Category: เศรษฐกิจ

  • โฮมโปร เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร’ ดันรายได้บริการโตสวนกระแส

    โฮมโปร เดินเกมเชิงรุกท่ามกลางพายุเศรษฐกิจ หนุนบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร’ ดันรายได้บริการโตสวนกระแส

    โฮมโปร มาแรงสวนกระแสภาพรวมเศรษฐกิจ ระบุยังคงรักษาผลประกอบการได้อย่างมั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนธุรกิจบริการจาก ‘ช่างโฮมโปร (Chang HomePro) – มือโปรประจำบ้านคุณ’ ให้เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีการขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำ ‘Total Home Solution’ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน

    29 ต.ค. 2568 – นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 3/2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,303.57 ล้านบาท ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 16,715.77 ล้านบาท ลดลงเพียง 1.7% ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ท้าทาย ขณะที่กำไรสุทธิในช่วง 9 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 4,409.50 ล้านบาท ลดลง 7.68% โดยบริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับแข็งแกร่งที่ 26.25% สะท้อนถึงประสิทธิภาพด้านการบริหารต้นทุนสินค้าและการดำเนินงานอย่างรอบคอบ

    “ปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายของภาคธุรกิจค้าปลีกและวัสดุก่อสร้าง แต่โฮมโปรยังมุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้ลูกค้าต่อเนื่อง ทั้งในมิติของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการยกระดับบริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักการเติบโตของธุรกิจ พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการได้ทุกที่ทุกเวลา สะท้อนความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจที่พร้อมปรับตัวต่อทุกสถานการณ์” นายวีรพันธ์ กล่าว

    สำหรับในไตรมาสที่ผ่านมา โฮมโปรยังคงเดินหน้าขยายฐานธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ โฮมโปร บ่อวิน แม่สาย และบางนา-ตราด รวมถึงเมกาโฮม แม่สาย ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสำคัญในภาคตะวันออกและภาคเหนือ ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส 3 บริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 139 แห่ง ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย สะท้อนศักยภาพการเติบโตเชิงรุกและการขยายเครือข่ายธุรกิจอย่างยั่งยืน

    นอกจากการขยายสาขา บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ “ประสบการณ์ลูกค้า” ในทุกมิติ ผ่านกิจกรรมด้านความยั่งยืน (ESG) และบริการหลังการขาย ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม โดยเฉพาะโครงการ “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า” ที่โฮมโปรและเมกาโฮม ทั่วประเทศ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า ช่วยเสริมความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานการบริการของแบรนด์ จากทีมช่างมืออาชีพ “ช่างโฮมโปร” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญองค์กร

    นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ในด้านช่องทางออนไลน์ โฮมโปรเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Channel อย่างเต็มรูปแบบ โดยพัฒนาบริการ Quick Commerce ร่วมกับพันธมิตรอย่าง LINE MAN และ Grab ควบคู่กับการเปิดร้านค้าทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้า เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และตอบสนองความต้องการได้รวดเร็วขึ้น ทันท่วงที

    แม้รายได้จากการขายสินค้าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยตามฤดูกาล แต่รายได้บริการจากทีมช่างโฮมโปร (Chang HomePro) และค่าเช่าพื้นที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นกว่า 2% จากการบริหารพื้นที่ในสาขาและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตธุรกิจ

    นายวีรพันธ์ กล่าวเสริมว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 คาดว่าจะช่วยหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา พร้อมกับการปรับกลยุทธ์เชิงรุกในด้านดิจิทัล การบริการ และการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนโฮมโปรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะผู้นำธุรกิจเรื่องบ้านครบวงจรของภูมิภาคอีกด้วย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/886817/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lUZKV03gkHQZ9TumPRO05

  • TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี 68 โต 2.1% จากเดิม 1.9% ได้แรงหนุน…

    TISCO ESU ปรับเพิ่ม GDP ไทย ปี 68 โต 2.1% จากเดิม 1.9% ได้แรงหนุน…

    TISCO ESU ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.9% รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี ขณะที่ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ เบากว่าคาด

