Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจทรุด ‘คลัง’ หวั่นปี 69 หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70%

    เศรษฐกิจทรุด ‘คลัง’ หวั่นปี 69 หนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน 70%

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ครั้งที่ 3/2568 ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยภาพรวมของแผนบริหารหนี้มีกรอบวงเงินต่างๆไว้ใกล้เคียงกับแผนหนี้ปี 68 ซึ่งจะมีการเสนอเข้าครม.พิจารณาในเร็วๆ นี้ 

    โดยในปี 69 คาดว่าจะมีการก่อหนี้ใหม่ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท แผนการบริหารหนี้เดิมวงเงินประมาณ  1.7 ล้านล้านบาท และแผนการชำระหนี้มีวงเงินกว่า 4 แสนล้านบาท เป็นไปตาม พ.ร.บ.งบรายจ่ายประจำปี 69 แต่รัฐวิสาหกิจบางแห่ง อาจพิจารณานำรายได้มาชำระหนี้เงินกู้เพิ่มเติมได้ 

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าติดตาม คือ การประเมินตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ปีงบ 69 คาดว่าจะพุ่งขึ้นสูงเกิน 69% ใกล้ชนเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ 70% เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และเติบโตต่ำกว่าคาดมาตั้งแต่ปี 68 ที่อาจเติบโตประมาณ 2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3% ขณะที่ประมาณการปี 69 ก็คาดว่าจะโตในระดับต่ำเช่นกัน 

    “ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะมีความสุ่มเสี่ยงจะทะลุ 70% ส่วนตัวเลขหนี้สาธารณะต่อจีพีดี ล่าสุด ณ วันที่ 25 ส.ค.68 มีหนี้รวมอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.2% ของจีดีพี”

    ขณะที่แผนการคลังระยะปานกลางปีงบประมาณ 69 –72 ล่าสุด คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวในกรอบ 2.3 – 3.3% มีค่ากลางอยู่ที่ 2.8% โดยแผนการคลังระยะปานกลางของไทยนั้น ยังเป็นแผนการขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง โดยรัฐบาลพยายามลดการขาดดุลงบประมาณลง และควบคุมให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ในระดับ 70% ที่เป็นเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้  

    โดยมีรายละเอียดของกรอบงบประมาณระยะปานกลางของประเทศดังนี้

    ปีงบประมาณ 2569

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.78 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 8.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 4.3% ของจีดีพี
    • ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 67.3%

    ปีงบประมาณ 2570

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.86 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.6 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.6% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 68.5%

    ปีงบประมาณ 2571

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 3.97 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.2 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.3% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่ 69.2%

    ปีงบประมาณ 2572

    • กรอบงบประมาณรายจ่าย 4.09 ล้านล้านบาท
    • ขาดดุลงบประมาณ 7.0 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณ 3.1% ของจีดีพี
    • หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณอยู่ที่  69.3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RU_A5-4oJHU2chZTy3XRj

  • แนวโน้มปลดพนักงานปี 68 สภาพัฒน์เผย ว่างงาน เพิ่ม-ค่าจ้างลด

    แนวโน้มปลดพนักงานปี 68 สภาพัฒน์เผย ว่างงาน เพิ่ม-ค่าจ้างลด

    คลื่นการลดพนักงานระลอกใหม่กำลังมา? ‘สภาพัฒน์’ เผยอัตราว่างงานไทยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ‘เพิ่มขึ้น’ ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยก็ ‘ลดลงต่อเนื่อง’ ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จับตาผลกระทบจาก ‘ภาษีทรัมป์’ อาจกระเทือนผู้ประกอบการไทย จนนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน ค่าจ้าง และเวลาทำงาน สอดคล้องผลสำรวจ Jobsdb ที่ระบุว่า 25% ขององค์กรไทยมีแนวโน้มลดจำนวนพนักงานลง ห่วงในปี 2568 เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูงขึ้นอาจส่งผลให้นายจ้างเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานมากขึ้นอีก 

    อัปเดตสถานการณ์ ‘ตลาดแรงงานไทย’ ใน 2Q68 

    วันนี้ (25 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ อัตราการว่างงานรวม ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.91% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.88%  

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า อัตราว่างงานปรับตัวลดลง (จาก 1.07% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567) เนื่องมาจากจำนวนผู้ว่างงานลดลงในกลุ่มผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน ที่ลดลง 25.6%YoY ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ลดลงเพียง 6.6%YoY

    สำหรับอัตราการว่างงานในระบบ (สำนักงานประกันสังคม) อยู่ที่ 2.07% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.92% โดยมีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานทั้งสิ้น 2.5 แสนคน ในไตรมาสที่ผ่านมา

    สภาพัฒน์ ยังพบว่า จำนวนผู้ว่างงาน ‘ลดลงมาก’ ในกลุ่มอาชีวศึกษาและกลุ่มวิชาชีพขั้นสูง ขณะที่ผู้ว่างงานในระดับอุดมศึกษา ‘ลดลงเล็กน้อย’ และยังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง 

    ค่าจ้างลด-ชั่วโมงการทำงาน ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว

    สำหรับ ‘ค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมของแรงงานทุกสถานภาพ’ ปรับตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน อยู่ที่ 15,977 บาทต่อคนต่อเดือน ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 โดยลดลง 1.9% YoY สะท้อนว่ากลุ่มแรงงานอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 14,370 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 2.4%YoY เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,712 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 2.5%YoY

    ขณะที่ ‘ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยในภาพรวม’ ลดลง 0.4% หรืออยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ทำงานล่วงเวลา (Over Time: OT) ที่มีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีจำนวน 6.3 ล้านคน ลดลง 8.0%

    จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

    อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ค่าจ้างที่ลดลง และชั่วโมงการทำงานที่ลดลง เกิดขึ้นท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดย GDP ไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% YoY ‘ชะลอลง’ จากการขยายตัว 3.2% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2568 และชะลอตัวเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน โดยการเติบโตของ GDP ไตรมาสล่าสุดนี้ ยังเป็นอัตรา ‘ต่ำสุด’ ในรอบ 3 ไตรมาส

    นายจ้างเร่งปรับรูปแบบการจ้างงาน 25% จ่อลดคน เหตุเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง

    สภาพัฒน์ยังเปิดเผย ผลการสำรวจในรายงาน Hiring,Compensation & Benefits Report 2025 ของ Jobsdb พบว่า ในปี 2567 25% ขององค์กรในไทย มีแนวโน้มจะลดพนักงานลง เพื่อลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

