Category: เศรษฐกิจ

  • ‘สภาพัฒน์’ คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    ‘สภาพัฒน์’ คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    เศรษฐกิจ

    17 พ.ย. 2025 เวลา 9:15 น.

    'สภาพัฒน์' คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    ‘สภาพัฒน์’ แถลงGDP ไตรมาส 3/2568 ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 2 (ปรับฤดูกาล) -0.6% จากปีก่อน แต่ 9 เดือนเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4 คงประมาณการ GDP ปี 2568 ทั้งปีขยายตัวที่ 2% คาดผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลชัดเจนปีหน้า

    วันนี้ (17 พ.ย.68) นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงรายงาน ภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2568-2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่สองของปี 2568

    และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สามของปี 2568 ลดลงจากไตรมาสที่สองของปี 2568 0.6%  รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.4%

    ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ สาขาเกษตรกรรมขยายตัว 1.9%  สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 1.6% สาขาการก่อสร้างลดลง 4% สาขาการขายส่ง และการขายปลีกขยายตัว 6.5% สาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้าขยายตัว 3% และสาขาที่พักแรม และบริการด้านอาหารขยายตัว 0.8% เป็นต้น 

    ขณะที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่า 0.88% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท)

    เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น  64.8% ของ GDP

    'สภาพัฒน์' คงประมาณ GDP ปี 68 ขยายตัว 2% จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบชัดเจนปีหน้า

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ (-0.2) และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP

    จากเดิมที่เราคาดการณ์ว่าการส่งออกของโลกจะหดตัวลง แต่การส่งออกในปีนี้ยังมีการเติบโตอยู่ทำให้มีการปรับขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากเดิม 2.7% มาอยู่ที่ 3.4% แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับผลกระทบจนปริมาณการค้าโลกลดลงเหลือ 2.3% 

    โดยไทยมีสินค้าที่จะถูกผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐกว่า 82% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่สินค้าที่มีการสวมสิทธิเพื่อส่งออกมีสินค้าจากจีนที่สวมสิทธิเพื่อส่งออกของไทยก็มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง 

    ขณะที่โครงสร้างการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐก็เพิ่มขึ้น และสินค้าที่เรานำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณากันต่อไป 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207934&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw382jyuOjpLxipk6LSrgpoU

  • GDP ไทยขยายตัว 1.2% ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 ปี 2568 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส จับตาภาวะถดถอย

    GDP ไทยขยายตัว 1.2% ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 ปี 2568 ติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส จับตาภาวะถดถอย

    เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัว 1.2% YoY ต่ำกว่าคาด และยังติดลบ QoQ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยขาหนึ่งเข้าไปอยู่ในภาวะถดถอยแล้ว ด้านสภาพัฒน์ คาดว่า GDP ทั้งปีนี้ จะขยายตัว 2.0% YoY (ใกล้เคียงกับค่ากลางของประมาณการก่อน) ก่อนจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.7% (ค่ากลาง) ในปี 2569

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน) อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ขยายตัว 1.2% YoY แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า GDP ไทยกลับติดลบ 0.6% QoQ นับเป็นการติดลบ ครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยตัวเลขดังกล่าวนับว่า แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.6% YoY และติดลบ 0.3% QoQ

    อ้อนฟ้ากล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัวลงคือ ความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 3 มีประเด็นความไม่แน่นอนและความผันผวนทางการเมืองค่อนข้างมาก รวมถึงมีปัจจัยภายนอกจากความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ท่ามกลางสาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และสาขาการก่อสร้างปรับตัวลดลง

    สำหรับเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ ในไตรมาสที่ 3 พบว่า การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัว 2.6% การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวถึง 6.9% (โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่ขยายตัว 10.8%) ขณะที่การลงทุนขยายตัวต่ำเพียง 1.1% แม้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.2% แต่การลงทุนภาครัฐที่ติดลบ 5.3% ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ Technical Recession มากแค่ไหน?

    การที่เศรษฐกิจไทย QoQ ติดลบครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่า ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือภาวะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ติดลบ QoQ ติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส

    อย่างไรก็ตาม อ้อนฟ้า กล่าวต่อว่า ในการพิจารณาว่าจะมี Technical Recession เกิดขึ้นหรือไม่นั้น ยังต้องดูข้อมูลอย่างรอบด้าน ทั้งข้อมูลทางการเงินและการคลังพร้อมๆ กัน โดยมองว่าข้อมูลเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะบ่งชี้ได้

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.0% YoY (ใกล้เคียงกับค่ากลางของประมาณการเมื่อเดือนสิงหาคม) ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2569 สภาพัฒน์ คาดว่า GDP จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.2 – 2.2% (ค่ากลางการประมาณการ 1.7%)

    อ้อนฟ้ากล่าวต่อว่า จากตัวเลขประมาณการ GDP ไทยทั้งปี 2568 นี้ที่ 2.0% YoY สะท้อนว่า GDP ไตรมาส 4 จะต้องขยายตัวไม่ถึง 1% โดยประมาณการคร่าวๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.6% YoY

    โดยประมาณการปัจจุบันนี้ อ้อนฟ้าระบุว่า ได้นำมาตรการเศรษฐกิจที่ออกมาแล้วเข้ามาในสมมติฐานแล้ว โดยวันที่ตัดข้อมูลคือ ณ ไตรมาสที่ 3

    เปิดปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยปี 2569

    • การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน: โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จ่ายในสินค้าคงทนและภาคบริการ ตามการฟื้นตัวของยอดการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและจักรยานยนต์ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว เช่นเดียวกับการลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
    • การขยายตัวต่อเนื่องของแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล: สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีประจำปีงบประมาณ 2569
    • การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง: สอดคล้องกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนและรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเที่ยวบินเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง
    • การเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร: โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำที่มากเพียงพอและแนวโน้มการปรับเข้าสู่สภาวะเป็นกลาง (Neutral) ของสถานการณ์เอนโซตั้งแต่ในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2569

