Category: เศรษฐกิจ

  • นโยบายเศรษฐกิจที่ ‘รัฐบาลชั่วคราว’ ควรทำในมุมมอง ‘สมชัย จิตสุชน’

    นโยบายเศรษฐกิจที่ ‘รัฐบาลชั่วคราว’ ควรทำในมุมมอง ‘สมชัย จิตสุชน’

    เศรษฐกิจ

    นโยบายเศรษฐกิจที่ ‘รัฐบาลชั่วคราว’ ควรทำในมุมมอง ‘สมชัย จิตสุชน’

    06 ก.ย. 2025 เวลา 6:56 น.

    “สมชัย” จับตารัฐบาลชั่วคราวอัดประชานิยมก่อนเลือกตั้งใหม่ แม้เสี่ยงถูกตีความทางกฎหมายว่ามีอำนาจหรือไม่ แนะรัฐบาลวางแผนรับมือผลกระทบจากภาษีทรัมป์

    • “สมชัย จิตสุชน” คาดที่เข้ามาบริหารระยะสั้นใช้นโยบายประชานิยมก่อนเลือกตั้งใหม่ 
    • แนะรัฐบาลวางแผนรับมือผลกระทบจากภาษีทรัมป์ เร่งสร้างความชัดเจนถิ่นกำเนิดสินค้า
    • เดินหน้าสร้างเชื่อมั่น ผลักดันให้คำขอบีโอไอให้มีการลงทุนจริง
    • มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้ประเทศในระยะต่อไป

    เงื่อนไขการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ที่ต้องอาศัยเสียงโหตจากสส.พรรคประชาชน ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เป็น “รัฐบาลชั่วคราว” ก่อนเดินหน้าไปสู่การยุบสภาฯภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 

    โดยล่าสุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 5 ก.ย.2568 มีมติของสส.จำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี 

    นายสมชัย จิตสุชนผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยในส่วนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่าการที่รัฐบาลใหม่เข้าบริหารงานโดยมีเงื่อนไขในการยุบสภาฯเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งภายใน 4 เดือน โดยรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ในระยะสั้นเป็นรัฐบาลชั่วคราว หรือหากมีการยุบสภาฯจะเป็นรัฐบาลรักษาการเพื่อรอเลือกตั้งใหม่มีทั้งนโยบายที่ควรทำทางเศรษฐกิจและเรื่องที่ไม่ควรทำ

    โดยเรื่องที่ไม่ควรทำนั้นเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับประชานิยมที่มุ่งหวังที่จะใช้งบประมาณจากเงินภาษีเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองที่บริหารงานในช่วงเวลานี้ก็คงจะรู้ดีว่าคะแนนความนิยมทางการเมืองของพรรคที่เป็นรัฐบาลไม่ได้สูงนัก การใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเพิ่มคะแนนความนิยมทางการเมืองก็คงเกิดขึ้น โดยอาจเป็นรูปแบบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้อำนาจเต็มมือเพื่อออกนโยบายที่ใช้งบประมาณได้ โดยเลือกนโยบายที่ไม่ต้องผ่านสภาฯที่คุมเสียงไม่ค่อยได้ นโยบายที่ต้องผ่านกฎหมายในสภาฯแบบนี้ก็คงตกไปก่อน” นายสมชัย กล่าว

    แนะเร่งรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์

    สำหรับนโยบายที่รัฐบาลชั่วคราวควรมีการเดินหน้าคือในส่วนที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯที่มีขั้นตอนต้องหารือกันต่อซึ่งก็อยู่ในเรื่องที่รัฐบาลในขณะนั้นต้องมีการทำงานต่อเนื่องแม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องศาลสูงของสหรัฐฯที่จะต้องพิจารณาอำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ว่ามีอำนาจเรียกเก็บภาษีประเทศต่างๆหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย ที่จะได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษี 19% ของสหรัฐ

    ในขณะนี้มีหลายกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบที่ชัดเจนเช่นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ โดยแม้ว่าจะมีการเตรียมงบประมาณจำนวนหนึ่งไว้รองรับแล้วแต่ก็อาจจะไม่พอ รัฐบาลที่เข้ามาทำงานก็ต้องเตรียมงบประมาณบางส่วนจากงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เพื่อใช้ในเรื่องนี้

