Category: เศรษฐกิจ

  • ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิด “Biz Shop” ณ ตลาดล้านเมือง รวบรวม 116 ผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล

    ผู้ว่าฯ เชียงรายเปิด “Biz Shop” ณ ตลาดล้านเมือง รวบรวม 116 ผลิตภัณฑ์สู่ตลาดสากล

    ผู้ว่าฯ เปิด “Biz Shop เชียงราย” ที่ตลาดล้านเมือง เปิดประตูสินค้าเด่น 116 ผลิตภัณฑ์ สร้างศูนย์รวมแรงบันดาลใจผู้ประกอบการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยพลังเครือข่าย

    เชียงราย, 7 พฤศจิกายน 2568 — “คนเชียงราย ร่วมใจ สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง” ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่เริ่มกลายเป็นพลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่จับต้องได้ เมื่อจังหวัดเชียงรายเปิดร้าน “Biz Shop เชียงราย” อย่างเป็นทางการ ณ ตลาดล้านเมือง ศูนย์กลางกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ของเมือง โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นประธาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน เครือข่ายผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน

    พื้นที่ตั้ง “ตลาดล้านเมือง” อยู่โซนตะวันออกของตัวเมือง เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมสำคัญของจังหวัดและเป็นแหล่งค้าส่งที่คึกคัก ช่วยให้ร้านใหม่แห่งนี้เข้าถึงทั้งผู้บริโภคในจังหวัด นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อจากต่างพื้นที่ได้อย่างสะดวก สอดคล้องบทบาทตลาดที่ถูกพัฒนาให้เป็นฮับสินค้าเกษตร–ของฝากในพื้นที่ต่อเนื่องหลายปีที่ผ่านมา

    จาก “เครือข่าย” สู่ “หน้าร้าน” — ทำไม Biz Shop จึงสำคัญ

    หัวใจของโครงการนี้ คือการรวมพลัง เครือข่ายธุรกิจ Biz Club จังหวัดเชียงราย ให้มี “หน้าร้านกลาง” ที่คัดเลือกสินค้าดี–สินค้าเด่นของสมาชิกมาวางจำหน่ายอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็น “พื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน” เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า แพ็กเกจจิ้ง การสร้างแบรนด์ และทักษะด้านดิจิทัลของผู้ประกอบการรายย่อย

    แนวคิด Biz Club เองถือกำเนิดและขับเคลื่อนในกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านกลไกกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่เน้น “เครือข่าย–การจับคู่ธุรกิจ–การยกระดับมาตรฐาน” เป็นวิถีทางให้ SMEs เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โครงข่ายนี้ปรับตัวตามบริบทจังหวัด เพื่อให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจฐานรากและเอกลักษณ์ท้องถิ่นได้ดีที่สุด

    พิธีเปิดที่มากกว่า “ตัดริบบิ้น” วาระเชื่อมคน–เชื่อมตลาด–เชื่อมอนาคต

    บรรยากาศพิธีเปิดเรียบง่ายแต่แฝงพลังความร่วมมือ ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่า “Biz Shop เชียงราย” คือก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะเป็นทั้งเวทีแสดงศักยภาพสินค้า โอกาสขยายตลาด และพื้นที่ทดลองโมเดลธุรกิจร่วมกันของผู้ประกอบการรายย่อย ภายใต้เป้าหมาย “มั่นคง–มั่งคั่ง–ยั่งยืน”

    ด้าน นายศรันย์ เนมหาวรรณ์ ประธานเครือข่ายธุรกิจ Biz Club จังหวัดเชียงราย อธิบายเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ร้านแห่งนี้ไม่ใช่แค่ช่องทางจำหน่ายของฝากและของที่ระลึก แต่จะพัฒนาเป็น ศูนย์กลางแห่งแรงบันดาลใจและการสร้างสรรค์” ให้ผู้ประกอบการในเครือข่ายและชุมชนได้ทดลองแนวคิดใหม่ ๆ ร่วมกัน ปัจจุบันมีสมาชิกนำสินค้าเข้าจำหน่าย 22 ราย รวม 116 ผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทั้งอาหาร–เครื่องดื่มแปรรูป งานหัตถกรรม–สิ่งทอ เครื่องสำอางจากสมุนไพร และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ดึงอัตลักษณ์ล้านนาตะวันออกอย่างโดดเด่น

    คำกล่าวชูประเด็น
    “เชียงรายมีสินค้าดีและผู้ประกอบการที่มีหัวใจนักสู้ เราต้องช่วยกันทำให้สินค้าคุณภาพเหล่านี้ได้ ‘พื้นที่’ และ ‘โอกาส’ ที่สมศักดิ์ศรี ทั้งหน้าร้านมาตรฐาน การตลาดดิจิทัล และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ท่องเที่ยว–โลจิสติกส์ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนกลับสู่ชุมชนอย่างแท้จริง” — ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (ในพิธีเปิด)

    ทำเลคือ “ตัวคูณ” ตลาดล้านเมืองในฐานะจุดยุทธศาสตร์การค้า

    การเลือกตั้งร้านใน ตลาดล้านเมือง มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะนอกจากเป็นแหล่งค้าส่งและจุดกระจายสินค้าที่ผู้ค้าในพื้นที่คุ้นเคย ยังอยู่บนเส้นทางที่นักท่องเที่ยวและผู้ซื้อจากต่างอำเภอ–ต่างจังหวัดสัญจรผ่าน จึงช่วยลดต้นทุนการกระจายสินค้าและเพิ่มโอกาสการมองเห็น (visibility) อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งสอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจเชียงรายที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม–ธรรมชาติ และการค้าชายแดน ซึ่งความคึกคักของ “หน้าร้านรวม” จะสร้างแรงดึงดูดให้ทัวร์–รถเช่า–ไกด์ท้องถิ่นบรรจุจุดหมายนี้ไว้ในเส้นทางได้ง่ายขึ้น

    ภาพใหญ่เศรษฐกิจ ทำไม “ศูนย์รวม SME” จึงจำเป็นในเวลานี้

    โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพา SMEs ในสัดส่วนสูงมาโดยตลอด และในระดับประเทศ SMEs สร้างมูลค่าเศรษฐกิจในสัดส่วนสำคัญของจีดีพี ขณะที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายมีฐาน SMEs ด้านเกษตรแปรรูป–ท่องเที่ยว–ค้าปลีกกระจายตัวจำนวนมาก การมี “หน้าร้านรวม” ที่ทำหน้าที่เป็น โชว์รูม + แพลตฟอร์มฝึกทักษะ + จุดกระจาย จึงช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองกับตลาด และย่นระยะห่างระหว่าง “ผู้ผลิตรายย่อย” กับ “ผู้ซื้อปลายทาง” ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ของหน่วยงานพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระดับชาติที่ผลักดันให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐาน สร้างนวัตกรรม และเข้าถึงตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ในมิติ “ดีมานด์” ฝั่งการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องจักรสำคัญของเชียงรายมาอย่างยาวนาน รายงานภาครัฐก่อนโควิดระบุว่า จังหวัดเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวทะลุ หนึ่งล้านคน และสร้างรายได้หลายพันล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนศักยภาพฐานผู้ซื้อที่ชัดเจน ซึ่งหากจับคู่กับ “สินค้าท้องถิ่นคุณภาพ–เล่าเรื่องได้–มีจุดต่างชัดเจน” ย่อมต่อยอดเป็นมูลค่าทางการค้าได้อีกมาก

    116 ผลิตภัณฑ์ คัดจาก “อัตลักษณ์” สู่ “มาตรฐาน”

    สาระสำคัญของ Biz Shop อยู่ที่กระบวนการคัดเลือกและจัดแสดงสินค้าให้ “เล่าเรื่องเชียงราย” ได้อย่างครบถ้วน โดยทีมคัดเลือกให้ความสำคัญกับ 4 แกนหลัก