    โดยส่วนมากเป็นการลดการจ้างงานพนักงานประจำเต็มเวลา (Permanent Full-Time) และหันไปใช้รูปแบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำไม่เต็มเวลา (Permanent Part-Time) รวมถึงพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา (Contractual Temporary Part-Time) มากขึ้น 

    โดยทิศทางเช่นนี้เกิดขึ้นในองค์กร ‘ทุกขนาด’ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนของพนักงานประจำไม่เต็มเวลา (Permanent Part-Time) เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2565 เป็น 42% ในปี 2567

    เช่นเดียวกับสัดส่วนของพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา (Contractual Temporary Part-Time) ที่เพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ด้านสภาพัฒน์เตือน ในปี 2568 ที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงอาจส่งผลให้สถานประกอบการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานมากขึ้นอีก เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

    อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวอาจกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน และระดับรายได้ที่อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ รวมทั้ง แรงงานอาจไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

    ดังนั้น สภาพัฒน์จึงแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องมีการตรวจสอบการจ่ายค่าจ้าง รวมถึงการให้สวัสดิการต่าง ๆ ของสถานประกอบการให้เป็นไปตามกฎหมาย

    จับตาผลกระทบจาก ‘ภาษีทรัมป์’ อาจนำไปสู่การลดพนักงานเพิ่ม

    ดนุชากล่าวอีกว่า ต้องจับตาดูผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ ต่อการจ้างงานในประเทศไทย เนื่องจาก อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้สหรัฐฯ ลดคำสั่งซื้อจากไทย นอกจากนี้ ไทยยังต้องเปิดตลาดให้สหรัฐฯ โดยลดภาษีให้ 0% กว่าหมื่นรายการ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยากขึ้น และอาจต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กร อาทิ การลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือมีรายได้ลดลงจากการปรับลดเวลาการทำงาน ลดหรือตัดโอที ตามการปรับลดกำลังการผลิต 

    ดนุชาจึงแนะว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการขยายการเปิดตลาดใหม่ของกลุ่มสินค้าดังกล่าว รวมทั้งหามาตรการในการปกป้องสินค้าไทย โดยอาจกำหนดเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ สนับสนุนการใช้สินค้าไทย เพื่อให้สินค้าไทยยังแข่งขันได้ และผู้ประกอบการยังสามารถรักษากำลังการผลิตและรักษาระดับการจ้างงานแรงงานไว้ได้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบ สินค้าที่มีการสวมสิทธิ์และลดการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขในการเพิ่มภาษีการค้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-unemployment-q2-2025-job-cut-trend/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CDM7FTY0lRbsWRLPeklro

  • พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) เปิดเผยถึงการจัดหาแหล่งพลังงานเพื่อความมั่นคง ลดต้นทุนประเทศพลังงานในประเทศ ว่า อยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครั้งที่ 26 สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน หรืออันดามันใต้ 

    ทั้งนี้ คาดว่าจะเปิดให้ยื่นปลายปี 2568 และคาดจะได้ผู้ชนะประมูลปี 2569 เนื่องจากมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าอาจมีศักยภาพในการค้นพบแหล่งก๊าซขนาดระดับ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุุต ซึ่งจะช่วยให่ประเทศไทยมีความมั่นคงทางก๊าซธรรมชาติไปอีกประมาณเป็น 20 ปี ลดการนำเข้าแอลเอ็นจีที่ราคาผันผวนตามสถานการณ์โลก 

    โดยปัจจุบันได้รับความสนใจจากบริษัทน้ำมันระดับโลก (Seven Sisters) เช่น เชฟรอน, ENI, ปตท.สผ., โททาล และเอ็กซอน ซึ่งจะมีมูลค่าลงทุนระดับแสนล้านบาท

    อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าแหล่งดังกล่าวมีความยาก ดังนั้นจะต้องสร้างจูงใจนักลงทุนผ่านขั้นตอนกฎหมายของไทยที่ทันสมัย โดยปัจจุบันกรมฯ จึงกำลังพิจารณาปรับปรุงระบบสัมปทานให้เป็นแบบผสมผสาน (Hybrid) ซึ่งอาจใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC – Production Sharing Contract) ร่วมด้วย เพื่อให้มีความยืดหยุ่นและคุ้มค่าต่อการลงทุนแหล่งอันดามัน โดยเบื้องต้นต้นทุนเจาะสำรวจในทะเลน้ำลึกสูงถึง 27 ล้านดอลลาร์ต่อหลุม

    พลังงานเล็งเปิดสำรวจปิโตรเลียมทะเลอันดามันบูมเศรษฐกิจแสนล้าน

    สำหรับประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับเมื่อค้นพบแหล่งก๊าซในทะเลอันดามันนั้น จะสร้างประโยชน์มหาศาลต่อประเทศ ทั้งในด้านรายได้ ความมั่นคงทางพลังงาน การจ้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่าเรือและโรงงานแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับแสนล้านบาท

    นายวรากร กล่าวอีกว่า เดือนธันวาคมปี 68 กรมฯคาดว่าจะได้ผู้ชนะประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกครั้งที่ 25 จากผู้ยื่นประมูล 5 บริษัท รวม 8 คำขอ มี ปตท.สผ. ยื่นขอสิทธิมากที่สุดจำนวน 3 คำขอ แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด และ บริษัท CanAsia Energy Corp. จำนวน 1 คำขอ

    ,จีโอเมคคานิคอล เซอร์วิสเซส จำกัด จำนวน 1 คำขอ, อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 คำขอ และ ยูเอซี ยูทิลิตีส์ จำกัด จำนวน 2 คำขอ โดยถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐที่จะชี้ให้นักลงทุนเห็นว่า ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการสำรวจพบปิโตรเลียม 

    ซึ่งการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมบนบกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้ รวมถึงสร้างผลประโยชน์ให้รัฐในรูปค่าภาคหลวง ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม และขับเคลื่อนการเจริญเติบโตให้กับธุรกิจต่อเนื่องอื่นอีกจำนวนมาก จากธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เช่น ธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงภาคขนส่ง รวมมูลค่าลงทุนในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมกว่า 2,400 ล้านบาท

    “ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าก๊าซ LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า ในความคิดเห็นส่วนตัวเชื่อว่าการนำเข้าจากแห่งไหนก็ตามจะมีต้นทุนที่สูงกว่าการจัดหาเชื้อเพลิงในประเทศ เพราะด้วยราคานำเข้าไม่เสถียร และยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงาน จะเห็นว่าช่วงสงครามตะวันออกกลาง ราคา LNG พุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่าตัว ทำให้ราคาพลังงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะค่าไฟ ทำให้รัฐบาลจะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อพยุงราคาพลังงาน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/636928&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FexIQbga7N9RtkAXw0qvP

