Category: เศรษฐกิจ

  • “

    “BCG Model: โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน วาระแห่งชาติของประเทศไทย”


    28/10/2568 | 50 |

    รัฐบาลไทยได้ประกาศให้ โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการปรับโครงสร้างการผลิตและการบริการของประเทศ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สร้างมูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อนำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    องค์ประกอบหลักของ BCG Model (อ้างอิงจาก สวทช. หรือ สศช.)

    BCG Model เป็นการบูรณาการการพัฒนา 3 เศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีรากฐานจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.)

    1. เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy – B): มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพ (เช่น เกษตร, สุขภาพ, อาหาร) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยใช้เทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่า

    2. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy – C): เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียให้น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ (Zero Waste) โดยการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาแปรรูปหรือใช้ใหม่ (Recycle/Upcycle)

    3. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy – G): มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว และลดผลกระทบต่อโลก

    💡 เคล็ดลับการเขียน: อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและกำหนดทิศทาง BCG

    สาขายุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อน

    รัฐบาลได้กำหนด 4 สาขายุทธศาสตร์หลักในการขับเคลื่อน BCG เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน:

    1. การเกษตรและอาหาร: เน้นการผลิตที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และสร้างอาหารเพื่อสุขภาพ (Future Food)

    2. สุขภาพและการแพทย์: การผลิตยาชีววัตถุ เครื่องมือแพทย์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง

    3. พลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ: การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และการนำวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเกษตรมาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่

    4. การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์: มุ่งเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Quality Tourism) และการนำวัฒนธรรมมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    ประโยชน์ของ BCG ต่อเศรษฐกิจไทย

    การขับเคลื่อน BCG ถูกคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่สำคัญต่อประเทศ:

    • เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ: ยกระดับรายได้จากการ “ทำน้อยแต่ได้มาก” เปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินค้ามูลค่าสูง

    • ลดความเหลื่อมล้ำ: กระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากและชุมชน โดยการดึงเอาศักยภาพท้องถิ่นมาสร้างธุรกิจ

    • รักษาสิ่งแวดล้อม: ลดปัญหามลพิษ การใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมตามข้อตกลงสากล


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/435264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vn68erOGUDb0RcLqYAnMC

  • GDP เกษตร Q3/68 โต 1.4% คาดทั้งปี 2.3-3.3% จับตาอากาศแปรปรวน-มาตรการการค้า-อัตราแลกเปลี่ยน : อินโฟเควสท์

    GDP เกษตร Q3/68 โต 1.4% คาดทั้งปี 2.3-3.3% จับตาอากาศแปรปรวน-มาตรการการค้า-อัตราแลกเปลี่ยน : อินโฟเควสท์

    นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสที่ 3/68 (ก.ค.-ก.ย. 68) ขยายตัว 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 67 โดย ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริหารจัดการน้ำที่ดี ประกอบกับปริมาณฝนที่ตกอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำใน อ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชผลทางการเกษตร

    โดยสถานการณ์ดังกล่าวเอื้อให้เกษตรกรสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกในที่ดินซึ่งเคยปล่อยว่าง อีกทั้งยังมีการบำรุงดูแลรักษา และเฝ้าระวังโรคระบาดในพืชและสัตว์อย่างเข้มงวดมากขึ้น แม้ว่าในช่วงเวลาดังกล่าว บางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเผชิญกับอิทธิพลของพายุ “วิภา” และ “คาจิกิ” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน แต่ด้วยการเตรียมความพร้อมและมาตรการรับ มือที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายในวงจำกัด

    ทั้งนี้ จากปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ส่งผลให้สาขาพืช ขยายตัว 2.9% ตามมาด้วย สาขาป่าไม้ ขยายตัว 1.7% และสาขา บริการทางการเกษตร ขยายตัว 1.2% ขณะที่สาขาปศุสัตว์ กลับมาขยายตัวเล็กน้อย 0.2% ส่วนสาขาประมง ยังคงหดตัว 5.3%

    ตารางอัตราการเติบโตของภาคเกษตร (หน่วย: ร้อยละ)
    สาขา ไตรมาส 3/68 (ก.ค.-ก.ย. 68)
    ภาคเกษตร 1.4
    พืช 2.9
    ปศุสัตว์ 0.2
    ประมง -5.3
    บริการทางการเกษตร 1.2
    ป่าไม้ 1.7
    ที่มา: กองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สศก. (ประมาณการ ณ เดือนต.ค. 68)

    *สาขาพืช ขยายตัว 2.9%
    เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตต่อไร่และภาพรวมผลผลิตของพืชหลายชนิดเพิ่มขึ้น โดยพืชสำคัญ ที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่

    • ข้าวนาปี และข้าวนาปรัง โดยปริมาณน้ำมีเพียงพอในช่วงการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของต้นข้าว
    • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนมาปลูกทดแทนมันสำปะหลังที่ราคาลดลงและประสบปัญหาโรคใบด่าง
    • สับปะรดปัตตาเวีย ต้นสับปะรดมีความสมบูรณ์ สามารถบังคับให้ออกผลได้ดีกว่าปีก่อน
    • ยางพารา ต้นยางส่วนใหญ่อยู่ในช่วงที่ให้ผลผลิตสูง
    • ทุเรียน และลำไย ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาและขยายพื้นที่ปลูก โดยเฉพาะทางภาคใต้
    • เงาะ สภาพอากาศทางภาคตะวันออกเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล ส่วนพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่
    • มันสำปะหลัง ซึ่งแหล่งผลิตสำคัญยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคใบด่าง
    • ปาล์มน้ำมัน ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนทางภาคใต้ ทำให้ทะลายปาล์มไม่สมบูรณ์
    • มังคุด เกษตรกรโค่นต้นมังคุดเก่าเพื่อปรับเปลี่ยนไปปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นที่มีผลตอบแทนสูงกว่า

