Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจ ก.ค.68 รับปัจจัยหนุนจากการส่งออก

    เศรษฐกิจ ก.ค.68 รับปัจจัยหนุนจากการส่งออก

    กรุงเทพฯ 28 ส.ค.-คลัง เผยเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.68 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 หลังมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.7 และ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.8 และ 8.8 ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.7 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 17.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.8 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ –10.2 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 6.0 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.2 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.8

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ที่ร้อยละ 11.0 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 16.6 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 61.0 54.9 และ 44.1 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง น้ำตาลทราย และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 107.7 36.2 และ 9.8 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออก ยางพารา ข้าว และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 31.4 23.1 และ 7.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดทวีปออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ -11.5

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตสินค้าเกษตรยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนกรกฏาคม 2568
    มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.61 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -15.9 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.6 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนกรกฏาคม 2568 จำนวน 21.8 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -0.5 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.5 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 7.8 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.8 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และผลผลิตในหมวดไม้ผล เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.6 จากระดับ 87.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือ และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ -0.70 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.84 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 64.2
    ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 261.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า: สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 51.7 จุด และดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.7 จุด จากระดับ 50.4 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาหดตัวอีกครั้งหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต และปริมาณคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 51.8 จุด และยังอยู่สูงกว่าระดับ 50 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 31 ติดต่อกัน

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน: โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ หลังจากที่ในเดือนกรกฎาคมมียอดขายสุทธิ แต่ในเดือนสิงหาคมกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง โดยในเดือนสิงหาคม (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 7,520.61 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับสูงที่ 96,084.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้จะมีแรงขายบางช่วงเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศยังคงมีการซื้อสุทธิรวม 1,504.57 ล้านบาท

    แม้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจะยังเป็นการขายสุทธิ -10,860.41 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิเล็กน้อย 318.67 ล้านบาท สำหรับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติพบว่ามีแรงขายสุทธิกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยในเดือนสิงหาคมมียอดขายสุทธิรวม -9,343.84 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ -71,894.29 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงินบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ -9,066 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม แต่เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 18,132.07 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้แรงซื้อจะชะลอตัวลงก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว.-515.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/latest-news-1578061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RtfjJDRZSPUENqsgNmTpL

  • ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจทำไมตำรวจจับเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปี แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รัฐธรรมนูญคือปัญหา เด็กต่างด้าวเรียนฟรีแย่งที่เรียนเด็กไทย แนะเน้นเด็กไทยให้ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอ รับเด็กต่างชาติได้แต่ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน

    29 ส.ค.2568 -ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชาวกัมพูชาวัย 13 ปี ถูกตำรวจจับกุมที่โรงเรียน และเตรียมส่งกลับประเทศกัมพูชา หลังถูกแจ้งความว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เด็กนักเรียนสัญชาติกัมพูชาที่เป็นเด็กตั้งใจเรียนหนังสือต้องถูกส่งกลับจากการจับของตำรวจ แต่ก็การกระทำของแม่เด็กก็ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองจริง แต่ก็ต้องขอตั้งสังเกตว่า เหตุใดตำรวจถึงกวดขันเข้มข้นกับการจับเด็กนักเรียนต่างด้าว แต่กลับไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายและกับแรงงานต่างด้าวรวมถึงคนกัมพูชาด้วยที่เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ ที่มีประมาณ 4-6 ล้านคน ทั่วประเทศ

