Category: เศรษฐกิจ

  • คลัง เผย คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 2.5 หมื่นลบ. เดลิเวอรีกว่า 221 ลบ.

    คลัง เผย คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 2.5 หมื่นลบ. เดลิเวอรีกว่า 221 ลบ.

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการใช้จ่ายในโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ว่า จากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เวลา 12.00 น. พบว่ามียอดการใช้จ่ายสำเร็จรวมทั้งสิ้น 25,763.64 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • ส่วนประชาชนใช้จ่าย 13,045.91 ล้านบาท
    • ส่วนรัฐบาลร่วมจ่าย 12,717.73 ล้านบาท

    มีผู้ใช้สิทธิสำเร็จแล้ว 19.43 ล้านคน จากจำนวนสิทธิที่เปิดให้ทั้งหมด และมียอดการทำรายการสำเร็จ 181.71 ล้านครั้ง ขณะที่ร้านค้าที่มีการใช้จ่ายสำเร็จทั่วประเทศอยู่ที่กว่า 812,000 ร้านค้า

    ขณะที่ การใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงมาจากร้านค้าทั่วไป (Non-Food Delivery) รวมมูลค่า 25,541.85 ล้านบาท ขณะที่การใช้จ่ายผ่านบริการจัดส่งอาหาร (Food Delivery) มีมูลค่า 221.79 ล้านบาท 

    คลัง เผย คนละครึ่งพลัส เงินสะพัด 2.5 หมื่นลบ. เดลิเวอรีกว่า 221 ลบ.

    ทั้งนี้ ต้องจับตาโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้ารักษาบรรยากาศการใช้จ่ายที่คึกคักให้ต่อเนื่อง โดยนายลวรณ ระบุว่า มีแนวโน้มที่จะให้คนเก่าที่ได้รับสิทธิในเฟสแรกได้เข้าร่วมโครงการด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือนธันวาคม 2568 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนมกราคม 2569 ขณะนี้กำลังพิจารณาจัดสรรงบกลางเพื่อรองรับการดำเนินงาน ก่อนกำหนดวงเงินและจำนวนสิทธิสำหรับประชาชนที่จะเข้าร่วมในเฟสถัดไป 

    โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ถือเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าชุมชน ร้านอาหาร และผู้ให้บริการเดลิเวอรี ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ขณะที่ประชาชนยังคงจับตาความชัดเจนของเฟส 2 ที่คาดว่าจะเปิดตัวช่วงต้นปีหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733178&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cHgC4CLH-Sh_wKEkcYLcN

  • รมว.พาณิชย์ เร่งดัน 7 นโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    รมว.พาณิชย์ เร่งดัน 7 นโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    รมว.พาณิชย์ บรรยายพิเศษ Policy Talk “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดูแลความเป็นธรรมทุกภาคส่วน ดัน 7 นโยบาย Quick Big Win ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ที่ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในงาน Policy Talk ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” จัดโดยหลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านนโยบายสาธารณะระหว่างผู้กำหนดนโยบายและภาควิชาการ โดยนางศุภจี ได้ตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายและนักศึกษาของหลักสูตร ในประเด็นเชิงลึกต่างๆ เช่น เรื่อง ภาษีสหรัฐ การออกนโยบาย วิธีการทำงาน ด้วย

    นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลากหลาย ทั้งดูแลการค้าภายในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และราคาสินค้าเกษตร การบริหารจึงต้องยึดบนหลักของเสถียรภาพและความเป็นธรรม ให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้สมดุลทางเศรษฐกิจ 

    “หากสินค้าราคาแพง ผู้บริโภคไม่พอใจ แต่หากราคาถูก ผู้ผลิตก็เดือดร้อน เราจึงต้องหาจุดที่ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างเป็นธรรม” ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายต้องมีบุคลิกที่มีใจเปิดกว้าง มีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ขวนขวายในความรู้และเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อทำความเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันทีมงานก็มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้นำ เพราะเราไม่รู้ทั้งหมด 100% แต่แค่ต้องทำเต็ม 100 ในสิ่งที่รู้ และ focus & prioritize สิ่งที่สำคัญและมีผลสัมฤทธิ์เป็นวงกว้าง

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวถึงแนวทางบริหารในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วว่า การกำหนดนโยบายต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ความเข้าใจทั้งจากภาครัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อให้นโยบายมีความสมดุลและสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนด 7 นโยบาย Quick Big Win ภายใต้กรอบ 5 เสาหลักของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้แก่
    1.เจรจาข้อตกลงภาษีซ้อนกับสหรัฐฯ (Agreement of Reciprocal Tax : ART)
    2.การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดน
    3.เร่งขยายตลาดใหม่และผลักดัน FTA
    4.ดูแลค่าครองชีพประชาชน
    5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร
    6.เสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย
    7.ปรับปรุงกฎระเบียบและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ

    นางศุภจี ระบุว่า ได้เร่งผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่เข้าถึงประชาชนอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Ministry) โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตอบคำถามและลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะคำถามส่วนใหญ่จากประชาชนจะมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 80% เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทุ่มเทเวลากับงานเชิงนโยบายที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    ด้านการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพ กระทรวงฯ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้นผ่านโครงการลดค่าปุ๋ย ค่ายา “ธงเขียว” และโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฯ ไร่ละ 1,000 ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหามันสำปะหลังที่ประสบโรคระบาด โดยเน้นการแก้ไขตรงจุด และการวางโครงสร้างการผลิตใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Demand-driven ) เช่น การส่งเสริมโซนนิ่งเกษตร และการพัฒนาโรงสีชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

    ในส่วนของการค้าชายแดน กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดมหกรรม “ธงฟ้าชายแดน” นำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไปจำหน่ายในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ และร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้าชายแดน และหาตลาดใหม่