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า TISCO ESU ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9% สะท้อนแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี และผลกระทบจากภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเบากว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้า

    ขณะที่ประมาณการการเติบโตในปี 2569 ยังคงไว้ที่ 1.6% โดยจับตาความเสี่ยงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแรง ปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงการหดตัวของสินเชื่อปล่อยใหม่และข้อจำกัดด้านพื้นที่การคลังของภาครัฐที่มีมากขึ้น นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวแม้จะมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และอาจต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569

    ด้านความเสี่ยงภายนอก แม้ผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ จะลดลงในระยะสั้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่อาจขยายขอบเขตการจัดเก็บภาษีมายังสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปัจจุบันยังได้รับการยกเว้นหลายรายการ รวมถึงความไม่ชัดเจนของภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment) ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยในระยะถัดไป

    เมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)

    ในส่วนของนโยบายการเงิน แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ แต่ TISCO ESU ยังมองว่าระดับปัจจุบันที่ 1.50% นั้นยังสูงเกินไป โดยคาดว่า ธปท. มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปีวันที่ 17 ธันวาคมนี้ และอาจมีการปรับลดเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้งในปี 2569 โดยขึ้นอยู่กับทิศทางเงินเฟ้อและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    TISCO ESU ยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ซึ่งจะประกาศในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ จะขยายตัวราว 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และหดตัวลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขอาจออกมาดีกว่าคาด หลังการส่งออกในเดือนกันยายนพลิกกลับมาขยายตัวถึง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดในรอบ 42 เดือน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และ Data Center ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในสหรัฐฯ (หมวด HS Code: 84-85) จึงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อภาคการส่งออกไทย

    สำหรับปี 2569 TISCO ESU มองว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุดยอดในอนาคตอันใกล้ ปัญหาทักษะแรงงานที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการที่ลดลง และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อปลดล็อกศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tisco-esu-upgrades-2568-gdp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jVPlpe4H5yUGblcZwo_8c

  • ชวนใช้ “คนละครึ่งพลัส”  เตือนอย่านำสิทธิ์แลกเงินสด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชวนใช้ “คนละครึ่งพลัส” เตือนอย่านำสิทธิ์แลกเงินสด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110328&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uVeNhJgF85S4I5dipOKc3

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี – กระทรวงการต่างประเทศ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 ณ สาธารณรัฐเกาหลี

    วันที่นำเข้าข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 ต.ค. 2568

    | 54 view

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในห้วงสัปดาห์การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ตามคำเชิญของนายอี แช-มย็อง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี

    การประชุมรัฐมนตรีเอเปคในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก “Beyond a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” โดยมุ่งเน้นแนวคิดสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Connect. Innovate. Prosper. หรือเชื่อมโยงอย่างมีบูรณาการ สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการเติบโต และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

    ในห้วงการประชุมดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะติดตามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 การประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจเอเปค และการหารือทวิภาคี เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคและหุ้นส่วนที่สำคัญ รวมถึงส่งเสริมบทบาทที่แข็งขันและสร้างสรรค์ของไทยในเวทีพหุภาคีด้านเศรษฐกิจที่สำคัญลำดับต้นของโลก

    การเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปคเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่หุ้นส่วนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยไทยจะมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างภูมิภาคที่ยั่งยืน ครอบคลุม และคาดการณ์ได้ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือในสาขาใหม่ ๆ ที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของภูมิภาค ตลอดจนเพื่อเป็นการสานต่อผลลัพธ์ของการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจบีซีจี (Bangkok Goals on BCG Economy) ซึ่งเป็นแผนงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนฉบับแรกของเอเปคที่ไทยเป็นผู้ริเริ่ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/apec-korea-2025-pre-pr-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dRA5V2zttfBqs1ckGAJfz

  • คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด

    คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว จะได้รู้ชัด

              คนละครึ่งพลัส ใช้บริการนวด ตัดผม ล้างรถ ได้ไหม รัฐบาลตอบแล้ว อะไรคือตัวแปรว่าได้หรือไม่ได้ หลังเปิดให้เข้าโครงการอย่างเป็นทางการ

