Category: เศรษฐกิจ

  • งัดมาตรการบีโอไอปลุกเอสเอ็มอี แข่งขันในตลาดโลก

    งัดมาตรการบีโอไอปลุกเอสเอ็มอี แข่งขันในตลาดโลก

    8 พ.ย. 256816:24 น.

    รัฐบาลดันนโยบายที่ต้องทำเร่งด่วน หรือ Quick Big Win ผลักดันเอสเอ็มอีไทย เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ผ่านมาตรการบีโอไอสนับสนุนธุรกิจเปลี่ยนผ่านกิจการไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ของโลก และสนับสนุนเงินจัดอบรมเพิ่มทักษะคนเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ หลังเริ่มมีสัญญาณไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด

    ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากก่อนหน้านี้บรรดาธุรกิจเอสเอ็มอีมักจะเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องและขอความช่วยเหลือจากธนาคารรัฐในเรื่องการเงินแบบผ่อนปรนตามนโยบายรัฐบาล แต่ความท้าทายใหม่กำลัง “ทุบ”ไปที่หัวใจของเอสเอ็มอี นั่นคือ ความสามารถการแข่งขันในยุคสินค้าราคาถูก “ท่วมโลก” และเอสเอ็มอีไทยไม่อาจแข่งขันได้

    มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี มีมาแทบทุกรัฐบาล แต่ในช่วงหลังประเด็นความสามารถในการแข่งขันเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลมุ่งให้ความช่วยเหลือ โดยล่าสุดการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเป็นหนึ่งในนโยบายที่ต้องทำเร่งด่วน (Quick Big Win) ของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยพยายามวางรากฐานให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ พร้อมกับยกระดับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

    ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: บีโอไอ) มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ คือ  มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    เงื่อนไขเอสเอ็มอีไทยอัพเกรดธุรกิจ

    มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นการให้เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะสนับสนุนเงินทุนในสัดส่วนร้อยละ 30-50 ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อบริษัท โดยผู้ประกอบการจะต้องลงทุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

    1. การปรับปรุงประสิทธิภาพกิจการเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล
    2. การวิจัยและพัฒนา (R&D)
    3. การปรับเปลี่ยนกิจการเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว

    ผู้ยื่นขอใช้สิทธิตามมาตรการนี้ จะต้องเป็นนิติบุคคลที่มีหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 และต้องอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตร อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    ถ้าเป็นผู้ประกอบการทั่วไป ขะมีเงื่อนไขลงทุนขั้นต่ำ 50 ล้านบาท แต่กรณีเป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ขึ้นทะเบียนในโครงการ SME ONE ID ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ต้องลงทุนขั้นต่ำ 20 ล้านบาท ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายใน เดือน ม.ค. 69 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน นับจากวันที่ออกบัตรส่งเสริม

    อย่างไรก็ตามการให้เงินสนับสนุนจากกองทุนเป็นการเบิกจ่ายหลังจากที่ผู้ประกอบการได้ลงทุนตามเงื่อนไขแล้ว (ผู้ประการได้เงินสนับสนุนหลังจากลงทุนตามเงื่อนไข) บีโอไอจึงร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ในการพัฒนาสินเชื่อในรูปแบบ Bridging Loan (เงินกู้ระยะสั้น) และกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากสถาบันการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการระหว่างรอการเบิกจ่ายด้วย

    เพิ่มทักษะขั้นสูงคนไทยป้อนอุตสาหกรรมใหม่

    มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะสนับสนุนเงินให้กับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันฝึกอบรมที่จะเป็นหน่วยงานแม่ข่าย (Node) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมและยกระดับทักษะของกำลังคนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ขึ้นไป เพื่อให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายพัฒนาบุคลากร 100,000 คน แบ่งเป็น

    • นักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน แ
    • บุคลากรในตลาดแรงงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) 70,000 คน

    รูปแบบการฝึกอบรมครอบคลุมทั้งแบบ Bootcamp, Onsite & Online Training รวมทั้งการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยหลักสูตรจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือองค์ความรู้ขั้นสูงที่จะช่วยยกระดับ ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ และต้องได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเงินสนับสนุนจะครอบคลุมค่าฝึกอบรม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยงระหว่างฝึกงาน และค่าตอบแทนผู้ดูแล การฝึกงาน

    ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือน ม.ค. 69 และดำเนินการฝึกอบรมให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับจากวันออกบัตรส่งเสริม

    ให้เวลาธุรกิจปรับตัว 1 ปี

    กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อยู่ภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า นับตั้งแต่มีการก่อตั้งกองทุนฯ ในปี 60 ได้รับเงินสนับสนุนเข้ากองทุนฯ ประมาณ 10,000 ล้านบาท และจนถึงปัจจุบันมีเงินสะสมอยู่ที่ 41,000 ล้านบาท โดยให้เงินส่งเสริมไปแล้วกว่า 20 โครงการ ทั้งหมดเป็นโครงการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่จากต่างประเทศมาลงทุนในไทย แต่ค่าใช้จ่ายเป็นความลับตามกฎหมาย เนื่องจากการเจรจาให้สิทธิประโยชน์จะพิจารณาตามมูลค่าของแต่ละโครงการ ดังนั้นจึงได้ไม่ได้เท่ากัน

    ขณะที่สองมาตรการใหม่ล่าสุดนี้ จะเป็นการสนับสนุนพัฒนาทักษะคนไทยให้ตรงต้องการของอุตสาหกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมเดิมในประเทศ

    “เรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพ เราให้เวลา 1 ปี หลังออกบัตร เพราะต้องมีเวลาเตรียมการ แต่ละบริษัทกว่าจะวางแผนปรับปรุงโรงงาน ต้องสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ กว่าจะได้มา ต้องมีเวลา เท่าที่เราคุยกับภาคอุตสาหกรรม 1 ปีเป็นเวลาที่เพียงพอ ทั้ง 2 มาตรการนี้ก็จะเห็นผลที่เกิดขึ้นจริงภายในปีหน้า” เลขาธิการบีโอไอ กล่าว

