Category: เศรษฐกิจ

  • จับตา ‘อนุทิน’ งัด ‘คนละครึ่ง’ ปลุกกำลังซื้อ-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    จับตา ‘อนุทิน’ งัด ‘คนละครึ่ง’ ปลุกกำลังซื้อ-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    จับตา ‘อนุทิน’ งัด ‘คนละครึ่ง’ ปลุกกำลังซื้อ-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    06 ก.ย. 2025 เวลา 8:49 น.

    จับตา “อนุทิน” จ่อใช้มาตรการ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” ปลุกกำลังซื้อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น หลังเข้ามาเป็นรัฐบาบ

    รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย กำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบนโยบาย “คนละครึ่ง”เวอร์ชันใหม่ เพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชนหลังจากที่เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี 

    โดยนโยบายนี้ถือเป็นนโยบายที่เคยใช้มาก่อนในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อฟื้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน โดยการนำนโยบายนี้มาใช้ถือเป็นนโยบายควิกวิน  และเป็นนโยบายที่เข้าถึงได้ทั้งประชาชนและร้านค้า จึงเป็นนโยบายที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องใช้เวลาในการชี้แจงกับประชาชนมากสามารถใช้ได้โดยเร็ว 

    จับตา ‘อนุทิน’ งัด ‘คนละครึ่ง’ ปลุกกำลังซื้อ-กระตุ้นเศรษฐกิจ

    “นโยบาย“คนละครึ่ง” เคยเป็นมาตรการที่ได้รับความนิยมสูงในรัฐบาลก่อนหน้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้ร้านค้าชุมชนอย่างกว้างขวาง”

    ความเคลื่อนไหวจากพรรคภูมิใจไทยสะท้อนถึงความพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา และกำลังซื้อของประชาชนลดลงต่อเนื่อง

    ซึ่งต้องติดตามว่าแผน คนละครึ่ง เวอร์ชันรัฐบาลอนุทินจะถูกนำเสนอในรูปแบบใด โดยคาดว่าอาจจะมีการปรับปรุงบางส่วนเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1197602&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n4DNYKa6j_P9aEWAkaCDs

  • วิจัยกรุงศรีชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังแผ่วลง เหลือ 1.3% จากที่ขยายตัว 3.0% ในครึ่งแรก

    วิจัยกรุงศรีชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังแผ่วลง เหลือ 1.3% จากที่ขยายตัว 3.0% ในครึ่งแรก

    วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.59 น.

    Tag :

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2568 มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากหลายทาง ทั้งปัจจัยภายนอกจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เคยเป็นแรงส่งหลักในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มหดตัว ส่วนปัจจัยภายในประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน วิจัยกรุงศรีจึงประเมินว่า หากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังมีความต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ตามคาดการณ์เดิมที่ 2.1% โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอลงจาก 3.0% ในช่วงครึ่งแรก โดยมีรายละเอียดของปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้

    (i) ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน การส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนใหญ่มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า (Front-loaded exports) ก่อนที่สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทย ซึ่งเพิ่มจากอัตรา 10% ในเดือนเมษายนเป็นอัตรา 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมในภาคการผลิตทั่วโลก จึงคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2568 จะขยายตัวเพียง 3.5%
    (ii) การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (+4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 2567 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่มาก ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    (iii) ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน (ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564

    (iv) การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ อาทิ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีจำกัดเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่างๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลงเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาวะทางการเงินที่ตึงตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2568 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ซึ่งนับเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยเปิดทางให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้

    “ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลพวงจากข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) และการเสนออัตราภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความเสี่ยงภาวะ Twin Influx หรือการไหลทะลักของสินค้าสหรัฐฯ ที่จะซ้ำเติมการไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ไทย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ปัจจุบันเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเปราะบาง โดยในกรณีฐานคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนในกรณีเลวร้าย หากพัฒนาการทางการเมืองมีผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการฟื้นตัวและเผชิญความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานได้”

    -032
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/912196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JDBottQvcbaaRpWn0n6IV