    เปิดข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยง เศรษฐกิจไทยปี 2569

    • การดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าโดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บต่อประเทศไทย: ผ่านผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของไทย ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะจากการถ่ายลำ (Transshipment) และผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศเนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าทั้งจากสหรัฐฯ
    • แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก: โดยมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้า ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ ความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดทุนอันเนื่องจากแนวโน้มการปรับฐานราคาหลักทรัพย์ของบริษัทเทคโนโลยี
    • ระดับหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูงที่จะเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ: สัดส่วนหนี้ครัวเรือนแม้จะลดลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนและสินเชื่อภาคธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง
    • บรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน: โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจที่อาจมีความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การชะลอการลงทุนใหม่หรือขยายการผลิต นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจจะส่งผลให้กระบวนการจัดทำงบประมาณมีความล่าช้า

    เปิดข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล

    อ้อนฟ้า ยังระบุว่า การเร่งทำงบประมาณเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำมาถูกทางแล้ว เนื่องจากหากงบประมาณล่าช้าจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน

    “ความล่าช้าจะทำให้ต้องใช้งบไปพลาง และงบลงทุนจะไม่สามารถออกได้ ทำให้เงินที่จะไหลเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจ (เช่น ภาคก่อสร้างและการลงทุนของเอกชน) ไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การเร่งทำงบประมาณจะช่วยได้ เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น”

    นอกจากนี้ การเจรจาทางการค้าและภาษีก็มีความสำคัญมากและจะมีผลต่อเศรษฐกิจในปีหน้า โดยรัฐบาลควรทำควบคู่กับการเร่งหาตลาดใหม่ โดยควรมุ่งเน้นตลาดที่มีศักยภาพ เช่น เอเชียใต้อย่าง อินเดีย และปากีสถาน รวมถึงประเทศในทวีปแอฟริกา

    รัฐบาลยังควรให้ความสำคัญกับการเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การดูแลภาคการเกษตร การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน และการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ไปพร้อมๆ กัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-eyes-recession/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YXFpbnAM8VjQKRqDmp_lt

  • ‘เอกนิติ’ ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘ก้าวข้ามโลกเก่า’ วางโมเดลประเทศใน 4 เดือน

    ‘เอกนิติ’ ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘ก้าวข้ามโลกเก่า’ วางโมเดลประเทศใน 4 เดือน

    เศรษฐกิจ

    17 พ.ย. 2025 เวลา 12:19 น.

    'เอกนิติ' ลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 'ก้าวข้ามโลกเก่า' วางโมเดลประเทศใน 4 เดือน

    “เอกนิติ” เผยโรดแมป 4 เดือน วางรากฐานโมเดลใหม่พัฒนาไทย เร่งรีสกิลคน-คุมวินัยการคลัง-ดัน BOI Fast Pass-ปล่อยกู้ SME แบบแปลงธุรกิจ”

    • “เอกนิติ” ตั้งเป้าใช้เวลา 4 เดือนในการวางรากฐาน และสร้างโมเดลการพัฒนาประเทศใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามโครงสร้างแบบเดิมๆ ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง และเวลา
    • ส่งสัญญาณรักษาวินัยการคลังอย่างจริงจังตั้งแต่วันแรก โดยสั่งคืนเงินให้ ธ.ก.ส. กว่า 30,000 ล้านบาท และจำกัดการใช้งบประมาณผ่าน มาตรา 28
    • ผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ ผ่านเครื่องมือใหม่คือ “Infrastructure Fund” ให้รัฐวิสาหกิจใช้รายได้ในอนาคตระดมทุนแทนการกู้ยืม โดยยกตัวอย่างการขยายโครงการพลังงานสะอาด
    • ยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Plus” โดยใช้งบกว่า 40,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดสู่การรีสกิลพ่อค้าแม่ค้าในด้านเทคนิคการขาย การจัดการต้นทุน และการใช้เทคโนโลยี
    • ย้ำว่าทุกมาตรการในช่วง 4 เดือนนี้เป็นไปตามแนวทาง “แก้สั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” เพื่อสร้างรากฐานให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่โมเดลใหม่ที่แข็งแรง

    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดสัมมนาประจำปีภายใต้หัวข้อ “Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ” 

    โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “รัฐบาลกับการขับเคลื่อนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” ซึ่งสะท้อนบทบาทของรัฐบาลในการวางฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทั้งด้านการคลัง และเวลา

    ดร. เอกนิติ กล่าวว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รมว.คลัง ได้มุ่งหาคำตอบสำคัญว่าไทยจะ “ก้าวข้ามโมเดลเก่า” ที่ฉุดรั้งการเติบโตมาอย่างยาวนานได้อย่างไร ท่ามกลางความท้าทายอย่างการเติบโตต่ำ การอาศัยอุตสาหกรรมเดิม ขาดการลงทุน และสังคมสูงวัย ขณะที่ “พลังของรัฐ” ทั้งงบประมาณ และฐานะการคลังลดลงต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วันนี้ยากกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เราไม่มีโมเดลใหม่ แต่พลังของเราก็น้อยลงด้วย โดยต่างชาติ และ Rating Agency จับตาอย่างใกล้ชิด และหนึ่งในผลงานสำคัญคือ S&P ยังไม่ปรับลด Outlook หลังรัฐบาลส่งสัญญาณรักษาวินัยการคลังผ่านมาตรการเชิงปฏิบัติ (Action)

    ดร. เอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ เวลา มีเวลาเพียง 4 เดือน เท่านั้นถ้าจะวางรากฐานใหม่ให้ประเทศ ทำให้ทุกมาตรการต้อง “ทำจริง” มากกว่าคิด ตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน ได้สั่งคืนเงินให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทันทีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อแสดงสัญญาณวินัยการคลังอย่างชัดเจน

