Category: เศรษฐกิจ

  • ส่อง ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจอีสานหรือไม่? หวังการใช้จ่ายคึกคักสอดรับช่วงเทศกาลปลายปี

    ส่อง ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจอีสานหรือไม่? หวังการใช้จ่ายคึกคักสอดรับช่วงเทศกาลปลายปี

    พิมพารัตน์ ตุลุย หรือ ‘พี่อ้อย’ แม่ค้าร้านน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ ริมบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น กล่าวให้ความเห็นว่า แม้สภาพเศรษฐกิจปีนี้ฝืดเคือง ทำมาค้าขายลำบาก แต่ด้วยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาล ‘นายกฯ อนุทิน’ ช่วยทำให้บรรยากาศการจับจ่ายช่วงปลายปีกลับมาคึกคัก สอดรับกับช่วงเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo03.jpg

    พิมพารัตน์ บอกว่า หลังจากสถานการณ์โควิด19 การค้าการลงทุนเป็นแบบลุ่มๆ ดอนๆ ลูกค้าเลือกซื้อสินค้า  ซื้อเฉพาะที่จำเป็น ส่วนการค้าที่ทำอยู่คือการขายน้ำปั่น เรียกว่าพอค้าขายได้ เพราะถือเป็นของกินที่จำเป็น ลูกค้าต้องซื้ออยู่แล้ว แต่เงินจากการค้าขายก็ไม่มีกำไรเหลือเก็บ ได้มาใช้ไป ในมุมมองขอคนค้าขายมองว่าเศรษฐกิจมีขึ้นมีลงตามปกติ แต่ในระยะนี้ถือว่าเศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้คนใช้จ่ายระมัดระวัง

    “เปรียบเทียบให้ดู หากเศรษฐกิจดี ค้าขายคล่อง ลูกค้ามาเป็นครอบครัว 2-3 คน จะซื้อน้ำดื่มคนละแก้ว มา 3 คนซื้อ 3 แก้ว แต่ทุกวันนี้ ก่อนซื้อลูกค้าจะดูราคาก่อนตัดสินใจซื้อ และซื้อเพียง 1-2 แก้ว แล้วแบ่งกันดื่ม ทำให้รายได้การค้าขายลดลง”

    “ทุกวันนี้เงินที่ขายได้จะเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่ไม่มีเหลือเก็บได้มาจ่ายไป ช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิดได้ร่วมโครงการคนละครึ่ง ส่วนตัวถือว่าส่งผลดีต่อร้านค้า เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลจริง ที่สำคัญคนละครึ่งทำให้ร้านมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น เพราะเขาลองเปิดใจมาซื้อร้านเราจนกลายเป็นลูกค้าประจำ ทำให้ยอดขายเพิ่ม”

    พิมพารัตน์ กล่าวว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสที่จะเริ่มมีการใช้จ่ายในช่วงวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ยังไม่คาดหวังมากนัก คงต้องรอดูสถานการณ์การจับจ่ายของลูกค้าไปสักระยะหนึ่ง ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับพ่อค้าแม่ค้า คือโครงการคนละครึ่งพลัสในรัฐบาลอนุทิน สอดรับกับสถานการณ์ในช่วงปลายปี มองว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีเทศกาลต่างๆ ทั้งลอยกระทง คริสต์มาส และปีใหม่ ที่ประชาชนล้วนต้องจับจ่ายใช้สอย ทั้งในเรื่องการเดินทาง การท่องเที่ยว หรือใช้จ่ายสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น

    “อยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินในการจับจ่าย เพราะวันละ 200 บาท น้อยไป ขยายเป็นวันละ 300 บาท เชื่อว่าจะทำให้มีการใช้จ่ายครอบคลุมซื้อสินค้าได้ครบตามที่ต้องการ”

    “ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการที่บางคนบอกว่าไม่ต้องการให้จำกัดวงเงิน เพราะบางคนอาจจะใช้จ่ายหมดในครั้งเดียวก็ไม่เกิดประโยชน์ จำกัดวงเงินใช้จ่ายดีกว่า แต่เพิ่มวงเงินจะดีมาก เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น”

    พิมพารัตน์ กล่าวด้วยว่า อยากแนะนำพ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ให้ขายจริงจัง ตั้งใจ รักในอาชีพ และอดทน จัดร้านให้เป็นจุดเด่น ป้ายราคาชัดเจน เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะซื้อสินค้าร้านเราหรือไม่ การค้าขายมีวันขายดี ขายไม่ได้  ที่สำคัญอย่ามองว่าโครงการคนละครึ่งเป็นเพียงโครงการให้การช่วยเหลือเท่านั้น ขอให้ใช้โครงการฯ ต่อยอดพัฒนาร้านค้าตัวเองให้เป็นที่รู้จัก

    “อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รู้ข่าวว่ามีนโยบายคนละครึ่ง ที่ร้านน้ำปั่นได้จัดโปรโมชั่นซื้อ 10 แถม 1 ไว้รองรับ โดยเริ่มจากลูกค้าขาประจำก่อน จากนั้นจะบอกลูกค้ารายใหม่ ถือเป็นการใช้โครงการฯ ในการโปรโมทร้าน สร้างจุดเด่น เพิ่มจุดขายด้วย” พิมพารัตน์ กล่าว

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ส่วนบรรยากาศที่บึงสีฐาน ภายในรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น เต็มไปด้วยสีสัน ประดับประดาโคมไฟ ธุงอีสาน และงานศิลปะจาก 5 ประเทศ ภายใต้ธีม “สีฐาน นวธารา หิมาลายัน”  ในงานลอยกระทง สีฐานเฟสติวัล นานาชาติ บุญสมมาบูชานาค ประจำปี 2568  ถือเป็นที่สุดของงานลอยกระทงอีสาน

    รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้ข้อมูลว่า ปี 2568 งานลอยกระทงก้าวเข้าสู่ระดับนานาชาติ มีการผสานวัฒนธรรม 5 ชาติในลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และราชอาณาจักรไทย

    “ทำให้งานสีฐานเฟสติวัล 2568 เป็นมากกว่างานประเพณี เป็นเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ และการสร้างมิตรภาพระหว่างประชาชนในภูมิภาค” 

    “การเดินทางของสายน้ำและศรัทธา น้ำที่ละลายจากหิมะศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขาหิมาลัยเกิดเป็นแม่น้ำโขงซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของวัฒนธรรมอีสาน มีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตในเทือกเขาหิมาลัย เดินทางผ่านหลายประเทศเข้ามาหล่อเลี้ยงแผ่นดินอีสาน”

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo04.jpg

    รศ.ดร. นิยม กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นการยกระดับ มีกิจกรรมใหม่ๆ หลากหลายขึ้น เชื่อว่าตลอดช่วง 3 วัน จะมีประชาชน นักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมลอยกระทงกว่า 300,000 คน ซึ่งข้อมูลนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดเก็บข้อมูล ส่วนคณะเศรษฐศาสตร์ จัดเก็บข้อมูลด้านเศรษฐกิจ คาดมีเงินสะพัดในจังหวัดขอนแก่นกว่า 700 ล้านบาท ทางหอการค้าจัดเตรียมทั้งโรงแรม ร้านอาหาร และบริการต่างๆ ไว้รองรับนักท่องเที่ยวแล้ว

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้าน ศศมณฑ์ มหาศิริกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง  มองสภาวะเศรษฐกิจอีสานว่า เศรษฐกิจขึ้นลงนั้นมาจากหลายปัจจัย ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก  สถานการณ์ตามแนวชายแดน ทำให้การลงทุนยังคงชะลอตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 1-2 เดือน นี้ หวังว่าบรรยากาศการลงทุนในพื้นที่ภาคอีสานจะดีขึ้น 

    ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยโครงการของรัฐบาลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือโครงการระยะยาว เป็นโครงการที่กระตุ้นระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ถือว่าเป็นโครงการที่มาในช่วงเทศกาล ช่วยทำให้ประชาชนตัดสินใจใช้จ่ายง่ายขึ้น และเป็นเรื่องที่ทำให้ชุ่มชื่นหัวใจได้บ้าง

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส เป็นโครงการที่เห็นผลเร็ว กระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้จ่าย แต่อยู่ในช่วงสั้นๆ ที่มีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว และลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางของหลายคนที่เตรียมวางแผนท่องเที่ยวด้วย

    ศศมณฑ์ กล่าวต่อว่า “ภาคอีสานมีเอกลักษณ์เฉพาะที่มีความโดดเด่น วัฒนธรรมน่าสนใจ อีกทั้งขอนแก่นเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและแสดงสินค้า หรือไมซ์ รองรับลูกค้ากลุ่มทั้งในประเทศ กลุ่มอินโดจีนและจีนตอนใต้ เน้นการท่องเที่ยวเกี่ยวกับการประชุมสัมมนา ที่ทางสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้จัดกิจกรรมที่น่าสนใจ รองรับความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย    

    “ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัสจะกระตุ้นทางเศรษฐกิจหรือไม่ คงต้องให้เวลาโครงการได้ดำเนินการไปก่อน  เพราะช่วงปลายปีแต่ละครอบครัวจะวางแผนกลับบ้าน ท่องเที่ยว ที่จะเกิดการจับจ่ายเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้มองว่าหากโครงการมีการขยายเวลา ขยายวงเงิน ขยายกลุ่มประชาชนที่เข้ามาใช้ รวมทั้งขยายไปยังภาคธุรกิจ เชื่อว่าจะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจครอบคลุมมากขึ้น”

    ศศมณฑ์ กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งความตั้งใจของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คือต้องการให้ภาวะด้านการท่องเที่ยวกลับมาคึกคักเหมือนเดิม แต่ผู้ประกอบการภาคบริการอย่างโรงแรมมีความกังวลด้านการลงทุน โดยเฉพาะรัฐบาลนโยบายประกาศขึ้นค่าแรง 400 บาทกับโรงแรมทั่วประเทศไปแล้ว ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็ก เพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น  

    “ที่ผ่านมาคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาหาแนวทางที่ยืดหยุ่นสำหรับธุรกิจในแต่ละพื้นที่ เช่น การเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อให้ภาคธุรกิจในระดับภูมิภาคเกิดสภาพคล่อง รวมทั้งการกำหนดเพดานเพิ่มค่าใช้จ่ายในการประชุมสัมมนา เช่น ค่าอาหาร ค่าอาหารว่าง เสนอให้ปรับราคาเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน”

    “หากมีการปรับขึ้นราคาจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ ซึ่งทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้นำข้อเสนอพิจารณา เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ และยังช่วยผู้ประกอบการเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo05.jpg

    Will-the-Half-Half-Plus-project-stimulate-the-economy-in-the-Northeast-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/will-the-half-half-plus-project-stimulate-the-economy-in-the-northeast&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v0feWIVNxAaWOQrOn3UeI

  • ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 5.8 แสนราย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอกเฟส 2

    ร้านค้าเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” 5.8 แสนราย หวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอกเฟส 2

    รัฐบาลเชิญชวนร้านค้าลงทะเบียนเพิ่ม หลังเข้าร่วมแล้ว 5.8 แสนราย หวังลดค่าใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ต่อยอดเฟส 2 “คนละครึ่งพลัส”

    วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลขอขอบคุณประชาชนและร้านค้าที่ให้การตอบรับเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นจำนวนมาก สำหรับความคืบหน้าโครงการมีร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วรวม 587,810 ราย แบ่งเป็น ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จ 486,513 ราย (ร้านค้ารายเดิม 93,920 ราย และร้านค้ารายใหม่ 392,593 ราย) และร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 101,297 ราย

    นายสิริพงศ์กล่าวว่า ร้านค้าร้านบริการที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ส่วนร้านอาหาร/เครื่องดื่มที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถเริ่มผูก Food Delivery Platform ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    ในส่วนของจำนวนผู้ลงทะเบียน “เป๋าตัง”  20 ล้านสิทธิ์ สามารถเริ่มใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (29 ตุลาคม 2568) เป็นต้นไป โดยต้องใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 และผู้ที่ต้องการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform สามารถสั่งผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 จนสิ้นสุดโครงการ

    สำหรับการเติมเงินเพื่อใช้จ่ายในโครงการ ประชาชนต้องใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการตามเงื่อนไข ผ่านกระเป๋าเงิน G Wallet บนแอปฯ เป๋าตัง โดยการเติมเงินเข้า G Wallet สามารถทำได้ 4 ช่องทาง ได้แก่ 1. Mobile Banking ของธนาคารชั้นนำ 9 แห่ง 2. บัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกอยู่บนแอปฯ เป๋าตัง 3. QR PromptPay โดยสแกนด้วย Mobile Banking ทุกธนาคาร และ 4. ตู้ ATM ของธนาคารที่ร่วมโครงการ

    “รัฐบาลขอเชิญชวนให้พ่อค้า แม่ค้า ร้านบริการนวด สปา รวมทั้งผู้ให้บริการรถรับจ้างสาธารณะต่าง ๆ เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เพื่อเป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ และมีโอกาสเข้าร่วมโครงการในเฟสที่ 2 ซึ่งจะเป็นการ Upskill Reskill เพื่อพัฒนาทักษะด้านการค้าขาย ซึ่งจะช่วยให้ค้าขายเก่งขึ้น ลดต้นทุน และใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำมาค้าขาย สร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นให้เกิดการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว” นายสิริพงศ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891858&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZmutgiQxxUwCrbXU8JG0F

  • เพื่อไทยเปิดสเปกอยากได้หัวหน้าพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบต ไร้เสนอชื่อตระกูลชินวัตร

    เพื่อไทยเปิดสเปกอยากได้หัวหน้าพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบต ไร้เสนอชื่อตระกูลชินวัตร

    เพื่อไทยเปิดสเปกอยากได้หัวหน้าพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบต ไร้เสนอชื่อตระกูลชินวัตร

    ประชุมพรรคเพื่อไทย เปิดสเปกอยากได้ผู้นำพรรคเก่งเศรษฐกิจ ขึ้นเวทีดีเบตโชว์วิสัยทัศน์แข่งพรรคอื่นได้ “ดนุพร” แจง ไม่มีเสนอชื่อ “คนตระกูลชินวัตร” ชิงเก้าอี้ ขณะวันนี้ “แพทองธาร” ร่วมประชุมด้วย

    เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ ในฐานะรักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมพรรคเพื่อไทย ว่า ในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยในที่ประชุมพรรควันนี้มีการพูดถึงคุณสมบัติหัวหน้าพรรคคนใหม่ มีการเสนอมา 4-5 ชื่อตามที่สื่อเสนอไปแล้ว แต่ทั้งหมดยังไม่ได้รับยืนยันใครจะเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะให้ สส. ใช้เวลา 2-3 วันก่อนการประชุมไปตรึกตรองให้ตกผลึกในวันประชุมว่าจะเสนอชื่อใครเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่วันนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

    ส่วนเรื่องคุณสมบัติหัวหน้าพรรคที่มีการพูดถึงว่าควรรู้เรื่องเศรษฐกิจ นำนโยบายพรรคไปดีเบตได้นั้น เนื่องจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ขณะนั้นอยู่ระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ได้ไปดีเบต ดังนั้นหัวหน้าพรรคคนใหม่ควรมีความรู้เรื่องนโยบายพรรคที่จะหาเสียงอย่างรอบด้าน

