Category: เศรษฐกิจ

  • น้ำมันดิบ WTI ปิดลดลง 0.29% กังวลน้ำมันล้นตลาด-อุปสงค์ในสหรัฐฯ อ่อนตัว

    น้ำมันดิบ WTI ปิดลดลง 0.29% กังวลน้ำมันล้นตลาด-อุปสงค์ในสหรัฐฯ อ่อนตัว

    วันที่ 7 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี (6 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด รวมทั้งอุปสงค์ที่อ่อนแอลงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากที่สุดในโลก

    ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 17 เซนต์ หรือ 0.29% ปิดที่ 59.43 ดอลลาร์/บาร์เรล

    ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 14 เซนต์ หรือ 0.22% ปิดที่ 63.38 ดอลลาร์/บาร์เรล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/108742&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r_JGsp5DaQKcnGs74TJBV

  • อีมานีพูร์ ประธานองค์การวัฒนธรรมและการสื่อสารอิสลาม: ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับอัฟกานิสถานไม่ใช่ด้านการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและครอบครัวอีกด้วย

    อีมานีพูร์ ประธานองค์การวัฒนธรรมและการสื่อสารอิสลาม: ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับอัฟกานิสถานไม่ใช่ด้านการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมและครอบครัวอีกด้วย

    ฮุจญตุ้ลอิสลามวัลมุสลิมีน มูฮัมหมัดมะห์ดี อีมานีพูร์ ประธานองค์การวัฒนธรรมและการสื่อสารอิสลาม อธิบายเกี่ยวกับลักษณะความสัมพันธ์ของอิหร่านกับประเทศอื่น ๆ ว่า อิหร่านมีความสัมพันธ์กับบางประเทศเพราะความสัมพันธ์ด้านมนุษยธรรม บางประเทศเพราะความสัมพันธ์ด้านอารยธรรมหรือศาสนา และบางประเทศเพราะความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความเป็นเครือญาติ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับพี่น้องชาวอัฟกานิสถานนั้นแตกต่างและลึกซึ้งกว่า เนื่องจากเราใช้วัฒนธรรม ศาสนา และแม้กระทั่งภาษาร่วมกัน ความสัมพันธ์นี้จึงเหมือนความสัมพันธ์ในครอบครัว

  • รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนกันยายน 2568

    รายงานตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเวียดนาม ประจำเดือนกันยายน 2568

    โดย

    Tran

    ลงเมื่อ

    06 พฤศจิกายน 2568 16:18

    สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))

    5

    TH Report 9.25.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ehv65tvlhvojg6v5w9kzasoo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WBcl9woUcsYH_VfyiUUel

  • เศรษฐกิจไทยพ้นหล่มแล้ว “เอกนิติ”ปลื้มมาตรการรัฐดันจีดีพีปีนี้โต 2.4%

    เศรษฐกิจไทยพ้นหล่มแล้ว “เอกนิติ”ปลื้มมาตรการรัฐดันจีดีพีปีนี้โต 2.4%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ภายในเดือนพ.ย.นี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) แล้วเสร็จ เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสียของกลุ่มเกษตรกรรายย่อยราว 100,000 ราย มูลหนี้ 7,000-8,000 ล้านบาท โดยหนี้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มพิเศษ การชำระหนี้ขึ้นอยู่กับผลผลิตทางเกษตรและฟ้าฝน ดังนั้นต้องมีวิธีแก้ปัญหาหนี้กลุ่มนี้ ซึ่ง ธ.ก.ส. กำลังเร่งดำเนินการ หากดำเนินการแล้วเสร็จเชื่อว่าจะช่วยลดภาระหนี้ของเกษตรกรได้อย่างแน่นอน

    ส่วนความคืบหน้าการแก้ไขหนี้ภาคประชาชน 4.76 ล้านบัญชี วงเงิน 122,000 ล้านบาท ผ่านกลไกบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) และบริษัท อารีย์ เอเอ็มซี จำกัด นั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังจัดทำรายละเอียด เพื่อให้สามารถดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ได้ภายในเดือนพ.ย.68