    แนะเร่งรับมือสินค้าเข้ามาสวมสิทธิ์สินค้าไทย

    อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือการแก้ไขปัญหาเรื่องของสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่มีแนวโน้มจะไหลเข้าประเทศไทยมากขึ้นจากการที่หลายประเทศ โดยเฉพาะจีนถูกมาตรการภาษีจากสหรัฐทำให้มีสินค้าสวมสิทธิ์ที่จะทะลักไปยังประเทศต่างๆมากรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลต้องมีการแสดงความจริงจังในการปราบปรามสินค้าสวมสิทธิ์ และมีการทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส เพื่อยื่นยันว่าสินค้าสิ่งออกของเรามีสัดส่วนของชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเป็น Local Content ในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อตกลงที่เราได้หารือกับสหรัฐ

    นอกจากนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นโอกาสของประเทศไทยก็คือการย้ายฐานการผลิตที่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น ที่ถือว่าเป็นบวกกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลก็ควรหาทางที่จะดึงการลงทุนทางตรง (FDI) เข้าประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสัญญาณที่เป็นบวกต่อเนื่องคือมีคำขอส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากที่ยื่นมายังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริงๆในไทยก็จะสร้างโอกาสเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197289&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bh3iOrwDTQIwURv8BaFxt

  • ไขคำตอบ เมื่อมรสุมเศรษฐกิจรุมเร้า แต่ทำไม? “บาทแข็ง”

    ไขคำตอบ เมื่อมรสุมเศรษฐกิจรุมเร้า แต่ทำไม? “บาทแข็ง”

    นายกรรณ์ หทัยศรัทธา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเผชิญกับหลากหลายเหตุการณ์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน เริ่มตั้งแต่สงครามการค้าที่ต้องเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐอเมริกา

    ส่วนประเด็นภายในประเทศ เช่น แจกเงินหมื่นไม่ได้ผล การเมืองยังไม่นิ่ง ปัญหาชายแดน หรือ กนง. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

    แต่คำถามตามมา คือ ทำไม? ค่าเงินบาทยังแข็งค่า ทั้ง ๆ ที่เศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้เติบโต โดยเงินบาทที่ยังคงแข็งค่ามีสาเหตุหลักๆ ดังนี้

    เงินบาทแข็ง “แทบจะเท่ากับ” เงินดอลลาร์อ่อนค่า

    ปัจจุบันที่เงินบาทแข็งค่า เพราะสกุลเงินบาทรวมถึงสกุลเงินเอเชียอื่น ๆ ได้รับผลบวกจากเทรนด์ De-Dollarization หรือการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งจากภาพด้านบนจะเห็นว่า การเคลื่อนไหวของเส้นทั้งสองเส้น (ฟ้าอ่อน คือ ดอลลาร์ (Dollar Index), ฟ้าเข้ม คือ เงินบาท) มีทิศทางไปด้วยกัน ซึ่งหากเส้นฟ้าอ่อน (ดอลลาร์) แข็งค่าหรือปรับขึ้น เส้นน้ำเงิน (เงินบาท) ก็จะอ่อนค่าหรือใช้เงินบาทเพิ่มขึ้น (จาก 33 บาท อาจเป็น 35 บาท ) ในการแลกเป็นเงิน 1 ดอลลาร์

    เงินบาทแข็ง “ไม่เท่ากับ” หุ้นขึ้น

    เงินบาทแข็ง ไม่ได้แปลว่าหุ้นขึ้นเสมอไป โดยปกติเงินบาทแข็งค่าเปรียบเสมือนเงินไหลเข้าประเทศไทย ซึ่งเงินไหลเข้ามาก็ต้องหาที่ไปไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรง (FDI), การลงทุนในตราสารหนี้หรือการลงทุนในตลาดหุ้น แต่สังเกตว่าค่าสหสัมพันธ์ หรือ Correlation ระหว่างเงินบาทกับหุ้นไทยไม่ได้สูงมากนัก หรือมีค่า R-square ที่ระดับ 0.62 เท่านั้น

    เงินบาทและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ไทย – สหรัฐอเมริกา “ไม่เสมอไป”

    หากพิจารณากราฟด้านล่าง วงกลมสีฟ้าและสีแดง พบว่า ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ลดดอกเบี้ย แต่เงินบาทยังอ่อนค่า และเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เงินบาทก็ยังอ่อนค่า คำตอบคือ ถึงแม้เฟดจะลดดอกเบี้ยนโยบาย เงินบาทก็อ่อนค่า เพราะเงินดอลลาร์แข็งค่าจากการที่นักลงทุนกังวลวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในช่วงปี 2008