    นายดนุพร กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมพรรควันนี้ น.ส.แพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมประชุมด้วย โดยบอกว่าอยากให้ทุกคนช่วยกันเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาในที่ประชุมใหญ่พรรคเพื่อเป็นข้อมูลและเตรียมพร้อมตัดสินใจวันที่ 31 ตุลาคมนี้

    เมื่อถามว่าที่ประชุมวันนี้มีการเสนอชื่อ “คนตระกูลชินวัตร” เป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายดนุพร ตอบว่า ยังไม่มีคนนามสกุลชินวัตรถูกเสนอชื่อขึ้นมา และคิดว่าในวันที่ 31 ตุลาคม ไม่น่ามีการเสนอชื่อคนนามสกุลชินวัตร ผู้สื่อข่าวถามต่อ หัวหน้าพรรคจำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ในสถานการณ์ขณะนี้ นายดนุพร ตอบว่า ถ้าดูตามสถานการณ์ในอดีต หัวหน้าพรรคไม่จำเป็นต้องเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891945&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17k-sABLBKZ41XheC3A4c-

  • บรรยากาศเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้ยอดซื้อสินค้าพุ่งแรงทั่วประเทศ

    บรรยากาศเทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจอินเดีย ส่งผลให้ยอดซื้อสินค้าพุ่งแรงทั่วประเทศ

    ในปี 2568 นับตั้งแต่ช่วงเทศกาลนวราตรี (Navratri) จนถึงเทศกาลดิวาลี (Diwali) เศรษฐกิจของอินเดียมีการขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในหมวดสินค้ารถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และทองคำที่มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 – 50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

    ข้อมูลจาก Business Standard ระบุว่า มูลค่าการค้าปลีกทั่วประเทศในช่วงเทศกาล Diwali สูงถึง 6.05 ล้านล้านรูปีอินเดีย ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25 จากปี 2567 ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ เช่น Maruti Suzuki, Tata Motors และ Hyundai ระบุว่าปีนี้มียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับภาคธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาล ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อิเล็กทรอนิกส์และสมาร์ตโฟน เครื่องประดับและทองคำ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก

    Festive Season 2025.jpg

    โดยมีปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนให้ยอดขายการเติบโต ได้แก่

    1. นโยบายการปรับลดภาษี GST:

        การประกาศปรับโครงสร้างภาษีสินค้าและบริการ (GST) ของรัฐบาลอินเดียช่วยลดต้นทุนสินค้า เพิ่มความสามารถในการจับจ่ายของประชาชน

    2. อุปสงค์ที่ถูกกักไว้ (Pent-up Demand):

             ในช่วงหลัง 6 เดือน ผู้บริโภคอินเดียมักระมัดระวังการใช้จ่าย เพื่อรอจับจ่ายสินค้าราคาแพงในช่วงเทศกาลสำคัญ 

    3. โปรโมชั่นและสินเชื่อจูงใจ:
                  ผู้ขายหรือผู้ให้บริการมีการนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาล เช่น การผ่อนชำระ (EMI) เงินคืน (Cashback) และของขวัญเทศกาล 

    4. กระแสรักชาติ “Vocal for Local”:

        ผู้บริโภคอินเดียกว่าร้อยละ 87 เลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ภายใต้นโยบาย “Make in India” ซึ่งช่วยส่งเสริมภาคการผลิตในประเทศ

    5. การเติบโตของเมืองระดับ Tier-2 และ Tier-3:

        ยอดขายในเมืองรองและเมืองขนาดกลางคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายรวม สะท้อนถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเมืองระดับ Tier-2 และ Tier-3 ที่มีรายได้และอำนาจในการจับจ่ายเพิ่มมากขึ้น 

    6. การฟื้นตัวของภาคบริการ:
        โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยวมียอดจองสูงสุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะในสัปดาห์เทศกาล Diwali

    ทั้งนี้ ในช่วงเดือนแห่งเทศกาลถือเป็นช่วงที่มีการบริโภคในอินเดียสูงสุด คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของยอดค้าปลีกประจำปีทั้งหมด โดยในปี 2567 การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลชะลอตัวจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
    แต่ในปี 2568 มีปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อลดลง การปรับภาษีให้เหมาะสมขึ้น ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ฟื้นตัว ส่งผลให้การบริโภคกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าพรีเมียม การช้อปปิ้งออนไลน์ และบริการที่มีคุณภาพสูง ขณะที่ด้านผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกก็เตรียมสินค้าและระบบโลจิสติกส์ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดตลาดในช่วงที่ยอดขายพุ่งสูง

    ข้อเสนอแนะ

    จากพฤติกรรมผู้บริโภคในอินเดียที่นิยมจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาล โดยเฉพาะในช่วงนวราตรีและดิวาลี ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายตลาดส่งออกมายังอินเดียอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

    1. วางแผนการกระจายสินค้าให้ทันช่วงเทศกาล: เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล

    2. จัดทำแคมเปญส่งเสริมการขาย: เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลและต่อเนื่องหลังเทศกาล

    3. พิจารณาช่องทางจำหน่ายแบบ Omnichannel: ใช้ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม

    4. เพิ่มความร่วมมือกับผู้นำเข้าท้องถิ่น: เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อพฤติกรรมการบริโภคของตลาดอินเดียได้อย่างยืดหยุ่นและทันเวลา

    แหล่งอ้างอิง

    1. The Economic Times, “Festive Sales Season Ends with a Bang: Car, Smartphone, and White Goods Purchases Soar 50% YoY”, 20 October 2025.

    2. Business Line, “Gold, Electronics, Auto Sectors Shine Bright This Festive Season”, 21 October 2025.

    3. The Hindu, “Festive Rush Lifts Retail and Hospitality Sectors to Record Levels”, 22 October 2025.

    4. Business Standard, “Diwali 2025 Sales Hit 6.05 Lakh Crore as Domestic Goods Demand Soars”, 21 October 2025.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/post-knowledge/kwzr1ewenyalimtyvee559eg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IkLMhKZebRjiiwM5jmMxn

  • อินเดียยังคงหันหน้าหารัสเซีย แม้สหรัฐฯ กดดันให้ยุติการซื้อพลังงาน

    อินเดียยังคงหันหน้าหารัสเซีย แม้สหรัฐฯ กดดันให้ยุติการซื้อพลังงาน

    ในช่วงที่ผ่านมา อินเดียยังคงได้รับความสนใจและเป็นที่จับตามองจากนานาชาติในด้านความเคลื่อนไหวด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทิศทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอินเดียและรัสเซีย ซึ่งขยายตัวในหลายมิติ แม้สหรัฐอเมริกาจะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อให้รัฐบาลกลางอินเดียจำกัดการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียหลังสงครามยูเครน ท่ามกลางกระแสการคว่ำบาตรและการเก็บภาษีการค้านำเข้าจากสหรัฐฯ

    โดยรัฐบาลอินเดียอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายการนำเข้าพลังงานจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยมีแผนจะเพิ่มการซื้อมูลค่า 1.2 – 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากระดับปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 2.3 – 2.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 

    แม้ในมุมมองจากฝั่งสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่านายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้ให้คำมั่นว่าจะลดการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยกล่าวระหว่างงานเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลีว่า “อินเดียจะไม่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากนัก เพราะต้องการให้สงครามนั้นยุติเช่นเดียวกัน” อย่างไรก็ตาม ด้านนายกรัฐมนตรีโมดีไม่ได้ยืนยันคำพูดดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