  • DITP นำทีมถก อาร์เจนตินา ผลักดันขยายความร่วมมือการค้า-เศรษฐกิจ

    DITP นำทีมถก อาร์เจนตินา ผลักดันขยายความร่วมมือการค้า-เศรษฐกิจ

    วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

    นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าหารือกับนายปาโบล อกุสติน ลาวิน (Mr.Pablo Agustín Lavigne) เลขานุการประสานงานเพื่อการผลิต กระทรวงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา (เทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยลำดับที่ 1)“ ได้หารือถึงการเพิ่มความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับอาร์เจนตินา เนื่องในวาระครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอาร์เจนตินาและไทย โดยที่ทางอาร์เจนตินาแสดงเจตนารมณ์ให้ความสนใจในการเปิดตลาดของสินค้าเกษตรกรรมไทยในตลาดอาร์เจนตินามากขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ เช่น มะม่วง และมะพร้าว แต่สำหรับทุเรียนยังต้องสร้างการรับรู้และความคุ้นเคยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคชาวอาร์เจนตินาเพิ่มขึ้นกว่านี้ และเพื่อให้สินค้าเกษตรและอาหารของอาร์เจนตินาเป็นที่รู้จักในไทยและภูมิภาคเอเชียมากขึ้น

    ทั้งนี้ตนจึงได้เชิญชวนอาร์เจนตินามาเข้าร่วมงานแสดงสินค้า THAIFEX-Anuga Asia ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นงานแสดงสินค้าอาหารชั้นนำของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก โดยเสนอให้อาร์เจนตินาเข้าร่วมงานในรูปแบบ Argentina Country Pavilion ซึ่งเป็นรูปแบบที่ยังไม่เคยจัดขึ้นในงาน THAIFEX-Anuga Asia ในประเทศไทย”

    นอกจากนี้ ทางอาร์เจนตินายังได้แสดงความสนใจในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศไทยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าอาหารฮาลาลและการส่งเสริมการตลาดสินค้าฮาลาลไปยังตลาดโลกมากขึ้น เนื่องจากอาร์เจนตินาเองยังเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารและเกษตรกรรมรายสำคัญของโลก อีกทั้ง ผู้บริหารระดับสูงอาร์เจนตินาได้ฝากประเด็นขอความร่วมมือกับกรมในการลดอุปสรรคการนำเข้าเนื้อสัตว์และประมงมายังไทยอีกด้วย ซึ่งกรมจะรับไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

    เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 70 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอาร์เจนตินาและไทยกระทรวงพาณิชย์ ขอใช้โอกาสนี้เฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันดี และสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำอาร์เจนตินายังได้ทำการจัดฉายภาพยนตร์ไทย 6 เรื่อง ภายใต้ชื่องาน สัปดาห์ภาพยนตร์ไทย Semana del Cine Tailandés ณ กรุงบัวโนสไอเรส เพื่อให้ประชาชนชาวอาร์เจนตินาได้รับชมและเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของไทย และครั้งนี้ ไทยได้นำคณะผู้ประกอบการเยือนประเทศอาร์เจนตินา จำนวน 40 บริษัท ทั้งสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าอาหาร อาทิ ข้าว ขนมขบเคี้ยว อาหารกระป๋อง และเครื่องดื่ม เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าอาร์เจนตินา และคณะผู้ประกอบการไทยจะสำรวจความต้องการและเทรนด์ผู้บริโภคในอาร์เจนตินา เพื่อยกระดับและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับอาร์เจนตินาต่อไป

    สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-อาร์เจนตินา ครึ่งปีแรกของปี 2568 (ม.ค.-มิ.ย.68) มูลค่าการส่งออกรวม 1,082.27 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอาร์เจนตินามูลค่า 883.27 ล้านเหรียญสหรัฐ โตขึ้นจากปีที่ 2567 ร้อยละ 24.22 โดยมีสินค้าส่งออกหลักได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบเครื่องจักรกล เหล็ก เหล็กหล้าและผลิตภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์ยาง โดยที่ไทยนำเข้าจากอาเจนตินา 199.00 ล้านเหรียญสหรัฐ ในสินค้าสัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ผลิตภัณฑ์เวชกรรม ด้ายและเส้นใย เป็นต้น

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/909271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Do5OrAQl3E8hMVggrd-0A

  • อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 3 ฉากทัศน์ ‘หุ้นไทย’ ตอบรับคดีความทางการเมือง

    อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิด 3 ฉากทัศน์ ‘หุ้นไทย’ ตอบรับคดีความทางการเมือง

    innovestx-thailand-economy-risks

    EXCLUSIVE CONTENT

    • 25 ส.ค. 2025

    HIGHLIGHTS

    • ตลาดหุ้นโลกปรับลดลง นักลงทุนเริ่มชะลอการซื้อขายเพื่อรอดูความชัดเจนทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ จากการประชุมที่ Jackson Hole โดยนักวิเคราะห์ในตลาดบางส่วนมองว่าท่าทีของ Fed อาจมีการผ่อนคลายลงบ้าง
    • ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงต่ำกว่า 1,250 จุด จากการขายทำกำไร หลังขึ้นมาช่วงก่อน และเพื่อรอดูความชัดเจนทิศทางดอกเบี้ย Fed และการเมืองในสัปดาห์นี้ 
    • บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า วันที่ 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี จึงมองความเป็นไปได้ต่อตลาดหุ้นไทยออกมา 3 กรณี
    • เศรษฐกิจไทยทั้งปี 2025 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.8% โดยมองว่าไตรมาส 3 GDP จะขยายตัวได้เพียง 1.0% และลดลงเหลือ 0.1% ในไตรมาส 4 จากสัญญาณของเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และภาคเกษตร เริ่มแผ่วลงพร้อมกัน 

    เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ 4 ความเสี่ยงรุมเร้า ทั้งเศรษฐกิจชะลอ การส่งออกหดตัวรุนแรง และความผันผวนทางการเงินจากนโยบาย Fed ที่คาดเดายาก ส่งผลให้ตัวเลข GDP ในช่วงครึ่งปีหลังปี 2025 มีแนวโน้มหดตัวรุนแรงต่อเนื่อง

