Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์

    การเมือง

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์

    วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์ เตือน ปชช.อย่าทำผิดกฎหมาย นำสิทธิ์มาแลกเงินสด กระทบโครงการเฟส 2 

    เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568   นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ ถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มใช้วันแรกในวันนี้ (29 ต.ค.) ว่า  รัฐบาลขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันใช้สิทธิโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่ได้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป็นเวลา 2 เดือน ขอให้ช่วยกันออกมาใช้จ่าย เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวโดยเร็ว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีประชาชนบางส่วนที่ยังตกหล่นจากการลงทะเบียน นายอนุทินกล่าวว่า ได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว เพื่อเตรียมแนวทางรองรับในรอบต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาในการใช้เทคโนโลยี รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องดูแลให้ทั่วถึงตามหลักความยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวเตือนว่า หากพบว่ามีการนำสิทธิ์ไปแลกเป็นเงินสด ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และจะกระทบต่อการพิจารณาดำเนินโครงการเฟส 2 หากเกิดเหตุลักษณะนี้มาก ๆ ก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ สืบสวน อาจทำให้เฟสต่อไปล่าช้าได้

    นายอนุทินย้ำว่า นี่เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน อย่าเอาเปรียบกัน ใช้สิทธิตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย ///

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/452177&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15wtosQqI-NtNi9cl2gKOg

  • ภาพลวงตาเศรษฐกิจ ส่งออกพุ่ง แต่คนไทยยังจน เหตุรายได้ไม่ไหลสู่ประชาชน

    ภาพลวงตาเศรษฐกิจ ส่งออกพุ่ง แต่คนไทยยังจน เหตุรายได้ไม่ไหลสู่ประชาชน

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรีและส.ส.6 สมัยพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าตกใจถึงภาวะเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่า ตัวเลขส่งออกเดือนกันยายน 2568 ที่พุ่งสูงถึง 19.0% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 42 เดือนนั้น เป็นเพียง “ภาพลวงตา”

    “การเติบโตทางสถิติไม่สำคัญเท่ากับ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสัมผัสได้  ถึงเวลาที่ต้องทบทวนว่า เรากำลังสร้าง “เศรษฐกิจตัวเลข” หรือ “เศรษฐกิจชีวิตจริง” ของประชาชน”

    ทั้งนี้การเติบโตของส่งออกเกือบทั้งหมด ถูกขับเคลื่อนโดยสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะ 2 กลุ่มหลัก

    1. ทองคำ : การส่งออกทองคำมีการขยายตัวสูงถึง 212.6% ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันตัวเลขรวม แต่ทองคำไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออกหรือทางผ่านการส่งออก(re-export)

    อลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand อดีตรัฐมนตรี

    2.อิเล็กทรอนิกส์ : แม้สินค้ากลุ่มนี้จะมีการส่งออกสูง เช่น คอมพิวเตอร์ 57%แต่โครงสร้างการผลิตยังคงเป็นการประกอบ(Assembly)ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

    หากวิเคราะห์ลึกลงไปจะพบว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญที่สุดของประเทศ โดยคิดเป็นประมาณ 27% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดซึ่งการส่งออกที่เติบโต 23% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศประมาณ1ใน5ส่วน( 18-22%) เท่านั้น ส่วนกลุ่มทองคำที่ส่งออกพุ่ง 47% มีมูลค่าเพิ่มในประเทศเพียง 3-5% สำหรับทองคำแท่ง

    “ความจริงคือ ถ้าตัดมูลค่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และทองคำออกไป อัตราการเติบโตของการส่งออกไทยในเดือน ก.ย. 2568 จะเหลือเพียง 4.9% เท่านั้น” นายอลงกรณ์ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย “ส่วนต่าง 14.1% คือตัวเลขที่บวมและไม่ได้กระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่”

    ภาพลวงตาเศรษฐกิจ ส่งออกพุ่ง แต่คนไทยยังจน เหตุรายได้ไม่ไหลสู่ประชาชน

    นายอลงกรณ์ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯและทำหน้าที่ ประธานคณะกรรมการบริหารและพัฒนาผลไม้แห่งชาติ (Fruit Board) กล่าวต่ออีกว่า ตัวเลขที่สะท้อนความเจ็บปวดของเศรษฐกิจฐานรากคือ ภาคเกษตร ซึ่งเป็นฐานรายได้ของประชากรส่วนใหญ่ทรุดหนักจากการส่งออกพืชเศรษฐกิจหลักเช่นมูลค่าส่งออกข้าว ลดลงถึง 31%และมูลค่าส่งออกผลไม้ ลดลงถึง 50%

    สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก โดยเฉพาะการกลับมาของอินเดียในตลาดข้าว และการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาตกต่ำ และ กระทบรายได้เกษตรกรโดยตรง

    ยิ่งกว่านั้นภาคครัวเรือนยังคงแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนทำให้ประชาชนไม่มีกำลังซื้อฉุดรั้งการบริโภคภายในประเทศให้ซบเซา รวมทั้งอัตราดอกเบี้ย MRR เฉลี่ยที่สูงกว่า 6.9% เป็นภาระโดยตรงต่อทั้งครัวเรือนและ SMEs ที่ต้องกู้เงิน ทำให้ต้องนำรายได้ไปจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นแทนที่จะใช้จ่ายหรือลงทุน ส่งผลให้การบริโภคในประเทศ (Consumption) ที่เป็นองค์ประกอบใหญ่ของ GDP ยังคงอ่อนแอโดยธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูงที่ 90.9% ของจีดีพี ในเดือนกันยายน 2568 ขณะที่สมาคมธนาคารไทยเผยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีหนี้เสียสูงถึง 6.8% เทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีหนี้เสียเพียง 2.1%