    บทความที่เกี่ยวข้อง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-97&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K_L_tDgQKzsKveq2b0l__

  • 4 สมาคมฯ ค้านเปิดนำเข้าเอทานอลสหรัฐฯ ผวาทุบเศรษฐกิจเสียหายกว่า 5.6 หมื่นล้าน

    4 สมาคมฯ ค้านเปิดนำเข้าเอทานอลสหรัฐฯ ผวาทุบเศรษฐกิจเสียหายกว่า 5.6 หมื่นล้าน

    จากกรณีเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ภายหลังข่าวสหรัฐอเมริกา และไทยประกาศบรรลุ “กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” (Reciprocal Trade Framework) ซึ่งไทยตกลง ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ  กว่า 99% ครอบคลุมสินค้าทางอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และอาหาร เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อตกลงดังกล่าวในประเด็น “ออกใบอนุญาตนำเข้าเอทานอลจากสหรัฐฯ สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง” ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย และมันสำปะหลังที่นำวัตถุดิบมาขายเพื่อแปรรูปเป็นเอทานอล ทำให้เกษตรกรเริ่มร้องเรียนมายังผู้ประกอบการเอทานอล เรื่องแนวทางในการรับซื้อผลผลิตที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคมนี้

    นายรังษี ไผ่สอาด นายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึง 4 สมาคมฯ ระกอบด้วยสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย สมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง สถาบันชาวไร่อ้อยภาคอีสาน และสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย มีความเห็นขอคัดค้าน และขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ สร้างการมีส่วนร่วมก่อนมีการลงรายละเอียดในข้อตกลงนี้เร่งด่วน

    ก่อนหน้าข่าวดังกล่าวจะเผยแพร่ออกไป 4 สมาคมฯ ยังไม่ได้รับการประสานงานจากหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาสินค้าอย่างเป็นทางการ จึงทำให้เกิดความกังวลอย่างมากในประเด็นข่าวที่ เผยแพร่ออกมา ซึ่งการอนุญาตให้นำเข้าเอทานอลมาได้จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อพืชผลทางการเกษตร และอุตสาหกรรมพลังงานเอทานอลของไทยโดยทันที ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมมูลค่ากว่า 56,000 ล้านบาท

    ทั้ง 4 สมาคมฯ จึงวอนขอรัฐบาลระงับการดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าวทันที และขอให้เร่งเปิดเวทีหารือมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในสินค้าเอทานอล เนื่องจากตามข่าวรัฐบาลแจ้งระยะเวลาในการเร่งรัดข้อตกลงฯ ว่าจะให้เรียบร้อยภายในปีนี้

    พร้อมทั้งขอให้เร่งผลักดันการส่งเสริมเอทานอลในประเทศให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ตามที่ประเด็นนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนขาดความต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานานในช่วงที่มีการปรับเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/643484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HYG_kjvON9fXEdB7RDtLJ

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย: วิจัยกรุงศรี

    ●เศรษฐกิจโลก
    ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนช่วยลดความไม่แน่นอนในระยะสั้น ขณะที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณการฟื้นตัวหลังนายกฯประกาศเดินหน้านโยบายการคลังเชิงรุก

    •สหรัฐฯ
    เฟดลดทอนโอกาสปรับลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ขณะที่ ข้อตกลงทางการค้ากับจีนล่าสุดช่วยคลายความตึงเครียดในระยะสั้น ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติ 10-2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00% พร้อมประกาศยุติการใช้นโยบายคุมเข้มเชิงปริมาณ (Quantitative Tightening: QT) ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ขณะที่ผลเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนออกมาในเชิงบวก โดยทรัมป์ประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีนลงจากเดิม 57% เหลือ 47% โดยมีผลทันที เพื่อแลกกับการที่จีนจะกลับมาซื้อถั่วเหลืองของสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกแร่หายากและปราบปรามการค้าเฟนทานิลผิดกฎหมาย
    ทั้งนี้ ข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนดังกล่าวช่วยลดความไม่แน่นอนลงในระยะสั้น ขณะที่การส่งสัญญาณของประธานเฟดล่าสุดที่ระบุถึงความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการขาดข้อมูลเศรษฐกิจในช่วง Government Shutdown ส่งผลให้มีความไม่แน่นอนมากขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม จากภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในทิศทางชะลอตัว สะท้อนผ่านการจ้างงานที่ลดลง การบริโภคที่อ่อนแอ ท่ามกลางความเสี่ยงจากการปิดหน่วยงานราชการที่ยืดเยื้อ ยังเปิดโอกาสให้เฟดสามารถปรับลดดอกเบี้ยได้ โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดมีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ภายในสิ้นปีนี้

    •ญี่ปุ่น
    นโยบายการคลังเชิงรุกของรัฐบาลและการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติ 7-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% โดยให้น้ำหนักเรื่องความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจรวมถึงความไม่แน่นอนที่เกิดจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงทางการค้าและแร่ธาตุสำคัญ (Rare Earth) ผ่านความร่วมมือด้านภาษี การขนส่ง และการลงทุน รวมถึงคำมั่นที่ญี่ปุ่นจะจัดสรรเงินลงทุนในโครงการของสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 550,000 ล้านดอลลาร์ฯ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน
    มาตรการกระตุ้นทางการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่นล่าสุดคาดว่าจะช่วยฟื้นการบริโภคและหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงปลายปีผ่านเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 13.9 ล้านล้านเยน โดยจะมุ่งเน้นการช่วยเหลือภาคครัวเรือนและธุรกิจ การแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคง รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้า ขณะเดียวกันผลเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ อาจช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการส่งออกและการผลิตได้บ้าง จากปัจจัยดังกล่าวประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% วิจัยกรุงศรีประเมินว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในต้นปี 2569