    อินเดียยังพึ่งพาน้ำมันดิบจากรัสเซียอยู่ และแม้ว่าจะมีแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่การค้าระหว่างอินเดียและรัสเซียกลับขยายตัวต่อเนื่อง โดยสินค้าพลังงานยังคงเป็นแกนหลักของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 90 ของการนำเข้าจากรัสเซียทั้งหมด ครอบคลุมสินค้าน้ำมันดิบ ถ่านหิน และเชื้อเพลิงแร่ต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

    นอกจากนี้ อินเดียยังขยายการส่งออกสินค้าไปยังรัสเซียในหลายประเภท อาทิ

    หมวดสินค้า                          มูลค่าล้านเหรียญสหรัฐ             การเปลี่ยนแปลง

    2567             2568             

    เครื่องจักรและอุปกรณ์              0.65              1.14               +75%

    ผลิตภัณฑ์เภสัชภัณฑ์                0.39               0.42               +7.7%

    เคมีภัณฑ์อินทรีย์                     0.34               0.37               +8.8%

    อาหารทะเล                          58.2               72.7               +25%

    ผักสด                                 2.6                5.0                +92%

    ผักแปรรูป                            12.2               17.1               +40%

    รวมถึงยังมีการเจรจาจัดทำข้อตกลงทางการทหารครั้งสำคัญในการจัดซื้อขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 “Sudarshan” ซึ่งกองทัพอากาศอินเดียได้ใช้จริงในการปฏิบัติการ Operation Sindoor คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านรูปีอินเดีย ปัจจุบันอินเดียได้ติดตั้งระบบ S-400 แล้วสามชุด และอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อเพิ่มอีกสองชุด พร้อมหารือเกี่ยวกับระบบรุ่นใหม่ S-500 และการปรับปรุงขีปนาวุธ BrahMos รุ่นเหนือเสียง ทั้งนี้ ประธานาธิบดีรัสเซีย มีกำหนดเดินทางเยือนอินเดียในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อหารือความร่วมมือด้านกลาโหมเพิ่มเติม

    ขณะเดียวกัน อินเดียได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่กำหนดภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียที่อัตราร้อยละ 50 โดยให้มีผลบังคับใช้กับสินค้าส่งออกจากอินเดียคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 60 ซึ่งรวมถึงสิ่งทอ เครื่องประดับ อาหารทะเล และเครื่องหนัง ส่งผลให้ภาคการส่งออกของอินเดียได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงแรก

    จากรายงานของ Global Trade Research Initiative (GTRI) ระบุว่ามูลค่าการส่งออกของอินเดียไปสหรัฐอเมริกา ลดลงถึงร้อยละ 37.5 ภายในระยะเวลา 4 เดือน จากมูลค่า 8.8 พันล้านเหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2568 เหลือเพียงมูลค่า 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายน 2568 อย่างไรก็ดี การส่งออกโดยรวมของอินเดียยังคงเติบโตร้อยละ 6.7 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยสินค้าที่มีอัตราการขยายตัวเติบโตโดดเด่น ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 50.5 ข้าว ร้อยละ 33.2 อาหารทะเล ร้อยละ 23.4 อัญมณีและเครื่องประดับ ร้อยละ 0.4 ขณะที่สินค้ากลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอ ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัว การส่งออกลดลงร้อยละ 10–11 โดย IMF คาดการณ์ว่า GDP ของอินเดียจะขยายตัวร้อยละ 6.6 ในปีงบประมาณ 2569 

              ทั้งนี้ เพื่อชดเชยการสูญเสียมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา นอกจากการค้ากับรัสเซีย อินเดียยังได้ขยายตลาดส่งออกไปยัง 24 ประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เยอรมนี อียิปต์ เวียดนาม เม็กซิโก เคนยา ไนจีเรีย แคนาดา โปแลนด์ บังกลาเทศ บราซิล และไทย คิดเป็นมูลค่ารวม 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 59 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2569 ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอินเดียหลายรายเริ่มหันไปแสวงหาการลงทุนใหม่ในตลาดแอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง แสดงให้เห็นว่าอินเดียดำเนินยุทธศาสตร์ “การกระจายตลาดและเสริมสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ” เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน การส่งออก และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ทิศทางในอนาคต

    เพื่อให้อินเดียสามารถบริหารจัดการพลังงานให้มีเพียงพอสำหรับบริโภคในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลอินเดียอาจมีวิธีในการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน ดังนี้ 

    1. การกระจายแหล่งพลังงาน (Diversify Energy Partners)

    ลดการพึ่งพิงรายใดรายหนึ่ง และสร้างความร่วมมือกับตลาดส่งออกพลังงานอื่นๆ เช่น ขยายความร่วมมือระยะยาวกับ สหรัฐอแมริกา แอฟริกา และลาตินอเมริกา เพื่อรักษาสมดุลในการพึ่งพาจากจีน รัสเซีย และตะวันออกกลาง เพื่อให้มีทางเลือกในการนำเข้าในกรณีที่ตลาดใดตลาดหนึ่งเกิดปัญหาในการจัดหาสินค้า 

    2. การทำข้อตกลงระยะยาวด้าน LNG และน้ำมันดิบ 

    เจรจาสัญญาซื้อขายแบบระยะยาวในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านอุปทานและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

    3. การเสริมสร้างคลังสำรองน้ำมันแห่งชาติ (Strengthen Strategic Petroleum Reserves – SPR)

    เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำมันสำรองของประเทศให้ครอบคลุมอย่างน้อย 90 วันของการนำเข้า เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นต่อเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

    4. การส่งเสริมการนำเข้าพลังงานหมุนเวียนและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว (Promote Renewable Imports & Green Transition)

    ส่งเสริมการนำเข้าเทคโนโลยีและการลงทุนใน ไฮโดรเจนสีเขียว เชื้อเพลิงชีวภาพ และระบบกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2613

    5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโรงกลั่นให้มีความยืดหยุ่น (Enhance Refinery & Infrastructure Flexibility)

    กระดับเทคโนโลยีในโรงกลั่นเพื่อรองรับน้ำมันดิบจากหลายแหล่งและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตด้วยเทคโนโลยีสะอาด

    บทสรุป

    กลยุทธ์การนำเข้าพลังงานของอินเดียที่กำลังพัฒนาอยู่นี้สะท้อนถึง ความสมดุลระหว่างความจำเป็นทางเศรษฐกิจและความระมัดระวังทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซียยังคงตอบโจทย์ในระยะสั้นด้านต้นทุน แต่การขยายการนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา และภูมิภาคอื่น ๆ จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและกระจายความเสี่ยงในระยะยาว

    ในอนาคต อินเดียจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนในพลังงานสะอาด และการทูตเชิงกลยุทธ์ด้านพลังงาน เพื่อรับประกันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ท่ามกลางภูมิทัศน์พลังงานโลกที่ยังคงไม่แน่นอน

    แหล่งอ้างอิง

    1. The Economic Times. (22 October 2025). India keeps taking Russia turn even as Trump says stop.

    2. The Economic Times. (16 October 2025). Energy Imports Diversify — Higher US Purchases Planned; Russian Oil Dependency Persists

    3. Global Trade Research Initiative (GTRI), Trade and Tariff Impact Report 2025.

    4. Elara Capital, India Export Outlook Q2 FY26.

    5. International Monetary Fund (IMF), World Economic Outlook, October 2025.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/htk2vte10w9sztdv7oxxat02&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sr4rQ_3j0KvKSuA3WG7Xd

