Category: เศรษฐกิจ

  • นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 13:37

    นครราชสีมา ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายก อบจ.นครราชสีมา ร่วมงาน “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 (KHONBURI RUN #4)” ส่งเสริมสุขภาพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 มีรายงานว่า ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกิจกรรม “ครบุรีชวนวิ่ง ครั้งที่ 4 (KHONBURI RUN #4)” ณ หาดจอมทอง อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศสวยงามของเส้นทางวิ่งที่สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนลำมูลบน และภูเขาฟูจิแห่งครบุรี

    กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง สร้างเสริมสุขภาพที่ดี พร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอครบุรี โดยมีนักวิ่งและประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

    ในโอกาสนี้ ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล ได้ร่วมมอบเหรียญรางวัลให้แก่ผู้ร่วมการแข่งขัน พร้อมกล่าวชื่นชมการจัดกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีในชุมชน และแสดงความยินดีกับทุกคนที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืน.

    ภาพ-ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-91 copy 2

    5

    ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกสร้าง “อันดับแรก” เขียนบทใหม่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทย

    รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลอบเข้าไทยขนซิมการ์ดจากเขมร 1,000 ซิม หวังนำส่งให้นายจ้างที่เมียวดี

    สหรัฐคว่ำบาตรประชุมจี-20 ที่แอฟริกาใต้

    สุมทรสาคร///สานฝันเยาวชนสู่ทักษะกีฬาอาชีพ

    ฟงวองทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแล้วเช้านี้

    สหรัฐสั่งระงับเที่ยวบิน 1,460 ไฟล์ทต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Lunfriy9fs8CGrqCMYTdU

  • วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    วธ. รับฟังความเห็นจัดทำมาตรการหนุน “ถ่ายทำหนังไทยในประเทศ” เพิ่มศักยภาพสู่เวทีโลก

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกำลังเร่งจัดทำ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ ตามนโยบายรัฐบาล และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ไทยให้เติบโต แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ

    ทั้งนี้ การส่งเสริมให้มีการถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ในประเทศ ที่ดำเนินการผลิตโดยคนไทยและมีทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย ไม่เพียงสร้างรายได้ กระจายงานสู่ชุมชน แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์ ศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยผ่านสื่อเหล่านี้สู่สายตาชาวโลกอย่าง

    ดังนั้น สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมจะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ไทย ในวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ ห้องแกลเลอรี 2–3 ชั้น G อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom) เพื่อเปิดรับข้อเสนอจากผู้ประกอบการ ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ สมาคมภาพยนตร์ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปมาตรการต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2894397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MSV2OITC19nuidPuJdSsu

  • อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    อบจ.นครปฐม เปิดประตูท่องเที่ยว ชวน “ยลวิถี อิ่มบุญ” สร้างเศรษฐกิจฐานราก

    • เผยแพร่ : 09/11/2025 12:32

    อบจ.นครปฐม นำประชาชนลุย 4 วัดดังกำแพงแสน สานต่อโครงการ “ไหว้พระ อิ่มบุญ พาเที่ยวชุมชน ยลวิถี กินของดีเมืองนครปฐม”  ฟื้นฟูการท่องเที่ยวหลังยุคโควิด”​

    วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม (อบจ.) จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวครั้งสำคัญ ตามโครงการ “ไหว้พระ อิ่มบุญ พาเที่ยวชุมชน ยลวิถี กินของดีเมืองนครปฐม” ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยนำพี่น้องประชาชนร่วมเดินทางตามรอยศรัทธาและวิถีชีวิตชุมชนในเส้นทางสายอำเภอกำแพงแสน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและความอิ่มเอมใจ

    ​ โดยมุ่งเน้นการเดินทางแสวงบุญใน 4 วัดศักดิ์สิทธิ์ ได้แก่ วัดรางหมัน, วัดไร่แตงทอง, วัดหนองพงนก, และวัดสระมงคล เพื่อให้ประชาชนได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเสริมสิริมงคล จากนั้นจึงเปลี่ยนบรรยากาศสู่การ “ยลวิถีและกินของดี” ด้วยการแวะชมและชิมความอร่อยที่ วรรณวนัชเบเกอรี่ และปิดท้ายด้วยการพักผ่อนจิบกาแฟที่ ร้านกาแฟ Poss Coffee ซึ่งเป็นการส่งเสริมสินค้าและบริการของผู้ประกอบการในท้องถิ่นโดยตรง

    ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ นายก อบจ.นครปฐม แม้จะไม่ได้ร่วมเดินทางด้วยตัวเอง จึงได้มอบหมายให้ นายสมยศ สุขตะโก รองประธานสภา อบจ. พร้อมด้วย นายชรินทร์ ศรีศิริวัฒน์ และ นายธนพันธ์ โชคดำรงสุข (สมาชิกสภา อบจ. เขต อ.กำแพงแสน) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ อบจ. นำทีมต้อนรับและอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

    ​ตัวแทน อบจ.นครปฐม กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งวัดวาอาราม สถานที่ท่องเที่ยว และที่สำคัญคือพี่น้องประชาชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม

    สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.นครปฐม

    SOCAIL 16-91 copy 2

    5

    ด้วยจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกสร้าง “อันดับแรก” เขียนบทใหม่ในอนาคตของความสัมพันธ์จีน-ไทย

    รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ลอบเข้าไทยขนซิมการ์ดจากเขมร 1,000 ซิม หวังนำส่งให้นายจ้างที่เมียวดี

    สหรัฐคว่ำบาตรประชุมจี-20 ที่แอฟริกาใต้

    สุมทรสาคร///สานฝันเยาวชนสู่ทักษะกีฬาอาชีพ

    ฟงวองทวีกำลังขึ้นเป็นซูเปอร์ไต้ฝุ่นแล้วเช้านี้

    สหรัฐสั่งระงับเที่ยวบิน 1,460 ไฟล์ทต่อเนื่องเป็นวันที่สอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1384338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Iu7uUzmXi3qiB6Is7SOxh

  • ยุทธศาสตร์ลดโลกร้อนฉบับใหม่ (NDC 3.0) ของไทย โอกาสและความท้าทายบนเวที COP30

    ยุทธศาสตร์ลดโลกร้อนฉบับใหม่ (NDC 3.0) ของไทย โอกาสและความท้าทายบนเวที COP30

    ก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลกร้อน COP30

    เมื่อโลกกำลังเผชิญกับภาวะสภาพภูมิอากาศรุนแรงอย่างสุดขั้วและต่อเนื่อง การประชุมสมัชชาภาคีแห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP30 ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิลระหว่าง วันที่ 10 – 21 พฤศจิกายน 2025  จึงเป็นอีกหนึ่งเวทีประวัติศาสตร์ที่สายตาทั่วโลกจับจ้อง นี่คือจุดที่ประเทศต่าง ๆ จะมาร่วมกันกำหนดทิศทางของโลกใบนี้ ว่าจะเดินหน้ารับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างไรให้เกิดผลจริง

    ยุทธศาสตร์ลดโลกร้อนฉบับใหม่ (NDC 3.0) ของไทย โอกาสและความท้าทายบนเวที COP30

    สำหรับประเทศไทย ปีนี้มีความหมายยิ่งกว่าครั้งใด เพราะเป็นจังหวะที่รัฐบาลเตรียมประกาศ “ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 3” หรือ Nationally Determined Contribution (NDC 3.0) แผนแม่บทระดับชาติที่สะท้อนความมุ่งมั่นใหม่ของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ไม่เพียงเป็นเอกสารเชิงเทคนิค หากแต่เป็น “คำประกาศเจตจำนง” ของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ว่าเราพร้อมจะเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คน 

    ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะผู้แทนไทยเตรียมการเข้าร่วมประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (COP 30)

    “NDC 3.0” แผนที่เส้นทางใหม่ของไทยสู่ Net Zero

    NDC 3.0 เป็นกรอบการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยสำหรับช่วงปี พ.ศ. 2574–2578 (ค.ศ. 2031–2035) ซึ่งถือเป็นทศวรรษแห่งการเร่งเครื่องจริงจังในการลดก๊าซเรือนกระจก ยุทธศาสตร์นี้ครอบคลุม 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ พลังงานและคมนาคมขนส่ง, กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์, เกษตร, ของเสีย และป่าไม้กับการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยทั้งหมดนี้ถูกวางให้เป็น “ระบบเชื่อมโยงกัน” เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    หัวใจสำคัญของ NDC 3.0 คือการเร่งเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี

    จากเดิมปี ค.ศ. 2065 มาเป็น ปี ค.ศ. 2050 การปรับเป้าหมายครั้งนี้สะท้อนถึงความทะเยอทะยานที่ไม่เพียงตอบสนองพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส แต่ยังสอดคล้องกับแนวทาง “1.5°C Pathway” ที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างโลกที่ยังพอปรับตัวได้กับโลกที่กำลังร้อนจนวิกฤต

    หมุดหมายปี 2035 ลดการปล่อยก๊าซ 47% จากปีฐาน 2019

    เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในอีก 25 ปีข้างหน้า ไทยได้วางหมุดหมายระยะกลางในปี ค.ศ. 2035 (พ.ศ. 2578) ซึ่งถือเป็น “ช่วงทดสอบความจริง” ว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด โดยตัวเลขหลักในร่าง NDC 3.0 มีดังนี้:

    • ระดับการปล่อยก๊าซปีฐาน (2019) อยู่ที่ 379 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
    • เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 109.2 ล้านตัน โดย 70% จะดำเนินการโดยใช้ขีดความสามารถของประเทศเอง ส่วนอีก 30% จะต้องพึ่งพากลไกสนับสนุนจากต่างประเทศ เช่น เงินช่วยเหลือ, เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, การลงทุน, หรือการค้ำประกัน ภายใต้กลไกของอนุสัญญาฯ
    • เป้าหมายการปล่อยสุทธิ ไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ลดลงร้อยละ 47 จากปีฐาน)
    • เป้าหมายการดูดกลับ เพิ่มขีดความสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกจาก 107 ล้านตัน เป็น 118 ล้านตัน

    กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายสุทธิ 152 ล้านตันนี้เป็นผลจากยุทธศาสตร์ “สองง่าม” ทั้งการลดการปล่อยและการเพิ่มศักยภาพการดูดกลับ ผ่านกลไกทางธรรมชาติอย่างป่าไม้ ป่าชายเลน และระบบนิเวศที่ฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้จัดทำ แผนการลงทุนเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศมูลค่า 230,000 ล้านบาท (ประมาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 32.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสร้างโอกาสในการลงทุนสีเขียวและเทคโนโลยีสะอาดในประเทศไทย

    ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCC) ได้จัดส่งร่าง NDC 3.0 ต่อ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) อย่างเป็นทางการแล้ว และจะนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ฉบับนี้ต่อที่ประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เพื่อประกาศความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ว่าไทยพร้อมเดินหน้าอย่างจริงจังในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อน และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน

    สองแนวทางเดิน แบบมีเงื่อนไขและไม่มีเงื่อนไข

    เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ NDC 3.0 ได้วางแนวทางดำเนินงานไว้สองรูปแบบ คือ

    • การดำเนินการโดยไม่มีเงื่อนไข (Unconditional Target): ครอบคลุม 70% ของเป้าหมายทั้งหมด โดยอาศัยขีดความสามารถและทรัพยากรในประเทศเป็นหลัก
    • การดำเนินการแบบมีเงื่อนไข (Conditional Target): อีก 30% ที่เหลือ ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในรูปของเงินทุน เทคโนโลยี และการเสริมศักยภาพบุคลากร

    แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ประเทศไทย “ยืดหยุ่นแต่มั่นคง” ใช้พลังของตนเองควบคู่กับการเชื่อมต่อทรัพยากรระดับโลก เพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ทั้งเป็นไปได้และยั่งยืน

    โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ จากพันธกรณีสู่แต้มต่อทางเศรษฐกิจ

    การยกระดับเป้าหมายใน NDC 3.0 มิใช่เพียงการ “ทำตามข้อตกลง” แต่เป็นการพลิกเกมทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศของไทยอย่างชาญฉลาด เพราะการตั้งเป้าที่ชัดเจนและทะเยอทะยานมีแนวโน้มจะสร้างผลประโยชน์หลากหลายมิติ ได้แก่

    • เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เมื่อโลกกำลังเข้มงวดกับมาตรการสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ประเทศที่ปรับตัวได้ก่อนจะได้ “แต้มต่อ” ในการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
    • ดึงดูดการลงทุนสีเขียว ไทยตั้งเป้าดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศกว่า 230,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการลดการปล่อยก๊าซ 32.8 ล้านตัน ซึ่งจะช่วยสร้างอุตสาหกรรมใหม่ งานใหม่ และระบบเศรษฐกิจที่หมุนเวียนยั่งยืน
    • เสริมภาพลักษณ์บนเวทีโลก การประกาศเป้าหมาย NDC 3.0 ที่ COP30 จะเป็น “ข้อความแห่งความมุ่งมั่น” ของไทยต่อประชาคมโลก ว่าประเทศเราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของปัญหา

    ความท้าทายที่รออยู่ ต้นทุนสูงและความซับซ้อนในทางปฏิบัติ

    อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่สูงย่อมมาพร้อมความท้าทายมหาศาล โดยเฉพาะในสามประเด็นหลัก ได้แก่

    1. ความท้าทายทางการเงิน เงินลงทุนจากต่างประเทศ 230,000 ล้านบาท ครอบคลุมเพียง 30% ของเป้าหมาย (ส่วนมีเงื่อนไข) เท่านั้น ต้นทุนรวมจริงของประเทศอาจสูงกว่านี้หลายเท่าตัว ซึ่งอาจกลายเป็นภาระทางการคลังและต้องการนโยบายสนับสนุนทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นกว่าที่เคย

    2. ความเสี่ยงจากการพึ่งพาต่างชาติ หากการสนับสนุนจากต่างประเทศไม่เป็นไปตามคาด ไทยจำเป็นต้องมี “แผนสำรอง” เพื่อไม่ให้การดำเนินงานหยุดชะงัก

    3. อุปสรรคใน 5 ภาคส่วนหลัก การลดก๊าซในพลังงาน ขนส่ง เกษตร ของเสีย และป่าไม้ ต้องอาศัยการบูรณาการเชิงนโยบาย กฎหมาย และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจร่วมกัน ซึ่งเป็นภารกิจที่ซับซ้อนและต้องอาศัย “ความร่วมมือข้ามกระทรวง” อย่างแท้จริง

    กลไกข้อ 6.2 ของความตกลงปารีส กุญแจปลดล็อกการสนับสนุนจากโลก

    หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ไทยจะนำเสนอในเวที COP30 คือ กลไกข้อ 6.2 ของความตกลงปารีส (Article 6.2) ซึ่งเปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยน “คาร์บอนเครดิต” ที่เกิดจากโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นทางการ นี่คือแนวทางที่สามารถระดมทุนจากต่างชาติและสร้างความร่วมมือเชิงรูปธรรมได้จริง

    ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรกของโลกที่ใช้กลไกนี้สำเร็จแล้ว ผ่านโครงการ รถโดยสารประจำทางไฟฟ้า (EV Bus) ของบริษัท ไทย สมายล์ บัส ซึ่งมีการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตจริงระหว่างประเทศ ปัจจุบัน ไทยได้ลงนามความร่วมมือแล้วกับ สวิตเซอร์แลนด์, ญี่ปุ่น (JCM), และสิงคโปร์ และกำลังพัฒนาโครงการใหม่ เช่น โครงการป่าชายเลน และการจัดการขยะอาหาร เพื่อขยายผลในอนาคต

    ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงมี “เป้าหมาย” แต่เริ่มมี “เครื่องมือ” ที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง

    เดิมพันครั้งใหญ่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    การประกาศ NDC 3.0 ในเวที COP30 คือบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของประเทศไทย ว่าเราสามารถก้าวข้ามจาก “คำมั่น” สู่ “การลงมือทำ” ได้จริงหรือไม่ ยุทธศาสตร์ฉบับนี้คือการเดิมพันระหว่างการรับผิดชอบต่อโลกกับการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศ

    ในท้ายที่สุด ตัวเลขเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเรามี “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ที่ชัดเจน มีระบบ ติดตามผลแบบดิจิทัล (Digital Tracking) ที่โปร่งใส และมี “พลังร่วม” จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

    เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่คือภารกิจร่วมกันของคนไทยทุกคน เพื่อให้โลกที่เราทิ้งไว้ข้างหลังนั้น เย็นลงกว่าที่เราเป็นอยู่ในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/733156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw364h7PMa61Nej6D1DsxClU

  • เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    เชียงใหม่เตรียมพัฒนาถนนคนเดิน หวังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน

    จังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกหลัก ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศรวมถึงประชาชนในพื้นที่ หนึ่งในสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบโดยเฉพาะชาวต่างชาติและเป็นพื้นที่ที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทำมาหากินค้าขายก็คือถนนคนเดิน ที่ให้คนเดินเท้าได้เดินชมสินค้า พูดคุย ชิมอาหาร และเพลิดเพลินกับกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัยและสบายๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์และสินค้าเฉพาะถิ่นที่แตกต่างกันออกไป

    โดยจังหวัดเชียงใหม่ได้มีความตั้งใจที่จะยกระดับถนนคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่ให้ดีกว่าเดิม หวังที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เดินหน้าเผยแพร่องค์ความรู้ภายใต้ชื่องาน “เตียวม่วน ชวนแอ่ว ถนนคนเดินล้านนา” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนา “ถนนคนเดินต้นแบบภาคเหนือ” ภายใต้โครงการ “ศึกษาศักยภาพการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวย่านถนนคนเดินและสินค้าบริการทางการท่องเที่ยว”

    เพื่อเป็นต้นแบบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเชิงวัฒนธรรม ผ่านอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ประสบการณ์อันมีคุณค่า และเรื่องเล่าที่มีความหมายของชุมชนอย่างเป็นระบบ อันนำไปสู่การกระจายตัวและความถี่ในการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยวอย่างยั่งยืน

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo01.jpg

    วีรพงษ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของตนเองออกมาได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้วยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน เรียกดูว่าเป็นสิ่งที่ผูกพันและทำกันมาอย่างยาวนาน

    “ส่วนตัวมองว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับสากล มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยว ทำให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งที่ห้ามพลาด เมื่อเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้จับจ่ายใช้สอยในเรื่องของอาหาร ของใช้ และของที่ระลึกแล้ว ยังได้สัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาวเชียงใหม่ไปพร้อมๆ กัน”

    “ดังนั้นหากสามารถพัฒนาให้เป็นระบบมากขึ้น แล้วก็จะเติมเต็มถนนคนเดินเชียงใหม่ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เป็นถนนคนเดินต้นแบบที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างภาคภูมิใจ”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ด้าน วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผอ.ททท.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ถนนคนเดินเชียงใหม่ตอนนี้ถือว่ายังนิ่งๆ แต่ในความนิ่งคนก็ยังสนใจ แต่ก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน อะไรที่ดีก็ต้องเก็บเอาไว้อะไรที่ต้องเปลี่ยนก็ต้องมีการปรับ ตามสมควรให้มีความยั่งยืนเกี่ยวกับทั้งพ่อค้าแม่ค้าและชุมชน บางคนมองว่ามันก็เดิมๆ อยากจะชวนมองออกเป็น 2 มิติ

    “มิติแรกคือ สิ่งที่มีอยู่แล้วที่ว่ามากี่ครั้งก็เหมือนเดิม ก็ถือว่าเป็นความยั่งยืนที่เป็นเอกลักษณ์เช่นวัด หรือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชุมชนให้สอดคล้องกับการท่องเที่ยว อะไรที่อยู่มานานแสดงว่าจุดนี้คือความมีเสน่ห์ของจังหวัดเชียงใหม่”

    “อีกมิติหนึ่งก็คือการที่เติมอะไรขึ้นมาเพื่อให้ตอบสนองกับยุคสมัยใหม่ที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ตัวนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ได้มีการเพิ่มเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยว ทั้งการตกแต่งสถานที่ สร้างระเบียบที่เกิดจากชุมชนและพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงนักท่องเที่ยว ทำให้ทุกอย่างครบวงจรและแต่งเติมสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีอยู่แล้วให้มากยิ่งขึ้น”