    1. แหล่งที่มาและภูมิปัญญา – เน้นวัตถุดิบจากพื้นที่ (เช่น ชา–กาแฟ–สมุนไพร–ผลไม้พื้นถิ่น) และลวดลาย/เทคนิคงานหัตถกรรมที่สะท้อนชุมชน
    2. มาตรฐาน–ความปลอดภัย – ผลิตภัณฑ์อาหาร–เครื่องดื่ม และเครื่องสำอางต้องเดินหน้าสู่มาตรฐาน อย./มผช./อย.ฮาลาล (หากเกี่ยวข้อง) เพื่อขยายตลาดกว้างขึ้น
    3. แพ็กเกจจิ้ง–การสื่อสาร – ปรับภาพลักษณ์ให้ “พร้อมวางขาย” ทั้งบนชั้นหน้าร้านและแพลตฟอร์มออนไลน์
    4. การตั้งราคา–มูลค่าเพิ่ม – ช่วยวางตำแหน่งสินค้า (positioning) ให้สอดคล้องกลุ่มเป้าหมาย เช่น นักท่องเที่ยวคุณภาพ, นักเดินทางระยะยาว, พรีเมียมซูวีเนียร์ ฯลฯ

    ผู้ประกอบการหลายรายเป็น “รุ่นใหม่กลับบ้าน” นำความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลมาผสมกับทรัพยากรในพื้นที่ ผลลัพธ์คือสินค้าเชิงสร้างสรรค์ที่ “อัพมูลค่า” จากของดีชุมชน เช่น ขนม–ของหวานอินสไปร์จากชาเขียวดอยสูง, งานทอ–ย้อมสีธรรมชาติ, กาแฟสเปเชียลตี้สายพันธุ์ท้องถิ่น, สกินแคร์สมุนไพรล้านนา, หรือ ของใช้ทำมือ ที่ตีโจทย์ของฝากร่วมสมัย

    โอกาส–ความท้าทาย และจุดคานงัดสู่ความยั่งยืน

    1) ทำเล + เครือข่าย = ตัวคูณการตลาด
    การตั้งร้านในตลาดล้านเมืองทำให้ Biz Shop อยู่ “กลางทาง” ของทั้งผู้บริโภคท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อผสานกับเครือข่าย Biz Club ที่มีสมาชิกหลากหลาย จะเกิดเอฟเฟกต์เครือข่าย (network effect) ช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าใหม่หมุนเวียน และดึงผู้เข้าชมซ้ำ

    2) เชื่อม “หน้าร้าน–ออนไลน์–ท่องเที่ยว” ให้เป็นหนึ่งเดียว
    การจัดการสต็อกให้ทันฤดูกาลท่องเที่ยว, ทำ QR Storytelling (สแกนอ่านเรื่องราวชุมชน–มาตรฐาน–วิธีใช้), การทำ pre-order/ส่งถึงที่พัก และการเชื่อมกับเส้นทางท่องเที่ยว (เช่น ทัวร์กาแฟ–ไร่ชา–งานศิลปะ) จะทำให้มูลค่าต่อหัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลและฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีที่เชียงรายคึกคัก

    3) ขยับมาตรฐานเพื่อไป “นอกจังหวัด–นอกประเทศ”
    การยกระดับมาตรฐานสินค้า (FDA/มผช./HALAL/Organic ฯลฯ) และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สอดคล้องกฎระเบียบปลายทาง จะเปิดทางให้สินค้าบางกลุ่มเข้าสู่โมเดิร์นเทรด/สนามบิน/ดีลเลอร์เพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้น ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับบทบาทของเครือข่าย Biz Club ที่ทำหน้าที่เป็น “แพลตฟอร์มบ่มเพาะมาตรฐานและการจับคู่ธุรกิจ” อยู่แล้ว

    4) ใช้ข้อมูลตลาดจริง ตั้ง “คีย์เพอร์ฟอร์แมนซ์” ที่วัดได้
    เพื่อให้โครงการลงหลักปักฐานแกร่ง ควรมีตัวชี้วัด เช่น จำนวนผู้เยี่ยมชม/วัน, สัดส่วนลูกค้าท้องถิ่น–นักท่องเที่ยว, อัตรา conversion เป็นยอดขาย, ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อชิ้น ฯลฯ และทบทวนทุกไตรมาส พร้อมยืดหยุ่นสัดส่วนสินค้าให้ตอบพฤติกรรมผู้ซื้อ

    5) หนุนด้วย “การเล่าเรื่องจังหวัด” และข้อมูลท่องเที่ยว
    เชียงรายมีฐานนักท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องหลังโรคระบาด การนำสถิติตามฤดูกาล/อำเภอ/แหล่งท่องเที่ยวมาเป็น “คัมภีร์วางแผนสินค้า” จะทำให้การผลิต–การสต็อก–แคมเปญการตลาดแม่นขึ้น และดึงดูดกลุ่มคุณภาพได้มากขึ้น (เช่น นักเดินทางระยะยาว, กลุ่มครอบครัว, นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม)

    เสียงจากผู้ประกอบการ พื้นที่ที่ทำให้ “ตัวเล็ก” ไม่โดดเดี่ยว

    “ได้เรียนรู้เรื่องมาตรฐานและการตั้งราคาที่สะท้อนคุณค่า ทำให้กล้าขยับไปตลาดใหม่มากขึ้น และมีเพื่อนร่วมทางให้ปรึกษา” — ผู้ประกอบการงานหัตถกรรมย้อมคราม

    “จากเดิมขายออนไลน์อย่างเดียว พอมีหน้าร้าน ทำให้ลูกค้าจับต้อง กลิ่น–รส–เรื่องราวของสินค้าเราได้ ยอดสั่งซ้ำเพิ่มขึ้นชัดเจน” — ผู้ประกอบการชากาแฟแปรรูป

    เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อน “งานหลังบ้าน” ของ Biz Shop ที่ไม่ได้มีเพียงการวางสินค้า แต่รวมถึงการโค้ชจุดอ่อน–ต่อยอดจุดแข็ง ทำภาพ–ทำคำ–ทำแพ็กเกจจิ้ง–วางบาร์โค้ด/QR ให้พร้อมขายบนทุกแพลตฟอร์ม

    ตัวเลขชวนคิด

    • 116 ผลิตภัณฑ์ จาก 22 ผู้ประกอบการ ฐานตั้งต้นที่พร้อมเติบโตทั้งเชิงปริมาณ–คุณภาพ
    • ฮับการค้า ทำเลตลาดล้านเมืองช่วยลดต้นทุนกระจายสินค้าและเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวได้โดยตรง
    • SMEs = กระดูกสันหลังเศรษฐกิจ แนวโน้มเชิงยุทธศาสตร์ประเทศยังย้ำบทบาท SMEs และการยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง
    • ดีมานด์จากท่องเที่ยว เชียงรายเคยรองรับนักท่องเที่ยวมากกว่าล้านคน/ปี รายได้หลายพันล้านบาท—ฐานลูกค้าที่พร้อมเปลี่ยน “ของดีท้องถิ่น” เป็น “มูลค่าเพิ่ม” ได้จริง

    จากร้านเล็กในตลาด สู่โมเดลพัฒนา “เมืองสินค้าและคุณภาพ”