    คนละครึ่งพลัส ใช้กับร้านนวดได้ไหม

              เริ่มโครงการอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับคนละครึ่งพลัส เบื้องต้นหลายคนรู้ว่า สามารถนำไปซื้ออาหาร หรือชำระค่าเดินทางได้ แต่อาจจะยังไม่รู้ละเอียดว่า สามารถทำอย่างอื่นได้อีก

              วันที่ 29 ตุลาคม 2568 แนวหน้า รายงานว่า นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ร้านอาหาร ร้านค้าเท่านั้น แต่ประชาชนสามารถชำระค่าบริการอื่น ๆ ได้ เช่น ร้านนวดแผนไทย ร้านตัดผม เสริมสวย ซักรีด ล้างรถ ร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงร้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

              ส่วนวิธีการชำระเงิน ไม่ต่างจากการซื้อสินค้าทั่วไปแต่อย่างใด

    บทความที่เกี่ยวข้องกับคนละครึ่ง 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296087.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02zPi3TOBIRDhgTYiTnFVz

  • แนวหน้าวิเคราะห์ :

    แนวหน้าวิเคราะห์ :

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    “คนละครึ่ง”ยังยืนหนึ่ง สะท้อนคนไทยยังต้องการปากท้อง ให้เศรษฐกิจคึกคัก อย่าลืมใช้สิทธิ์

    จากผลสำรวจจาก“สวนดุสิตโพล”เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม ที่มีการเผยแพร่ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความรู้สึกและความคาดหวังของคนไทยต่อรัฐ ในยุคค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะพบว่า มีมากกว่าร้อยละ76.43 ของประชาชน เคยเข้าร่วมโครงการ“คนละครึ่ง”และพบอีกว่า มีถึงร้อยละ 69.31ระบุว่า ชื่นชอบมากที่สุด เมื่อเทียบกับ โครงการลดภาระค่าครองชีพอื่นๆ ตลอดช่วงหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

    โดยเฉพาะโครงการ‘คนละครึ่ง’ที่ได้มีการริเริ่มในสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนได้อย่างเห็นผล และ โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กำลังดำเนินโครงการอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอยและคาดหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง

    ความนิยมที่“คนละครึ่ง”ยังคงครองใจคนไทยได้ แม้เปลี่ยนรัฐบาล สะท้อนว่า นโยบายนี้“เข้าถึงได้จริง” และ“เห็นผลทันตา” เพราะประชาชนรู้สึกถึงผลลัพธ์โดยตรง มีเงินในกระเป๋าเพิ่ม กินได้ ซื้อได้ เดินตลาดได้ เป็นนโยบายที่จับต้องได้ทางอารมณ์ เพราะสร้างความรู้สึกว่า“รัฐยังไม่ทอดทิ้ง”ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เชื่อมโยงฐานเศรษฐกิจรากหญ้าและร้านค้ารายย่อย ทำให้ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น มีสภาพคล่องจริง เงินหมุนในระบบฐานราก ไม่หยุดอยู่ในเมืองใหญ่

    มุมเศรษฐกิจ : ยาช่วยระยะสั้น แต่ยังไม่ใช่การรักษาโรค

    แม้“คนละครึ่ง”จะช่วยให้ เศรษฐกิจฐานรากขยับตัวได้ในช่วงสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเช่น รศ.ดร.เขมภัทท์ เย็นเปี่ยม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิตโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

    ชี้ให้เห็นว่า“นี่เป็นเพียงมาตรการเยียวยาระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกเชิงโครงสร้าง”

    เพราะในขณะที่ประชาชนพอใจที่รัฐช่วยแบ่งครึ่งค่าใช้จ่าย แต่ปัญหาต้นเหตุของค่าครองชีพสูง ยังไม่ถูกแก้ได้แก่ราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตสูง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับขึ้นต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะระดับประวัติการณ์

