Category: เศรษฐกิจ

  • ITD ปั้นนักเจรจาเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ให้ไทยชนะเร็วทันใจตอบโจทย์ Quick Big Win สร้างคน สร้างโอกาส เพื่อสร้างอนาคตการค้าประเทศไทย

    ITD ปั้นนักเจรจาเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ให้ไทยชนะเร็วทันใจตอบโจทย์ Quick Big Win สร้างคน สร้างโอกาส เพื่อสร้างอนาคตการค้าประเทศไทย

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.55 น.

    Tag :

    สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เดินหน้าพัฒนากำลังคนด้านเศรษฐกิจและการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเสริมความสามารถของไทยในการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ผ่านการสร้างนักเจรจา นักวิเคราะห์ และผู้นำเชิงนโยบายรุ่นใหม่ ที่เข้าใจกติกาโลกและสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในสถานการณ์การของโลกการค้าในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนแปลงจาสงครามการค้า–ภาษี, มาตรการคาร์บอน (CBAM), การค้าในโลกดิจิทัล ไปจนถึงแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่ต่างกำหนดทิศทางการค้าโลกใหม่

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา กล่าวว่า “ผู้เจรจา หรือ Negotiators มีบทบาทผลักดันสินค้าและบริการของประเทศออกสู่ตลาดโลก สร้างรายได้ และการจ้างงาน เปรียบได้กับด่านหน้าของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลก รวมถึงต้องรักษาความสัมพันธ์ และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างประเทศคู่ค้า เพื่อสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การเจรจาการค้ามีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องภาษีหรือราคา แต่ต้องเผชิญกับกติกาการค้าใหม่ เทคโนโลยี และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ITD ในฐานะองค์กรชั้นนำ จึงมุ่งพัฒนาขีดความสามารถของนักการค้าไทยให้สามารถเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเข้ากับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยหลักสูตรขั้นสูงด้านการทูตเชิงพาณิชย์และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (Advanced Program on Commercial Diplomacy and International Trade Negotiations) ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อเสริมศักยภาพนักเจรจารุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต”

    ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งประกอบด้วยการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา การผลักดันความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการบุกตลาดใหม่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการ SME และการเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย รวมถึงการปรับกฎระเบียบและการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้า

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/928428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qun_guFMv8Pb88w0YVVEK

  • “อภิสิทธิ์” ขอบคุณโพล อันดับ ปชป. พุ่ง ชู 2 นโยบาย บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต

    “อภิสิทธิ์” ขอบคุณโพล อันดับ ปชป. พุ่ง ชู 2 นโยบาย บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต

    หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณผลโพล ดันอันดับ ปชป. พุ่ง ย้ำแข่งกับตัวเอง ชู 2 นโยบายหาเสียง บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต 

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่พบว่าพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนดีขึ้น ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้มีขึ้นและมีลงตลอดเวลา สำคัญที่สุดตอนนี้คือ การแข่งขันกับตัวเองและเวลาที่มีจำกัดมาก แต่มีงานที่ต้องทำอีกมาก ทั้งนโยบายพรรค การคัดตัวผู้สมัคร สส. ดังนั้นเรื่องโพลถือเป็นกำลังใจ แต่งานหนักรออยู่ข้างหน้าอีกมาก สำหรับนโยบายหลักที่จะชูในการเลือกตั้งครั้งหน้ามี 2 เรื่องหลัก ที่ตนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทย คือ

    1. ถ้าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นบ้านเมืองที่สุจริตจริงๆ ปัญหาอื่นแทบแก้ไขไม่ได้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ระหว่างสถาบัน และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งปัญหาสารพัดทั้งสังคมการเมืองและเศรษฐกิจ

    2. ถ้าเราไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้เหมือนสมัยก่อน หากยังโตอยู่แค่ร้อยละ 1-2 ต่อเนื่องแบบนี้ เรื่องอื่นเราก็แก้ไม่ได้ เราจะไม่มีทรัพยากรมาดูแลผู้สูงอายุ นำมาสร้างระบบสวัสดิการที่มีความจำเป็นเพียงพอกับผู้คน หมายความว่า ต้องทำให้บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจก็ต้องดี ซึ่งดีในที่นี้คือโตและกระจายอย่างทั่วถึง

    ไม่หนักใจศึกสายเลือดคน ปชป. ย้ำแฟร์เพลย์ไม่ฟาวล์

    ส่วนการเลือกตั้ง สส.กทม. ที่นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาจจะต้องชนกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีข่าวพรรคภูมิใจไทยจะให้คุมพื้นที่ กทม. นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่พูดเรื่องฐานเสียง เราแข่งขันเสนอตัวให้คนกรุงเทพมหานคร ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์ทั้งคนกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะ คือนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นี่ คนไม่กังวล ซึ่งนายสกลธีต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคดูแล กทม. เราทราบตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเป็นจุดที่ยาก เราต้องแข่งขันกันแบบมิตรเต็มที่ แต่เราไม่เล่นฟาวล์อยู่แล้ว ส่วนหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ปลายเดือน มกราคม 2569 เราก็พร้อม แต่จะเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งวันที่ 18 พฤศจิกายน เราจะเริ่มประชุมกรรมการบริหาร (กก.บห.) อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังคณะกรรมการเลือกตั้ง รับรอง