    “การแก้หนี้ประชาชน ถือเป็นพันธกิจหลักของรัฐบาล เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชนตัวเล็ก ตัวน้อย ยอดหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท หากรัฐเข้าไปช่วยเหลือลดต้น ลดดอกเบี้ย ปิดจบหนี้ ยืดระยะเวลาการผ่อนตามศักยภาพของลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้กลับมามีเครดิต สามารถยื่นขอสินเชื่อใหม่ได้”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การดำเนินการนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ภายใต้ 5 เสาหลักนั้น มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มแล้ว จากเดิมคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปี68 โต 0.3% และผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเที่ยวดีมีคืน จึงประเมินว่าจีดีพีไตรมาส 4 จะขยายตัวได้มากกว่า 1% ส่งผลให้จีดีพีทั้งปีโต 2.4%

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เป็นผลมาจากการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในอดีตการลงทุนเคยสูงถึง 40-50% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันเฉลี่ยต่ำกว่า 25% เนื่องจากข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและหนี้สาธารณะ ดังนั้นรัฐบาลนี้จะใช้เครื่องมือทางการเงินที่ไม่เป็นหนี้สาธารณะ เช่น การใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ดึงดูดนักลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์

    ทั้งนี้ เนื่องจากสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเพื่อให้คนจำนวนน้อยลงสามารถทำงานได้เก่งขึ้น โดยจะเน้นการฝึกอบรมในสาขาที่โลกอนาคตต้องการ เช่น Data Center, นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล, ยานยนต์ EV/Hybrid, Smart Farming, Food Processing, และ Medical Hub เป็นต้น โดยจะใช้เงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถที่มีอยู่ 10,000 ล้านบาท โดยไม่ใช้เงินใหม่ เน้นการฝึกอบรมตามความต้องการของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับการอบรมจะไม่ตกงาน

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีการเชื่อมข้อมูลทางการเงินเพื่อสกัดเงินเทานั้น ขณะนี้รัฐบาลมีแนวคิดที่จะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อปิดช่องโหว่ของกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงข้อมูล มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีหลายกฎหมายมาก ดังนั้นหากการออก พ.ร.ก. เฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการรวดเร็ว ก็ควรเร่งดำเนินการ เนื่องจากเป็นวาระแห่งชาติ และรัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา

    “ยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงสูงด้านการเงิน เนื่องจากมีช่องโหว่ให้กลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาใช้ประโยชน์ เพราะจุดแข็งของประเทศคือ ระบบการเงินที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ ค่าเงินบาทแข็งแกร่ง ทำให้เป็นที่ดึงดูดของอาชญากร ขณะเดียวกัน สภาพภูมิประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีระบบการเงินยังไม่พัฒนาเท่าประเทศไทย ทำให้เกิดการรั่วไหลสูง และรวมถึงนวัตกรรมทางการเงินสมัยใหม่ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ทำให้การติดตามเส้นทางการเงินเป็นเรื่องยากสำหรับเจ้าหน้าที่”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2893829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PRv_LGVsixJK6q3zU6XbD

  • เอกนิติ ฟุ้งศก.ไทยพ้น “ติดหล่มแล้ว” ดันGDP ไตรมาส4 โตไม่ต่ำกว่า 1%

    เอกนิติ ฟุ้งศก.ไทยพ้น “ติดหล่มแล้ว” ดันGDP ไตรมาส4 โตไม่ต่ำกว่า 1%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Unlocking Growth and Shared Prosperity ก้าวต่อไปของไทย: ปลดล็อกการเติบโต สู่ความมั่งคั่งที่ทุกคนเข้าถึงได้” โดยระบุถึงความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยระยะสั้นของภาครัฐ ที่ช่วยประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นจากการชะลอตัว และสามารถ “พ้นจากการติดหล่ม” แล้ว  พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงแผนการวางรากฐานระยะยาวเพื่อปลดล็อกการเติบโตของประเทศ