  • ครม.ถกแพ็คเกจโซลาร์ ‘ลดค่าไฟฟ้า’ ล็อตใหญ่ Quick Big Win พลังงาน

    ครม.ถกแพ็คเกจโซลาร์ ‘ลดค่าไฟฟ้า’ ล็อตใหญ่ Quick Big Win พลังงาน

    วันนี้ (28 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 25 – 28 ตุลาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย

    สำหรับวาระสำคัญที่คาดว่าจะเสนอเข้ามาในที่ประชุมครม. พิจารณาวันนี้ จับตากระทรวงพลังงาน เสนอโครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายในการผลักดันและขับเคลื่อนโครงการไฟฟ้าชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับท้องถิ่น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศ หลังจากเรื่องดังกล่าวได้ผ่านการเห็นชอบจากครม.เศรษฐกิจแล้ว

    สำหรับโครงการสำคัญที่จะเสนอเข้ามา ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายรวม 1,500 เมกะวัตต์ โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสูงถึง 30,000 ล้านบาท สร้างงานกว่า 1,700 ตำแหน่ง และขายไฟฟ้าให้ชุมชนใกล้เคียงผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วยราคาส่วนลดประมาณ 40-80 สตางค์ต่อหน่วย ครอบคลุม 1.2 ล้านครัวเรือน ทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้เกือบ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    เช่นเดียวกับโครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เตรียมดำเนินการทั้งหมด 1,200 ระบบ ใช้เม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาทต่อไร่ต่อปี จำนวน 200 จุด ประปา 5,000 แห่ง ครอบคลุม 700,000 กว่าครัวเรือน ลดการปล่อย CO2 ประมาณ 300,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

    รวมทั้งโครงการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ บ้านอยู่อาศัย (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (เฉพาะบ้านอยู่อาศัย)) จำนวน 90,000 ครัวเรือน และเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (1) – 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี 

    ทั้งนี้สามารถนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท คาดว่าจะทำให้การไฟฟ้าสูญเสียรายได้จากการขายไฟฟ้าประมาณ 2,466.24 ล้านบาท และภาครัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี 2,700 ล้านบาท แต่จะเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากการลงทุนประมาณ 20,250 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 0.28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และส่งเสริมการสร้างงานสร้างอาชีพ 450 คน

    อีกทั้งยังมีโครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อน (FPV) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยโครงการนี้มีการลงทุน 53,368 ล้านบาท เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 140,440 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 450 คน และโครงการการส่งเสริมการติดตั้ง ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน แสงอาทิตย์สำหรับหน่วยงานของรัฐ โดยมีการลงทุน 9,000 ล้านบาท คาดว่า หน่วยงานของรัฐ จะสามารถประหยัดงบประมาณค่าไฟฟ้า ได้สูงถึง 9,000 ล้านบาทต่อปี

    ส่วนวาระอื่น ๆ มีดังนี้

    กระทรวงยุติธรรม เสนอขออนุมัติการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เพื่อดำเนินโครงการเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณย่านพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของอาคารที่ทำการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

    กระทรวงวัฒนธรรม เสนอยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ พ.ศ. 2551

    สำนักงานอัยการสูงสุด เสนอขออนุมัติวงเงินงบประมาณก่อหนี้ผูกพันข้ามปีประมาณ เพื่อเช่าที่ดินวัดประดู่ (ร้าง) จังหวัดสุพรรณบุรี โฉนดเลขที่ 12026 ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะกรณีเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทยเข้ารับการศึกษาในประเทศไทย

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะกรณีการดำเนินโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง (แฟลตดินแดง) กระทบต่อมาตรฐานการครองชีพของผู้อยู่อาศัยเดิม

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะกรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปรับเปลี่ยนลักษณะการจ้างงานในตำแหน่งธุรการโรงเรียนและนักการการโรงจากลูกจ้างชั่วคราวเป็นการจ้างเหมาบริการ ซึ่งมีลักษณะการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม

    คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เสนอข้อเสนอแนะในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าของประเทศไทย

    สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอรายงานต่อคณะรัฐมนตรีกรณีที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐของรัฐธธรรมนูแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เรื่อง การบริหารจัดการทางเท้าสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครแบบบูรณาการ

    คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เสนอมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการจัดหาอาวุธปืนสวัสดิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642504&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hFpuZ_cAmh7O85fzljQmJ

  • SCGD เผยกำไร Q3 ปี 68  โต 37% สวนทางเศรษฐกิจ การผลิต-ส่งออกเวียดนามยังเป็นแรงหนุนหลัก

    SCGD เผยกำไร Q3 ปี 68 โต 37% สวนทางเศรษฐกิจ การผลิต-ส่งออกเวียดนามยังเป็นแรงหนุนหลัก

    บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD ประกาศกำไรไตรมาส 3 ปี 2568 ได้ 305 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสก่อนหน้า ถึงแม้ว่ายอดขายจะโดนกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ

    คุณนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGD บอกว่า ไตรมาส 3 ทำ EBITDA ได้ 902 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 305 ล้านบาท บริษัทบอกว่านี่เป็นอัตรากำไรที่ดีที่สุดตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มา ส่วนผลงาน 9 เดือนแรก ทำ EBITDA ได้ 2,513 ล้านบาท และกำไร 744 ล้านบาท

    ซึ่งก็ได้ยอมรับตรงๆ ว่า ตลาดวัสดุก่อสร้างยังเจอปัญหาหนัก ทั้งเศรษฐกิจไม่ดีและคู่แข่งเยอะ แต่บริษัทก็ยังรักษาตัวเลขกำไรไว้ได้ เพราะเน้นการคุมต้นทุนและปรับกลยุทธ์ตามแนวทาง “4×4 Strategy” และอธิบายเพิ่มว่าแม้กำไรเมื่อเทียบกับปีก่อนจะดู “ทรงตัว” แต่ก็มีปัจจัยเรื่อง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเข้ามากดดัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรที่แปลงค่ามาจากต่างประเทศราว 10% 

    การผลิต-ส่งออกเวียดนามเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

    ด้านกลยุทธ์การผลิตและการขาย SCGD ใช้ โรงงานในเวียดนาม (PRIME) เป็นฐานการผลิตสำคัญ เพื่อรองรับตลาดอาเซียน โดยมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนการผลิตให้แข่งขันได้ ส่งผลให้การส่งออกกระเบื้องจากเวียดนามในไตรมาส 3 อยู่ที่ 2.2 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน

    นอกจากนี้ยัง ขยายกำลังผลิตกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน เพื่อเจาะตลาดระดับพรีเมียม ทำยอดขายได้ 3.6 ล้านตารางเมตรในไตรมาสเดียว

    เดินหน้าสินค้ากลุ่มใหม่-เพิ่มสัดส่วนสินค้า HVA

    ในประเทศไทย เร่งขยายพอร์ตสินค้านอกกลุ่มธุรกิจหลัก เช่น ประตูและหน้าต่าง มียอดขายเติบโต 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ เจาะตลาดเพื่อเพิ่มยอดขายทุกเซกเมนต์ ผ่านสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA)  ซึ่งสัดส่วนการขายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ก็ขยับขึ้นมาเป็น 41% ของรายได้รวม โดยเน้นสินค้าที่มีฟังก์ชัน เช่น กระเบื้องยับยั้งเชื้อโรค สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ และผลิตภัณฑ์รักษ์สิ่งแวดล้อม