    “ซึ่งคนเหล่านี้กำลังแย่งงานคนไทยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และที่ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนอาจมีพฤติกรรมในการบ่อนทอนความมั่นคงโดยการเป็นสายให้รัฐบาลกัมพูชา โดยมีแหล่งข่าวแจ้งมาที่พรรคเศรษฐกิจว่า มีตำรวจเรียกเก็บส่วยจากแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่เดือนละ 500 บาทต่อหัว ซึ่งเงินจากการทุจริตก้อนนี้ตกอยู่ ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนกรณีของเด็กวัย 13 ปี คนดังกล่าว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังถูกผลักดันออกจากประเทศ เด็กก็สามารถที่ดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกกฎหมายและขอเข้าเรียนในประเทศไทยได้ใหม่” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ในส่วนของภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กคนเดียวแต่เป็นปัญหาเด็กต่างด้าวที่ทะลักเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ในระบบโรงเรียนของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 200,000 คน (ข้อมูลจากปี 2566) เป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน เรื่องนี้มี สาเหตุมาจากการที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้าเมือง โดยอุ้มลูกหลานของตนที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทยโดยที่ตนเองไม่ได้จ่ายภาษี ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น

    หากเราแก้ไขบทบัญญัติมาตราดังกล่าวให้เพิ่มคำว่า “เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทย” จะช่วยลดปัญหาลงได้มาก ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ มีจุดยืนให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา โดยเน้นหลักที่ว่า หากเด็กไทย ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอแล้ว เราก็สามารถขยายโรงเรียนไปรับเด็กต่างชาติได้ แต่ก็ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่าย ค่าเทอมในการเข้าเรียน

    โดยตามข้อแนะนำจาก OECD อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษา โดยเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ เด็ก 14 คน ต่อครู 1 ท่าน หากเราดำเนินตามนโยบายตามปัจจุบัน จะทำให้การพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนของไทย เทียบเท่ามาตรฐาน OECD ได้ยาก แม้ว่าแนวโน้มประชากรเกิดใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องที่บางฝ่ายอาจจะมองว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จะเป็นการกีดกันการศึกษาของนักเรียนต่างด้าวอาจผิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยสามารถขอสงวนข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องภาระงบประมาณภาครัฐที่ไม่เพียงพอ จากกรณีเด็กต่างด้าวที่ถูกแอบนำเข้ามาโดยความตั้งใจในการใช้ทรัพยากร เงินภาษี ของประเทศไทยโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งนี้หากมองในด้านมนุษยชน เราสามารถให้กลุ่มต่างด้าวนี้เรียนในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หรือทางโทรทัศน์ทางไกลได้ เพื่อให้กลุ่มนักเรียนต่างด้าวเหล่านี้สามารถศึกษาเนื้อหาทางการศึกษาของไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/852051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rt7PKFj4Rtvy6OTSzJ1k3

  • คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

    คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

    มหาวิทยาลัยเอเชีย และแปซิฟิก (UA&P) ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำของปี 2567 ถึงแม้ว่าต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของภาษีศุลกากรจากสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์ รวมทั้งผลกระทบจากฤดูพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงน้อยลง ทั้งนี้ หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ อัตราการขยายตัวดังกล่าวจะมากกว่าร้อยละ 5.2 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และร้อยละ 5.5 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายใหม่ของรัฐบาลที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 5.5 – 6.5 สำหรับปี 2568 ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงแข็งแกร่งจากปัจจัยสนับสนุนของอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ แม้จะถูกจำกัดด้วยภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ กำหนดต่อเงินโอนกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (OFW) โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมปรับลดลงเหลือร้อยละ 0.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี จากการลดลงของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและอาหาร ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 – 4 รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 หลังจากชะลอตัวในช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ 45 วันระหว่างการเลือกตั้ง วันที่ 28 มีนาคม – 12 พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัวจากอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินยังอยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 125 จุดพื้นฐาน (bps) ทำให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ร้อยละ 5.25 สำหรับค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อาจผันผวนตามแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์และธนาคารกลางสหรัฐฯ (US Federal Reserve) ขณะที่ตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากปัจจัยสนับสนุนด้านอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง การกู้ยืมของรัฐบาลกลางที่เกือบครบตามเป้าหมาย และแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์เพิ่มเติมอีกรวม 50 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2568