    ” เศรษฐกิจไทยในวันนี้ได้ พ้นจากหล่มแล้ว เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ได้ดำเนินการไปภายใน 4-5 สัปดาห์ อาทิ บัตรสวัสดิการ, คนละครึ่งพลัส, และโครงการเที่ยวดีมีคืน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการคาดการณ์ตัวเลข ในช่วงไตรมาสสุดท้ายไว้ที่ 0 -0.3% แต่ปัจจุบันเชื่อว่าจะไม่ต่ำกว่า 1% และอาจเกิน 2% ขึ้นมาได้ โดยมาตรการที่ใช้เป็น Quick Big Win ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ ” นายเอกนิติ กล่าว
     

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำคือ ขาดการลงทุน โดยอัตราการลงทุนของไทยในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่า 25% ของ GDP เทียบกับในอดีตที่เคยสูงถึง 40-50%
    โดยรัฐบาล มีแผนที่จะเดินหน้าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เป็นหนี้สาธารณะ โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund หรือ TFF) เพื่อระดมทุนที่ไม่ใช่หนี้สาธารณะ ตัวอย่างเช่น ระดมทุนจากนักลงทุนที่สนใจ ESG สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อลงทุนใน Floating Solar หรือ Solar Farm โดยใช้รายได้ในอนาคต  เป็นหลักประกัน ซึ่งวิธีนี้ทำให้รัฐไม่ต้องกู้เงิน และยังได้ประโยชน์ทั้งการลงทุนใหม่, พลังงานสะอาด, การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และส่งเสริมธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน

    พร้อมกับ การพัฒนาคน (Reskill/Upskill)  ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงต้องพัฒนาให้คนไทยที่มีจำนวนน้อยลง เก่งขึ้น โดยจะใช้ กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (10,000 ล้านบาท) ที่ยังไม่ได้ใช้เงินใหม่ ที่เน้นการ รีสกิล ให้ตรงกับความต้องการของโลกอนาคต (Demand-side) เช่น Data Center, ดิจิทัล, รถยนต์ EV, Smart Farming และ Medical Hub

    นอกจากนี้จะเร่ง ปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อไม่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งระยะสั้นและระยาว โดย
    ระยะสั้น คือ  ใช้ Fast Pass ปลดล็อกการลงทุน BOI ที่ค้างอยู่ 470,000 ล้านบาท ให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ระยะยาว คือ ตั้งคณะทำงาน กิโยติน ซึ่งนำโดยรองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่ง เพื่อตัดกฎหมายที่ขัดขวางการลงทุน เช่น การขอ น้ำ-ไฟ ที่ล่าช้า ให้เป็นรากฐานในระยะยาว
     

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน แต่เชื่อว่าการวางรากฐานและการลงมือทำอย่างจริงจังในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ให้ไทยสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ รัฐบาลได้เดินหน้าจัดการหนี้เสียที่ไม่ มีหลักประกัน (NPL) ของคนตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ตามระบบธนาคาร คือ

    1.บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) สำหรับลูกหนี้ทั่วไป โดยจะใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ดึงหนี้ของผู้เป็นหนี้รายย่อย ต่ำกว่า 100,000 บาท ออกจากระบบธนาคารพาณิชย์, Non-bank ที่เป็นลูกของธนาคาร, และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) 

    โดย เฟสแรกมีลูกหนี้ประมาณ 2 ล้านคน คิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 60,000 ล้านบาท ใช้เงินที่เหลือจากโครงการ “คุณสู้เราช่วย” (FIDF) ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท โดยไม่ใช้เงินงบประมาณใหม่ เพื่อรักษา วินัยทางการคลัง ผลลัพธ์ยั่งยืนคือ ลูกหนี้จะได้รับการปรับลดต้น ลดดอก และยืดอายุหนี้ ที่สำคัญคือจะมีการ เปิดระบบ NCB เพื่อให้ผู้ที่กลับมามีวินัยและผ่อนชำระตรงเวลา สามารถกลับมามีสินเชื่อใหม่ได้ โดยเน้นว่าต้องกลับมาเป็นคนดีในการผ่อนชำระด้วย

    2. AMC สำหรับเกษตรกร เนื่องจากการกู้ยืมของเกษตรกรมีพฤติกรรมเฉพาะ เนื่องจากการทำเพราะปลูกขึ้นอยู่กับฟ้าฝน ฤดูกาล จึงกำลังประสานงานกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) เพื่อตั้ง AMC ภายใน ธ.ก.ส. เอง เพื่อบริหารจัดการหนี้เกษตรกรประมาณ 100,000 ราย คิดเป็นมูลค่า 7,000-8,000 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเดือนนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/733007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VEqbObDGfcWfALFTrktPP