    ไม่หนักใจ เงินเทาฟอกขาวเล่นการเมือง มีแนวร่วมต้าน

    ส่วนคำถามที่ว่าหนักใจหรือไม่เรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการใช้เงินจากการฟอกขาว เข้ามาใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเองหนักใจน้อยลงกว่าเดิมมาก เพราะตั้งแต่ตนกลับเข้ามา ได้เจอผู้คนประชาชนคนธรรมดาไปจนถึงนักธุรกิจระดับสูง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า ไม่ต้องการอยู่แบบนี้อีกแล้ว จึงหนักใจน้อยลงเพราะเรามีแนวร่วมของคนที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2896090&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ynnNIhvAME4v6Ik5mL0BE

  • ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

    ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

     2. อุตสาหกรรมสมัยใหม่

    ครอบคลุมยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบออโตเมชัน หุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในผู้นำของโลก ขณะที่ไทยตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมชิปเป็นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industry) ตามแผน New S-Curve

     3. บริการ เวลเนส เมดิคัล และท่องเที่ยว

    ไทยมีความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ เวลเนส และสปา ส่วนเกาหลีใต้โดดเด่นด้านคอสเมติกส์และศัลยกรรมความงาม การจับมือกันช่วยสร้างแพ็กเกจท่องเที่ยว-รักษาพยาบาลร่วมกัน เพิ่มรายได้ทั้งสองประเทศ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะต่อยอดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วขึ้น ขณะเดียวกันวัฒนธรรมร่วมสมัยก็ช่วยเชื่อมโยงกันอย่างดี ทั้งกระแส K-Pop และ T-Pop รวมถึงศิลปินระดับโลกอย่าง “แบล็กพิงก์” ที่มีสมาชิกชาวไทย สะท้อนการผสาน Soft Power ที่ทั้งสองประเทศสามารถต่อยอดไปด้วยกันได้

    ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

    ไทย–เกาหลีใต้ เผชิญโจทย์เศรษฐกิจคล้ายกัน

    รองนายกรัฐมนตรี ชี้ว่า ทั้งสองประเทศเจอความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risks) และปัญหามาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า (Trade Remedies) จากประเทศคู่ค้า จึงต้องพึ่งพาตลาดภายในภูมิภาคมากขึ้น พร้อมเสริมความสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ร่วมกัน

    เกาหลีใต้มีมาตรการรองรับความผันผวนของการส่งออก ขณะที่ไทยใช้นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เพื่อลดค่าครองชีพ และยังช่วยยกระดับทักษะดิจิทัลให้ประชาชนผ่านการเทรน อัพสกิล–รีสกิล เพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่

    นายเอกนิติกล่าวว่า SMEs มากกว่า 80–90% ของไทยยังขาดสภาพคล่องและต้องการการเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การร่วมมือไทย–เกาหลีจะช่วยให้ซัพพลายเชนในอุตสาหกรรมใหม่สามารถ “หยั่งรากลงไปถึง SMEs” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    ทั้งไทยและเกาหลี มีปัญหาหนี้ครัวเรือนลักษณะใกล้เคียงกัน

    ทั้งสองประเทศเผชิญความท้าทายเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลที่ง่ายขึ้น ทำให้ประชาชนเป็นหนี้เร็วขึ้น ไทยกำลังแก้ผ่านการผลักดัน AMC แก้หนี้, การเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และการส่งเสริมการออม–ลงทุนเพื่ออนาคต ขณะที่เกาหลีใต้ก็ดำเนินมาตรการด้านวินัยการเงินในลักษณะคล้ายกัน

    นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศมีแนวนโยบายการคลังใกล้เคียงกัน ผ่านวิกฤติคล้ายกัน เช่น วิกฤติการเงินเอเชีย 2540 (ไทย) และ “กิมจิ ไครซิส” (เกาหลี) โดยเกาหลีใต้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องศึกษา

    ไทยและเกาหลีใต้ต่างใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

     • กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds)

     • การร่วมลงทุนแบบ PPP

     • โครงสร้างลิสต์ในตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนเข้าสู่อุตสาหกรรมอนาคต

    ทั้งหมดสะท้อนยุทธศาสตร์การคลังที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก

    ทัศนะตัวแทนเกาหลีใต้: เดินหน้า CEPa–ดิจิทัล–ครีเอทีฟอุตสาหกรรม

    ต่อจากนั้น Mr. Lee Hack Young รองประธานสภาแห่งชาติเกาหลีใต้ (Deputy Speaker of the National Assembly) กล่าวว่า เกาหลีใต้ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือทวิภาคีอย่างยิ่ง และการหารือระหว่างสองประเทศในช่วงที่ผ่านมา “มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าอย่างชัดเจน”