    การเปิด “Biz Shop เชียงราย” มิใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจท้องถิ่นธรรมดา หากเป็น โมเดลความร่วมมือ ที่จับต้องได้ ระหว่างภาครัฐ–เอกชน–เครือข่ายผู้ประกอบการ ที่ต่างมีบทบาทของตนอย่างชัดเจน “หน้าร้านรวม” ทำหน้าที่เป็นทั้ง เครื่องขยายเสียง (amplifier) ให้ของดีท้องถิ่นดังไกล เป็น ห้องทดลอง (sandbox) ให้ผู้ประกอบการได้ฝึก–ได้ล้ม–ได้ลุก และเป็น เครื่องมือคืนรายได้ ให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อบวก “ทำเลที่ใช่” เข้ากับ “เครือข่ายที่แข็งแรง” และ “การจัดการความรู้ที่ต่อเนื่อง” เชียงรายย่อมมีโอกาสก้าวไปสู่ภาพฝัน เมืองสินค้าและคุณภาพ” ที่ผู้ประกอบการตัวเล็กไม่รู้สึกโดดเดี่ยว และผู้บริโภคมั่นใจว่า ทุกชิ้นที่ซื้อคือเรื่องเล่าที่มีมาตรฐานรองรับ

    บทสรุปสั้น

    • ร้านนี้คือ เครื่องมือกลาง ที่รวมคน–รวมสินค้าดี–รวมโอกาส
    • ทำเลตลาดล้านเมืองช่วย “เชื่อมดีมานด์” จากท่องเที่ยว–ค้าส่งได้จริง
    • หากรักษามาตรฐานสินค้า–วัดผลเชิงธุรกิจ–เล่าเรื่องให้ถึงใจ ผู้ประกอบการจะยืนระยะได้ และรายได้จะหมุนกลับสู่ชุมชนตามเป้าหมาย “คนเชียงราย ร่วมใจ สร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/biz-shop-chiang-rai-local-economy-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2anuz6n7HlREhNnvNjsSzV

  • คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    สิ่งที่โลกกำลังเฝ้าติดตามอย่างใจระทึกก็คือการเริ่มไต่สวนคำร้องของ 12 รัฐและสมาคมการค้าของภาคเอกชนสหรัฐฯ ต่อประธานาธิบดีทรัมป์ในกรณีที่ใช้อำนาจการบริหารประกาศการจัดเก็บภาษีศุลกากรกับทุกประเทศในโลก ส่งผลเสียหายต่อธุรกิจอย่างร้ายแรงและต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนและราคาสินค้า 

    ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่าตนเองทำตามอำนาจของประธานาธิบดีที่กำหนดให้ใช้อำนาจได้ตามInternational Emergency Economics Power Act เพราะประเทศกำลังมีปัญหาฉุกเฉินทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง จากการขาดดุลการค้ากับทั้งโลกปีละกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และการไหลเข้ามาของ “Fentanyl” ที่เป็นสารตั้งต้นของยาเสพติดที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นจึงต้องรีบออกมาตรการโดยใช้อำนาจทางด้านการบริหารของประธานาธิบดี

    ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ Article I Section 8 Clause I ระบุว่าสภาคองเกรสมีอำนาจเรียกเก็บและจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และสรรพสามิต เพื่อชำระหนี้ การป้องกันประเทศ และสวัสดิการทั่วไปของสหรัฐฯ ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทรณ์ จึงตีความว่าประธานาธิบดีทรัมป์จัดเก็บภาษีศุลการกรที่ผ่านมาโดยไม่ได้เริ่มจากสภาคองเกรสนั้นไม่สามารถทำได้ 

    แต่ฝ่ายบริหารก็ยังยืนยันว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ เพราะสหรัฐฯ กำลังถูกเอาเปรียบจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จนทำให้ขาดดุลการค้าจำนวนมาก ดังนั้น การออกภาษีศุลกากรเป็นการโต้ตอบเพื่อความมั่นคงจึงเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีสามารถทำได้ 

    การตีความของคำเกี่ยวกับความฉุกเฉินทางด้านเศรษฐกิจแบบประธานาธิบดีทรัมป์ เราคงคุ้นๆ คงเป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองทุกคนพยายามตีความทางกฎหมายในทุกเรื่องเพื่อให้ตนเองมีอำนาจและความชอบธรรมในการดำเนินการใด ๆ ที่ตนเองต้องการ 

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    ดังนั้นในวันนี้ที่กำลังมีการเริ่มไต่สวนของศาลสูงในเรื่องนี้ จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นทรัมป์และทีมของเขา ออกมาตีปลาหน้าไซ โดยบลัฟศาลสูงสหรัฐอเมริกาตลอดเวลาว่าหากผลคำตัดสินบอกว่าฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจ ก็อาจจะส่งผลมหาศาลต่อความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งรายได้ที่จะขาดหายไปกว่า 6 แสนล้านเหรียญที่สามารถนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อคนอเมริกัน และที่สำคัญ คือบทบาทอำนาจของสหรัฐอเมริกาในเวทีโลกจะลดลง เพราะทรัมป์บอกว่าภาษีศุลกากรนี้แหละคือเครื่องมือสำคัญที่เขาใช้ในการควบคุมโลกนี้ โดยเฉพาะการก่อให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคต่างๆ ที่ผ่านมาเขาสามารถยับยั้งสงครามได้หลายแห่งก็เพราะการใช้ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องต่อรอง 

    เรื่องนี้คุ้นๆ กรณีไทยกับกัมพูชา เหมือนขู่กลาย ๆ ว่าศาลสูงสหรัฐฯ จะต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ทั้งหมด หากคำตัดสินไม่เข้าเป็นคุณกับทรัมป์ เรียกว่าเบิ้ลหรือขู่ก็ได้

    โดยส่วนตัวของทรัมป์เองก็ดูเหมือนจะมั่นใจในศาลสูงพอสมควร เพราะที่ผ่านมามีหลายคดีที่ทรัมป์ถูกฟ้อง และแม้ว่าจะแพ้ในศาลชั้นก่อนหน้า แต่ก็ชนะในศาลสูง อาทิ คดีที่ District of Columbia และรัฐแมรี่แลนด์ฟ้องว่าทรัมป์ละเมิดมาตราห้ามรับผลประโยชน์จากรัฐบาลต่างประเทศด้วยธุรกิจโรงแรมของเขาใน DC หรือคดีที่ New York ฟ้องว่าเขาประเมินมูลค่าสินทรัพย์บิดเบือนทำให้จ่ายภาษีน้อย ฯลฯ และจากจำนวนผู้พิพากษาในศาลสูงนี้มีจำนวน 9 ท่าน เป็นของพรรคลีดีโมแครต จำนวน 3 ท่าน และของพรรคพับริกันของทรัมป์ ทั้งหมด 6 ท่าน โดย 3 ใน 6 ท่านนั้น ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนแต่งตั้งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งสมัยแรก

    หากมองอีกด้าน ถ้าศาลสูงสหรัฐฯ ตีความว่าประธานาธิบดีทรัมป์มีอำนาจในการทำเรื่องนี้ได้ตาม Internal Emergency Economics Power Act (IEEPA) ได้แล้ว คงได้เห็นคำสั่งทำเนียบขาวในการทำนโยบายสารพัดที่ตัวเองอยากจะทำ ไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ และก็อ้างความฉุกเฉินทางด้านเศรษฐกิจอีกเพียบ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างให้เห็นถึงการที่ทรัมป์ก็ใช้เหตุผลเดียวกันนี้ ในการออกมาตรการต่างๆ ในทุกเรื่อง กับประเทศที่ตัวเองไม่ชอบหรือต้องการขู่เพื่อประโยชน์บางอย่าง 

    คำตัดสินศาลสูงสหรัฐฯ กับอนาคตเศรษฐกิจโลก

    โดยอ้างความฉุกเฉินทางเศรษฐกิจผ่านอัตราภาษีศุลกากร เห็นตัวอย่างทั้ง แคนนาดา เม็กซิโก ที่ยังงงๆ ว่าทำไมเป็นประเทศตน และยิ่งพันธมิตรอย่างยุโรปก็ไม่รอด และหลายเรื่องก็ถูกกล่าวหาว่าใช้เพื่อผลประโยชน์อื่น ๆ จากการทำธุรกิจของตนเอง พวกพ้อง บริษัททุนการเมือง บังคับให้หลายประเทศเพิ่มการซื้ออาวุธและพลังงานจากสหรัฐฯ โดยอ้างความมั่นคงด้านพลังงานและด้านทหารของสหรัฐฯ  