    ตัวเลขส่งออกกับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่โตต่ำเพียง 1.5% ในไตรมาสที่ 3ของปีนี้และปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ใช่ความขัดแย้งของตัวเลข แต่เป็น “อาการป่วย” ของเศรษฐกิจไทยและเป็นสัญญาณของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า “การเติบโตที่ขาดการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ” (Decoupled Growth) ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการเติบโตแบบ K-Shaped Recovery ที่บริษัทใหญ่เติบโตร่ำรวยแต่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    การแก้ปัญหาวิกฤต “การเติบโตที่ไม่ทั่วถึง” นี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” และมุ่งเน้นการสร้าง DVA สูง ในทุกห่วงโซ่อุปทานจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน

    1. ยกระดับผลิตภาพ(Productivity)ภาคเกษตร สู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    โดยสนับสนุนเทคโนโลยีเกษตร (Agri-Tech)เกษตรอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์( Smart & AI Farming )และเกษตรแปลงใหญ่(Big Farm)พัฒนาระบบประกันรายได้เกษตรกรจัดตั้งกองทุนเกษตรกรเพื่อการลงทุน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และเก็บรักษาผลผลิต การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรรวมทั้งยกระดับการตลาดและช่องทางการจำหน่ายโดยสร้างเครือข่ายตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์และแพลตฟอร์มการค้าสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ

    2. เปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมส่งออกหลักของเรายังคงเป็น การประกอบ (Assembly) ไม่ใช่ การสร้าง (Manufacturing) ที่แท้จริง เราเป็นเพียงจุดสุดท้ายในห่วงโซ่การผลิต (global value chain)แทนที่จะเป็นจุดเริ่มต้น รายได้จากการส่งออกกระจุกตัวในกลุ่มบริษัทข้ามชาติและบริษัทใหญ่ ขณะที่แรงงานไทยได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ

    เราต้องปรับเปลี่ยนจากการประกอบเป็นโรงงานประกอบ(OEM: Origianl Equipment Manufacturer)อัพเกรดเป็นODM (Original Design Manufactuere)มีดีไซน์สร้างมูลค่าเพิ่มและ OBM (Original Brand Manufacturer)สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ด้วยโมเดลเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy)บนฐานทรัพย์สินทางปัญญา(Intellectual Property)ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีได้วางรากฐานไว้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (DVA:Domestic Value Added)

    3. เร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน มาตรการแก้หนี้ต้องมาพร้อมกับการ เพิ่มทักษะและโอกาสในการสร้างรายได้ ให้กับลูกหนี้ฐานราก เพื่อให้สามารถออกจากวงจรหนี้และกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

    4.ยกเครื่องโมเดลการส่งออกแบบดั้งเดิมใน”ระบบผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก“(Importer-Exporter model)สู่โมเดลใหม่คือแพลตฟอร์มการค้าดิจิตอลข้ามพรมแดนซึ่งจะเพิ่มการส่งออกสินค้าเอสเอ็มอี.(SME)และสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนรวมทั้งการท่องเที่ยวได้แบบก้าวกระโดดสามารถกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากในประเทศได้อย่างทั่วถึง(Inclusive distribution)

    นายอลงกรณ์อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์สรุปว่า

    ที่ผ่านมาการผลิตและส่งออกของประเทศไทยเป็นเพียง “จุดผ่าน” ของเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ผลที่ตามมาคือรายได้จริงของประชาชนไม่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการส่งออก

    ”ตราบใดที่การเติบโต 19% ยังคงเป็นกำไรที่กระจุกตัว ประเทศไทยก็จะยังคงติดกับดัก ”ส่งออกรุ่ง แต่ GDP ร่วง“อย่างนี้ต่อไปถ้าไม่เร่งปฏิรูปโครงสร้างและระบบภาคเกษตร อุตสาหกรรมและพาณิชย์แบบครบวงจร

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขการเติบโตของการส่งออกจึงไม่สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและเศรษฐกิจในประเทศอย่างแท้จริง“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/642636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BzK6eVUbKL6bZUO2hsAcE

  • ‘วิโรจน์’ แฉธุรกิจหน้าใหม่ เปิดตัวทุบราคา ‘ถูกผิดปกติ’ ฟอกเงินสกปรก หวั่นเศรษฐกิจพังทั้งระบบ

    ‘วิโรจน์’ แฉธุรกิจหน้าใหม่ เปิดตัวทุบราคา ‘ถูกผิดปกติ’ ฟอกเงินสกปรก หวั่นเศรษฐกิจพังทั้งระบบ

