Category: เศรษฐกิจ

  • กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 และผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง และอ่างเก็บน้ำบางพระ จ. ชลบุรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถกระจายน้ำได้ทั่วถึงและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งสามารถรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาภัยแล้งในปี 2569 ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิกาศของโลกที่มีความแปรปรวน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

    นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน(28 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,344ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นเกือบ 53% ของความจุอ่างฯรวมกันจนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ดังนี้
    1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้านลบ.ม.
    2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.1 ล้านลบ.ม.
    3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.44 ล้านลบ.ม.
    4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 7.8 ล้านลบ.ม.
    5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.17 ล้านลบ.ม.
    6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.58 ล้านลบ.ม.

    ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ได้อย่างเพียงพอ ตลอดทั้งปี

    ​อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ตั้งแต่ปี 2563-2580 รวมทั้งสิ้น 39 โครงการ ทั้งการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม สร้างโครงข่ายน้ำเพิ่มขึ้น จัดทำระบบสูบน้ำกลับ รวมทั้งการขุดลอก และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติม และยังได้มีการนำแนวคิดและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 17 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ และเป็นโครงการที่ต้องขับเคลื่อนอีก 16 โครงการ หากดำเนินการโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีโอกาสสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 909 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ EEC ให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรใช้ได้อย่างเพียงพอและไม่ขาดแคลน

    นายทินกร เหลือล้น กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมชลประทานยังได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาภัยแล้งโดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำโดยใช้ศักยภาพของลุ่มน้ำต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุลเพียงพอต่อความต้องการ บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ มีแนวทางในการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน กำหนดให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่พร้อมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_ZjitXvh1mg8jk79Go-hw

  • TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดการณ์ว่า เฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรับมือตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลง โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนก.. และธ.. และอาจลดเพิ่มเติมอีก 0.25-0.50% ในปีหน้า หากเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ด้านเงินเฟ้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ

    นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรองรับกับความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงาน โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนกันยายนและเดือนธันวาคม และอาจปรับลดลงอีก 0.25-0.50% ในปี 2569 หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และไม่มีการเลิกจ้างงานอย่างรุนแรง

    “หลังจากที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.25–4.50% มาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่สัญญาณจากตลาดแรงงานเริ่มสะท้อนถึงความเปราะบาง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับท่าทีของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ในการประชุม Jackson Hole Economic Policy Symposium ล่าสุด ที่เริ่มโน้มเอียงไปทางผ่อนคลาย (Dovish) ส่งผลให้มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน นี้”

    ด้านตลาดการเงินตอบรับด้วยการคาดการณ์ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับประมาณ 3.0% ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดดอกเบี้ยรวมกว่า 1.25–1.50% จากระดับปัจจุบัน ขณะที่ TISCO ESU มองว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจาก 1.โครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป 2.เงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย และ 3.ตลาดตีความท่าทีการสื่อสารของนายพาเวลล์ว่ามีความผ่อนคลายมากเกินไป

    สำหรับการจ้างงานในสหรัฐฯ แม้จะชะลอลง แต่อัตราการว่างงานยังทรงตัวในระดับต่ำ เป็นผลจากอุปทานแรงงานที่ชะลอตัวลงพร้อม ๆ กับอุปสงค์แรงงาน หลังประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินมาตรการกีดกันผู้อพยพอย่างเข้มงวด ทำให้จำนวนการเข้ามาของผู้อพยพแบบผิดกฎหมายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ระดับการจ้างงานที่ไม่ทำให้อัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น (Breakeven Employment) ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวชี้วัดตลาดแรงงานอื่น ๆ เช่น อัตราการลาออกแบบสมัครใจ อัตราการเลิกจ้าง สัดส่วนงานว่างเปิดใหม่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ว่างงาน และค่าจ้างแรงงาน ยังสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่อยู่ในระดับค่อนข้างสมดุล