    •จีน
    แม้ความขัดแย้งทางการค้าเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง แต่กระแส Trade Protectionism และปัญหาเชิงโครงสร้างยังกดดันเศรษฐกิจจีน PMI ภาคการผลิตชะลอลงแรงสุดในรอบครึ่งปีจาก 49.8 ในเดือนกันยายนเป็น 49 ในเดือนตุลาคม ขณะที่กำไรภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเร่งขึ้นจาก 0.9% YoY ในช่วง 8 เดือนแรกเป็น 3.2% ในช่วง 9 เดือนแรก อีกด้านหนึ่ง จีนและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงทางการค้าชั่วคราว โดยสหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนลง 10% เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมทั้งชะลอการควบคุมการส่งออกสินค้าสำคัญไปยังจีนและชะลอการตรวจสอบอุตสาหกรรมต่อเรือของจีน ขณะที่จีนจะชะลอการควบคุมการส่งออกแร่หายาก และการตอบโต้อื่น ๆ เป็นระยะเวลา 1 ปี รวมถึงจะกลับมานำเข้าถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ

    การชะลอตัวในภาคการผลิตติดต่อกันถึง 7 เดือนสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการผลิตโดยพื้นฐานยังคงอ่อนแอแม้มีมาตรการกระตุ้น ขณะที่แรงส่งการฟื้นตัวของกำไรภาคอุตสาหกรรมยังไม่ชัดเจน และยังเผชิญอุปสรรคจากภาวะอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง นอกจากนี้ แม้มีการสงบศึกทางการค้าชั่วคราว แต่ภาษีนำเข้ายังอยู่ในระดับสูง เมื่อประกอบกับการกีดกันทางการค้าอื่น ๆ คาดว่า จะยังแรงกดดันภาคการส่งออกและภาคการผลิตของจีน ในระยะต่อไป ยังต้องจับตาประเด็นภาษีสวมสิทธิ์และสงครามเทคโนโลยี ที่อาจส่งผลกระทบกระทบต่อเศรษฐกิจและเศรษฐกิจโลกโดยรวม

    •เศรษฐกิจไทย
    แม้ภาคส่งออกยังขยายตัวแต่เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 มีแนวโน้มหดตัว คาดทั้งปี GDP โต 2.1%
    เศรษฐกิจไทยเดือนกันยายนปรับดีขึ้นจากภาคส่งออกและท่องเที่ยว แต่ภาพรวมไตรมาส 3 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเศรษฐกิจเดือนกันยายน มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน (+0.9% MoM sa) ตามการขยายตัวของการส่งออกในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายรับที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน (+5.8% และ +12.6% ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายในประเทศซบเซาลง โดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัว (-0.8%) ตามการลดลงในหมวดบริการ ด้านการลงทุนภาคเอกชนหดตัว
    (-4.5%) จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นหลัก

    ในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยชะลอลงจากไตรมาสก่อน จากแรงกดดันของอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรง โดยการบริโภคภาคเอกชนหดตัวตามรายได้และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ชะลอลง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนลดลงต่อเนื่องสะท้อนความระมัดระวังของภาคธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่วนภาคท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างช้าๆ จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำกว่าระดับก่อนโควิด อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้เผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ บางส่วนก็ตาม

    ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ GDP ไทยในไตรมาส 3 ของปีนี้ อาจหดตัว -0.3% QoQ sa หรือขยายตัวเพียง 1.4% YoY (เทียบกับ +0.6% และ +2.8% ตามลำดับ ในไตรมาส 2) สำหรับในไตรมาสสุดท้ายของปี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลล่าสุดในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” คาดว่าจะช่วยหนุนการใช้จ่ายและภาคบริการให้ฟื้นตัว ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวซึ่งจะสามารถหลีกเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิคได้ โดยทั้งปี 2568 วิจัยกรุงศรียังประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ 2.1%

    แม้มูลค่าส่งออกเดือนกันยายนเติบโตสูงสุดในรอบ 42 เดือน แต่กระจุกตัวในหลายอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนกันยายนอยู่ที่ 31.0 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 19.0% YoY หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 15.7% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัวดี อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรยังคงหดตัวต่อเนื่อง อาทิ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดสำคัญส่วนใหญ่ขยายตัว ได้แก่ สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และอาเซียน สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 254.1 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.9%

    แม้การส่งออกในเดือนกันยายนยังคงเติบโตสูงแต่โครงสร้างการเติบโตยังคงกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้แรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนที่สหรัฐฯจะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าในกลุ่มเซมิคอนดัคเตอร์ ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังคงหดตัวต่อเนื่องจากราคาตลาดโลกที่ปรับลดลงและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค รวมทั้งผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้แม้การส่งออกอาจมีแนวโน้มชะลอลงบ้างหลังจากเร่งส่งออกไปแล้วนั้น แต่จากมูลค่าการส่งออกในช่วง 9 เดือนแรกที่ขยายตัวสูงเกินคาด จึงมีแนวโน้มที่การส่งออกทั้งปีจะเติบโตได้ดีกว่าที่วิจัยกรุงศรีเคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3.5% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่การเติบโตแบบทั่วถึง (broad-based) ทำให้ผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมยังค่อนข้างจำกัด และอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255518&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BsvNtsxbblqUPj0tfwuKW

  • ตลาดแรงงานไทยเปราะบาง เร่งปรับตัวรับความเสี่ยงรอบด้าน

    ตลาดแรงงานไทยเปราะบาง เร่งปรับตัวรับความเสี่ยงรอบด้าน

    นับจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ตลาดแรงงานไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว สะท้อนภาพรวมของตลาดแรงงานที่เหมือนจะกลับมาเป็นปกติแล้ว โดยอัตราการว่างงานที่เป็นหนึ่งในเครื่องชี้บอกความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานได้ทยอยฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 จากจุดสูงสุดที่ 2.25% ณ Q3/2564 เหลือเพียง 0.7% ในช่วง 2 เดือนแรกของ Q3/2568 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีก่อนโควิด-19 ที่ 1% แล้ว 