    และได้ดำเนินโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 300 แห่ง และร้านขายยากว่า 3,400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาล ทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลง คาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 32,000 ล้านบาทต่อปี

    ในด้านการส่งเสริม SMEs และแฟรนไชส์ กระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับ DEPA และกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านธุรกิจให้แก่ SMEs ทั้งการบริหารต้นทุน สินค้าคงคลัง รวมถึงการใช้เทคโนโลยี ขณะที่การผลักดันแฟรนไชส์ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วจากความพร้อมของการมี Branding ที่ดี โดยกระทรวงฯ ได้ร่วมมือกับ SME D Bank เพื่อสนับสนุนแหล่งทุนทั้ง franchisor และ franchisee อีกทั้งกระทรวงฯ ยังสนับสนุนการส่งออกของแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีการส่งออกแฟรนไชส์ไทยไปแล้วกว่า 30 ประเทศ ของ 48 แบรนด์

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับ “การลงทุนเพื่ออนาคต” โดยด้านการค้ากับต่างประเทศในยุคที่ภูมิทัศน์โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไทยควรมีจุดยืนในการเป็นพันธมิตรและมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศมหาอำนาจที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่างสมดุลและยืดหยุ่นภายใต้ Multipolar World เพื่อรักษาพื้นที่ของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกและสร้างการค้าที่ยืดหยุ่น พร้อมใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าระดับภูมิภาค (Regional Integration) โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไทยได้มีบทบาทสำคัญในระดับเวทีอาเซียนในฐานะประธานการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลข้ามพรมแดนของอาเซียน หรือ DEFA ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนให้เติบโตได้มากขึ้น

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวถึงการสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” ว่าเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการค้าสินค้าเกษตรของไทย โดยล่าสุด ไทยได้ลงนามข้อตกลงขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับสิงคโปร์จำนวน 100,000 ตัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ “นี่คือการยกระดับการวางบทบาทและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยจากเป็นเพียงแค่ประเทศผู้ขายสินค้าเกษตร
     สู่ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ภูมิภาคและโลก”

    นางศุภจี กล่าวว่า การเป็นผู้บริหารไม่ว่าจะในองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ แม้ว่าจะมีความแตกต่างของบทบาทหน้าที่ แต่ยังคงมีหลักการทำงานที่เหมือนกัน คือ การเป็นคนที่ต้องเปิดกว้าง ทำความเข้าใจในบริบทของแต่ละที่ที่เข้าไป เคารพบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนั้นๆ และหาโอกาสจากความแตกต่างของตัวเราที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างการทำงาน และพัฒนาองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/37350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Polt6ZgALPXPYjJKtS-Ft

  • จีนเผย CPI เดือนต.ค.ดีดตัวขึ้น, PPI ยังลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 37 : อินโฟเควสท์

    จีนเผย CPI เดือนต.ค.ดีดตัวขึ้น, PPI ยังลดลงต่อเนื่องเดือนที่ 37 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานในวันนี้ (9 พ.ย.) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่ปรับตัวลง 0.3% ในเดือนก.ย.

    รายงานระบุว่า ถือเป็นครั้งแรกที่ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้นนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. และเพิ่มขึ้นในอัตรารวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.

    เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ก็ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย.

    ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาสินค้าหน้าประตูโรงงาน ลดลง 2.1% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันยาวนานถึง 37 เดือน แต่ลดลงน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2567 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง 2.2% หลังจากที่ลดลง 2.3% ในเดือนก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GimrcgWIottsMlyAtDq17

  • รัฐบาลเล็งจ่ายเพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม 17 จว. วางงบกว่า 4 ร้อยล้าน

    รัฐบาลเล็งจ่ายเพิ่มเงินเยียวยาน้ำท่วม 17 จว. วางงบกว่า 4 ร้อยล้าน

    (9พ.ย.68) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมา ครม.ได้อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาแล้วกว่า 6 แสนหลังคาเรือน จำนวน 6 พันกว่าล้านบาท และกำลังจะพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาเพิ่มเติม กรณีน้ำท่วมขังบ้านเรือน เป็นเวลานาน 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน รวม 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชัยภูมิ นครนายก นครปฐม นครสวรรค์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร พิษณุโลก สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี อ่างทอง อุดรธานี อุทัยธานี และจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 124,430 ครัวเรือน วงเงิน 463,870,000 บาท โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะเป็นหน่วยรับงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยผ่านธนาคารต่อไป

    นายภราดร กล่าวด้วยว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) ได้รายงานให้ตนทราบถึงภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ซึ่งต้องเป็นไปอย่างสอดคล้องกัน พร้อมมีการประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบทุกด้าน ส่วนมวลน้ำที่มีการระบายจากเขื่อนภูมิพลนั้น จะไม่ทำให้ระดับน้ำสูงสุดในเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น สำหรับเขื่อนสิริกิติ์ ขณะนี้ยังมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพียงพอที่จะรองรับปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ด้านเหนือเขื่อนได้อีก

    ที่มา : รัฐบาลไทย 

    #ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/N1J3BWF7I&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qb3L5VKZ970XlgH0C1FaH

  • นักวิชาการแนะภาครัฐเร่งยกเครื่องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน : อินโฟเควสท์

    นักวิชาการแนะภาครัฐเร่งยกเครื่องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้แนวโน้มอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีการปฏิรูปประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการเพื่อปฏิรูปกิจการภาครัฐ

    ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยล่าสุดปี 2568 โดย International Institute for Management Development-IMD พบว่า ประสิทธิภาพภาครัฐปรับตัวลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยร่วงลงมาจากอันดับ 25 ในปี 2567 มาอยู่ที่อันดับ 30 ในปีนี้