    29ต.ค.2568- นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า

    ในหลายจังหวัด เราเริ่มเห็นธุรกิจหน้าใหม่เปิดตัวพร้อมราคาที่ “ถูกผิดปกติ” จนชวนให้สงสัย
    .
    โรงแรมและรีสอร์ท ห้องพักคุณภาพดีมาก แต่ราคากลับถูกอย่างไม่น่าเชื่อ
    .
    ธุรกิจขนส่ง ค่าบริการถูกจนเจ้าถิ่นสู้ราคาแทบไม่ไหว
    .
    ร้านอาหาร ผับ บาร์ อาหารและโปรโมชั่นถูกกว่าต้นทุนจริงด้วยซ้ำ
    .
    การขายออนไลน์ แบบที่ร้านค้าออนไลน์ด้วยกันยังตกใจในราคา
    .
    พอลองสืบหาว่าใครเป็นเจ้าของตัวจริง กลับพบเพียง “นอมินี” ที่ดูออกชัดว่าไม่ใช่เจ้าของกิจการที่แท้จริง หาตัวตนที่แท้ๆ ไม่พบเลย
    .
    จนคำว่า “ฟอกเงิน” ลอยขึ้นมาในหัวทันที
    .
    คนทำธุรกิจจริงๆ ดูราคาแค่ไม่กี่วินาทีก็รู้แล้วว่า “กำไรหรือไม่กำไร” และเมื่อกดเครื่องคิดเลขดูให้ละเอียด ก็ยิ่งงงหนักขึ้นไปอีกว่า “ขายขาดทุนขนาดนี้ จะขายไปเพื่ออะไร?”
    .
    คำตอบคือ เขาไม่ได้เปิดร้านเพื่อหวังกำไร แต่เปิดเพื่อ “ดึงเงินสดออกมา” ให้สามารถอ้างได้ว่า เงินสดที่ถืออยู่มาจากยอดขายของธุรกิจนี้เอง ขาดทุนแค่ไหนก็ไม่เป็นไร เพราะมีเงินสกปรกไหลเข้ามาเติมทุกวัน จึงต้อง “ทุบราคา” ให้ถูกผิดปกติ เพื่อสร้างภาพให้ร้านตัวเองขายดี มีลูกค้าแน่น เพื่อให้สมเหตุสมผลกับยอดขายมหาศาล ซึ่งมีทั้งส่วนที่เกิดขึ้นจริง และส่วนที่ปั้นตัวเลขขึ้นมาปะปนกันไป เมื่อเป็นแบบนี้ เงินสกปรกทั้งหมด ก็เปลี่ยนหน้าเป็นเงินสะอาดที่มีที่มาจากธุรกิจได้ในทันที
    .
    ถ้าปราบสแกมเมอร์ไม่ได้ เศรษฐกิจจะพังทั้งระบบ ประชาชนถูกปล้นเงิน กำลังซื้อหดหาย ผู้ประกอบการต้องเจอกับสงครามตัดราคา ไม่มีใครค้าขายไหว
    .
    นี่ไม่ใช่ปัญหาของใครคนเดียว แต่เป็นปัญหาที่ทำให้ทั้งเศรษฐกิจเสียสมดุล และทำร้ายคนทำงานสุจริตทั้งประเทศครับ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/886432/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09_fDitDStE4uxmFMO0wY8

  • คึกคักแต่เช้า ปชช.ทั่วประเทศ เริ่มใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดีขึ้น | TOPNEWS

    คึกคักแต่เช้า ปชช.ทั่วประเทศ เริ่มใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจดีขึ้น | TOPNEWS

    จังหวัดพิษณุโลก วันแรกของการเริ่มใช้ คนละครึ่งพลัส หลายร้านค้าเริ่มคึกคักแล้ว ที่ร้านลุงอ่ำ หมู่ 9 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก มีประชาชนมารอใช้สิทธิ์ “คนละครึ่งพลัส” ตั้งแต่ร้านเริ่มเปิดเวลา 06.00 น. โดยบางรายขี่รถจักรยานยนต์มาสอบถามเจ้าของร้านก่อนว่ารับคนละครึ่งหรือไม่ เมื่อได้รับคำยืนยัน ก็กลับไปเติมเงินในแอปเป๋าตังและจัดทำบัญชีรายชื่อสินค้าที่ต้องการซื้อ

    ลูกค้ารายหนึ่งตั้งเป้าใช้วงเงินวันแรกไม่เกินวงเงิน 400 บาท โดยเติมเงินเข้ามาแล้ว 200 บาท บรรยากาศช่วงเช้า พบว่า การใช้งานยังไม่คล่องตัวนัก เนื่องจากสแกนครั้งแรกไม่ผ่าน แต่ในที่สุดก็สามารถใช้สิทธิ์ได้สำเร็จ รวมยอดใช้จ่าย 300 บาท โดยลูกค้ารายนี้เผยว่าเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก และรู้สึกดีใจที่ได้ใช้สิทธิ์โครงการ “คนละครึ่งพลัส” อีกครั้ง

    นางจรรยาเชิดเชื้อ เจ้าของร้านลุงอ่ำ หมู่ 9 ต.อรัญญิก อ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า คนละครึ่งรอบที่แล้วก็ได้ร่วมโครงการ ครั้งนี้เพิ่งไปสมัครได้เมื่อวานนี้ เช้านี้เปิดร้านวันแรกลูกค้าก็มารอตั้งแต่ 06.00 น หลายคนก็ใช้ไม่เป็น เจ้าของร้านจะต้อง ช่วย เข้าระบบและสแกนให้

    ขณะเดียวกัน ที่ร้านโจ๊กบริเวณหน้าวัดเขื่อนขันธ์ ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก ก็มีประชาชนมาใช้สิทธิตั้งแต่เช้าเช่นกัน เจ้าของร้านเผยว่า ตั้งแต่เปิดร้านมีผู้มาใช้สิทธิ์แล้ว 2 ราย โดยทางร้านรับทั้งสแกนจ่ายทั่วไปและโครงการคนละครึ่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม เนื่องจากบางรายไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ

    บรรยากาศโดยรวมในพื้นที่อำเภอเมืองพิษณุโลกวันนี้จึงเป็นไปอย่างคึกคัก ร้านค้าหลายแห่งเริ่มมีลูกค้าหมุนเวียนเข้ามาใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง นับเป็นการเริ่มต้นวันแรกของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่สร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจชุมชนอีกครั้ง

    จังหวัดสตูล หลังจากรัฐบาลเปิดให้ประชาชนกดรรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ผ่านแอปเป๋าตัง เพื่อหวังลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ ทำให้บรรยากาศตามร้านต่างๆ คึกคักอย่างมาก

    โดยที่ร้านขายข้าวแกง ฟารีดา เขตเทศบาลเมืองสตูล บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า น้องฟาดา เจ้าของร้านบอกว่า มีลูกค้าเข้ามาใช้สิทธิ์ตั้งแต่ 6 โมงเช้า การใช้สิทธิราบรื่นไม่มีปัญหา ยกเว้นผู้สูงอายุบางรายที่ยังตื่นเต้นกับการใช้สิทธิครั้งแรก แต่ตนก็คอยช่วยเหลือแนะนำให้ ซึ่งบรรยากาศคึกคักอย่างมากทุกคนดีใจกับโครงการดังกล่าว

    นางวันดี ศรีประยูร ลูกค้าที่มาซื้อของ บอกว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้ใช้สิทธิ อาจมีผิดพลาดนิดหน่อยตามวัยคนแก่แต่ก็เป็นการดีที่ร้านค้าก็ขายดี ทุกคนที่มาจับจ่ายก็ดีใจกับโครงการนี้

    ขณะที่ร้านกะหนาอาหารเช้า ร้านแผงลอยขายขนมและข้าวกล่อง บรรยากาศการจับจ่ายซื้อของคึกคักอย่างมาก ก๊ะหนาเจ้าของร้านบอกว่าวันนี้คนมาใช้สิทธิกันตั้งแต่เช้า ลูกค้าที่เคยซื้อวันละ 100 ก็ได้แบ่งเบาเพราะรัฐช่วยออกครึ่งหนึ่ง ครอบครัวเล็กที่ซื้อ 40 บาทก็จ่ายเพียง20 บาทอีกครั้งรัฐออกให้ ดีใจที่ลูกค้าได้เข้ามาใช้สิทธิ บางคนที่เคยซื้อน้อยก็มีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น โดยบรรยากาศร้านค้าที่ร่วมโครงการบรรยากาศล้วนคึกคักแทบทุกร้าน

     

    จังหวัดขอนแก่น เวลา 08.00 น. ที่ตลาดหมู่บ้านการเคหะเมืองเก่า ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ต่างขึ้นป้ายเพื่อแสดงให้ลูกค้าได้เข้ามาใช้สิทธิ โดยพบว่า มีประชาชนที่มีสิทธิใช้คนละครึ่ง ต่างเดินทางออกมาจับจ่ายซื้อของ เพื่อใช้สิทธิคนละครึ่งซื้อของกินทั้งผลไม้และผักต่างไป เพื่อนำกับไปรับประทาน หลังที่เริ่มให้ประชาชนใช้สิทธิคนละครึ่งเป็นวันแรก แต่ยังพบปัญหากับผู้ที่ลงทะเบียนไว้ แต่กลับไม่สามารถสแกนเพื่อใช้สิทธิคนละครึ่งได้

    นายเกรียงศักดิ์ ศรีพาพงษ์ อายุ 52 ปี บอกว่า เมื่อสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตนเองก็ได้สมัครใช้สิทธิคนละครึ่งจนมาถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล ตนเองก็สมัครใช้สิทธิคนละครึ่งเช่นกัน เพราะเป็นโครงการที่ดีลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี แต่ก็ต้องพบกับปัญหาที่ไม่สามารถใช้สิทธิคนละครึ่งได้ เพราะระบบแจ้งว่าร้านค้าไม่ร่วมโครงการ ทั้งๆ ที่มีลูกค้าสามารถใช้สิทธิไปแล้วก่อนหน้านี้หลายราย แต่อย่างไรก็ตาม อยากให้มีการโครงการคนละครึ่งต่อไปอีกทุกๆ รัฐบาล หรือขยายสิทธิให้กับประชาชนคนอื่น ที่ไม่สามารถใช้สิทธิในครั้งนี้ได้

    ด้านนางสาวสุจิตรา มุดารา อายุ 43 ปี พนักงานร้านขายผลไม้แม่สุมล บอกว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนเดินทางมีซื้อสินค้าจำนวนมาก พร้อมกับมีการใช้สิทธิคนละครึ่ง ซึ่งในวันนี้เป็นวันแรกขงการใช้โครงการคนละครึ่งพลัส หากเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีโครงการคนละครึ่งพลัส มีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าใกล้เคียงกับวันนี้ เพราะยังเป็นวันแรกของการใช้สิทธิคนละครึ่งพลัส และคาดว่าจะมีลูกคาที่ได้สิทธิใช้ โครงการคนละครึ่งพลัส เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก จะทำให้มีเงินหมุนเวียนมากกว่าช่วงที่ผ่านมา และต้องการให้มีโครงการนี้ตลอดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1371253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05FJGaEz75BeqFyQSm8wPD