    ผลกระทบจากภาษีศุลกากร

    ANZ Research ประเมินว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์อาจเผชิญแรงกดดันภายนอกที่เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยดุลการค้าด้านบริการมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แม้ว่าการส่งออกในภาค Business Process Outsourcing (BPO) และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะยังคงแข็งแกร่ง ดุลการค้าด้านบริการลดลงเหลือ 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาลแรก จาก 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจ IT – BPO กำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านในระยะสั้น โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากมาตรการภาษี อาจส่งผลต่อความต้องการบริการจากภาคธุรกิจ IT – BPO โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ หากความต้องการจากสหรัฐฯ ชะลอลง อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้จากบริการของฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ IT- BPO ยังเผชิญกับแรงกดดันจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น โดยแรงงานที่มีทักษะต่ำจะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทนที่มากที่สุด สำหรับบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าความต้องการส่งออกสินค้าจะอ่อนตัวลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้การพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนไม่มาก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกจะส่งผลถึงฟิลิปปินส์เช่นกัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ ความต้องการนำเข้าจากการบริโภคภาคเอกชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี เนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลการค้าขยายตัวมากขึ้น 

    ในขณะเดียวกัน คาดว่า ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ที่จะเก็บจากการโอนเงินกลับประเทศ (Remittances) จากสหรัฐฯ โดยจะบังคับใช้เฉพาะการเงินโอนแบบเงินสด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จะมีผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของประเทศในระดับปานกลาง ทั้งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีการพึ่งพารายได้จากเงินโอนกลับประเทศจากสหรัฐอเมริกาสูง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของเงินโอนกลับประเทศทั้งหมด โดยเงินโอนกลับดังกล่าวยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน การบริโภคภายในประเทศ และเป็นปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพของดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินผลกระทบโดยรวมของการขึ้นภาษีดังกล่าวประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของยอดเงินโอนทั้งหมด ดังนั้น ผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะจำกัดในปี 2569 การชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการเงินโอนที่ส่งกลับฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 การส่งเงินกลับประเทศจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ 16.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเงินโอนกลับจากแรงงานบก (land-based workers) เป็นแรงงานที่มีสัดส่วนมากที่สุด

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World

    บทวิเคราะห์/ ข้อคิดเห็น
    •    เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 5.8 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำหนดไว้ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การบริโภคของภาคครัวเรือนที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานหลังสิ้นสุดช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ ทั้งนี้ เศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจากการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคธุรกิจ IT – BPO ซึ่งอาจกระทบต่อแรงงานทักษะต่ำ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเตรียมบังคับใช้ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ต่อการโอนเงินกลับประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนและเสถียรภาพการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่ากระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่าผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศโดยรวมจะอยู่ในวงจำกัดก็ตาม ทั้งนี้ การโอนเงินกลับประเทศยังคงเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ความผันผวนของค่าเงินและทิศทางตลาดพันธบัตร โดยตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงและการกู้ยืมของภาครัฐที่เกือบครบตามเป้าหมาย ขณะที่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่การขาดดุลการค้ามีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 

    •    ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 การบริโภคภาคครัวเรือนของฟิลิปปินส์ที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาสแก่ผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง ขณะเดียวกันการผ่อนคลายนโยบายการเงินและเสถียรภาพตลาดพันธบัตรอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนธุรกรรม อย่างไร
    ก็ตาม ผู้ส่งออกไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรและภาษีการโอนเงินของสหรัฐฯ ที่อาจลดกำลังซื้อของภาคครัวเรือนฟิลิปปินส์ การขาดดุลการค้าที่มีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งอาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า ตลอดจนความเสี่ยงจากผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อภาคแรงงานและรายได้ครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในระยะถัดไป ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและเหมาะสมต่อไป

    —————————————

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
    สิงหาคม 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/i4orjff4ml6ar8j1gqmheqmj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06nXtiDSBuUijzlAvy_Bm9

  • พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    พ่อค้าแม่ค้าชายแดนวอน! อยากได้นายกฯ คนใหม่ที่เป็นกลาง เร่งแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในคดี “คลิปเสียง” ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยศาลนัดออกนั่งบัลลังก์เวลา 15.00 น. เพื่ออ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีรับฟัง

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต่อสถานการณ์ทางการเมือง

    นายสุพรรณ รักษา พ่อค้าหมูสดฝั่งตรงข้ามตลาดชายแดน กล่าวว่า ตนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่สามารถเข้ามาบริหารประเทศได้จริง โดยเฉพาะแก้ไขปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน เพราะส่งผลกระทบต่อการค้าขายอย่างหนัก “ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก ค้าขายไม่ได้ คนเงียบแทบทั้งตลาด”

    ด้านนางสาวอรุณ วรรณจีบสุข แม่ค้าขายผลไม้ในตลาดชายแดน เปิดเผยว่า อยากได้ผู้นำใหม่ที่จริงใจและมุ่งมั่นพัฒนาประเทศ พร้อมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและชายแดนอย่างจริงจัง ไม่ใช่การเมืองที่มีคนบงการอยู่เบื้องหลัง “เราทำมาหากินลำบากมาก ต้องเลี้ยงครอบครัวและลูกน้อง แต่ช่วงนี้ขาดทุนตลอด อยากให้นายกฯ คนใหม่ มาช่วยพัฒนาและทำให้ประชาชนอยู่ได้จริง”

    เธอยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคประชาชนชายแดนต้องการมาตรการช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและธนาคาร ทั้งการผ่อนผันการชำระหนี้และสินเชื่อระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระที่เกิดจากปัญหาชายแดน

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บางส่วนของประชาชนในพื้นที่ยังเรียกร้อง “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” ที่มีความเป็นกลางและมีความสามารถเพื่อเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ที่ยืดเยื้อ เพราะยิ่งช้า ประชาชนก็ยิ่งลำบากมากขึ้น

    สำหรับบรรยากาศการค้าชายแดนช่องจอมในช่วงนี้ พบว่ามีฝนตกเป็นระยะ ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิด เพราะชาวกัมพูชาบางส่วนกลับประเทศ และผู้ค้าชาวไทยก็ยังไม่มั่นใจสถานการณ์ ขณะที่ร้านขายพืชผักและของสดบางร้านยังเปิดบริการ เพื่อรองรับลูกค้าประจำ แม้ยอดขายจะไม่ดีนัก โดยบางครอบครัวยังเตรียมเก็บเงินสำรองไว้สำหรับการอพยพรอบใหม่ หากสถานการณ์ชายแดนยังไม่คลี่คลาย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5062861/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1y8f98kCDjlP8J-ddX-7Ql

  • TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    TISCO ESU เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายปี เพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทรงตัวในระดับต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • เศรษฐกิจจีนจัดว่ามีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดน้ำมันโลกอย่างมากในหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากแม้จีนจะเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ทว่าศักยภาพในการผลิตน้ำมันของจีนค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับความต้องการบริโภค จึงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนที่สูง และกลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก อุปสงค์น้ำมันของจีนจึงมีอิทธิพลต่อดุลอุปสงค์-อุปทานน้ำมันโลกโดยตรง

    • โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2025 (7M25) จีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเพิ่มขึ้นราว 300,000 บาร์เรลต่อวันจากปีก่อนหน้า (7M24) อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวเป็นผลจากฐานต่ำ เนื่องจากปี 2024 จีนชะลอการนำเข้าน้ำมันลงจากปีก่อนหน้า ทำให้เมื่อเทียบกับปี 2023 (7M23) ซึ่งจีนนำเข้าน้ำมันดิบเฉลี่ย 11.21 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะคิดเป็นการเติบโตเพียง 40,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

