกิดภาวะเงินฝืดในหลายประเทศ ช่วง Great Depression และ Lost Decade ในญี่ปุ่น เพราะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกและเศรษฐกิจหดตัวรุนแรง (4) เงินเฟ้อไทยโน้มลดลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างด้านพลังงานและอาหาร โดยต้นทุนพลังงานและขนส่งลดลง จากพัฒนาการทางเทคโนโลยีของโลกที่ดีขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต กอปรกับ ไทยมี food security ทำให้รับผลกระทบจากการเร่งตัวของราคาอาหารโลกน้อยกว่าประเทศอื่น และ (5) ราคาสินค้านำเข้าที่ต่ำ เพราะจีนเร่งส่งออกสินค้าส่วนเกินจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ มายังภูมิภาครวมถึงไทย ทำให้ผู้ผลิตไทยเผชิญการแข่งขันสูงและมีข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาสินค้า

    ผู้ว่าฯ ยังได้ตอบคำถามในงาน “GovernorConnect” ถึงผลของการลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รวม 1% ว่า ยังใช้เวลาส่งผล และ แม้ Policy space มีจำกัด แต่พร้อมผ่อนคลายหากจำเป็น และ มาตรการเฉพาะจุดต่างๆ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาภาระของรายย่อย
    ที่สำคัญ คือ การทำงานของแบงก์ชาติ ที่ต้องใกล้ชิดประชาชนและสังคมมากขึ้น และในการทำนโยบาย ต้องตอบให้ได้ว่า ประชาชนได้อะไร ประเทศได้อะไร เพราะปลายทาง คือ การออกนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้และเศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพ

     

    rn

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    rn”}}” id=”disclaimer”>

    ** บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่สังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 28 ตุลาคม 2568 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20251028.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oqkWGOtIVew_vkAYvDyoZ

  • พิธีสารยกระดับ

    พิธีสารยกระดับ

    สำนักข่าวซินหัว (28 ต.ค.) เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของจีนเผยว่าพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและพลังขับเคลื่อนให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและโลก พิธีสารฉบับนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างแน่วแน่ของจีนและอาเซียนต่อพหุภาคีนิยมและการค้าเสรี ขณะที่ระบบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศที่อิงตามกฎเกณฑ์กำลังเผชิญความท้าทายรุนแรง

    ความร่วมมือเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนและการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคจะขยายไปไกลกว่าการเปิดเสรีและการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนแบบดั้งเดิม โดยขยายไปสู่สาขาเกิดใหม่มากมาย ซึ่งรวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว มาตรฐาน ตลอดจนห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่อุตสาหกรรม

    พิธีสารยกระดับฉบับนี้ถือเป็นระยะล่าสุดในวิวัฒนาการของเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2002 และนำเวอร์ชัน 1.0 มาใช้อย่างเต็มรูปแบบในปี 2010 ต่อมามีการลงนามพิธีสารเวอร์ชัน 2.0 ในปี 2015 และมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2019 ส่วนการเจรจาเพื่อยกระดับเป็นเวอร์ชัน 3.0 เริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2022 และสำเร็จลุล่วงในเดือนพฤษภาคม 2025

    ความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของภูมิภาค จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียนติดต่อกัน 16 ปี ขณะที่อาเซียนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าทวิภาคีในปี 2024 สูงถึง 9.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31.96 ล้านล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 17 เท่าตั้งแต่ปี 2002

    พิธีสารฉบับใหม่มุ่งสำรวจความร่วมมือเชิงลึกในสาขาเกิดใหม่ ยกระดับการเปิดกว้างอย่างรอบด้าน และส่งเสริมการพัฒนาที่ครอบคลุม โดยครอบคลุม 9 สาขาหลักทั้งสาขาที่มีอยู่เดิม เช่นขั้นตอนศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรฐาน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคนิค แต่ยังรวมถึงสาขาใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย

    เจ้าหน้าที่กระทรวงฯ กล่าวว่าหลังจากการลงนามพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียนแล้ว จีนและประเทศสมาชิกอาเซียนจะดำเนินกระบวนการให้การรับรองภายในประเทศของตน เพื่อให้พิธีสารมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการโดยเร็วที่สุด

    อนึ่ง พิธีสารฉบับนี้ลงนามเมื่อเช้าวันอังคาร (28 ต.ค.) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย ก่อนเริ่มการประชุมสุดยอดจีน-อาเซียน ครั้งที่ 28 โดยมีหลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

    (แฟ้มภาพซินหัว : เจ้าหน้าที่ทำงานที่สายการประกอบรถขุดเพื่อส่งออกไปยังลาวและเมียนมา ที่บริษัทผลิตอุปกรณ์แห่งหนึ่งในเทศบาลนครฉงชิ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน วันที่ 21 เม.ย. 2025)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/36961&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-9qO0uFDQkhO4sLCJmwa4

  • ‘ชาร์กจิง’ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่สาหัสสุด แต่ซึม..ลากยาว!

    ‘ชาร์กจิง’ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่สาหัสสุด แต่ซึม..ลากยาว!

    ธุรกิจ

    ‘ชาร์กจิง’ มองเศรษฐกิจไทยยังไม่สาหัสสุด แต่ซึม..ลากยาว!

    28 ต.ค. 2025 เวลา 14:13 น.

    งาน Bitkup Summit 2025 Gateway To The Future มีเวทีสัมมนามากมายที่น่าสนใจ รวมถึง “SHARK RESTAGE 2026 ล่าธุรกิจไทย โตไกลสู่เวทีโลก”

    ขณะที่วิทยากรคือ “ชาร์ก” จากรายการทีวีชื่อดังมาแบ่งปันมุมมองเศรษฐกิจ การเคลื่อนธุรกิจสู่เวทีโลก รวมถึงบทเรียนการตัดสินใจ ความผิดพลาดในการบริหารงาน

    “ชาร์กจิง ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท สาวแกร่งผู้กุมบังเหียนอาณาจักรชิ้นส่วนยานยนต์ของประเทศไทย ฉายภาพเศรษฐกิจไทย การรับมือวิกฤติที่อาจจะหนักขึ้น การเผชิญอุปสรรคที่เกือบล้ม รวมถึงหากต้องเลือกลงทุนในธุรกิจใหม่ และถ้ามี 1 นาที ต้องฟังการนำเสนอแนวคิด โครงการลงทุน จะเลือกอะไร

    ในวันที่สังคมกำลังถูกถาโถมด้วยประเด็นเศรษฐกิจไทยหนักหนาสาหัสในรอบ 40 ปี แต่ “ชนาพรรณ” มองต่างออกไป นี่อาจเป็นวาทกรรมดึงความสนใจจากคนวงกว้าง แต่หากพิจารณา “ฐานข้อมูล” เศรษฐกิจปี 2568 ไม่ได้หนักสุด เพราะเทียบวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 จีดีพีติดลบ 7% วิกฤติโควิด-19 ระบาด จีดีพีติดลบกว่า 6% ส่วนปี 2568 ยังต้องลุ้นตัวเลขจีดีพีโต 1.5-18%

    แม้เศรษฐกิจไทยไม่เข้าขั้นวิกฤติ หรือต่ำสุดรอบ 40 ปี ทว่ามองอนาคต 2-3 ปี ยอมรับว่าเข้าสู่โหมด

    “ซึม..ลากยาว สถานการณ์ไม่ได้เจ็บหนัก แต่เป็นภาวะการปัดไม่พ้นตัว ในเชิงความรู้สึก บาดเจ็บน้อยแต่เจ็บนาน แต่วิกฤติคือเจ็บจริง ติดลบมาก ประโยคเศรษฐกิจสาหัสรอบ 40 ปี express ในความรู้สึก แต่ไม่ถูกในเชิงสถิติ แต่ก็ทำให้นักธุรกิจต้องระมัดระวัง”

    ปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจ กำลังซื้อเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจควบคุมไม่ได้ หากต้องรับมือ ความท้าทายในอนาคต “ชนาพรรณ” หยิบคัมภีร์การหา “ตลาดเฉพาะ” หรือ Niche Market ผลิตสินค้า 1 อย่างไม่ใช่หว่านขายทุกคนหรือ One size fits all เหมือนในอดีต เพราะผู้บริโภคยุคปัจจุบันหระจัดกระจายแยกย่อย(Fragment)อย่างมาก มีความต้องการไม่เหมือนใคร(Unique) ดังนั้น หากผลิตสินค้า Mass สู่ตลาด อาจขายได้น้อยลง

    “เมื่อก่อนนักการตลาดไม่ชอบ Niche Market สนใจทำไม เพราะขายได้น้อย จงไปสนใจ Mass Market ตอนนี้กลับกัน แบรนด์ที่ใหญ่โตได้ เกิดจากการเน้น ใส่ใจ Niche เพื่อให้ตลาดโต เมื่อโตจาก Niche จะกลายเป็น Mass เราต้องหาสินค้าใหม่ที่ Niche เพื่อเป็น Mass เป็น New S-Curve ไปต่อ เป็นการหาน่านน้ำสีครามหรือ Blue Ocean ใหม่ คือการอยู่รอด”

    แล้วถ้าธุรกิจไทยต้องการโตไกลระดับโลก “ชนาพรรณ” ให้มุมมอง 4 มิติ 1.การบุกโลกผู้ประกอบการต้องมีความสามารถขยายใหญ่(Upscale) มั่นใจว่าจะรังสรรค์สินค้าขาย “เชิงปริมาณ”(Volume)ที่มากได้ ยิ่งยอดขายเยอะ ต้องการ Upscale มากขึ้น 2.การเข้าใจตลาด ผู้ซื้อนอกประเทศซึ่งมีกระจัดกระจาย(Fragment) ในแต่ละทวีป ประเทศ พื้นที่ เพราะไม่มี One size fits all

    3.ขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก(S:Small) การหาสินค้าที่เหมาะสมกับตลาด โมเดลธุรกิจ เงินลงทุนที่ต้องพร้อมจะท้ารบเวทีโลก ซึ่งต้องเจอเจ้าถิ่นเดิมคือ “คู่แข่ง” ในแต่ละตลาด กระโจนไปแข่งเดือดไม่พอ ซ้ำร้ายอาจเจอเจ้าใหญ่ “ลอกเลียนแบบสินค้า” จนสูญเสียขีดการแข่งขันได้ง่ายๆ เหมือนอยู่ในสนามฟุตบอลที่มาสารพัดลีกแข่งขันนั่นเอง จึงต้องเตรียมตัวให้ดี

    และ 4.การบริหารห่วงโซ่ธุรกิจ(ซัพพลายเชน) เมื่อโลกวันนี้มีสงครามจริง สงครามการค้า ทั้ง 2 สมรภูมิรบล้วนมีผลต่อซัพพลายเชนทั้งสิ้น การจะส่งสินค้าจากไทยไปต่างประเทศ การผลิตสินค้าในไทย มั่นใจว่าใช้แค่ทรัพยากรในไทย ไม่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ช่องทางโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้า หากมีสงคราม มีออเดอร์ แต่เดินเรือส่งสินค้าไม่ได้ สินค้าไปไม่ถึงเวลา สินค้าที่มีอายุสั้น สินค้าตามฤดูกาล เน่าเสียได้ ถูกยกเลิก เหล่านี้ต้องบริหารจัดการให้ทันเวลา