    เขาระบุว่า ไทยและเกาหลีใต้เป็น “แกนนำสำคัญของภูมิภาค” ที่สามารถผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดผลจริงจัง โดยเฉพาะความตกลง CEPa – Comprehensive Economic Partnership Agreement ที่คาดว่าจะเป็นความร่วมมือเศรษฐกิจยุคใหม่ ครอบคลุมสินค้า บริการ การลงทุน ดิจิทัลคอมเมิร์ซ และครีเอทีฟอินดัสทรี ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจทั้งสองประเทศยืนบนเวทีโลกได้อย่างมั่นคง

    ไทย-เกาหลีใต้ บูมลงทุน 3 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตร-อุตฯสมัยใหม่-Wellness

    เขาย้ำว่า ไทยและเกาหลีต้องเดินหน้าสร้างความร่วมมือโดยมี “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ทั้งด้านวัฒนธรรม ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภูมิภาคและสร้างโอกาสใหม่แก่คนรุ่นต่อไป

    ด้าน ‘ธานี แสงรัตน์’ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ความร่วมมือล่าสุดนี้เป็นการต่อยอดจากกิจกรรมที่จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้จากปัจจุบัน 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้เติบโตถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ทั้งสองประเทศกำลังเร่งเจรจา Comprehensive Economic Partnership Agreement (CEPA) ซึ่งเปรียบเสมือน FTA คาดว่าจะสามารถลงนามได้สำเร็จภายในปลายปีนี้ ข้อตกลงนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าได้อีก 1,000–2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

    สำหรับการส่งเสริมการลงทุนร่วมกับ Care Hero Media Group และ Daewoo ENC พาคณะนักลงทุนเกาหลีกว่า 100 คน เยือนประเทศไทย ซึ่งลงทุนให้ความสนใจโอกาสการลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC (ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) คณะได้เข้าพบท่านนายกรัฐมนตรี และเยี่ยมชมนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง โดยสาขาที่นักลงทุนเกาหลีให้ความสนใจ ได้แก่ ดิจิทัล ชิ้นส่วนยานยนต์ พลังงาน และการก่อสร้าง รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น คอนเทนต์ ภาพยนตร์ ดิจิทัล

    อย่างไรก็ตามไทยได้ชี้โอกาสในการกระจายความเสี่ยงการลงทุนของเกาหลี โดยปัจจุบันมีบริษัทเกาหลีในไทยเพียง 400 แห่ง เทียบกับกว่า 10,000 แห่งในเวียดนาม โดยไทยยืนยันกับนักลงทุนว่าแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาล แต่ นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก และยังคงมุ่งเน้นในอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ ไทยถือเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ขณะที่เกาหลีใต้เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเอเชีย การร่วมมือกันจะช่วยดึงศักยภาพของทั้งสองประเทศออกมา

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HyTIBXakRppcNSbJNgzjn

  • BLS ชี้ปี 69 เศรษฐกิจโลกสัญญาณฟื้นตัว แนะลงทุนอัตโนมัติแบบจัดพอร์ตกองทุนโลกด้วยกลยุทธ์ TCT : อินโฟเควสท์

    BLS ชี้ปี 69 เศรษฐกิจโลกสัญญาณฟื้นตัว แนะลงทุนอัตโนมัติแบบจัดพอร์ตกองทุนโลกด้วยกลยุทธ์ TCT : อินโฟเควสท์

    นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ บล. บัวหลวง (BLS) เปิดเผยว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (Early Recovery Phase) หลังจากต้องเผชิญแรงกดดันจากนโยบายดอกเบี้ยระดับสูงและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม เราเห็นการปรับตัวที่ดีขึ้นของภาคการผลิตและแนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดหุ้นหลักทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ จีน และเวียดนาม ที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของกลุ่มเทคโนโลยีใน AI Value Chain ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยก็อยู่ในทิศทางฟื้นตัวจากแรงสนับสนุนของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะต่อไป

    จากปัจจัยสนับสนุนดังกล่าว บล.บัวหลวง แนะนำให้ลงทุนอัตโนมัติกับการจัดพอร์ตกองทุนโลกแบบ Core and Theme Portfolio ด้วยกลยุทธ์ “Top Country and Thematic” (TCT) ซึ่งเป็นการจัดพอร์ตแบบผสมผสานระหว่าง “กองทุนแกนหลัก” เพื่อสร้างฐานการเติบโตในระยะยาว และ “กองทุนธีมเด่น” ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อเสริมโอกาสสร้างผลตอบแทนในเทรนด์เฉพาะด้านที่กำลังมาแรง โดยกลยุทธ์ TCT ออกแบบขึ้นเพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนใน “กองทุนหุ้นรายประเทศ” และ “กองทุนหุ้นธีมชั้นนำทั่วโลก” ได้อย่างครบถ้วน อาทิ หุ้นเทคโนโลยีจีน และหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ทั้งนี้ ระบบจะปรับพอร์ตอัตโนมัติให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง ภายใต้การบริหารจัดการของทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมืออาชีพ

    “กลยุทธ์ TCT จะช่วยให้นักลงทุนได้รับทั้งความมั่นคงและโอกาสเติบโตในเวลาเดียวกัน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายพอร์ตในระดับโลก โดยไม่ต้องติดตามหรือปรับพอร์ตด้วยตัวเอง ซึ่งระบบจะคัดเลือกกองทุนรวมคุณภาพดีที่เป็นตัวแทนหุ้นชั้นนำทั่วโลก พร้อมจัดสัดส่วนการลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากรอบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเริ่มต้นขึ้น” นายชัยพร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yG7roOqy-mm94MmAqWG_-

  • “พิชัย” ห่วง หากมีปัญหากับสหรัฐ เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนัก

    “พิชัย” ห่วง หากมีปัญหากับสหรัฐ เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนัก

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.2% ซึ่งนับว่าต่ำมาก หลังจากที่เศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายได้ 3% ทั้งนี้น่าจะมาจากหลายปัจจัยโดยเฉพาะปัจจัยความเชื่อมั่นทางการเมืองจากความผันผวนทางการเมืองในไตรมาส 3 และ แนวโน้มในไตรมาส 4 ก็ดูไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยน่าจะยังคงขยายตัวได้เกิน 2 % ตามที่ตนได้เคยคาดการณ์ไว้

    เรื่องที่น่ากังวลและยังมีความสับสนคือเรื่องสหรัฐหยุดการเจรจาเรื่องการค้ากับไทย ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่ามีการหยุดตามที่สำนักงาน USTR แจ้งมาหรือไม่ เพราะในขณะที่ไทยบอกว่าจะแยกเรื่องระหว่างการเจรจาการค้าและปัญหาไทย-กัมพูชา แต่ประธานาธิบดี ทรัมป์ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินล่าสุดว่าใช้มาตรการทาง Tariff แก้ข้อขัดแย้งไทย-กัมพูชา คงต้องให้ USTR ยืนยันกลับมา
    ซึ่งหากสหรัฐขึ้นภาษี Tariff กับไทย ไทยจะประสพปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างมาก ซ้ำเติมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างที่เป็นอยู่ ในทางกลับกันถ้านายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี สามารถเจรจาลดภาษี Tariff ของสหรัฐลงมาได้ ก็จะทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐถึง 1.92 ล้านล้านบาทในปี 2567 คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐมากถึง 1.23 ล้านล้านบาทในปี 67 ซึ่งเป็นการได้ดุลการค้ามากที่สุดในการค้าขายกับทุกประเทศ และในปี 68 ยอดการส่งออกและการได้ดุลการค้ากับสหรัฐจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การจะหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐน่าจะเป็นไปได้ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลย

    ดังนั้นการเจรจาภาษีกับสหรัฐจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ซึ่งการที่ตนต้องวิ่งไปพบกับ USTR Jameison Greer ถึง 2 ครั้ง ที่เกาหลีใต้และที่ฝรั่งเศส และ รัฐบาลแพทองธารสามารถเจรจาภาษีทรัมป์ได้ในอัตรา 19% ซึ่งเป็นอัตราที่เท่าๆกับประเทศในภูมิภาคทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้และการส่งออกของไทยจึงไม่กระทบ โดยเดือนกันยายน 68 การส่งออกของไทยยังขยายได้ถึง 19% และต้องถือเป็นผลงานที่เด่นชัด และต้องขอขอบคุณ นายกฯ อนุทิน ที่เคยกล่าวชมเชย ” 2 พิชัย“ คือ ตนและอดีต รมว. คลังที่ทำเรื่องการเจรจาดังกล่าวสำเร็จ ดังนั้นหากประเทศไทยโดนขึ้นภาษี Taiff หรือถูกกลับไปเก็บภาษีที่ 36% ตามที่โดนเรียกเก็บแต่แรก จะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก การส่งออก และ การลงทุนจะหดหาย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนัก

    เพราะเหตุนี้ ตนจึงเห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ที่จะยังคงต้องเจรจากับสหรัฐให้จบโดยเร็วจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบการทำงานของ รมว. พาณิชย์ใน 4 เรื่องสำคัญที่ถือเป็น KPI ของ รมว. พาณิชย์ที่ได้เคยแจ้งล่วงหน้าแล้ว พบว่ายังไม่สามารถดำเนินการตามที่ประชาชนคาดหวังได้แต่อย่างไร