    • สำหรับระยะข้างหน้า เศรษฐกิจจีนคาดมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงท้ายของปี สะท้อนผ่านดัชนีเศรษฐกิจจีนหลายภาคส่วน อาทิ การลงทุนสินทรัพย์ถาวร และการบริโภคครัวเรือนที่เริ่มอ่อนแรงลง

    • อีกทั้งการตกเป็นเป้าหมายหลักของสงครามการค้า ประกอบกับการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศที่เปราะบาง ทำให้ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง กดดันกำไรภาคอุตสาหกรรม ยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการบริโภคในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของการบริโภคน้ำมัน

    • นอกจากนี้ จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) ที่กำลังมุ่งสู่ประเทศจีนก็ยังอยู่ในแนวโน้มลดจำนวนลง สะท้อนการนำเข้าที่อาจชะลอลงในระยะถัดไป ปัจจัยเหล่านี้ชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันของจีนจะไม่เพียงพอที่จะผลักดันอุปสงค์น้ำมันโลกในช่วงท้ายของปี 2025 เราจึงประเมินว่าตลาดน้ำมันยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นเป็นหลักจาก OPEC ขณะที่แรงหนุนจากอุปสงค์โดยเฉพาะจากจีนมีจำกัด ราคาน้ำมันดิบ WTI จึงมีแนวโน้มอ่อนตัวลงต่อไปสู่ระดับ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี และความเสี่ยงยังโน้มเอียงไปทางด้านต่ำ

    Highlighted Headlines

    • ไทย: ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ว่าจะผิดจริยธรรมร้ายแรง จนต้องสิ้นสุดการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ โดยศาลฯ จะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. วันนี้

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภคกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เดือน ส.ค. และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ก.ค.

    • ไทย: รายงานตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือน โดย ธปท. เดือน ส.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE), รายได้ส่วนบุคคล (Personal Income), การใช้จ่ายส่วนบุคคล (Personal Spending) และปริมาณสินค้าคงคลังภาคการค้าส่ง (Wholesale Inventories) เบื้องต้น เดือน ก.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573697/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PAW6SQlQMJy5UfK7SxzEE

  • สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย ชูแก้หนี้ครัวเรือน เสริมแกร่งเศรษฐกิจ

    สมาคมธนาคารไทย นำโดย ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมฯ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ร่วมเวทีเสวนา “หนี้ครัวเรือนและความเปราะบางทางการเงิน” ในงาน Thailand Focus 2025 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Beyond the Challenges โดยระบุว่า หนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูงเป็นสัญญาณสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ฝังรากลึก

    ผยง ชี้ว่า เศรษฐกิจนอกระบบและแรงงานนอกระบบยังมีสัดส่วนสูง ขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากยังพึ่งพาหนี้นอกระบบ ส่งผลให้ภาระหนี้จริงอาจเกิน 100% ของจีดีพี การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุม ทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ การยกระดับข้อมูลเครดิตให้ครบถ้วน และการสร้างระบบสวัสดิการที่ตรงจุด เพื่อลดความเปราะบางของครัวเรือนไทย

    สำหรับแนวทางเชิงโครงสร้าง สมาคมธนาคารไทยเสนอ 5 หลักการสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุม ความเป็นธรรม การแข่งขันเท่าเทียม การเข้าถึงข้อมูลอย่างเปิดกว้าง และการสร้างความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค พร้อมย้ำว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    นายผยง กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืน ควรยึด 5 แนวทางหลัก คือ
    1.ความครอบคลุม (Inclusive) โดยต้องชัดเจนว่าจะใช้สวัสดิการ กลไกตลาด หรือการช่วยเหลือเฉพาะหน้า 
    2.ความเป็นธรรม (Fairness) ดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงจริง ไม่สร้าง moral hazard 
    3.การแข่งขันเท่าเทียม (Level Playing Field) ระหว่างสถาบันการเงินแต่ละประเภท
    4.การแข่งขันและการเข้าถึงข้อมูลที่เปิดกว้าง (Open Competition & Data Access) แข่งขันภายใต้กลไกตลาด และ
    5.การมีความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม (Healthy Borrowing) เพื่อให้หนี้กลายเป็นเครื่องมือในการลงทุนสร้างรายได้ มากกว่าการกู้เพื่อบริโภค