  • ภาพรวมเศรษฐกิจการค้าของอินโดนีเซียเดือนตุลาคม 2568

    ภาพรวมเศรษฐกิจการค้าของอินโดนีเซียเดือนตุลาคม 2568

    โดย

    Kumtornpol

    ลงเมื่อ

    06 พฤศจิกายน 2568 14:27

    สคต. ณ กรุงจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) (TTC, Jakarta (Indonesia))

    9

    2025 Oct – Indonesia Economic Report.pdf

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/x79iuqh9zcnr3j9k4zz6km5i&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dioQXc9rJ5Y72jXJGXjkm

  • เศรษฐกิจเช็กคึกคัก! ธุรกิจเกิดใหม่พุ่งกว่า 13%

    เศรษฐกิจเช็กคึกคัก! ธุรกิจเกิดใหม่พุ่งกว่า 13%

    ข้อมูลจาก Dun & Bradstreet ผู้นำระดับโลกด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ธุรกิจ ระบุว่าในช่วง เดือนแรกของปี 2025 สาธารณรัฐเช็กมีการจดทะเบียนบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นจำนวนบริษัทใหม่กว่า 25,000 บริษัท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้ประกอบการชาวเช็ก แม้จะเผชิญกับอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในสาธารณรัฐเช็กมากกว่า 589,000 บริษัท เพิ่มขึ้นจาก 576,000 บริษัทเมื่อปีที่ผ่านมา แนวโน้มการเติบโตนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ธุรกิจในยุโรปกำลังเผชิญกับความท้าทายและซับซ้อน ตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในยุโรปและตะวันออกกลาง ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาของเยอรมนี และตลาดภายในประเทศที่มีการแข่งขันสูงขึ้น การเติบโตของบริษัทใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้ประกอบการในสาธารณรัฐเช็ก และแรงจูงใจอันแรงกล้าในการริเริ่มธุรกิจของตนเอง” Mrs. Katerina Klosová ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสาขาสาธารณรัฐเช็กของ Dun & Bradstreet กล่าว “สิ่งนี้เกิดขึ้นแม้จะมีสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนในยุโรปและตะวันออกกลาง เศรษฐกิจเยอรมนีที่ซบเซา ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง” ซึ่งการจดทะเบียนบริษัทใหม่ในปี 2025 เป็นผลต่อเนื่องที่แข็งแกร่งจากปี 2024 ที่มีการจัดตั้งบริษัทใหม่เกือบ 31,000 บริษัท ซึ่งถือเป็นจำนวนการจดทะบียนบริษัทใหม่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีเพียงปี 2020 ที่ถือเป็นจุดต่ำที่สุด โดยมีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นเพียง 27,000 แห่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งนี้ หากอัตราการเติบโตของธุรกิจในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปี Dun & Bradstreet คาดการณ์ว่าปี 2025 อาจทำลายสถิติที่เคยบันทึกไว้ในปีที่ธุรกิจเติบโตสูงสุดได้ โดยแรงผลักดันที่ต่อเนื่องในการสร้างธุรกิจเป็นสัญญาณของวัฒนธรรมผู้ประกอบการที่ยืดหยุ่นในสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งดูเหมือนจะไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันจากภายนอก และยังคงมองเห็นโอกาสในขณะที่คนอื่นอาจมองเห็นความเสี่ยง 