    โดยเฉพาะในข้อแรก

    1. เรื่องดูแลราคาสินค้าเกษตร เพราะราคาข้าวเปลือกนาปีตกต่ำอย่างมากเหลือเพียง กก. ละ 5.40 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ข้าวเปลือกนาปี อยู่ที่ตันละ 10,000 – 12,000 บาท และ ข้าวเปลือกนาปรังราคาตกลงมาอยู่ที่ตันละ 8,800-9,000 บาท ขณะนั้นชาวนาก็เดือดร้อนกันมากแล้ว ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันที่ต่ำมากจะทำให้ชาวนาดำรงชีพอยู่ไม่ได้ และได้รับความเดือดร้อนกันอย่างมาก อีกทั้ง ราคามะพร้าวเหลือเพียงลูกละ 2 บาท เท่านั้น และมันสำปะหลังและไข่ไก่ก็ยังมีราคาไม่ดีนัก จึงอยากให้ รมว. พาณิชย์ เร่งแก้ไข นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากยังประสพความเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วม ที่เกิดจากบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของกระทรวงเกษตรฯ
    2. การรักษาระดับการส่งออก โดยการส่งออกในเดือนกันยายนก่อนที่ รมว. พาณิชย์คนใหม่จะเข้าทำงาน และหลังจากที่เจรจาได้อัตราภาษีทรัมป์แล้ว การส่งออกยังขยายได้ถึง 19% ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 68 การส่งออกขยายได้ถึง 13.9 % ซึ่งต้องดูว่าในเดือนตุลาคมและเดือนต่อๆมา การส่งออกจะยังคงรักษาระดับได้หรือไม่ ซึ่งการส่งออกทั้งปี 68 น่าจะต้องเกิน 10% ตามที่ได้คาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่กลางปี ซึ่งขอตอกย้ำว่าการส่งออกจะยังเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในปีนี้
    3. การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) โดยอยากให้สามารถเจรจาเขตการค้าเสรีกับ EU, เกาหลีใต้, แคนนาดา, ยูเออี ที่เจรจาค้างอยู่ให้สำเร็จได้โดยเร็ว โดยเฉพาะ FTA กับ EU ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ซึ่งน่าจะเสร็จได้ภายในสิ้นปีนี้ ตามที่ได้เคยมีการตกลงกันไว้ และ FTA กับ เกาหลีใต้ ควรจะเสร็จได้ตั้งแต่กลางปี 68 แล้วจากการเจรจากันที่เกาะเซจู ประเทศเกาหลีใต้ ที่ตนได้พบกับ USTR Jamieson Greer เป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้เสียก่อน โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ถูกขับออก ก็น่าจะเสร็จไปแล้ว รวมถึง FTA กับประเทศแคนนาดา ที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของประเทศแคนนาดาเช่นกัน ส่วนการเจรจาปรับแก้ไข FTA กับอินเดีย ต้องระวังว่า อินเดียจะปรับลดประเภทสินค้ามากกว่าจะเพิ่มรายการสินค้า เพราะไทยได้ดุลการค้าจากอินเดีย
    4. การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพยังไม่ปรากฏผลเพิ่มเติมจากที่ทำไว้เดิมเท่าที่ควร เพราะยังมีสินค้าด้อยคุณภาพที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ปัญหานอมินีก็เช่นกัน ที่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก และปัญหานอมืนีนี้น่าจะมีปัญหาการฟอกเงินของทุนเทาของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ปะปนเข้ามาเพื่อฟอกเงินด้วย ซึ่งประเทศต่างๆได้ทำการยึดเงินกันเป็นแสนๆล้านบาทแล้ว ทั้ง สหรัฐ อังกฤษ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง แต่ประเทศไทยที่คนเชื่อกันว่าน่าจะมีจำนวนมาก แต่การดำเนินการยังไม่ไปถึงไหน

    ทั้งนี้เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่จะมีการยุบสภา จึงอยากให้ รมว. พาณิชย์ ได้เร่งดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญนี้ ให้เป็นผลสำเร็จโดยเร็ว ตามความคาดหวังของประชาชน เพื่อสร้างผลงานที่จับต้องได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะราคาข้าวตกต่ำที่มีปัญหาอย่างมาก และสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาอย่างแสนสาหัสในปัจจุบัน จึงอยากขอเป็นกำลังใจให้ รมว. พาณิชย์ ในการทำงาน ซึ่งตอนนี้น่าจะทราบแล้วว่างานในกระทรวงพาณิชย์นั้นยากลำบากขนาดไหน ตามที่ตนได้เคยเตือนไว้ล่วงหน้าแล้ว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/533438.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20tFk02wJL7BMFp3eg4ygQ

  • คนไทยเป็นทาสแมวหนักมาก ฐานผู้เลี้ยงโต 28% แซงน้องหมา เกิดเป็น ‘เศรษฐกิจแมว’ ที่ธุรกิจต้องตามให้ทัน

    คนไทยเป็นทาสแมวหนักมาก ฐานผู้เลี้ยงโต 28% แซงน้องหมา เกิดเป็น ‘เศรษฐกิจแมว’ ที่ธุรกิจต้องตามให้ทัน

    หรือ ‘แมว’ กำลังวางแผนครองโลกกันจริงๆ?

