Category: เศรษฐกิจ

  • 10 วัน “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายแตะ 22,579 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    10 วัน “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายแตะ 22,579 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    กระทรวงการคลังเผยผลการดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ณ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. พบว่า ยอดใช้จ่ายสะสมแตะ 22,579.71 ล้านบาท หลังเปิดใช้สิทธิครบ 10 วัน นับตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนการตอบรับของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศอย่างคึกคัก

    ข้อมูลจากกระทรวงการคลังระบุว่า มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วรวม 878,529 ราย โดยมียอดใช้จ่ายรวม 22,579.71 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • ร้านค้าปกติ 22,493.76 ล้านบาท
    • ร้านค้าผ่านแพลตฟอร์ม Delivery 85.95 ล้านบาท

    ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวม 22,579.71 ล้านบาท แบ่งเป็น

    • เงินร่วมจ่ายจากภาครัฐ 11,150.29 ล้านบาท (ผ่านร้านค้าปกติ 11,108.19 ล้านบาท และ ผ่านแพลตฟอร์ม 42.10 ล้านบาท)
    • เงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 11,429.42 ล้านบาท (ผ่านร้านค้าปกติ 11,385.57 ล้านบาท และ ผ่านแพลตฟอร์ม 43.85 ล้านบาท)

    10 วัน “คนละครึ่งพลัส” ยอดใช้จ่ายแตะ 22,579 ล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล ที่เปิดให้ประชาชนใช้สิทธิร่วมจ่าย 50 : 50 ระหว่างรัฐและประชาชน ผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมทั่วประเทศ รวมถึงร้านอาหารและบริการจัดส่งอาหารออนไลน์ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านกระทรวงการคลังเดินหน้าออกแบบโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายต่อเนื่องต้นปี 2569 โดยเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเริ่มดำเนินโครงการได้ในเดือนมกราคมปีหน้า

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดของโครงการ ทั้งรูปแบบการดำเนินงาน เงื่อนไข และกลุ่มเป้าหมาย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง

    โดยเบื้องต้นมีแนวคิดที่จะเปิดให้ “ผู้ได้รับสิทธิโครงการในเฟสแรก” สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมในเฟสที่ 2 ได้อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เรากำลังออกแบบโครงการเพื่อความยุติธรรม เช่น หากรอบแรกได้รับ 2,000 บาท เฟส 2 อาจได้เพิ่มอีก 2,000 บาท แต่คนที่เคยได้สิทธิมาแล้ว อาจได้ในอัตราน้อยกว่าผู้ที่เพิ่งเข้าร่วมใหม่ ทั้งหมดอยู่ระหว่างการพิจารณา
     

    นายลวรณกล่าวว่า โมเดลเฟส 2 จะต้องขึ้นอยู่กับวงเงินงบประมาณที่สามารถจัดสรรได้ และจำนวนสิทธิที่ต้องการครอบคลุม โดยเชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะสามารถบริหารงบกลางเพื่อสนับสนุนโครงการได้อย่างเหมาะสม

    ทั้งนี้ งบกลางที่ใช้จะไม่สงวนไว้เฉพาะโครงการคนละครึ่งเท่านั้น แต่ยังต้องเผื่อสำหรับภารกิจสำคัญอื่น ๆ เช่น งบช่วยเหลือภัยพิบัติ หรือมาตรการดูแลค่าครองชีพเพิ่มเติม ซึ่งรัฐบาลจะต้องหารือเพื่อจัดสรรงบประมาณให้สมดุล

    “ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเฟส 2 จะให้สิทธิเท่าใด แต่ยืนยันว่าโครงการคนละครึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบเศรษฐกิจ ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายกลับมาคึกคัก ร้านค้าฐานรากขายดีขึ้นอย่างชัดเจน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/643501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00Nppg4xLIcFFOhd28zWhL

  • ทุนสีเทา ภัยร้าย กระเทือนเศรษฐกิจกระทบต่อผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ทุนสีเทา ภัยร้าย กระเทือนเศรษฐกิจกระทบต่อผู้บริโภค – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เปิดภัยร้ายจากทุนสีเทา แทรกซึมไปในประเทศไทย ทำลายกลไกตลาด บั่นทอนเศรษฐกิจ ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว

    ในช่วงหลังของการแพร่ระบาดของโควิด 19 ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับปัจจัยกระทบหลายด้าน โดยปัจจัยที่ถูกมองว่าเป็น “ภัยที่รุนแรงขึ้น” คือ ทุนสีเทา หรือเงินที่ผิดกฎหมาย กำลังแทรกซึมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และกลไกอำนาจรัฐของไทย ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่นระยะยาว

    เส้นทางทุนสีเทา จากอาชญากรรมสู่ระบบเศรษฐกิจ

    แหล่งกำเนิดของทุนสีเทาในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งจากกลุ่มสแกมเมอร์ออนไลน์ เว็บพนัน การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ และการหลอกลวงทางโทรศัพท์ โดยเงินที่ได้จากกิจกรรมเหล่านี้จะถูกนำมาหมุนเวียนผ่านระบบเศรษฐกิจ โดยการฟอกให้ดูเหมือนเป็นรายได้จากธุรกิจปกติ เพื่อป้องกันการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

    สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ระบุว่า การฟอกเงินคือ กระบวนการเปลี่ยนทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดให้ดูเหมือนถูกกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบซับซ้อนขึ้น เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินหรูด้วยเงินสด การตั้งธุรกิจบังหน้าเพื่อหมุนเงิน การใช้บัญชีบุคคลอื่นหรือ “นอมินี” ถือครองทรัพย์แทน และการโอนเงินข้ามประเทศผ่านช่องทางดิจิทัล เป็นต้น

    ทั้งนี้เมื่อเงินสีเทาเหล่านี้ไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ มีผลทั้งบิดเบือนการแข่งขันในตลาด และทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจถูกกฎหมายเสียเปรียบ แข่งขันได้ยากขึ้น และผู้บริโภคต้องอยู่ในระบบที่ขาดความโปร่งใสโดยไม่รู้ตัว

    ขยายสู่เจ้าหน้าที่รัฐ สัญญาณเตือนจากภายใน

    ปัญหาของประเทศไทยมีความกังวลมากขึ้น เนื่องจากมีการแทรกซึมของทุนสีเทาเข้าสู่หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย ทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองประชาชน มีกรณีหลายครั้งที่สะท้อนถึงความเสี่ยงนี้ ทั้งเป็นการพัวพันของเจ้าหน้าที่บางส่วนกับเว็บพนัน หรือการใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    ล่าสุดมีกรณี คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) ชี้มูลความผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 200 นาย ว่าเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน เป็นสัญญาณชัดว่าทุนสีเทาเริ่มแทรกซึมถึงโครงสร้างอำนาจรัฐแล้วเช่นกัน

    สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงลดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรม แต่ยังทำให้ผู้บริโภครู้สึกกังวล เพราะกลไกที่ควรคุ้มครองสิทธิกำลังถูกสั่นสะเทือนเช่นกัน

    ผลกระทบที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ

    หากประเมินผลกระทบต่อผู้บริโภค “ทุนสีเทา” มีผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตหลายด้าน โดยเมื่อทุนสีเทาขยายอิทธิพลมากขึ้นไปในธุรกิจต่างๆ เพื่อฟอกเงิน มีผลทำให้ตลาดขาดความเป็นธรรม เนื่องจากทุนสีเทาใช้เงินผิดกฎหมายเข้ามากว้านซื้อกิจการ หรือจำหน่ายสินค้าราคาต่ำกว่าทุนจริง ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องจะแข่งขันยากขึ้น ผู้บริโภคจึงเหลือทางเลือกน้อยลง ประการต่อมา ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษี เนื่องจากเงินที่ถูกฟอกจะออกนอกระบบภาษี ทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ลดลง จึงมีผลต่อบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และสวัสดิการพื้นฐาน อาจมีงบประมาณที่ลดลงตามไปด้วย รวมถึงสินค้าและบริการเสี่ยงไม่ได้มาตรฐาน มาจากทุนสีเทากลุ่มนี้จะไม่สนใจเรื่องคุณภาพสินค้าแต่มุ่งผลกำไรสูงสุด ส่งผลให้ผู้บริโภคเสี่ยงต่อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่ปลอดภัย รวมถึงทำให้ภาคสังคมขาดความเชื่อมั่น เมื่อข่าวการทุจริตและทุนสีเทาแพร่หลาย ความไว้วางใจในรัฐและระบบกฎหมายย่อมลดลง สร้างบรรยากาศของความไม่มั่นใจทางสังคม