    ที่ผ่านมา หลายคดีศาลสูงมักจะมองอำนาจการบริหารของภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เหตุผลทางด้านความมั่นคงของประเทศชาติ ซึ่งทำให้ครั้งนี้ ทรัมป์ค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองจะชนะ และในขณะเดียวกัน ข้ออ้างของความยุ่งยากของการคืนภาษีให้กับผู้ที่เสียไปแล้วทั้งเป็นคนในประเทศ และต่างประเทศ เป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลานาน 

    ซึ่งหากประธานธิบดีทรัมป์ชนะงานนี้ มองว่างานต่อไปของเขาก็คือการล้ม Filibuster ในรัฐสภาให้ได้ เพราะกติกานี้เป็นเครื่องมือถ่วงอำนาจของพรรคเสียงข้างมากกับเสียงส่วนน้อยที่เห็นต่างในการออกกฏหมายต่าง ๆ ซึ่งทรัมป์ก็พยายามจะล้มให้ได้ เพื่อตนเองและฝ่ายบริหารจะได้คุมการออกกฏหมายได้สะดวกและรวดเร็ว ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริง ๆ ก็ไม่ต่างกับเผด็จการทางรัฐสภาของฝ่ายบริหารอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ว่าสิ่งนี้อาจเป็นความอยากของนักการเมืองทุกคนบนโลกใบนี้ก็ได้ พอมีอำนาจและอยากมีแบบเบ็ดเสร็จ ที่ผ่านมาในบ้านเราก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง 

     ถ้าทรัมป์ชนะ โลกคงต้องรับมือกับมาตรการแปลก ๆ การลดความสำคัญขององค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่า United Nation, World Bank, IMF โดยเฉพาะ WTO คงเป็นง่อยไปแน่ ๆ การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมืองคงตึงเครียดจากสงครามทุกรูปแบบตั้งแต่เศรษฐกิจ จนถึงสงครามทางทหาร นอกจากนี้ ยังมองว่าการเปลี่ยนแปลงรูปแบบห่วงโซ่อุปทานของโลกจะไม่เหมือนเดิม การโยกย้ายสินทรัพย์ การลงทุน ของบริษัทต่าง ๆ คงต้องวางกลยุทธ์ใหม่ และเต็มไปด้วยความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ฐานการผลิตสินค้าต่าง ๆ อาจโยกย้ายจากที่เราเคยเห็น แนวคิดของ “แบ่งงานการทำ” ใครเก่งอะไร ทำสิ่งนั้น แล้วมาแลกกันภายใต้กรอบการเคลื่อนย้ายสินค้า ทุน และทรัพยากรมนุษย์อย่างเสรี แล้วทุกประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุดคงไม่มีเหลือให้เห็นอีก เพราะทรัมป์มอง “America First, and America Only” 

    อนาคตของโลกแขวนไว้กับคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/643313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-QVSz3qR3boo8HXvsT5Yo

  • ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    ยูโอบีเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคอาเซียน พบคนไทยมองบวก แต่ไม่ประมาทต่อเศรษฐกิจประเทศ ออมมากขึ้น ใช้เวลาตัดสินใจซื้อสินค้านานขึ้น “สุขภาพ การศึกษา คุณภาพชีวิต” 3 หมวดยอมจ่าย

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group เผยว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 39 มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน แต่ยังคงบริหารการเงินอย่างรอบคอบ นอกจากนี้สุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิต เป็นหมวดรายจ่ายที่มีความสำคัญขึ้น สะท้อนการปรับวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืนและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    ยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง 

    “เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเองและดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้”

    ด้านจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่าแม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นตามคาดการณ์ คนไทยเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างการเติบโต แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือ

    ผลสำรวจชี้คนไทยมองบวกเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังระมัดระวังใช้จ่าย

    คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อการศึกษา-คุณภาพชีวิตมากขึ้น

    นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่ออายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี โดยกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี ทั้งนี้ จำนวนเงินออมที่ต้องการเพื่อการเกษียณอย่างมั่นคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปมีเป้าหมายเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท 

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะให้วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ ทั้งการจัดงบประมาณด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และการทำประกันเพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

    • ตัดสินใจซื้อของนานขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจจาก ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ร้อยละ 47 ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น หลายคนเข้าร่วมไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง เปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์มากขึ้น

    เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธนาคารยูโอบีได้ผสานเทคโนโลยี AI มาพัฒนาฟีเจอร์ Smart Insights บนแอป UOB TMRW เพื่อช่วยติดตามรูปแบบการใช้จ่าย แจ้งเตือนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และแนะนำแนวทางสู่พฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน 

    • คนไทยออมเงินมากขึ้น

    ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 87 มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง และกว่า 7 ใน 10 (ร้อยละ 74) มีการออมเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ โดยในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88 ซึ่งข้อมูลจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สะท้อนถึงแนวโน้มนี้เช่นกัน 

    โดยพบว่ายอดเงินฝากของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้นร้อยละ 21 ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝากในกลุ่มลูกค้ายูโอบี ด้วยการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 สะท้อนความสนใจในการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่ 

    อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยร้อยละ 85 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ร้อยละ 76 ของ Gen Y และร้อยละ 82 ของ Gen Z ระบุว่าความกดดันจากสังคมและเพื่อนเป็นอุปสรรคต่อการออมอย่างต่อเนื่อง

    ยุทธชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น มีช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว เป้าหมายของธนาคารคือการช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิตโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KDiyDG9EYoTenhtqBoxwI

  • เปิดกลยุทธ์พลิกเกมโลจิสติกส์ไทยสู่ขุมพลังใหม่ทางเศรษฐกิจ

    เปิดกลยุทธ์พลิกเกมโลจิสติกส์ไทยสู่ขุมพลังใหม่ทางเศรษฐกิจ

    อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยเคยเป็นพลังเงียบที่อยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจมานาน แต่วันนี้กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ และแรงกดดันทางด้านสิ่งแวดล้อม 

    บรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD Logistics PCL กล่าวบนเวที Navigating The New Reality ขับเคลื่อนโลจิสติกส์ไทย ในโลกที่เปลี่ยนแปลง ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ว่า ประเทศไทยไม่เพียงแค่ต้องก้าวข้ามแรงกดดันเหล่านี้ แต่ยังสามารถดึงศักยภาพทางด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ที่ตัวเองมีอยู่ มาใช้เป็นอีกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ 

    ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย สูงถึง 13.5% ของ GDP ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่เพียง 7-9% เท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ 80-90% ของการขนส่งสินค้าในไทยยังพึ่งพารถบรรทุกบนถนน แม้จะสะดวกที่สุด แต่ก็มีต้นทุนแพงที่สุดเมื่อเทียบกับการขนส่งทางรางและน้ำ หรือทางอากาศเองไทยก็ไม่ควรมองข้าม 

    หากไทยสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้เพียง 1% จะมีเงินกว่า 200,000 ล้านบาทไหลกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที  และเพื่อให้ตัวเลขนี้เกิดขึ้นได้จริง บรรณ เสนอ 4 กลยุทธ์เพื่อพลิกเกมโลจิสติกส์ไทย