    *สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 0.2%

    จากการควบคุมมาตรฐานฟาร์มที่ดี และการขยายการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด

    • สุกร ผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการปรับเพิ่มการเลี้ยงตั้งแต่ไตรมาส 1/68
    • ไก่เนื้อ เพิ่มขึ้นจากการที่ผู้บริโภคหันมาบริโภคเนื้อไก่มากขึ้นเพื่อทดแทนเนื้อสุกรที่มีราคาค่อนข้างสูง
    • น้ำนมดิบ ปริมาณและคุณภาพเพิ่มขึ้นจากการปรับปรุงพันธุ์โคนมและพัฒนาสูตรอาหารสัตว์อย่างต่อเนื่อง
    • ไข่ไก่ ลดลงเนื่องจากมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาที่ขอความร่วมมือเกษตรกรให้ปลดไก่ตามอายุที่เหมาะสม ประกอบกับ สภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแม่ไก่ ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ลดลง

    *สาขาประมง หดตัว 5.3%

    • ปลานิลและปลาดุก ผลผลิตลดลง เนื่องจากต้นทุนราคาอาหารสัตว์ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ราคาขายปรับตัวลดลง ไม่จูง ใจให้เกษตรกรลงลูกพันธุ์ปลาเพิ่ม
    • กุ้งขาวแวนนาไม ที่ผลผลิตลดลงจากสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง ทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้าและ เกิดปัญหาการตายเฉียบพลัน
    • สัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือ มีปริมาณลดลง เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นต้นทุนหลักยัง คงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ลดจำนวนเที่ยวการออกเรือจับสัตว์น้ำ

    *สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัว 1.2%

    เนื่องจากการขยายเนื้อที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้กิจกรรมการ จ้างบริการเครื่องจักรกลเพื่อเตรียมดินและเก็บเกี่ยวผลผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    *สาขาป่าไม้ ขยายตัว 1.7%

    • ไม้ยูคาลิปตัส เพิ่มขึ้นตามความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษในประเทศ และการส่งออกไปยังจีนและญี่ปุ่น
    • ถ่านไม้ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดจีน ศรีลังกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ – รังนก เพิ่มขึ้นเพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมแปรรูปและส่งออกไปจีน
    • ไม้ยางพารา ลดลงตามเป้าหมายการตัดโค่นสวนยางเก่าเพื่อปลูกทดแทนของภาครัฐ
    • ครั่ง ลดลงจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต

    *แนวโน้มปี 68 โต 2.3-3.3%

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรตลอดทั้งปี 68 สศก. คาดการณ์ว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.3-3.3% โดยมีปัจจัยหนุนจาก ปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการเพาะปลูกตลอดทั้งปี และการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ การควบคุมโรคระบาดในพืชและสัตว์ และการส่ง เสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการผลิตและคุณภาพสินค้าเกษตร

    อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด อาทิ ความแปรปรวนของสภาพอากาศที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น ราคาปัจจัยการผลิตหลายชนิดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น และ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกและราคาสินค้าเกษตรในประเทศ

    ทั้งนี้ สศก. มีกำหนดจะจัดสัมมนาเพื่อนำเสนอภาพรวมภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 68 และแนวโน้มในปี 69 ในช่วง กลางเดือนธ.ค. 68 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะได้แจ้งกำหนดการให้ทราบอีกครั้ง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/540377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cZEgkp-spKJq349dKgEPj

  • ส่องขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    ส่องขุมทรัพย์ ‘แร่หายาก’ ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    ท่ามกลางยุคที่ใครครอบครอง “แร่หายาก” ได้ ย่อมถือกุญแจสำคัญสู่เทคโนโลยีโลก ไทยกลับกลายเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของเอเชีย หลังรายงานล่าสุดของ USGS และ Investing News Network (INN) ปี 2024 จัดให้ประเทศไทยขึ้นแท่น “ผู้ผลิตแร่หายากมากที่สุดอันดับ 6 ของโลก” ด้วยปริมาณการผลิตกว่า 13,000 เมตริกตัน เพิ่มขึ้นถึง 261% ภายในปีเดียว  คำถามสำคัญคือ“แร่หายากเหล่านี้ซ่อนอยู่ที่ไหนในแผ่นดินไทย?”