  • หอการค้าแม่กลองเดินหน้า ‘พัฒนาเมือง-เศรษฐกิจ’ เตรียมจัด 2 เทศกาลใหญ่ปลายปี กระตุ้นท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    หอการค้าแม่กลองเดินหน้า ‘พัฒนาเมือง-เศรษฐกิจ’ เตรียมจัด 2 เทศกาลใหญ่ปลายปี กระตุ้นท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานหอการค้า จ.สมุทรสงคราม ได้ประชุมคณะกรรมการ ที่ปรึกษา และกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ YEC เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมติดตามความคืบหน้าการเตรียมจัดกิจกรรมใหญ่ปลายปี ได้แก่ “เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ครั้งที่ 27” และ “เทศกาลดนตรีหยอดหอยแคมป์”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูบรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่

    โดย “เทศกาลกินปลาทูและของดีเมืองแม่กลอง ครั้งที่ 27” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-21 ธันวาคม 2568 บริเวณลานหน้าศาลากลาง จ.สมุทรสงคราม ภายใต้แนวคิด “กินปลาทูแล้วอายุยืนหมื่นๆ ปี” ซึ่งสื่อถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมและโภชนาการของปลาทูแม่กลองที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด อร่อย และคุณภาพดีที่สุดของประเทศ โดยเฉพาะปลาทูก้นอ่าว “ก.ไก่” ที่เน้นความสวยงามของตัวปลา ท้องไม่แตก เนื้อแน่น และมีรสชาติมันอร่อย กำหนดจำหน่ายในราคาย่อมเยาเช่นเคยปรุงสำเร็จตัวละ 25 บาท โซนจำหน่ายสินค้าภายในงานจะเต็มไปด้วยร้านค้าปลาทู อาหารทะเลสด ผลิตภัณฑ์ชุมชน และของดีท้องถิ่น สะท้อนเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของชาวแม่กลองได้อย่างน่าประทับใจ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับบรรยากาศงานเทศกาลที่คึกคัก พร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

    นายมงคลฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหอการค้าจังหวัดได้หารือกับนายศราวุธ กล้วยจำนงค์ นายกเทศมนตรีตำบลบางจะเกร็ง ในการเตรียมจัดงาน “เทศกาลดนตรีหยอดหอยแคมป์” ระหว่างวันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 ที่ดอนหอยหลอด แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของ จ.สมุทรสงคราม เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงปีใหม่ โดยงานนี้จะผสานความบันเทิงจากดนตรีสด กิจกรรมพักผ่อนริมชายฝั่ง และการลิ้มรสอาหารทะเลสดใหม่ ช่วยสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับพื้นที่ ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเสนอให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งผลักดันการประชาสัมพันธ์เชิงรุก โดยเฉพาะการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสร้างกระแส และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงค้างคืน โดยจะมีการจัดกิจกรรมสร้างแรงจูงใจ เช่น โปรโมชั่นที่พัก หรือกิจกรรมท่องเที่ยวในชุมชนที่หลากหลาย

    ไฮไลต์สำคัญอีกจุดที่หอการค้าเตรียมผลักดันให้เป็นแลนด์มาร์กใหม่ของจังหวัด คือ “สะพานแขวนหน้าวัดใหญ่” หรือสะพานแขวนข้ามคลองแม่กลอง ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพสูงในการเป็นจุดดึงดูดให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่

    ในส่วนของการเตรียมเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 กันยายนนี้ หอการค้าจังหวัดฯ เตรียมยกประเด็นสำคัญหลายด้านเข้าสู่ที่ประชุม โดยเฉพาะการติดตามโครงการ “แก้มลิงทุ่งหิน” พื้นที่สาธารณะประโยชน์กว่า 2,600 ไร่ ใน ต.ยี่สาร อ.อัมพวา ซึ่งใช้งบประมาณนับร้อยล้านบาทแต่ยังไม่สามารถกักเก็บน้ำจืดได้ตามเป้าหมาย โดยมีแผนผลักดันให้โครงการเดินหน้าต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