    หากเจาะลึกลงไปกลับพบว่า ตลาดแรงงานไทยส่งสัญญาณเปราะบางมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ความท้าทายภายในประเทศมาจากเศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง ภาคการผลิตยังฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพสูง ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมีแผนปรับลดพนักงานมากขึ้น ส่งผลให้แรงงานต้องออกจากงานปัจจุบัน หรือแรงงานอายุน้อยที่เพิ่งเรียนจบจะหางานทำได้ยากขึ้น 

    สำหรับความท้าทายภายนอกประเทศมาจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าและความขัดแย้งชายแดนที่อาจรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้ที่ลดลง จากต้นทุนในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าสูงขึ้น ความสามารถในการแข่งขันลดลงทั้งตลาดในและต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อแรงงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยผู้ประกอบการอาจลดการจ้างงาน หรือลดชั่วโมงการทำงานของแรงงานเพื่อลดต้นทุนในการดำเนินกิจการ

    ผู้ประกอบการกว่า 1 ใน 4 ลดคนในปี 2567 สูงขึ้นมากจากอดีต เทรนด์นี้จะแรงขึ้นอีก

    จากการสำรวจผู้ประกอบการกว่า 702 ราย ของ Jobsdb by seek พบว่า ผู้ประกอบการกว่า 25% ในปี 2567 ลดจำนวนพนักงานลงทั้งพนักงานประจำและสัญญาจ้างชั่วคราว และปรับลดลงในทุกรูปแบบ ทั้งในรูปแบบเลิกจ้าง หรือไม่จ้างงานทดแทนตำแหน่งที่มีพนักงานลาออกไป เพื่อลดต้นทุนและปรับองค์กรให้มีความคล่องตัวพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยตำแหน่งงานที่ลดพนักงานประจำแบบเต็มเวลามากที่สุด ได้แก่ บัญชี ธุรการและทรัพยากรบุคคล บริการลูกค้า งานการผลิต งานขาย/พัฒนาธุรกิจ และไอที

    ที่มา : รายงานการจ้างงานผลตอบแทนและสวัสดิการประจำปี 2568 (Jobsdb, 2025)
    ที่มา : รายงานการจ้างงานผลตอบแทนและสวัสดิการประจำปี 2568 (Jobsdb, 2025)

    เทรนด์การลดคนของผู้ประกอบการเริ่มชัดเจนขึ้นจากภาคการผลิตที่ฟื้นตัวช้า เศรษฐกิจไทยโตต่ำต่อเนื่อง อีกทั้ง ความไม่แน่นอนของสงครามการค้าของสหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของธุรกิจในกลุ่มเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยางพารา สิ่งทอ อาหารทะเล (กุ้ง) และยานยนต์ และธุรกิจในกลุ่มเสี่ยงปานกลาง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน อาหารสัตว์เลี้ยง ยานยนต์เชิงพาณิชย์ เหล็ก ขนส่ง และโลจิสติกส์

    อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม และอัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อยเร่งตัวต่อเนื่อง

    อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 หรือ ม.38 สูงขึ้นต่อเนื่องจากต้นปี 2568 อยู่ที่ 2.16% ในช่วง 2 เดือนแรกของ Q3/2568 จากจุดสูงสุดที่ 4.4% ณ Q3/2563 อีกทั้ง อัตราการว่างงานของแรงงานอายุน้อย (อายุ 15-24 ปี) ปรับสูงขึ้นอยู่ที่ 5.9% ใน Q2/2568 สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2566 และอัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อยที่เรียนจบปริญญาตรีขึ้นไปสูงขึ้นอยู่ที่ 18.9% เร่งตัวจาก 16.1% ใน Q1/2568 แม้อัตราการว่างงานในภาพรวมของไทยจะทรงตัวในระดับต่ำกว่า 1% นานหลายปี แต่ตัวเลขการว่างงานบางกลุ่มที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางมากขึ้นของตลาดแรงงานไทย แรงงานใหม่จะเริ่มหางานได้ยากขึ้น

    ข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับงานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ใน Q4/2567 พบว่า จากประกาศรับสมัครงานออนไลน์ 23 เว็บไซต์ รวม 221,339 ตำแหน่ง มีเพียง 1 ใน 5 ของตำแหน่งงานทั้งหมด หรือราว 22% เป็นตำแหน่งที่ไม่ต้องการประสบการณ์ทำงาน และมากกว่า 63% ต้องการผู้มีประสบการณ์ทำงานมาก่อน

    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานประกันสังคม และ CEIC
    ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ, สำนักงานประกันสังคม และ CEIC

    กำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแรง รายได้ครัวเรือนหดตัวครั้งแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2568

    รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ลดลง 4.6%YOY จาก 29,502 บาท/เดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 เหลือเพียง 28,151 บาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ประเภทของรายได้ครัวเรือนที่ลดลงมากพบว่า เป็นรายได้จากการทำงาน ซึ่งลดลงถึง 5.7%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 สัดส่วนแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น (ในปี 2567 สัดส่วนเพิ่มเป็น 52.8%) 

    นอกจากนี้ ไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี 2567 (สัดส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปต่อประชากรสูงขึ้นเป็น 20.8% สูงกว่าเกณฑ์ 20% ตามนิยามของสหประชาชาติ) ปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างของตลาดแรงงาน รายได้และค่าใช้จ่ายของแรงงานในระยะข้างหน้า

    “กลยุทธ์ 3 ปรับ” ของแรงงานไทย ให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน

    แรงงานไทยจะต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว ทั้งจากปัญหาภายในและปัญหาจากภายนอกให้สามารถรับมือความเสี่ยงข้างหน้าได้ด้วย “กลยุทธ์ 3 ปรับ” คือ

    (1) “ปรับทักษะ” มีมุมมองเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) มุ่งเรียนรู้ทักษะใหม่ ใช้เทคโนโลยีเป็น (เช่น ดิจิทัล AI) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อมีทักษะใหม่พร้อมใช้ตามความต้องการของตลาดแรงงาน