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกปรับลดลง นักลงทุนเริ่มชะลอการซื้อขายเพื่อรอดูความชัดเจนทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ จากการประชุมที่ Jackson Hole โดยนักวิเคราะห์ในตลาดบางส่วนมองว่าท่าทีของ Fed อาจมีการผ่อนคลายลงบ้าง แม้ FOMC Minutes วันที่ 29-30 ก.ค. จะยังสะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังคงมองว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากภาษีที่เพิ่มขึ้นตามนโยบายทรัมป์กำลังกระตุ้นแรงกดดันด้านราคา ทำให้ภาษีที่เพิ่มขึ้นกำลังทยอยส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภค มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงจากตลาดแรงงาน 

    ด้านตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐแม้ชะลอตัว แต่ยังแข็งแกร่ง โดยล่าสุด PMI การผลิตดีกว่าคาดและขยายตัวมากสุดตั้งแต่ปี 2022 

    หุ้นกลุ่มเทคฯ และกลุ่มสื่อสารปรับตัวลง จากแรงขายทำกำไรและเปลี่ยนกลุ่มเล่นหลังราคาปรับตัวขึ้นแรงและไม่มีประเด็นใหม่สนับสนุน กลุ่มเชิงรับอย่างกลุ่ม Healthcare และกลุ่มสินค้าจำเป็นปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.8% และ 1.3% มองเป็นผลจากความ Laggard 

    ด้านตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นหลังการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนมีความคืบหน้า โดยการประชุมผู้นำรัสเซีย-ยูเครน คาดอาจเกิดขึ้นใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า 

    ตลาด EM อ่อนตัวลงในทิศทางเดียวกับหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะเอเชียเหนือ (ยกเว้นจีน) จากแรงกดดันของกลุ่มเซมิฯ ในตลาดไต้หวัน และเกาหลี 

    ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงต่ำกว่า 1,250 จุด จากการขายทำกำไร หลังขึ้นมาช่วงก่อน และเพื่อรอดูความชัดเจนทิศทางดอกเบี้ย Fed และการเมืองในสัปดาห์นี้ โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/25 ขยายตัวที่ 2.8%YoY สูงกว่าคาด การบริโภคยังคงขยายตัวแต่ชะลอตัวลง ส่วนการลงทุนพลิกกลับมาเป็นบวกจากฐานที่ต่ำในปีก่อน 

    ทั้งนี้สภาพัฒน์ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2025 เป็น 2.0% จากเดิม 1.8% ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากตัวเลขสต๊อกน้ำมันสหรัฐลดลงกว่าคาด

    หั่นคาดการณ์ GDP ครึ่งปีหลังเหลือ 1% สัญญาณเครื่องยนต์หลักแผ่วพร้อมกัน

    บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ยังคงมองว่าเศรษฐกิจทั้งปี 2025 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.8% โดยเรามองว่าไตรมาส 3 GDP จะขยายตัวได้เพียง 1.0% และลดลงเหลือ 0.1% ในไตรมาส 4 จากสัญญาณของเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และภาคเกษตร เริ่มแผ่วลงพร้อมกัน โดยการบริโภคและลงทุนจะชะลอ ขณะที่การส่งออกจะหดตัวรุนแรง

    ทั้งนี้ เรามองว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้านได้แก่ 

    1. สัญญาณเศรษฐกิจชะลอลงเริ่มเห็นเด่นชัดขึ้นตั้งแต่เดือน มิ.ย. 
    2. ความผันผวนทางการเงินที่จะมีมากขึ้นจากนโยบายการเงินสหรัฐที่จะคาดการณ์ยาก 
    3. สินค้าคงคลังที่มีแนวโน้มจะกลับมาหดตัวอีกครั้งในครึ่งปีหลัง หลังจากการลงทุนในไตรมาสนี้เร่งตัวขึ้น 
    4. ภาคการเกษตรที่มีความเสี่ยงมากขึ้นทั้งจากราคาสินค้าเกษตรโลกที่ผันผวนและผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งจะทำให้รายได้เกษตรกรลดลง และกระทบการบริโภคภายในประเทศ

    บันทึกการประชุม FOMC วันที่ 29-30 ก.ค. สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าความเสี่ยงด้านตลาดแรงงาน แม้เศรษฐกิจและการจ้างงานชะลอลงในช่วงครึ่งปีแรก แต่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าตามนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับสร้างแรงกดดันด้านราคาจากฝั่งต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวในช่วงถัดไป 

    สอดคล้องกับมุมมองของ InnovestX ที่ประเมินว่าผลกระทบจากภาษีจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการลดดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ และมีความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งขึ้นแตะระดับ 4% ในช่วงครึ่งหลังของปี

    โดยเราและคณะกรรมการ Fed บางส่วนเห็นตรงกันว่าภาษีอาจยังไม่สะท้อนเต็มที่ในราคาผู้บริโภค และต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

    กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

    1. หุ้น Earning Play โมเมนตัมกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง โดย 2H68 คาดกำไรปกติจะเติบโตได้ทั้ง YoY และ HoH ขณะที่ 3Q68 คาดกำไรยังเติบโต YoY แนะนำ ADVANC BCPG GULF SCC TIDLOR 
    2. หุ้นปันผลที่มีคุณภาพดี (SET50 ที่มี SETESG RatingA ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนในระยะสั้น โดยคาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไร 1H68 และให้ Div.Yield เกิน 2% แนะนำ PTT SIRI TTB
    3. Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้น Laggard Play ซึ่งคาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยเลือกหุ้น SET50 ซึ่งราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก โดยมี PBV และ PER 2568F < -1SD อีกทั้งมีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมี ESG Rating A-AAA) แนะนำ BDMS CPALL MTC PTT WHA และ 2) หุ้น Global Play ที่มีรายได้อ้างอิงกับต่างประเทศ ในช่วงที่มีแรงกดดันจากการเมืองในประเทศที่มีความไม่ชัดเจนและคาดได้อานิสงส์จากอุปทานส่วนเกินที่ลดลง หลังเกาหลีใต้สั่งโรงงานปิโตรเคมีลดกำลังผลิตลง แนะนำ SCC HANA

    3 ฉากทัศน์ หุ้นไทยตอบรับการเมือง

    “ช่วงสั้นมอง SET จะยังอยู่ในช่วงพักฐานและ กระแสเงินมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ โดยวันที่ 29 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมองความเป็นไปได้ใน 3 กรณี คือ 1. หากนายกรัฐมนตรี ‘พ้นจากตำแหน่ง’ มองอาจกดดันให้ SET ปรับลงแรงช่วงสั้น จากกังวลเกิดสุญญากาศทางการเมือง 2. หากศาลฯ วินิจฉัย ‘ไม่มีความผิด’ มองตลาดจะฟื้นตัวช่วงสั้นจากคลายกังวลเสถียรภาพการเมืองระดับหนึ่ง แต่ดัชนีจะปรับขึ้นได้จำกัด จากยังมีคดีการเมืองอื่นที่ต้องติดตามต่อ และ 3. หากเกิดการยุบสภา มองมีโอกาสหนุนให้ตลาดปรับขึ้นเพราะมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น” ทีมวิจัย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุ

    สัปดาห์นี้ต้องติดตาม

    1. ศาลรัฐธรรมนูญลงมติและอ่านคำวินิจฉัยคดีของนายกรัฐมนตรี กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกฯ และสมเด็จ ฮุนเซ็น ในวันที่ 29 ส.ค.
    2. ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ได้แก่ Core PCE ก.ค., GDP 2Q25 (ประมาณการครั้งที่ 2)
    3. ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทย ได้แก่ มูลค่านำเข้า-ส่งออก, ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม, รายงานภาวะเศรษฐกิจของ ธปท.

    หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: CPALL – 2H25 คาดกำไรโตเด่นกว่ากลุ่ม

    แนะนำ บมจ. ซีพีออลล์ หรือ CPALL เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

    • เป็นผู้นำธุรกิจร้านค้าปลีกค้าส่งในไทย ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อีกทั้งยังสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ดีภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนและชะลอตัว
    • 2H25 คาดกำไรเติบโต YoY เด่นกว่ากลุ่ม แรงหนุนจากยอดขายและมาร์จิ้นธุรกิจ CVS ที่ดีขึ้น (ตั้งแต่ 24 ส.ค. นี้จะออก stamp campaign โดยมีสินค้าพรีเมียมเป็น Butterbear หรือน้องหมีเนย) และส่วนแบ่งกำไรจาก CPAXT ที่ดีขึ้นจาก synergy ที่มากขึ้นหลังควบรวมกิจการ อีกทั้งคาดอัตรากำไรยังขยายตัวและคุม SG&A/sales ได้ดี จากค่าไฟที่ลดลง ค่าแรงและค่าเช่าที่ยังบริหารจัดการได้
    • เป็นหุ้น Laggard โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 25F ที่ 14.5 เท่า ต่ำสุดในกลุ่มพาณิชย์ ขณะที่ปี 2025-2026 คาดกำไรจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 13.7% ดีกว่ากลุ่มพาณิชย์ที่คาดเติบโตเฉลี่ยปีละ 8.4% อีกทั้งยังมีโครงการซื้อหุ้นคืนช่วยจำกัด Downside
    • เราประเมินราคาเป้าหมายอยู่ที่หุ้นละ 63 บาท (อิงวิธี DCF) และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2025 หุ้นละ 1.58 บาท คิดเป็น Div. Yield ปีละ 3.4%

    ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

    ภาพรวมหุ้นจีนเผยงบดีกว่าที่คาดโดยรวม ยกเว้น Baidu ที่รายได้ผิดคาดและแนวโน้มโตหดตัวผลจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทอื่นเผยงบเติบโตและมีแนวโน้มที่ดี โดย 1. Xiaomi ที่ธุรกิจ EV และ IoT โตดีชดเชยสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัวได้ 2. Kuaishou มีแรงหนุนจากการ Monetization AI 3. HKEX มีปริมาณการเทรดและ IPO โตดี 4. AIA มีแรงหนุนจาก VONB ในทุกภูมิภาค ด้วยภาพนี้ทำให้เรายังแนะลงทุนใน Xiaomi Kuaishou HKEX AIA

    • Xiaomi เผยรายได้โต +30% YoY หนุนจาก IoT และ EV ที่โตแกร่งซึ่งช่วยชดเชยรายได้สมาร์ทโฟนที่หดตัวได้ ขณะที่กำไรสุทธิปรับปรุงพุ่ง +75% YoY จากกำไรธุรกิจ EV/New Initiatives
    • Kuaishou Technology เผยรายได้โต +13%YoY และกำไร +24%YoY หนุนจากทุกธุรกิจที่โตและ AI tools อย่าง ‘Kling AI’ ที่ทำรายได้ได้แล้ว ทั้งนี้บริษัทคาด Kling AI เติบโตเกินเป้าเดิมสองเท่า ทำให้มีแผนขยายการลงทุน AI ต่อ
    • HKEX เผยกำไรทำสถิติสูงสุด หนุนจากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน (ADT) ของหุ้นเพิ่มเกือบเท่าตัว ปริมาณการซื้อขายผ่าน Stock Connect ที่แข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของตลาด IPO พร้อม pipeline IPO กว่า 200 รายการ
    • AIA แม้กำไรจะลดลง -24% จากผลกระทบด้านการลงทุน แต่ชดเชยจากมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ใน 1H25 โต +16% YoY หนุนจากธุรกิจในฮ่องกง, ไทย และสิงคโปร์ รวมถึงเพิ่มปันผลกลางปี +10% สะท้อนธุรกิจหลักที่แข็งแรง
    • Baidu เผยรายได้ -4% YoY ตามคาด แต่กำไร +33% YoY ดีกว่าคาด หนุนจาก Cloud/AI โต +34% และ Robotaxi ขยายต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังคงลงทุนใน Ernie AI และ Robotaxi รวมถึงมีแผนขยายสู่สิงคโปร์-มาเลเซียปีนี้

    ในตลาดหุ้นจีน เราแนะมอง 1. Xiaomi ที่ธุรกิจ EV และ IoT เติบโตต่อเนื่องซึ่งจะช่วยชดเชยธุรกิจสมาร์ทโฟนที่มีแรงกดดันจากการแข่งขันได้ นอกจากนี้มองราคาหุ้นย่อตัวอยู่ในระดับที่น่าสนใจ 2. Kuaishou Technology ที่แม้หุ้นจะปรับขึ้นแรงแต่เชื่อว่ายังมี Upside จากการ monetization AI ได้จริงและแนวโน้มธุรกิจที่เติบโตจากการพัฒนา AI ร่วมด้วย เช่น Live Stream 3. HKEX มีแนวโน้มที่เติบโตตามการฟื้นตัวของจีน เม็ดเงินทุนไหลเข้า และ IPO momentum ต่อเนื่อง 4. AIA เป็นหุ้นเชิงรับที่มีแนวโน้มการเติบโตจากการขยาย VONB ในหลายประเทศและความมั่นคงด้านปันผล

    มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

    เงินสด / สภาพคล่อง

    ให้อัตราผลตอบแทนใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ยังสูง และได้รับอานิสงส์จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความเสี่ยงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีอยู่ และความไม่แน่นอนการเจรจาสงครามในยูเครน หลังรัสเซียและยูเครนต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้กระบวนการสันติภาพหยุดชะงัก

    ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

    UST Yield ตัวยาว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มขาดดุลการคลังสหรัฐฯ ที่สูง และ  Fed รอประเมินข้อมูลเงินเฟ้อก่อนตัดสินใจลดดอกเบี้ย ด้านตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มลดลง จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งใน 4Q2568 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

    U.S. Treasury & IG

    แม้ S&P คาดรายได้จากภาษีนำเข้า อาจช่วยชดเชยการขาดดุลการคลัง จาก OBBBA แต่ US term premium ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ US IG bond ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี แนะนำ UST และ US IG bonds ที่ duration สั้นถึงกลาง เพื่อลดความเสี่ยงพอร์ต ท่ามกลางความไม่แน่นอนนโยบายของสหรัฐฯ

    High Yield Bond

    ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่เริ่มแผ่วลง ชี้จากยอดผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน มิ.ย. อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ US HY default rate จะเพิ่มขึ้นจากระดับต่ำ จนจำกัด upside ของ HY ท่ามกลาง US HY spread ปัจจุบัน ที่ค่อนข้างแพง

    สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

    กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก  อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยง

    Global Infrastructure

    การลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน สามารถสร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมี Correlation กับสินทรัพย์หลักอื่นๆ ค่อนข้างต่ำในอดีต ทำให้สามารถช่วยลดความผันผวนของพอร์ต และช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ เนื่องจาก เป็นสัญญาระยะยาว และมีโครงสร้างรายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ   

    Private Credit *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

    เรามีมุมมองเป็นบวกต่อ Private Credit ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการเงินอนาคตและโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้ง จากการที่ Fed ที่อาจไม่ได้ลดดอกเบี้ยมาก หลัง PMI ภาคการผลิตสหรัฐฯ ล่าสุด แตะระดับสูงสุดในรอบ 39 เดือน ทั้งนี้ แนะนำเน้นลงทุน Private credit ที่ปล่อยกู้ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องหลักประกันเป็นลำดับแรก

    หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

    หุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจาก EPS ที่มีแนวโน้มถูกปรับประมาณการดีขึ้น / เศรษฐกิจยุโรปได้แรงหนุนจากความหวังการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และการลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญ / หุ้นญี่ปุ่นได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาล และจากแนวโน้มการผ่อนคลายทางการคลัง

    หุ้นสหรัฐฯ

    แม้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจะผันผวนในระยะสั้น จากความกังวลความเสี่ยงภาวะฟองสบู่บนหุ้นธีม AI ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรและสับเปลี่ยนกลุ่มก่อน NVIDIA ประกาศงบ อย่างไรก็ดี ถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่บ่งชี้แนวโน้มการลดดอกเบี้ยเดือน ก.ย.เป็นอย่างเร็ว และ EPS ของดัชนีฯ ทั้งปี ที่อาจถูกปรับประมาณการดีขึ้น จะช่วยสนับสนุนดัชนีฯ

    หุ้นยุโรป

    ตลาดหุ้นยุโรปได้รับแรงหนุนระยะสั้น จากการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่จะหารือใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า การลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สำหรับรถยนต์ ยา เซมิคอนดักเตอร์ที่ 15% รวมถึงตัวเลข PMI ภาคการผลิตและภาคบริการที่ฟื้นตัว ทั้งนี้ ตลาดฯ ได้แรงหนุนจากมาตรการทางการคลังในระยะยาว

    หุ้นญี่ปุ่น

    ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจาก 1) EPS ดัชนีฯ ที่มีแนวโน้มถูกปรับขึ้น หลังภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ไม่ได้รุนแรงเท่าที่คาด 2) การปฏิรูปบรรษัทภิบาล ผ่านการเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น 3) ความคาดความหวังการออกมาตรการกระตุ้นการคลังเพิ่มเติม และ 4) BoJ ที่มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี

    หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

    หุ้นตลาดเกิดใหม่เอเชียมีแนวโน้มผันผวนในระยะสั้น จากการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ สรอ. ที่เกิดจากความไม่แน่นอนในทิศทางดอกเบี้ย ทั้งนี้ เรามอง ตลาดฯ ยังได้แรงหนุนจากเงินทุนไหลเข้าจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว และแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. จากการทยอยลดดอกเบี้ยของ Fed

    หุ้นอินเดีย

    แม้ตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มพักฐานในระยะสั้น จากความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีนำเข้าเป็น 50% แต่ RBI มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม และรัฐบาลมีแนวโน้มปรับโครงสร้างภาษีสินค้าและบริการ (GST) เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภค และลดเงินเฟ้อ ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองบวกต่อหุ้นอินเดียในระยะยาว

    หุ้นไทย

    ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มลดลง จากกระแสเงินทุนไหลเข้าที่เริ่มชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนด้านการเมืองในประเทศ ทั้งนี้ เรามองว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้ ขึ้นอยู่กับความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ และการปรับประมาณการ EPS ติดตามตัวเลขส่งออก และ การปรับน้ำหนักหุ้นไทยของ MSCI

    สินค้าโภคภัณฑ์

    ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากแรงกดดันความคืบหน้าในการเจรจายุติสงครามรัสเซีย– ยูเครน และความไม่แน่นอนในทิศทางดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ส่งผลทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองบวกระยะยาว จากแรงซื้อของธนาคารกลางโดยเฉพาะจีน

    หุ้นจีน All-Share

    ดัชนีหุ้นจีนได้แรงหนุนจากความหวังการออกมาตรการกระตุ้นจากทางการ หลังโมเมนตัมเศรษฐกิจจีน เดือนก.ค. แผ่วลง ด้านหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จีน ได้อานิสงส์หลัง Nvidia สั่งซัพพลายเออร์ระงับผลิต H20 และ DeepSeek เผย โมเดล AI ใหม่ ได้รับการพัฒนาให้สอดรับกับชิปจีนรุ่นถัดไป

    หุ้นจีน H-Share

    ดัชนีหุ้นจีน H-Share ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ตึงเครียดด้านการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย ขณะที่ Fwd P/E ของดัชนี HSCEI ยังอยู่ในระดับต่ำ และงบกลุ่ม Internet platform รายใหญ่ ใน 2Q2568 ที่ดีกว่าคาด อย่าง JD.com ที่รายงานรายได้เพิ่มขึ้น 22%YoY และสูงกว่าที่คาด

    ดัชนีหุ้น Nasdaq 100

    ดัชนีฯ ได้แรงหนุนจากงบกลุ่ม Tech และกลุ่ม Communication Services รายใหญ่ ใน 2Q2568 ที่แข็งแกร่ง และดีกว่าที่คาด ประกอบกับ ตลาดยังคาดว่า การใช้จ่าย capex ของกลุ่ม Magnificent 7 ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 52%YoY อยู่ที่ 385 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ซึ่งจะช่วยหนุนแนวโน้มอุปสงค์บนชิป AI

    ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้

    ดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ได้รับปัจจัยบวก จากแรงหนุนของตัวเลขการส่งออก 20 วันแรกในเดือน ส.ค. ที่ขยายตัว 7.6%YoY  แต่อาจมีความผันผวนระยะสั้นตามการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ ทั้งนี้ เราคาดว่าผลการประชุมระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ ด้านเศรษฐกิจและการค้าในสัปดาห์นี้ จะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นเพิ่มเติม

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก EPS กลุ่มฯ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI ที่มีศักยภาพในการเติบโต ตามที่ความต้องการใช้ AI ที่กระจายไปหลายอุตสาหกรรมและภูมิภาค ทำให้ความต้องการชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังสูง ส่วนข้อพิพาทเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน จะยิ่งหนุนเม็ดเงินลงทุน AI ให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ภาพ: Funtap / Shutterstock

    กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความ EXCLUSIVE CONTENT ฟรี!

    TAGS:  

    • 25 ส.ค. 2025


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    READ MORE



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/innovestx-thailand-economy-risks/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0D6gPtTblA7wi3FKUvutn3

  • คนไทยเสี่ยงเป็นโรคจิตเวช

    คนไทยเสี่ยงเป็นโรคจิตเวช

    คนไทยเสี่ยงเป็นโรคจิตเวช

    Date Time: 25 ส.ค. 2568 07:30 น.

    Summary

    แรบบิท ประกันชีวิต เปิดอินไซต์คนไทยกว่า 13.4 ล้านคน เผชิญความเสี่ยงปัญหาสุขภาพจิต วัยทำงานมีแนวโน้มรับมือกับความเครียดจากภาระงานยากขึ้น กระทบต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจในภาพรวม เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘Mental Health’ เสริมเกราะคนทำงานยุคใหม่ รับมือภาวะ Burnout ถอยห่างจากสังคม หวังช่วยคนไทยมีโอกาสที่ดีในการรักษา

    Latest


    นายกรณ์ ชินสวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความเครียดและปัญหาสุขภาพจิต ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงาน และเศรษฐกิจในภาพรวม โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก เผยว่าปัจจุบันมีประชากรทั่วโลก 970 ล้านคน กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต สอดคล้องกับประเทศไทย จากข้อมูลจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าปีนี้ คนไทย 13.4 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 5 ของประชากรไทย กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต (โรคจิตเวช) โดยผลสำรวจจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า 65% ของคนวัยทำงานมีปัญหา Mental Well-Being จากความเครียด มีอาการเครียดสะสม ไม่อยากไปทำงาน หรือภาวะหมดไฟ (Burnout) และภาวะถอยห่างจากการมีส่วนร่วม

    “องค์การอนามัยโลกและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ประเมินว่าปัญหาสุขภาพจิต ทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียผลผลิตแรงงาน รวมเป็นมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ขณะที่ประเทศไทย ปัญหาสุขภาพจิตในวัยทำงาน กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองและพนักงานออฟฟิศ ที่เผชิญแรงกดดันสูงจากเป้าหมายงานที่เข้มงวด ชั่วโมงการทำงานยาวนาน ความไม่สมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2878506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27kSIdRk7zNjbqaFdZQIzH

  • “วิสาร” ร่วมเปิดงาน EEC EXPO 2025 ชูโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย ดึงนักลงทุนกว่า 100 หน่วยงานร่วมเวที

    “วิสาร” ร่วมเปิดงาน EEC EXPO 2025 ชูโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย ดึงนักลงทุนกว่า 100 หน่วยงานร่วมเวที

    การเมือง

    “วิสาร” ร่วมเปิดงาน EEC EXPO 2025 ชูโอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย ดึงนักลงทุนกว่า 100 หน่วยงานร่วมเวที

    วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.52 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้ร่วมเปิดงาน EEC EXPO 2025: Opportunity for Prosperity ตามมอบหมายจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    งาน EEC EXPO 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 สิงหาคม 2568 ณ ภิรัช ฮอลล์ 1–3 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมภาครัฐ เอกชน และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดันอนาคตเศรษฐกิจไทยผ่านเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การอัปเดตนโยบายและทิศทางการพัฒนา EEC การเจาะลึกสิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนการลงทุน กิจกรรม Business Matching เชื่อมโยงผู้ประกอบการและนักลงทุนกว่า 100 หน่วยงาน ตลอดจนนิทรรศการและบูธแสดงผลงานกว่า 100 ราย และเวทีเสวนา–สัมมนากว่า 20 หัวข้อ จากผู้ทรงคุณวุฒิหลายสาขา

    นายวิสาร กล่าวในพิธีเปิดว่า “EEC จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน”

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/443693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kROpYHogQ9zMfg9AuYxaE

  • รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา” | TOPNEWS

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา” | TOPNEWS

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา”

    • เผยแพร่ : 25/08/2025 22:59

    ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา” พร้อมด้วย นางกฤษญาพร สุนทรพจน์ พาณิชย์จังหวัดฉะเชิงเทรา, นายสุนทร โภคา นายอำเภอบางปะกง, หัวหน้าส่วนราชการ, จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, ผู้แทนส่วนราชการ และผู้แทนภาคเอกชน โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์, ผู้บริหารกรมการค้าภายใน ร่วมเป็นเกียรติ

    กรมการค้าภายใน กำหนดจัดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา” ระหว่างวันที่ 25 – 27 สิงหาคม 2568 เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพในราคาประหยัด เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร SMEs และวิสาหกิจชุมชน โดยภายในงานมีการจำหน่ายสินค้ารวม 120 คูหา ประกอบด้วย โซนสินค้าไฮไลท์ โซนผู้ผลิต โซนเชื่อมโยงสินค้าชายแดน โซนกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ และโซนสินค้าจากผู้ประกอบการของจังหวัดฉะเชิงเทราและพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    แม่ค้าจีนใช้ไลฟ์เพิ่มยอดยายดอกไม้

    กาเซลล์เปรวาสกี้โดดดึ๋งเล่นซน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เซี่ยงไฮ้เปิดตัวม้านั่งจากภาชนะบรรจุอาหารรีไซเคิล

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา”