  • “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    “อนุทิน” บินเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    เมื่อเวลา 07.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ถึงความคาดหวังที่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้ว่า เราจะได้เจอผู้นำหลายประเทศ อาทิ จีน แคนาดาเกาหลี บรูไน และคาดว่ารวมถึงญี่ปุ่นด้วย และคาดว่าจะได้เจอนายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เนื่องจากถูกจัดลำดับที่ ตัวอักษรในการนั่งระหว่างที่ T (Thailand) และ U หรือ (United States) น่าจะนั่งติดกัน ซึ่งเป็นโอกาสที่จะได้หารือโดยเฉพาะการค้าขาย และแสวงหาความร่วมมือสนับสนุนซึ่งกันและกัน

    เมื่อถามว่า มีโอกาสเจอผู้นำสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพูดคุยเรื่องแร่แรร์เอิร์ธ หลังมีความกังวลว่าประเทศไทยจะต้องถ่วงดุลทั้งประเทศจีนและประเทศสหรัฐอเมริกา อนุทิน กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศมาเลเซียที่ผ่านมาได้เจอนายกรัฐมนตรีของประเทศจีน ก็ไม่ได้มีประเด็นอะไร แต่คราวนี้จะเจอกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้ เช่น ที่จะต้องเสนอให้เขาเร่งพิจารณาซื้อข้าวจากประเทศไทยจำนวน 5 แสนตัน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ

    เมื่อถามว่าจะมีการเจอผู้นำประเทศเกาหลีใต้เ พื่อหารือกรณีไทยเป็นเจ้าภาพหลักปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราได้ประกาศที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วว่า ไทยเราจะจัดประชุมระดับนานาชาติเพื่อร่วมกันป้องกันสแกมเมอร์ ซึ่งมันคุกคามไปทั่วโลกแล้ว

    นายอนุทิน เปิดเผยด้วยว่า วันนี้ทูตอินเดียประจำประเทศไทยก็จะหารือกับผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเราก็ไปช่วยชาวอินเดียจากฝั่งแม่สอดเข้ามาเกือบ 500 คน หลังจากประเทศอินเดียขอความร่วมมือประเทศไทยมา ซึ่งเขาไม่อยากเป็นภาระกับเรา ก็ขอให้ประเทศไทยเร่งตรวจสอบคดีต่างๆ และเขาจะส่งเครื่องบินมารับคนของเขากลับภูมิลำเนาถือเป็นความร่วมมือกันที่ทำให้การปราบปรามการกระทำเหล่านี้ได้ยกระดับขึ้นไป

    ขณะเดียวกัน กับประเทศกัมพูชาก็จะมีการรื้อฟื้นสิ่งที่เราเคยร่วมมือกันมาก่อนแต่พอมีปัญหาก็เลิกกันไป ซึ่งตอนนี้ก็ปรากฏอยู่ในข้อสาม ข้อบันทึกข้อตกลง ปฎิญญา ไทย-กัมพูชาที่ประเทศ ที่ลงนามประเทศมาเลเซีย

    ทั้งนี้ เวลา 08.00น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง กรุงเทพฯ เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ภายใต้หัวข้อหลัก “Building a Sustainable Tomorrow” หรือ “เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน” ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกัน

    ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะใช้เวทีเอเปคเพื่อแสดงบทบาทของรัฐบาลใหม่ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลก พร้อมย้ำการสนับสนุนระบบพหุภาคีนิยม ที่มีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นศูนย์กลาง ควบคู่กับการผลักดันสาขาความร่วมมือใหม่ที่เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เช่น การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปรับตัวต่อโครงสร้างประชากร และการพัฒนาเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

    สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี จะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 ในวันที่ 31 ตุลาคม หัวข้อ “Towards a More Connected, Resilient Region and Beyond” ซึ่งไทยจะเน้นการเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก และ ช่วงที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน หัวข้อ “Preparing a Future–Ready Asia–Pacific” ที่ไทยจะเสนอแนวทางเตรียมภูมิภาคให้พร้อมต่ออนาคตผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI นวัตกรรม และการสร้างการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปค ประจำปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีจะกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “Bridge. Business. Beyond.” , การหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค และการพบหารือกับ US – APEC Business Coalition ซึ่งเป็นสมาคมธุรกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงการหารือทวิภาคีกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและภาคธุรกิจสำคัญ และเข้าร่วมงานเลี้ยงแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

    ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้ 3 แนวคิดหลัก Connect – Innovate – Prosper เพื่อมุ่งเชื่อมโยงภูมิภาคด้วยนวัตกรรมและขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีเอกสารผลลัพธ์สำคัญจำนวน 5 ฉบับ ได้แก่ (1) ปฏิญญาคยองจูของผู้นำเอเปค ครั้งที่ 32 (2) ข้อริเริ่มเอเปคด้านปัญญาประดิษฐ์ (APEC AI Initiative) (3) กรอบความร่วมมือรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในภูมิภาค (4) ถ้อยแถลงผู้นำว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ และ (5) ถ้อยแถลงร่วมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 36

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000103167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T01K1rDDjxQMIQs-G_uXV

  • นายกฯ ชวนใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสวันแรก เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายกฯ ชวนใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสวันแรก เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันนี้ (29 ตุลาคม) เวลา 07.20 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการเริ่มโครงการคนละครึ่งพลัสเป็นวันแรกว่า ต้องขอแสดงความยินดีกับประชาชนที่จะได้ใช้โครงการคนละครึ่งพลัสจากวันนี้เป็นต้นไป เป็นเวลา 2 เดือน ก็ต้องขอเชิญชวนประชาชนออกมาใช้เงิน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยให้คนไทยทั้งประเทศมีโอกาสสร้างรายได้