    อีกหนึ่งประเด็นคือการบริหารจัดการที่ดินราชพัสดุใน ต.ลาดใหญ่ อ.เมืองฯ พื้นที่กว่า 1,200 ไร่ ซึ่งหอการค้าเตรียมเสนอให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมในการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและเมืองสมุทรสงครามได้ในระยะยาว การขับเคลื่อนของหอการค้า จ.สมุทรสงครามครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในการผลักดันเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยใช้จุดแข็งของพื้นที่ผสานกับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาเชิงโครงสร้างในระยะยาว เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองแม่กลองอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5088635/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_5OQ98pHtIHRpDSn5slh-

  • “สิริพงศ์” รับจ่อฟื้นนโยบายคนละครึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    “สิริพงศ์” รับจ่อฟื้นนโยบายคนละครึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    วันนี้ (6 ก.ย.68) ที่พรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลอนุทิน ต้องการฟื้นคืนโครงการคนละครึ่งว่า กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทีมนโยบายมีการพูดคุยกันว่า นโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้นจะมีนโยบายใดบ้างซึ่งโครงการคนละครึ่งเป็นหนึ่งในนั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่า เช่นเรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น ซึ่งมีการรับฟังโครงการต่าง ๆ ที่เป็นโครงการที่ดีในอดีต ซึ่งโครงการเหล่านี้น่าจะนำมาต่อยอดได้ และทำให้ดีขึ้น ข้อผิดพลาดของหลายโครงการที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ถ้าดีแต่ยังมีข้อผิดพลาดเราจะนำมาปรับปรุง

    ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งได้ประโยชน์มากกว่าโครงการดิจิทัล วอลเลต ใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ถ้าดูจากกระแสการตอบรับจากสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อต่าง ๆ และคิดว่า น่าจะเป็นเช่นนั้นและตัวเม็ดเงินที่ใช้ในระบบไม่ได้มากเท่า แต่ความรู้สึกของคนเรื่องการหมุนของเงินน่าจะดีกว่า ซึ่งนายกฯจะมีการสั่งการ และยืนยันว่า จะทำให้เร็วที่สุด แต่แนวทางที่คุยกันไม่เน้นการลงทุนกับแอปพลิเคชันใหม่ หากระบบรัฐที่ดีก็จะใช้ต่อ

    สำหรับงบประมาณที่ใช้นั้นยังไม่ได้ดูในรายละเอียดเป็นการพูดคุยในหลักการเท่านั้น และต้องดูว่ามีงบประมาณเท่าใด ซึ่งนโยบายหลักต้องรอนายกฯเมื่อถามว่า การแถลงนโยบายคาดว่า จะแล้วเสร็จเมื่อใด รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า นายกฯมีเวลาทำงาน แค่ 4 เดือน ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการนำนโยบายนี้กลับมาใช้เพื่อเป็นการปูทางในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    อ่านข่าว : “อนุทิน” เปิดใจหลังถูกโหวตเป็นนายกฯ ขอนำรอยยิ้มกลับสู่ประเทศ 

    เปิดประวัติ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของประเทศไทย 

    ฉลุย! สภาฯ โหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3q0TYOov3xYpvvy_ZvIZWm

  • จ่อฟื้นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ดีกว่าดิจิทัลวอลเล็ต

    จ่อฟื้นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ชี้กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ดีกว่าดิจิทัลวอลเล็ต

    6 กันยายน 2568 – ที่พรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลอนุทิน ต้องการฟื้นคืนโครงการคนละครึ่ง ว่า กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย มีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทีมนโยบายมีการพูดคุยกันว่านโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น จะมีอะไรบ้าง ซึ่งโครงการคนละครึ่ง ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่า เช่นเรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น ซึ่งเรามีการรับฟังโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการที่ดีในอดีต ซึ่งโครงการเหล่านี้น่าจะนำมาต่อยอดได้ และทำให้ดีขึ้น ข้อผิดพลาดของหลายโครงการที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ถ้าดีแต่ยังมีข้อผิดพลาดเราจะนำมาปรับปรุง