    ดังนั้น หากไม่มีการ“ควบคุมราคาสินค้าและต้นทุนหลัก” อย่างที่ประชาชน 61.9% เรียกร้อง ผลของ “คนละครึ่ง”หรือ“คนละครึ่งพลัส”ก็จะเป็นเพียง“การต่ออายุลมหายใจเศรษฐกิจ”ชั่วคราว ไม่ได้สร้างความยั่งยืนทางรายได้ หรือ กำลังซื้อในระยะยาว

     มิติทางการเมือง :“ประชานิยม” ยังครองใจคนส่วนใหญ่

    ผลสำรวจที่พบว่าร้อยละ 67.4 ของคนไทย เชื่อว่า พรรคที่มีนโยบายประชานิยม จะได้เปรียบในการเลือกตั้ง นี่คือสัญญาณชัดว่า“เศรษฐกิจปากท้อง”ยังคงเป็นปัจจัยตัดสินใจอันดับหนึ่งทางการเมือง

    ในทางปฏิบัติ รัฐบาลชุดปัจจุบันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต่อยอดโครงการ“คนละครึ่งพลัส”จึงถูกจับตาอย่างมากว่าจะสามารถสร้าง“โมเมนตัมทางเศรษฐกิจ”ได้จริงหรือไม่ หลังจากเริ่มโครงการดังกล่าวในวันที่ 29 ตุลาคมนี้

    หากโครงการดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีผลเชิงบวกต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568โดยเฉพาในช่วงจับจ่ายปลายไตรมาส 4/2568 ก็อาจเป็น“จุดเปลี่ยนทางความนิยม”ของรัฐบาลชุดนี้ได้

    ประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงปลายปี2568  

    ระยะสั้น ภายใน 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าการใช้จ่ายของประชาชนจะเพิ่มขึ้น 5–7%ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ธุรกิจค้าปลีก ตลาดสด ร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยจะได้รับผลบวกโดยตรง สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจจะดีขึ้นบางส่วน โดยเฉพาะในภูมิภาค

    ระยะกลาง ช่วงต้นปี 2569 ผลของโครงการจะเริ่มชะลอตัว หากไม่มีมาตรการต่อเนื่อง หากรัฐไม่เร่งแก้ราคาพลังงานและค่าขนส่ง ผลของ“คนละครึ่งพลัส”จะถูกกลบด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น

    ระยะยาว  การพึ่งนโยบายประชานิยมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี“การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง”เช่นการเพิ่มรายได้ การลดภาษีผู้มีรายได้น้อยและการพัฒนาทักษะแรงงาน

    “สวนดุสิตโพล”ครั้งนี้ เป็น เสียงเตือนจากประชาชนว่า รัฐบาลไม่สามารถละเลย เรื่องปากท้องได้ แม้วันเดียว“ประชาชนต้องการให้รัฐที่ลงมือเร็ว แต่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน” แม้“คนละครึ่ง”อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความหวัง แต่ความยั่งยืนต้องมาจากการ“ควบคุมต้นทุนสินค้า-พลังงาน”และ“เพิ่มรายได้ประชาชน” ไปพร้อมกัน

    และท้ายนี้ สิ่งสำคัญ คนไทยทุกๆคน อย่าลืมเติมเงินใน‘เป๋าตัง’แล้ว ไปใช้สิทธิ์ของท่านในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2568 นี้

    เพราะ“เสียงของประชาชน”คือ พลังสำคัญที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและอนาคตของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/924085&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YhkELGUTBYPPaC5_vSckw

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 คนละครึ่ง เดือนพฤศจิกายน ต้องเติมเงินไหม

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 คนละครึ่ง เดือนพฤศจิกายน ต้องเติมเงินไหม

    วันนี้ 29 ตุลาคม 2568 เป็นวันแรกที่ คนละครึ่งพลัส www.คนละครึ่งพลัส.com  ผู้ได้รับสิทธิจำนวน 20 ล้านสิทธิ จะได้ใช้จ่ายบนแอปฯเป๋าตัง เพื่อสแกนจ่ายสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมโครงการคนละครึ่งผ่านแอปฯถุงเงิน