    “หวังว่าการจะต่อยอดให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ได้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นและเป็นต้นแบบของถนนคนเดินต่อไปในพื้นที่อื่นๆของเมืองไทย จะสร้างเศรษฐกิจดีขึ้น นักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยที่เป็นนักท่องเที่ยวคุณภาพก็คือมาท่องเที่ยวและเรียนรู้ แถมใช้จ่ายกระจายสู่ชุมชน จุดนี้ก็จะเป็นความยั่งยืนที่จะสร้างต่อไปในอนาคต” วัชรายุธ์ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ถนนคนเดินสันกำแพง ซึ่งจัดทุกวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่เวลา 13:00 น. ถึงเวลาประมาณ 21:00 น. พบว่าบรรยากาศในช่วงนี้ที่อยู่ในฤดูหนาวและอยู่ในช่วงไฮซีซั่นมีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และประชาชนในพื้นที่อำเภอสันกำแพงและพื้นที่ใกล้เคียง ในบางวันก็จะมีการแสดงของกลุ่มเยาวชนหรือกลุ่มผู้สูงอายุถือเป็นลักษณะการแสดงแบบล้านนา หรือเป็นการแสดงเพื่อระดมทุนเกี่ยวกับการศึกษา หรือกิจกรรมจิตอาสา

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

    สำหรับสินค้าก็จะมีให้เลือกหลากหลาย มีทั้งสินค้าร่วมสมัยและสินค้าที่เป็นของพื้นบ้าน ผู้คนก็มักจะเดินเที่ยวพูดคุยบางร้านก็มีที่นั่งเล็กๆ ให้นั่งรับประทานอาหาร แถมถนนคนเดินแห่งนี้ยังอยู่ในพื้นที่ตัวเมืองอำเภอสันกำแพงซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจทำให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo04.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo05.jpg

    อีกหนึ่งแห่งคือถนนคนเดินท่าแพในอำเภอเมืองเมืองเชียงใหม่ เปิดทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-22.00 น.  ซึ่งจะเป็นถนนคนเดินที่มีขนาดใหญ่และกว้างกว่าถนนคนเดินสันกำแพง พื้นที่นี้จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายใช้สอยทั้งอาหารและของที่ระลึก

    อีกหนึ่งเสน่ห์ของถนนคนเดินท่าแพ ก็คือจะมีวัดหลายวัดเข้ามาเกี่ยวข้องใช้เป็นพื้นที่ในการขายของและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว นอกจากจะได้ท่องเที่ยวแล้วยังได้สัมผัสบรรยากาศของวัดในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัวด้วย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลายคนก็ได้มีการไลฟ์สดหรือบันทึกวิดีโอการเดินเล่นภายในถนนคนเดินแห่งนี้

    พ่อค้าแม่ค้าในถนนคนเดินทั้งสองแห่ง ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ในตอนนี้หากสามารถพัฒนาและต่อยอด ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวได้มากขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเป็นการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ไปในตัว

    “ถนนคนเดินจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยและเดินเล่นยาวไปถึงช่วงเวลากลางคืน ก็จะเป็นการเพิ่มจำนวนวันที่นักท่องเที่ยวอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ได้อีก ก็คาดหวังว่าจะมีการเร่งศึกษาและดำเนินการในเร็ววันเพื่อให้ถนนคนเดินของจังหวัดเชียงใหม่ดีขึ้นและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน”

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo07.jpg

    Chiang Mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street-SPACEBAR-Photo08.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-is-preparing-to-develop-a-walking-street&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18otB9b9FnYp4N4v_08Kyq

  • รวยเงียบไม่บอกใคร “อ้น” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แห่งภาคเหนือ เลี้ยงง่ายราคาดี

    รวยเงียบไม่บอกใคร “อ้น” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แห่งภาคเหนือ เลี้ยงง่ายราคาดี

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    รวยเงียบไม่บอกใคร “อ้น” สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่แห่งภาคเหนือ เลี้ยงง่ายราคาดี

    ต๋อง หรือ นายเอกชัย สายยศ อายุ 37 ปี ชาวบ้านบ้านนหอง ม.4 ต.น้ำโจ้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง ซึ่งเป็นคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์เกือบทุกชนิด ได้หันมาศึกษาเรียนรู้ อ้น กว่า2 ปี ก่อนตัดสินใจไปซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ มาเลี้ยงในราคาคู่ละ 8,500 บาท เมื่อ 8 ปี ที่แล้ว เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพราะหลังจากที่นำอ้นมาเลี้ยง ก็พบว่าอ้น เป็นสัตว์ฟันแทะ แทะทุกอย่างแม้แต่บ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงก็เคยถูกอ้นแทะจนบ่อทะลุมาแล้ว