    ทั้งนี้โครงการคนละครึ่งได้ประโยชน์มากกว่าโครงการ ดิจิทัล วอลเลต ใช่หรือไม่ นาย สิริพงศ์ กล่าว ว่า ถ้าดูจากกระแสการตอบรับจาก โซเซียลมีเดีย และสื่อต่างๆและคิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นและตัวเม็ดเงินที่ใช้ในระบบไม่ได้มากเท่า แต่ความรู้สึกของคนเรื่องการหมุนของเงินน่าจะดีกว่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมีการสั่งการ และยืนยันว่าจะทำให้เร็วที่สุด แต่แนวทางที่คุยกันไม่เน้นการลงทุนกับแอปพลิเคชันใหม่ หากระบบรัฐที่ดีก็จะใช้ต่อ สำหรับงบประมาณที่ใช้นั้นยังไม่ได้ดูในรายละเอียดเป็นการพูดคุยในหลักการเท่านั้น และต้องดูว่ามีงบประมาณเท่าใด ซึ่งนโยบายหลักต้องรอนายกรัฐมนตรี

    เมื่อถามว่าการแถลงนโยบายคาดว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีเวลาทำงาน แค่ 4 เดือน ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ส่วนการนำนโยบายนี้กลับมาใช้เพื่อเป็นการปูทางในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/857067/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sZdZfu-UkUkKgns_GIJmy

  • ภูมิใจไทย เล็งฟื้นโครงการค นละครึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    ภูมิใจไทย เล็งฟื้นโครงการค นละครึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    วันนี้ (6 กันยายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าพรรคมีแนวคิดที่จะฟื้นโครงการคนละครึ่ง เพื่อเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลใหม่ โดยอาจจะมีการต่อยอดและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้มากขึ้นกว่าเดิม

    สิริพงศ์กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีกว่าโครงการ ดิจิทัล วอลเลต และเชื่อว่าการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจะดีกว่า โดยมีงบประมาณที่ใช้ไม่สูงเท่า ทั้งนี้ แนวทางที่กำลังพูดคุยกันคือการใช้ระบบแอปพลิเคชันเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อลดการลงทุนที่ไม่จำเป็น

    รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยระบุว่า รายละเอียดของงบประมาณที่ใช้ยังไม่ได้มีการสรุปอย่างชัดเจน เพราะเป็นการพูดคุยในเชิงหลักการเท่านั้น ซึ่งนโยบายหลักทั้งหมดต้องรอการสั่งการจากอนุทิน ชาญวีรกูล

    เมื่อถามถึงการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา สิริพงศ์กล่าวว่าเนื่องจากรัฐบาลมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ทุกอย่างจะต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และยืนยันว่าการนำนโยบายนี้กลับมาใช้เป็นไปเพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อปูทางในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bhumjaithai-relaunch-half-half/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wSocAl2f-E0HrCJtKxopC

  • รัฐบาลใหม่เร่งฟอร์มทีมเศรษฐกิจเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน

    รัฐบาลใหม่เร่งฟอร์มทีมเศรษฐกิจเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน


    ส.อ.ท.หวังรัฐบาล ‘อนุทิน’วาระ 4 เดือน กู้บรรยากาศทางเศรษฐกิจบรรเทาปัญหาค่าครองชีพประชาชน ชง 4 เรื่องเร่งด่วนต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์ปัจจุบัน ภายหลังการโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยมีวาระการทำงาน 4 เดือนว่า ก่อนอื่น ส.อ.ท. ต้องขอแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และยินดีที่ประเทศไทยมีความชัดเจนด้านผู้นำรัฐบาล ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและภาคธุรกิจ หลังจากที่การเมืองมีความไม่แน่นอนมาระยะหนึ่ง

    “เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสิ่งนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ แม้จะเป็นรัฐบาลระยะสั้น ก็ควรรีบเร่งทำงานอย่างเต็มที่ทันที” นายเกรียงไกร กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ระยะเวลา 4 เดือนนับว่าสั้นมาก สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบภาษี การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ซึ่งต้องใช้ความต่อเนื่องหลายปีจึงเห็นผลชัดเจน ในระยะเวลาจำกัดนี้ รัฐบาลจึงควรเน้นมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วนและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการเห็นภายใน 4 เดือน ส.อ.ท. เสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการ ดังนี้

    1.บรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน ที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการ

    2. ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาษี และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย

    3. เร่งรัดการเจรจาการค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และตลาดสำคัญ เพื่อไม่ให้การเจรจาสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    4. ปรับปรุงระบบธุรกิจและภาษี ให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นประเด็นหลักที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุน ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการหลายแห่งอยู่ในภาวะ “wait and see” ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้เพียงประมาณ 50% ของเป้าหมาย ซึ่งกระทบต่อการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินมาตรการได้อย่างชัดเจน การเจรจาการค้าระหว่างประเทศอาจหยุดชะงัก และการลงทุนใหม่ๆ อาจล่าช้าออกไป ซึ่งจะเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนนี้

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาจำกัด แต่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้รัฐบาลถาวรในอนาคตมาสานต่อ ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลจริง” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bMFz-4qVK0l64f05Rcy21

  • ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง (คลิป)

    ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง (คลิป)

    ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง (คลิป)

    รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย รับ รัฐบาลที่นำโดยว่าที่นายกฯ “อนุทิน” เตรียมปัดฝุ่น “โครงการคนละครึ่ง” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง บรรยากาศที่พรรคเริ่มจัดเตรียมสถานที่

    วันที่ 6 กันยายน 2568 บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้านี้ที่พรรคภูมิใจไทย หลังสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ยังไม่มีแขกคนสำคัญเดินทางเข้ามา ขณะที่สื่อมวลชนมาปักหลักรอติดตามบรรยากาศที่พรรคอย่างคึกคัก โดยเมื่อเวลา 09.50 น. ที่ผ่านมา มีพนักงานมาส่งแจกันดอกไม้ 2 แจกัน ซึ่งมีทั้งดอกไฮเดรนเยีย กุหลาบ ไลเซนทัสสีขาว ทานตะวัน และคาร์เนชั่น ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น แจกันดอกไม้ดังกล่าวมีราคาชุดละประมาณ 3,000 บาท โดยบรรยากาศทั่วไปภายในพรรคภูมิใจไทย ยังเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทยอยขนย้ายเก้าอี้เป็นจำนวนมากขึ้นไปยังชั้น 2 ของอาคาร คาดว่าเป็นการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับงานสำคัญที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

    ต่อมาเวลา 11.10 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลอนุทิน ต้องการฟื้นคืนโครงการคนละครึ่ง ว่า กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยมีแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ และทีมนโยบายมีการพูดคุยกันว่านโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น จะมีอะไรบ้าง ซึ่งโครงการคนละครึ่งก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่อาจจะมีอะไรที่มากกว่า เช่น เรื่องสิทธิประโยชน์ที่มากขึ้น ซึ่งเรามีการรับฟังโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการที่ดีในอดีต ซึ่งโครงการเหล่านี้น่าจะนำมาต่อยอดได้และทำให้ดีขึ้น ข้อผิดพลาดของหลายโครงการที่ผ่านมาในอดีตไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ถ้าดีแต่ยังมีข้อผิดพลาดเราจะนำมาปรับปรุง

    ในคำถามว่าโครงการคนละครึ่ง ได้ประโยชน์มากกว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ ระบุว่า ถ้าดูจากกระแสการตอบรับจากโซเชียลมีเดียและสื่อต่างๆ คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น และตัวเม็ดเงินที่ใช้ในระบบไม่ได้มากเท่า แต่ความรู้สึกของคนเรื่องการหมุนของเงินน่าจะดีกว่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมีการสั่งการและยืนยันว่าจะทำให้เร็วที่สุด แต่แนวทางที่คุยกันไม่เน้นการลงทุนกับแอปพลิเคชันใหม่ หากระบบรัฐที่ดีก็จะใช้ต่อ สำหรับงบประมาณที่ใช้นั้นยังไม่ได้ดูในรายละเอียดเป็นการพูดคุยในหลักการเท่านั้น และต้องดูว่ามีงบประมาณเท่าใด ซึ่งนโยบายหลักต้องรอนายกรัฐมนตรี

    เมื่อถามต่อไปว่าการแถลงนโยบายรัฐบาลคาดว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีเวลาทำงานแค่ 4 เดือน ทั้งหมดต้องเกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนการนำนโยบายนี้กลับมาใช้เพื่อเป็นการปูทางในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตอบว่า จุดประสงค์หลักคือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881137&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o7MUOI5gspW3soGmbuwWU