    สิทธิคนละครึ่งพลัสที่ประชาชนได้รับ

    • ภาครัฐจ่าย 50% (สูงสุดไม่เกิน 200 บาท/คน/วัน)

    ผู้ยื่นแบบภาษี

    • รับสิทธิใช้จ่าย 2,400 บาท/คน

    ผู้ไม่ยื่นแบบภาษี

    • รับสิทธิใช้จ่าย 2,000 บาท/คน

    วิธีใช้จ่ายคนละครึ่งพลัส 2568

    • ผู้ที่ได้รับสิทธิจำนวน 20 ล้านสิทธิ ต้องเติมเงินเข้า G-Wallet บนแอปฯเป๋าตัง เพื่อใช้สิทธิในการซื้อสินค้า

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568  คนละครึ่ง ต้องเติมเงินไหม?

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568  คนละครึ่ง จำนวน 13.45 ล้านราย ได้ร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส เช่นเดียวกัน โดยจะเริ่มใช้จ่ายวันแรกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดย กรมบัญชีกลาง โอนเงินให้กับผู้ถือบัตรคนจนจำนวน 2 งวดดังนี้

    • เดือน พ.ย.เติมให้ 850บาท รวมวงเงินเดิม 300บาท เป็น1,150บาท
    • เดือน ธ.ค.เติมให้ 850บาท รวมวงเงินเดิม 300 บาท เป็น 1,150บาท
    • รวมจำนวนเงินที่ได้รับทั้งสิ้น 2,300 บาท

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่ง ไม่ต้องเติมเงินเข้าผู้ถือบัตรคนจน ได้สิทธิเท่าไหร่สามารถใช้ได้เต็มวงเงิน ไม่สามารถใช้ได้ในเดือนถัดไป

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนพฤศจิกายน 2568 มีเงินเข้าบัตรคนจน ดังนี้

    วันที่ 1 พฤศจิกายน 

    • ได้รับวงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน  (วงเงินสิทธิไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และ ไม่สะสมในเดือนถัดไป) 
    • ได้รับเงินพิ่มโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 850 บาท
    • วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (กรกฎาคม  – กันยายน  2568)
    • วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน
    • (ประกอบด้วย บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ)

     ค่าไฟฟ้า

    • ค่าไฟฟ้า (ใช้ฟรี) หากใช้ไม่เกิน  315 บาท/ครัวเรือน/เดือน

    ค่าน้ำประปา

    • ส่วนลดค่าน้ำประปา จำนวน 100บาท/ครัวเรือน/เดือน

    วันที่ 20 พฤศจิกายน

    • ในส่วนของสิทธิที่จะได้รับใน วันที่ 20 พฤษภาคม 2568 คือ เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ คนละ 200 บาทต่อเดือน
    • สิทธินี้สำหรับผู้มีสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นคนพิการ และมีบัตรประจำตัวคนพิการ รวมถึงได้รับเบี้ยความพิการอยู่แล้วเดือนละ 800 บาท
    • โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ของผู้มีสิทธิ หรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท

    วันที่ 24 พฤศจิกายน

    • เงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 รอบแก้ไขรายการที่โอนเงินไม่สำเร็จ ครั้งที่ 1 ในอัตรา 100 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 8 เดือน (เดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน) ตามเดือนที่ได้รับสิทธิกำหนดโอน แบ่งกลุ่มตามวันเดือนปีเกิด โดยจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผู้มีสิทธิแจ้งตามหนังสือยินยอมโอนเงินสวัสดิการเข้าบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นหรือบัญชีบุคคลอื่น หรือโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก รอบแก้ไขรายการที่โอนเงินไม่สำเร็จ ครั้งที่ 2

    สรุป

    • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่ง ไม่ต้องเติมเงินเข้าผู้ถือบัตรคนจน ได้สิทธิเท่าไหร่สามารถใช้ได้เต็มวงเงิน ไม่สามารถใช้ได้ในเดือนถัดไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/642501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20mU1RuWUpvJ_0Gjlgkkaf