    ดังนั้น จึงประเมินได้ยากเกี่ยวกับค่าเงินบาท อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มั่นใจ ได้แก่

    • เงินบาทอ่อน = ต้องมีค่าเงินอื่นแข็งค่า ซึ่งมักจะเป็นค่าเงินดอลลาร์
    • ค่าเงินไม่ได้เคลื่อนไหวตามเศรษฐกิจของประเทศตัวเองในระยะสั้นเท่านั้น แต่เป็นบริบทของโลกประกอบด้วย

    อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่แข็งหรืออ่อน ไม่ได้สะท้อนเพียงสภาวะเศรษฐกิจไทย แต่เป็นผลลัพธ์จากปัจจัยโลกที่ซับซ้อน ทั้งการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ สภาวะการเงินโลกและกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ ดังนั้น การประเมินค่าเงินบาทจึงไม่ควรมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจในประเทศ แต่ต้องจับตาทิศทางดอลลาร์และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจควบคู่กัน

    ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/256478&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GzHPaLHITMDPGIUNH2S42

  • ‘หนุ่มเมืองจันท์’ วิเคราะห์ ‘อนุทิน’ ปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ? | เดลินิวส์

    ‘หนุ่มเมืองจันท์’ วิเคราะห์ ‘อนุทิน’ ปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ? | เดลินิวส์

    ‘หนุ่มเมืองจันท์’ วิเคราะห์ ‘อนุทิน’ ปัดฝุ่นโครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ?

    รอเลย! “หนุ่มเมืองจันท์” ชี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ “ควิกวิน” ปัดฝุ่นโครงการ “คนละครึ่ง” เอามาใช้อีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5088438/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0k1r7FJ6nrZNRq2bdLvrER

  • จับตา

    จับตา

    จับตา’อนุทิน’จ่อปัดฝุ่นโครงการ’คนละครึ่ง’หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากปลุกกำลังซื้อ

    วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.47 น.

    จับตา’อนุทิน’จ่อปัดฝุ่นโครงการ’คนละครึ่ง’หวังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากปลุกกำลังซื้อ

    เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊กเพจ “หนุ่มเมืองจันทร์” ได้โพสต์ข้อความเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระบุถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี กำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชน

    โดยในโพสต์ระบุข้อความว่า “มีข่าวว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ ‘ควิกวิน’ เปิดปัดฝุ่นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เอามาใช้อีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ชาวบ้านก็ชอบ-ร้านค้าก็ชอบ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องอธิบายมาก” พร้อมภาพที่มีข้อความว่า “คนละครึ่ง คืนชีพ?”

    ซึ่งการโพสต์ดังกล่าว สร้างความสนใจในโลกออนไลน์ทันที เนื่องจากโครงการ “คนละครึ่ง” เคยเป็นมาตรการที่ได้รับความนิยมสูงในรัฐบาลก่อนหน้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้ร้านค้าชุมชนอย่างกว้างขวาง

    ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวจากพรรคภูมิใจไทยอาจสะท้อนถึงความพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา และกำลังซื้อของประชาชนลดลง ซึ่งต้องติดตามว่าแผน “คนละครึ่งเวอร์ชันอนุทิน” จะถูกนำเสนอในรูปแบบใดต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/912360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SwMZoIj5zsHtRJN525o7A

  • แม่ค้าชัยนาทฝากถึง “นายกฯหนู”เร่งแก้เศรษฐกิจอันดับแรก พ่วงคลี่คลายปัญหาชายแดน

    แม่ค้าชัยนาทฝากถึง “นายกฯหนู”เร่งแก้เศรษฐกิจอันดับแรก พ่วงคลี่คลายปัญหาชายแดน

    (6ก.ย.68) ที่ จ.ชัยนาท ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สอบถามประชาชนหลังจากวานนี้(5ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หน.พรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนโหวตให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย 

    นางมนัส อายุ 70 ปี ประกอบอาชีพขายอาหารตามสั่ง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจย่ำแย่ การค้าขายของก็แย่ตามลงไปด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นสิ่งของวัตถุดิบต่าง ๆ ก็มีราคาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น 

    “อยากจะฝากถึงนายกคนใหม่ ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่ 2 ก็คือเรื่องของปัญหาชายแดนที่กำลังประสบอยู่ในตอนนี้ก็ อยากจะให้นายกคนใหม่ทำอะไรสักอย่างให้ปัญหาจบโดยเร็ว” นางมนัส กล่าว

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NIkIXFv05&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15v1ofvKljhfr290HWWeSh

  • คืนชีพ? “อนุทิน” จ่อปัดฝุ่น “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” โซเชียลฯ จับตา มีลุ้นได้ใช้อีกครั้ง!