    ขุมทรัพย์ใต้ดินไทย: จากโคราชถึงบุรีรัมย์

    พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยเฉพาะนครราชสีมาและบุรีรัมย์ กำลังถูกจับตามองในฐานะแหล่งแร่หายากธรรมชาติที่มีศักยภาพสูง จากการสำรวจทางธรณีวิทยาพบว่ามีตะกอนแร่ที่อุดมไปด้วยธาตุในกลุ่ม Rare Earth Elements (REEs) เช่น นีโอไดเมียม (Nd), พราซิโอดิเมียม (Pr), ดิสโพรเซียม (Dy) และ อิตเทรียม (Y)

    ส่องขุมทรัพย์ 'แร่หายาก' ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    ธาตุเหล่านี้คือหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ชิปคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงสมาร์ทโฟนและระบบดาวเทียม หากไม่มีแร่หายาก โลกก็อาจไม่มี Tesla, iPhone หรือแม้แต่เทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง

    โรงงาน “Neo Magnequench” จุดประกายโครงสร้างห่วงโซ่ในไทย

    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของไทยคือ โรงงาน Neo Magnequench ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผลิตแม่เหล็กถาวร (Permanent Magnets) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โรงงานแห่งนี้ถือเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทานแร่หายากในภูมิภาค

    การขยับตัวของบริษัทข้ามชาติอย่าง BYD (จีน) ที่ลงทุนกว่า 486 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ยังสะท้อนถึงการวางตำแหน่งของประเทศให้เป็น “จุดศูนย์กลางซัพพลายเชนแร่หายากแห่งอาเซียน”

     ไทยผู้ผลิตแร่หายากอันดับ 6 ของโลก

    รายงานปี 2024 จัดอันดับประเทศผู้ผลิตแร่หายากสูงสุดของโลกไว้ดังนี้

     1. จีน 270,000 เมตริกตัน

     2. สหรัฐฯ 45,000 เมตริกตัน

     3. เมียนมา 31,000 เมตริกตัน

     4. ออสเตรเลีย 13,000 เมตริกตัน

     5. ไนจีเรีย 13,000 เมตริกตัน

     6. ไทย 13,000 เมตริกตัน

     7. อินเดีย 2,900 เมตริกตัน

     8. รัสเซีย 2,500 เมตริกตัน

     9. มาดากัสการ์ 2,000 เมตริกตัน

     10. เวียดนาม 300 เมตริกตัน

    ส่องขุมทรัพย์ 'แร่หายาก' ไทยซ่อนอยู่ที่ใดบ้างในประเทศ

    การที่ไทยก้าวขึ้นมาแซงหลายประเทศในยุโรปและเอเชียภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ถือเป็น “การเติบโตเร็วที่สุดในโลก” ในกลุ่มผู้ผลิตแร่หายาก

    ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ไทยยุคสงครามแร่หายาก

    “สงครามแร่หายาก” ระหว่างสหรัฐฯ และจีน กำลังผลักดันให้หลายประเทศเร่งหาซัพพลายเชนนอกจีน และไทยคือหนึ่งในหมุดยุทธศาสตร์ที่ถูกจับตามองมากที่สุด ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ

     • โลเคชันทองคำ: ตั้งอยู่กลางภูมิภาคอาเซียน เชื่อมโยงเส้นทางการค้าและแหล่งทรัพยากรของจีน–ลาว–มาเลเซีย

     • นโยบาย BCG และ EV Hub: รัฐบาลไทยผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและยานยนต์ไฟฟ้า หนุนการใช้ประโยชน์จากแร่หายากในประเทศ

     • การลงทุนต่างชาติทะลัก: นักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น แคนาดา และยุโรปเร่งเข้ามาจับจองฐานผลิต

    ขุมพลังแห่งอนาคต ดันไทยสู่ฮับแปรรูป Rare Earths

    หากไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยี การสกัดและรีไซเคิลแร่หายากได้เอง จะสามารถก้าวจาก “ผู้ผลิตดิบ” สู่ “ศูนย์กลางการแปรรูปแร่หายากของอาเซียน” ได้อย่างเต็มตัว

    ในโลกที่ทุกประเทศกำลังเร่งสร้างเศรษฐกิจพลังงานสะอาด แร่หายากจึงไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมดา แต่คือ “น้ำมันใหม่” ของศตวรรษที่ 21

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FfRZB8Ve7FQAH66cxILHM

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26

    วันที่นำเข้าข้อมูล 28 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 28 ต.ค. 2568

    | 37 view

    เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยเป็นครั้งแรกที่นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ได้พบกับผู้นำอาเซียน

    ไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ได้กล่าวถ้อยแถลงในนามอาเซียนเพื่อผลักดันความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) โดยเน้นย้ำการส่งเสริมความร่วมมือครอบคลุมด้านการเมืองและความมั่นคง โดยเฉพาะการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ด้านเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมโยงอัจฉริยะ เศรษฐกิจดิจิทัล และนวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันประเด็นความร่วมมือที่ไทยให้ความสำคัญ อาทิ การส่งเสริมความปลอดภัยทางไซเบอร์และการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ การขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การสร้างอนาคตสีเขียวและยั่งยืนผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยี รวมทั้งการส่งเสริมสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/asean-rok-asean47-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a908&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SLp47MulTa0dWI2vb4SFQ

  • เอ็มโอยู ไทย-สหรัฐฯ เปิดเกมใหม่ “แร่ธาตุสำคัญ” เสริมแกร่งเศรษฐกิจโลก

    เอ็มโอยู ไทย-สหรัฐฯ เปิดเกมใหม่ “แร่ธาตุสำคัญ” เสริมแกร่งเศรษฐกิจโลก

    เอ็มโอยู ไทย-สหรัฐฯ เปิดเกมใหม่ “แร่ธาตุสำคัญ” เสริมแกร่งเศรษฐกิจโลก

    ชี้แม้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย หากมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด

    เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ

    ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

    จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ

    รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม 

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น

    พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

    ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน

    อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732492&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3haDPpMEiyOVyIDTibzbfn

  • “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    “เอกนิติ” รมว.คลัง ฉายภาพอนาคตเศรษฐกิจไทย ในงาน “Thairath Forum 2025” วางแผน Quick Big Win แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว  วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    ท่ามกลางวิกฤตโดยรอบตัว ประเทศไทยยังมีโอกาสอยู่อีกหรือไม่ ในงาน “Thairath Forum 2025” ที่จัดขึ้นวันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 18.00–20.30 น. ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ได้ฉายภาพอนาคต 1 ทศวรรษนับจากนี้ของประเทศไทยกับโอกาสที่ซ่อนอยู่ของพลวัตทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้น

    ในงานได้รับเกียรติจาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นกล่าวปาฐกถา หัวข้อ The Next New Economy : ประเทศไทยไปต่ออย่างไร? โดยระบุว่า หัวข้อนี้สำคัญมาก ๆ ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ร่วมกับท่านบวรศักดิ์ และ รมว.พลังงาน เป็นภารกิจที่หนักมาก เพราะเรามีเวลาแค่ 4 เดือน ตอนนี้เหลือแค่ 3 เดือน แต่โจทย์คือ จะทำอย่างไรให้ New Economy เกิดขึ้น ซึ่งการจะเกิดขึ้นภายใน 4 เดือน แม้จะยาก แต่มีโอกาส ถ้าเราสร้างรากฐานให้ถูกต้อง ตั้งเป้าหมายให้ถูกต้อง สิ่งแรกเราต้องเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจไทยก่อนว่าปัญหาในปัจจุบันอยู่ตรงไหน ไม่อย่างนั้นเราจะเกาไม่ถูกที่คัน

    เศรษฐกิจไทยโตจากบุญเก่า ที่เราลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสมัย 1970-1980 อาทิ อีสเทิร์นซีบอร์ด สนามบิน ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมาก แต่วันนี้ที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เราไม่ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมานาน จากที่ไทยเคยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 40% ของ GDP วันนี้เหลือแค่กว่า 20% ของ GDP ดังนั้น วันนี้ถ้าเราไม่ลงทุนใหม่ ในทักษะใหม่ ๆ ไม่พัฒนาคนเพื่อรองรับในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ไม่มีทางเลยที่ Next New Economy จะเกิดขึ้น นี่คือโจทย์สำคัญของประเทศ

    ขณะเดียวกันปัญหาระยะสั้นที่ประเทศไทยเจอ คือ เมื่อเราต้องพึ่งการผลิต ฐานการผลิตเราส่งออก หลังจากลอยตัวค่าเงินบาทปี 40 เราหันมาส่งออกเยอะมาก ทำให้สัดส่วนการส่งออกของประเทศไทยที่เคยอยู่ประมาณ 30-40% ขึ้นมา 60% แต่ในประเทศกลับไม่มีการลงทุนมานาน ขณะที่คนไทยแก่ขึ้น อายุมากขึ้น คนไทยที่เป็นฐานรากมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสม ทำให้กำลังซื้อลดลง คนมีรายได้ประมาณ 30,000 บาท เป็นหนี้ครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่าครึ่ง ทำให้มีเงินเหลือในการใช้จ่ายน้อย จนต้องกู้ และเป็นหนี้ รวมถึงเป็นหนี้นอกระบบ

    อีกทั้งปีนี้ เรายังเจอโลกที่สับสนอลหม่าน มีภาษีทรัมป์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ครึ่งปีแรกเราเห็นเศรษฐกิจไทยโตขึ้น 3% จากการเลื่อนส่งออกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มาอยู่ต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งครึ่งหลังยังไงก็ลดลงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการส่งออกซึ่งมีสัดส่วน 60% ของ GDP จะถูกกระทบแน่นอน เพราะฉะนั้นหลายหน่วยงานที่คาดการณ์เศรษฐกิจ มีการคาดการณ์ว่าครึ่งปีแรกจะโตแค่ 3% ครึ่งปีหลังจะโตแค่ 1% โตเฉลี่ยคือ 2% แต่ถ้าลงไปในไตรมาสที่ 4 จะโดนหนักที่สุด สภาพัฒน์คาดว่า เศรษฐกิจจะโตแค่ 0.3% คือเศรษฐกิจที่ดิ่งหัวลงมา แล้วเราจะปล่อยให้เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ได้ระยะสั้นได้อย่างไร เพราะถ้าปล่อยไปแบบนี้จะยิ่งดิ่งเหวลงไปเรื่อย ๆ วันนี้เราจึงต้องหยุดการดิ่งเหวนี้ นี่คือโจทย์ที่เราต้องทำ ที่ตนบอกว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังขับรถดิ่งเหว ถ้าเราไม่หยุดการดิ่งเหวนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นยากมากตรงนี้คือโจทย์ระยะยาว ที่เข้ามาซ้ำเติมกับปัญหาระยะสั้นที่เราเจอ สิ่งที่ตนและทีมเศรษฐกิจได้คุยกันก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง คือ Quick Big และ Win