    ขณะที่ราคาสินค้าบางหมวดเริ่มเผชิญกับผลของการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งกำแพงภาษีศุลกากร ทั้งนี้ แม้ในภาพรวมยังไม่น่ากังวลเท่าที่เฟดเคยประเมินไว้ เพราะการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคยังเกิดขึ้นน้อยและช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แต่มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการจะยังทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปี หลังต้นทุนการนำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสูงในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้นายพาวเวลล์จะเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ในการประชุม Jackson Hole ล่าสุด แต่การสื่อสารยังผสมไปด้วยความระมัดระวัง โดยระบุว่า เงินเฟ้อเผชิญความเสี่ยงด้านสูง ขณะที่ตลาดแรงงานเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับงานประชุม Jackson Hole ในปี 2567 ที่เฟดเริ่มต้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง นายพาวเวลล์กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อมีลดลง และความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงานมีเพิ่มขึ้น ทำให้โดยรวมเป็นการสื่อสารที่ค่อนข้างเป็นกลางกว่าปีก่อน อีกทั้งยังย้ำว่า เครื่องชี้วัดตลาดแรงงานหลายตัวยังทรงตัว หรือชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการลดดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องหรือในอัตราที่มากกว่าปกติยังไม่น่าจะเกิดขึ้น เว้นแต่ตลาดแรงงานจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250828-tiscoesu-sep25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-ySxyTPBosbj_T3gvf1I

  • “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (28 ส.ค. 2568) เปิดตลาดที่ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

    ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ ซึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะมีเสียงข้างมากในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และจะผลักดันนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ต้องการ การแสดงท่าทีดังกล่าวได้สร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มายาวนาน

    ตลาดเงินยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์นี้ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

    ด้านการลงทุนต่างชาติ ล่าสุดพบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,871 ล้านบาท ขณะเดียวกันซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 958 ล้านบาท สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยง

    สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินวันนี้ ฝ่ายวิจัย ttb คาด USD/THB อยู่ที่ 32.30–32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนะนำทยอยซื้อเมื่ออ่อนค่าที่ 32.30 บาท และขายทำกำไรที่ 32.60 บาท ขณะที่ค่าเงินหลักอื่น ได้แก่ EUR/THB คาดที่ 37.50–38.00 บาท แนะนำซื้อ 37.50 บาท/ขาย 38.00 บาท, JPY/THB อยู่ที่ 0.2170–0.2230 บาท แนะนำซื้อ 0.2170 บาท/ขาย 0.2230 บาท รวมถึง GBP/THB ที่ 43.50–44.00 บาท และ AUD/THB ที่ 20.80–21.30 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b7-sCsosBGUclbp635ve5

  • เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ชะลอตัวหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 39%

    เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์ชะลอตัวหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้า 39%

    กระทรวงเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์เตือนเศรษฐกิจประเทศจะเติบโตช้าลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์ในอัตรา 39% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราภาษีสูงสุดที่สหรัฐฯ กำหนดให้กับประเทศต่างๆ

    สำนักเลขาธิการรัฐด้านกิจการเศรษฐกิจ (SECO) ของสวิตเซอร์แลนด์ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สถานการณ์เศรษฐกิจแสดงให้เห็นผลจากอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น เศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์มีแนวโน้มจะเติบโตช้าลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2026

    การปรับลดการคาดการณ์การเติบโต

    SECO ได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 1.2% เหลือ 0.8% สำหรับปี 2026 ขณะที่ปีนี้คาดการณ์การเติบโตอยู่ที่ 1.2% ลดลงจากการประเมินเดิมที่ 1.3%

    อัตราภาษีใหม่ 39% เพิ่มขึ้นจากอัตราพื้นฐาน 10% ที่ Trump ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายนกับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก การเพิ่มอัตราภาษีนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคส่งออกสำคัญของ สวิตเซอร์แลนด์

    ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมหลัก

    ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมนาฬิกา เครื่องจักรอุตสาหกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารอย่างช็อกโกแลตและชีส ธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์กังวลว่าคู่แข่งจากประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ จะได้เปรียบ เนื่องจากสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นเจรจาได้อัตราภาษี 15% ขณะที่อังกฤษได้อัตราภาษี 10%

    การตอบสนองของรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์

    รัฐบาลเบิร์นโต้แย้งว่าสหรัฐฯ มีดุลการค้าบริการเกินดุลอย่างมีนัยสำคัญ และสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ สามารถเข้าสู่ตลาดสวิตเซอร์แลนด์โดยไม่ต้องเสียภาษี การคาดการณ์เศรษฐกิจฉบับเต็มครั้งต่อไปกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 16 ตุลาคม

    SECO ระบุว่า ยังไม่คาดว่าจะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจมีนัยสำคัญสำหรับในบางภาคธุรกิจบางส่วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/swiss-economy-slows-down-us-tariff-39-percent&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gnL9aI7BhE6uJrRSTmyA6

  • “ดร.ก้อง” เผยวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 8 พันล้าน

    “ดร.ก้อง” เผยวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 8 พันล้าน

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. ชื่นชมผลงานทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยผ่านเข้ารอบ 16 ทีม พร้อมเผยศึกชิงแชมป์โลก 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนจัดเพียง 1,124 ล้านบาท

    ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ออกมากล่าวชื่นชมทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึก วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 ที่ไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ พร้อมยืนยันว่าการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้สร้างเม็ดเงินมหาศาลสะพัดเศรษฐกิจไทยกว่า 8,435 ล้านบาท แม้การแข่งขันยังไม่สิ้นสุดลง

    ทีมชาติไทย จบอันดับ 2 ของกลุ่ม เอ ด้วยผลงานชนะ 2 แพ้ 1 มี 7 คะแนน ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปตามหลัง เนเธอร์แลนด์ ที่คว้าแชมป์กลุ่ม ซึ่ง ดร.ก้องศักด กล่าวย้ำว่า กกท. จะยังคงสนับสนุนเต็มที่ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และการฟื้นฟูสมรรถภาพนักกีฬา เพื่อเตรียมความพร้อมสู้ศึกน็อกเอาท์ต่อไป

    สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจจากการจัดแข่งขันที่จัดขึ้นใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต ระหว่างวันที่ 22 ส.ค. – 7 ก.ย. 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสำรวจพบว่า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนเพียง 1,124 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการประชาสัมพันธ์ 5,596.50 ล้านบาท ผู้ชมสดและถ่ายทอดย้อนหลังรวมกว่า 1.3 พันล้านคน การเข้าถึงสื่อประชาสัมพันธ์สูงถึง 99.6 พันล้านครั้ง พร้อมมูลค่าการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศรวม 768.30 ล้านบาท และมูลค่าทางเศรษฐกิจตรง 2,070.90 ล้านบาท

    “การแข่งขันครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลก แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นบันไดสำคัญในการดึงดูดอีเวนต์กีฬานานาชาติเข้ามาจัดในอนาคต” ดร.ก้องศักด กล่าว

    สำหรับรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมชาติไทย จะพบกับ ทีมชาติญี่ปุ่น แชมป์กลุ่ม เอช ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม เวลา 20.30 น. ที่อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก ถ่ายทอดสดทาง PPTV HD และ AIS PLAY

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/volleyball/88940/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A_xLVU6_6GP4KU4veHq-I

  • บอนด์ยีลด์ร่วง จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ดัชนี PCE

    บอนด์ยีลด์ร่วง จับตาตัวเลขเศรษฐกิจ,ดัชนี PCE

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลง ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ รวมทั้งดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE)

    ณ เวลา 20.17 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.236% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 4.899%

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 3.0% และดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับการหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี

    การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2/2568 ได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวดีขึ้นของดุลการค้าสหรัฐ

    ทั้งนี้ การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างพากันรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าลดลงถึง 29.8% ในไตรมาส 2/2568 และเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 229,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 231,000 ราย

    ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลงสู่ระดับ 1.95 ล้านราย

    นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.6% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7R0IQEGJV86O7D4T6FR3L1E7MYOKZA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HzlekrP4Jq0xiSp1FLta2

  • “จิราพร” เปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้  ดันเศรษฐกิจ 14 จังหวัดภาคใต้ ผ่านโมเดล ‘”ศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” 

    “จิราพร” เปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้  ดันเศรษฐกิจ 14 จังหวัดภาคใต้ ผ่านโมเดล ‘”ศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” 

    การเมือง

    “จิราพร” เปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้  ดันเศรษฐกิจ 14 จังหวัดภาคใต้ ผ่านโมเดล ‘”ศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” 

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.26 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568    เวลา 17.30 น. นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week 2025) ซึ่งเป็นความร่วมมือของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับจังหวัดสงขลา จังหวัดในภาคใต้ และเครือข่ายพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ ลาน Creative Market (ลานจอดรถเทศบาลฯ) ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายกเทศมนตรีนครสงขลา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ คณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ภาคีเครือข่ายจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด 
     
    นางสาวจิราพร กล่าวว่า “ภาคใต้เป็นภูมิภาคที่เต็มไปด้วยทุนวัฒนธรรมอันโดดเด่น ธรรมชาติที่งดงาม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้หลากหลาย ทั้งการออกแบบ สถาปัตยกรรม แฟชั่น ดนตรี อาหาร และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ นำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล รัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้สงขลาและเมืองต่าง ๆ ในภาคใต้ ก้าวสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ชั้นนำบนเวทีโลก โดยเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอาเซียนและนานาชาติอย่างเต็มศักยภาพ”
     
    ทั้งนี้ การจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในชื่องาน เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 หรือ Pakk Taii Design Week 2025 (PTDW2025) ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 ณ เมืองเก่าสงขลาและหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยการจัดเทศกาลดังกล่าว ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพความคิดสร้างสรรค์ของภาคใต้ แต่ยังต่อยอดแนวคิด “South Paradise  มาใต้ บายใจให้ถึงหวัน” ที่นำเสนอโมเดล “De-Stress Economy” หรือ “เศรษฐกิจแห่งความสบายใจ” เปลี่ยนความสุขให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของเมืองและชุมชน เชื่อมโยงเศรษฐกิจกับคุณภาพชีวิตและการท่องเที่ยว ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความสงบ ความผ่อนคลาย และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ซึ่งตอบโจทย์ยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเครียดและความท้าทายรอบด้าน
     
    “รัฐบาลมีนโยบายในการกระจายโอกาสและองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เข้าถึงทุกภูมิภาค ผ่านการขยายเครือข่ายศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง CEA กับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกเสริมศักยภาพนักออกแบบ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และกระจายโอกาสอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยในภาคใต้จะมี TCDC แห่งใหม่ 2 จังหวัด ได้แก่ TCDC ภูเก็ต และ TCDC ปัตตานี คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 นี้“ นางสาวจิราพร กล่าวเพิ่มเติม
     
    ปัจจุบัน CEA จัดเทศกาลงานออกแบบประจำปีใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ 1) เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) 2) เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) 3) เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) และ 4) เทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ซึ่งทุกเทศกาลล้วนเป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ โดยเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยว การลงทุน และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

    สำหรับปี 2568 มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) และเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ (Isan Creative Festival) มีมูลค่าสูงถึง 2,913.2 ล้านบาท และคาดว่าการจัดเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 7 กันยายน 2568 และเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ (Chiang Mai Design Week) ในระหว่างวันที่ 6 – 14 ธันวาคม 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1,469.2 ล้านบาท 
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/444244&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HnrAdCMVYcjtSYqH5NPy5

  • ชาวบ้านค้อทอง จ.อุบลราชธานี ขอบคุณ “ดร.เฉลิมชัย” หนุน “น้ำบาดาลระยะไกล” แก้ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในพื้นที่