    เป็นชาร์กที่แสวงหาโอกาสการลงทุน ยุคนี้ถ้า “ชนาพรรณ” ต้องเลือกลงทุน ได้มองธุรกิจ “พลังงานสีเขียว”(Green Energy) เพราะทุกธุรกิจบนโลก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความอายุยืนยาว(Longivity) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ธุรกิจยุคเก่า เศรษฐกิจเก่า-ใหม่ ต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นโลกกำลังพูดถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงถูกใช้เป็น “กติกาโลก” ในการทำธุรกิจ ผู้บริโภคตระหนักสิ่งแวดล้อม รักษ์โลก แม้จะมีกฎเกณฑ์หรือไม่ก็ตาม เชื่อว่าหากเลือกสินค้าที่ราคาเท่ากัน ผู้บริโภคเลือกหยิบสินค้าที่รักษ์โลกตั้งแต่ต้นทางมากกว่า

    “Green Energy จะเป็นพื้นฐานทุกธุรกิจในอนาคต”

    “ชนาพรรณ” เป็นทายาทรับช่วงต่อจากบิดา นำทัพกลุ่มไทยซัมมิท ตัดสินใจผิดพลาดบ้างหรือไม่ คำตอบคือ

    “ทำธุรกิจมาจะ 30 ปี ตัดสินใจไม่ผิดพลาดเลยก็คงไม่ได้ แต่ต้องเป็น Quality mistake เกิดจากการไตร่ตรองที่ดีแล้ว และนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน เพื่อให้การตัดสินใจ มีความมั่นใจต่อไปในอนาคต”

    การตัดสินใจพลาดมีเรื่องต้องตระหนักให้เป็นคือ “ต้นทุนที่เรียกคืนไม่ได้”หรือ Sunk cost หากเกิดขึ้นแล้ว “กล้าเสี่ยงถอนตัวกลับคืนให้ทัน” ตัวอย่าง การเรียนแพทย์ 6 ปี เรียนต่อแพทย์เฉพาะทางอีก 3 ปี หากวันหนึ่งต้องการเป็น “สตาร์ทอัป” ไม่ต้องการเป็นหมอแล้ว สุดท้ายกล้าทิ้งเวลาที่สูญเสียไปตอนเรียนหรือไม่ หรือจะเลือกเป็นหมอทั้งชีวิตแต่ไม่มีความสุข

    “แนวคิดคือการตัดสินใจผิดพลาดต้องเกิดจากการไตร่ตรองที่ดี เรื่อง Sunk cost พร้อมที่จะสละถูกต้องถูกเวลาหรือไม่ จะละทิ้ง Sunk cost ยังไง”

    งาน Bitkup Summit 2025 มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากเข้ารับฟัง หากต้องรับฟังการ Pitching โครงการต่างๆ “ชนาพรรณ” ให้น้ำหนักโมเดลธุรกิจที่จริง มีความท้าทายแต่ไม่เพ้อฝันเกินไป เช่น การลงทุนธุรกิจสุขภาพ จะไม่เทียบแค่ธุรกิจเดียวกัน แต่ข้ามอุตสาหกรรมด้วย

    “ถ้าโม้เวอร์ ตกรอบก่อน” อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนต่างๆ “ชนาพรรณ” ย้ำว่า แผนสำรองหรือ Plan B สำคัญ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจเช่นปัจจุบัน ธุรกิจเล็ก-ใหญ่ ต้องมีความระมัดระวังในการใช้เม็ดเงินลงทุน ไม่ได้หยุดการลงทุน หยุดการเติบโต ยังคงมองหาสิ่งใหม่ๆ แต่ Plan B รองรับกรณี “เจ๊ง” ธุรกิจไม่ดี จะได้ไหวตัวทัน ทรานส์ฟอร์มสู่ธุรกิจอื่นที่เตรียมไว้ในใจ และต้องผิดพลาดในสิ่งที่ตนเองรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1205039&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kpK6BPtn-3IufbMA86B69