    นายเอกนิติ เผยต่อว่า Quick คือ เรามีเวลาแค่สี่เดือน Big คือ ต้องใหญ่พอ ที่จะยกไม่ให้เศรษฐกิจไทยติดหล่ม และไม่ให้ดิ่งเหว Win คือ ต้องให้เกิดการกระจายตัว เพราะประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ดังนั้น ต้องพยายามทำให้ทุกนโยบายเศรษฐกิจ กระจายตัวเยอะที่สุด จะได้แก้ความเหลื่อมล้ำไปด้วย แม้จะเป็นระยะสั้นแต่ก็แก้ไปด้วย ทำให้การเติบโตเศรษฐกิจกระจายตัวได้มากขึ้น นี่คือโจทย์ของระยะสั้น แต่ที่เราตกลงกันกับทีมเศรษฐกิจเราจะไม่ทำแค่ Quick Big และ Win เราถึงมีกรอบแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจ ที่เป็นกรอบที่ไม่ว่ากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน เราจะใช้ด้วยกันหมด เราเรียกว่ากระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว กระตุ้นสั้นคือฟื้นตัวในระยะสั้น ได้ผลยาวคือแม้จะมีเวลาแค่สี่เดือนแต่ขอทำอะไรให้ได้ผลยาว และให้มันกระจายตัวด้วย หรือการเติบโตอย่างทั่วถึง และสิ่งที่ตนได้ขอนายกรัฐมนตรีและได้เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในช่วง 4 เดือนนี้ ออกมาเป็น 5 เสาหลัก ในการสร้างบ้านใหม่ให้เมืองไทย รองรับ New Economy

    เสาที่หนึ่ง เกี่ยวกับการฟื้นเศรษฐกิจ ฟื้นอย่างไรในระยะสั้น เสาที่สองคือการแก้ปัญหาในครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมานาน เสาที่สามคือ ดูแลสภาพคล่องให้ธุรกิจ SME เพื่อไม่ให้ลามไปธุรกิจใหญ่ เสาที่สี่ สร้างระบบการออมรองรับคนหลังเกษียณ และ เสาที่ห้าคือการลงทุน เพื่อสร้างอนาคต นี่คือ New Economy ที่ต้องมีเป้าหมายชัดเจนว่าทำอะไร และนอกจากเสาทั้ง 5 แล้ว หากไม่มีฐานที่แข็งแรง อย่างเรื่องวินัยการคลัง ก็อาจจะทำให้ล้มได้อยู่ดี

    การฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่เราทำคือ การเติมเงินเข้าบัตรคนจน ที่มีอยู่ประมาณ 13.4 ล้านคน เนื่องจากกระทรวงการคลังตรวจสอบพบว่า เงินที่เข้าต่อเดือน 300 บาทนั้นถูกใช้หมดภายในวันเดียว โดยนำไปซื้อของจำเป็นในร้านธงฟ้า ฉะนั้นการฟื้นเศรษฐกิจของคนระดับนี้ คงไม่ต้องคิดถึงคนละครึ่งพลัส เพราะเขาไม่มีอะไรจะไปสมทบ แต่เราใช้งบประมาณที่เหลืออยู่เป็นงบประมาณเก่าไปเติมอีกคนละ 1,700 บาท เพื่อให้เกิดการจับจ่าย

    ต่อมาเรามีการฟื้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งพลัส ด้วยงบประมาณ 44,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่งบฯ ใหม่ แล้วให้ประชาชนคนชั้นกลาง ออกอีกครึ่งหนึ่ง รวมเป็น 88,000 ล้านบาท ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที แต่มีคำว่า “พลัส” ที่หมายถึง กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว ต่อมาเราเดินหน้าเรื่องท่องเที่ยว ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ติดลบประมาณ 8-9% สิ่งที่กระตุ้นระยะสั้นได้คือ ต้องไปดูดีมานด์ หรือกำลังซื้อ ซึ่งพบว่ายังพอมีอยู่ เราจึงทำแผนลดหย่อนภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย รวมถึงภาคธุรกิจก็แห่มาทำ Tax Invoice เป็นจำนวนมาก

    นายเอกนิติ เผยต่อว่า ในวันที่ประชุม ครม. เศรษฐกิจ ได้นำความคิดเห็นของภาคเอกชนมาให้ค่าลดหย่อนการจัดอบรมสัมมนา หากพาพนักงานไปเที่ยวภายในเดือนมกราคม แทนที่จะไปเมืองนอก จะหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า หากไปเมืองรองจะได้ 2 เท่า นี่คือการกระตุ้นสั้น ในส่วนของผลระยะยาว เข้าใจว่าโรงแรมไม่มีเงินรีโนเวท ตนจึงได้คุยกับทางธนาคารออมสิน จะให้ Soft Loan หมื่นล้าน เพื่อนำมาใช้ในมาตรการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว เมืองรอง ในส่วนของพลังงานสะอาด ท่านอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ทำแผนต่างๆ เข้า ครม.ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยปลดล็อกต่างๆ ของการลงทุนที่มีอุปสรรคเยอะ