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    การจดทะเบียนบริษัทใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 13 แสดงถึงแรงผลักดันเชิงบวกในภาคธุรกิจของเช็ก รวมถึงตัวเลขบริษัทรวมกว่า 589,000 บริษัท แสดงว่าตลาดธุรกิจในเช็กมีขนาดใหญ่และหลากหลาย การที่จำนวนบริษัทใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมากแสดงถึงความต้องการวัตถุดิบ เครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์ หรือบริการทางธุรกิจที่สูงขึ้น นอกจากนี้ สาธารณรัฐเช็กในฐานะ “ศูนย์กลางยุโรป” ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป เชื่อมโยงกับเยอรมนี โปแลนด์ ออสเตรีย และสโลวาเกีย มีระบบโลจิสติกส์และการผลิตที่แข็งแกร่ง เหมาะสำหรับใช้เป็น “ฐานกระจายสินค้า” เข้ายุโรปกลางและตะวันออก ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดเช็กเพิ่มเติม โดยผู้ประกอบการไทยควรศึกษากฎระเบียบและมาตรฐานสินค้าของยุโรป อาทิ CE mark มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบภาษี/ศุลกากร เพื่อเจาะตลาดนี้ต่อไป ทั้งนี้ ปี 2025 (มกราคม – กันยายน) ไทยส่งออกไปยังสาธารณรัฐเช็ก มูลค่า  833.60 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.67 โดยสินค้าหลักคือสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เป็นต้น นอกเหนือจากสินค้าอุตสาหกรรมแล้วสินค้าอื่นๆ ที่มีศักยภาพในตลาดเช็ก ได้แก่ ของเล่น เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เครื่องเทศและสมุนไพร ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป สิ่งปรุงรสอาหาร ผลไม้กระป๋องและแปรรูป  ผักสด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vegl6rs88xkf7qdu9hs9zb78&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0f_P-cLRYDMd4Nlk5sDosR

  • สกนช.คาดราคาน้ำมันปี 69 ทรงตัว-ต่ำกว่าปี 68 เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น

    สกนช.คาดราคาน้ำมันปี 69 ทรงตัว-ต่ำกว่าปี 68 เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น

    นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ทิศทางราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 69 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่าปี 68 โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ที่ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 75-85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล น้ำมันเบนชินเฉลี่ยอยู่ที่ 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) เฉลี่ยอยู่ที่ 460-500 เหรียญสหรัฐ/ตัน

    เนื่องจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ความต้องการใช้เชื้อเพลิงในช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศไม่สูงมากนัก เพราะอุณหภูมิไม่หนาวมาก ขณะที่กำลังการผลิตของกลุ่มโอเปก พลัส ที่ยังล้นตลาด ประกอบกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีอิสราเอล-อิหร่าน และความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่สงบ

    ทั้งนี้ ล่าสุดได้ดำเนินการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจของกองทุนน้ำมันฯ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจต่อระบบพลังงานของประเทศ ผ่านการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชน และภาคส่วนต่างๆ ได้เห็นกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่คลังน้ำมันชุมพร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) 

    และคลังน้ำมันชุมพร บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) เพื่อเรียนรู้กระบวนการดำเนินงาน ระบบบริหารจัดการ และกลไกกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงสู่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานพลังงานของประเทศ

    สกนช.คาดราคาน้ำมันปี 69 ทรงตัว-ต่ำกว่าปี 68 เหตุเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น

    “การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสร้างความร่วมมือ และความเข้าใจต่อบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ ในการรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพด้านราคากับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ” 

    นอกจากนี้ ยังทำให้ได้เห็นภาพรวมของคลังน้ำมันระดับภูมิภาคอย่างชุมพร จะเข้าใจชัดเจนว่าน้ำมันที่ส่งให้กับประชาชน เกิดจากกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ และนโยบายพลังงานที่รอบด้าน 

    “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงยืนหยัดเป็นกลไกสำคัญที่คอยรักษาเสถียรภาพด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้พลังงานเข้าถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม และในราคาที่เหมาะสม”

    สำหรับคลังน้ำมัน PT จังหวัดชุมพรถือเป็นศูนย์กลางกระจายน้ำมันภาคใต้ โดยรับน้ำมันจากโรงกลั่นไทยออยล์ และไออาร์พีซี เพื่อจัดเก็บและกระจายไปยังสถานีบริการ PT และลูกค้าธุรกิจค้าส่ง-อุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ ขณะที่คลังน้ำมัน ไออาร์พีซี ชุมพร มีถังเก็บผลิตภัณฑ์จำนวน 8 ใบ ความจุรวมทั้งสิ้น 9.7 ล้านลิตร พร้อมท่าเทียบเรือของตนเองสำหรับใช้ขนถ่ายสินค้าทางเรือ จำนวน 1 ท่า