    ในส่วนของ Medium Term Fiscal Framework (MTFF) ฉบับใหม่ รัฐบาลเตรียมนำเสนอเพื่อกำหนด “กรอบวินัยการคลังที่เข้มงวดกว่าเดิม” โดยมีเป้าหมายสำคัญ เช่น ลดการขาดดุลจาก 4.4% สู่ระดับ 3% ภายในปี 2572, ควบคุมงบกลางไม่ให้เกิน 3% และกำหนดให้ชำระคืนหนี้ในงบประมาณไม่น้อยกว่า 4%

    จำกัดการใช้มาตรา 28 โดยกำหนดหลักว่า Bank Check จะไม่ใช่ Bank อีกต่อไป โดยทุกกระทรวงต้องจัดลำดับความสำคัญอย่างชัดเจนก่อนขอใช้เงินผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พร้อมระดมทุนใหม่แบบไม่ก่อหนี้ผ่านโครงสร้าง Infrastructure Fund เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ รัฐบาลจะเดินหน้าการลงทุนผ่านเครื่องมือใหม่คือ Infrastructure Fund โดยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานราชการที่มีรายได้ในอนาคต (Future Income) ต้องใช้กองทุนโครงสร้างพื้นฐานแทนการกู้เงิน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเพิ่มหนี้สาธารณะ และยังสร้างธรรมาภิบาลผ่านการเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน

    ตัวอย่างสำคัญคือ การผลักดัน พลังงานสะอาด เช่น Solar Farm, Floating Solar และ Solar Roof โดยจะใช้รายได้จากโครงการพลังงานในอนาคตเข้ากองทุนแทนการกู้ ซึ่งทำให้สามารถขยายการลงทุนจาก 2 เขื่อนเป็น 7-8 เขื่อนได้โดยไม่เพิ่มหนี้รัฐ

    ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ขณะนี้มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ค้างอยู่จำนวนมาก โดยจากการวิเคราะห์พบว่า มีโครงการที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ทันทีมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท และในนั้นมี 74 โครงการมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท รวมกว่า 300,000 ล้านบาท ที่ติดอุปสรรคซ้ำซ้อน

    ทั้งนี้ อุปสรรคหลัก 3 เรื่อง ได้แก่ 1. พลังงานสะอาดและปัญหาใบอนุญาตไฟฟ้า 2. ใบอนุญาตทำงานแรงงานผู้เชี่ยวชาญ และ 3. ปัญหาที่ดิน

    นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจเพื่อปฏิรูป SME ครั้งสำคัญ โดยไม่ใช่แค่ Soft Loan ทั่วไป แต่เป็นสินเชื่อเพื่อการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้ SME เข้าสู่ Supply Chain ได้จริง โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ ใช้การค้ำประกันร่วมระหว่างรัฐ เอกชน และธนาคาร, อ้างอิงออร์เดอร์ใน Supply Chain เพื่อลดความเสี่ยงธนาคาร, ปรับกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ ให้ SME มีเงินทำงานก่อน โดยใช้แนวคิดพี่ช่วยน้องให้ธุรกิจใหญ่ช่วยสนับสนุนรายย่อย โดยแพ็กเกจนี้เตรียมออกภายใน 2–3 สัปดาห์

    สำหรับโครงการคนละครึ่งปีนี้ได้เพิ่มองค์ประกอบสำคัญคือ “Plus” ซึ่งหมายถึงการรีสกิลผู้ขาย โดยงบกว่า 40,000 ล้านบาท ที่กระจายออกไปเกือบทั่วประเทศ (กรุงเทพฯ ใช้เพียง 10–14%) จะถูกต่อยอดสู่การยกระดับทักษะพ่อค้าแม่ค้า โดยเน้นการรีสกิล 3 ด้านหลัก คือ เทคนิคการขาย, การรู้ต้นทุน และการลดต้นทุน และการใช้เทคโนโลยีขายสินค้า

    ดร.เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ช่วง 4 เดือนนี้คือ การสร้าง Foundation ให้ประเทศก้าวสู่โมเดลใหม่ของการพัฒนา โดยใช้แนวทาง “แก้สั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ทั้งด้านการคลัง การลงทุน ทักษะแรงงาน และการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย

    “รัฐบาลมุ่งหวังให้มาตรการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวสู่โมเดลใหม่ที่แข็งแรงในระยะยาว”
     

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207967&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d4y22SoYcIT2l4P5euxLh

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    ต่างประเทศ

    By วิชิต ใจตรง17 พ.ย. 2025 เวลา 7:26 น.

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ในไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดเดือนกันยายนของปี 2568 ผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

    ซีเอ็นบีซี รายงานด่วนวันนี้ (17 พ.ย.68)ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่น หดตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 0.4% ในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อันเนื่องมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น

    ผลสำรวจของนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะหดตัว 0.6%

    เมื่อคิดเป็นอัตราการเติบโตรายปี GDP ของญี่ปุ่น ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 หดตัว 1.8% ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1207916&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GHBzZT7NOKWfeJ4Y_llO7

  • อ่านกลยุทธ์

    อ่านกลยุทธ์

    อ่านกลยุทธ์’อนุทิน’ ใช้’ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์’ ผูกมัดกัมพูชา/สร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.29 น.