    1. Seamless Connectivity เชื่อมทุกโหมดขนส่งให้ลื่นไหลเป็นระบบเดียว

    หัวใจของ Seamless Connectivity คือการเลิกคิดว่า จะขนส่งด้วยรถ หรือเรือ หรือราง แต่ต้องคิดแบบ Multimodal Logistics คือการใช้หลายโหมดเชื่อมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เช่น ใช้เรือ ต่อราง  ส่งต่อด้วยรถบรรทุกระยะสั้น แทนที่จะใช้รถบรรทุกยาวทั้งเส้น 

    ในมิติของ การขนส่งทางราง ปัจจุบันไทยมีการใช้งานน้อยกว่า 2% ในการขนส่งสินค้า เราจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Lift-on/Lift-off Terminal ซึ่งเป็นสถานีสำหรับการยกตู้คอนเทนเนอร์ขึ้นลงระหว่างรถบรรทุกและรถไฟ เพื่อให้เกิดการขนส่งหลายรูปแบบอย่างแท้จริง

    การใช้สถานีบ้านม้า จ.อยุธยา เป็นท่าบก (Inland Terminal) และเชื่อมต่อไปยังท่าเรือที่อำเภอนครหลวง

    ในมิติของ การขนส่งทางทะเล ไทยมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้อย่างการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) ซึ่งหมายถึงการที่สินค้าถูกนำมาพักหรือเปลี่ยนเรือที่ท่าเรือเพื่อไปยังปลายทางอื่น 

    ไทยยังเน้นเพียงการขนส่งเพียงส่งออกเป็นหลัก ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังมีตู้สินค้าส่งออกกว่า 10 ล้านตู้ แต่สิงคโปร์มีถึง 40 ล้านตู้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการถ่ายลำ ขณะที่การถ่ายลำของไทยมีเพียง 1% เท่านั้น สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ หากปลดล็อกจะสามารถเพิ่มสัดส่วนนี้จาก 1% เป็น 10% จะสร้างรายได้กลับมาถึง 2,000 ล้านบาท

    2. Smart Logistics ระบบโลจิสติกส์ที่ คิดเป็น เห็นข้อมูล และตอบสนองได้ทันที

    เทคโนโลยีอย่าง AI, IoT, Robotics ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ประเทศสิงคโปร์และจีนเริ่มใช้คลังสินค้าอัตโนมัติ รถบรรทุกไร้คนขับ โดรนและกล่อง CCTV ตรวจสอบสต๊อกสินค้า ทั้งหมดนี้คือ Smart Logistics

    แม้ปัจจุบันกรมศุลกากรมีระบบ National Single Window ที่ใช้ในการผ่านพิธีการศุลกากร เพื่อลดเอกสาร ลดเวลาพิธีการนำเข้า-ส่งออก แต่เพื่อสร้าง National Logistics Platform ที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องเชื่อมต่อให้ครบทุกภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์  

    นอกจากนี้ Smart Logistics ไม่ใช่แค่ใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึง Smart Workforce ด้วย บุคลากรด้าน Data, Automation, Digital Supply Chain ไทยยังขาดความเชี่ยวชาญ ภาคการศึกษาและเอกชนจึงต้องเร่งผลิตคนให้ทัน

    3. Specialized Logistics  โลจิสติกส์แบบเจาะลึกตามอุตสาหกรรมเฉพาะ

    รัฐบาลพูดถึง New S-Curve หรืออุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น สุขภาพ ดิจิทัล อาหารแห่งอนาคต ยานยนต์ไฟฟ้า แต่คำถามใหญ่คือ โลจิสติกส์ไทยพร้อมจะรองรับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล่านี้แล้วหรือยัง? 

    การขนส่งเวชภัณฑ์หรืออาหารสด ต้องใช้ Cold Chain มาตรฐานสูง อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซต้องการ Fulfillment แบบ Real-time 

    แต่วันนี้ไทยยังใช้มาตรฐานการขนส่งแบบเดียวสำหรับทุกสินค้า  ทั้งที่โลกขยับไปสู่ยุคของ High-Value Logistics ที่ไม่ใช่แค่ขนของ แต่คือ การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

    4. Sustainable Logistics โลจิสติกส์สีเขียวไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือใบเบิกทางใหม่ของโลก

    เป้าหมาย Net Zero ปี 2050 ทำให้โลจิสติกส์กลายเป็นจุดกดดันใหญ่ที่สุด เพราะเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนแบบ Scope 3 หรือ การปล่อยจากกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่แค่โรงงานเอง 

    บริษัทที่จะอยู่รอดในโลกการค้าใหม่ คือบริษัทที่พิสูจน์การปล่อยแบบ Scope 3 ได้ และ ให้บริการโลจิสติกส์แบบ Green ได้

    วันนี้ไทยมีรถบรรทุก 2-3 ล้านคัน ถ้ารัฐสั่งให้เปลี่ยนเป็น EV ทั้งหมดในทันที ไม่ใช่แค่ต้นทุนมหาศาล แต่คือการล้มทั้งระบบ ดังนั้นทางออกจึงไม่ใช่เปลี่ยนทันทีแต่ต้องสร้าง Multi Pathway เช่น ใช้ไบโอดีเซลเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน,ใช้ EV ในขนส่งระยะสั้น เพราะกรีนไม่ใช่ CSR อีกต่อไป แต่คือ เงื่อนไขการค้า ถ้าไม่กรีนเท่ากับไม่มีสิทธิ์ส่งออกในอนาคต

    สุดท้าย คุณบรรณ ฝากเอาไว้ว่า โลกกำลังเปลี่ยน ทุกคนกำลังวิ่งไปข้างหน้า และไม่มีใครรอเรา วันนี้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่พร้อมที่สุด และเราต้องเริ่มลงมือทำเลย เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    FYI

    THE STANDARD Economic Forum 2025

    Rerun Ticket บัตรชมย้อนหลังออนไลน์ เปิดจำหน่ายวันที่ 7 พ.ย.68  คลิก ›

    • ดูได้นานถึง 6 เดือนเต็ม! (เปิดให้รับชมตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 – 14 เมษายน 2569)
    • รับชมย้อนหลังได้ทั้ง 4 เวที (Main Stage, Young Leaders Dialogue Stage, Tech Stage และ AI Showcase Stage)
    • ราคาพิเศษเพียง 990 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-19/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16XetnQ1arYpQAOQ8lizcM

  • คนไทย ‘กล้าใช้ กล้ากู้’ เพื่อความสุข แม้รู้ดีเศรษฐกิจไม่ดี ต้องประหยัด

    คนไทย ‘กล้าใช้ กล้ากู้’ เพื่อความสุข แม้รู้ดีเศรษฐกิจไม่ดี ต้องประหยัด

    สรุปผลสำรวจ ‘ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน’ (ACSS) ประจำปี 2568 ที่ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย    ทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group สะท้อนถึงพฤติกรรมการจับจ่ายและทัศนคติทางการเงินของผู้บริโภคไทยที่มีหลายประเด็นควรจับตามอง

    แม้ไทย จะเป็นประเทศที่มี GDP ใหญ่เป็นอันดับ 2 แต่มีการเติบโตช้าสุดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาพดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนและการไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง

    ค่าครองชีพสูงปัจจัยที่คนไทยกังวลมากสุด

    สำหรับความกังวลที่คนไทยกังวลมากสุดพบว่า ผู้บริโภค 61% กังวลเรื่อง ‘ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อ, 57% กังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ-ภัยธรรมชาติ-มลพิษ และ 55% กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นสูงกว่า

    โดยค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนไป

    ผู้บริโภคทั่วไป (มีรายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน)

    -48% ติดตามการใช้จ่ายอย่างใกล้ชิด

    -45% มองหาส่วนลดในการซื้อ

    ผู้บริโภคกำลังซื้อสูง (มีรายได้มากกว่า 200,000 บาท/เดือน)