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีคนที่ตกหล่นมีโอกาสจะได้รับโครงการในเฟส 2 อีกหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ตนได้มีการหารือกับเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้ประชาชนรอจะได้รอบเก็บตก จะให้คำมั่นใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ตนก็นำข้อมูลต่างๆ แจ้งกับเอกนิติ และติดตามจากโซเชียลมีเดียและในกลุ่มคนเปราะบาง กลุ่มผู้สูงอายุ ใช้แอปพลิเคชันไม่ค่อยเป็น มีเครื่องมือสื่อสารที่เก่า ลงทะเบียนไม่ได้ แล้วได้ไปแสดงความจำนงจะใช้โครงการคนละครึ่งพลัส เราก็ต้องดูแลเขาให้ทั่วถึงไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามหลักความยั่งยืนอยู่แล้ว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงวิธีการตรวจสอบการทุจริตในโครงการ เช่น มีประชาชนนำไปแลกเงินสด อนุทิน กล่าวว่า เราต้องโปรโมชันเยอะๆ ทำไปอย่างนั้นไม่มีประโยชน์อะไร ยิ่งถ้าเกิดทำแบบนั้นก็ผิดกฎหมายด้วย และทำให้ความตั้งใจของรัฐบาลที่จะมาช่วยเหลือในครั้งต่อไป แทนที่จะออกคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ออกมา หากมีเรื่องนี้มาก็ต้องไปนั่งสืบสวนสอบสวน ไม่ได้ออกโครงการมาสักที ถือว่า เรื่องนี้เป็นโอกาสของประชาชนคนไทย ส่วนใหญ่ทุกคนเราอย่าไปเอาเปรียบ เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะใช้ ก็ควรจะใช้ได้เต็มที่

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-launches-scheme-boosts-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_VhEjGwiSF_l8mcEfoLF

  • สรุปประเด็นสำคัญ ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 เกิดอะไรขึ้นบ้าง

    สรุปประเด็นสำคัญ ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 47 เกิดอะไรขึ้นบ้าง

    การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้ธีม “Inclusivity and Sustainability” ได้กลายเป็นเวทีที่ถูกจับตามองมากที่สุดของปี เมื่ออาเซียนประกาศต้อนรับ “ติมอร์ เลสเต” เข้าสู่ครอบครัวในฐานะ สมาชิกเต็มรูปแบบลำดับที่ 11 นับเป็นการขยายสมาชิกครั้งแรกในรอบกว่า 25 ปี ตั้งแต่ยุค 1990s

    ติมอร์ เลสเต หรือ ติมอร์ตะวันออก ประเทศเล็กที่มีประชากรราว 1.4 ล้านคน กลายเป็นชาติที่ “อายุน้อยที่สุดในเอเชีย” และ “สมาชิกใหม่ที่สุดของอาเซียน” อย่างเป็นทางการ

    การเข้าร่วมครั้งนี้ไม่เพียงมีนัยทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเปิดประตูทางเศรษฐกิจสู่ตลาดกว่า 680 ล้านคน และ GDP รวมกว่า 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของอาเซียน ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวคิด “Inclusive ASEAN” ที่เน้นไม่ทิ้งประเทศใดไว้ข้างหลัง

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของ ติมอร์ เลสเต ยังมีอยู่มาก ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่ยังจำกัด การบริหารราชการ และระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก ซึ่งสมาชิกอาเซียนต้องช่วยกันเสริมศักยภาพ ให้ประเทศน้องใหม่สามารถเข้ากับระบบภูมิภาคได้อย่างราบรื่น

    ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้าและการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ การประชุมครั้งนี้เน้นหนักไปที่ การเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในภูมิภาค และ การเชื่อมโยงทางดิจิทัล เพื่อให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดศูนย์กลางของการผลิตและเทคโนโลยีในอนาคต

    สมาชิกเห็นพ้องที่จะเร่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุน MSMEs และยกระดับ supply chain ให้พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ และ จีน ยังคงเดินหน้าแข่งขันเชิงเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น

    สำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้ถือเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่จะดึงดูดการลงทุน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงกับโครงการโลจิสติกส์ในภูมิภาค รวมถึงการสร้างศูนย์กลางการค้าดิจิทัลในอาเซียนตอนบน

    แม้การประชุมจะเน้นด้านเศรษฐกิจ แต่ประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะ ทะเลจีนใต้ ยังเป็นหัวข้อสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือ แม้จะไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม แต่ผู้นำอาเซียนต่างยืนยันความสำคัญของการรักษา “เอกภาพ” และ “บทบาทศูนย์กลางของอาเซียน” ในเวทีภูมิภาค

    สหรัฐฯ ยกเลิกกำแพงภาษี 0% ให้ 3 ชาติอาเซียน

    ในวันแรกของการประชุม เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม สหรัฐอเมริกาได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้อนุมัติให้มีการเก็บภาษีนำเข้าเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์สำหรับผลิตภัณฑ์บางรายการจาก ประเทศไทย มาเลเซีย และกัมพูชา การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการยกเลิกภาษีตอบโต้ก่อนหน้านี้ที่สูงถึง 19 เปอร์เซ็นต์ สำหรับประเทศไทยนั้น ได้บรรลุข้อตกลงกรอบการค้าแบบ “Reciprocal Trade” เพื่อขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนทวิภาคี โดยไทยตกลงจะซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เชื้อเพลิง และเครื่องบินจากสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน กรุงเทพฯ ตกลงจะยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ เกือบ 99 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สหรัฐฯ ให้สิทธิภาษี 0% สำหรับผลิตภัณฑ์ไทยบางประเภท ซึ่งแม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายการสินค้าที่ชัดเจน แต่ถูกมองว่าจะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการส่งออกอย่างมาก ด้านมาเลเซีย ได้รับข้อยกเว้นภาษีใน 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ อุปกรณ์การบินและอวกาศ ยา และสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น น้ำมันปาล์ม โกโก้ และยางพารา