    นักวิชาการอ่านกลยุทธ์”อนุทิน” ใช้”ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” ผูกมัดกัมพูชา/วางหมากทูตสร้างแรงกดดันผ่านสหรัฐฯ-มาเลเซีย พร้อมควบโยงผลประโยชน์เศรษฐกิจจากข้อเสนอของ”ทรัมป์”

    เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารและจัดการการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้สัมภาษณ์กรณีการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน โดยชี้ให้เห็นถึงการวางยุทธศาสตร์เชิงการทูตและความมั่นคงของไทยในสถานการณ์ความตึงเครียดกับกัมพูชาในหลายมิติ

    1) นายกรัฐมนตรีกำลังใช้ประโยชน์จากกรอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ให้เป็นหลักฐานทางการทูตผูกมัดกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงก่อน เพื่อสร้างความชอบธรรมระหว่างประเทศให้กับไทย โดยยืนยันต่อผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซียว่า กัมพูชาละเมิดปฏิญญาฯ ย้ำหลักฐานระบุว่ามีผู้สังเกตการณ์ต่างชาติยืนยันว่า “ทุ่นระเบิดถูกวางหลังลงนามปฏิญญาฯ” ซึ่งเป็นการสร้างฐานความชอบธรรมต่อสายตานานาชาติให้กับไทย สื่อนัยยะว่าไทยกำลังวางตำแหน่งเป็น “ผู้รักษากติกา” มาโดยตลอด และชี้ภาพให้กัมพูชาคือ “ผู้ละเมิดข้อตกลง” ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งจะส่งผลให้ไทยได้เปรียบคือ ไทยกำลังผูกเรื่องนี้เข้ากับกติการะหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดแรงกดดันต่อกัมพูชาจากหลายฝ่ายพร้อมกัน โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่กัมพูชาหวังจะพึ่งพิง

    2) ไทยกำลังพยายามส่งเงื่อนไขที่กัมพูชาต้องยอมรับผิด และทำตามข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อไทย ประเทศไทยประกาศชัดว่าจะระงับการดำเนินการตามปฏิญญาฯ หากกัมพูชาไม่ยอมรับผิด แจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์รับทราบอย่างชัดเจนว่าไทยตั้งเงื่อนไขให้กัมพูชาต้องขอโทษอย่างเป็นทางการต่อประชาชนไทย มิเช่นนั้น การดำเนินความสัมพันธ์ใดๆ ที่เดินหน้าต่อกับเพื่อนบ้านที่ไม่จริงใจอย่างกัมพูชา จะขับเคลื่อนต่อไปอย่างยากเย็น ซึ่งจะกระทบต่อสันติภาพที่จะเกิดขึ้นบริเวณชายแดน ในทางหนึ่งถือเป็นการยืนยันความเข้มแข็งของประเทศที่มีอธิปไตยเป็นของตัวเองอย่างประเทศไทย ให้ทั้งสหรัฐฯและมาเลเซียต้องเคารพในความเป็นอธิปไตยของไทยด้วย

    3) ไทยใช้โอกาสนำ “ความมั่นคงชายแดน” กระทบชิ่งต่อ “เศรษฐกิจระหว่างประเทศ” โดยใช้สหรัฐฯ เป็นคานงัด เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทย กรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์รับข้อเสนอของไทยและระบุว่า หากไทยสามารถเร่งถอนทุ่นระเบิดได้ จะพิจารณาลดภาษีให้ไทยเพิ่ม แสดงให้เห็นว่านายกฯอนุทินกำลังใช้โอกาสที่ทรัมป์เปิดบทสนทนานี้ก่อน นำมาพลิกผันเป็นประเด็นเข้ากับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยได้ประโยชน์ โดยหยิบยกเรื่องที่เป็นความต้องการของไทยในการเร่งถอนทุนระเบิดที่จะนำไปสู่การรับประกันสันติภาพระหว่างสองประเทศจนทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะสนับสนุนแรงจูงใจเพิ่มเติมโดยการเจรจาลดภาษีให้ เท่ากับว่าไทยยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กล่าวคือได้ทั้งการถอดถอนทุนระเบิดที่ชายแดน และการลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยจากสหรัฐฯเพิ่มเติมในคราวเดียวกัน ถือได้ว่าเป็นการใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวค้ำยันความมั่นคงแบบมีชั้นเชิง

    4) การพูดคุยอย่างมีชั้นเชิงทั้งกับสหรัฐฯ และมาเลเซีย ยังเป็นการยืนยันภาพลักษณ์ไทยด้วยว่าไทยยังให้ความสำคัญกับเวทีอาเซียนและสหรัฐฯ ไม่ได้ละเลย แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้มแข็งในการรักษาประโยชน์ของแผ่นดินไทยในขณะเดียวกัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นความสมดุลที่ไม่เสียเชิงในการเจรจากับประเทศที่ทรงอิทธิพล แต่ยังชูภาพความเข้มแข็งของไทยไปพร้อมๆกัน เป็นการวางภาพลักษณ์ใหม่ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ โดยไทยยังได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐฯและมาเลเซียพยักหน้าตอบรับไทย เป็นสัญญาณว่าไทยกำลังจัดระเบียบแรงสนับสนุนจากสองชาตินี้ได้สำเร็จในระดับหนึ่งเพื่อส่งความกดดันต่อกัมพูชา

    กล่าวโดยสรุป ยังถือว่าในการพูดคุยกับประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ในครั้งนี้ ไทยยังสามารถวางจุดยืนที่เข้มแข็ง แต่ใช้กรอบสันติภาพที่ทั้งสองประเทศปลายสายต้องการ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้องที่ชัดเจนของไทยบนพื้นฐานผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้งได้เป็นอย่างดี เพราะต้องอย่าลืมว่าการชนะโดยไม่ต้องรบ ย่อมเป็นชัยชนะที่หอมหวานเสมอ มากกว่าชัยชนะที่ต้องแลกมาจากการสูญเสียชีวิตของทหารลูกหลานคนไทย เราควรวางยุทธศาสตร์หลีกเลี่ยงสนามรบไว้ก่อน จนกว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วจริงๆ ถึงให้การรบพุ่งเสียเลือดเนื้อเป็นทางเลือกสุดท้าย ดังนั้น สติ ปัญญา ความรอบคอบ ความอดทนอดกลั้น การเจรจาอย่างมีชั้นเชิง และการคิดเชิงยุทธศาสตร์ ที่ต้องคิดก้าวหน้ากว่าศัตรูอย่างน้อยสามชั้น จะทำให้เรามีชัยชนะอย่างแท้จริง

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f_sjFHT185FVfaxCtC-R1

  • ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    ผ่าปัญหาตลาดแรงงาน น่าห่วง! ซมวิกฤตโครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยน

    นายธนิต โสรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทในเครือวี-เซิร์ฟ กรุ๊ป และประธานสภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีการกล่าวถึงสถานประกอบการต่าง ๆ เลิกจ้างและลดการจ้างแรงงานจนทำให้อัตราการว่างงานของประเทศพุ่งสูงกว่าปกติ แต่จากการพิจารณาข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพบว่า อัตราการว่างงานทั้งแรงงานของประเทศและแรงงานในระบบประกันสังคมไม่ได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย และเมื่อเปรียบเทียบ 4 ปี อัตราการว่างงานก็ไม่ได้ส่งสัญญาณผิดปกติ

    นายธนิต กล่าวว่า ประเด็นที่น่าจะมีการศึกษาคือประเทศไทยมีปรากฎการณ์ที่ต่างไปจากประเทศอื่นๆ เนื่องจากอัตราการว่างงาน โดยเฉพาะของสำนักงานสถิติแห่งชาติไม่แปรผันไปตามการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือ GDP ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจของไทยขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.59 (หักปี 2563 GDP ติดลบ 6.2%) 

    โดยอัตราการว่างงานของไทยต่ำกว่าศักยภาพและต่ำกว่าประเทศในเอเชียแปซิฟิก แต่ไม่มีผลต่อการจ้างงาน แม้แต่ในปีนี้มีปัจจัยตัวแปรทั้งภายนอกและภายในรวมถึงเสถียรภาพทางการเมืองกลับไม่มีผลกระทบต่อตลาดแรงงานและไม่มีปัญหาการว่างงานอย่างเป็นนัย

    สำหรับฉากทัศน์ตลาดแรงงานในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ พบว่า มีความต้องการหรือดีมานด์จากนายจ้างในเชิงปริมาณยังไม่พอกับความต้องการ โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้านในทุกสาขา ข้อมูลเชิงประจักษ์ตลาดเป็นของแรงงานซึ่งมีการเลือกงานที่มีรายได้สูงและพฤติกรรมเปลี่ยนงานบ่อยรวมถึงมีอัตราสูงชอบงานสบาย สวัสดิการดี โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z 

    โดยในช่วง 1 – 2 ปีแรก ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ทำงานประจำ ชอบงานอิสระ หรืองานฟรีแลนซ์ หรืออาชีพทำธุรกิจส่วนตัว ทั้งที่ยังไม่มีขีดความสามารถขาดทักษะและประสบการณ์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญา ซึ่งมีอัตราการว่างงานเกือบครึ่งของจำนวนคนว่างงาน

    นายธนิต กล่าวว่า ดังที่กล่าวมาเป็นปัญหาทางโครงสร้าง มีผลต่อปัจเจกบุคคล-ครัวเรือน-ตลาดแรงงานและเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันปัญหาในอีกด้านของไทยคือ การเร่งตัวของแรงงานสูงอายุ ซึ่งค่าเฉลี่ยหรือมัธยฐานอายุแรงงานไทยประมาณ 42 – 45 ปี เทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย กำลังแรงงานอยู่ในช่วงวัยหนุ่มสาว 

    ทั้งนี้มองว่า วิกฤตประชากรของไทยกำลังก่อตัว เป็นผลจากอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต โดยอัตราคนเกิดน้อยกว่าคนตายเป็นปีที่ 5 จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงในช่วง 9 เดือนของปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่ 309,644 คน ลดลงถึงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

    โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต ทำให้เผชิญกับความเสี่ยงการขาดแคลนแรงงาน การบริโภคที่ลดลง และภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น

    ดังนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือการนำเข้าแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทนการขาดแรงงาน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสูงถึง 4.005 ล้านคน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ช่วงไตรมาส 3/2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 6.464 แสนคนหรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19.25 

    ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลคิกออฟแนวคิดขยายเกษียณราชการจาก 60 ปีไปเป็น 65 ปี จำเป็นต้องครอบคลุมทั้งแรงงานภาครัฐและเอกชน การขยายอายุเกษียณแรงงานเกี่ยวข้องกับมาตรการรองรับการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญและจะเพิ่มดีกรี กลายเป็นปัญหาของประเทศในอนาคตอันใกล้ มีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพตลาดแรงงาน การส่งออก การลงทุน การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของครัวเรือนเป็นปัญหาทางโครงสร้างแก้ยากด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RFRVzUD5niOuzcScka8VP

  • ‘เพื่อไทย’ ชี้คำพูดนายกฯอนุทิน ‘ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร’ ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    ‘เพื่อไทย’ ชี้คำพูดนายกฯอนุทิน ‘ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร’ ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี

    ‘เพื่อไทย’ ชี้คำพูดนายกฯอนุทิน ‘ไร้วุฒิภาวะ-เสียพันธมิตร’ ทำประเทศเสี่ยงทั้งอธิปไตยและเศรษฐกิจ กว่า 3 ล้านล้านต่อปี ที่ประชาชนหลายสิบล้านคนจะได้รับผลกระทบ รวมทั้งปัญหาคอลเซนเตอร์

    วันนี้ (16 พฤศจิกายน 2568) นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีสหรัฐอเมริกาแจ้งขอ “ระงับ” การเจรจาภาษีการค้ากับไทยชั่วคราว หลังรอคำยืนยันว่าฝ่ายไทยจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration (MOU ร่วมไทย-กัมพูชา) อีกครั้ง โดยระบุว่า การบริหารของรัฐบาลปัจจุบันทำให้ประเทศเสียหายจนประเมินไม่ได้

    นายศึกษิษฏ์กล่าวว่า เราทุกคนมีความรักชาติเหมือนกัน แต่วิธีการบริหารที่ต่างกัน จะสร้างความเสียหายแบบที่ประเมินไม่ได้ 