    แมว

    ‘N.C.C. Management and Development’ (N.C.C.) บริษัทผู้จัดงาน ‘Pet Expo Thailand’ มหกรรมการจัดแสดงสินค้าด้านสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในไทย เผยว่า แม้จำนวนผู้เลี้ยงแมวจะยังคงเป็นอันดับ 2 รองจากสุนัข แต่ความนิยมในการเลี้ยงแมวกำลังเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง 

    ทาง N.C.C. ได้ยกผลสำรวจจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยมาว่า ในช่วงปี 2021-2024 มีจำนวนคนเลี้ยงแมวมากขึ้นถึง 28% ต่อปี ต่างจากจำนวนผู้เลี้ยงหมาที่เติบโตในอัตรา 19% ต่อปีเท่านั้น

    ที่สำคัญ ผลสำรวจของ CRC VoiceShare ยังพบอีกว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์สำหรับน้องแมวมีสัดส่วนสูงเป็นอันดับ 1 อยู่ที่ 63% มากกว่าน้องหมาถึง 2 เท่า

    ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง ‘เศรษฐกิจแมว’ ที่กำลังมาแรง ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนต่อยอดที่ดี คงสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอีกไม่น้อย

    แต่คำว่า ‘เศรษฐกิจแมว’ ที่พูดไปนี้หมายถึงใครบ้าง? มาดูกัน

    คอนโด-โรงพยาบาล-แบรนด์อาหารสัตว์ ก็ปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจแมว 

    แมว // ภาพจาก Shutterstock

    แน่นอนว่า เมื่อพูดถึงแมว คนแรกที่เรานึกถึงคงหนีไม่พ้น ‘เจ้าของ’ หรือที่เราเรียกๆ กันว่า ‘ทาส’ เพราะพวกเขาคือกำลังซื้อสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแมว

    แต่ความจริงแล้ว กลุ่มคนหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแมวเช่นกัน อาทิ

    1. อสังหาริมทรัพย์

    ‘วรกัญญา ไพศาลศักดิ์วณิช’ Team Sales Manager บริษัท James Property and Development กล่าวว่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เทรนด์การเลี้ยงสัตว์จะสูงยิ่งขึ้นไปอีก และคนรุ่นใหม่ก็เริ่มไม่ค่อยอยากมีลูกแล้ว แต่เลือกเลี้ยงน้องหมาน้องแมวแทน คล้ายๆ กับสิ่งที่ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้กำลังเผชิญ

    ด้วยเหตุนี้ ในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ วรกัญญามองว่า โครงการคอนโดมิเนียมต่างๆ ควรออกแบบมาให้เป็น ‘Pet-friendly’ มากขึ้น เช่น สร้างผนังห้องหนาๆ จัดโซนสำหรับสัตว์เลี้ยง ใช้เฟอร์นิเจอร์ป้องกันรอยข่วน และมีสวนลอยฟ้า เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเลี้ยงน้องๆ ในคอนโด

    “ถ้าสมมุติดูในเทรนด์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยปกติแล้วตอนนี้ Supply มันจะค่อนข้างเยอะกว่า Demand และ Supply ในที่นี้จะเป็นในส่วนที่เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ ถ้าสมมุติว่ามีคอนโดที่เลี้ยงสัตว์ได้ มันจะค่อนข้างตอบโจทย์คนเลี้ยงสัตว์แทบจะ 100% เลย ถ้าสมมุติคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ และมีส่วนกลางที่ดี ต้องบอกเลยว่า ยังไงก็ตอบโจทย์ลูกค้าที่เลี้ยงแมว” วรกัญญากล่าว

    1. โรงพยาบาลสัตว์

    ‘สพ.ญ.นวพร ชวนปรีชา’ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ เผยว่า ให้ความสำคัญกับน้องแมวมานานแล้ว เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีความเครียดแต่เก็บอาการ ซึ่งอาจนำไปสู่หลายๆ โรคได้ ทำให้ทางโรงพยาบาลต้องแยกจุดบริการของน้องๆ ไว้เป็นสัดเป็นส่วน เพื่อลดโอกาสในการเกิดความเครียด

    ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเลี้ยงแมวในตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เพราะเจ้าของสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพน้องๆ ได้มากขึ้น ทำให้สัตว์เลี้ยงอายุยืนกว่าเดิม 

    ดังนั้น ในปี 2026 ทางโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อจึงจะมุ่งเน้นในการดูแลเชิง ‘ป้องกัน’ ผ่านการตรวจยีน เพื่อดูความเสี่ยงในการเกิดโรคและการสืบพันธุ์ รวมถึงอาจเปิดจุดคัดกรองแยกตามสายพันธุ์ด้วย เพราะน้องๆ แต่ละพันธุ์ก็มีโรคประจำพันธุ์ต่างกันไป

    1. ผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยง

    ในฐานะของซีอีโอแบรนด์ Pramy ‘ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี’ เล่าว่า ตลาดแมวโตขึ้นทุกปี ทั้งในแง่ของประชากรและค่าใช้จ่ายต่อหัว ขณะที่เทรนด์การซื้ออาหารสำหรับน้องๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