    คืนชีพ? “อนุทิน” จ่อปัดฝุ่น “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” โซเชียลฯ จับตา มีลุ้นได้ใช้อีกครั้ง!

    “อนุทิน” จ่อปัดฝุ่น “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” โซเชียลฯ จับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันที่ 6 กันยายน 2568 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสความสนใจในโลกออนไลน์หลังจากเพจเฟซบุ๊ก “หนุ่มเมืองจันทร์” โพสต์ข้อความเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และว่าที่นายกรัฐมนตรี กำลังอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นฟูกำลังซื้อของประชาชน

    โดยในโพสต์ระบุว่า “มีข่าวว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ ‘ควิกวิน’ เปิดปัดฝุ่นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เอามาใช้อีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ชาวบ้านก็ชอบ-ร้านค้าก็ชอบ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องอธิบายมาก” พร้อมแนบภาพกราฟิกที่มีข้อความว่า “คนละครึ่ง คืนชีพ?”

    โพสต์ดังกล่าวสร้างความสนใจในวงกว้าง เนื่องจากโครงการ “คนละครึ่ง” เคยเป็นมาตรการยอดนิยมของรัฐบาลในอดีต โดยรัฐร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าครึ่งหนึ่งผ่านระบบแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    แม้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจาก นายอนุทิน หรือ พรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับการรื้อฟื้นโครงการดังกล่าว แต่กระแสในโลกออนไลน์สะท้อนถึงความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการที่จับต้องได้ในช่วงที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว และค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง

    ทั้งนี้ ต้องจับตาว่า “คนละครึ่งเวอร์ชันอนุทิน” จะถูกออกแบบอย่างไร และจะสามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลและการจัดทำนโยบายเร่งด่วนเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9840182/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vUaRaHUAfyOi5B-UdioK8

  • พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    การเงิน-การลงทุน

    พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    04 ก.ย. 2025 เวลา 15:11 น.

    ตลาด ‘พันธบัตร’ โลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! กังวลต้นทุนรัฐบาลพุ่ง ความเป็นอิสระของ ‘เฟด’ สัญญาณเตือน เศรษฐกิจไม่แน่นอน

    สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า “ตลาดพันธบัตรรัฐบาล“ ทั่วโลกผันผวน เนื่องจากกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดัน ทั้งเรื่องภาษีศุลกากรไปจนถึงความกังวลเรื่องการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐ ทำให้นักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินและการคลังของประเทศเศรษฐกิจใหญ่ๆ หลายแห่ง  

    สถานการณ์พันธบัตรแต่ละประเทศ

    พันธบัตรโลกผันผวน บอนด์ยีลด์พุ่ง! สัญญาณเตือนเศรษฐกิจไม่แน่นอน

    • สหราชอาณาจักร: ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.64% โดยเพิ่มขึ้นถึง 100 เบสิสพอยท์ หรือ 1% ในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากภาวะเงินเฟ้อที่สูง, อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่ำ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
    • ญี่ปุ่น: ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งสูงกว่า 5%  ในปีนี้ มาอยู่ที่ 3.27% เนื่องจากเกิดความกังวลเรื่องรายได้ จากสถานการณ์ภาษีศุลกากรของ “โดนัล ทรัมป์” ล่าสุดที่รอคำตัดสินจากศาลสูงสุด
    • ฝรั่งเศส: ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งไปอยู่ที่ 4.45% ทะลุระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 
    • เยอรมนี:  พันธบัตรรัฐบาลเยอรมันซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยในช่วงต้นปี ตอนนี้ก็ถูกเทขายพร้อมกับพันธบัตรอื่นๆ จนทำสถิติอัตราผลตอบแทนสูงสุดในรอบ 14 ปี ที่ระดับ 3.36%

    3 ปัจจัยทำบอนด์ยีลด์พุ่ง

    โจนาส โกลเทอร์มันน์ รองหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics วิเคราะห์ว่า การที่ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นนั้นเกิดจาก 3 ปัจจัยหลักที่ซ้อนทับกัน ได้แก่ ความกังวลด้านการคลังของรัฐบาล, นโยบายการเงิน และปัจจัยเฉพาะทางตลาด เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานของพันธบัตร

    ในขณะเดียวกัน  ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความสามารถและความตั้งใจของเฟดเริ่มสั่นคลอนในการควบคุมเงินเฟ้อในระยะกลาง รวมถึงความกังวลในเรื่องความเป็นอิสระของเฟดนั้นได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก

    บอนด์ยีลด์พุ่ง กระทบเศรษฐกิจ

    ตลาดพันธบัตรทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญ โดยสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield สูงขึ้น แสดงว่านักลงทุนมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นจากหนี้สินหรือเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลที่สูงขึ้นด้วย ทำให้รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นเพื่อระดมทุน

    แต่หากผลตอบแทนลดลง แสดงถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดพันธบัตรกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้สะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกได้โดยตรง

    Kallum Pickering หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่าเมื่อรัฐบาลมีต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นจากบอนด์ยีลด์ที่เพิ่มขึ้น สิ่งนี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับภาคเอกชน เพราะต้องใช้เงินงบประมาณไปจ่ายดอกเบี้ยหนี้มากขึ้น ทำให้มีเงินที่จะนำไปพัฒนาประเทศเหลือน้อยลง 

    ด้านนักลงทุนก็จะหันไปซื้อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงและปลอดภัยมากกว่าการลงทุนในบริษัทเอกชน ทำให้บริษัทต่างๆ กู้เงินได้ยากและมีต้นทุนสูงขึ้น

    สุดท้าย ความกังวลเรื่องหนี้ที่สูงทั้งของภาครัฐและเอกชน ทำให้ตลาดการเงินมีความไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตได้ง่ายขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1197341&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06LGDB8D7FA22HL5bPp7Vo

  • ขอโอกาสทางเศรษฐกิจบ้าง

    ขอโอกาสทางเศรษฐกิจบ้าง

    ภาพที่ 1  ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์

    มฤตยูจร (0) เดินในราศีพฤษภ ระหว่าง 8 กรกฎาคม 2565-18 กรกฎาคม 2572

    พฤหัสบดีจร (5) เดินในราศีเมถุน ระหว่าง 13 พฤษภาคม-2 ตุลาคม 2568

    ภาพที่ 2 คำทำนาย-ปี 2568 เมืองอยู่ในระยะเจ็ดปีของการปฏิวัติเศรษฐกิจ

    ก่อนอื่นขอชี้แจงข่าวลือหนาหูว่าผู้เขียนเอาวิชาอะไรมาทำนายทายทักทั้งดวงชะตาเมืองและคน

    เพราะมีลือแปลกๆ เช่นว่า ได้ดวงกสิณที่ผุดมาเองเพราะดูดวงมามาก ซึ่งไม่ใช่เลย ผู้เขียนไม่ได้มีฤทธิ์เดชอะไรแม้แต่น้อย

    ล่าสุดทำเอาสะดุ้ง เมื่อถูกถามผ่านคนสนิทมาว่าเพราะนั่งเทียนส่องน้ำมนต์แล้วเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าหรือไม่?

    ที่สะดุ้งเพราะคำว่า นั่งเทียน เป็นภาษาวงการข่าว มีความหมายว่า กุ หรือ เต้า หรือ โมเม ขึ้นมาเองโดยไม่มีมูลความจริง

    ความจริงคือ ทุกคำทำนายทั้งหลายของผู้เขียนล้วนกลั่นหรือตกผลึกมาจากตำรา หรือหลักโหราศาสตร์ไทยที่รวบรวมไว้ในตำราที่เป็นหลักเหมือนขุมทรัพย์ทางโหร ชื่อ โหราศาสตร์ปริทรรศน์  รวบรวมไว้โดย .เทพย์ สาริกบุตร ครูโหรผู้ล่วงลับ   ที่มีทั้งหมด 5 เล่ม เล่ม 1-5

    เป็นวิชาโหรที่ใช้หลักทักษาประกอบดวงชะตา ซึ่งหลักทักษายึดตามตำราลิลิตทักษาพยากรณ์ที่ทรงพระนิพนธ์โดยเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี แล้วหลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต (วิเชียร จันทน์หอม) ตรวจชำระและทำคำอธิบายเพิ่มเติม

    แค่ 5 ถึง 6 เล่มนี้ ขุมทรัพย์ทางโหรก็เต็มไปหมดแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะขุดได้ขนาดไหน