    ปปง. ชี้ทุนสีเทามีมากกว่า 10 แหล่งที่มา

    จากการประเมินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พบว่า เงินที่ถูกนำมาฟอกมักมาจากแหล่งหลักกว่า 10 ประเภท เช่น การค้ายาเสพติด การพนัน การฉ้อโกงประชาชน การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ การหลีกเลี่ยงภาษีของภาคธุรกิจ และการรับสินบนหรือการใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ

    ทั้งนี้ความผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรืออยู่ที่ศาลพิจารณา

    เสียงเตือนจากภาคต่อต้านคอร์รัปชัน ทุนข้ามชาติคือความเสี่ยงใหม่

    นอกจากนี้ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้แสดงความห่วงใยต่อแนวโน้มของ “ทุนต่างชาติสีเทา” ที่เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจไทย และเข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การท่องเที่ยว และอื่นๆ

    ทุนเหล่านี้มักอาศัยช่องว่างของกฎหมายไทยในการถือครองทรัพย์สิน และแข่งขันด้วยต้นทุนที่ต่ำจากการหลีกเลี่ยงภาษี ส่งผลให้ธุรกิจไทยเสียเปรียบและเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงเชิงความมั่นคง เช่น การถือครองพื้นที่สำคัญ การจ้างแรงงานไม่เป็นธรรม และการจำหน่ายสินค้าคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคไทยโดยตรง

    ผู้บริโภค พลังสำคัญ

    แม้ปัญหาทุนสีเทาจะมีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้น แต่ผู้บริโภคสามารถมีส่วนร่วม ทั้งการเฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อพบพฤติกรรมเข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงสนับสนุนธุรกิจที่มีความโปร่งใสและจดทะเบียนถูกต้อง ขณะที่ภาครัฐ ต้องตรวจสอบ เฝ้าระวัง และสร้างความโปร่งใส มุ่งใช้กลไกของกฎหมายเกิดการบังคับใช้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/exposing-grey-capital-undermining-thailand-economy-and-hurting-consumers/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vsXfcWhVIPgTm21H3h3h4

  • EIC ชี้ สงครามเที่ยวเอเชียเดือด! แนะไทยเร่งอัพแบรนด์ชาติ ก่อนเสียแต้ม

    EIC ชี้ สงครามเที่ยวเอเชียเดือด! แนะไทยเร่งอัพแบรนด์ชาติ ก่อนเสียแต้ม

    SCB EIC ชี้ “Tourism War” หรือสงครามการท่องเที่ยวในเอเชีย กำลังทวีความรุนแรง หลังหลายประเทศเดินหน้ายกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอนสูง…ขณะที่ไทยเริ่มเสียความได้เปรียบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หดตัว -8% เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่โตแรงกว่า 10% เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม และจีน

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า “สมรภูมิ Tourism war” ในเอเชียกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิงโดยแต่ละประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และจีน ต่างวางยุทธศาสตร์ผลักดันการท่องเที่ยวให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก” ผ่านนโยบายเชิงรุก ตั้งแต่การ ยกเว้นวีซ่า การเพิ่มเส้นทางบิน การจัดอีเวนต์ระดับโลก ไปจนถึงการใช้คอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์สร้างแบรนด์ประเทศ

    ในขณะที่ไทยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39 ล้านคนในปี 2568 แต่กลับเผชิญแรงกดดันจากตลาดจีนที่หดตัวกว่า -35%YoY จากทั้งความกังวลด้านความปลอดภัย และการแข่งขันรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านที่เร่งรุกตลาดเดียวกัน

    EIC ระบุว่า “ตลาดนักท่องเที่ยวหลัก” ของประเทศในภูมิภาคมีการทับซ้อนกันสูง โดยกว่า 80% ของตลาดมาจากเพียง 18 ประเทศ ซึ่งหมายความว่าไทยกำลังเผชิญการแข่งขันตรงจากคู่แข่งอย่าง เวียดนามและสิงคโปร์ ที่มีตลาดนักท่องเที่ยวทับซ้อนกับไทยถึง 7-8 ประเทศ