    รวยเงียบไม่บอกใคร

     
    คุณต๋อง เล่าว่า อ้น เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เมื่อคลอด หย่านมแล้ว ก็สามารถเลี้ยงรวมกันได้หลายตัว แต่เมื่ออายุ 4-5 เดือน ต้องแยกออกมาอยู่บ่อละ2ตัว เพื่อรอผสมพันธุ์ เมื่อผสมพันธุ์ติดแล้วต้องเอาตัวผู้ออกทันที เพราะตัวเมียจะกัด หลังจากนั้น ตัวเมียจะตังท้องประมาณ 45 วัน ก็จะคลอดลูก 1 คองกจะออกลูกประมาณ 1-7 ตัว แม่พันธุ์ 1 ปี จะออกลูก 3 คอก  จากนั้นก็จะเลี้ยงต่อ อายุ 4-5 เดือน ก็พร้อมจำหน่าย คู่ละ 3,500 บาท หากลูกค้าจองและระบุน้ำหนักก้เลี้ยงต่อ แต่ก็จะขายตามน้ำหนัก กิโลกรัมละ 500 บาท ซึ่งขณะนี้ มีสั่งจองไว้แต่ผลิตลูกอ้นไม่ทัน ขระนี้อ้นตัวใหญ่สุดน้ำหนัก 7 กิโลกรัม อ้นจะปลดละวางไม่ให้ผสมพันธุ์ปกติจะมีอายุ 7 ปี หรือบางตัวต้องดูสุขภาพประกอบด้วย

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    ”อ้น“ เลี้ยงง่าย แค่มีที่อยู่ซึ่งก็จะใช้บ่อซีเมนต์ทั่วไปและมีตาข่ายหรือมุ้งปิดป้องกันยุงเท่านั้น  ส่วนอาหารก็หาง่าย หลักๆคือลำไม้ไผ่ผ่าเป็นเป็นซีกเอาไว้บ่อ 1 ชิ้นอ้นจะแทะกินหมดภายใน1คืน หากเป็นเศษไม้ไผ่ก็สามารถนำมาผสมกับข้าวเหนียวหรืออาหารหมา แมว ให้กินได้ นอกจากนั้นหากมีอ้นตัวเล็กก็จะเพิ่มข้าวโพด มันแกว อ้อย ข้าวเหนียว อาหารหมา แมว ได้ ไม่ต้องให้น้ำ กินเสร็จก็จะหลับตื่นมาก็กิน นั้นอาหารก็จะนำใส่ไว้ในบ่อตลอดเวลาไม่ให้ขาด เมื่ออ้นดินเสร็จก็จะขับถ่ายออกมาเป็นก้อนคลายแคปซูลสีเหลืองอ่อนคือสีเนื้อไม้ไผ่ ไม่มีกลิ่นเหม็น ขี้ก็จะเอาไปทำปุ๋ย ซึ่งถือว่าสะดวกในกรเลี้ยงดุ โรคไม่มีเพียงแต่อ้นไม่ชอบอากาศร้อน หากร้อนก็จะใช้ผ้าชุบน้ำปูในบ่อให้นอเท่านั้น เวลาไม่อยู่หรือไปทำธุระต่างจังหวัดหลายวันก็เพียงคำนวนอาหารให้เพียงพอใส่ไว้ในบ่อ นอกนั้นก็ไม่ต้องดูแลอะไร

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    สำหรับตลาดในประเทศขณะนี้ถือว่ายังไปต่อได้ยาวๆ เพราะยังมีคนที่รู้และหันมาเลี้ยงอ้นเป็นสัตว์เศรษฐกิจ เพื่อจำหน่ายยังมีจำนวนน้อย ในลำปาง ขณะนี้มีประมาณ 2-3 เจ้าเท่านั้น ส่วนใหญ่จะมีพ่อค้าคนกลางมาสั่งจองไว้ ตนเองจะจำหน่ายเป็นตัว ไม่กล้าฆ่าขายเป็นเนื้อเพราะเห็นแล้วสงสารเพราะได้เลี้ยงดูมา อ้นก็จะคุ้นกับเจ้าของที่เลี้ยง ขณะที่ตลาดต่างประเทศก็ยังต้องการ เนื้ออ้น โดยเฉพาะ เวียดนามและลาว หากใครสนใจอยากเลี้ยง ก็สามารถสอบถามวิธีเลี้ยงหรือจองซื้อซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ได้ในเฟสบุ๊กชื่อ Aekachai Saiyod

    รวยเงียบไม่บอกใคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/609606&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw025ILcnUX3rTYjT1A-gJ_Y

  • “พรรคประชาชน” ลั่น ไทยต้องเป็นเสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง!! แนะปรับยุทธศาสตร์เศรฐกิจจริงจังทันที

    “พรรคประชาชน” ลั่น ไทยต้องเป็นเสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง!! แนะปรับยุทธศาสตร์เศรฐกิจจริงจังทันที

    กรุงเทพฯ, วันที่ 7 พฤศจิกายน – วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวบนเวที The Standard Economic Forum 2025 เสนอให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอเศรษฐกิจภายใน

    วีระยุทธ กล่าวว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ต่อจีดีพีเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก 

    รองหัวหน้าพรรค ปชน. เสนอให้ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hitech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข โดยระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต

    วีระยุทธยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย 

    ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย 

    นอกจากนี้ รองหัวหน้าพรรค ปชน. ยังแนะนำให้ไทยเชื่อมต่อโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่ โดยชี้ว่าการเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม ไทยควรเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่นญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ 

    ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งการปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็งจุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน  (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Do_zqVcQffnCxnB05Joam

  • “เพื่อไทย” จี้รัฐบาลเร่งปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของประเทศ

    “เพื่อไทย” จี้รัฐบาลเร่งปลดล็อกเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชี้เป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวของประเทศ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109148&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lsHe2Y07ZGotKptXcj93X

  • บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า ‘กับดัก’ ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า ‘กับดัก’ ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    เศรษฐกิจ

    บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า ‘กับดัก’ ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    บทสรุปยกระดับประเทศไทย ถึงเวลากล้าฝ่า 'กับดัก' ใหญ่ฉุดรั้งการพัฒนา

    ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นเสมือนกับดักที่ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้ออกจากวังวนของปัญหาเดิมๆเศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่าที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย

    • ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นเสมือนกับดักที่ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะให้ออกจากวังวนของปัญหาเดิมๆ
    • เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากยังพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเก่าที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย
    • ประเทศเผชิญวิกฤตหนี้สินรุนแรง ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ และหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
    • การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ประกอบกับคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาในระยะยาว
    • ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

    ปัจจุบันประเทศไทยยืนอยู่บนความท้าทายที่สำคัญ ภายใต้แรงกดดันจากปัจจัยภูมิทัศน์ศาสตร์ เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่ประเทศไทยยังคงเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สั่งสมทำให้ประเทศไทยยังคงติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” และมีแนวโน้มจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่บทบาทในเวทีโลกเริ่มลดลง

    ประเทศไทยเผชิญ“กับดัก” ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ หลายด้าน เช่น 

    1.กับดักเศรษฐกิจ เศรษฐกิจไทยถูกมองว่า “ป่วยเรื้อรัง” การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงต่อเนื่อง จากโครงสร้างที่ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เศรษฐกิจเก่า (Old Economy) ที่เน้นการใช้แรงงานเข้มข้นในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และภาคบริการ ซึ่งไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เพียงพอ

    สถานการณ์นี้ส่งผลให้ไทยความสามารถการแข่งขันลดลง โดยอันดับความสามารถในการแข่งขันโลก (IMD) ของไทยลดลงจากอันดับ 25 สู่ อันดับ 30 ของโลก และมีผลงานลดลงในทุกปัจจัยหลัก ทั้ง สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

    2.กับดักหนี้ การคลังและงบประมาณ ปัญหาเหล่าหนี้ถูกระบุว่าเป็น “ระเบิดเวลาลูกใหญ่” ของไทยที่ต้องเร่งแก้ไข ปลดชนวนก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับอันตราย หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง กว่า 88% ต่อจีดีพี หนี้ธุรกิจที่เพิ่มขึ้นและมีความเสี่ยงหนี้เสียมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs 

    ส่วนภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น จากรายจ่ายประจำในงบประมาณที่สูง การจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลสวัสดิการสังคมให้กับผู้มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น 

    ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐยังต่ำกว่าเป้าหมาย ส่งผลต่อการขาดดุลงบประมาณตลอด 19 ปีงบประมาณที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะมีการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สาธารณะขยับเข้าใกล้ระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ต่อจีดีพีซึ่งอาจทำให้อันดับเครดิตเรตติ้งของไทยถูกหั่นลงได้

    3.กับดักโครงสร้างประชากรและปัญหาการพัฒนาทุนมนุษย์ โครงสร้างประชากรของไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยใช้เวลาเพียง 6 ทศวรรษ 

    การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงของประชากรสูงอายุส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของระบบหลักประกันและสวัสดิการ ต่างๆ ที่พึ่งพิงระบบงบประมาณ เช่น ระบบประกันสังคม และระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 

    ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ขนาดของ “ตลาด” เล็กลง โดยการที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคลดน้อยลงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องและยาวนาน 

    ขณะที่การพัฒนาทุนมนุษย์ของไทยเผชิญข้อจำกัด คุณภาพการศึกษาของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ผลการประเมิน PISA ของนักเรียนไทยในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลงและยังต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะด้านการอ่านที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

    4.กับดักการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาใหญ่ฝังรากลึกในสังคมไทย ทำให้ประเทศติดกับดักการพัฒนาและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ อันดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2567 ของไทยอยู่ที่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศ 

    ปัญหาดังกล่าวถือเป็นกับดักที่ทำให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจปีละหลายแสนล้านบาท และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ที่นักลงทุนต่างประเทศขาดความไม่เชื่อมั่นที่จะลงทุนในประเทศไทย

    ทั้งนี้ เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ประเทศไทยต้องดำเนินการปฏิรูปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องทั้งในระยะสั้น และระยะยาว โดยนอกจากการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้วการแก้ปัญหาในระยะยาวต้องปฏิรูปโครงสร้างประเทศครั้งใหญ่ 

    รวมถึงการแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ เช่น กฎหมายที่ล้าสมัย มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ การพัฒนาทุนมนุษย์ ควบคู่ไปกับการยกระดับการสร้างนวัตกรรม เพื่อนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากวังวนกับดักเดิมไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206324&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C-tCTJXFzvdYPQkPL401P

  • ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    จากนโยบายร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศยกระดับราคายางพารา ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะได้เห็นราคาเป้าหมายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ที่สูงกว่า 70 บาทต่อกิโลกรัม (กก.)