    เร่งเครื่อง RCEP และ FTA จีน 3.0

    นอกเหนือจากประเด็นการค้าทวิภาคี อาเซียนและพันธมิตรกำลังให้ความสำคัญกับการสร้างแพลตฟอร์มเศรษฐกิจทางเลือกเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซาและสงครามภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมสุดยอด RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ที่มีการส่งสัญญาณความสนใจครั้งใหม่ในการรวมอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจหลักในอินโดแปซิฟิก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย กล่าวว่า เป้าหมายของการประชุม RCEP คือการเร่งรัดการดำเนินการและแสดงให้เห็นว่าเอเชียยังคงสามารถเป็นผู้นำในการเปิดกว้างได้ แม้ว่าประเทศอื่นจะเริ่มหันไปพึ่งพาตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ อาเซียนยังได้ลงนามอัพเกรดข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (FTA) ในเวอร์ชัน 3.0 ซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ข้อตกลงนี้จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้า เสริมสร้างการเชื่อมต่อของห่วงโซ่อุปทาน และปลดล็อกโอกาสในพื้นที่การเติบโตในอนาคต แม้ว่าจีนจะเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียน แต่ในการประชุม ผู้นำฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้วิจารณ์การรุกรานของจีนในทะเลจีนใต้ ซึ่งประเด็นความมั่นคงในเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้เป็นวาระสำคัญที่ต้องมีการเร่งปรึกษาหารือเพื่อจัดทำแนวปฏิบัติ (Code of Conduct)

    อนาคตดิจิทัลและความมั่นคงทางเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน

    การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในการประชุมสุดยอดครั้งนี้คือการที่อาเซียนจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาเซียนมองว่านโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ความมั่นคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกจากกันได้ การเมืองระหว่างประเทศได้กำหนดผลลัพธ์ของตลาด ตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุหายากไปจนถึงการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ อาเซียนกำลังมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อรับมือกับความสัมพันธ์ที่แยกไม่ออกระหว่างการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจ โครงสร้างที่สำคัญคือการให้แรงผลักดันเพิ่มเติมแก่ Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งเป็นความพยายามครั้งแรกของภูมิภาคในการทำข้อตกลงที่มีผลผูกพันเพื่อประสานกฎเกณฑ์ดิจิทัล การไหลของข้อมูล และนวัตกรรมข้ามพรมแดน โดยตั้งเป้าหมายจะแล้วเสร็จและเปิดตัวในปี 2569 นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง “คณะทำงานด้านภูมิเศรษฐศาสตร์อาเซียน” (Asean Geoeconomics Task Force) ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยให้อาเซียนคาดการณ์และกำหนดวาระทางเศรษฐกิจได้ แทนที่จะเพียงแค่ตอบโต้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ

    “เมียนมา” อาเซียนเสียงแข็งปฏิเสธส่งผู้สังเกตการณ์เลือกตั้ง

    ในประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงที่สุด ผู้นำอาเซียนได้กล่าวถึงวิกฤตที่ดำเนินอยู่ในเมียนมา โดยแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อความขัดแย้ง และเตือนถึง “การขาดความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม” ในการมุ่งสู่สันติภาพ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม แหล่งข่าวทางการทูตยืนยันว่า กลุ่มอาเซียนจะไม่ส่งผู้สังเกตการณ์ไปยังการเลือกตั้งของเมียนมาที่กำหนดจัดขึ้นในเดือนธันวาคม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งเป็นประธานอาเซียน ได้เรียกร้องซ้ำให้มีการ “หยุดยิงโดยทันที” นักวิเคราะห์มองว่า การที่อาเซียนไม่ส่งผู้สังเกตการณ์นี้ จะเป็นผลกระทบต่อความชอบธรรมของเมียนมาอย่างแน่นอน เนื่องจากจะไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ยูเอ็นก็ได้เรียกร้องก่อนหน้านี้ไม่ให้ “ให้ความชอบธรรมแก่ละครฉากใหญ่ของรัฐบาลทหาร” และคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปก็ได้ปฏิเสธที่จะส่งผู้สังเกตการณ์เช่นกัน โดยระบุว่าการเลือกตั้งที่วางแผนไว้ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม

    “ลาว” รับบทบาทสำคัญในการประชุมระดับพหุภาคี

    ในส่วนของการเข้าร่วมของประเทศสมาชิก นายกรัฐมนตรีลาว สอเนกไซ สีพันดอน ได้นำคณะผู้แทนเข้าร่วมการประชุมใหญ่ถึงสี่รายการในวันที่ 27 ตุลาคม ได้แก่ การประชุมสุดยอดอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี (ROK) ครั้งที่ 26, การประชุมอาเซียนบวกสาม ครั้งที่ 28, การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ครั้งที่ 20 และการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 15 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมอาเซียน-ROK ผู้นำต่างให้การต้อนรับแผนปฏิบัติการปี 2569-2573 ว่าด้วยการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่แข็งขันของลาวในการผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/642614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2il3BOpxZmhrlz-evdU6iu

  • นายกฯแสดงความยินดีประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    นายกฯแสดงความยินดีประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง

    นายกฯแสดงความยินดีประชาชนเริ่มใช้ “คนละครึ่งพลัส” วันแรก เชิญชวนช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นย้ำดูแลกลุ่มเปราะบางให้ทั่วถึง


    29/10/2568 | 68 |

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้งานวันนี้เป็นวันแรก โดยแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนที่จะได้ใช้สิทธิตามโครงการเป็นระยะเวลา 2 เดือนต่อจากนี้ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมกันใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั่วประเทศ

    .