    นอกจากนี้ยังมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการมาก การดำเนินธุรกิจก็ต้องมีการขอใบอนุญาตมากมาย มีขั้นตอนมาก บางกฎหมายก็ล้าสมัยและซ้ำซ้อน มีการใช้ดุลยพินิจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐสูงเป็นช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชันได้เสมอ โดยมีข้อเสนอแนะ 6 ประการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ดีขึ้น ดังนี้

    1.ลดขั้นตอน ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ออกแบบบริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    2.ปรับระบบภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นสูง ลดขั้นตอนการอนุมัติต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นลง มีระบบรับฟังความคิดเห็นและปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง

    3.กระจายอำนาจการบริหาร กระจายอำนาจทางการคลังและการงบประมาณ

    4.Digital Government Platform: รวมบริการภาครัฐไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น e-Government, e-Payment, e-Procurement การใช้ระบบธุรกรรมออนไลน์ ระบบอิเลคทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ ใช้เทคโนโลยีเอไอในการให้บริการมากขึ้น ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มความโปร่งใสโดยใช้ นโยบาย Open Government เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงง่าย ลดโอกาสทุจริต ใช้ระบบตรวจสอบอัตโนมัติและช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย

    5.ใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการประชาชน

    6.ลดระบบอุปถัมภ์ในระบบราชการ เปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถ มีจริยธรรมก้าวมาสู่ตำแหน่งสำคัญ แก้ปัญหาการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง มีการประเมินผลงานตามระบบคุณธรรม

    ส่วนข้อเสนอให้ขยายอายุเกษียณราชการทั้งระบบนั้นไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาสังคมสูงวัย กำลังแรงงานที่ลดลงจากสังคมสูงวัยนั้นเกิดขึ้นนอกระบบราชการ ขณะที่ระบบราชการมีคนหนุ่มสาวรอเข้าระบบราชการนับแสนคนไม่สามารถรับการบรรจุเป็นข้าราชการได้เพราะรอตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุ เมื่อขยายอายุเกษียณออกไปอีกจะทำให้ปัญหาคนหนุ่มสาวที่อยากรับราชการไม่สามารถเข้าสู่ระบบราชการได้เพิ่มขึ้นไปอีก หมายความว่าแรงงานที่ต้องการเข้ารับราชการนั้นมีมากกว่าตำแหน่งที่ว่าง สะท้อนกำลังแรงงาน “ข้าราชการ” ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด หากจะขาดแคลนก็จะมีเฉพาะงานบางอย่างเท่านั้น ซึ่งควรจะมีการขยายอายุเกษียณเป็นรายกรณีเป็นรายปีไป หรือผู้ที่เกษียณที่มีความสามารถและยังสามารถทำงานได้ หน่วยงานก็สามารถตั้งเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้บริหารได้อยู่แล้ว

    การขยายอายุเกษียณทั้งระบบจะทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระทางงบประมาณเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก และโดยฐานะทางการคลังขณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากระบบเงินเดือนของข้าราชการนั้น เงินเดือนจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใกล้เกษียณ หากขยายอายุเกษียณ รัฐก็จะต้องจ่ายเงินเดือนข้าราชการเพิ่มขึ้น ผลิตภาพของทั้งระบบราชการก็ไม่เพิ่มขึ้น ผลิตภาพของแรงงานโดยเฉลี่ยจะลดลงเมื่ออายุเกิน 55-60 ปี และ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ก็ด้อยลงอีกด้วย

    เมื่อเปรียบเทียบกับการขยายอายุเกษียณในระบบของเอกชนหรือแรงงานในระบบประกันสังคมจะมีความแตกต่างกัน เพราะกรณีของเอกชนและแรงงานในระบบประกันสังคมจะตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัยและลดภาระการจ่ายเงินบำนาญชราภาพของกองทุนประกันสังคม ขณะที่

    อายุเกษียณของภาคเอกชนในบางธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นลดลงมาเหลือ 45 ปี เพื่อสะท้อนผลิตภาพแรงงานตามพลวัตเศรษฐกิจสังคม ย่อมหมายความว่า จะมีแรงงานในภาคเอกชนที่ออกจากระบบบการจ้างงานแบบเป็นทางการเร็วขึ้น โดยที่ไม่มีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพราะแรงงานมนุษย์จะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมากขึ้น โจทย์ที่สำคัญกว่า คือ การแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ซึ่งต้องมีการออกแบบระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ให้แรงงานมนุษย์สามารถมีปัจจัยในการดำรงชีพได้แม้ทำงานน้อยลง ลดช่วงเวลาในการทำงานลงโดยผลตอบแทนจากการทำงานต้องไม่ลดลงหรือต้องเพิ่มขึ้น เพราะผลิตภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี

    เศรษฐกิจไทยควรลดการพึ่งพาทางเทคโนโลยีจากต่างชาติเพื่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว เราจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองจากผู้ใช้และผู้ซื้อเทคโนโลยีจากต่างชาติ มาเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมบ้าง ในหนังสือ The Politics of Innovation โดย Mark Zachary Taylor มองว่า ปัจจัยที่ใช้ขับเคลื่อนชาติ “นวัตกรรม” ได้อย่างแท้จริงคือแนวคิด “ความไม่มั่นคงเชิงสร้างสรรค์” (Creative Insecurity) ตีคู่ไปกับ “การทำลายล้างที่สร้างสรรค์” (Creative Destruction) มันคือ กลไกพลิกเกม ที่สามารถรับมือความท้าทาย แรงเสียดทานทางการเมือง ภายในประเทศได้ทุกรูปแบบความไม่มั่นคงที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การรับรู้ถึงภัยคุกคามระยะสั้น แต่คือ การประเมินภัยคุกคามภายนอกที่ร้ายแรงและต่อเนื่อง ซึ่งบีบให้ชนชั้นนำต้องบรรลุฉันทามติทางการเมืองอย่างฉับพลัน เพื่อทุ่มทรัพยากรและปลดล็อก “เสาหลักนวัตกรรม”