  • คนละครึ่งคืนชีพ! อนุทินเตรียมผลักดันนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

    คนละครึ่งคืนชีพ! อนุทินเตรียมผลักดันนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

    คนละครึ่งคืนชีพ! อนุทินเตรียมผลักดันนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ

    อนุทินเตรียมเดินหน้านโยบาย “คนละครึ่ง” เวอร์ชันใหม่ หวังกระตุ้นกำลังซื้อ ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก และบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน

    พรรคภูมิใจไทยมีรายงานความเคลื่อนไหวสำคัญว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและว่าที่นายกรัฐมนตรี เตรียมผลักดันนโยบาย “คนละครึ่ง” เวอร์ชันใหม่ขึ้นมาใช้หลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ จุดประสงค์หลักคือการฟื้นกำลังซื้อที่ซบเซาของประชาชน และสร้างแรงกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากกลับมาขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว

    มาตรการนี้ถือเป็นการหยิบเอานโยบายที่เคยสร้างกระแสในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้ง เนื่องจากเคยพิสูจน์แล้วว่าได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกันประชาชนเองก็ได้รับการช่วยเหลือโดยตรงในด้านค่าครองชีพ ทำให้ “คนละครึ่ง” กลายเป็นตัวอย่างของนโยบายที่สามารถเดินหน้าได้โดยไม่ต้องเสียเวลาชี้แจงหรือสร้างความเข้าใจซับซ้อน

    พรรคภูมิใจไทยมองว่าการดึงมาตรการนี้กลับมาในเวอร์ชันปรับปรุงใหม่ จะเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัวและการบริโภคภายในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าการออกแบบรายละเอียดใหม่จะมีการปรับให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคมในปัจจุบัน เพื่อให้มาตรการครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ในอดีต “คนละครึ่ง” ได้รับการยอมรับในฐานะนโยบายที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก ช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในระดับชุมชนอย่างชัดเจน คราวนี้ การเดินหน้าของรัฐบาลใหม่จึงถูกจับตามองว่าจะปรับปรุงให้แตกต่างหรือขยายผลมากเพียงใด 

    ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ “คนละครึ่ง” เวอร์ชันอนุทิน จะขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่รัฐบาลออกแบบ รวมทั้งความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในวงกว้างกับความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ ซึ่งจะเป็นบททดสอบแรก ๆ ของรัฐบาลใหม่ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงเปราะบางนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/729966&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o0MJQgctb2URP8DVCjLP4

  • นโยบายเศรษฐกิจที่ ‘รัฐบาลชั่วคราว’ ควรทำในมุมมอง ‘สมชัย จิตสุชน’

    นโยบายเศรษฐกิจที่ ‘รัฐบาลชั่วคราว’ ควรทำในมุมมอง ‘สมชัย จิตสุชน’

    เศรษฐกิจ

    นโยบายเศรษฐกิจที่ ‘รัฐบาลชั่วคราว’ ควรทำในมุมมอง ‘สมชัย จิตสุชน’

    06 ก.ย. 2025 เวลา 6:56 น.

    “สมชัย” จับตารัฐบาลชั่วคราวอัดประชานิยมก่อนเลือกตั้งใหม่ แม้เสี่ยงถูกตีความทางกฎหมายว่ามีอำนาจหรือไม่ แนะรัฐบาลวางแผนรับมือผลกระทบจากภาษีทรัมป์

    • “สมชัย จิตสุชน” คาดที่เข้ามาบริหารระยะสั้นใช้นโยบายประชานิยมก่อนเลือกตั้งใหม่ 
    • แนะรัฐบาลวางแผนรับมือผลกระทบจากภาษีทรัมป์ เร่งสร้างความชัดเจนถิ่นกำเนิดสินค้า
    • เดินหน้าสร้างเชื่อมั่น ผลักดันให้คำขอบีโอไอให้มีการลงทุนจริง
    • มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้ประเทศในระยะต่อไป

    เงื่อนไขการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ที่ต้องอาศัยเสียงโหตจากสส.พรรคประชาชน ทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เป็น “รัฐบาลชั่วคราว” ก่อนเดินหน้าไปสู่การยุบสภาฯภายใน 4 เดือน นับจากวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 