  • คนแห่ย้อมผ้าดำเพิ่ม 3 เท่า เศรษฐกิจฝืดหันใช้ผ้าเก่าไว้ทุกข์ | TOPNEWS

    คนแห่ย้อมผ้าดำเพิ่ม 3 เท่า เศรษฐกิจฝืดหันใช้ผ้าเก่าไว้ทุกข์ | TOPNEWS

    วันที่ 28 ต.ค. 2568 บรรยากาศการไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า ประชาชนพร้อมใจแต่งกายชุดดำไว้ทุกข์ ส่งผลให้ร้านขายเสื้อผ้าในเขตเทศบาลนครมีผู้คนแห่มาซื้อชุดดำกันอย่างคึกคัก เพื่อร่วมแสดงความอาลัยแด่พระองค์ท่าน

    ขณะเดียวกัน ร้านรับย้อมผ้าสีดำในพื้นที่ก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะร้านของนางพิกุล ดุลย์เภรี อายุ 61 ปี ตั้งอยู่ริมถนนกะโรม ใกล้สะพานท่าเรียน เขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ซึ่งเปิดให้บริการย้อมผ้ามานานกว่า 35 ปี เผยว่า หลังจากมีข่าวการเสด็จสวรรคต ลูกค้านำเสื้อผ้าเก่ามาย้อมสีดำเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากปกติ วันละประมาณ 30 ตัว เพิ่มเป็นเกือบ 100 ตัวต่อวัน

    นางพิกุลกล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่บอกตรงกันว่า อยากแต่งชุดดำไว้ทุกข์แต่สภาพเศรษฐกิจไม่ดี จึงเลือกประหยัดด้วยการนำเสื้อผ้าเก่ามาย้อมใหม่แทนการซื้อใหม่ โดยราคาค่าบริการย้อมขึ้นอยู่กับขนาดและความหนาของผ้า เริ่มต้นที่ 100 บาท พร้อมระบุว่า บางรายยังตั้งใจจะเดินทางไปถวายความอาลัยที่กรุงเทพฯ หากมีโอกาสด้วยความจงรักภักดี

    กิตตินันท์ จินดำ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครศรีธรรมราช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1370524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P6OHBf0j_nluwKVMcUvnf

  • ปทุมฯ จัดงาน

    ปทุมฯ จัดงาน

    วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

    จังหวัดปทุมธานี โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดปทุมธานี เตรียมจัดงานใหญ่แห่งปี “Pathum Festival 2025” มหกรรมการแสดงและจำหน่ายสินค้าคุณภาพจากปทุมธานี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสร้างโอกาสในการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการ โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 – 31 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

    นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยถึงศักยภาพของจังหวัดปทุมธานี ว่านอกจากจะเป็นเมืองปริมณฑลที่มีความเจริญสะดวกสบายแล้ว ปทุมธานียังถือเป็น “ประตูสู่ภาคกลาง” และเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ ที่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารและการเกษตรแปรรูป

    “จังหวัดปทุมธานีให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร สินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) และสินค้า BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน งาน Pathum Festival 2025 จึงเป็นเวทีสำคัญที่ตอกย้ำศักยภาพของจังหวัด ในฐานะศูนย์กลางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ที่พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ”

    ด้าน นายนิมิตร ฆังคะจิตร พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน Pathum Festival 2025 ว่างานนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาด สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และเป็นจุดนัดพบสำคัญสำหรับนักธุรกิจที่มองหาพันธมิตรเพื่อสร้างเครือข่าย และสินค้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ธุรกิจ

    “งาน Pathum Festival 2025 เราคัดสรรสินค้าคุณภาพสูงจากผู้ประกอบการจังหวัดปทุมธานีกว่า 100 ร้านค้า ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้า GI อาทิ ข้าวหอมปทุมธานี กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า พืชผักอินทรีย์ รวมถึงสินค้านวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด BCG มาจัดแสดงและจัดจำหน่ายให้กับประขาชนที่สนใจ รวมถึงผู้ประกอบการที่กำลังมองหาพันธมิตรธุรกิจ และสินค้าคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ธุรกิจด้วย” นายนิมิตรกล่าว