    การสร้างนวัตกรรมจึงไม่ได้เกิดจากความอยากทำ แต่เกิดจากความจำเป็นในการอยู่รอด ตัวอย่างของญี่ปุ่นในอดีต เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และ จีน แสดงให้เห็นว่า ประเทศเหล่านี้ได้เปลี่ยน “ความเปราะบางทางยุทธศาสตร์” ให้กลายเป็นเครื่องกำเนิดนวัตกรรมระดับโลก ใช้อำนาจทางการเมืองในการสร้างอำนาจทางเทคโนโลยีแห่งชาติได้อย่างเฉียบขาดในสมรภูมิโลกยุคดิจิทัล ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เรียกสิ่งนี้ว่า “อธิปไตยทางนวัตกรรม”

    กรณีที่สหรัฐฯ Shutdown ยืดเยื้อจะกดดันค่าเงินดอลลาร์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเชื่อมั่นผู้บริโภค สร้างความไม่ชัดเจนต่อทิศทางเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลกระทบจากการ Shutdown อย่างไรก็ตาม US Government Shutdown ได้ส่งผลกระทบอุตสาหกรรมการบินแล้ว มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว รวมทั้งทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ชะลอตัวลง หากการ Shutdown ไม่ยืดเยื้อถึงช่วงปลายปีคาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจโลกจำกัด และสามารถพลิกฟื้นกลับมาหลังที่ทำการของรัฐบาลสหรัฐฯ บางส่วนที่ปิดไปก่อนหน้านี้สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปรกติ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/544005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38F7Im_zZqZpI_iQM_80Ng

  • ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2568ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 30 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 43.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.94 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 30.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2568 (9 พ.ย. 68) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2565 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/643535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw127n4eALhKxUdVn1wmTOKT

  • ถอดรหัส 3 กลยุทธ์ TCP เปิดพรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต

    ถอดรหัส 3 กลยุทธ์ TCP เปิดพรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย ทำอย่างไรให้ธุรกิจเติบโต

    สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ขึ้นกล่าว Keynote ในหัวข้อ Reimagining Sustainable Growth for Thailand’s Next Frontier: พลิกแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 โดยเริ่มต้นด้วยคำถามที่กระตุ้นให้คิดว่า ธุรกิจที่กำลังทำอยู่จะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนไปได้อีก 10 ปี, 50 ปี หรือ 100 ปี หรือไม่ 

    สราวุฒิยอมรับว่า สภาพเศรษฐกิจในปีปัจจุบันนั้น ‘ค่อนข้างรุนแรง และเหนื่อยแสนสาหัสมาก’ สำหรับภาคธุรกิจ ขณะที่บริบทของคำว่า ‘การเติบโตอย่างยั่งยืน’ (Sustainable Growth) ในปัจจุบันก็มักถูกใช้ในแง่ของการทำธุรกิจ โดยพยายามจะหาคำตอบว่า ‘จะทำอย่างไรให้ธุรกิจสามารถยืนยาวต่อไปได้อีกนานๆ’

    กรณีศึกษา: บริษัท Nintendo

    Nintendo ถูกยกเป็นตัวอย่างของบริษัทที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน สราวุฒิเล่าว่า Nintendo ก่อตั้งเมื่อปี 1889 และปัจจุบันมีอายุมากถึง 136 ปี เริ่มต้นทำธุรกิจผลิตไพ่กระดาษญี่ปุ่นที่เรียกว่า ‘ฮานาฟูดะ’ (Hanafuda) ก่อนที่จะประสบความสำเร็จอย่างมากจากการซื้อลิขสิทธิ์ตัวละครมิกกี้เมาส์ มาแปะบนไพ่ ซึ่งทำให้ Nintendo ตระหนักว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก

    ในปี 1984 Nintendo ประกาศตัวสินค้าที่ชื่อว่า Super Famicom ซึ่งเป็นเครื่องเล่นเกมคอนโซลที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรทัศน์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเกมคอนโซล โดย Nintendo ฝ่าฟันคู่แข่งรายใหญ่มาโดยตลอด เช่น Microsoft, SEGA, SONY และปัจจุบันก็ยังคงประสบความสำเร็จด้วยเครื่องเล่น Nintendo Switch

    สะท้อนพัฒนาการของการทำธุรกิจของ Nintendo  จากธุรกิจไพ่กระดาษ สู่ธุรกิจเกม ปัจจุบัน Nintendo เข้าไป สู่ธุรกิจ Entertainment อย่างเต็มตัว โดยมีทั้งภาพยนตร์แอนิเมชันและ Theme Park ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งยังมีทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาลจากตัวละครดังต่างๆ เช่น Mario, Zelda และ Pokémon

    กลุ่มธุรกิจ TCP กับแนวคิด Sustainable Growth 

    TCP ใช้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติของธุรกิจ โดยมีกรอบความคิดที่สำคัญ 2 เรื่อง

    1. การหาความสมดุล (Rebalance)

    ธุรกิจต้องคอยคิดเสมอว่าความสมดุลคืออะไร และต้องไม่เอนไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป โดยสราวุฒิยกตัวอย่างการทำประมงที่จับปลามากเกินไปจนทรัพยากรหมด หรือการเร่งผลิตสินค้าโดยข้ามขั้นตอนจนเกิดปัญหาคุณภาพหรือผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นการแลกกำไรระยะสั้นกับความมั่นคงยั่งยืนของธุรกิจ