    โดยล่าสุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 5 ก.ย.2568 มีมติของสส.จำนวนเกินกว่ากึ่งหนึ่งโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี 

    นายสมชัย จิตสุชนผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยในส่วนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจว่าการที่รัฐบาลใหม่เข้าบริหารงานโดยมีเงื่อนไขในการยุบสภาฯเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งภายใน 4 เดือน โดยรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ในระยะสั้นเป็นรัฐบาลชั่วคราว หรือหากมีการยุบสภาฯจะเป็นรัฐบาลรักษาการเพื่อรอเลือกตั้งใหม่มีทั้งนโยบายที่ควรทำทางเศรษฐกิจและเรื่องที่ไม่ควรทำ

    โดยเรื่องที่ไม่ควรทำนั้นเป็นนโยบายที่เกี่ยวกับประชานิยมที่มุ่งหวังที่จะใช้งบประมาณจากเงินภาษีเพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองที่บริหารงานในช่วงเวลานี้ก็คงจะรู้ดีว่าคะแนนความนิยมทางการเมืองของพรรคที่เป็นรัฐบาลไม่ได้สูงนัก การใช้นโยบายประชานิยมเพื่อเพิ่มคะแนนความนิยมทางการเมืองก็คงเกิดขึ้น โดยอาจเป็นรูปแบบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    “เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้อำนาจเต็มมือเพื่อออกนโยบายที่ใช้งบประมาณได้ โดยเลือกนโยบายที่ไม่ต้องผ่านสภาฯที่คุมเสียงไม่ค่อยได้ นโยบายที่ต้องผ่านกฎหมายในสภาฯแบบนี้ก็คงตกไปก่อน” นายสมชัย กล่าว

    แนะเร่งรับมือผลกระทบภาษีทรัมป์

    สำหรับนโยบายที่รัฐบาลชั่วคราวควรมีการเดินหน้าคือในส่วนที่เป็นผลกระทบต่อเนื่องจากการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯที่มีขั้นตอนต้องหารือกันต่อซึ่งก็อยู่ในเรื่องที่รัฐบาลในขณะนั้นต้องมีการทำงานต่อเนื่องแม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องศาลสูงของสหรัฐฯที่จะต้องพิจารณาอำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ว่ามีอำนาจเรียกเก็บภาษีประเทศต่างๆหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย ที่จะได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษี 19% ของสหรัฐ

    ในขณะนี้มีหลายกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบที่ชัดเจนเช่นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ โดยแม้ว่าจะมีการเตรียมงบประมาณจำนวนหนึ่งไว้รองรับแล้วแต่ก็อาจจะไม่พอ รัฐบาลที่เข้ามาทำงานก็ต้องเตรียมงบประมาณบางส่วนจากงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เพื่อใช้ในเรื่องนี้

    แนะเร่งรับมือสินค้าเข้ามาสวมสิทธิ์สินค้าไทย

    อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือการแก้ไขปัญหาเรื่องของสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่มีแนวโน้มจะไหลเข้าประเทศไทยมากขึ้นจากการที่หลายประเทศ โดยเฉพาะจีนถูกมาตรการภาษีจากสหรัฐทำให้มีสินค้าสวมสิทธิ์ที่จะทะลักไปยังประเทศต่างๆมากรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลต้องมีการแสดงความจริงจังในการปราบปรามสินค้าสวมสิทธิ์ และมีการทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส เพื่อยื่นยันว่าสินค้าสิ่งออกของเรามีสัดส่วนของชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเป็น Local Content ในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อตกลงที่เราได้หารือกับสหรัฐ

    นอกจากนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและเป็นโอกาสของประเทศไทยก็คือการย้ายฐานการผลิตที่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้น ที่ถือว่าเป็นบวกกับเศรษฐกิจไทย ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลก็ควรหาทางที่จะดึงการลงทุนทางตรง (FDI) เข้าประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสัญญาณที่เป็นบวกต่อเนื่องคือมีคำขอส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากที่ยื่นมายังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริงๆในไทยก็จะสร้างโอกาสเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197289&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bh3iOrwDTQIwURv8BaFxt