    โดยคลังน้ำมันดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและกระจายผลิตภัณฑ์กลุ่มปิโตรเลียมหลักแห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่จะจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และสนับสนุนเศรษฐกิจและการคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียง โดยจังหวัดชุมพรถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของระบบพลังงานภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/643368&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t0yOqRqOeaXHUJvCcOCBI

  • UOB เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอาเซียน ประจำปี 2568  พบคนไทยมองบวกแต่ไม่ประมาทต่อเศรษฐกิจในประเทศ สุขภาพ คุณภาพชีวิต และการศึกษา คือแรงขับสำคัญของพฤติกรรมใช้จ่ายยุคใหม่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    UOB เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอาเซียน ประจำปี 2568 พบคนไทยมองบวกแต่ไม่ประมาทต่อเศรษฐกิจในประเทศ สุขภาพ คุณภาพชีวิต และการศึกษา คือแรงขับสำคัญของพฤติกรรมใช้จ่ายยุคใหม่ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ, 6 พฤศจิกายน 2568 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย รายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียน หรือ ASEAN Consumer Sentiment Study (ACSS) ประจำปี 2568 ที่จัดทำร่วมกับบริษัท Boston Consulting Group เผยว่าผู้บริโภคไทยร้อยละ 39 มองเศรษฐกิจในอนาคตอย่างเชื่อมั่น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อน แต่ยังคงบริหารการเงินอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ สุขภาพ การศึกษา และคุณภาพชีวิต เป็นหมวดรายจ่ายที่มีความสำคัญขึ้น สะท้อนการปรับวิถีชีวิตสู่ความยั่งยืนและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    นายยุทธชัย เตยะราชกุล กรรมการผู้จัดการ บุคคลธนกิจ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจที่ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยกำลังรักษาความสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เขากล่าวว่า “เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้จ่ายเพื่อพัฒนาตนเองและดูแลสุขภาพ สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวันนี้ พร้อมกับการเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้”

    นายจอห์น วากเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และพาร์ทเนอร์ บีซีจี ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นตามคาดการณ์ คนไทยเริ่มกังวลกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคสามารถปรับตัวได้ โดยปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ธุรกิจสร้างการเติบโต แต่ยังนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ที่ผู้บริโภคและผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือ”

    คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและคุณภาพชีวิตมากขึ้น

    นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 44 รายงานว่ามีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในด้านการศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความตระหนักที่เพิ่มขึ้นต่ออายุที่ยืนยาวและความเป็นอยู่ที่ดี โดยกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะเกษียณหลังอายุ 60 ปี ทั้งนี้ จำนวนเงินออมที่ต้องการเพื่อการเกษียณอย่างมั่นคงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป[1]มีเป้าหมายเฉลี่ยที่ 3.9 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง[2]ตั้งเป้าเฉลี่ยไว้ที่ 10.5 ล้านบาท

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนะนำให้วางแผนการเงินอย่างเป็นระบบเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพหลังเกษียณ ทั้งการจัดงบประมาณด้านสุขภาพเชิงป้องกัน การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และการทำประกันเพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด

    โซเชียลมีเดียหนุนการมีส่วนร่วมมากกว่าสร้างยอดขายทันที

    ผลสำรวจจาก ACSS 2568 ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 45 ซื้อสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แต่ร้อยละ 47 ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อนานขึ้น หลายคนเข้าร่วมไลฟ์สตรีมเพื่อความบันเทิง เปรียบเทียบสินค้า และชะลอการตัดสินใจซื้อ ซึ่งแม้จะทำให้การสร้างยอดขายทันทีลดลง แต่กลับช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและการจดจำแบรนด์มากขึ้น

    เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ธนาคารยูโอบีได้ผสานเทคโนโลยี AI มาพัฒนาฟีเจอร์ Smart Insights บนแอป UOB TMRW เพื่อช่วยติดตามรูปแบบการใช้จ่าย แจ้งเตือนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า และแนะนำแนวทางสู่พฤติกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการสร้างความมั่นคงทางการเงิน