    สราวุฒิระบุว่า การที่ผู้บริหาร Nintendo ตัดสินใจ ไม่ทำซอฟต์แวร์ของตนเองให้รันบนแพลตฟอร์มคู่แข่ง แม้จะถูกกดดันจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในการรักษาความสมบูรณ์ของทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มของ Nintendo เท่านั้น

    1. การคิดค้น/การปรับตัวใหญ่ (Reinvent)

    ธุรกิจต้องพร้อมที่จะปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สราวุฒิยังคงยกตัวอย่างของ Nintendo โดยระบุว่า ในปี 1984 บริษัทแห่งนี้ที่มีอายุ 95 ปี ยังสามารถ Reinvent ตัวเอง จากธุรกิจของเล่นมาเป็นเกมคอนโซลได้ จึงเป็นตัวอย่างของการปรับตัวที่น่าสนใจ

    3 กลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    1. โตอย่างหลากหลาย

    หมายถึงการไม่พึ่งพาเสาต้นเดียว ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าเดิมๆ, การมีซัพพลายเออร์เพียงรายเดียว หรือการมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ถูกผูกขาด โดยธุรกิจในไทยต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับประชากรศาสตร์ เนื่องจากสังคมไทยมีการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) โดยกลุ่ม Gen X และ Gen Y เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศไทย 

    สราวุฒิยกตัวอย่างการสร้างความหลากหลายของสินค้าในกลุ่มธุรกิจ TCP โดยสินค้าประเภทเครื่องดื่มมีการปรับลดปริมาณน้ำตาลและเพิ่มประสบการณ์ต่างๆ ให้ผู้บริโภคที่ต้องการสุขภาพดีขึ้น อีกทั้งยังมีการสร้างแบรนด์ Ready เพื่อเป็น Energy Drink สำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ (ปัจจุบันเป็นอันดับ 1 ในไทย) หลังพบ Pain Point ว่า ผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงรู้สึกว่า กระทิงแดง (Red Bull) ไม่ใช่สินค้าสำหรับตนเอง ทำให้ต้องเปลี่ยนโฉม บรรจุภัณฑ์ และรสชาติใหม่ทั้งหมด เป็นต้น

    1. เก่งแต่ไม่หยุดก้าว

    สราวุฒิมองว่า ไม่มีคำว่า ‘เก่งที่สุด’ โดยที่ผ่านมา TCP ร่วมมือกับ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ซึ่งมีการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุเทคโนโลยีขั้นสูงของ NARIT มาถ่ายทอดเพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อนในโรงงานของ TCP ให้มีความทนทานสูง ลดต้นทุน และลดการนำเข้า 

    อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยี Imaging (กล้องความละเอียดสูงของ NARIT) มาใช้ในกระบวนการผลิตของ TCP เพื่อตรวจจับคุณภาพของทุกขวดที่วิ่งในสายพานโรงงานให้ได้คุณภาพดีที่สุด

    1. สร้างรากฐานเพื่ออนาคต

    สราวุฒิระบุว่า กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่นอกองค์กร แต่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจในที่สุด เช่น การทำโครงการด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้ทำ เพื่อ CSR หรือภาพลักษณ์องค์กร แต่เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้กับธุรกิจ เพราะซัพพลายเชนของวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ และอุตสาหกรรมเครื่องดื่มก็อาจประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพอได้ในอนาคต

    TCP ร่วมมือกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ทำโครงการพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ที่ตำบลยี่สาร จ.สมุทรสงคราม โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชายเลน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และมีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอน มีเป้าหมายให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ อนุรักษ์ และเป็นแหล่งอาหารที่มั่นคงสำหรับเส้นทางการอพยพของนก

    นอกจากนี้ สราวุฒิยังเชื่อว่า การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital Development) มีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ในยุคที่มี AI พร้อมยกตัวอย่าง Red Bull Desert Adventure กิจกรรมวิ่งในทะเลทราย 3 วัน 2 คืน (ระยะทาง 33-99 กม.) ที่ประเทศจีน สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย 4,000 คน โดยมีเป้าหมายคือการสร้าง Mindset ของความมุ่งมั่น การทำงานเป็นทีม การเอาชนะตัวเอง รวมถึงสร้างมิตรภาพและเครือข่าย บุคลากรที่มี Mindset เช่นนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแรงงานโลก

    การปรับใช้กลยุทธ์เพื่อพัฒนาประเทศไทย (Thailand’s Next Frontier)

    สราวุฒิได้นำทั้ง 3 กลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP มาปรับใช้กับแผนพัฒนาประเทศ ดังนี้

    กลยุทธ์โตอย่างหลากหลาย: สราวุฒิเสนอให้มีการเปิดตลาดใหม่ (New Market) ไทยต้องสำรวจตลาดใหม่ๆ เช่น ตะวันออกกลาง, แอฟริกา, อเมริกาใต้ และอาเซียน อีกทั้ง รัฐบาลต้องเข้าช่วยสนับสนุนบริษัทขนาดกลางและเล็กให้สามารถไปสำรวจตลาดใหม่ได้ เนื่องจากบริษัทขนาดเล็กขาดงบประมาณ เวลา และความสามารถในการจัดการความเสี่ยงด้วยตนเอง โดยรัฐต้องช่วยจัดการเรื่อง กฎระเบียบ (อย. ต่างประเทศ), ช่องทางจัดจำหน่ายและพาร์ตเนอร์ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อป้องกันการถูกคัดลอก 

    นอกจากนี้ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เป็นเรื่องสำคัญในการขยายธุรกิจและลดอุปสรรคทางการค้า การเจรจา FTA ต้องมองถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก แม้จะมีผู้ชนะและผู้เสียประโยชน์ก็ตาม