    ทั้งนี้ พาณิชย์จังหวัดฯ ยังคาดการณ์ว่า ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 5 วัน จะมีเงินสะพัดและเกิดการเจรจาธุรกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการในช่วงปลายปีได้อย่างมีนัยสำคัญ จังหวัดปทุมธานีจึงขอเชิญชวนประชาชน และผู้ประกอบการที่สนใจ เข้าร่วมงาน Pathum Festival 2025 ระหว่างวันที่ 27 – 31 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ โดยทุกวันนอกจากโปรโมชันและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ระดมจัดกันตลอดทั้งวันแล้ว ในช่วงเวลา 16.30-17.30 น. ของทุกวัน ยังมีการแสดงจากศิลปินชื่อดัง อาทิ วัน  เต๋า ภูศิลป์ / เฟิร์ส พรชิตา / เด่น ฟิงเกอร์ / กีตาร์ สิริขวัญ และติวเตอร์ ฐนวัฒน์ ให้ชมฟรีอีกด้วย

    -(016)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/923972&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OMnKDCanFDWOnOYonvA39

  • เชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อยอดเฟส 2

    เชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม กระตุ้นเศรษฐกิจ ต่อยอดเฟส 2

    วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.39 น.

    Tag :

    รัฐบาลเชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม หวังลดค่าใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ต่อยอดเฟส 2

    28 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลขอบคุณประชาชนและร้านค้าที่ให้การตอบรับเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นจำนวนมาก  โดยความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2568 พบว่า มีร้านที่ค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด จำนวน 587,810 ราย

    แบ่งเป็น 1) ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว จำนวน 486,513 ราย (ร้านค้ารายเดิม จำนวน 93,920 ราย และ ร้านค้ารายใหม่ จำนวน 392,593 ราย)
    2) ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร จำนวน 101,297 ราย (รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ จำนวน 96,631 ราย และรอดำเนินการตรวจสอบ จำนวน 4,666 ราย) สำหรับร้านค้า ร้านบริการ ที่ยังลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านแอปฯ ถุงเงินได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568  ส่วนร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเริ่มผูก Food  Delivery Platform ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของจำนวนผู้ลงทะเบียนเป๋าตัง จำนวน 20 ล้านสิทธิ สามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม 2568) เป็นต้นไป ทั้งนี้ ต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และผู้ที่ต้องการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform สามารถสั่งผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนสิ้นสุดโครงการ

    สำหรับการเติมเงินสำหรับการใช้จ่าย ประชาชนต้องใช้จ่ายค่าสินค้า บริการ (ตามเงื่อนไขของโครงการ) ผ่านกระเป๋าเงิน G Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง กับร้านค้าถุงเงินที่เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งพลัส และผูกบริการ G Wallet ให้สำเร็จ โดย ขั้นตอนการเติมเงินเข้า G Wallet มีขั้นตอน ดังนี้
    • เข้าไปที่หน้าแอปฯ เป๋าตัง
    • กดปุ่ม “เติมเงินเข้า G Wallet”

    ทั้งนี้ ช่องทางการเติมเงินเข้า G Wallet สามารถทำได้ 4 ช่องทางด้วยกัน
    1. Mobile Banking ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต 
    ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน และธนาคารยูโอบี โดยระบุ G Wallet ID 15 หลัก และจำนวนเงิน
    2. บัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกอยู่บนแอปฯ เป๋าตัง โดยต้องมีบัญชีกรุงไทย และ
    ผูกบนแอปฯ เป๋าตัง
    3. QR PromptPay โดยสแกน QR ด้วย Mobile Banking ทุกธนาคาร และ
    4. ตู้ ATM ของธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต โดยเลือกเมนูเติมเงินพร้อมเพย์  ระบุ G Wallet ID 15 หลัก และจำนวนเงิน

    “รัฐบาลขอเชิญชวนให้พ่อค้า แม่ค้า ร้านบริการนวด สปา รวมทั้งผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ และมีโอกาสเข้าร่วมโครงการในเฟสที่ 2 ซึ่งจะเป็นการ Upskill Reskill เพื่อพัฒนาทักษะด้านการค้าขาย ซึ่งจะช่วยให้ค้าขายเก่งขึ้น ลดต้นทุน และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำมาค้าขาย สร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” นายสิริพงศ์ ย้ำ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/923980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24T7Iazf4nuxvb21r-7VX8