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” รัฐบาลจะเร่งหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อนำข้อมูลและเสียงสะท้อนจากประชาชนผู้ใช้งานมาพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันหรือใช้เครื่องมือสื่อสารรุ่นเก่า เพื่อให้ได้รับสิทธิ์อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    .

    ส่วนกรณีร้านค้าบางรายอาจอาศัยช่องโหว่แลกรับสิทธิ์เป็นเงินสด นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขัดต่อเจตนารมณ์ของโครงการที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมสั่งการให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ร้านค้าและประชาชนให้มากขึ้น หากตรวจสอบพบการกระทำผิดจะต้องมีการสอบสวนอย่างจริงจัง โดยย้ำว่า โครงการคนละครึ่งพลัสถือเป็นโอกาสของประชาชนทุกคนในการร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงขอให้ใช้สิทธิ์อย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/435672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y3spnyTZj7HyKV1CV8VH2

  • คนละครึ่งพลัส คาดเงินสะพัดกว่า 7 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย

    คนละครึ่งพลัส คาดเงินสะพัดกว่า 7 หมื่นล้าน หนุนเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้าย

    วันนี้(29ต.ค.68) เป็นวันแรกเริ่มแล้วที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งพลัส โดยสามารถใช้จ่ายตามวงเงินตั้งแต่เวลา 6.00 – 23.00 น.ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง  โดยมีระยะเวลาการใช้วงเงินสิทธิ์จนถึง 31 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิจะต้องใช้สิทธิโครงการฯ โดยซื้อสินค้าหรือบริการในโครงการฯ ครั้งแรกผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิในโครงการฯ

    สำหรับผู้ได้รับสิทธิรวม 20 ล้านคน

    ·     ผู้ที่ยื่นภาษี ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 2,400 บาท จำนวน 7.93 ล้านคน

    ·     ผู้ที่ไม่ยื่นภาษี ได้รับสิทธิ 2,000 บาท จำนวน 12.07 ล้านคน

    โดยครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนรวม 20.19 ล้านคน มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติ 194,210 คน เนื่องจากเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสียชีวิต รวมถึงเคยทำผิดเงื่อนไขโครงการก่อนหน้า และเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า

    ในส่วนร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 620,000 ร้าน กระทรวงการคลังยืนยันว่า จะไม่มีการส่งข้อมูลยอดขายให้กรมสรรพากรแต่อย่างใด ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการยังสามารถสมัครได้จนถึงวันที่ 19 ธ.ค. 2568

    ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองเห็นสัญญาณบวกนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาล เชื่อว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า โครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000 – 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    สำหรับคนละครึ่งพลัส รัฐช่วยจ่าย 50% ผู้ได้รับสิทธิ์จ่ายเองอีก 50% โดยสิทธิจะถูกสะสม หากใช้ไม่หมดในแต่ละวัน ครั้งนี้นอกจากร้านค้าแล้ว ยังครอบคลุมไปถึงระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ ทั้งบก น้ำ ราง เช่น BTS MRT เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-money-q4&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw336CH3vdY0yOf8BmZY2EMA

  • นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์ เตือน ปชช.อย่าทำผิดกฎหมาย

    นายกฯ ชวนประชาชนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ หารือแนวทางเปิดโอกาสกลุ่มตกหล่นใช้สิทธิ์ เตือน ปชช.อย่าทำผิดกฎหมาย

    วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมเอเปค ที่ประเทศเกาหลีใต้ ถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มใช้วันแรกในวันนี้ (29 ต.ค.) ว่า รัฐบาลขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันใช้สิทธิโครงการนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับประชาชนที่ได้ใช้สิทธิคนละครึ่งพลัสตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เป็นเวลา 2 เดือน ขอให้ช่วยกันออกมาใช้จ่าย เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวโดยเร็ว

    เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีประชาชนบางส่วนที่ยังตกหล่นจากการลงทะเบียน นายอนุทิน กล่าวว่า ได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว เพื่อเตรียมแนวทางรองรับในรอบต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาในการใช้เทคโนโลยี รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องดูแลให้ทั่วถึงตามหลักความยั่งยืนอย่างไรก็ตาม

    นายกรัฐมนตรี กล่าวเตือนว่า หากพบว่ามีการนำสิทธิ์ไปแลกเป็นเงินสด ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และจะกระทบต่อการพิจารณาดำเนินโครงการเฟส 2 หากเกิดเหตุลักษณะนี้มาก ๆ ก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ สืบสวน อาจทำให้เฟสต่อไปล่าช้าได้นายอนุทินย้ำว่า นี่เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน อย่าเอาเปรียบกัน ใช้สิทธิตามวัตถุประสงค์ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/252876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Bcf_qCPLr9ugLo3p_Xf4t