  • ญี่ปุ่นออกรายงานชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวปานกลาง แต่กังวลภาษีทรัมป์กระทบภาคยานยนต์ : อินโฟเควสท์

    ญี่ปุ่นออกรายงานชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวปานกลาง แต่กังวลภาษีทรัมป์กระทบภาคยานยนต์ : อินโฟเควสท์

    สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนต.ค.ในวันนี้ (29 ต.ค.) โดยระบุว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังคงมีมุมมองว่าเศรษฐกิจภายในประเทศกำลังฟื้นตัวปานกลาง แต่ยังคงเตือนว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นในอัตราที่สูงขึ้นนั้น กำลังส่งผลกระทบต่อภาคยานยนต์

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้คงการประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไว้ที่ระดับดังกล่าวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ซึ่งสะท้อนให้ว่าองค์ประกอบหลักที่รัฐบาลใช้ในการพิจารณาการเติบโตเศรษฐกิจนั้น มีการฟื้นตัว เช่น การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร

    อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบที่เกิดจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้ปรากฏให้เห็นเป็นส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะเดียวกันก็ประเมินว่าการส่งออกอยู่ในระดับ “เกือบทรงตัว”

    รายงานของสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นในอัตราสูงเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ยอดการส่งออกรถยนต์จากญี่ปุ่นไปยังสหรัฐฯ ก็เริ่มลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนก.ค. อย่างไรก็ดี ในเดือนก.ค.นั้น ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงปรับลดภาษีนำเข้ารถยนต์จาก 27.5% เหลือ 15% ซึ่งมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางเดือนก.ย.

    สำหรับองค์ประกอบอื่น ๆ สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ปรับลดการประเมินภาวะการล้มละลายของบริษัทเอกชนเป็นครั้งแรกในรอบ 33 เดือน จากเดิมที่ประเมินว่า “เกือบทรงตัว” เป็น “ดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้” โดยอ้างถึงจำนวนธุรกิจที่ล้มละลายมากขึ้น ท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงาน

    รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนฉบับนี้ถือเป็นฉบับแรกนับตั้งแต่ซานาเอะ ทาคาอิจิ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ต.ค. โดยรายงานฉบับล่าสุดนี้ยังได้สะท้อนถึงจุดยืนทางเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิที่ให้คำมั่นที่จะสร้าง “เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง” ผ่านการขยายตัวทางการคลังเชิงรุกและมีความรับผิดชอบ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/541178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EzBSqSkZW33KRZGfxgdDs

  • “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    เมื่อเวลา 07.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ถึงความคาดหวังที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ว่า เราจะได้เจอผู้นำหลายประเทศ อาทิ จีน แคนาดาเกาหลี บรูไน และคาดว่ารวมถึงญี่ปุ่นด้วย และคาดว่าจะได้เจอนายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เนื่องจากถูกจัดลำดับที่ ตัวอักษรในการนั่งระหว่างที่ T (Thailand) และ U หรือ (United States) น่าจะนั่งติดกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่จะได้หารือโดยเฉพาะการค้าขาย และแสวงหาความร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน

    เมื่อถามว่า มีโอกาสเจอผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพูดคุยเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ หลังมีความกังวลว่าประเทศไทยจะต้องถ่วงดุลทั้งประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา อนุทิน กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมาได้เจอนายกรัฐมนตรีของประเทศจีน ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร แต่คราวนี้จะเจอกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้ เช่น ที่จะต้องเสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทยจำนวน 5 แสนตัน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ

    เมื่อถามว่าจะมีการเจอผู้นำประเทศเกาหลีใต้เ พื่อหารือกรณีไทยเป็นเจ้าภาพหลักปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ประกาศที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วว่า ไทยเราจะจัดประชุมระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันสแกมเมอร์ ซึ่งมันคุกคามไปทั่วโลกแล้ว