  • ส่งออกไทยพุ่งแรง! เศรษฐกิจฟื้น SET ไซด์เวย์ 1,315 – 1,330 จุด สะสมหุ้นดี ‘GFPT’

    ส่งออกไทยพุ่งแรง! เศรษฐกิจฟื้น SET ไซด์เวย์ 1,315 – 1,330 จุด สะสมหุ้นดี ‘GFPT’

    นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า วานนี้กระทรวงพาณิชย์รายงานยอดการส่งออกไทย เดือน ก.ย. ที่ 3.1 หมื่นล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ดีกว่าตลาดคาดที่เพิ่มขึ้น 7.2% 

    โดยสินค้าที่ขยายตัวได้ดี เช่น ไก่แปรรูป, กุ้งแช่เย็น, น้ำตาลทราย, ไขมันจากพืชและสัตว์, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี, โทรศัพท์, คอมพิวเตอร์, หม้อแปลง, อัญมณี, รถยนต์, เครื่องจักรกล ในขณะที่สินค้าที่หดตัว เช่น ผลไม้, ข้าว, ยางพารา

    ส่วนตัวเลขนำเข้าขยายตัว 17.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y) ส่งผลให้ดุลการค้าเดือน ก.ย. ของไทยกลับมาเกินดุล 1.27 พันล้านเหรียญ โดยสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร กลับมาขยายตัวรอบ 3 เดือน, สินค้าอุตสาหกรรมยังขยายต่อเนื่อง 18 เดือนติดต่อกัน ขณะที่สินค้าเกษตรหดตัวเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน

    โดยหากประเมินช่วงที่เหลือของปีอีก 3 เดือน ในกรณีฐานที่ระดับส่งออก 2.5-2.6 หมื่นล้านบาท ก็จะทำให้ปีนี้ยอดส่งออกไทยจะเติบโตราว 9.4% ถึง 10.4% สูงกว่าเป้าของกระทรวงพาณิชย์ที่คาดไว้เพียงการเติบโต 2-3% ในปีนี้

    ด้านปัจจัยภายนอก ตลาดยังมีความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนในสัปดาห์นี้ ผสานกับการรายงานงบของกลุ่มเทคโนโลยีสำคัญในสัปดาห์นี้ที่คาดจะมีโมเมนตัมเชิงบวก

    ดังนั้นกลยุทธ์ยังมองจังหวะย่อเป็นโอกาสทยอยสะสมโดยเน้นหุ้นที่คาดหวังผลประกอบการเชิงบวก และมี Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ

    คาด SET วันนี้ “Sideways” ในกรอบ 1,315 – 1,330 จุด โดยยอดส่งออกไทยเดือน ก.ย. แข็งแกร่งกว่าคาด ผสานกับความคาดหวังบวกต่อผลประกอบการ,การเจรจาการค้าระหว่าง US กับ จีน และการลดดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้เป็นปัจจัยหนุน โดยเน้นกลยุทธ์ย่อตั้งรับ หุ้นที่คาดหวังงบไตรมาส 3/68 ขยายตัวดี 

    วันนี้แนะนำ “GFPT” ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 13.30 บาท คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 3/68 ที่ 691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากไตรมาสก่อนหน้า (q-q) และเพิ่มขึ้น 28% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (y-y)

    แรงหนุนจากต้นทุนวัตถุดิบทั้งถั่วเหลืองและข้าวโพดที่ย่อตัว ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นคาดขยับขึ้น +300bps สู่ระดับ 19.7%

    ขณะที่ Valuation อยู่ในระดับที่น่าดึงดูด โดยเทรดเพียง PE Ratio 5.7 เท่า และ PBV 0.6 เท่า น่าทยอยสะสม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/732505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AjHmX2US_d6ttVP5Hnwk2