    ควบคุมต้นทุนรอบด้าน

    ในไตรมาส 3 บริษัทระบุว่าได้ลดต้นทุนหลายทางพร้อมกัน

    • เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยใช้โซลาร์เซลล์ 13.6% และเชื้อเพลิงชีวมวล 23.5% ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรวม 37 ล้านบาทต่อปี
    • เจรจาซัพพลายเออร์เพื่อลดต้นทุนวัตถุดิบได้ 21 ล้านบาท
    • ปรับแผนการผลิต เช่น ส่งกระเบื้องจากเวียดนามไปขายที่ฟิลิปปินส์แทนการผลิตในพื้นที่โดยตรง ช่วยลดต้นทุนได้ 25%
    • ลดเงินทุนหมุนเวียนและรีไฟแนนซ์หนี้เดิมเพื่อประหยัดดอกเบี้ยรวม 33 ล้านบาทต่อปี

    นอกจากนี้ คุณนายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจสุขภัณฑ์ในต่างประเทศยังเติบโตดี โดยเพิ่มผู้แทนจำหน่ายเป็น 181 ราย มียอดขายรวม 372 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรก ขณะที่วัสดุตกแต่งพื้นผิว SPC (Stone Plastic Composite) ซึ่งผลิตในประเทศแทนการนำเข้า มียอดขายเพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน

    ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีสินทรัพย์รวม 37,064 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.3 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.2 เท่า

    แนวโน้มไตรมาส 4 และภาพรวมทั้งปี

    คุณนำพล ได้ให้ภาพรวมแนวโน้ม (Outlook) ในไตรมาส 4 และกลยุทธ์หลักของบริษัท โดยแบ่งตามตลาดสำคัญ:

    • เวียดนาม: “ยังคงเติบโตต่อเนื่อง” และเป็น “positive แน่นอน” เนื่องจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์สูงมาก จากการขาดแคลนซัพพลายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนจากราคาบ้านมือสองที่ขยับขึ้น 30-40% หรือถึง 2 เท่าในบางโซน
    • ไทย: ยังอยู่ในช่วงของความท้าทายเหมือนเดิม ยังไม่มีปัจจัยบวกที่ชัดเจน ตลาดยังชะลอตัว 
    • ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย: ยังทรงอยู่ในแดนบวกและเติบโตสม่ำเสมอ

    คุณนำพลคาดว่าผลงานในไตรมาส 4 จะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 เหตุผลหลักเพราะตลาดไทย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท (สัดส่วน 65%) กำลังจะเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น ทำให้ยอดขายลดลง แม้ว่าตลาดเวียดนาม (สัดส่วน 22%) จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น แต่เนื่องจากตลาดเวียดนามยังมีขนาดเล็กกว่าตลาดไทยมาก ยอดขายที่ดีขึ้นจากเวียดนามจึงไม่สามารถชดเชยยอดขายที่หายไปจากตลาดไทยได้ทั้งหมด และคาดว่าภาพรวมทั้งปี 2568 ยอดขายอาจจะลดลงประมาณ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ SCGD ก็ค่อนข้างมั่นใจว่ากำไรสุทธิจะยังคงเติบโต 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/scgd-q3-2025-profit-grows-37-percent-vietnam-boost&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_nbldFnJgY0ajh7uoyKmP

  • Longevity Economy “ขุมทรัพย์” ใน “วิกฤติ” จุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พลิกอนาคตไทย ยุคคนแก่ล้นเมือง

    Longevity Economy “ขุมทรัพย์” ใน “วิกฤติ” จุดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ พลิกอนาคตไทย ยุคคนแก่ล้นเมือง

    ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยการก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” ในอัตราเร่งสูง 

    ท่ามกลางความท้าทายนี้ Longevity Economy ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญว่านี่อาจเป็น “โอกาส” ที่จะสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

    บนเวที Thairath Forum 2025 ในหัวข้อ Longevity Economy ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย

    • วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา
    • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC)
    • นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)

    ได้ร่วมกันประเมินสถานการณ์และเสนอแนวทางในการพลิกวิกฤตคิรั้งนี้ ให้กลายเป็นขุมทรัพย์แห่งสุขภาพและความยั่งยืน พร้อมได้เน้นย้ำถึงเศรษฐกิจผู้สูงวัยที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลกและไทย ทั้งในมิติธุรกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตประชากร

    โครงสร้างประชากรไทย วิกฤติ หรือ โอกาส ?

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เน้นย้ำถึงความสำเร็จของระบบประกันสุขภาพของไทยที่ทำให้สัดส่วนที่ประชาชนต้องใช้เงินเองลดลง แต่ถึงกระนั้นก็มองว่าโครงสร้างประชากรที่คนวัยทำงานจะลดลงในขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นนั้น เป็นปัญหาเชิงเศรษฐกิจที่ท้าทายมากที่สุด

    โดยในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า สัดส่วนคนวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คนจะลดลงจาก 3.8 คน เหลือเพียง 1.8 คน ซึ่งทางเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เพื่อให้รายได้ต่อหัวไม่ลดลง ประเทศไทยจะต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพต่อหัวของคนวัยทำงานให้ได้ 2.5-3% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีประเทศใดในโลกที่เข้าสู่ “ภาวะสูงอายุ” สามารถรักษาไว้ได้

    วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ประเทศไทยเราเป็นสังคมสูงอายุสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานจะเป็นระดับสุดยอด โดยชี้ว่าปัจจุบันเรามีผู้มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 20% แต่อีกประมาณ 8 ปี สัดส่วนนี้ จะเป็น 1 ใน 3

    ปัญหาวิกฤติโครงสร้างประชากรนี้ เมื่อรวมกับปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศ จะกลายเป็น “double crisis” ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ และมองว่าประเด็น Longevity นี้ เป็นสิ่งท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

    “นี่เป็นทั้งโอกาสและวิกฤต หากเราไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ มันจะวิกฤติหนักแน่นอน”

    ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ มองว่าเป็นโอกาส แต่ถ้าเราคว้าไม่ทัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยยืนยันว่าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2576 ซึ่งจะเกิดปัญหาแน่นอน เพราะคนหนุ่มสาวน้อยลง และคนอายุเกิน 60 ปี มีจำนวนเยอะขึ้น

    โดยปีก่อนนั้นประเทศไทยมีจำนวนคนตาย (570,000 คน) มากกว่าคนเกิด (460,000 คน) ทำให้ประชากรติดลบ 100,000 คนเป็นปีแรก ซึ่งหากเป็นอย่างนี้ ภาษาเศรษฐศาสตร์คือ “หมดแน่”

    อย่างไรก็ตาม มูลค่าเศรษฐกิจ Wellness โลกกำลังเติบโตสูงมาก และประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ Wellness สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ 28.4% ทำให้มองว่าหากเราวางแผนให้ดี เราสามารถเข้าสู่ Longevity Economy ในระดับโลกได้

    “Longevity Economy” ในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า แม้ไทยจะเผชิญวิกฤติโครงสร้างประชากร แต่ Longevity Economy ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ประเทศได้

    ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ กล่าวว่า เศรษฐกิจ Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะเกือบ 9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 3 ปีข้างหน้า

    ซึ่งเน้นย้ำว่า การเติบโตเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 7.3% ต่อปี แต่ประเทศไทยมีความโดดเด่นอย่างมาก โดยมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ Wellness สูงเป็น อันดับ 1 ของโลก ที่ 28.4% ในช่วงปี 2565–2566 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท 

    เครื่องยนต์หลักคือ Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) ซึ่งเติบโตเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่ 119.5% รองจากจีน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาเมืองไทยเพราะ “มาซื้อชีวิตที่เมืองไทย” และมีการใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 50-60%

    นอกจากนี้ ยังชี้ว่า Healthy Eating, Nutrition, and Weight Loss เป็นภาคส่วนที่โตเป็นอันดับ 2 รองจาก Wellness Tourism และเป็นโอกาสที่คนทั่วโลกยอมจ่ายสูงกว่าปกติถึง 30% สำหรับอาหารที่มีคุณภาพจริง