    (2) “ปรับทัศนคติการเงิน” มีความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial resilience) จัดการบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้หลายทาง มีวินัยการออมและชำระหนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน

    (3) “ปรับตัวทันโลก” ตามเทรนด์โลกและรูปแบบการทำงานใหม่ (Adaptability) ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดรับรูปแบบการทำงานและค่านิยมใหม่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน และเปิดใจรับโอกาสใหม่ เพื่อให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2894160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S3FHa9A8f0O3PPvxybkOn

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” เปิดเวทีภูมิปัญญา สร้างรายได้ สร้างรอยยิ้มสู่ชุมชน ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” เปิดเวทีภูมิปัญญา สร้างรายได้ สร้างรอยยิ้มสู่ชุมชน ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” เปิดเวทีภูมิปัญญา สร้างรายได้ สร้างรอยยิ้มสู่ชุมชน ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์


    7/11/2568 | 28 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” เปิดเวทีภูมิปัญญา สร้างรายได้ สร้างรอยยิ้มสู่ชุมชน ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน 2568) เวลา 14.00 น. นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” จุดดำเนินการที่ 5 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ณ ลานด้านข้างศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมฯ นางบุษกร สวัสดิ์แสน ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน สมาชิกวุฒิสภา พัฒนาการจังหวัดจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้แทนภาคีเครือข่าย และผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP ประชาชน และนักท่องเที่ยว เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    โอกาสนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 93 วินาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมกล่าวเปิดโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ “งาน “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” ถือเป็นโครงการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มุ่งรักษาเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของสินค้าไทยให้อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน และยังทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากลูกค้าหรือแฟนตัวยงของผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเองให้มีคุณภาพและมาตรฐานมากยิ่งขึ้นอันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดให้มีความมั่นคง และอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของรัฐบาลในงานครั้งนี้ คือ มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเป็นร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” มากกว่า 90% ซึ่งสามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้มาเยือนในงานนี้ด้วย จึงขอขอบคุณกรมการพัฒนาชุมชนที่ได้สร้างสรรค์งานด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ และขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ได้ให้การสนับสนุนประสานงานด้านต่าง ๆ เป็นการบูรณาการการอย่างเต็มรูปแบบของทางภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานเอกชน และภาคประชาชน ทำให้ประเทศไทยเรามีความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างรอยยิ้มความสุขและรายได้ให้กับประชาชนชาวไทย”

    โครงการ “OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 13 พฤศจิกายน 2568 รวม 7 วัน ภายใต้แนวคิด ✨ “Heritage & Innovation มรดกแห่งภูมิปัญญา นวัตกรรมแห่งอนาคต” ✨ มุ่งสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างช่องทางตลาด และยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด สร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างแท้จริง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ

    🛍️ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP จากทั่วประเทศกว่า 200 บูธ

    โดยในจำนวนนี้เป็น**ร้านค้าโครงการคนละครึ่งพลัสมากถึง 185 ร้านค้า***

    🎨 กิจกรรมสาธิตการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น

    🤝 การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)

    🎭 การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

    🎤 มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เพื่อสร้างสีสันและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งมั่นส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง ยกระดับรายได้ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ ผ่านการขับเคลื่อนโครงการ OTOP สร้างสุขสู่ชุมชน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแนวทาง “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

    #OTOPสร้างสุขสู่ชุมชน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/285277&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bwMIiRbCPh5Zse08R7NEA

  • คลองปานามาเตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ ทุ่ม 8.5 พันล้านเหรียญ สร้างท่าเรือ-ท่อก๊าซ-อ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งและคลื่นการค้าโลก

    คลองปานามาเตรียมปรับโฉมครั้งใหญ่ ทุ่ม 8.5 พันล้านเหรียญ สร้างท่าเรือ-ท่อก๊าซ-อ่างเก็บน้ำ รับมือภัยแล้งและคลื่นการค้าโลก

    Panama Canal Authority (ACP) เตรียมลงทุนกว่า 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ภายใต้แผนพัฒนา 10 ปี เพื่อให้คลองอายุ 110 ปีแห่งนี้ยังคงมีความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและรูปแบบการค้าโลกที่ผันผวน

    โครงการดังกล่าวครอบคลุมการก่อสร้างท่าเรือคอนเทนเนอร์ใหม่สองแห่ง ได้แก่ Corozal ทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และ Telfers ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าระหว่างประเทศอีกกว่า 5–6 ล้านตู้ต่อปี พร้อมคาดว่าจะสร้างงานมากกว่า 17,000 ตำแหน่ง การขยายท่าเรือถือเป็นหัวใจสำคัญของแผน เนื่องจากท่าเรือปัจจุบันมีการใช้งานเกือบเต็มศักยภาพแล้ว

    แผนพัฒนาใหม่ยังรวมถึงการสร้างท่อส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มูลค่าราว 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขนส่งก๊าซโพรเพน บิวเทน และอีเทน ระหว่างชายฝั่งทั้งสองด้านของประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งการขนส่งทางเรือในคลอง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ ยังมีโครงการอ่างเก็บน้ำ Río Indio มูลค่า 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อระดับน้ำในคลอง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบต่อการเดินเรือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำดังกล่าวจะเป็นโครงการแรกที่ก่อสร้างอยู่นอกพื้นที่ของ ACP และจะต้องมีการย้ายชุมชนบางส่วน โดยหน่วยงานยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความโปร่งใสและให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

    ACP คาดว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จ ท่าเรือใหม่ทั้งสองแห่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4–0.8 ของ GDP ของปานามา และจะช่วยสร้างผลประโยชน์ในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันมีแรงงานกว่า 150,000 คนที่พึ่งพาการดำเนินงานของคลองทั้งทางตรงและทางอ้อม

    การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจและการค้าโลกมีความไม่แน่นอน จากทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม คลองปานามายังคงเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าหลักที่เชื่อมการค้าระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก และมีบทบาทสำคัญต่อระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ การพัฒนาคลองปานามาในครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมความมั่นคงด้านเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบโลจิสติกของการค้าโลก ท่ามกลางสภาวะการค้าที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง


    สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

    แหล่งที่มา

    https://finance.yahoo.com/news/panama-canal-fights-drought-8-120000799.html?guccounter=1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/u7pyoyowdhxmk2e3cdm4gd71&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WUKrIEw3uKw-F93H1UPC

  • ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    8 พ.ย. 2568 นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ หนึ่งในปัญหาคือ พอถึงเวลาหยุดห้ามขาย 14.00-17.00 น. หรือ 00.00 – 11.00 น. หากมีลูกค้าหรือฝรั่งนักท่องเที่ยวนั่งดื่มต่อ ทั้งๆที่มีเบียร์เหลืออยู่ครึ่งขวด หรือ ครึ่งเหยือก จะโดนปรับ 10,000 บาท ทั้งร้านและตัวลูกค้าที่นั่งดื่มอยู่
     

    ซึ่งประเทศออสเตเลียเป็นประเทศแรก ที่ออกมาประกาศเตือนผู้ที่จะมาเที่ยวประเทศไทยให้ระวังแล้ว คาดว่าประเทศอื่นๆจะประกาศเตือนตามมาเช่นกัน เข้าน่าไฮท์ซีซั่นพอดี กระทบเศรษฐกิจแบบเต็มๆ 

    ไม่เข้าใจคนที่เซ็นกฏหมายฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์อย่างไร อ่านรายละเอียดไหมว่า จะสร้างปัญหาตามมาในแง่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวมหาศาล และกระทบธุรกิจร้านอาหารเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวหรือโซนท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพและเมืองท่องเที่ยวหลักอื่นๆ 

    นายสรเทพ กล่าวต่อว่า การออกกฏหมายต่างๆของรัฐบาล ควรตั้งอยู่ในกรอบเพื่อช่วยเหลือดูแลส่งเสริมให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้โดยราบรื่นและคล่องตัว ไม่ใช่ออกกฏหมายมา เพื่อสร้างปัญหาหรือกระทบเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงปิดกั้นการค้าขายของประชาชนให้ลำบากยิ่งขึ้น

    ชมรมร้านอาหาร เดือด! พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทบเศรษฐกิจมหาศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yp5_hM8eLnt-932etpPSt

  • “สีหศักดิ์”สัมภาษณ์เนชั่น นำการทูตไทยสู่ยุคใหม่สมดุลมหาอำนาจ

    “สีหศักดิ์”สัมภาษณ์เนชั่น นำการทูตไทยสู่ยุคใหม่สมดุลมหาอำนาจ

    เมื่อวันที่ 7 พ.ย.2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ เนชั่นอินไซต์ โดยมีนายบุญเลิศ บากบั่น และนายวีระศักดิ์ พงษ์อักษร 2บก.ข่าวในเครือเนชั่นเป็นผู้สัมภาษณ์ มีเนื้อหาที่น่าสนใจ สะท้อนวิสัยทัศน์ “การทูตเชิงรุก (Proactive Diplomacy)” ที่มุ่งยกระดับบทบาทประเทศไทยให้กลับมาโดดเด่นบนเวทีโลก ดังนี้

    การวางรากฐานใหม่ของนโยบายต่างประเทศไทย

    นายสีหศักดิ์ยอมรับว่า การเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลระยะสั้นเพียง 4 เดือนถือเป็นโจทย์ท้าทาย แต่เขามองว่าเป็น “ช่วงเวลาแห่งการวางรากฐาน” ที่จะกำหนดทิศทางการทูตไทยในทศวรรษหน้า โดยเน้นสร้าง “ภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศ” ที่โปร่งใส มีเอกภาพ และมีพลังในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง

    นายสีหศักดิ์ อธิบายว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา“ประเทศไทยหลุดจากเรดาร์โลก” ทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมือง ส่งผลให้ความเชื่อมั่นถดถอย และบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

    เสาหลักแห่ง “การทูตเชิงรุก”

    นายสีหศักดิ์ได้อธิบายแนวคิด “การทูตเชิงรุก” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ

    เสริมความเข้มแข็งจากภายใน

    เน้นความเป็นเอกภาพของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และกองทัพ เพื่อสร้างพลังต่อรองที่น่าเชื่อถือในเวทีโลก

    ยกระดับบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ

    กระทรวงต้องฟื้น “ความภาคภูมิใจในความเป็นทูตไทย” ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และจิตสำนึกในการทำงานเพื่อประเทศ

    การทูตเศรษฐกิจนำการเปลี่ยนแปลง

    กระทรวงการต่างประเทศจะเข้าร่วม “ครม.เศรษฐกิจ” เพื่อเชื่อมโยงนโยบายการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีกับพันธมิตรทั่วโลก

    นักการทูตต้องเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อแสวงหาโอกาสใหม่ให้ไทย

    การทูตในสนามจริง: เมียนมาและกัมพูชา

    นายสีหศักดิ์ยกสองกรณีตัวอย่างที่สะท้อนพลังของ “การทูตเชิงรุก”

    1. กรณีเมียนมา
    ไทยรับบทผู้นำในภูมิภาค สนับสนุนกระบวนการสันติภาพและการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยทำงานประสานกับอาเซียน จีน และอินเดีย เพื่อรักษาเสถียรภาพชายแดน

    2. กรณีกัมพูชา
    ไทยเปลี่ยนจุดยืนจาก “ตั้งรับ” เป็น “เชิงรุก” ผ่านการเปิดพื้นที่เจรจา (Diplomatic Space) และชี้แจงท่าทีของไทยในที่ประชุมสหประชาชาติ (UN) จนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศกลับมาดีขึ้นราว 70%
    นายสีหศักดิ์ประเมินผลการดำเนินงานว่า “ยังต้องพัฒนาอีกมาก แต่ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น”

    กระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

    นายสีหศักดิ์ย้ำว่า “สันติภาพต้องไม่เกิดแค่บนโต๊ะเจรจา แต่ต้องอยู่ในชีวิตจริงของประชาชน”