    “เทรนด์ที่ตอนนี้มันค่อนข้างมาก็คือเทรนด์ humanization คือใช้วัตถุดิบที่เสมือนกับคนกินเองเลย และนอกจากรสชาติแล้ว เช่นรสปู รสไก่ รสกุ้ง อะไรที่คนต้องการ เราก็จะเอามาเสนอให้กับน้องแมว อย่างเช่น คนต้องการมัลติวิตามิน คนต้องการอาหารเสริมบำรุงสารพัดอย่าง น้องแมว หรือแม้กระทั่งน้องสุนัขเองก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ดูแลเสมือนเขาเป็นลูก เป็นคนคนหนึ่ง” ฐิติภัทร์กล่าว

    อย่าง Pramy ก็มีการใช้ ‘ปลาเนื้อขาว’ หรือวัตถุดิบที่เป็น Human Grade รวมถึงนำเนื้อสดเข้ามาใช้ แทนผลิตภัณฑ์แปรรูปในสูตรที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ สูตรป้องกันก้อนขน และสูตรป้องกันนิ่ว

    จัด Cat Expo เป็นครั้งแรก ตอบรับเศรษฐกิจแมวที่กำลังมาแรง

    cat expo

    จากการเติบโตของเศรษฐกิจแมวที่กล่าวไป ทาง N.C.C. จึงขอต่อยอดความสำเร็จของ Pet Expo Thailand สู่ ‘Cat Expo Thailand’ มหกรรมสินค้าแมว โดยจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 5-7 ธันวาคม 2025 ณ​ ฮอลล์ 6 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ภายในงานทุกคนจะได้พบกับการจัดแสดงสินค้าและกิจกรรมมากมาย เช่น

    • อาหารและขนมขบเคี้ยวสำหรับแมว 
    • ผลิตภัณฑ์อาบน้ำสำหรับแมว
    • เสื้อผ้าสำหรับแมว
    • โรงแรมสัตว์เลี้ยง 
    • โรงพยาบาลสัตว์ 
    • เวชภัณฑ์สัตว์เลี้ยง 
    • อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
    • กิจกรรมเกมอุโมงค์หรรษา
    • กิจกรรมเหมียวนักตบ
    • กิจกรรมโยคะกับเหมียว
    • กิจกรรมเหมียวหม่ำๆ
    • กิจกรรมเหมียวมุดถุง
    • การประกวดแมวลายฟ้าประทาน
    • โครงการภาพถ่ายสัตว์เลี้ยงสุดฮาแห่งปี

    ที่สำคัญ ภายในงาน เจ้าของยังสามารถพาแมวมา ‘ฝังไมโครชิป’ ตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เพียงแค่นำบัตรประชาชนของผู้เลี้ยง กับสำเนาทะเบียนบ้านที่น้องอาศัยอยู่มาด้วยเท่านั้น

    จากปรากฏการณ์เศรษฐกิจแมว เราคงเห็นแล้วว่า พลังของสัตว์สี่ขาตัวเล็กๆ นั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน และเราก็หวังว่า นับตั้งแต่นี้ไป ผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคนจะตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลน้องๆ ยิ่งขึ้น ไม่ทอดทิ้งพวกเขา รวมถึงมาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงไปด้วยกัน

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/cat-expo-thailand-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Gv2Oe9S_fA9woCBN6ZZpl

  • ‘อภิสิทธิ์’ ชู 2 แนวทางทำนโยบาย ‘บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต’ ชี้ ‘สกลธี’ ชน ‘เอกนัฎ’ รับเป็นเรื่องยาก

    ‘อภิสิทธิ์’ ชู 2 แนวทางทำนโยบาย ‘บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต’ ชี้ ‘สกลธี’ ชน ‘เอกนัฎ’ รับเป็นเรื่องยาก

    วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 13.55 น.

    ‘อภิสิทธิ์’ แท้งกิ้วผลโพลฉุด ‘ปชป.’ ดีขึ้น ถือเป็นกำลังใจ ยันทำงานหนักแข่งกับตัวเอง-เวลา ชู 2 แนวทางทำนโยบาย ‘บ้านเมืองสุจริต-เศรษฐกิจโต’ แนะแจกเงินกระตุ้นศก.ต้องทำตามสถานการณ์ ไร้กังวลพื้นที่กทม.  ‘สกลธี’ ชน ‘เอกนัฎ’ รับเป็นเรื่องยาก หาก ‘ยุบสภาฯ’ ก่อนม.ค. 69 ต้องเหนื่อยมากขึ้น แต่ทำเต็มที่