    ในแง่รายได้ ไทยยังมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่าหลายประเทศ และมีแนวโน้มลดลงจากปี 2019 ตรงข้ามกับญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับ “คุณภาพการท่องเที่ยว” และเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    EIC แนะภาคธุรกิจไทยต้อง “ปรับกลยุทธ์เชิงรุก” ตามกลุ่มนักท่องเที่ยว เช่น
    1. รักษาตลาดหลัก ที่ไทยยังเป็นผู้นำ เช่น อินเดีย รัสเซีย และอังกฤษ ด้วยการยกระดับบริการ
    2. ขยายตลาดใหม่ อย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และแคนาดา ผ่านแบรนด์ท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์
    3. ฟื้นตลาดที่ชะลอตัว อย่างจีนและเกาหลีใต้ ด้วยแคมเปญร่วมภาครัฐ-เอกชน

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรพัฒนา “ข้อมูลเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ให้ทันสมัยและเปิดให้เอกชนเข้าถึง เพื่อใช้วางแผนเชิงรุก พร้อมเร่งสร้าง “แบรนด์ประเทศไทย” และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรองรับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    “Tourism war ไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านนักท่องเที่ยว แต่เป็นสงครามเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่ประเทศต้องใช้ยุทธศาสตร์ ข้อมูล และภาพลักษณ์ในการขับเคลื่อนรายได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scbeic-tourism-war-thailand-upgrade-national-brand&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uEiBLdfTBcOHuCqopjkyl

  • รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

    รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

    รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอปรับยุทธศาสตร์ลดพึ่งพาการส่งออก ให้ความสำคัญ ศก. ภายในประเทศ

    รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอประเทศไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ลดพึ่งพาการส่งออก เพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน เชื่อมโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน นำเสนอในเวที The Standard Economic Forum 2025 ให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” โดยระบุว่า ประเทศไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจภายใน โดยนายวีระยุทธ เริ่มต้นด้วยการเล่าว่าประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ของจีดีพีเท่านั้น

    นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

    สร้างสังคมสูงวัยที่มีความสุข

    ทั้งนี้ เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hi-tech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข

    นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

    ยกระดับ SME ตอบโจทย์สังคมสูงวัย

    ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

    ร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่

    นอกจากนี้ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม นายวีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน

    เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

    ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย

    เปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิม

    นายวีระยุทธ กล่าวว่า การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็ง-จุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2894149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AUFvHv6bbjMhNBjiLr4bp

  • ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก ยังจะมีอยู่ไหม ล่าสุด คลังตอบแล้ว

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก ยังจะมีอยู่ไหม ล่าสุด คลังตอบแล้ว

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก ยังจะมีอยู่ไหม ล่าสุด ปลัดคลังตอบชัดเจนแล้ว

    จากกรณีที่หลายคนเฝ้าติดตามว่า คนที่ไม่ได้ใช้สิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย. 68 เวลา 23.00 น. ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะถูกตัดสิทธิ แล้วจะนำมาเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส รอบเก็บตก หรือไม่นั้น

    ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คนที่ได้รับสิทธิจากคนละครึ่งพลัสเฟส 1 แต่ยังไม่ได้ใช้จ่ายสิทธิครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย. 68 ตามกรอบเวลาที่กำหนด จะถูกตัดสิทธิทันที และจะไม่มีการเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ในรอบเก็บตกแต่อย่างใด แต่จะนำยอดดังกล่าวไปเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2

    สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาสิทธิ จำนวนเงิน และงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ ซึ่งในเบื้องต้นประเมินว่า กระทรวงการคลัง เตรียมที่จะสำเสนอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 เข้าที่ประชุม ครม. ในเดือน ธ.ค. 68 เพื่อให้เริ่มใช้สิทธิได้ในเดือน ม.ค. 69 เพื่อรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจต่อเนื่อง

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/944924/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24ETxwcVU8MJlzbkVL0a8N

  • น้ำมัน WTI ปิดบวก 0.54% ตลาดคึกคักหวังฮังการีอาจได้ใช้น้ำมันรัสเซีย

    น้ำมัน WTI ปิดบวก 0.54% ตลาดคึกคักหวังฮังการีอาจได้ใช้น้ำมันรัสเซีย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/109004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-5nkwSw6EBDGr8dZ2Dj5a

  • นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เผยผลการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ ย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้น พร้อมผนึกกำลังสู่ความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลและพลังงานสะอาด


    7/11/2568 | 33 |

    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน 2568) เวลา 15.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สิงคโปร์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม InterContinental สาธารณรัฐสิงคโปร์ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังภารกิจการเยือนสาธารณรัฐสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ โดยได้มีโอกาสพบหารือกับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน พลังงาน ดิจิทัล และสาธารณสุข เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมายาวนาน โดยสิงคโปร์เป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และถือเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะมุ่งเน้นการใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากสิงคโปร์มีความพร้อมด้านทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ ขณะที่ประเทศไทยมีทรัพยากรและพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตและการลงทุน ซึ่งหากผนึกกำลังกันจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็น “ครัวของโลก” พร้อมผลักดันการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาดและสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มในภูมิภาค โดยมีไทยเป็นฐานการผลิตและสิงคโปร์เป็นพันธมิตรด้านการตลาดและการลงทุน

    ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยและสิงคโปร์ยังตกลงพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะระบบการชำระเงินดิจิทัล เช่น การเชื่อมโยงระบบ “พร้อมเพย์” ของไทยกับ “PayNow” ของสิงคโปร์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจยุคใหม่ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการส่งเสริม start-up ในภูมิภาค

    ด้านพลังงาน นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยและสิงคโปร์จะร่วมกันผลักดันโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับภูมิภาคอาเซียน โดยจะใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศในการผลิตและแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงจากกลไกตลาดโลก

    ในด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการร่วมมือปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในภูมิภาค โดยประเทศไทยประกาศความพร้อมที่จะจัดงานประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล เทคโนโลยี และแนวทางความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการจัดกิจกรรม “SET Government Roadshow 2025” เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแกร่ง ทั้งในด้านการเงิน การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายให้ต่างชาติเห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยที่จะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    สำหรับด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับองค์กรทางการแพทย์ของสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะด้านการดูแลผู้สูงอายุและการแพทย์ป้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของสังคมสูงวัยในประเทศไทย พร้อมย้ำว่าผู้สูงอายุควรเป็น “ทรัพย์สินของประเทศ ไม่ใช่ภาระของสังคม” และรัฐบาลจะสนับสนุนให้ทุกคนเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การเยือนสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ ที่ไม่เพียงตอกย้ำความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสองประเทศ แต่ยังเปิดประตูสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงาน และสาธารณสุข เพื่อยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/102031


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/439644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1z3-VflopoGGJv7J9ANgRd

  • ศอ.บต. จัดหนัก!! เปิดมหกรรม “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น” 7-9 พ.ย. ที่เบตง หวังปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้

    ศอ.บต. จัดหนัก!! เปิดมหกรรม “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น” 7-9 พ.ย. ที่เบตง หวังปลุกเศรษฐกิจชายแดนใต้

    เบตง, ยะลา, วันที่ 7 พ.ย. – นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ลั่นฆ้องเปิด ‘มหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่นชายแดนใต้ ครั้งที่ 3 โดย ศอ.บต. ได้ให้พื้นที่แก่ผู้ประกอบการกว่า 300 รายใช้ฟรี พร้อมอัดฉีดโปรโมชันรวมมูลค่ากว่าแสนบาท เพื่อดึงนักท่องเที่ยวและกำลังซื้อจากมาเลเซียเข้าสู่พื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายในการสร้าง ‘ตลาดชุมชนเชิงเศรษฐกิจ’ อย่างเป็นรูปธรรม

    มหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2568 ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ โดยเลือกเบตง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงสุดในการดึงดูดกำลังซื้อและนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย กลยุทธ์สำคัญของ ศอ.บต. คือการเน้นการ “เปิดพื้นที่” ให้กับผู้ประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 300 คูหา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ เพื่อลดภาระและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจแก่ชาวบ้านโดยตรง ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มและเปลี่ยนภาพลักษณ์ของพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้าที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านสินค้า “ของดีพื้นที่ วิถีพื้นถิ่น”

    เพื่อสร้างความคึกคักและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในงานทันที ศอ.บต. ได้อัดฉีดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันพิเศษมูลค่ารวมกว่าแสนบาทตลอด 3 วัน ดังนี้ช็อปดี มีคืน (จับรางวัลทุกวัน): เพียงซื้อสินค้าครบ 100 บาท ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท และสินค้า/คูปองแทนเงินสดอีกกว่า 30,000 บาท TikTok Challenge: การแข่งขันทำคลิป Video Content ประชาสัมพันธ์งาน ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 10,000 บาท รวมถึงการเช็คอินรับคูปองเงินสดสำหรับใช้จ่ายภายในงาน, กิจกรรมวงล้อลุ้นโชค, และการแข่งขันกินเก่ง ชิงเงินรางวัล