    แต่ก็ขอสารภาพตรงๆ ว่า เรียนวิชาโหราศาสตร์ด้วยตัวเองมาเกือบจะ 30 ปีแล้ว ผลคือ ยิ่งเรียนเหมือนยิ่งไม่รู้ เพราะ ล้ำลึกและหลากหลายความหมายมาก

    ผลคือ อาการทำนายช้างออกม้า หรือทำนายม้าออกช้าง จึงเกิดขึ้นบ่อยมาก ที่ถึงแม้จะเป็นสัตว์สี่เท้าด้วยกันคือไม่ผิดแต่พลาดเป้า

    อีกอย่างการทำนายล่วงหน้านานๆ ก็ยังอาภัพอีกเพราะไม่ค่อยมีคนสนใจ เนื่องจากจะเป็นเรื่องไกลตัว

    ตัวอย่างเช่น เรื่องเศรษฐกิจที่ผู้เขียนทำนายไว้ตั้งแต่ปลายปี 2564 แถมย้ำมาทุกปีในการทำนายดวงชะตาเมืองว่า ตั้งแต่กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไปยาวนานเจ็ดปี ถึงกรกฎาคม 2572 เมือง ต้องปฏิวัติใหญ่เศรษฐกิจ หรือ การทำมาหาได้ (มฤตยูจร 0 เจ้าของการปฏิวัติเดินในราศีพฤษภ-ภพกฎุมภะ-ดินแดนแห่งเศรษฐกิจของเมือง)

    หากเมืองไม่ปฏิวัติเมืองจะถูกปฏิวัติ เพราะระยะเวลาเจ็ดปีนี้ภัยสงครามเศรษฐกิจโลกจะโดดเด่นมาก เช่นที่เกิดขึ้นแล้วคือ ถูกสหรัฐอเมริกาบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองเรื่องภาษี

     หากฝืนได้ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด

    หากทำได้ดีเมืองจะประสบความสำเร็จอย่างล้ำเลิศ มีโอกาสหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางไปสูง

    แต่หากทำได้ไม่ดีเมืองจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทางเศรษฐกิจอย่างเจ็บปวด

    ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือร้าย ผลสรุปคือ หากยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร กลางปี 2572 เราจะถามตัวเองว่าเศรษฐกิจ หรือการทำมาหาได้ของเมืองเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

    ที่ผ่านมาผู้เขียนได้เห็นการพยายามปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายด้าน

    แต่มาเสียจังหวะช่วงรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยที่เน้นการแจกเงิน หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่าปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงใหญ่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ

    แต่เอาเป็นว่าที่ผ่านมายกความผิดไปให้ดวงชะตาเมือง ที่พฤหัสบดีจร (5) ทับพระอังคารดวงเมือง (๓) จึงทำให้ใช้เงินไม่เข้าเป้าก็แล้วกัน และมันก็ผ่านไปแล้ว

    ครั้นตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2568 มาแล้วที่บุญเก่าของเมืองมาช่วยหลายด้าน ตามโฉลก…ถึงบุญเพรงคนยำเกรงให้ลาภา…(พฤหัสบดีจร 5 เดินในราศีเมถุน ภพที่สาม สหัชชะ)

    บุญเก่านี้เป็นฐานหลักรองรับเกณฑ์อื่นที่จะเสริม เช่น เกณฑ์…ศัตรูจะอัปรา และวัตถาระส่ำระสาย สินทรัพยะสูญหาย ก็จะคืนจะคงเรือน…(พระเสาร์จร 7 ถึงพฤหัสบดีดวงเดิม ๕) ผลคือ ทหารและประชาชนได้ช่วยต่อสู้เพื่อให้เมืองได้ดินแดนที่เขมรเคยยึดไป 11 จุดกลับมาแล้ว

    จึงในวาระที่เสียจังหวะเรื่องเศรษฐกิจไปตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ก็ได้แต่หวังว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่จะให้โอกาสทางเศรษฐกิจ ในระดับเปลี่ยนแปลงใหญ่ หรือปฏิวัติโครงสร้าง ไม่ใช่ทำอะไรเหมือนที่ทำมาเช่นการแจกแต่เงิน

    ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ควรพิจารณาทีมงานเศรษฐกิจระดับเซียน-บิ๊กเนม

    เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องอารมณ์และความเชื่อมั่น

    เมื่อความเชื่อมั่นมา ก็จะไปกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