    กลยุทธ์เก่งแต่ไม่หยุดก้าว: สราวุฒิระบุว่า ประเทศไทยเก่งเรื่องอาหาร เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร แต่ไทยต้องพัฒนาตนเองไปสู่เทรนด์ ‘อาหารแห่งอนาคต’ (Future Food) เช่น Plant-based, โปรตีนทางเลือก (จากแมลง), สมุนไพร หรือ อาหารเป็นยา ด้วยการใส่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไป ไทยจึงจะสามารถเปลี่ยนจาก ‘ครัวของโลก’ ไปสู่ ‘ผู้นำของ Future Food’ ได้

    ทั้งยังสนับสนุนให้มีการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ประเทศไทยเก่งเรื่องการผลิต (OEM) แต่หลายครั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งในซัพพลายเชนของคนอื่น ควรเปลี่ยนจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็น ผู้สร้างสรรค์แบรนด์ ของตนเอง เพื่อเปลี่ยนจาก Low Value OEM ไปสู่ High Value ธุรกิจสร้างสรรค์

    กลยุทธ์สร้างรากฐานเพื่ออนาคต: สราวุฒิมองว่า กฎหมายไทยมีความยุ่งยากซับซ้อนและมีกฎหมายเก่าจำนวนมาก ปัญหาคือการติดต่อหลายหน่วยงาน เพื่อขออนุญาตเรื่องเดียวกัน ต้องใช้เอกสารจำนวนมากซ้ำซ้อน สิ่งเหล่านี้คือ ‘ต้นทุนแอบแฝง’ ของผู้ประกอบการทุกขนาด ข้อเสนอแนะคือ ภาครัฐต้องแก้ปัญหาโดยทำให้กฎระเบียบเข้าใจง่ายขึ้น และที่สำคัญคือ ต้องยกเลิกกฎหมายที่ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเขียนไม่ชัดเจนและไม่สามารถอธิบายได้เมื่อมีการทำผิด

    ขณะที่เรื่องการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ครอบคลุมตั้งแต่เด็กก่อนปฐมวัยไปจนถึงการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ ทำงานจริง เรียนจริง เพื่อสร้างประสบการณ์และ Mindset ที่ถูกต้อง โดยสราวุฒิระบุว่า เขาต้องการเห็นเยาวชนไทยที่มี จิตวิญญาณที่พร้อมจะเอาชนะอุปสรรคยากๆ 

    สราวุฒิทิ้งท้ายว่า แม้โลกจะยากลำบากเพียงใดจากกระแสความท้าทายและแรงกดดันต่างๆ แต่เราต้อง ไม่ยอมแพ้ การเติบโตอย่างยั่งยืนสามารถเป็นไปได้ถ้าเราเดินต่อ อีกทั้งความสำเร็จของประเทศต้องอาศัย ความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดย TCP เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งมั่นที่จะเป็นพลังช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Next Frontier ในอนาคต

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990 .-

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-31/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tx56FD2_qCGJSCijRaQ17

  • โลกเผชิญความท้าทายใหม่เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ

    โลกเผชิญความท้าทายใหม่เสนอไทยสร้าง 7 ฮับเศรษฐกิจ

    ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย วันที่ 6 พ.ย. 2568 บนเวที Powering Thailand’s New Economic Frontier: ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยบทใหม่ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ 3 ประการ หรือที่เรียกว่า 3D Challenges ได้แก่

    1. Digitalization การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมี AI เป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้หลายประเทศต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตของ Cloud Technology ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วทั้งในสหรัฐฯ จีน และไทย เช่น ความต้องการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวต่อเนื่อง 
    2. Deglobalization การลดการพึ่งพาโลกาภิวัตน์ ท่ามกลางการแบ่งขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ มาตรการกีดกันทางเทคโนโลยี และสงครามตัวแทนในหลายภูมิภาค 
    3. Decarbonization การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อชะลอภาวะโลกร้อนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกประเทศ

    ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทุกวัน ยิ่งโลกหมุนเร็ว ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมก็เพิ่มขึ้นตาม แม้ AI จะช่วยให้การแก้ปัญหาทำได้รวดเร็ว แต่หากใช้ผิดทางก็อาจสร้างปัญหาใหญ่ “AI อัจฉริยะที่สุด แต่สามารถถูกใช้ได้ทั้งด้านบวกและลบ” เขากล่าว

    ศุภชัยยังบอกว่า โลกยุคใหม่ได้สร้าง 4 ความจำเป็นใหม่ ที่ทุกประเทศต้องมี ได้แก่ 1. กรอบคุณธรรมและจริยธรรมแบบใหม่ 2. การเข้าถึงเงินทุน และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง 3. การเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร 4. การเข้าถึงระบบประกันสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลกอนาคต

    สำหรับประเทศไทย การก้าวสู่พรมแดนเศรษฐกิจใหม่อย่างมีศักยภาพ ต้องพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจหรือ 7 ฮับหลัก ได้แก่

    1. การท่องเที่ยว

    2. อาหาร

    3. การบริการด้านสุขภาพ

    4. การค้าและขนส่งสินค้า

    5. อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี

    6. การส่งผ่านพลังงาน

    7. ทรัพยากรมนุษย์

    การสร้างฮับเหล่านี้ต้องมีทิศทางที่ชัด ไม่ใช่ปล่อยให้เติบโตแบบตามมีตามเกิด โดยยกตัวอย่างว่า ไทยควรนำ AI มาพัฒนา Smart City เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ใช้เทคโนโลยีต่อยอดสินค้าเกษตร และสนับสนุนนวัตกรรมด้านทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    ศุภชัยบอกอีกว่า ระบบการศึกษาของไทยยังไม่เปิดกว้างสู่ระดับโลกมากพอ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยังมองเฉพาะปัญหาภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้าง Global Mindset และดึงศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่ออกมา ส่งเสริมให้เกิด Startup รุ่นใหม่ในอนาคต