    ชาวบ้านค้อทอง จ.อุบลราชธานี ขอบคุณ “ดร.เฉลิมชัย” หนุน “น้ำบาดาลระยะไกล” แก้ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในพื้นที่

    ชาวบ้านค้อทอง จ.อุบลราชธานี ขอบคุณ “ดร.เฉลิมชัย” หนุน “น้ำบาดาลระยะไกล” แก้ปัญหาน้ำกินน้ำใช้ในพื้นที่

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ทส. ลงพื้นที่บ้านค้อทอง หมู่ที่ 3 ตำบลค้อทอง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเปิดตัวโครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็ม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ โดยมีนายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวรายงาน และนายภัทรพล สารการ นายอำเภอเขื่องใน กล่าวต้อนรับ

    จากการที่ประชาชนในพื้นที่ตำบลค้อทอง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค เนื่องจากภาวะวิกฤติภัยแล้ง ประกอบกับการขยายตัวของชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ความต้องการใช้น้ำมีมากขึ้น โดยเฉพาะหมู่ที่ 3 และหมู่ที่ 4 ซึ่งปัจจุบันปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการในการดำเนินกิจกรรมของหมู่บ้าน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้จัดทำโครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็ม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และฟื้นฟูความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วน สำหรับองค์ประกอบของโครงการ ประกอบด้วย บ่อน้ำบาดาล ขนาด 6 นิ้ว จำนวน 4 บ่อ ถังพักน้ำ ความจุ 100 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 2 ถัง สถานีสูบน้ำ จำนวน 1 จุด หอถังสูงรักษาแรงดัน ความจุ 110 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 1 ถัง ถังกรองสนิมเหล็กขนาดใหญ่ จำนวน 1 ถัง จุดจ่ายน้ำบาดาล จำนวน 1 จุด ป้ายโครงการ อาคารศูนย์เรียนรู้น้ำบาดาล และจุดบริการน้ำดื่มสะอาด จำนวน 1 จุด หากดำเนินการแล้วเสร็จจะมีผู้ได้รับประโยชน์ จำนวน 2 หมู่บ้าน คือ บ้านค้อทอง หมู่ที่่ 3 และหมู่ที่ 4 ประชากร 1,397 คน 325 ครัวเรือน มีน้ำสะอาดใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ไม่น้อยกว่า 175,200 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

    นายภาดล ถาวรกฤชรัตน์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ ทั้งน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งงบกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในความรับผิดชอบของสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 11 (อุบลราชธานี) มีโครงการพัฒนาน้ำบาดาลที่เร่งดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รวม 4 โครงการได้แก่ 1) โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่ 300 ไร่ จำนวน 3 แห่ง 2) โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรแปลงใหญ่ พื้นที่ 500 ไร่ จำนวน 1 แห่ง 3) โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน จำนวน 15 แห่ง และ4) โครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็ม จำนวน 1 แห่ง

    ด้าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และต้องการให้พี่น้องประชาชนได้รับโอกาส รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (งบกระตุ้นเศรษฐกิจ) รัฐบาลได้สนับสนุนให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินโครงการจัดหาแหล่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ขาดแคลนน้ำหรือน้ำเค็ม เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปี และในวันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และความจริงใจที่จะช่วยเหลือประชาชน โดยโครงการนี้จะดำเนินการเจาะและพัฒนาบ่อน้ำบาดาลในพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสม พร้อมก่อสร้างระบบประปาบาดาลด้วยเทคโนโลยีการส่งน้ำบาดาลระยะไกล เพื่อส่งให้แก่พื้นที่เป้าหมายที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00m6f7xxHpQbCg7D-R5Ee1

  • น้ำมั่นคง สร้างเศรษฐกิจชุมชน เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ

    น้ำมั่นคง สร้างเศรษฐกิจชุมชน เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ

    28 ส.ค. 2568

    20 views

    ขนาดตัวอักษร

    28 ส.ค.68 – รมว.ทส. เปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ จ.อุบลราชธานี เสริมความมั่นคงน้ำ สร้างเศรษฐกิจชุมชน

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ (แก้มลิง) ณ บ้านจานเขื่อง หมู่ที่ 8 ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วย ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงฯ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกระทรวงฯ ผู้แทนหน่วยงาน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วม โดยมี นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ พร้อมด้วย นายโภคิน ช้ำเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 และเจ้าหน้าที่ ให้การต้อนรับ และรายงานวัตถุประสงค์การดำเนินงานโครงการฯ

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ เน้นย้ำถึงการพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในการดูแลรักษา เพื่อให้แหล่งน้ำสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนอย่างยั่งยืน

    ด้าน นายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว ดำเนินการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 เป็นการขุดปรับปรุงแหล่งน้ำและก่อสร้างอาคารประกอบ สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1.375 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยให้ประชาชนกว่า 329 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกว่า 1,700 ไร่ มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ซึ่งไม่เพียงแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชน เนื่องจากเกษตรกรสามารถเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงด้านรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ในปี 2569 กรมฯ ยังมีแผนดำเนินการขุดลอกแหล่งน้ำเพิ่มเติม พร้อมติดตั้งระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะเพิ่มปริมาณน้ำได้อีกกว่า 270,000 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำอีก 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำต้อน เลิงสะปรัง หนองขโหมย บ้านคำหมี และบ้านหนองใหญ่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/zKDDTGHb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Nss1zSJCuJSow99F0l04N

  • รอบรั้วการตลาด : ตลาดสี่มุมเมืองใช้กลยุทธ์เศรษฐกิจวัฒนธรรมผลักดันผักพื้นบ้าน

    รอบรั้วการตลาด : ตลาดสี่มุมเมืองใช้กลยุทธ์เศรษฐกิจวัฒนธรรมผลักดันผักพื้นบ้าน

    นางสาวปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ตลาดสี่มุมเมือง กล่าวว่า ตลาดสี่มุมเมือง จับมือหน่วยงานราชการและเอกชน โดยมี กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม, สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ผักโลก 

    ร่วมกันผลักดัน ตลาดผักพื้นบ้าน/ผักคัดบรรจุ สี่มุมเมือง แหล่งจำหน่ายวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นทั้งส่ง–ปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 4,900 ตารางเมตร มีแผงค้ากว่า 250 แผง รองรับปริมาณวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นกว่า 70 ตันต่อวัน มูลค่าเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 4 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด ผลักดันทุนวัฒนธรรมสู่ทุนเศรษฐกิจ และต่อยอดเป็น โครงการวัตถุดิบท้องถิ่นกินดีวิถีไทย” ที่มุ่งยกระดับคุณค่าผักพื้นบ้านสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนและเวทีโลก

    ทั้งนี้ ตลาดผักพื้นบ้าน/ผักคัดบรรจุ สี่มุมเมือง ในฐานะแหล่งจำหน่ายวัตถุดิบอาหารท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ตอกย้ำความเป็นตลาดกลางที่เชื่อมโยงวัตถุดิบสดใหม่จากทุกภูมิภาค—เหนือ อีสาน ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ส่งตรงถึงผู้บริโภคเมืองตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมวัตถุดิบ ผักพื้นบ้าน วัตถุดิบอาหารป่า และพืชผักสมุนไพรที่หาซื้อไม่ได้จากตลาดทั่วไป 

    เฉพาะโซนตลาดวัตถุดิบอาหารท้องถิ่น มีวัตถุดิบจำหน่ายกว่า 100 รายการ อาทิ ไข่มดแดง แม่เป้ง ลูกอ๊อด อึ่งไข่ หอยนา ปลาน้ำโขง ฯลฯ รวมถึงวัตถุดิบภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่าง น้ำใบย่านาง ผักเสี้ยนดอง สะตอสด–ดอง ลูกเหรียงสด–ดอง อ้อดิบ เขียดตากแห้ง หัวกลอย กล้วยตานี ลิ้นฟ้า ฯลฯ

    นอกเหนือจากการเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบหายาก ตลาดฯ ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้รวบรวม และผู้ขาย กับกลุ่มผู้ซื้อทั้ง HORECA (โรงแรม ร้านอาหาร ร้านข้าวแกง), ตลาดสด และผู้ค้าปลีก ตอบโจทย์ทั้ง B2B และ B2C โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องการวัตถุดิบเฉพาะถิ่นมีคุณภาพอีกด้วย

    สำหรับสินค้าจาก ตลาดผักพื้นบ้าน/ผักคัดบรรจุ นี้ เป็นมากกว่าวัตถุดิบอาหารท้องถิ่น แต่คือ สินค้าวัฒนธรรม ที่ทั้งกินได้ และมีอัตลักษณ์ ตลาดสี่มุมเมืองมุ่งมั่นยกระดับทุนวัฒนธรรมนี้ให้กลายเป็นทุนเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างระบบตลาดที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ค้า และผู้ซื้อ เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาหารไทยในเวทีโลกโดยตลาดสี่มุมเมืองพร้อมทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางวัตถุดิบที่รวบรวมความหลากหลายจากทุกภูมิภาค ให้เชฟ ร้านอาหาร และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในคุณภาพ 

    นายประภาส ภิญโญชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พืชผักพื้นบ้านไทยมีศักยภาพสูงในการก้าวสู่ตลาดโลก จุดแข็งอยู่ที่คุณค่าทางโภชนาการและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคเพื่อสุขภาพของผู้บริโภคยุคใหม่ อีกทั้งยังสามารถต่อยอดเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์เชิงภูมิศาสตร์ (GI) ที่ตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญ  

    โดยการสร้างแบรนด์ภูมิภาคให้วัตถุดิบท้องถิ่นจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานการผลิต การรับรองคุณภาพ ไปจนถึงการตลาดเชิงรุก พร้อมทั้งเสริมเรื่องเล่าด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก ในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เราพร้อมใช้เครือข่ายสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร 11 แห่งทั่วโลก เข้าร่วมงานแสดงสินค้า สร้างพันธมิตรการค้า และผลักดันความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนา 

    ทั้งนี้เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง อาหารไทยถือเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถผสานกับการตลาดเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างทรงพลัง โดยเล่าเรื่องผ่านมิติสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความเป็นธรรมในห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคต่างประเทศให้ความสำคัญ ในระยะยาว 

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการตลาดของวัตถุดิบท้องถิ่น ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภคที่มีคุณประโยชน์และราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้วัตถุดิบท้องถิ่นไทยสร้างทั้งรายได้และเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มั่นคงแก่ชุมชน 

    เดลฟีน ลาร์รูส ผู้อำนวยการฝ่ายการมีส่วนร่วมระดับโลก และผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ (ESEA) ศูนย์ผักโลก เปิดเผยว่า  ผักพื้นบ้านของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีคุณค่ามหาศาล ทั้งในเชิงโภชนาการ ความมั่นคงทางอาหาร และศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ จากงานวิจัยของศูนย์ฯ เราพบว่าผักพื้นเมืองจำนวนมากอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ 

    และสารไฟโตเคมิคอลที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการขาดสารอาหารที่เป็นปัญหาหลักในประเทศกำลังพัฒนา ผักอย่างมะรุม ผักโขม และมะระขี้นก ไม่เพียงมีคุณค่าทางสุขภาพสูงกว่าผักเชิงการค้าทั่วไป 

    แต่ยังเป็นวัตถุดิบที่เข้าถึงง่ายในท้องถิ่น ช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารให้กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และยังสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะผู้หญิงในชนบท เรามองว่าประเทศไทยมีศักยภาพอย่างยิ่งในการพัฒนาผักพื้นบ้านให้ตอบโจทย์ตลาดโลก 