    โดยแนวทางที่ใช้คือการดำเนินงาน “หลายมิติ” ควบคู่กัน ได้แก่

    มิติการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    มิติการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ทั้งในเรื่องอัตลักษณ์ ศาสนา และความยุติธรรม

    มิติการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและยุติความรุนแรงอย่างยั่งยืน

    ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ เขาย้ำว่า มาเลเซียมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” ที่มีความจริงใจ เพราะสันติภาพในภาคใต้ย่อมส่งผลดีต่อความมั่นคงชายแดนและการค้าระหว่างประเทศด้วย ไทยจะยังคงประเมิน “ความจริงใจและผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ” ของคู่เจรจาอย่างต่อเนื่อง

    การประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (LMC)

    ประเทศไทยจะเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด LMC ซึ่งมีจีน ลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนามเข้าร่วม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือในอนุภูมิภาคและยกระดับบทบาทไทยในภูมิภาคแม่น้ำโขง

    ประเด็นหลักของการหารือ ได้แก่:

    การพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในลุ่มน้ำโขง

    การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกประเทศ

    การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” และ “สแกมเมอร์” ซึ่งเป็นวาระสำคัญที่จีนให้ความสนใจ

    ไทยยังเสนอจะเป็น เจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์และสแกมเมอร์ เพื่อสร้างกลไกร่วมระดับภูมิภาคในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่

    ปัญหามลพิษข้ามแดน

    รัฐมนตรีฯ กล่าวถึงข้อกังวลเรื่อง มลพิษและสารพิษปนเปื้อนในภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองและอุตสาหกรรมในเขตชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาและจีน

    รัฐมนตรีต่างประเทศ ย้ำว่า ไทยจำเป็นต้อง ผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ผ่านกรอบหารือระหว่างประเทศ เพื่อสร้างมาตรการร่วมในการเฝ้าระวังและควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    สมดุลมหาอำนาจ: ไม่เลือกข้าง แต่เลือกชาติ

    รัฐมนตรีต่างประเทศย้ำว่า “ไทยจะไม่เลือกข้างมหาอำนาจ แต่จะเลือกประโยชน์ของชาติ”
    โดยมีแนวทางสำคัญคือ

    • รักษาความสัมพันธ์กับจีน อย่างเท่าเทียม มีศักดิ์ศรี
    • ฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อให้ไทยกลับมาอยู่ในจอเรดาร์ของโลกตะวันตก
    • ใช้เวทีอาเซียน เป็นกลไกรวมพลังของภูมิภาค สร้างเอกภาพท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

    การทูตโปร่งใสเพื่อประชาชน

    นายสีหศักดิ์สรุปว่า ความสำเร็จของนโยบายต่างประเทศไม่ได้อยู่ที่ “กระทรวง” เพียงฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่ “ประชาชนเข้าใจและร่วมเดินไปด้วยกัน”และเน้นว่า การสื่อสารกับประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ “การทูตที่ยั่งยืน ต้องมีรากมาจากความเข้าใจของคนในชาติ”

    “เราจะทำให้การทูตไม่ใช่เรื่องของชนชั้นนำในกระทรวง แต่เป็นพลังร่วมของคนไทยทั้งประเทศ”  

    สรุป 3 แก่นการทูตยุคใหม่ของไทย

    • การทูตเศรษฐกิจขับเคลื่อนประเทศ
    • การบริหารความขัดแย้งอย่างมีกลยุทธ์
    • การรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ

    นับเป็นการประกาศทิศทางใหม่ของการทูตไทย ที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมามี “เสียงและอิทธิพล” ในเวทีโลกอีกครั้งอย่างสง่างาม.

    ที่มา: เนชั่นอินไซต์  
    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/733012&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BcIOkcLvKnKaTPZ7w_mDv

  • นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำไทย – สิงคโปร์เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

    นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำไทย – สิงคโปร์เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ

    นายกฯ อนุทิน พบชุมชนไทยในสิงคโปร์ ย้ำไทย – สิงคโปร์เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร ส่งเสริมสุขภาพ


    8/11/2568 | 135 |

    วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ ห้อง Bras Basah โรงแรม InterContinental Singapore นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมพบปะชุมชนไทย แรงงานไทย และกลุ่มนักเรียน นักศึกษาไทยในสิงคโปร์ โดยมีคนไทยเข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาพบพี่น้องชาวไทยและเพื่อนมิตรประเทศในสิงคโปร์ โดยเช้าวันนี้ นายกรัฐมนตรีได้หารืออย่างเป็นทางการกับนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ดิจิทัล การลงทุน และสาธารณสุข อีกทั้งปีนี้เป็นวาระครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สิงคโปร์ สะท้อนถึงความไว้เนื้อเชื่อใจและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศตลอดหกทศวรรษที่ผ่านมา

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคง และสันติภาพของภูมิภาค ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของอาเซียน หากเกิดปัญหากับประเทศใดประเทศหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาค ดังนั้น รัฐบาลจะบริหารสถานการณ์โดยยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมมุ่งแสวงหาสันติภาพและความร่วมมือ มากกว่าความขัดแย้ง

    นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยยังคงทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือในภูมิภาค โดยในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่เมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และความยั่งยืนของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งไทยพร้อมต่อยอดจากการหารือและทำงานเชิงรุกเพื่อให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการเติบโตที่มั่นคงและสมดุล

    ด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก ผ่านการจัดงาน SET Government Roadshow 2025 โดยยืนยันว่าไทยมีเสถียรภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม และพร้อมเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาคสิงคโปร์มีทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ ส่วนไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ เราสามารถเติบโตไปด้วยกันได้อย่างสมดุล

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยและสิงคโปร์ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค โดยไทยจะจัดสรรข้าวสำรองจำนวน 100,000 ตัน ให้แก่สิงคโปร์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตอาหารในอนาคต ซึ่งไทยจะไม่เพียงมุ่งส่งออกข้าวในลักษณะสำรองเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้สิงคโปร์นำเข้าข้าวและอาหารแปรรูปจากไทยเพื่อการบริโภคจริง ซึ่งจะเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้าน Food Security ให้เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