    อย่างไรก็ตาม มองว่าไทยยังมีช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม เช่น ภูมิปัญญาไทย/สมุนไพรไทย ที่ยังขาดการวิจัยสร้างมูลค่าเพิ่ม, การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการออกกำลังกาย เป็นต้น

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรพยายามแข่งขันกับจีนในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม แต่ควรเปลี่ยนมาสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า โดยเสนอให้เน้นการทำ อาหารคุณภาพดี/ออร์แกนิก และ การดูแลสุขภาพ (Health Care) เนื่องจากขนาดของสองภาคส่วนนี้รวมกันใหญ่พอที่จะทดแทนภาคอุตสาหกรรมปัจจุบัน (ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20-30% ของ GDP) และเป็น New Engine of Growth ของไทยได้

    วราวุธ ศิลปอาชา กล่าวว่า เราไม่ต้องการนักท่องเที่ยวเยอะๆ ที่มาแล้วทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ต้องการนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงสูงๆ โดยมองว่า Wellness Tourism ที่มีนักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวสูงกว่าปกติเกือบ 50-60% นั้น สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการคุณภาพมากกว่าปริมาณ และย้ำว่าการที่ไทยมีพื้นฐานด้าน service mind และโดดเด่นด้านการดูแลสุขภาพ เป็นจุดแข็งที่รัฐบาลควรต่อยอด

    ข้อเสนอแนะเพื่อผลักดันเศรษฐกิจใหม่

    วราวุธ ศิลปอาชา เสนอว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ไขมาเป็นการป้องกัน พร้อมเสนอให้มีนโยบาย “สุขภาพดี มีเงินคืน” เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนดูแลตัวเอง หากไม่เจ็บป่วยและไม่ใช้เงิน 30 บาทเลยตลอดปี ก็ควรได้เงินคืน ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่ต้องเสียเงินรักษา และได้ประสิทธิภาพจากแรงงานที่แข็งแรง

    นอกจากนี้ยังเสนอให้ปรับคำจำกัดความของ “ผู้สูงอายุ” จาก 60 ปี เป็น 65 ปี ตามมาตรฐานของสหประชาชาติ เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้เกณฑ์อายุต่ำที่สุดในโลก (ใช้มาตั้งแต่ปี 2494)

    ดร.ตนุพล วิรุฬหการุญ เสนอให้รัฐบาลช่วยประชาสัมพันธ์อย่างหนัก ผ่านแคมเปญใหญ่ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างการรับรู้ระดับโลกว่าการมาเมืองไทยทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น พร้อมย้ำว่า “คนขายคือเรา” ดังนั้น ประชาชนไทยเองต้องเปลี่ยน Mindset ดูแลตัวเองให้แข็งแรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว 

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ เสนอว่า การเน้นเรื่องการออกกำลังกายมีความสำคัญมากในเรื่องการมีสุขภาพดี โดยเสนอให้ใช้พื้นที่ว่างที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนที่ต้องปิดตัวลงเนื่องจากจำนวนเด็กน้อยลง ให้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับการดูแลสุขภาพและออกกำลังกายของผู้สูงอายุ และเชื่อมโยงไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง เพื่อผลักดันภาคส่วนอาหารสุขภาพและการดูแลสุขภาพให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2891804&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CI03TpRIv18_-tSZwRHc1

  • ลุ้นสงครามการค้า 2 มหาอำนาจ คลี่คลายดันเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว

    ลุ้นสงครามการค้า 2 มหาอำนาจ คลี่คลายดันเศรษฐกิจทั่วโลกฟื้นตัว

    วันนี้ ( 28 ต.ค.2568) ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Shutdown และความตึงเครียดทางการค้ากับจีน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ขยับขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 2.9% สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2567 ที่ 3% ในเดือนก.ย. ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนที่ 53.6 ในเดือนตุลาคม

    ทั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกปกคลุมจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานราชการ (government shutdown) ที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงความขัดแย้งทางการค้ากับจีนที่เพิ่มขึ้นหลังทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมและควบคุมการส่งออกซอฟแวร์เพื่อตอบโต้จีนที่ขยายมาตรการส่งออกแร่หายาก

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการประชุมนอกรอบระหว่างผู้นำของสหรัฐฯ และจีนที่จะมีขึ้นในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ว่าจะช่วยคลายความขัดแย้งทางการค้าได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวท่ามกลางความไม่แน่นอนที่สูงและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดจะเดินหน้าปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้สู่ระดับ 3.50-3.75%

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

    นายนันทพงศ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า การส่งออกไปตลาดสหรัฐยังไปได้ดีในเดือน ก.ย. มีอัตราเติบโตถึง 35.3 % ต่อเนื่อง 24 เดือน จากความต้องการซื้อสินค้าในสหรัฐเพิ่มขึ้นจากนโยบายลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้กำลังซื้อในสหรัฐฟื้นกลับมา เนื่องจาก สหรัฐเป็นตลาดใหญ่ของการบริโภคในโลก จึงทำให้ การค้าโลกฟื้นตัวดีขึ้นตามไปด้วย

    นอกจากนี้ ขณะนี้ เป็น วัฎจักรขาขึ้นของสินค้ากลุ่มอิเลคทรอนิคส์ ซึ่ง รัฐบาลสหรัฐก็ เห็น ความสำคัญของสินค้ากลุ่มนี้ทำให้อัตราภาษีนำเข้าไม่ได้สูงมาก และ เด็กรุ่นใหม่มีความต้องการใช้มากขึ้นทั้งโทรศัพท์มือ และอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ดังนั้น จึงไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทย ในขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปยังตลาดสหรัฐมีน้อย เพราะ การส่งออกสินค้าเกษตรไทยตลาดหลักคือ จีน

    ผลกระทบจาก Reciprocal tariff ต่อการส่งออกไทย มีไม่มาก และความชัดเจน เรื่องอัตราภาษีนำเข้าที่ 19 % ของไทยทำให้ผู้ประกอบการคลายความกังวล และอัตรานี้ ทำให้ไทยแข่งขันกับคู่แข่งในภูมิภาคนี้ได้

    อย่างไรก็ตาม การส่งออกไปตลาดสหรัฐเดือน ก.ย. มีอัตราเติบโต 35.3%มีมูลค่า 6,793 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยเกินดุล5,228 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน 9 เดือนแรก มีมูลค่า52,176 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.6 % ไทยเกินดุลการค้า 36,443 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ในขณะที่การส่งออกไปจีน 2,952 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.2 % โดยไทยขาดดุล 6,479 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับ 9 เดือนแรก ไทยส่งออกไปจีนมีมูลค่า30,667 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.1 % ไทยขาดดุล 47,303 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัว28.6%

    ในขณะที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่น ศูนย์วิจัยกรุงศรี มองว่านโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลทาคาอิจิคาดช่วยหนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงปลายปี การส่งออกของญี่ปุ่นพลิกฟื้นจากหดตัวในเดือนก่อนที่ -0.1% กลับมาขยายตัว 4.2% ในเดือนก.ย. ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (National CPI) ปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน อยู่ที่ 2.9% สอดคล้องกับตลาดคาดการณ์ ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตมีการหดตัวมากขึ้นจากเดือนก่อนที่ 48.5 สู่ระดับ 48.3 ในเดือนต.ค.