    หากสามารถยกระดับด้วยงานวิจัย การสร้างแบรนด์ และการเล่าเรื่องราวเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารไทยได้ จะยิ่งสอดรับกับเทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนระดับสากล สิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและน่าเชื่อถือ ผ่านการเล่าเรื่อง ประสบการณ์การกิน และสูตรอาหาร ไม่ใช่เพียงแค่การบอกสารอาหารในเชิงวิชาการ เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วโลกเห็นคุณค่าที่แท้จริงของผักพื้นบ้านไทยและเอเชียอีกด้วย 

    สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร ผู้ค้าปลีก และผู้สนใจวัตถุดิบบ้านเกิดที่มีคุณภาพจากทั่วประเทศ ซึ่งเต็มไปด้วยคุณค่า เรื่องราว และเอกลักษณ์ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือสั่งซื้อผ่าน ตลาดสี่มุมเมืองออนไลน์ ได้แล้ววันนี้ สดใหม่เหมือนมาเลือกด้วยตัวเองที่ www.simummuangonline.com 

    กล่องสุ่มผู้พัน : KFCประเทศไทยฉลองเดือนเกิดผู้พันปีนี้อย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวกล่องสุ่มลิมิเต็ดสุดคิวท์ บบี้ แซนเดอร์ส คอลเลกชัน (KFC BABY SANDERS COLLECTION) เมื่อผู้พันแซนเดอร์สแปลงร่างมาเป็นฟิกเกอร์สุดน่ารักในหลากหลายลุคให้แฟนๆได้สะสมกันถึง 6 คาแรกเตอร์ ในราคาแลกซื้อสุดพิเศษเพียงกล่องสุ่มละ 79 บาท ตั้งแต่ 28 สิงหาคม – 24 กันยายน 2568 (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) 

    พร้อมสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ ให้ทุกคนได้ร่วมฉลองวันเกิดผู้พันแซนเดอร์สอย่างยิ่งใหญ่ ขนขบวนฟิกเกอร์ไซซ์ยักษ์ สูงกว่า 2.7 เมตร ทั้ง 6 คาแรกเตอร์เดินสายโชว์ตัวทั่วกรุง ให้แฟนๆ ได้แชะรูปตลอดทั้งเดือนกันยายนนี้ เก็บโมเมนต์เริ่มที่แรก Discovery Plaza สยามเซ็นเตอร์ ตอกย้ำภาพลักษณ์ KFC ในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจอินไซต์ผู้บริโภค และจับ Pop Culture มาตีความในสไตล์ที่สนุก เข้าถึงง่าย และเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

    เข้าใจผู้บริโภค : บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รุดหน้านำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังและเครื่องดื่มฟังชันนัลดริงก์ประกาศความสำเร็จก้าวสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคด้วยการปรับสูตรเครื่องดื่มทั้งหมดให้มีน้ำตาลน้อยกว่า 6% และเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ  พร้อมยืนยันความอร่อยที่ยังคงรสชาติถูกใจผู้บริโภคด้วยนวัตกรรม ตอกย้ำสถานะผู้นำที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของไทย  

    เพื่อผู้ป่วย : รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย รับมอบวิกผมแท้ จำนวน 50 หัวภายใต้โครงการวิริยะรวมใจกัน ปันเส้นผม เพื่อผู้ป่วยมะเร็งจาก บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นางสาวพิศเพลิน วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นผู้แทนมอบ พร้อมด้วย ดร.อรณัฏฐ์ อชีรญาวัฒน์ประธานกรรมการมูลนิธิจากนางฟ้าถึงคุณวันใหม่เพื่อส่งต่อวิกผมแท้ธรรมชาติที่มีคุณภาพและความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ทั่วประเทศ ซึ่งวิกผมเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งการรักษาสภาพจิตใจและช่วยเสริมสร้างความมั่นใจแก่ผู้ป่วย ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอีกครั้งโดยพิธีมอบจัดขึ้น ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2879408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iPsR0c1prrIAY0r89NIkn