    ขณะที่โครงการคุณสู้เราช่วย ที่ใช้เงินของกองทุนฟื้นฟูซึ่งสถาบันการเงินนำส่งให้กับกองทุนฟื้นฟู เพื่อไปชำระหนี้ ที่มีเงินเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นกว่าล้าน ซึ่งจะนำเงินส่วนนี้ไปซื้อหนี้ออกมา ประชาชนที่เป็นหนี้ไม่ว่าจะธนาคารใด เราจะดึงส่วนนี้ออกมาอยู่ที่ SAM บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท เพื่อยืดหนี้ออกไปและจะได้ปรับลดต้น เลื่อนดอกเบี้ย โดยดูศักยภาพของแต่ละคนด้วย ตรงนี้จะทำให้เขามีลมหายใจมากขึ้น แต่เขาต้องมีวินัย และหากลูกหนี้ยินยอมเปิดเผยว่ามีหนี้อยู่ที่ไหนบ้าง เราก็จะรู้สถานะหนี้ที่แท้จริง เพื่อจะได้รับลดหนี้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทยมีพฤติกรรมเล่นหวย สำหรับคนที่ไม่ถูกรางวัล จะเอาเงินค่าบริหารจัดการของสลากฯ หักมาสะสมเป็นเงินออม แต่เราจะไม่ให้คืน ให้สะสมไปจนถึงอายุ 55 ปี จากนั้นหากขาดสภาพคล่อง ก็จะมีหลักประกันตรงนี้เพื่อไปขอกู้กับธนาคารได้

    นายเอกนิติ เผยต่อว่า เรื่อง New Economy การลงทุนเพื่อสร้างอนาคต ตนเชื่อว่าเกิดได้ ตลาดต่างชาติสนใจมาก ตนเพิ่งไปที่เอเปกมา สิ่งแรกที่เขาพูดถึงคือ คนไทยขาดเรื่อง Skills Label แต่เขาอยากมาลงทุน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ประเทศไทยมีโอกาส ฉะนั้นในช่วง 4 เดือน ตนต้องการมุ่งมั่นจับเรื่อง ReSkills ซึ่งได้มีการประสานกับทาง BOI เพื่อให้ไปจับมือกับ  อว. และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสร้างสแตนดาร์ดขึ้นมา เพื่อให้จบมาแล้วมีงานทำจริงๆ โดยกำหนดเป็นหลักสูตรดิจิตอลเทคโนโลยี เรียนสั้นๆ กำหนดเป้าหมาย 1 แสนคนที่เป็นอนาคตประเทศไทย เพื่อแก้โจทย์ที่ต่างชาติบอกว่า สิ่งที่ประเทศไทยขาดที่สุดคือ “ทักษะ”

    “วันนี้จะเอาไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์กลับมาใช้ เพราะประเทศไทยงบลงทุนไม่เหลือแล้วงบ ประมาณ 100 บาท โดนงบประจำกินไป 70 บาท โดนจ่ายต้นจ่ายดอกไปอีกเกือบ 10 บาท 20 บาท เหลืองบลงทุนไม่พอ ฉะนั้นเราต้องใช้พวกเครื่องมือทางการเงินที่จะทำให้ประเทศไทยลงทุนอัปเกรด เราต้องเอาเอกชนมาร่วมลงทุนกับภาครัฐ ถึงจะทำให้ภาระของภาครัฐไม่สูงเกินไป ฐานรากจะได้แข็งแรง แล้วเรามีการลงทุนใหม่ อันนี้คือในเรื่องของพลังงานสะอาด”

    นายเอกนิติ เผยด้วยว่า ในช่วง 4 เดือนตนจะออกโครงการชื่อ Fast Pass แล้วไปขอมติ ครม. ว่าใครถือ Fast Pass จะต้องอนุมัติภายในเท่าไร แล้วใช้กฎหมายอำนวยความสะดวก จะต้องทำให้เร็วเพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ และปัญหาต่างๆ จะได้ปลดล็อก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2891695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hEuMwlUKqgxPcBqBqlg6e

  • ‘สแกมเมอร์’ ตัดโอกาสไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางทางการเงิน-ลงทุน

    ‘สแกมเมอร์’ ตัดโอกาสไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางทางการเงิน-ลงทุน

    ‘สแกมเมอร์’ ตัดโอกาสไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางทางการเงิน-ลงทุน

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยนั้นล้อมรอบโดยประเทศที่เป็นแหล่งประกอบอาชญากรรมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและศูนย์กลางหลอกลวงฉ้อโกงทางออนไลน์ และไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางฟอกเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายและอาชญากรรมจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชาและเมียนมา 

    ทั้งนี้ แรงกดดันของนานาชาติต่อกัมพูชา เป็นโอกาสของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าจัดการอย่างเด็ดขาดกับเศรษฐกิจสีเทาฟอกเงินเหล่านี้ การเติบโตของเศรษฐกิจสีเทาและกิจกรรมฟอกเงินจะสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจจะไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีความแน่นอนไม่มีกรอบมาตรฐานในการดำเนินการ ขาดความยั่งยืนและไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่  

    การเป็นแหล่งฟอกเงินของสแกมเมอร์และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทำให้ไทยไม่อยู่ในสถานะที่จะพัฒนาสู่การเป็น ศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุน ที่น่าเชื่อถือของนักลงทุนได้ การขยายใหญ่ของกิจกรรมผิดกฎหมาย และการเติบใหญ่ของกิจกรรมฟอกเงินในไทย เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ความมั่นคงของประเทศและความสงบเรียบร้อยของสังคม 

    หากปล่อยให้ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติและกิจกรรมฟอกเงินเติบโต กลุ่มเหล่านี้ก็อาจเข้ามามีบทบาททางการเมืองผ่านการติดสินบนซื้อนักการเมือง ซื้อพรรคการเมือง ซื้อข้าราชการซื้อกระบวนการยุติธรรม หรือแม้กระทั่งมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลได้ และปรากฎการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศละตินอเมริกา หรือแอฟริกาบางประเทศมาแล้ว 