    นายอนุทิน เปิดเผยด้วยว่า วันนี้ทูตอินเดียประจำประเทศไทยก็จะหารือกับผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเราก็ไปช่วยชาวอินเดียจากฝั่งแม่สอดเข้ามาเกือบ 500 คน หลังจากประเทศอินเดียขอความร่วมมือประเทศไทยมา ซึ่งเขาไม่อยากเป็นภาระกับเรา ก็ขอให้ประเทศไทยเร่งตรวจสอบคดีต่างๆ และเขาจะส่งเครื่องบินมารับคนของเขากลับภูมิลำเนาถือเป็นความร่วมมือกันที่ทำให้การปราบปรามการกระทำเหล่านี้ได้ยกระดับขึ้นไป

    ขณะเดียวกัน กับประเทศกัมพูชาก็จะมีการรื้อฟื้นสิ่งที่เราเคยร่วมมือกันมาก่อนแต่พอมีปัญหาก็เลิกกันไป ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏอยู่ในข้อสาม ข้อบันทึกข้อตกลง ปฎิญญา ไทย-กัมพูชาที่ประเทศ ที่ลงนามประเทศมาเลเซีย

    ทั้งนี้ เวลา 08.00น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน

    ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้เวทีเอเปคเพื่อแสดงบทบาทของรัฐบาลใหม่ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลก พร้อมย้ำการสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยม ที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการผลักดันสาขาความร่วมมือใหม่ที่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปรับตัวต่อโครงสร้างประชากร และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในวันที่ 31 ตุลาคม หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” ซึ่งไทยจะเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก และ ช่วงที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน หัวข้อ “Preparing a Future–Ready Asia–Pacific” ที่ไทยจะเสนอแนวทางเตรียมภูมิภาคให้พร้อมต่ออนาคตผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI นวัตกรรม และการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปค ประจำปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” , การหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค และการพบหารือกับ US – APEC Business Coalition ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงการหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและภาคธุรกิจสำคัญ และเข้าร่วมงานเลี้ยงแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลัก Connect – Innovate – Prosper เพื่อมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีเอกสารผลลัพธ์สำคัญจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ (1) ปฏิญญาคยองจูของผู้นำเอเปค ครั้งที่ 32 (2) ข้อริเริ่มเอเปคด้านปัญญาประดิษฐ์ (APEC AI Initiative) (3) กรอบความร่วมมือรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในภูมิภาค (4) ถ้อยแถลงผู้นำว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ และ (5) ถ้อยแถลงร่วมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000103167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2q065Ik0GHnh2URlV84eGw

  • “คนละครึ่งพลัส” คนแห่ใช้สิทธิวันแรกคึกคัก ร้านค้ายิ้มไม่หุบ เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “คนละครึ่งพลัส” คนแห่ใช้สิทธิวันแรกคึกคัก ร้านค้ายิ้มไม่หุบ เชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ประชาชนแห่ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” วันแรกคึกคัก ร้านค้ายิ้มไม่หุบ ขายดีตั้งแต่เช้าตรู่ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันที่ 29 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันแรกของการเริ่มใช้สิทธิโครงการ “คนละครึ่งพลัส” บรรยากาศที่ตลาดศิริวัฒนา หรือ ตลาดธานินท์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ คึกคักตั้งแต่เช้า ประชาชนจำนวนมากออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคัก หลังกระทรวงการคลังเปิดให้ใช้สิทธิเป็นวันแรก ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายซื้อสินค้าดีขึ้นผิดหูผิดตา หลายร้านติดป้ายโครงการคนละครึ่งพลัสไว้หน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าสังเกตง่ายและดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าที่ร้านของตนเอง

    น.ส.ณฌกร จำนงค์วงษ์ ชาวเชียงใหม่ผู้มาใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส เผยว่า รู้สึกดีใจมากที่มีโครงการนี้หลังรอคอยมานานแล้ว วันแรกที่เปิดให้ใช้สิทธิจึงรีบเดินทางออกมาซื้อกับข้าวก่อนไปทำงาน หลังจากนี้ก็จะไปสแกนซื้อสินค้าอุปโภคเข้าบ้าน

    สำหรับโครงการนี้ ถือเป็นโครงการที่ดีช่วยแบ่งเบาภาระให้ประชาชนได้บางส่วนในภาวะเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพสูงราคาสินค้าขึ้น แต่หลายคนเงินเดือนยังเท่าเดิม