    ศุภชัยทิ้งท้ายด้วยประสบการณ์จากการเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเขาได้พูดคุยกับรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบการจัดงานโอลิมปิก โดยรัฐมนตรีกล่าวว่า “การจัดโอลิมปิกไม่ได้ทำเพื่อให้ชาวโลกยอมรับจีน แต่เพื่อให้คนจีนภูมิใจในประเทศของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนว่า การสร้างวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ต้องเริ่มจาก ‘ผู้นำ’ ไม่ใช่การบังคับตามกฎหมาย แต่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนใช้ชีวิตตามค่านิยมที่นำไปสู่ความสำเร็จและความกลมเกลียว

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990 .-

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-30/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hPjsGga0MC_ow7YkgryxM

  • ผลโพลเผย ปชช.ต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ

    ผลโพลเผย ปชช.ต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ

    ผลโพลเผย ปชช.ต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ’พรรคปวงชนไทย’มาแรง

    วันอาทิตย์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

    ผลโพลเผยประชาชนต้องการนโยบายพรรคใหม่แก้เศรษฐกิจ พบ’พรรคปวงชนไทย’มาแรง

    เป็นช่วงเวลาที่ระบบพรรคการเมืองเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลายพรรคการเมืองใหม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่าง “ความคาดหวังของประชาชน” กับ “การทำงานของพรรคการเมืองหลัก” ที่ดำรงอยู่ก่อนหน้า การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นทำความเข้าใจ การรับรู้ ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และความต้องการเชิงนโยบาย ของประชาชนต่อพรรคการเมืองใหม่ กรณีศึกษา พรรคปวงชนไทยเป็นกรณีแรกเพียงพรรคเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบกับพรรคอื่น ๆ ที่มีปัจจัยสภาพแวดล้อมของแต่ละพรรคแตกต่างกัน และเพื่อสะท้อนพลวัตของความคิดทางการเมืองเกิดใหม่ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยยุคดิจิทัล

    สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “มุมมองของประชาชนต่อพรรคการเมืองเกิดใหม่ ปี 2568” โดยใช้ พรรคปวงชนไทย เป็นกรณีศึกษาวิจัยพรรคแรกในโครงการสำรวจชุดนี้ การสำรวจครั้งนี้ดำเนินการระหว่างวันที่ 1–8 พฤศจิกายน 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,085 ตัวอย่าง เพื่อสะท้อนทัศนะของประชาชนต่อภาพลักษณ์ แนวนโยบาย และความคาดหวังที่มีต่อพรรคการเมืองเปิดตัวใหม่ในยุคปัจจุบัน

    ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 38.1 “เคยได้ยินชื่อพรรคปวงชนไทย” ขณะที่ร้อยละ61.9 “ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่แน่ใจ” นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือ เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มคนที่เคยได้ยินชื่อพรรคปวงชนไทย พบว่า ร้อยละ 37.5 มองว่า พรรคปวงชนไทยเป็นพรรคที่ “เน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ซึ่งเป็นการรับรู้ในเชิงบวกและสัมพันธ์กับแนวคิดหลักของพรรคโดยตรงร้อยละ 34.1 เห็นว่าเป็น “พรรคของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจจริง” และร้อยละ 29.4 มองว่า “เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมือง” ในขณะเดียวกัน ร้อยละ 19.7 เห็นว่ายังเป็นพรรคที่ “ต้องพิสูจน์การทำงานให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น” และร้อยละ 18.2 ยัง “ไม่แน่ใจหรือไม่มีความเห็น”

    เมื่อพิจารณาการรับรู้ต่อหัวหน้าพรรค พบว่า ประชาชนร้อยละ 48.1 รู้ว่า “นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล” เป็นหัวหน้าพรรคปวงชนไทย ร้อยละ47.9 ทราบว่าเป็น “ผู้นำสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย”และร้อยละ 42.8 ทราบว่าเป็น “นักธุรกิจที่มีประสบการณ์ทางการเมือง” นอกจากนี้ ร้อยละ31.5 รู้ว่าเคยดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและร้อยละ 17.9 รู้ว่า “เคยมีบทบาทแก้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์”

    ที่น่าสนใจคือ การสอบถามถึงความชอบต่อนโยบายหลักของพรรคปวงชนไทย พบว่า ประชาชนร้อยละ 65.2 “ชอบมากถึงมากที่สุด” ต่อการรณรงค์นโยบายหลักของพรรคปวงชนไทยคือ “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ร้อยละ 21.7 ชอบในระดับปานกลาง ร้อยละ 5.8 ชอบน้อยถึงไม่ชอบเลย และร้อยละ 7.3 ไม่มีความเห็น

    ที่น่าสนใจคือ รายงานซูเปอร์โพล ระบุด้วยว่า ประชาชนที่เคยได้ยินชื่อพรรค แสดงความต้องการนโยบายของพรรคในหลายมิติ โดยลำดับความสำคัญดังนี้ ร้อยละ 82.9 ต้องการนโยบาย “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ แก้เศรษฐกิจปากท้อง” ร้อยละ 77.3 ต้องการให้พรรคมีการเมืองสุจริต โปร่งใส และเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ร่วมกำหนดนโยบาย ร้อยละ 75.4 สนับสนุน นโยบายการศึกษา อาชีวะดิจิทัล ทันยุคทันสมัยเพื่อพัฒนาประเทศ ร้อยละ 72.6 ต้องการนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ และร้อยละ 63.5 ต้องการ นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม SMEs ดิจิทัล และธุรกิจบริการข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต้องการ “นโยบายเชิงปฏิบัติจริง” มากกว่านโยบายเชิงวาทกรรม โดยเฉพาะประเด็นการสร้างงานและลดปัญหาปากท้องซึ่งสะท้อนระดับความกังวลทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    เมื่อสอบถามถึงระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคปวงชนไทยในอนาคต พบว่าร้อยละ 61.7 เชื่อมั่นว่าพรรคจะเติบโตและพูดจริงทำจริง ร้อยละ 20.6 รอดูไปอีกระยะหนึ่งก่อนตัดสินใจ ร้อยละ 9.4 ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 8.3 ไม่เชื่อมั่น