    โดยเฉพาะรัฐบาลละตินอเมริกาบางประเทศเคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติมาแล้ว จนถึงขั้นต้องมีการแทรกแซงทางการทหารโดยสหรัฐอเมริกา อย่างกรณีของเผด็จการทหาร นายพลมานูเอล นอริเอกา ที่ทำให้ปานามาเป็นศูนย์กลางสำหรับการฟอกเงินจากขบวนการยาเสพติดระหว่างประเทศ 

    การที่สหรัฐอเมริกาก็ดี อังกฤษก็ดี เกาหลีใต้ก็ดี ได้เดินหน้าปราบปราม ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา แก็งสแกมเมอร์ ขบวนการค้ามนุษย์และบังคับใช้แรงงานทาส มีการยึดทรัพย์และดำเนินการทางกฎหมายต่อกลุ่มนักธุรกิจสีเทาที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับกลุ่มผู้นำในกัมพูชาหรือเมียนมาก็ดี ย่อมเป็นโอกาสของประเทศไทยในจัดการเศรษฐกิจสีเทาฟอกเงินของเครือข่ายเหล่านี้ 

    หากรัฐบาลนิ่งเฉยและไม่แสดงความกระตือรือร้นต่อการแก้ปัญหาเหล่านี้ ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยต่อสาธารณชนว่า กลุ่มการเมืองหรือกลุ่มข้าราชการ กลุ่มธุรกิจในไทยมีผลประโยชน์เกี่ยวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้หรือไม่ ได้รับประโยชน์จากกิจกรรมฟอกเงินหรือไม่ การปล่อยให้ปัญหาขยายวงโดยไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงรุกจะนำมาสู่ความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมทั้ง ความไม่เป็นไปได้ในการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในอนาคต 

    ประเทศไทยมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมากที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบตลาดที่เป็นทางการ จึงทำให้รายได้และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ไม่ได้นับรวมอยู่ในระบรายได้ประชาชาติ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่นอกจีดีพี ไม่ได้เอามาคำนวณในจีดีพี จีดีพีจึงมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย ทำให้การวางแผนทางเศรษฐกิจไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด นอกจากนี้องค์การแรงงานระหว่างประเทศยังพบว่า ไทยยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบความคุ้มครองสภาพการทำงาน เป็นแรงงานนอกระบบที่ขาดหลักประกันในชีวิตและการคุ้มครองทางสังคม แรงงานเหล่านี้จะอยู่นอกระบบประกันสังคม 

    นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมที่ไม่อยู่ภายใต้การอนุญาตของกฎหมาย เป็นเศรษฐกิจนอกกฎหมายจำนวนมากและในระยะหลัง กลุ่มจีนเทา กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติจากเพื่อนบ้านได้เข้ามาฟอกเงิน ประกอบธุรกิจสีดำธุรกิจสีเทา ขยายกิจกรรมนอกกฎหมายหรือผิดกฎหมายตามแนวชายแดนไทย หรือ ในบางพื้นที่ของไทย เช่น ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ค้าแรงงานทาส ค้าบริการทางเพศและเปิดบ่อนการพนัน เป็นต้น รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์การจัดการเศรษฐกิจนอกระบบและนอกกฎหมายเหล่านี้ ลดสัดส่วนเศรษฐกิจใต้ดินลงด้วยการนำเศรษฐกิจใต้ดินมาอยู่ในระบบ จะได้เก็บภาษีและกำกับดูแลได้ง่ายขึ้น 

    อย่างไรก็ดี สามารถจำแนกรายได้จากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ออกได้เป็น 4 ประเภท 

    • รายได้ที่อยู่ในตลาดอย่างเปิดเผยและได้มาอย่างถูกกฎหมาย ตรงนี้คือ รายได้จากเศรษฐกิจในระบบและเป็นไปตามกฎหมาย 
    • รายได้ที่อยู่ในตลาดอย่างเปิดเผยและถูกกฏหมายแต่ไม่ได้ถูกบันทึกหรือรายงานเอาไว้ เช่น กิจการที่มีขนาดเล็กมากๆ ร้านหาบแร่แผงลอย หรือ การทำกิจการเล็กๆน้อยๆในครัวเรือน เป็นต้น 
    • รายได้ที่ไม่อยู่ในรูปของตัวเงิน เป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือแรงงานกันในระดับชุมชน 
    • รายได้ที่ได้มาจากเศรษฐกิจนอกระบบทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เช่น การพนัน ค้าประเวณี และยาเสพติดนอกจากนี้ยังมีกิจการหรือธุรกิจที่ผิดกฎหมายแต่เป็นผลมาจากการไม่ได้รับความสะดวกจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่หรือไม่ได้รับความสะดวกตามกลไกของรัฐ เช่น รถรับจ้างเถื่อน รถโดยสารประจำทางเถื่อน เป็นต้น 