    -30% ลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย

    -27% มองหาแหล่งรายได้เสริม

    กล้ากู้ กล้ายืมเพื่อประสบการณ์

    ความน่าสนใจ แม้รู้ต้องควบคุมการใช้เงิน แต่ 3 ใน 4 ของคนไทยมองการใช้จ่ายเพื่อประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ เป็นสิ่ง ‘จำเป็น’ มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้สูง ซึ่งเมื่อเจาะลึกเกี่ยวกับการจัดการด้านการเงินของทั้งสองกลุ่มพบว่า

    คนรุ่นใหม่ : 73.5% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 72.5% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 79% รู้สึกว่า ความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    ผู้มีรายได้สูง : 85% ชอบใช้เงินในตอนนี้มากกว่ากังวลเรื่องอนาคต, 82% ไม่กังวลถ้าต้องยืมเงินเพื่อใช้จ่าย, 80% รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    สินเชื่อส่วนบุคคล-บัตรเครดิต หนี้ที่คนไทยมีมากสุด

    ในด้านหนี้สินผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า 3 ใน 4 ของผู้บริโภคมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.3 รายการ โดยหนี้สินเชื่อที่พบมากสุดของคนไทย ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล 39%, สินเชื่อบัตรเครดิต 38% รองลงมา สินเชื่อรถยนต์ 31% และสินเชื่อบ้าน 21%

    ความน่าสนใจคือ ‘แนวโน้มการกู้ยืม’ ปีนี้ผู้คนจำนวนมากหันไปพึ่งพาครอบครัวและเพื่อนฝูง เพื่อขอความช่วยเหลือทางการเงิน มากกว่าจะกู้ยืมผ่านบัตรเครดิต    

    เมื่อถึงเวลาชำระหนี้ 80% ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้ง

    สำหรับสาเหตุของการพลาดชำระเงินมาจากขาดความเข้าใจด้านการเงินหรือทักษะการวางแผนด้านการเงิน และรูปแบบรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น ทำงานแบบไม่มีรายได้ประจำแน่นอน

    นอกจากนั้น การสำรวจพบว่า ผู้บริโภคที่มีรายได้สูงยิ่งเข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้มากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้จำนวนรายการ      สินเชื่อของผู้มีกำลังซื้อสูงนั้นสูงกว่ากลุ่มทั่วไป โดยผู้มีกำลังซื้อสูงมีสินเชื่อเฉลี่ย 2.5 รายการ

    ด้านแนวโน้มการกู้ยืม พบว่าการกู้ยืมจากบัตรเครดิตลดน้อยลงกว่าในปี 2567 ขณะที่การกู้ยืมจากเพื่อนและครอบครัวเพิ่มขึ้นแทน

    ด้านการชำระหนี้ พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้กู้สามารถชำระเงินคืนได้อย่างสม่ำเสมอ แต่กลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มที่จะพลาดการชำระเงินบ่อยครั้งและต้องเสียค่าปรับ

    การออมยังน้อย

    ด้านความมั่นใจในการบริหารการเงินของตนเอง ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทย 87% มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง แต่มีเพียง 39% ที่มั่นใจในสถานะการเงิน และคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่และผู้มีกำลังซื้อสูง รู้สึกว่าความคาดหวังทางสังคมหรือแรงกดดันจากคนรอบข้างทำให้การออมเงินเป็นเรื่องยาก

    นอกจากนี้ 66% ผู้บริโภคไทยพร้อมกู้ยืมเพื่อเป้าหมายทางการเงิน และ 25% ยอมกู้เพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่อยากดี สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติซื้อสิ่งที่อยากได้ก่อนสิ่งจำเป็น ซึ่งทำให้หนี้ครัวเรือนสะสมของไทยสูงถึง 86.8%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1545855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W8n8Vx4OcPklpTR-SDJ9A

  • ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ ตั้งคำถาม

    ‘ผยง’ เปิดผลสำรวจปี 2568 คนไทยพึ่ง ‘หนี้นอกระบบ’ เพิ่ม พร้อมตั้งคำถามถึงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย’ เนื่องจากไทยยังมีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย ชู ‘Reinvent Thailand’ เป็นทางออกประเทศ ปั้น 6 อุตสาหกรรม New S-Curve

    วันนี้ (7 พฤศจิกายน) ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผย ผลการสำรวจหนี้ครัวเรือนไทยในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier ที่จัดทำโดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงไทย ณ พฤศจิกายน 2568

    โดยระบุว่า แม้ส่วน ‘หนี้ในระบบ’ ลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก GDP ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ตัวปริมาณหนี้ยังสูงอยู่

    นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนยังพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ มากขึ้น โดยสัดส่วนหนี้นอกระบบในการสำรวจปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 14% จากระดับ 12% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมดในปี 2567 ซึ่งนับเป็นประเด็นที่ ‘น่ากังวล’ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงเกิน 100% ต่อ GDP

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 1

    ผยงยังตั้งคำถามว่า ทำไมคนไทยถึงพึ่งพาหนี้นอกระบบมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในประเทศไทยมีผู้ให้บริการปล่อยกู้หรือสภาพคล่องราว 9,723 ราย สะท้อนว่า “ไทยไม่ได้เผชิญปัญหาผู้แข่งขันไม่พอเพียง แต่คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับเชิงโครงสร้างที่ทำให้เกิดความบิดเบือน” ผยงกล่าว

    ผยงยังชี้ว่า ปัจจุบัน ข้อมูลหนี้ในระบบยังไม่สมบูรณ์ โดยบางส่วนยังไม่อยู่ในฐานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB) โดยจะเห็นว่า มีผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแบงก์และหรือธนาคารเฉพาะกิจ (SFIs) มีมากกว่า 30% โดย 30% เหล่านั้นไม่ได้มีข้อมูลรวมศูนย์อยู่ในระบบ สะท้อนถึงความเขย่งในเชิงของกติกาการแข่งขันและเชิงโครงสร้าง

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 2

    นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ ยังเผชิญกฎเกณฑ์การกำกับดูแลไม่เหมือนกันในระดับขั้นกฎหมาย และความสามารถใช้ข้อมูลในระบบ เช่น หนี้ของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ส่งข้อมูลเข้ามาในระบบก็ไม่ปรากฏให้กับผู้ประกอบการที่ส่งข้อมูล

    “ปัญหาโครงสร้างเหล่าระบบนี้ไม่ควรที่จะดำรงคงอยู่ต่อไป” ผยงกล่าวย้ำ

    ผยงยังตั้งคำถามถึง การลงทุนในประเทศไทยที่ลดลง ทั้งๆ ที่สภาพคล่องในระบบของไทยยังสูง

    โดยกล่าวว่า “สภาพคล่องในระบบของไทย รวมถึงตัวปริมาณการซื้อพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อมาบริหารสภาพคล่องระยะสั้นและเงินที่มีการปล่อยกู้ประจำวันผ่าน Repo Market ของธปท.เฉลี่ยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่า 5 ล้านล้านบาท

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 3

    “สะท้อนว่า ปัญหาของประเทศเราไม่ใช่เรื่องสภาพคล่องในระบบ แต่เงินไทยกลับไหลออกไปอยู่ในกองทุนรวมลงทุนในต่างประเทศ (FIF) และไปลงทุนต่างประเทศ (TDI) ต่อเนื่อง มากกว่า 7 ล้านล้านบาท ขณะที่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในประเทศไทยกลับต่ำที่สุด ตามหลังภูมิภาค

    ท่ามกลางปัญหาหนี้ภาครัฐสูงและภัยทุจริตทางการเงิน บั่นทอนความเชื่อมั่นที่กระทบเศรษฐกิจและสังคมไทย

    ‘ผยง’ เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้าง ‘เศรษฐกิจ-ระบบการเงินไทย ตั้งคำถาม “ทำไมหนี้นอกระบบยังเพิ่ม ทั้งที่มีผู้ปล่อยกู้เกือบหมื่นราย” 4