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ต่อกรณีดังกล่าว นายพงศ์นเรศ วนสุวรรณกุล นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงสถานการณ์ยางพารา ณ เวลานี้ว่า ความต้องการของผู้ซื้อลดลงมากจากเศรษฐกิจโลกไม่ดี และยางสังเคราะห์ราคาถูกมากทำให้ลูกค้าหันไปใช้สินค้าทดแทนยางธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกันราคายางพาราตลาดล่วงหน้ายังลดลงต่อเนื่อง สวนทางวัตถุดิบในประเทศราคาสูงกว่าตลาดโลก จากฝนตกชุกในประเทศ กรีดยางลำบาก ทำให้ผลผลิตขาดตลาด ในภาพรวมตลาดไม่ค่อยดี ไม่มีกำลังซื้อ คาดหากฝนตกน้อยลง ปริมาณยางจะออกมามากขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ราคายางจะปรับตัวลดลงอีก

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ปัจจัยต่อมาจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่สำคัญในหลายเรื่อง ช่วยลดความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018 โดยล่าสุดสหรัฐจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจากเฉลี่ยที่ 57% ลงเหลือเฉลี่ยที่ 47% ส่งผลทำให้สินค้าโภคภัณฑ์โลกทุกรายการปรับราคาลงมา เช่นเดียวยางพารา

    นายพงศ์นเรศ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเดินกำลังผลิตเท่าที่จำเป็น บางโรงไปต่อไม่ไหวก็ปิดตัวลง และที่ประกาศขายกิจการไปก็มี จากขาดทุนสะสมต่อเนื่อง ส่วนรัฐบาลจะทำราคาเท่าไร ก็ทำได้หมด จะซื้อกิโลกรัมละ 100 บาทเก็บสต็อกก็ทำได้ หากมีงบประมาณ แต่ปัญหาเวลานี้ตลาดไปได้หรือไม่ เพราะปัญหาคือผู้ใช้ไม่มีแรงซื้อ

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    “ทุกวันนี้จีนซื้อยางทุกวัน แต่ไปซื้อเวียดนามเพราะราคาถูกกว่าไทย ส่วนตลาดล่วงหน้าทุกตลาดราคาตํ่ากว่าราคาในประเทศ ยกตัวอย่าง ราคาตลาดล่วงหน้าไซคอม 165 เซนต์สหรัฐ คูณอัตราแลกเปลี่ยนที่ 32.5 บาท เท่ากับ 53.62 บาทต่อกิโลกรัม ส่งมอบถึงสิงคโปร์ รวมเสียค่าเซสส์ 2 บาท/กิโลกรัมแล้ว ขณะที่ราคาในประเทศ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประกาศราคาวัตถุดิบในประเทศ 54.6 บาทต่อกิโลกรัม แพงกว่ายางสำเร็จรูป ด้วยเหตุผลทำให้โรงงานต่างๆ อยู่ไม่ได้ นอกจากจะขาดแคลนวัตถุดิบในตลาดจริง”

    ยางพาราไทยอ่วม จีนเทขายสินค้าราคาถูก ดับฝันกิโลละ 70 บาท

    ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์ยางพารา เช่น ยางยืดที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และยางรัดของในประเทศ ทุกบริษัทชะลอรับซื้อวัตถุดิบ เพราะถูกสินค้าจีนถล่มตลาดทั้งในประเทศ และตลาดโลก เนื่องจากจีนขยายกำลังการผลิต โดยใช้วัตถุดิบยางพาราราคาถูกจากเวียดนาม รวมถึงจากมณฑลไห่หนานซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางพาราสำคัญของจีน หากไม่เพียงพอก็จะหันมาใช้ยางไทย ทำให้ผู้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปของไทยแข่งขันได้ยาก เพราะสินค้าจีนราคาถูกกว่า ทำให้ขายได้เฉพาะลูกค้าเกรดพรีเมียม แต่ก็ไม่สามารถขายราคาสูงได้ และถูกกดราคาลงมา

    เช่นเดียวกับถุงมือยางที่ถูกล็อกราคาซื้อล่วงหน้าไปแล้ว ในราคาที่ผู้ประกอบการถุงมือยางรับซื้อได้ ที่ 1,250 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน จากต้นทุนนํ้ายางสด วันนี้ (5 พ.ย. 68) อยู่ที่ 1,350 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เมื่อคำนวณกลับมาเป็นราคายางพาราอยู่ที่ 55 บาทต่อ กก.

     นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อราคายางพาราในประเทศ โดยล่าสุดมาเลเซียซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยในส่วนของนํ้ายาง มีนโยบายใหม่เพื่อการดูแลผิวจราจร บังคับให้รถขนส่งบรรทุกได้ไม่เกิน 25 ตันต่อคัน จากเดิม 30 ตันต่อคัน ทำให้มีค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์ต่อกก. หากถูกจับครั้งแรกจะถูกยึดรถ และนำฟ้องศาล ครั้งที่ 2 ดำเนินคดีอาญา ครั้งที่ 3 สั่งปิดกิจการทันที ประกอบกับรัฐบาลจีนจะลดการอุดหนุนผู้ส่งออก ยิ่งทำให้บริษัทจีนขายดัมป์ราคาสินค้าในไทยมากขึ้น  สรุปแนวโน้มยางพาราไทยปลายปีนี้ และแนวโน้มปี 2569 ยังไม่ค่อยดี ยกเว้นมีปาฏิหาริย์ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกดีขึ้น จะทำให้ราคายางไทยฟื้นตัวได้

    หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,147 วันที่ 9 -12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/643481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wt2KaJEBzdfNwJh84KET2