    นายปิยะศิริ กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเห็นผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง “สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คนที่มาเข้าร่วมงาน ไม่ใช่พิธีเปิด ผู้ประกอบการที่มา ไม่ได้เกิดจากการที่มา มาขายของแล้วไม่ต้องจ่ายตังค์ คือมาฟรี แต่สิ่งสำคัญเขาเห็นความ มีชีวิต เพราะเป็นโอกาสยากมากเลยที่จะมี การจุดรวมที่มาซื้อขายของอะไรกันแบบนี้”

    นายปิยะศิริ ยังตอกย้ำถึงบทบาทหลักของหน่วยงานรัฐในการเป็นผู้สร้างความมั่นใจในสภาวะเศรษฐกิจ หน่วยงานภาครัฐ มีหน้าที่ที่จะสร้างความเชื่อมั่น และตอกย้ำ การกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นระยะต่อไป ไม่ว่าสถานการณ์ข้างนอกจะเป็นอย่างไร แต่ชาวบ้านยังต้องซื้อ ต้องกิน ต้องจับจ่าย เราเลือกพื้นที่เมืองชายแดน เนื่องจากว่า เป็นจุดผ่านเข้า-ออกของ นักท่องเที่ยวมาเลเซีย เราจำเป็นที่ต้องใช้กำลังซื้อของคนภายนอกด้วย แล้วเราคาดหวังว่าอาจจะมีความฟลุ๊คหรือมหัศจรรย์ในการที่ จับคู่ธุรกิจ บ้าง อาจจะมีคำสั่งซื้อที่มากกว่าการซื้อปกติของที่เราอุดหนุนกันเอง

    การจัดมหกรรม THAI DEEP SOUTH CONNECT ครั้งที่ 3 ที่เบตง จึงเป็นกลไกสำคัญที่ ศอ.บต. ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่เป้าหมาย และเปิดประตูการค้าชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้จุดแข็งของพื้นที่เพื่อดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศมาหมุนเวียนในท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/255369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eLHoqygoMve_-MqDwQIW4

  • หุ้นเอเชียร่วง-ทองในประเทศ ปิดตลาดผันผวน 15 ครั้ง ลบ 50 บาท

    หุ้นเอเชียร่วง-ทองในประเทศ ปิดตลาดผันผวน 15 ครั้ง ลบ 50 บาท

    07 พฤศจิกายน 2568, 17:55น.

              ทองโลกเริ่มทยอยฟื้นตัว ส่งผลราคาทองในประเทศวันนี้ เคลื่อนไหว 15 ครั้งก่อนปิดตลาด ส่งผล

    +++ทองแท่ง รับซื้อ บาทละ 61,250 บาท ขายออก บาทละ 61,350 บาท

    +++ทองรูปพรรณ รับซื้อ บาทละ 60,018.44 บาท  ขายออก บาทละ 62,150 บาท

    +++Gold spot กลับมาแตะระดับ 4,007  ดอลลาร์สหรัฐ 

              หุ้นไทย ปิดวันนี้ที่ 1,302.91 จุด ลดลง 10.40 จุด (-0.79%) มูลค่าซื้อขาย 29,054.05 ล้านบาท หลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 185 หลักทรัพย์ ลดลง 287 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 177 หลักทรัพย์ ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่ปรับตัวลงตามตลาดตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนนี้ จากความกังวลในเรื่องของการปลดพนักงานของบริษัทใหญ่ไนสหรัฐ ซึ่งสะท้อนภาพของความกังวลโอกาสของภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจจะชะลอตัวขึ้น ทำให้เป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้น

              ขณะเดียวกันมีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ออมากดดัน ทั้ง DELTA กลุ่มแบงก์ และกลุ่มโรงพยาบาล ที่กดดันดัชนีในวันนี้ ประกอบกับปัจจัยในประเทศยังไม่มีปีจจัยใหม่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังขาดแรงส่งดัชนี

              ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดลดลงในวันนี้ (7 พ.ย.) หลังจีนเผยยอดส่งออกลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ดัชนีฮั่งเส็งปิดตลาดที่ระดับ 26,241.83 จุด ลดลง 244.07 จุด

              ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดร่วงลงในวันนี้ (7 พ.ย.) โดยเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี จนทรุดตัวหลุดแนวรับทางจิตวิทยาที่ระดับ 50,000 จุดไปชั่วขณะ ท่ามกลางความกังวลของนักลงทุนว่าตลาดได้ทะยานขึ้นมาร้อนแรงเกินไปในระยะเวลาอันสั้น ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 50,276.37 จุด ลดลง 607.31 จุด

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156250&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35r9UrTj3UdVbTizAv4im5

  • ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย   แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย  แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    ‘สภาพัฒน์’ แนะยกเครื่องประเทศไทย   แก้ 5 อุปสรรค เพิ่มโอกาสเศรษฐกิจเติบโต

    สภาพัฒน์ชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ระบุ 5 อุปสรรคเชิงสถาบันที่ฝังรากลึกซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    • สภาพัฒน์ชี้ว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง และการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
    • ระบุ 5 อุปสรรคเชิงสถาบันที่ฝังรากลึกซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ
    • อุปสรรค 5 ด้าน ได้แก่ กฎหมายล้าสมัย, การทุจริตคอร์รัปชัน, หลักนิติธรรมอ่อนแอ, ประชาธิปไตยไม่มั่นคง และประสิทธิภาพภาครัฐต่ำ
    • เสนอให้ “ยกเครื่องประเทศไทย” โดยปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว และสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจเติบโต

    โลกยุคปัจจุบันที่การแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศมีความรุนแรงจากปัจจัยเร่งในเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี ความสามารถของการสร้างนวัตกรรม และผลิตภาพการผลิตของแรงงานในประเทศ น่าเป็นห่วงที่ศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ลดลงจากการชี้วัดในระดับโลก 

    จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการจัดการนานาชาติ (IMD) ในปีล่าสุดพบว่า ไทยตกมาอยู่อันดับที่ 30 จาก 69 เขตเศรษฐกิจ ลดลงถึง 5 อันดับจากปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการบ้านใหญ่ของรัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านกับดักนี้ไปให้ได้

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” ระบุว่าในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (2566-2570) รัฐบาลใช้วงเงินงบประมาณปีละกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยเมื่อพิจารณาดูจาก 3 ตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศถือว่ายังพลาดเป้า ได้แก่

    3 เป้าหมายพัฒนายังพลาดเป้า

    1.เป้าหมายการเพิ่มรายได้เฉลี่ยของประชากรไทย ปัจจุบันอยู่ที่ 7,497.5 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี ขณะที่เป้าหมายสิ้นปี 2570 คือ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ห่างจากเป้าหมายกว่า 1,800 ดอลลาร์

    2.เป้าหมายการพัฒนาคน โดยดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) ยังไม่บรรลุเป้าหมาย โดยในปัจจุบัน HAI ของไทยอยู่ในระดับปานกลางคืออยู่ 0.6354 ขณะที่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2570 HAI ต้องอยู่ที่ระดับ 0.7209 ซึ่งอยู่ในระดับสูงซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายอยู่มาก

    3.ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยช่องว่างรายจ่ายระหว่างกลุ่มคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสูงสุด (10% บน) กับกลุ่มล่าง (40% ล่าง) อยู่ที่ประมาณ 5.22 เท่าในปี 2567 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คือต่ำกว่า 5 เท่าภายในปี 25670

    การจัดสรรงบประมาณเฉลี่ย 1 ล้านล้านบาทต่อปีนั้นกว่า 50% ถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม การรักษาพยาบาล และการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นการทำงานในลักษณะที่เป็นงานปกติ (รูทีน) แต่ยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานคณะกรรมการสภาพัฒน์ เปิดเผยในงานสัมนาประจำปี 2568 ของสภาพัฒน์ว่า ประเทศไทยมีทุนพื้นฐานที่แข็งแกร่งหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์อุตสาหกรรมที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 

    ด้วยศักยภาพเหล่านี้ ประเทศไทยควรจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนได้ แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือในทุกวันนี้ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ตัวเลขต่างๆนั้นสะท้อนออกมาชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปข้างหน้า เช่นการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาจากข้อมูลย้อนหลังพบว่า GDP ของไทยเติบโตต่ำ 5% ต่อปีมาเนื่องมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการผลักดันประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงได้