    ย้ำใช้ Reinvent Thailand เป็นทางออก

    เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ และหาทางออกให้กับประเทศไทย ผยงย้ำว่า Reinvent Thailand ที่เป็นเวที (Platform) ร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยมีภาคเอกชนเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน มีภาครัฐ สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว และมีภาคการเงินที่ช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศได้ โดยภายใต้ Reinvent Thailand จะจัดการความท้าทายใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่
    ความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม
    ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่
    ความท้าทายของภาครัฐ

    โดยมี 6 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Six Priority Sectors) เพื่อสร้าง New S-Curve และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะ ได้แก่ การท่องเที่ยว, Smart Electronic, Food Processing, อุตสาหกรรมรถยนต์, Retail Trading และ Medical Wellness ซึ่งกลุ่มนี้ครอบคลุมผู้ประกอบการกว่า 2.4 แสนราย (46% ของนิติบุคคล) และการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thestandard-economicforum-2025-24/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OE-7xiIApOAJyqK5_Sv_O

  • ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    ไทย-สิงคโปร์ กระชับความร่วมมือเศรษฐกิจสีเขียว-ดิจิทัล-สาธารณสุข-แรงงาน-ปราบสแกมเมอร์ : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ณ กระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ หลังจากนั้น ได้ร่วมหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์

    โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้ ทั้งสองฝ่ายยังยินดีที่ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างรอบด้าน และเห็นพ้องจะผลักดัน “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า” (forward-looking strategic partnership) เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งในระดับทวิภาคีและภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของอาเซียนโดยรวม

    – ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาที่ยั่งยืน นายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นแนวทางของอนาคต ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายเดียวกันในการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นฉบับแรกของสิงคโปร์ในอาเซียน และเห็นควรให้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาด สนับสนุนโครงการไฟฟ้าเชื่อมโยงระยะที่ 2 ระหว่างลาว-ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมโครงข่ายพลังงานอาเซียน

    – ด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานสีเขียว ทั้งสองฝ่ายยินดีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมสีเขียว และสนับสนุนการลงทุนร่วมด้านเทคโนโลยีสะอาด

    – ด้านความมั่นคงทางอาหาร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยพร้อมเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้สิงคโปร์ โดยการลงนามบันทึกความร่วมมือด้านการค้าข้าวในวันนี้ จะช่วยให้สิงคโปร์มีข้าวไทยคุณภาพสูงเพียงพอต่อการบริโภค ทั้งยังเสนอให้มีการหารือแนวทางลงทุนร่วมในธุรกิจเก็บรักษาและแปรรูปอาหาร และจัดตั้งคณะทำงานความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยรมว.พาณิชย์ ได้นำเสนอ model food security ที่เป็นมากกว่าการขายอาหาร แต่เป็นการขายความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งความร่วมมือนี้จะเป็นโครงการบุกเบิก (pioneer project) ระหว่างไทย-สิงคโปร์ในเรื่องนี้ต่อไป

    – ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรียินดีที่สิงคโปร์เป็นนักลงทุนอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และต้องการให้แนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป พร้อมยินดีต้อนรับนักลงทุนสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า ไบโอเทค และ Data Center โดยนายกรัฐมนตรียังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน SET Government Roadshow 2025 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนสิงคโปร์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทยในช่วงบ่ายวันนี้อีกด้วย

    – ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยขอบคุณสิงคโปร์ที่สนับสนุนการเข้าร่วมภาคีความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และเห็นควรทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรฐานสากลด้านการค้าออนไลน์ที่เอื้อต่อประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก นอกจากนี้ ไทยในฐานะประธานคณะเจรจา จะผลักดันให้ลงนามกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) สำเร็จภายในปีหน้า โอกาสนี้ ไทยและสิงคโปร์ยังหารือถึงแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านพัฒนาทักษะดิจิทัล รัฐบาลดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมทั้งเชิญชวนบริษัทสิงคโปร์ลงทุนในโครงการไทยแลนด์ดิจิทัลวัลเลย์ (Thailand Digital Valley) ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีด้วย

    – ความร่วมมือด้านฟินเทค ไทยและสิงคโปร์ยินดีกับความสำเร็จในการเชื่อมโยงระบบชำระเงินข้ามพรมแดน ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นต้นแบบในภูมิภาค และกำลังขยายผลสู่ประเทศอื่นภายใต้โครงการ Project Nexus ที่มี 5 ประเทศเข้าร่วม

    – ด้านสาธารณสุข ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาศักยภาพผู้นำด้านสาธารณสุขเพื่อการดูแลผู้สูงอายุในเมือง ในวันนี้ ซึ่งจะเปิดโอกาสความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุข การแพทย์ป้องกันโรค

    – ด้านแรงงาน ไทยพร้อมร่วมมือกับสิงคโปร์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว

    – ด้านความมั่นคง ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะคงความร่วมมือด้านการฝึกทางทหารและการใช้สถานที่ฝึกของกองทัพสิงคโปร์ในไทย พร้อมหารือความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การลงทุนร่วม วิจัยเทคโนโลยีทางทหาร และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    – ด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ นายกรัฐมนตรีได้ขอรับความร่วมมือในการทำงานร่วมกับสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับนานาชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และขอให้สิงคโปร์เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งกับไทยในการแก้ไขปัญหานี้ รวมถึงขยายเครือข่ายข่าวกรอง การฝึกอบรม และปฏิบัติการร่วมกัน

    – ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี ไทยและสิงคโปร์เห็นพ้องที่จะร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยต่างเห็นพ้องว่า อาเซียนควรเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกในเอเชีย ซึ่งขณะนี้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก มี GDP รวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าควรเร่งส่งเสริมการเชื่อมโยงทางถนน รถไฟ ทางอากาศ ทางทะเล ดิจิทัล และพลังงาน เพื่อปลดล็อกศักยภาพของภูมิภาค ไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียน กับจีน รวมถึงอินเดีย

    – ด้านความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า “Joint Declaration” ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนาม จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการดำเนินการใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ และการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ พร้อมขอบคุณสิงคโปร์ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543764&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F_daoCTPvGM15fJyK6t9F

  • สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้

    สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้

     
              สิ่งที่ควรระวังที่สุด หลังเปิดฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก ถ้าเผลอทำ จะสั่งอาหารไม่ได้แน่นอน ยังไงก็ต้องดูที่นาฬิกาด้วย

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

              วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 วันนี้เป็นวันแรกที่คนละครึ่งพลัส สามารถสั่งอาหารผ่านเดลิเวอรี่ได้ โดยวิธีการสั่งสามารถอ่านได้ที่กระทู้นี้

              อ่านข่าว : คนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่ เริ่ม 7 พ.ย. 68 เช็กเงื่อนไข แบบไหนทำได้ – ไม่ได้บ้าง 

              อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเป็นวันแรกของการสั่งเดลิเวอรี่ กระปุกดอทคอมตรวจสอบพบว่า มีเรื่องหนึ่งที่ผู้ใช้ควรระวัง มิเช่นนั้นอาจจะสั่งไม่ได้ นั่นคือ ส่วนของฟู้ดเดลิเวอรี่ จะเริ่มในช่วงเวลา 06.00-21.00 น. เท่านั้นในแต่ละวัน ถ้าหากหิว อยากหาอะไรกินมื้อดิ สั่งหลัง 3 ทุ่มไป จะสั่งไม่ได้แล้ว ต้องรอเช้าวันใหม่

    คนละครึ่งพลัส เปิดฟู้ดเดลิเวอรี่

     ข่าวคนละครึ่งพลัส ที่เกี่ยวข้องล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view296331.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sXQcI2rrjttt9edj52SU-

  • รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    การเมือง

    07 พ.ย. 2025 เวลา 16:09 น.