    โฆษกพรรคเพื่อไทยย้ำว่า พรรคเชื่อมั่นว่าไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตย รวมถึงสิทธิในการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนเมื่อถูกรุกล้ำ และเราก็ได้ดำเนินการบนรากฐานความคิดนั้นมาตลอด โดยที่ผ่านมารัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยได้ทำงานร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ได้ตอบโต้ผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยและสร้างความเสียหายให้กับพี่น้องประชาชนไทย โดยได้แสดงแสนยานุภาพในการตอบโต้จนเป็นที่ประจักษ์ ข่าวลือข่าวปลอมต่างๆ ที่ว่าเราสั่งให้หยุดก็พิสูจน์แล้วว่าไม่จริง

    นายศึกษิษฏ์ ระบุว่า ในช่วงเดียวกัน พรรคเพื่อไทยยังเดินหน้า “การทูตเชิงรุก” ผ่านทั้งกลไกทวิภาคี (สองฝ่าย) และพหุภาคี (หลายฝ่าย) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างอธิปไตยและเศรษฐกิจ จนนานาประเทศทั่วโลกหันมาฟังและพร้อมที่จะสนับสนุนเรา เอาโลกมาล้อมคู่กรณี

    นายศึกษิษฏ์เปรียบเทียบกับการบริหารของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่คำพูดที่สับสน ไม่มีวุฒิภาวะ ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทย หรือบางคำอาจจะนำไปสู่การเสียดินแดน ผลักพันธมิตรออกห่าง ไม่เดินการทูตเชิงรุกจนเราเสียพันธมิตรทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี

    โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนะรัฐบาลตั้งแต่แรกให้รีบทำงานเชิงรุกผ่านประเทศมหาอำนาจ

    “พรรคเพื่อไทยได้เสนอแนวทางมาตั้งแต่หลังเกิดเหตุ ให้นายกรัฐมนตรีเร่งพูดคุยกับอเมริกาและจีน ประเทศมหาอำนาจที่เป็นผู้ผลักดันและสักขีพยานในปฏิญญาสันติภาพ และให้กรอบกลไกนานาชาติต่างๆ เพื่อนำข้อมูลของประเทศเราออกไปก่อน แสดงให้โลกรู้ว่าเราไม่ได้เริ่มก่อนแต่กัมพูชาเป็นคนฉีกกติกา และใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมกดดันกัมพูชา เหมือนที่เราเคยทำ”

    โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุว่า ผลลัพธ์จากการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศอยู่ในจุดที่กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก นอกจากเผชิญหน้ากัมพูชาแล้ว ยังเจอกับแรงกดดันจากอเมริกาอีกด้วย ทั้งที่สามารถรับมือสถานการณ์ได้ดีกว่านี้โดยไม่ขยายประเด็นเปิดช่องให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ  ถึงแม้ว่าเราจะไม่พอใจกับท่าทีของสหรัฐอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือมูลค่าการค้าขายกว่า 3 ล้านล้านบาท ภายใต้ตัวเลขเหล่านี้คือพี่น้องประชาชนจำนวนหลายสิบล้านคนที่จะได้รับผลกระทบ เสียหายทั้งในด้านอธิปไตยและด้านเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบถึงความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องก็ต้องติดค้างอยู่ด้วย 

    ท้ายที่สุด นายศึกษิษฏ์ตั้งคำถามต่อพรรคฝ่ายค้านว่า “สิ่งที่รัฐบาลนี้ได้กระทำ นับเป็นความผิดพลาดเพียงพอที่จะไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่” โฆษกพรรค กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/p8NFOt2tO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25dsFEa6WY3CB6TkhMDP3v

  • ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดลบ 0.76% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

    ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดลบ 0.76% กังวลเศรษฐกิจจีนชะลอตัว

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (14 พ.ย.) หลังจากจีนซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ทองแดงมากที่สุดในโลกเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งรวมถึงการผลิตภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ราคาทองแดงยังถูกกดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ

    สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 3.90 เซนต์ หรือ -0.76% ปิดที่ 5.0630 ดอลลาร์/ปอนด์

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของจีนเป็นปัจจัยฉุดราคาทองแดง โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค.ปรับตัวขึ้น 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้น 6.5% และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5%

    ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนต.ค. ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือนก.ย.ที่ปรับตัวขึ้น 3% และเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเดือนที่ 5 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564

    ส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ลดลง 1.7% ซึ่งชะลอตัวลงอย่างมากจากช่วงเดือนม.ค.-ก.ย. ที่ลดลงเพียง 0.5% และย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจลดลง 0.8%

    นอกจากนี้ ราคาทองแดงยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนลดความคาดหวังว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนหน้า โดยล่าสุดเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักไม่ถึง 50% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธ.ค. จากก่อนหน้านี้ที่ระดับ 67%

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRAF0IQ7BE0OR90EIN5GJU0W760OK6BG&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IoddnrBqOVoirr6sgG_vL

  • ถอดบทเรียน ‘เศรษฐกิจเกาหลีใต้’ แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD

    ถอดบทเรียน ‘เศรษฐกิจเกาหลีใต้’ แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD

    ถอดบทเรียน “เศรษฐกิจเกาหลีใต้” สมาชิก OECD ที่เคยเป็นเหมือนฝาแฝดไทย เกาหลีถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไทยสามารถนำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไปปรับใช้ในระหว่างการเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก OECD

    ไทยกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินงานเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ “OECD” หลังจากคณะมนตรี OECD มีมติเอกฉันท์เชิญไทยเข้าสู่กระบวนการหารือเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2024

    OECD มีความสำคัญต่อการปรับปรุงนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานโลก ใครที่ได้เข้าเป็นสมาชิกเหมือนได้รับการยอมรับว่าเป็น “ประเทศพัฒนาแล้ว” การเข้าร่วมเป็นสมาชิกจึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ไทยจะได้รับคำแนะนำและแนวทางในการปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง

    เกาหลีใต้ หนึ่งในสมาชิก OECD เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับไทยในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง งานสัมมนา Sharing Pathways: Korea’s OECD Membership and Thailand’s Application จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทยถือเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยได้ถอดบทเรียน 

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย

     “ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการเป็นสมาชิก OECD จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับประเทศไทย เช่นเดียวกับที่เคยเป็นสำหรับเกาหลี เพื่อให้ไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงขึ้น และบูรณาการเข้ากับระบบโลกอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น”  ปาร์ค ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงาน

    ด้านรุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ชี้ว่า การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นกระบวนการปฏิรูปที่มีพลวัต ซึ่งเป็นแนวทางในการปรับปรุงธรรมาภิบาล ความยั่งยืน นวัตกรรม และความโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

    ฝาแฝดโตคนละแบบ

    ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ และพลังงาน  วิเคราะห์ภาพการเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีและไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ในแง่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ช่วงทศวรรษ 1950 ไทยกับเกาหลีใต้เป็นเหมือน “ฝาแฝด” มีแนวคิดเศรษฐกิจแบบอเมริกันเหมือนกัน มีสถาบันวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

    เกาหลีเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ในช่วงทศวรรษ 1980 ในขณะที่ไทยควรจะมีสถานะเดียวกันในช่วงทศวรรษ 1990 แต่ความหวังจะเป็นเสือตัวที่ 5 ได้เลือนหายไป เพราะการเมืองไทยมีปัญหามากกว่าเนื่องจากยังมีผู้นำที่มาจากทหาร ขณะเดียวกันไทยก็เน้นการค้ามากกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนวัตกรรม จึงทำให้เศรษฐกิจเกาหลีและไทยเติบโตแตกต่างกัน

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี

    “สิ่งที่ผมสังเกตเห็นได้อีกก็คือ เกาหลีมองญี่ปุ่นเป็นคู่แข่ง และต้องการเอาชนะ ขณะที่ไทยโอบรับญี่ปุ่น” ดร. ณรงค์ชัย ผู้ติตตามทิศทางเศรษฐกิจของสองประเทศมานานกว่า 50 ปี กล่าว

    อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ เล่าต่อว่า แม้ไทยสามารถออกจากวิกฤติการเงินได้ภายในปี 2001 แต่ปัญหาทางการเมืองก็เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2006 และคงอยู่เป็นเวลานานกว่า 15 ปี การที่ประเทศยังคงมีผู้นำที่มาจากกองทัพจะเน้นให้ความสำคัญกับความมั่นคงและเสถียรภาพมากกว่าความเจริญรุ่งเรือง

    ดังนั้น ดร.ณรงค์ชัย จึงมองว่าการเข้าร่วมกระบวนการสู่การเป็นสมาชิก OECD ของไทย เป็นนิมิตหมายที่ดีต่อเศรษฐกิจไทย

    “การเข้าร่วม OECD จะช่วยให้ฝาแฝดที่มีความคล้ายคลึงกันในด้านเศรษฐกิจ ที่เคยเติบโตไปคนละทาง ตั้งแต่ช่วง 2000 ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในครอบครัว OECD คงราวๆ ปี 2030” 

    ก่อนรุ่งเรือง

    ดร. ฮุน ซาฮิบ โซ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการภูมิภาคเอเชียใต้ของธนาคารโลก เผยว่า ช่วงก่อนเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจเกาหลีสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เกาหลีได้ปรับปรุงนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 

    ช่วงที่เศรษฐกิจเกาหลีเติบโตอย่างรวดเร็ว ระหว่างปี 1962-1991 มาจากการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในทุนทางกายภาพ (physical capital) เพื่อเน้นเพิ่มผลผลิต จากนั้นเกาหลีใต้ก็ก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในปี 1995 และได้เป็นสมาชิก OECD ในปี 1996 

    ก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศรายได้สูง เกาหลีใต้ได้เปิดตลาดมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการลดอุปสรรคทางภาษีและไม่ใช่ภาษี โดยเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วไปเฉลี่ยลดลงจาก 24% ในปี 1983 เหลือ 8% ในปี 1994 และลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุกทางเศรษฐกิจผลักดันการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) กับประเทศต่างๆ และได้ทำข้อตกลงไปแล้วกว่า 17 ฉบับ ครอบคลุม 50 ประเทศ ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990

    เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2000 ประเทศก็เปลี่ยนไปให้ความสำคัญเรื่องผลิตภาพรวม (total factor productivity) โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทำให้ผลิตภาพของแรงงานเกาหลีสูงถึง 75% ของค่าเฉลี่ย OECD ภายในปี 2018 และแซงหน้าค่าเฉลี่ย OECD ไปแล้วนับแต่นั้นมา

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ดร. ฮุน ซาฮิบ โซ

    3 เสาหลักพัฒนาประเทศ

    ดร. ฮุน สรุปว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่ยกระดับสู่ประเทศพัฒนาแล้ว พึ่งพาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจาก 3 เสาหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางตลาดของภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงนโยบายอุตสาหกรรม และการผลิตแรงงานที่มีการศึกษาและมีทักษะ

    นักวิเคราะห์จากธนาคารโลกบอกว่า ในช่วงต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจหลังสงคราม ภาครัฐและบริษัทขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า แชโบล มีความสัมพันธ์ในเชิงหุ้นส่วนอย่างเข้มแข็ง รัฐบาลให้การสนับสนุนด้านตลาดและให้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงสินเชื่อแก่แชโบลเป็นหลัก

    เมื่อประเทศเจอวิกฤตการณ์ทางการเงินรัฐบาลจึงปฏิรูปนโยบายการเงินครั้งใหญ่ อาทิ เปิดเสรีตลาดทุน สนับสนุนโลกาภิวัตน์ภาคการเงิน ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว เปิดตลาดพันธบัตรให้ต่างชาติ ยกเลิกเพดานการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในหุ้นต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ปฏิรูปการเข้าถึงสินเชื่อจากการอนุมัติให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ไปสู่การให้สินเชื่อแก่บริษัทขนาดเล็ก (20% ล่างสุด) มากขึ้น