    ขณะที่ นางราตรี แซ่ตัน อายุ 65 ปี เจ้าของร้านราตรีผลไม้ เผยว่า ตั้งแต่เปิดให้มีการใช้คนละครึ่งบรรยากาศที่ตลาดก็คึกคัก มีประชาชนออกมาซื้อผลไม้ที่ร้านกันตั้งแต่เช้า ถือว่าโครงการนี้ดีมาก จากก่อนหน้านี้ร้านค้าขายไม่ค่อยดี พอมีโครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้ประชาชนตื่นตัวออกมาจับจ่ายซื้อของกันตั้งแต่เช้าช่วยกระตุ้นยอดขายได้มาก

    ส่วนบรรยากาศพื้นที่ตลาดใต้ (เทศบาล 1) อ.เมือง จ.พิษณุโลก คึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากประชาชนออกมาใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งวันแรก โดยภาพรวมประชาชนพึงพอใจกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ถูกกลุ่มเป้าหมาย โดยช่วงเช้าสามารถสแกนจ่ายเงินได้ปกติ แอปฯ มีขัดข้องบ้าง อาจเกิดจากการใช้งานจำนวนมากพร้อมกัน

    นายสุรศักดิ์ สารีสังข์ อายุ 39 ปี เจ้าของร้านป้าพรหมูปิ้งอาหารเหนือ เผยว่า ยอมรับว่าโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่ดี ที่เข้าถึงทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งที่ร้านมีลูกค้ามาสแกนจ่ายคนละครึ่งตั้งแต่ 6 โมงเช้า สามารถใช้จ่ายได้ปกติ ผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง เริ่มมีปัญหากับการใช้แอปฯ น่าจะมีการใช้งานเยอะขึ้นบางครั้งลูกค้าไม่สามารถชำระเงินผ่านแอปฯ ได้

    ขณะที่ น.ส.รังสิตา ศิริวรรณกุล อายุ 44 ปี เจ้าของร้านจำหน่ายหมูฝอย เผยว่า ชอบโครงการคนละครึ่งมาก เพราะเข้าถึงทุกกลุ่มอาชีพ และร้านเล็กๆ อย่างตนเองก็ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย ซึ่งโครงการ 10,000 บาทที่ผ่านมา บุคคลที่ได้แทบจะไม่ได้มาจับจ่ายซื้อของในตลาดเลย จะเน้นไปซื้อของชิ้นใหญ่ๆ เช่น โทรศัพท์ ทีวี ตู้เย็น เป็นต้น และขอสนับสนุนรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการคนละครึ่งเฟสต่อไป

    ส่วนพื้นที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ผู้ประกอบการร้านค้าหลายแห่ง ได้มีการนำป้ายโครงการฯ มาติดตั้งที่บริเวณหน้าร้านบ้างแล้วบางส่วน สร้างความคึกคักให้กับพื้นที่ นายวรธน บุญรัตน์ เจ้าของร้านมอเตอร์ไซค์ ช.ไพโรจน์ยนต์ (สาขา2) เผยว่า ร้านตนเองเป็นร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ ได้สำรองและทุนสินค้าไว้เพื่อให้ลูกค้านั้นเข้ามาใช้สิทธิ์ โดยทางร้านนั้นไม่มีการชาร์จและเพิ่มมูลค่าของสินค้าแต่อย่างใด ยังคงขายในราคาเดิม

    ส่วนตัวตนเชื่อมั่นและหวังว่า โครงการนี้จะช่วยให้ยอดขายของร้านดีขึ้น เช่นเดียวกับโครงการต่างๆ ของภาครัฐ ที่ตนเคยเข้าร่วมมาแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งในสภาพเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด โครงการที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย 200 บาทต่อวัน ถือว่ามีค่ามากสำหรับคนที่ไม่มีจริงๆ หากทางร้านไม่รับ ก็จะส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง อาจถึงขั้นได้นั่งมองร้านอื่นขาย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2892036&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rtVNSaqAeVLeTgtohgOf1