    เศรษฐกิจนอกกฎหมายมักใช้เงินสดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ มูลค่าเศรษฐกิจนอกระบบรวมทั้งนอกกฎหมายของไทยมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 50% ของจีดีพี เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มากและติดลำดับต้นๆของโลก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษามูลค่าเศรษฐกิจของเศรษฐกิจนอกระบบทำกันในช่วงทศวรรษ 2550 จึงจำเป็นต้องมีการประเมินมูลค่าเศรษฐกิจนอกระบบกันใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด ซึ่งคาดว่ามูลค่ายังคงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กลุ่มทุนจีนเทาได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน กิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ 6 กิจกรรมประกอบไปด้วย การค้ายาเสพติด การค้าอาวุธสงคราม การค้าน้ำมันเถื่อน การค้าประเวณี การค้าแรงงานข้ามชาติและการพนัน มีสัดส่วนประมาณ13% ของจีดีพี เศรษฐกิจนอกระบบและนอกกฎหมายมักมีขนาดใหญ่และขยายตัวในประเทศกำลังพัฒนามากกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะประเทศเหล่านี้มักมีการบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ มีการทุจริตคอร์รัปชันสูง มีติดสินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qCgGcMw95ER6UwN2vZ-SD

  • ‘ธนกร’ ชี้ ไทย-สหรัฐ MOU แร่หายาก! บูมห่วงโซ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    ‘ธนกร’ ชี้ ไทย-สหรัฐ MOU แร่หายาก! บูมห่วงโซ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    เศรษฐกิจ

    27 ต.ค. 2025 เวลา 16:59 น.

    “ธนกร” ยืนยัน “ไทย-สหรัฐ” จับมือ MOU “แร่หายาก” หวังร่วมช่วยบูม “ห่วงโซ่แร่ธาตุสำคัญ” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

    เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ไทย-สหรัฐฯ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก เพิ่มแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันในการเสริมสร้างการกำกับดูแลที่ดีต่อทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ เพื่อขยายความเชื่อมโยงของประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ โดยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความมั่นคง ความหลากหลาย ความคล่องตัว และความเป็นธรรมสำหรับห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญ

    ทั้งในด้านการสนับสนุนการสำรวจ การสกัด การแปรรูป การใช้ประโยชน์ปลายทางอย่างเหมาะสม การนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล โดยมีเป้าหมายในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในเชิงลึกยิ่งขึ้น เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

    จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุสำคัญในระดับโลก โดยเน้นย้ำว่าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด และตระหนักถึงความเชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค กฎระเบียบ นโยบาย การดำเนินงาน การบริหารจัดการภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ที่เป็นลักษณะเฉพาะด้านทรัพยากรแร่ธาตุที่ทั้งสองประเทศมีอยู่ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในการจัดหาทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ สนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม

    นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ อธิบายว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ และจากข้อมูลเบื้องต้นยังไม่มีแหล่งที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามใน MOU นี้จะช่วยส่งเสริมความมั่นคงและยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญในประเทศไทย โดยเฉพาะในด้านการสำรวจ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากแร่ธาตุที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น พลังงานสะอาด และรถยนต์ไฟฟ้า สอดคล้องกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าภายในประเทศและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาแหล่งทรัพยากรในประเทศ 

    “ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่มีเสถียรภาพสำหรับการลงทุนทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนข้อมูล การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการลงทุน อย่างไรก็ตาม บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย และหากจะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของไทย รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด” นายอดิทัตฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1204896&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ir1enGDlJVnN9Zi2Z_a6o

  • ‘ที่ปรึกษา รมช.อุตฯ’ ชี้ MOU แร่หายาก สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

    ‘ที่ปรึกษา รมช.อุตฯ’ ชี้ MOU แร่หายาก สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย

    ที่ปรึกษา รมช.อุตสาหกรรม โต้ สส.ปชน. ยัน “MOU แร่หายาก” ไทยไม่เสียเปรียบสหรัฐ เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับการผลิต สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจประเทศ

    27 ตุลาคม 2568 – ตามที่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน มีข้อกังวลและข้อสงสัยเกี่ยวกับการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 นั้น

    นางสาวภาดาท์ วรกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ขอชี้แจงว่า การดำเนินการในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนอย่างแท้จริง โดยเน้นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    MOU ดังกล่าว เป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใต้หลักการการส่งเสริมการค้าและการลงทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะแร่ธาตุที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด

    “ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีเหมืองแร่แรร์เอิร์ธหรือแร่หายาก มีเพียงการค้นพบแร่หายากบางชนิดในลักษณะกระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งยังไม่มีศักยภาพมากพอในเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การลงนามครั้งนี้ยังไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบแต่อย่างใด รวมถึงบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ‘ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมาย’ และหากเมื่อถึงเวลาที่จะมีการลงทุนในประเทศไทยจริง ผู้ประกอบการทุกรายก็จะต้องปฏิบัติตามกฏหมาย และระเบียบข้อบังคับของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด รวมถึงมาตรการในการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเข้มงวด“

    “ฉะนั้น ขอยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ การลงนาม MOU นี้เป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนทุกคน” นางสาวภาดาท์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/885576/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36CsZV5wbodMm9x6w71AfE

  • “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    “เอกนิติ” ฉายภาพเศรษฐกิจไทย วางนโยบาย 5 เสาหลัก รองรับ New Economy

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    วิดีโอ

    27 ต.ค. 2568 20:10 น.

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เผยแผน Quick Big Win เปิด 5 เสาหลักนโยบายสร้างบ้านใหม่ ฟื้นเศรษฐกิจไทย ไม่ให้ติดหล่ม กับโจทย์สุดหินเดดไลน์ 4 เดือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1170696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bU3KPkslkveJlSlQ8lB2T