    ส่วนการเปลี่ยนแปลงนโยบายอุตสาหกรรม เกาหลีใต้ได้เปลี่ยนการเน้นสนับสนุนนวัตกรรมของบริษัทใหญ่ไปสู่การสนับสนุนบริษัทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) และเน้นให้ความสำคัญกับธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นและผู้สร้างนวัตกรรมที่มีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการให้ทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งทุนด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนเกาหลีเข้า OECD และปัจจุบันเกาหลีใต้มีอัตราการใช้จ่าย R&D ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ราว 5% สูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากอิสราเอลที่ใช้จ่าย 6% ต่อจีดีพี

    ต่อมาในช่วงต้นทศวรรษ 2000 เกาหลีหันไปส่งเสริมการให้ทุนแก่บริษัทสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี เห็นได้จากแอปพลิเคชันกาเกา (Kakao), แพลตฟอร์มเนเวอร์ (Naver), และบริษัทชีวเวชภัณฑ์ Celtrion ที่เติบโตจากสตาร์ตอัปสู่บริษัทขนาดใหญ่ท็อป 10 ของเกาหลีใต้ 

    ขณะนี้เกาหลีใต้มีการลงทุนในเงินลงทุนร่วม (venture capital investment) เมื่อเทียบกับจีดีพีมากเป็นอันดับที่ 3 รองจากแคนาดาและสหรัฐ

    ในการพัฒนาบุคลากร เกาหลีใต้ได้ปฏิรูประบบการศึกษาโดยเน้นสนับสนุนการศึกษาด้าน STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม, คณิตศาสตร์) เพื่อเตรียมพร้อมแรงงานรองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

    ดร.ฮุน บอกว่า เกาหลีวางแผนเศรษฐกิจระดับชาติโดยคำนึงการพัฒนาทุนมนุษย์เสมอ ในช่วงที่ประเทศเน้นการพัฒนาการผลิตซึ่งต้องใช้แรงงานทักษะต่ำ รัฐบาลให้ความสำคัญด้านการศึกษาระดับอาชีวและวิทยาลัย แต่เมื่อประเทศเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลก็เน้นสนับสนุนการศึกษาระดับสูงมากขึ้น

    OECD คลับช่วยขจัดอุปสรรค

    ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเกาหลีใต้ยังคงมีอุปสรรคที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ในอนาคต คือ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดี การได้เป็นสมาชิก OECD มีส่วนช่วยให้เกาหลีใต้สามารถวางแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ได้

    ดร.ปาร์ค จีวอน ผู้ช่วยนักวิจัย ทีมการเงินระหว่างประเทศ จากสถาบันนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศเกาหลี (KIEP) บอกว่า ประโยชน์ที่สมาชิก OECD จะได้รับคือ คำแนะนำที่ดี

    ถอดบทเรียน 'เศรษฐกิจเกาหลีใต้' แนะแนวทางไทยสู่สมาชิก OECD ดร.ปาร์ค จีวอน

    “แม้การนำคำแนะนำเหล่านั้นไปปรับใช้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่พวกเราคำนึงถึงข้อเสนอของพวกเขาเสมอ และเศรษฐกิจเกาหลีกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจาก OECD”

    ขณะที่ ดร.ฮุน บอกว่า สมาชิกจะได้รับประโยชน์จากการหารือแลกเปลี่ยนนโยบาย  แลกเปลี่ยนมุมมองที่เป็นประโยชน์ และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการว่าได้เข้าสู่ “คลับของประเทศพัฒนาแล้ว” คลับที่จะช่วยผลักดันให้เกิดการปฏิรูป

    ด้านทูตปาร์คเสริมว่า OECD ไม่ได้บังคับให้สมาชิกตัดสินใจใดๆ แต่เป็นสโมสรอันทรงเกียรติที่จะได้รับแรงกดดันที่ดีจากเพื่อนสมาชิก เพื่อเร่งปรับปรุงสถิติ กฎระเบียบ และสถานะต่างๆ ของประเทศ 

    “การที่สื่อรายงานสถิติต่างๆ เช่น อัตราการเกิดต่ำ อัตราการตาย ของสมาชิก OECD ถือเป็นแรงกดดันที่ดีที่จะทำให้รัฐบาลคิดนอกกรอบ พัฒนาประเทศให้ดีขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1207717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rPKZVDeotTN04xK3WDnc7

  • จับตา สภาพัฒน์ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ลุ้น GDP ไตรมาส 3 และทั้งปี 2568

    จับตา สภาพัฒน์ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ลุ้น GDP ไตรมาส 3 และทั้งปี 2568

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน 2568) เวลา 9.30 น. ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ จะแถลง รายงานภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 โดยจับตาตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของประเทศไทยล่าสุด รวมไปถึงปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยสนับสนุน และข้อเสนอในการขับเคลื่อนการบริหารนโยบายด้านเศรษฐกิจ

    ก่อนหน้านี้ สศช. ได้ประกาศภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2568 โดยพบว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจากการขยายตัว 3.2% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลมาจากการชะลอตัวของการผลิตภาคนอกเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ขณะที่การผลิตภาคเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง

    ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2568 เดิม สศช. ประเมินว่า จะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.8 – 2.3% หรือมีค่ากลางการประมาณการ 2% ขยายตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับ 2.5% ในปี 2567 โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.0 – 0.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.1% ของ GDP

    อย่างไรก็ตามต้องจับตาเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ รวมทั้งแนวโน้มปีหน้า โดยเฉพาะแนวโน้มการดำเนินมาตรการเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีมากแค่ไหน หลังจากรัฐบาลได้ดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้สามารถขยายตัวต่อไปได้ ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่อง 

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมรับฟัง ถ่ายทอดสด การแถลงข่าวตัวเลข GDP จาก สศช. ผ่านช่องทางดังนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3T1ixLRkZ-sjXJYeYQxNrW