    ปัญหาประเทศไทย 5 ด้านฝังลึก

    ดร.ศุภวุฒิอธิบายว่าจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไทยเผชิญอยู่หลายด้าน เป็นตัวฉุดรั้งที่ทำให้ประเทศไทยไม่อาจพัฒนาไปได้ไกล หากยังคงมีโครงสร้างที่บิดเบี้ยวและสถาบันที่อ่อนแอ โดยมีปัญหาเชิงสถาบันที่ฝังรากลึก 5 ด้านสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ได้แก่

    1.กฎหมายและกฎระเบียบล้าสมัย ปัจจุบันมีกฎหมายจำนวนมาก ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม รวมถึงการใช้กลไกกฎหมายไปจำกัดโอกาสในการสร้างธุรกิจในบางอุตสาหกรรม กฎหมายจำนวนมากถูกตราขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

    2.การทุจริตคอร์รัปชันฝังราก โดยมีการทุจริตมีอยู่และฝังรากลึก ซึ่งเป็นต้นทุนต่อภาคธุรกิจและประชาชน และบิดเบือนโครงสร้างแรงจูงใจ ทำให้การจัดสรรทรัพยากรไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการที่ดีต้องแข่งขันกับผู้ที่ได้เปรียบจากการใช้อิทธิพล

    3.ปัญหาหลักนิติธรรมไม่เข้มแข็ง ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่สร้างความไม่แน่นอน และลดทอนความน่าเชื่อถือของประเทศ เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมล่าช้าเกินความคาดหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่สม่ำเสมอ และการตีความกฎหมายที่ไม่ชัดเจน

    4.ประชาธิปไตยไม่มั่นคง ซึ่งรวมไปถึงการที่ไม่สามารถสร้างกติกาที่เปิดกว้างและเป็นธรรม จนอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างการผูกขาดทางการค้า ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลที่บ่อยครั้งเกินไป ก็สร้างความไม่แน่นอนทางด้านนโยบายของประเทศด้วย

    5.ประสิทธิภาพภาครัฐต่ำ โดยการที่ไทยเราภาครัฐมีขนาดใหญ่ เทอะทะ มีต้นทุนสูง และเน้นการ “ควบคุม” มากกว่าการ “อำนวยความสะดวก” ทำให้การทำงานขาดนวัตกรรมและไม่สามารถตอบสนองการพัฒนาในภาพใหญ่ได้ ปัจจุบันประสิทธิภาพของภาครัฐ เราปรับตัวลดลงถึง 8 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 32 ซึ่งถือว่าลดลงมากที่สุดในรอบ 10 ปี

    “ปัญหาทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดภาวะ Low Trust, Low Confidence, และ Low Accountability ซึ่งหากไม่ได้รับการปรับปรุงแก้ไข ผลประโยชน์จากการพัฒนาก็จะกระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่มเท่านั้น” ประธานสภาพัฒน์ กล่าว

    ประเทศไทยจำเป็นต้อง “ยกเครื่องประเทศ” ครั้งใหญ่เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตของประเทศในอนาคต เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม และสร้างศักยภาพใหม่ในการรับมือกับโลกที่ซับซ้อนและไม่แน่นอนมากขึ้น

    เป้าหมายต้องยกเครื่องประเทศ 

    ทั้งนี้การ “ยกเครื่อง” ไม่ใช่แค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานในทุกมิติ ตั้งแต่ การปฏิรูปกฎหมาย ให้ทันสมัย เอื้อต่อการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่น การเสริมสร้างหลักนิติธรรม ให้มีความชัดเจน เป็นธรรม และบังคับใช้ได้จริง 

    การต่อต้านคอร์รัปชัน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง การสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และกติกาที่เป็นธรรม และการปฏิรูปภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบโจทย์ประชาชน”

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ที่จุดเปลี่ยนสำคัญ เราสามารถเลือกที่จะยังคงเดินหน้าด้วยโครงสร้างเดิมที่บกพร่อง และยอมรับว่าจะเป็นประเทศรายได้ปานกลางไปตลอดกาล หรือเลือกที่จะ “ยกเครื่อง” อย่างจริงจังเพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริง ก่อนที่จะตกขบวนการแข่งขันในเวทีโลกอย่างถาวร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1206307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dADSPFWUTCyCzmGQ7m5hG