    สำหรับสถานการณ์ในประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกัน แทนการเยียวยาภายหลัง

    ในด้านสาธารณสุข รัฐบาลยังคงพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น รัฐบาลจึงเตรียมออกแบบสังคมสูงวัยให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่เป็นภาระของลูกหลาน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า พี่น้องชาวไทยในต่างแดนทุกท่านคือ “ทูตประชาชนของชาติ” ทุกครั้งที่กล่าวกับใครว่า “มาจากประเทศไทย” นั่นคือการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบ้านเกิดของเรา โดยรัฐบาลจะดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน และสร้างโอกาสให้ทุกท่านมีชีวิตที่มั่นคงและปลอดภัย

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้อวยพรให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและขอให้มิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสิงคโปร์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ทีมประเทศไทย พร้อมด้วยนักวิชาการจากสถาบันชั้นนำและภาคเอกชนในสิงคโปร์ อาทิ ISEAS–Yusof Ishak Institute, National University of Singapore (NUS), Nanyang Technological University (NTU), A*STAR – Agency for Science, Technology and Research และ AMRO Asia รวมถึงผู้แทนจากภาคเทคโนโลยีและดิจิทัล เช่น Google, Meta, LinkedIn, TikTok, CapCut, Datadog, Elastic, Deel, Amazon, True Digital, CAD-IT และ Pico Art ตลอดจนภาคการเงินและการลงทุน ได้แก่ UOB, Schroders, BlackRock, Nomura, PTT Trading และ S&P Global ภาคอุตสาหกรรมและที่ปรึกษา เช่น Toyota Tsusho Mobility Informatics, Boyd Marine, AVEVA, Sumitomo Chemical Asia และ Terra Oleo รวมถึงภาคธุรกิจออกแบบและบริการ ได้แก่ Folks Collective, L’eSpace Design, Saviynt และ Brand200

    นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนสมาคมและองค์กรชุมชนไทยในสิงคโปร์ อาทิ สมาคมไทยในสิงคโปร์ คณะกรรมการอาสาสมัครแรงงานไทย (อสร.) และสมาคมนักเรียนไทยในสิงคโปร์ ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาไทยจากสถาบันต่าง ๆ เช่น NUS, NTU, SUTD, SMU และมหาวิทยาลัยมหิดล (โครงการแลกเปลี่ยน) รวมถึงนักเรียนทุนอาเซียน รวมทั้งผู้ประกอบการและอาชีพอิสระในสิงคโปร์ ซึ่งต่างเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างอบอุ่น

    ชมภาพเพิ่มเติม ที่นี่

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/102037


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/439604&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T3TAM0k-S-4wdSiXBxshg

  • แย้ม คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่มใช้ปีหน้า – ผุดไอเดียสูตรใหม่ อาจมีคนได้ถึง 4,000

    แย้ม คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่มใช้ปีหน้า – ผุดไอเดียสูตรใหม่ อาจมีคนได้ถึง 4,000

     
               ดัน คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ชง ครม. คาดเริ่มใช้กัน ม.ค. 69 คนรับสิทธิแล้ว ยังรับอีกรอบได้ แต่อาจได้เงินไม่เท่า คนที่รับสิทธิครั้งแรก ผุดสูตรใหม่ อาจมีคนได้ 4,000 แต่ยังไม่สรุป 

    คนละครึ่งพลัส

                ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งหลายฝ่ายยังคงจับตาเกี่ยวกับ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ว่าจะคลอดออกมาเมื่อไหร่ จำนวนเงินเท่าไหร่ และจะกระทบหรือไม่หากรัฐบาลยุบสภา

                ล่าสุด (7 พฤศจิกายน 2568) ฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ว่าจะดำเนินการอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง รวมถึงนอกเหนือจากกลุ่มเก็บตกแล้ว ยังอยู่ระหว่างพิจารณาให้คนที่ได้สิทธิในเฟสแรกแล้ว สามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมเฟสที่ 2 ได้ด้วย 

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เริ่มเมื่อไหร่ ? 

                คาดว่าจะพยายามผลักดันให้เสนอ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายในช่วงเดือนธันวาคม 2568 เพื่อเริ่มใช้โครงการในเดือน มกราคม 2569  

    คนละครึ่งพลัส เฟส 2 ได้เงินเท่าไหร่ ? 

                กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบ เพื่อความยุติธรรม เช่น ในรอบแรกได้แล้ว 2,000 บาท และเฟสที่ 2 สมมติให้อีกคนละ 2,000 บาท ซึ่งก็ต้องพิจารณาว่า คนที่มาครั้งแรก ควรจะได้ 4,000 เลยหรือไม่ เพื่อความเป็นธรรม แต่เบื้องต้นมองว่า คนที่ได้เฟสแรกแล้ว อาจจะได้น้อยกว่าคนที่ใช้สิทธิครั้งแรก เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม คนละครึ่งพลัส เฟส 2 โมเดลจะต้องยึดจากว่า มีเงินเท่าไหร่ และสามารถรองรับได้กี่คน ซึ่งเชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะไปบริหารเงินงบประมาณในส่วนงบกลางมาได้ และสามารถคำนวณได้ว่าจะครอบคลุมได้กี่สิทธิ กี่คน

                โมเดลตอนนี้คือ คนที่จะได้อีกรอบ ก็จะได้ไม่เท่ากับคนที่ได้ครั้งแรกเลย คงยังตอบไม่ได้ อยู่ระหว่างการออกแบบในตอนนี้ 

                ส่วนสิทธิเฟส 2 เราต้องดูว่ามีเงินเท่าไหร่ ยืนยันว่า โครงการคนละครึ่งนี้ ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สร้างบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เศรษฐกิจมีความคึกคักมากขึ้น ร้านค้าขายดีขึ้นอย่างแน่นอน

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

     ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ขอบคุณข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296354.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xVp9Hajf6jFRP1Mu9MCAh