    ความมั่นใจทางการเงินเติบโตควบคู่กับพฤติกรรมการออมที่เปลี่ยนแปลงไป

    ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยร้อยละ 87 มีความมั่นใจในการบริหารการเงินส่วนบุคคลของตนเอง และกว่า 7 ใน 10 (ร้อยละ 74) มีการออมเงินมากกว่าร้อยละ 10 ของรายได้ โดยในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 88 ซึ่งข้อมูลจากธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สะท้อนถึงแนวโน้มนี้เช่นกัน โดยพบว่ายอดเงินฝากของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเติบโตขึ้นร้อยละ 21 ขณะที่ลูกค้ากลุ่ม Gen Z มีบทบาทสำคัญในการเร่งการเติบโตของจำนวนบัญชีเงินฝากในกลุ่มลูกค้ายูโอบี ด้วยการเปิดบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 48 สะท้อนความสนใจในการออมเงินของกลุ่มคนรุ่นใหม่

    อย่างไรก็ตาม วินัยในการออมยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยร้อยละ 85 ของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงเลือกใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบัน ขณะที่ร้อยละ 76 ของ Gen Y และร้อยละ 82 ของ Gen Z ระบุว่าความกดดันจากสังคมและเพื่อนเป็นอุปสรรคต่อการออมอย่างต่อเนื่อง

    นายยุทธชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ‘คนรุ่นใหม่ของไทยมีความเข้าใจด้านดิจิทัลและเปิดรับการเรียนรู้เกี่ยวกับการวางแผนและบริหารการเงิน แต่หลายคนยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น มีช่องว่างด้านความรู้ทางการเงิน ทัศนคติต่อการใช้จ่าย และความไม่มั่นคงของรายได้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว เป้าหมายของธนาคารคือการช่วยลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านเครื่องมือและข้อมูลเชิงลึกที่ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการใช้ชีวิตตามที่ใฝ่ฝัน โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง’

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/11/06/591908/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xd3UcBg3Pi20HkbvVorUU

  • ศก.ไทยพ้นหล่ม! “เอกนิติ” เร่งแก้หนี้-ดันลงทุนเพื่ออนาคต เชื่อ GDP ปีนี้โตทะลุ 2% : อินโฟเควสท์

    ศก.ไทยพ้นหล่ม! “เอกนิติ” เร่งแก้หนี้-ดันลงทุนเพื่ออนาคต เชื่อ GDP ปีนี้โตทะลุ 2% : อินโฟเควสท์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาถกฐาพิเศษ หัวข้อ “Unlocking Growth and Shared Prosperity ก้าวต่อไปของไทย : ปลดล็อกการเติบโตสู่ความมั่งคั่งที่ทุกคนเข้าถึงได้” ในงานสัมมนา The Standard Economic Forum 2025 “Thailand’s Next Frontier” ว่า ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, โครงการคนละครึ่ง พลัส, และโครงการเที่ยวดีมีคืน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางเสาหลักที่ 1 ตามนโยบายของรัฐบาลในการฟื้นเศรษฐกิจเรียบร้อยแล้ว

    ดังนั้น จึงมีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยพ้นจากหล่มอย่างแน่นอน จากเดิมที่คาดว่าไตรมาส 4/68 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 0.3% เท่านั้น แต่ขณะนี้มั่นใจว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 1% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เกิน 2% แน่นอน

    รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า หลังจากนี้ รัฐบาลได้เร่งเดินหน้าเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งถือเป็นปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียภาคประชาชน ผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ในกลุ่มประชาชนที่มีหนี้เสีย (NPL) ต่ำกว่า 1 แสนบาท ซึ่งเป็นการดึงเม็ดเงินที่เหลือจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จำนวน 2 หมื่นกว่าล้านบาท มาดำเนินการซื้อหนี้เสียดังกล่าว

    “จะมีมาตรการตัดต้น ลดดอก ยืดอายุหนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ลูกหนี้สามารถมีลมหายใจต่อไปได้ และหากลูกหนี้มีวินัยผ่อนชำระดี ก็จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ในระบบได้ด้วย ตรงนี้ถือเป็นการสร้างโอกาสให้ลูกหนี้กลับมามีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง และถือเป็นการแก้หนี้อย่างยั่งยืน” นายเอกนิติ ระบุ

    ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการในเฟสแรก กับลูกหนี้ NPL ของธนาคารพาณิชย์, ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และนอนแบงก์ เฉพาะที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์รวมประมาณ 2 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้รวม 6 หมื่นล้านบาท จากจำนวนลูกหนี้ที่อยู่ในข่ายทั้งหมด 3.5 ล้านราย คิดเป็น 4.7 ล้านบัญชี มูลหนี้รวมกว่า 1.2 แสนล้านบาท

    ขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะเร่งจัดตั้ง AMC ภายในขึ้นมา เพื่อเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหนี้เสียของลูกหนี้ภาคเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ราว 1 แสนราย มูลหนี้ราว 7-8 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในเดือน พ.ย.นี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สาเหตุที่ ธ.ก.ส. ต้องดำเนินการจัดตั้ง AMC ภายในขึ้นมาบริหารจัดการเองนั้น เพราะสินเชื่อภาคเกษตรมีความเฉพาะตัวมาก ไม่เหมือนกับสินเชื่อทั่วไป โดยที่ผ่านมาได้หารือกับนายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง ธ.ก.ส. มีความพร้อมและเตรียมทำการบ้านมาแล้วส่วนหนึ่ง

    รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งเสาเศรษฐกิจที่รัฐบาลเร่งดำเนินการต่อ คือ เสาที่ 5 ผ่านการลงทุนเพื่ออนาคต ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยด้วย โดยยอมรับว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้มีการลงทุนมานาน ซึ่งเมื่อไม่มีการลงทุน ก็ไม่มีแรงในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต

    “ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากเราไม่มีงบประมาณพอที่จะลงทุน เนื่องจากฐานะการคลังมีจำกัด นั่นเป็นเหตุผลที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับ Outlook ของไทยลง แต่สิ่งที่รัฐบาลเห็นทางออก นั่นคือการใช้เครื่องมือทางการเงินที่ไม่ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะ เช่น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) มาช่วยทำให้เกิดการลงทุนสำหรับอนาคตใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเอกนิติ กล่าว

    พร้อมระบุว่า หนึ่งในโครงการสำคัญ ที่สามารถดำเนินการผ่านกองทุน TFF คือ โครงการ Floating Solar (โซลาร์ลอยน้ำ) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก หลักการคือ รัฐบาลจะนำรายได้ในอนาคต (Future Income) จากโครงการดังกล่าวมาขายให้กับนักลงทุนบางส่วน จะช่วยให้เรามีเงินทุนเข้ามาเพื่อนำไปขยายการลงทุนในพลังงานสะอาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยที่ กฟผ. ไม่ต้องกู้เงิน

    “ถือเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เครื่องมือทางการเงิน ไม่เป็นการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และไม่เป็นภาระต่องบประมาณ อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดการลงทุนเพื่ออนาคต Go Green และยังเป็นการลงทุนที่มีธรรมาภิบาลอีกด้วย” นายเอกนิติ กล่าว

    นอกจากนี้ จะเร่งเพิ่มทักษะของแรงงานไทย เพื่อสร้างคนเก่งให้สอดรับกับการลงทุนเพื่ออนาคต โดยเตรียมจะดึงเม็ดเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อมาใช้ในการ Up-Skill/ Re-Skill ให้แรงงานไทยเก่งขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการเร่งปลดล็อกกฎ กติกา และระเบียบต่าง ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังมีเม็ดเงินค้างท่ออีกราว 4.7 แสนล้านบาท เพื่อเร่งผลักดันเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว

    “ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีอนาคต และเชื่อมั่นว่ายังไม่สายเกินไปที่จะเร่งยกระดับในทุกมิติ แม้รัฐบาลจะมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่เชื่อว่าเวลาตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง และเติบโตได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังสามารถยืนได้อย่างมั่นคงในเวทีโลก” นายเอกนิติ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/543306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IYMYrQH3RIRXznIOQ_vKx