    รายงานของ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ครั้งนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการเมืองไทยในยุคดิจิทัลที่พลังของพรรคการเมืองใหม่กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศและเป็นยุคที่เสียงของประชาชน เริ่มกำหนดทิศทางการเมืองได้ด้วยตัวเอง ในบรรดาพรรคการเมืองรุ่นใหม่ทั้งหมด พรรคปวงชนไทย โดดเด่นขึ้นอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้เกิดจากสูตรสำเร็จของอำนาจเดิม แต่เกิดจาก “หัวใจของคนทำงานจริง”

    นำโดย นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคคนรุ่นใหม่ ที่ผ่านทั้งเวทีธุรกิจ การบริหารองค์กร และสนามการเมืองจริง นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล ไม่ใช่แค่นักการเมืองทั่วไป เขาคืออดีตผู้นำสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย คนที่เคยอยู่หน้างานแก้ปัญหาปากท้องของแรงงานและผู้ประกอบการ และยังเป็นผู้ที่ผลักดันแนวคิด “เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อทุกคน” เช่น อาชีวะดิจิทัลตั้งแต่ก่อนจะเป็นกระแส จนวันนี้ เขานำแนวคิดนั้นกลับมา “เชื่อมโลกของเทคโนโลยีเข้ากับชีวิตของประชาชน” ผ่านนโยบายหลักของพรรคที่ชัดเจนว่า “สร้างคน สร้างงาน สร้างอาชีพ” เป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจในวันเลือกตั้ง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/926633&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g38dTwLP38ZM5oPYdJgtx

  • ปาดังเบซาร์ | หารือขอเปิดช่องผ่อนปรนทางเดินเท้าข้ามแดน จุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟร่วมไทยมาเลเซีย

    ปาดังเบซาร์ | หารือขอเปิดช่องผ่อนปรนทางเดินเท้าข้ามแดน จุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟร่วมไทยมาเลเซีย

    วันนี้ 9 พ.ย. 68 สุภาพร กำเนิดผล สส.น้ำหอมมอบหมายคณะทำงานร่วมหารือกับภาคประชาสังคม ตามคำร้องขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยผลักดัน “ขอให้เปิดช่องผ่อนปรนทางเดินเท้าข้ามแดนไทย-มาเลเซีย ตรงจุดเชื่อมต่อสถานีรถไฟร่วมไทยมาเลเซีย ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา”

    สืบเนื่องพื้นที่ตำบลปาดังเบซาร์ เป็นเมืองชายแดนที่มีด่านรถไฟเพียงแห่งเดียวเชื่อมตรงไทย-มาเลเซีย เป็นเมืองหน้าด่านศุลกากร 1 ใน 3 ของจังหวัดสงขลา และเป็นด่านแรกในยุคบุกเบิกการค้าชายแดนไทยมาเลเซีย โดยตั้งขึ้นพร้อมกับเส้นทางรถไฟสายใต้ ตามสัญญาระหว่างรัฐบาลสหรัฐมลายูกับรัฐบาลสยาม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2467 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 41 หน้า 276

    ซึ่งเป็นไฮเวย์หรือเส้นเลือดเศรษฐกิจทางถนนที่เชื่อมไทยมาเลเซียไปถึงสิงคโปร์ เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวและนักช็อปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แต่หลังจากเกิดจุดผ่านแดนปาดังเบซาร์ที่อยู่ใกล้ ๆ กัน ทำให้ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์พื้นที่เมืองปาดังเบซาร์และเส้นทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป เศรษฐกิจคู่ขนานกับเมืองปาดังและของคนในชุมชนถูกละเลยไป การค้าขายในชุมชนเมืองชายแดนทั้ง 2 ประเทศ ได้ประสบต่อปัญหาเศรษฐกิจซบเซามาต่อเนื่อง

    ดังนั้น เพื่อพัฒนาฟื้นฟูและแก้ปัญหาเศรษฐกิจเมืองหน้าด่านชายแดนปาดังเบซาร์ ที่กำลังเผชิญอยู่ให้กลับสู่สภาพคล่องที่ดีขึ้น โดยให้มีช่องทางเฉพาะเดินเท้าผ่านเข้าออกระหว่างสถานีรถไฟวันต่อวัน เพื่อให้ผู้คนทั่วไปสะดวกเดินเข้าออกหาซื้อสินค้าและใช้จ่ายเงิน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมให้หมุนเวียนที่ดีขึ้น เกิดประสิทธิผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

    รวมทั้งการเก็บภาษีของประเทศแดนต่อแดนเพิ่มขึ้น จึงขอให้รัฐบาลไทยหารือความร่วมมือกับรัฐบาลมาเลเซีย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเปิดช่องผ่อนปรนตรงจุดดังกล่าว หรือมีแนวทางที่เหมาะสมอื่น โดยได้ทำหนังสือเสนอเรื่องให้รัฐบาลพิจารณาแล้วและจะติดตามความคืบหน้ามารายงานให้ทราบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/29747/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_ylaeLUV9jbaECElkpXbg