    แม้ว่าการบริโภคยังคงอ่อนแอจากแรงกดดันเงินเฟ้อสะท้อนจากยอดค้าปลีกที่หดตัวมากสุดในรอบ 4 ปี แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากความเชื่อมั่นของผู้ผลิตรายใหญ่ที่ปรับตัวดีขึ้น ภาคธุรกิจยังคงขยายแผนการลงทุน รวมถึงการส่งออกที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน จากแรงหนุนของการอ่อนค่าของเงินเยนและการส่งออกไปเอเชียที่ดีขึ้น

    นอกจากนี้ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาค่าครองชีพ และเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง ซึ่งคาดว่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ที่เข้ามาช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงปลายปีนี้ จากความคาดหวังดังกล่าวอาจเพิ่มโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ในช่วงปลายปีนี้

    เช่นเดียวกับเศรษฐกิจจีนที่มีแรงส่งการเติบโตแผ่วลง โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้ง GDP ในไตรมาสที่ 3 (+4.8% จาก 5.2% ในไตรมาสที่ 2) ยอดค้าปลีกสินค้าในเดือนก.ย.น (+3% จาก +3.4% ในเดือนส.ค.) และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง 9 เดือนแรก (หดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่โควิดที่ -0.5%) สำหรับผลการประชุมล่าสุดของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า จะให้ความสำคัญกับการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ การกระจายรายได้ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และ AI รวมถึงการพัฒนาตลาดแห่งชาติ (Unified National Market) ตลอดจนการแก้ไขปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง (Price involution) และปัญหาอุปทานส่วนเกิน

    นอกจากนี้ จีนเผชิญความเสี่ยงมากขึ้นจากภาษีสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ การควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญ และการขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือ ดังนั้น ความหวังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนจึงขึ้นอยู่กับประสิทธิผลในการฟื้นการบริโภคภายในประเทศทั้งจากมาตรการอุดหนุนการแลกซื้อสินค้าใหม่ประกอบกับมาตรการหนุนการบริโภคในภาคบริการ
    เร่งลงทุน 3 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจฟื้น

    ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ ทำการวิเคราะห์เศรษฐกิจว่า รัฐบาลเตรียมผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เกิดเร็วขึ้น มีหลายปัจจัยสะท้อนโอกาสการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นBOI ที่มีแผนเร่งรัดการลงทุนกว่า 3 แสนล้านบาท เพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะข้างหน้า นอกจากนี้ เห็นชอบให้จัดตั้งระบบ “Thailand Fast Pass” เป็นกลไกเชิงรุกในการเร่งรัดและอำนวยความสะดวกต่อโครงการลงทุนสำคัญโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    การเร่งรัดการลงทุนของ BOI ผ่านกลไกดังกล่าว คาดว่าจะช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการอนุมัติและขออนุญาตต่างๆ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน แก้ไขอุปสรรคทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติ จุดมุ่งหมายเพื่อสนับสนุนให้การลงทุนภาคเอกชนเติบโตและมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้มากขึ้น

    ข้อมูลล่าสุดพบว่ามูลค่าการขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 139% YoY นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์สมัยใหม่ ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ขอรับส่งเสริมลงทุนฯ มีมูลค่า 7.38 แสนล้านบาท ขยายตัว 132% นำโดยสิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน

    อย่างไรก็ตามศูนย์วิจัยกรุงศรีคาดดอกเบี้ยนโยบายยังมีโอกาสปรับลดลงสู่ระดับ 1.25% ภายในปลายปีนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ของปีนี้อาจหดตัว -0.5% หรือ +1.5% ก่อนจะกลับมาขยายตัว 0.5% หรือ +1.3% YoY ในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2568 เติบโต 2.2% และคาดว่าจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 จากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่กดดันภาคการส่งออกมากขึ้น ซึ่งวิจัยกรุงศรีประเมินว่ามีโอกาสที่ธปท.อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 1.25% ในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ในเดือนธันวาคมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน

    อ่านข่าว:

    จับตาเจรจาหยุดโลก “ทรัมป์ – สี จิ้นผิง” 30 ต.ค. ชี้ชะตาทิศทางสงครามการค้าโลก

    “ไทย-สหรัฐฯ” แถลงการณ์ร่วม กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทน ตั้งเป้าสรุปผลปลายปีนี้

    เทศกาลเททอง ฉุดทองดิ่งรอบ 5 ปี เหตุดอลลาร์ “แข็ง”นักลงทุนหนีสินทรัพย์ปลอดภัย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WljFNThW6r5o1_TS88D5I

  • “ดร.คเณศ” ชี้ “ทุนสีเทา” ระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย แนะปิด 5 จุดบอด เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    “ดร.คเณศ” ชี้ “ทุนสีเทา” ระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย แนะปิด 5 จุดบอด เรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    “ดร.คเณศ” ชี้ “ทุนสีเทา” ระเบิดเวลาเศรษฐกิจไทย จี้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ สลายระบบอุปถัมภ์ ตรวจสอบที่มา เงินทุนต่างชาติ ป้องกันทุนสีเทา

    วันที่ 28 ต.ค. 2568 ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า “ทุนสีเทา” ได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่บ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างรุนแรง โดยทุนสีเทาคือการดำเนินธุรกิจที่ผสมระหว่างกิจกรรมถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย อาศัยเครือข่ายอุปถัมภ์และความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อฟอกเงินจากอาชญากรรม เช่น การพนันออนไลน์ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ และฟอกเงินผ่านธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และโรงแรม

    เศรษฐกิจนอกระบบสูง 8 ล้านล้าน

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ระบุว่า ปี 2568 มีแผนตรวจสอบนิติบุคคลเชิงรุกกว่า 26,830 ราย ใน 9 จังหวัดเสี่ยงสูง โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งในปี 2564 พบการกระทำผิดมากถึง 61.38% ของคดีนอมินีทั้งหมด ขณะที่สำนักงานสภาพัฒน์ฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่าสูงถึง 8 ล้านล้านบาท หรือราว 40% ของ GDP โดยกิจกรรมผิดกฎหมายหลัก เช่น การพนัน การค้าของเถื่อน และการค้าประเวณี มีมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาทต่อปี

    ดร. คเณศ กล่าวด้วยว่า  หากรัฐบาลยังมองทุนสีเทาเป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไป จะไม่มีทางแก้ไขได้จริง เพราะรากของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างอำนาจ ระบบอุปถัมภ์ และช่องโหว่ทางเศรษฐกิจที่เปิดทางให้เงินผิดกฎหมายไหลเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกกฎหมาย  โดยขอเสนอแนวทางเชิงนโยบาย 5 ด้านหลัก ได้แก่

    1. ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและสลายระบบอุปถัมภ์ – ตรวจสอบความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐและสร้างกลไกตรวจสอบอิสระที่โปร่งใส

    2. จัดการเม็ดเงินนอกระบบและสร้างฐานข้อมูลกลาง – ดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี และบูรณาการข้อมูลจาก ปปง. DSI DBD และกรมที่ดิน เพื่อวัดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบอย่างแม่นยำ

    3. เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในภาคอสังหาริมทรัพย์และนอมินี – ตรวจสอบเชิงรุกและเพิ่มโทษผู้กระทำผิด เพื่อสกัดการฟอกเงินผ่านธุรกิจบังหน้า

    4. ให้ BOI และ EEC มีบทบาทคัดกรองการลงทุนต่างชาติ – ต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุนและโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อป้องกันทุนเทาใช้การลงทุนเป็นช่องทางเข้ามาในประเทศภายใต้โครงการส่งเสริมการลงทุน

    5. ป้องกันทุนสีเทาเข้าสู่ตลาดทุนไทย – ตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) และ ก.ล.ต. ต้องเข้ามามีบทบาทเชิงรุก ออกมาตรการคัดกรองแหล่งเงินลงทุนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติซับซ้อน เพื่อป้องกันการฟอกเงินผ่านตลาดทุน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2891980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qh6zX0GU0LOR4cUqNub2n