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    รองหัวหน้าพรรค ปชน.เสนอไทย ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาส่งออก ดันความสำคัญภายใน สร้างไทยเป็น ‘เสือตัวที่ 5’ วิ่งด้วยขาตัวเอง

    • วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ปชน. เสนอให้ปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของไทย โดยลดการพึ่งพาการส่งออกซึ่งสูงถึง 70% ของ GDP และหันมาสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายในประเทศ
    • แนะสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทค (Hitech ecosystem) เชื่อมโยงอุตสาหกรรมเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ เช่น เครื่องมือแพทย์ และสนับสนุน SME ให้ตอบโจทย์สังคมสูงวัย
    • เปลี่ยนแนวคิดจาก “Made in Thailand” เป็น “Made with Thailand” โดยร่วมมือกับชาติอื่นในเอเชียตะวันออกเพื่อลงทุนในเทคโนโลยีใหม่และหาจุดยืนที่โดดเด่นในห่วงโซ่การผลิตโลก

    เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 ในเวที The Standard Economic Forum 2025 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เสนอให้ประเทศไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มความสำคัญของเศรษฐกิจภายใน สร้างประเทศไทยให้เป็น “เสือตัวที่ห้าที่วิ่งด้วยขาของตัวเอง” ได้แก่

    1. ไทยมีการส่งออกต่อจีดีพีสูงกว่าจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สะท้อนความอ่อนแอเศรษฐกิจภายใน ประเทศไทยใช้ยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออก หรือ Export-led growth model เหมือนกับ “เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออก” อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน แต่ผ่านไปหลายทศวรรษ กลับพบว่าเราพึ่งพาการส่งออกถึง 70% ของจีดีพี สูงกว่าเอเชียตะวันออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเพียง 20-40% ต่อจีดีพีเท่านั้น

    ที่เป็นเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าเราส่งออกเก่งกว่าจีนหรือญี่ปุ่น แต่เป็นเพราะเศรษฐกิจภายในของเราอ่อนแอเกินไป ทำให้การส่งออกทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนอนาคตของเศรษฐกิจไทยไปแขวนไว้กับความเปราะบางของสงครามการค้า ตลอดจนความผันผวนของราคาสินค้าในตลาดโลก

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    2. ใช้กลไกรัฐและกลไกตลาดสร้าง Hitech ecosystem และสังคมสูงวัยที่มีความสุข ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน ซึ่งทำได้ผ่านแนวทางสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ (1) สนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนที่เชื่อมโยงข้ามอุตสาหกรรม (2) การลงทุนภาครัฐจะต้องตรงจุดและส่งผลต่อเนื่องให้เอกชนพร้อมลงทุนต่อ และ (3) สนับสนุนการบริโภคในประเทศที่ช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิต

    นายวีระยุทธ ยกตัวอย่างแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม 2 ด้าน ด้านแรก คือ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมไฮเทคให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เชื่อมโยงการผลิตจากความสามารถเดิมที่ไทยมีอยู่แล้วอย่างชิ้นส่วนยานยนต์ ไปสู่การผลิตเครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์สังคมสูงวัย ในขณะเดียวกันก็ออกมาตรการผลักดันให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสัดส่วนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์หรือเซ็นเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย

    ทั้งนี้ การสนับสนุนด้านภาษีและการผลิตไม่จำเป็นต้องให้กับบริษัทต่างชาติหรืออุตสาหกรรมใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น แนวทางอีกด้านที่ควรทำไปพร้อมกันคือ ผลักดันให้ SME ไทยสามารถยกระดับเพื่อตอบโจทย์ “สังคมสูงวัย” ที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความงาม อุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในบ้านที่ต้องยกระดับความปลอดภัยและติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    3. เชื่อมต่อโลกเพื่อร่วมขบวนเศรษฐกิจใหม่ การเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างภาคการผลิตในไทยไม่ได้แปลว่าเราต้องตัดขาดจากโลก ตรงกันข้าม วีระยุทธเสนอให้ไทยเดินหน้าจับมือกับ “เสือเอเชียตะวันออก” เพื่อร่วมลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ โดยเข้าใจความต้องการของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่น ญี่ปุ่นขาดพื้นที่การทดลองภายในประเทศ เราจึงควรร่วมมือกับรัฐบาลและบริษัทญี่ปุ่นสร้าง joint sandbox ในเทคโนโลยีใหม่อย่างพลังงานไฮโดรเจนหรือรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ

    ในขณะที่เกาหลีใต้ขาดพื้นที่สำหรับกระจายความเสี่ยงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไทยควรหาจุดที่ไปเชื่อมต่อในซัพพลายเชนร่วมกับเวียดนามและมาเลเซีย การปรับยุทธศาสตร์ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงความเชื่อเดิมด้วย เช่น (ก) เปลี่ยนจากการดีใจกับตัวเลขส่งออก มาสู่ความสนใจจุดแข็งจุดอ่อนของเศรษฐกิจภายใน  (ข) เปลี่ยนจากการมุ่งแต่ดึงเงินใหม่ก้อนใหญ่จากต่างประเทศ มาสู่การสร้างเศรษฐกิจไทยที่คนในอยากลงทุน และ (ค) เปลี่ยนจากกรอบคิด Made in Thailand ที่อยากดึงซัพพลายเชนการผลิตให้มาตั้งที่ไทยทั้งห่วงโซ่ มาเป็น Made with Thailand ที่เน้นการหาจุดโฟกัสที่เราเก่งในแต่ละห่วงโซ่การผลิต เพื่อทำให้เป็นจุดที่โลกขาดไทยไม่ได้

    รองหัวหน้า ปชน.ชงไทยปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ คัมแบ็กเสือตัวที่ 5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1206667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PTKHEP5Adebi67VGh_41q

  • กูรูชี้ราคาทองคำเดือนพ.ย. ผันผวนหนัก รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    กูรูชี้ราคาทองคำเดือนพ.ย. ผันผวนหนัก รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    กูรูชี้ราคาทองคำเดือนพ.ย. ผันผวนหนัก รับแรงกดดันเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

    นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มราคาทองคำในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ

    โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ หลังจากที่ได้ลดดอกเบี้ยไปแล้วในเดือนตุลาคมที่ผ่ามาในระดับ 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00%

    ทั้งนี้ เครื่องมือ FedWatch Tool ชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 68.8% ต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. จากเดิมที่ให้น้ำหนัก 85.2%

    ขณะที่สถานการณ์การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน เริ่มมีแนวโน้มคลี่คลาย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ว่าล่าสุดทางรัฐบาลจีนประกาศยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษีทองคำ ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนของผู้ค้าปลีกเพิ่มขึ้น และความต้องการทองคำในประเทศลดลง

    ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิสราเอลยังคงดำเนินการโจมตีฉนวนกาซา แม้มีข้อตกลงหยุดยิง ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ นักลงทุนยังคงถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    ดังนั้น ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบราคาทองคำในเดือนนี้อยู่ที่ 3,820-4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยอยู่ประมาณ 58,900-64,000 บาท (ณ อัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 6 พ.ย.68 ที่ระดับ 32.45 บาท) พร้อมแนะนำให้นักลงทุน ทยอยขายเมื่อราคาขึ้นถึงแนวต้าน

    อย่างไรก็ตาม ทางโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำในเดือนธ.ค. 2569 จาก 4,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยอยู่ประมาณ 66,300 บาท) เป็น 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยอยู่ประมาณ 75,580 บาท) โดยอ้างถึงการไหลเข้าของเงินทุนสู่กองทุน ETF ทองคำในภูมิภาคตะวันตกอย่างแข็งแกร่ง และความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/643333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HvrcAqxFmz55brs9RKtwg