    อย่าคิดว่ารัฐบาลมีเวลาทำงานเพียงแค่ 4 เดือนจะทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในอดีตรัฐบาลชั่วคราวของคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี รอบสองหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ที่มีภารกิจคือ เข้ามายุบสภานั้น มีเวลาน้อยมาก

    นั่นคือ คุณอานันท์ยุบสภาหลังจากกระบวนการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเพียง 20 วัน

    จึงเมื่อรวมระยะเวลาทำงานรวมทั้งช่วงรักษาการณ์รอบนั้นก็ร้อยกว่าวัน

    แต่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นที่ล้วนแต่ชั้นเยี่ยมก็เร่งทำงานเต็มที่ ขนาดประชุมคณะรัฐมนตรีนัดสุดท้ายทำกันเลยสองยาม เล่นเอานักข่าวช่างภาพหิวข้าวตามๆ กัน

    ศึกสงครามทหารกับประชาชนก็ช่วยกันไปแล้ว การเมืองก็เล่นกันมากจนชาวบ้านเวียนหัวแล้ว

    ต่อไปนี้ฝ่ายนักการเมืองควรจะเปิดโอกาสให้ทางเศรษฐกิจบ้าง เพราะดาวของการปฏิวัติใหญ่ทางเศรษฐกิจยังเอื้ออยู่.         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/856830/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tuRwx0A20mcGYqKnJs0dN

  • เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองไทยที่ยังขาดเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและการลงทุนเริ่มสั่นคลอน แรงกดดันจากวิกฤตศรัทธาและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ติดขัด กำลังผลักดันประเทศเข้าสู่ทางตันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เส้นทางจากนี้สุดท้ายแล้วถูกจับตาว่าจะนำไปสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสถานการณ์ความผันผวนทางการเมืองของไทย แม้ไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว แต่สุดท้ายแล้วก็จะนำไปสู่การยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งการขาดเสถียรภาพทางการเมืองในเวลานี้จะส่งผลกระทบและมีความเสี่ยงใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง 2.มีโอกาสที่ประเทศไทยจะถูกลดเครดิตเรตติ้งลง

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูดี้ส์ เรตติ้งส์ ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1 แต่ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook ซึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก เฉพาะอย่างยิ่งความไม่แน่นอนที่เกิดจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าของไทยในช่วงนับจากนี้

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    ในครั้งนี้ไทยน่าจับตามองว่าอาจจะถูกปรับลดเครดิตลงจากปัจจัยภายในประเทศที่มาจากภาคการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผลกระทบที่จะตามมาหากไทยถูกปรับลดเครดิต เช่น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและเอกชนจะสูงขึ้น โดยจะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงจากความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น บริษัทเอกชนที่ออกหุ้นกู้หรือต้องกู้เงินจากต่างประเทศจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุน เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน ณ เวลานี้ ถ้ายังต้องเผชิญพายุเศรษฐกิจถึง 3 ลูก เป็นอย่างน้อย ได้แก่ 1. ภาษีสหรัฐที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศไทยอีก 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ลดลงหรือชะลอตัวลงในเดือนที่เหลือของปีนี้ 2.ช่วงที่ไทยมีคณะรัฐมนตรีเฉพาะกาล 4 เดือนก่อนยุบสภา คงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก เพราะนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะมุ่งเน้นในการเตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง และ 3. ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อและยังไม่ทราบจุดจบของปัญหา ซึ่งจะกระทบต่อการค้าชายแดน แรงงาน รวมถึงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    “รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน ที่นำไปสู่การยุบสภา และการเลือกตั้งครั้งใหม่ จะส่งผลทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่ โครงการขนาดใหญ่ของประเทศที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงานในเวลานี้ก็ยังไม่มี ดังนั้นจึงคาดว่าจีดีพีหรือเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยในไตรมาสที่สี่ น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด”

    สอดคล้องกับที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า ผลจากการเมืองไทยที่ขาดเสถียรภาพในเวลานี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจชะลอตัวในเดือนที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจีดีพีไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวได้เพียง 1% และทั้งปีนี้คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวได้ 1.8-2.2% จากแรงกดดันและความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ การขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของเอกชน และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/638109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cAN_avV4WzzcnQBEu1OrE

  • อ่านเกม ภาษีทรัมป์ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร

    อ่านเกม ภาษีทรัมป์ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในอดีต ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Power Act (IEPA) ตั้งกำแพงภาษีกับหลายประเทศทั่วโลกนั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

    ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า เรื่องนี้มีที่มาจากการที่สมาคมผู้ค้ารายย่อยฟ้องร้องรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่ากฎหมาย IEPA มีเจตนารมณ์เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อการยึดทรัพย์และคว่ำบาตรบางประเทศที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อการตั้งภาษีเป็นการทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาสหรัฐฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

    ศาลอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้นว่าการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องพร้อมทั้งขยายเวลาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด หรือศาลฎีกา ซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น

    เปิด 3 ฉากทัศน์ จุดจบ ‘ภาษีทรัมป์’

    ชาตรี ยังวิเคราะห์ต่อว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดมีแนวโน้มที่จะออกมาได้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

    1. ศาลสูงสุดไม่รับอุทธรณ์ ในกรณีนี้ คำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สิ้นสุด ภาษีที่ตั้งไว้ทั้งหมดถือว่าผิดกฎหมายและต้องถูกยกเลิกไป รวมถึงต้องพิจารณาเรื่องการคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่องบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการคลังในอนาคต
    1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์แต่ตัดสินว่ารัฐบาลผิด ผลลัพธ์จะเหมือนกับกรณีแรก คือการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องและต้องถูกยกเลิก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพิจารณานานขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นผลดีต่อการค้าโลกโดยรวม และจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนได้ในระยะยาว
    1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์และตัดสินว่ารัฐบาลทำถูกต้อง หากศาลสูงสุดวินิจฉัยเช่นนี้ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้กฎหมาย IEPA ในการตั้งกำแพงภาษีได้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบที่สองและสามในอนาคต

    ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ศาลสูงสุดมีผู้พิพากษา 6 ใน 9 คนที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยที่พรรครีพับลิกันเป็นรัฐบาล อาจทำให้ทรัมป์มีโอกาสได้เปรียบกว่า 2 ศาลแรก แต่ชาตรีชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลสูงสุดจะกลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นได้นั้น ต้องมีหลักฐานและเหตุผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งยวด และประเด็นนี้จะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดก็ตาม

    ประเมินจุดจบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเชิงบวก หรือเป็นกลาง มากกว่าที่จะแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ เพราะในมุมมองของนักลงทุน มีเพียง 2 กรณีเท่านั้นที่จะเกิดขึ้น คือ สถานการณ์ยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น

    วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนโลก โดนสะเทือนแค่ไหน

    หากศาลสูงสุดตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย จะส่งผลบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ อย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย เพราะจะทำให้ความกังวลเรื่องสงครามการค้าลดลง เศรษฐกิจโลกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่เคยได้รับผลกระทบก็จะฟื้นตัว สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจมีบางอุตสาหกรรมที่เคยได้รับการปกป้องจากภาษีอย่างเช่น เหล็กและรถยนต์ได้รับผลกระทบในระยะสั้น แต่ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนจะดีขึ้น

    • ตลาดตราสารหนี้ กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องคืนภาษีที่เก็บไปแล้ว จะทำให้งบประมาณขาดดุลมากขึ้นและต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวสูงขึ้นได้ ในทางกลับกัน พันธบัตรระยะสั้นอาจได้ประโยชน์จากการที่อัตราเงินเฟ้อลดลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้
    • ค่าเงิน กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง จากการที่รัฐบาลขาดดุลมากขึ้นและ Fed อาจลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากผลตัดสินออกมาว่ารัฐบาลทำถูกต้อง สถานการณ์ทุกอย่างก็จะคงที่เหมือนในปัจจุบัน

    เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือความไม่แน่นอนสูง

    ชาตรีให้คำแนะนำนักลงทุนว่า จากความไม่แน่นอนนี้ โอกาสที่ตลาดจะปรับฐานในระยะสั้นถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีโอกาสได้รับผลบวกมากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว โดยนักลงทุนสามารถพิจารณาเข้าลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ Emerging Market ก็ตาม

    เนื่องจากผลลัพธ์ของคดีนี้มีเพียง 2 อย่าง คือ สถานการณ์จะยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความน่าสนใจอยู่มาก

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการตัดสินของศาลสูงสุดอย่างใกล้ชิด เพราะหากผลออกมาในทางตรงกันข้าม การเงินการคลังของสหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ และตลาดโลกอาจสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

    ภาพ: IAB Studio/Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trump-tariff-us-court-ruling/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iIHUfTtaFcJhJYYV5aXmb