    พยง ยังย้ำ ช่วงเวลานี้ถือเป็นจังหวะสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy โดยมีรัฐบาลเป็นผู้นำทางเพื่อสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

    “จังหวะนี้เป็นโอกาสสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ยกระดับสู่ Data-driven economy และ Skill-based economy ซึ่งประเทศไทยยังมีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะการพัฒนาแรงงานสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ใช้ประโยชน์จาก Generative AI ให้มากขึ้นจากการที่ประชากรเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้วกว่า 91% ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นผู้นำทาง (Lighthouse) ในการปฏิรูป และแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน”

    — พยง กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thai-bankers-association-thailand-focus-2025-household-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lgdvA1Jlw3IOTZooECUAH

  • เอกชน จับตาเศรษฐกิจ Q 4 ของจริง! หวังมีทีมเศรษฐกิจ ขี่ม้าขาว

    เอกชน จับตาเศรษฐกิจ Q 4 ของจริง! หวังมีทีมเศรษฐกิจ ขี่ม้าขาว

    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ปัจจุบันภาคแรงงานจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ

    เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวอย่างมีนัยยะคือ ราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ที่ซื้อขายในตลาดโลกได้รักษาระดับต่ำที่ประมาณ 63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมานานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาปกติที่ควรจะอยู่ที่ประมาณ 75 เหรียญสหรัฐฯ ราคาน้ำมันที่ต่ำสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลง บ่งชี้ว่าการเดินทาง กิจกรรมการผลิต และการใช้ไฟฟ้าลดลงทั่วโลก

    ค่าระวางเรือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลก คุณธนิตระบุว่าค่าระวางเรือได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะเส้นทางการเดินเรือไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา (เช่น นิวยอร์ก, ลอสแอนเจลิส, ลองบีช) และยุโรป (เช่น ร็อตเตอร์ดัม, แฮมบวร์ก, เลออาฟวร์) มีการลดลงถึง 11-13% ในเดือนมิถุนายนเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 

    ขณะที่เส้นทางในเอเชีย แม้จะคงที่มาประมาณ 3-4 เดือน แต่ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตไปยังเซี่ยงไฮ้มีราคาเพียง 80 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปกติมาก สิ่งเหล่านี้กำลังบอกว่า “ของไม่มี” หรือปริมาณสินค้าที่จะขนส่งมีน้อย แต่เรือยังคงต้องวิ่ง ทำให้เกิดการแข่งขันลดราคา ค่าระวางเรือที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะไม่ดีอย่างแน่นอน

    ผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ แม้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จะยังคงเติบโต แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะเป็น “ของจริง” ที่ไทยจะต้องเผชิญ หลังจากสต็อกสินค้าที่ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ตุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเริ่มหมดลง อย่างไรก็ตาม คุณธนิตยังคงเชื่อว่าผลกระทบต่อไทยจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าประเภท “โลว์เทค” และเป็นผู้ผลิต OEM ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งการย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐฯ ทำได้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1.5-2 ปี ในการสร้างโรงงานและหาแรงงานที่มีทักษะ 

    นอกจากนี้ อัตราภาษีนำเข้าของไทยที่ 19% ยังคงใกล้เคียงและสามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม 20%.และอินโดนีเซีย 19% ทำให้สหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทยและภูมิภาคนี้อยู่

    การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศจะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งจะสะท้อนออกมาในตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีหน้า นักลงทุนใหม่ๆ อาจเกิดความไม่มั่นใจจากข่าวปัญหาชายแดนที่อาจถูกมองว่าเป็น “สงคราม” และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่เคยลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วอาจจะเข้าใจสถานการณ์และยังคงดำเนินการลงทุนต่อไปได้

    นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสถียรภาพของรัฐบาลที่ยังขาดความชัดเจนและการไม่มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน แม้ไทยจะมีจุดแข็งในการสามารถแยกแยะปัญหาการเมืองออกจากปัญหาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี จากประสบการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่หนักหน่วงในอดีต เช่น การปฏิวัติ การเผาเมือง การปิดสนามบิน ซึ่งไม่เคยส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตหรือท่าเรือ 

    แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดความเชื่อมั่น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวจากความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ไข

    นายธนิต กล่าวว่า ประเทศไทยต้องการ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เข้าใจทุกปัญหาเชิงลึก และมีวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศ มากกว่าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว ทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้

    แม้ตลาดแรงงานไทยจะยังคงมีภูมิคุ้มกันที่ดีจากการส่งออก แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ กำลังจะเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การมีผู้นำและทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Q00vmKwUHAzqw9isihyiX

  • ผุด 5 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

    ผุด 5 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ

    นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่านายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติมจำนวน 5 แห่ง คาดเกิดการลงทุนรวม 206,930 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดยบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณ ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดการลงทุน 6,960 ล้านบาท

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวม 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุน 77,480 ล้านบาท 3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดยบริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณ ต.สำนักทอง อ.เมือง จ.ระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุน 100,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดยบริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดการลงทุน 1,478 ล้านบาท 5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดยบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณ ต.มาบตาพุด จ.ระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุน 21,012 ล้านบาท

    นอกจากนี้ เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง ได้แก่ 1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    นอกจากนี้ กพอ. ได้รับทราบเรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร. หารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี ขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879403&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31rUQl0Vb6Vn7yGg0uaP0H

  • รมว.ทส. เปิดโครงการฟื้นฟูแหล่ง “แก้มลิง” หนุนความมั่นคงน้ำ-เศรษฐกิจชุมชน

    รมว.ทส. เปิดโครงการฟื้นฟูแหล่ง “แก้มลิง” หนุนความมั่นคงน้ำ-เศรษฐกิจชุมชน

    ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำห้วยเรือ (แก้มลิง) ณ บ้านจานเขื่อง หมู่ 8 ตำบลเขื่องใน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    ดร.เฉลิมชัย เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชน เพื่อให้แหล่งน้ำสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งด้านอุปโภคบริโภค การเกษตร และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในระยะยั่งยืน

    ด้านนายธีระชุณ บุญสิทธิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 11 ผ่านการขุดปรับปรุงแหล่งน้ำและก่อสร้างอาคารประกอบ สามารถกักเก็บน้ำได้ถึง 1.375 ล้านลูกบาศก์เมตร รองรับประชาชนกว่า 329 ครัวเรือน และพื้นที่เกษตรกว่า 1,700 ไร่ ให้มีน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี ไม่เพียงแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำยังมีแผนดำเนินการในปี 2569 ขุดลอกและเพิ่มระบบกระจายน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอีกกว่า 270,000 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำอีก 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำต้อน เลิงสะปรัง หนองขโหมย บ้านคำหมี และบ้านหนองใหญ่ โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778678&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BXxGbu6q2k23UrR5qxDqc

  • ดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    ดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้น ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

    ณ เวลา 20.02 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก 61 จุด หรือ 0.13% สู่ระดับ 45,703 จุด

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 3.0% และดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับการหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี

    การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2/2568 ได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวดีขึ้นของดุลการค้าสหรัฐ

    ทั้งนี้ การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างพากันรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าลดลงถึง 29.8% ในไตรมาส 2/2568 และเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 229,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 231,000 ราย

    ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลงสู่ระดับ 1.95 ล้านราย

    นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.6% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7R0IQCO707CM11SLO21IRGGZVTBYL0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EfQIx2qH8W3ZJIqwfaxbp