    ช่วยเหลือหนูน้อยหัวโต วัย 3 เดือน หลังพบขาดแคลนของใช้

    สุดเยื้อชีวิตครูสาวขับเก๋งเสียหลักชนเสาไฟฟ้า

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดงาน “สุราชุมชน Lab สรรพสามิตสัญจร” ครั้งที่ 2

    “กัมพูชา” ส่งจดหมายถึงผู้ว่าฯ สระแก้ว คัดค้านออกโฉนดให้คนไทย ถือครองสิทธิที่ดินบ้านหนองจาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1288612&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2a1csjJDMoVOdc7Ysn-QS-

  • “มนพร” เปิดสัมมนาสรุปผลการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” มอบ “สนข.” เดินหน้าประกาศประกวดราคาหานักลงทุน ผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ดึงภาครัฐ – เอกชน – ประชาชน ร่วมเสนอแนะให้ครอบคลุมทุกมิติ | TOPNEWS

    “มนพร” เปิดสัมมนาสรุปผลการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” มอบ “สนข.” เดินหน้าประกาศประกวดราคาหานักลงทุน ผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ดึงภาครัฐ – เอกชน – ประชาชน ร่วมเสนอแนะให้ครอบคลุมทุกมิติ | TOPNEWS

    “มนพร” เปิดสัมมนาสรุปผลการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” มอบ “สนข.” เดินหน้าประกาศประกวดราคาหานักลงทุน ผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ดึงภาครัฐ – เอกชน – ประชาชน ร่วมเสนอแนะให้ครอบคลุมทุกมิติ

    • เผยแพร่ : 25/08/2025 20:35

    “มนพร” เปิดสัมมนาสรุปผลการศึกษา “โครงการแลนด์บริดจ์” มอบ “สนข.” เดินหน้าประกาศประกวดราคาหานักลงทุน ผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ดึงภาครัฐ – เอกชน – ประชาชน ร่วมเสนอแนะให้ครอบคลุมทุกมิติ

    วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดงานสัมมนาสรุปผลการศึกษา โครงการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบเบื้องต้น ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิเคราะห์รูปแบบโมเดลการพัฒนาการลงทุน (Business Development Model) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) เพื่อนำเสนอสรุปผลการศึกษาข้อมูลรายละเอียดของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชน เข้าร่วมงานสัมมนา ณ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพ สีลม กรุงเทพฯ

    นางมนพร เปิดเผยว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้ตนมาเป็นประธานเปิดงานสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนส่งทางทะเลของประเทศและเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาล นำโดยนายกรัฐมนตรี นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร ที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ กระทรวงคมนาคมจึงได้ขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งขนาดใหญ่หลายโครงการ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่มศักยภาพทางการค้าของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง และพร้อมผลักดันให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาค ภายใต้นโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย”

    นางมนพร กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ดำเนินการศึกษาออกแบบโครงการแลนด์บริดจ์ โดยอาศัยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีน สามารถเชื่อมต่อทะเลได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน จึงเป็นโอกาสที่จะได้ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งดังกล่าวเพื่อนำมาพัฒนาทางเลือกใหม่ในการขนส่งตู้สินค้าทางทะเลผ่านโครงการแลนด์บริดจ์บนพื้นที่ในประเทศไทย แทนการขนส่งตู้สินค้าผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการขนส่งตู้สินค้าทางทะเลของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และที่สำคัญช่วยเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย สำหรับการสัมมนาในวันนี้จะเป็นหมุดหมายอันดีที่กระทรวงคมนาคมและ สนข. จะได้นำเสนอสรุปผลการศึกษา จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นตลอดระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2564 – 2568 มากกว่า 60 เวที ให้กับผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงรูปแบบรายละเอียดของโครงการ รูปแบบโมเดลการพัฒนาและการลงทุน อัตราผลตอบแทนในการลงทุน รวมถึงแผนงานขั้นต่อไปที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “ขอให้คำยืนยันในความพร้อมของกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล ที่จะดำเนินการประกวดราคาหานักลงทุนไทยและต่างชาติมาร่วมกันพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ และขอให้ทุกท่านใช้เวทีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อคณะผู้ศึกษา เพื่อจะได้นำไปประกอบผลการศึกษาให้มีความสมบูรณ์และครอบคุลมครบทุกมิติมากยิ่งขึ้น” นางมนพร กล่าว

    ascawd

    25

    สุดเยื้อชีวิตครูสาวขับเก๋งเสียหลักชนเสาไฟฟ้า

    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดงาน “สุราชุมชน Lab สรรพสามิตสัญจร” ครั้งที่ 2

    “กัมพูชา” ส่งจดหมายถึงผู้ว่าฯ สระแก้ว คัดค้านออกโฉนดให้คนไทย ถือครองสิทธิที่ดินบ้านหนองจาน

    ชาวบ้านพื้นที่เกาะยอร้องขอเสื้อชูชีพ-ไฟสปอร์ตไลท์ หลังช่วยเหลือคนกระโดดสะพานถี่ขึ้น

    รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดมินิธัญญารักษ์ยะลา จนสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมได้อย่างยั่งยืน

    ดีลประวัติศาสตร์ “กองทัพอากาศ” ลงนามเซ็นสัญญา G to G ซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1288406&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aqq37zOpye0PDfc3y_Ipx

  • คิกออฟจ้าง “ผู้ช่วยดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” วงเงิน 1,115 ล. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    คิกออฟจ้าง “ผู้ช่วยดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” วงเงิน 1,115 ล. กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินรวม 1.57 แสนล้านบาท โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญ คือ โครงการค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้มีภาวะพึ่งพิง ผ่านการจ้างงาน “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” (Caregiver) เพื่อยกระดับการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วงเงินรวมกว่า 1,115 ล้านบาท

    การดำเนินงานอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา) ที่มีกองทุนดูแลระยะยาวด้านสาธารณสุข (กองทุน LTC) เป็นกลไกหลักในการจ้างงาน รวม 18,587 อัตรา เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง 106,807 คนทั่วประเทศ โดยมีค่าตอบแทนเดือนละ 5,000–6,000 บาท ขณะนี้มี อปท. กว่า 2,225 แห่ง ส่งข้อมูลความต้องการจ้างแล้วรวม 6,630 อัตรา

    ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครได้ที่ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อบต. เทศบาล รพ.สต. รพช. หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ

    เพื่อให้โครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข จะจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 13.30–14.30 น. ภายใต้ชื่องาน “คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จ้างผู้ดูแลเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารบี ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

    นางสาวศศิกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพและสังคมไทย ไม่เพียงช่วยให้ผู้มีภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและมีมาตรฐาน แต่ยังสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000080847&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DlMukMVmY-CygcHPLmneP