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความเห็นของประชาชนที่พบว่าพรรคมีคะแนนดีขึ้นนั้น ว่า ขอบคุณพี่น้องประชาชน แต่สิ่งเหล่านี้มีขึ้นและมีลงตลอดเวลา ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือการแข่งขันกับตัวเองและการแข่งขันกับเวลา เพราะเวลามีจำกัดมากแต่มีงานที่ต้องทำเยอะมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายตัวผู้สมัคร ส่วนการแข่งขันกับตัวเองเนื่องจากเรารู้ว่าเราต้องการให้ประชาชนเห็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแนวทางทั้งในแง่การเมืองและสิ่งที่จะทำให้กับประเทศ ฉะนั้นเรื่องโพลถือเป็นกำลังใจ แต่งานหนักรออยู่ข้างหน้าเยอะมาก

    นะโยบายหลักที่จะชูในการเลือกตั้งครั้งหน้า  นายอภิสิทธิ์ ย้อนถามว่า ต้องรีบบอกเลยหรอ ซึ่งความเป็นจริงมีสองเรื่องหลัก ที่ตนคิดว่าสำคัญที่สุดสำหรับประเทศ 1. ถ้าเราไม่สามารถทำให้บ้านเมืองเป็นบ้านเมืองที่สุจริตจริงๆ ปัญหาอื่นแทบแก้ไขไม่ได้ เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลระหว่างสถาบันและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นำมาซึ่งปัญหาสารพัดทั้งสังคมการเมืองและเศรษฐกิจ 2. ถ้าเราไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยกลับไปเติบโตได้เหมือนสมัยก่อน หากยังโตอยู่แค่ร้อยละ 1 ร้อยละ 2 ต่อเนื่องแบบนี้เรื่องอื่นเราก็แก้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เราจะไม่มีทรัพยากรมาดูแลผู้สูงอายุนำมาสร้างระบบสวัสดิการที่มีความจำเป็นเพียงพอกับผู้คน ดังนั้นหมายความว่าต้องทำให้บ้านเมืองสุจริต เศรษฐกิจก็ต้องดี ซึ่งดีในที่นี้คือโตและกระจายอย่างทั่วถึง

    เมื่อถามถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบรวดเร็ว  นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า เรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูตามสถานการณ์ แต่ไม่ใช่เรื่องหลักที่จะเป็นคำตอบให้กับประเทศต่อไป ซึ่งในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเรามีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถี่มาก มีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล ซึ่งบางช่วงรวมถึงในปัจจุบันแก้ไขปัญหาความยากลำบากได้ระดับหนึ่ง ซึ่งคนก็มองว่าเป็นคำตอบเฉพาะในช่วงนี้ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ได้ดีขึ้นตามที่ได้มีการตั้งเป้าไว้เราจะวนเวียนอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ และจะมีข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำเรื่องนี้ด้วย เพราะฐานะทางการคลังจะมีปัญหามากขึ้น

    ส่วนการเลือกตั้งสส.กทม. ที่นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาจจะต้องชนกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่มีกระแสข่าวว่าจะเข้าไปดูพื้นกทม. ช่วยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกันนั้น นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไม่พูดเรื่องฐานเสียง เราแข่งขันเสนอตัวให้คนกรุงเทพมหานคร ซึ่งสิ่งที่จะตอบโจทย์ทั้งคนกรุงเทพมหานครโดยเฉพาะคือนโยบายบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนที่นี่ แต่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคนกรุงเทพมหานคร จะมองถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วยว่าต้องการจะไปอย่างไร ซึ่งการแข่งขันเป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร ซึ่งนายสกลธีต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะรองหัวหน้าพรรคดูแลกรุงเทพมหานคร ซึ่งเราทราบตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าเป็นจุดที่ยาก 

    เมื่อถามว่าเป็นการเจอมิตรเก่านั้น นายอภิสิทธิ์ระบุว่า เราต้องแข่งขันกันแบบมิตรเต็มที่ แต่เราไม่เล่นฟาวล์อยู่แล้ว

    ส่วนหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองยุบสภาก่อนไทม์ไลน์ปลายเดือน ม.ค. 69 ที่ประกาศไว้ พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ต้องพร้อม แต่จะเหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเรายอมรับไม่ปฏิเสธ และในวันพรุ่งนี้จะเริ่มประชุมกรรมการบริหารพรรค อย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังจากได้รับการรับรองจากคณะกรรมการเลือกตั้งเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรู้ว่าเวลาเดิมก็น้อย ถ้าน้อยเพิ่มขึ้นไปอีกก็เหนื่อยมากขึ้น แต่เป็นปกติของระบบสภาฯ พรรคการเมืองต้องเดินหน้าเต็มที่

    หนักใจหรือไม่เรื่องการเมืองสุจริตซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่าจะมีการใช้เงินจากการฟอกขาว เข้ามาใช้ในการเมือง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่า ตนหนักใจน้อยลงกว่าเดิมเยอะ เพราะตั้งแต่ตนกลับเข้ามา ได้เจอผู้คนประชาชนธรรมดาไปจนถึงนักธุรกิจระดับสูงพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าไม่ต้องการอยู่แบบนี้อีกแล้วพร้อมยืนยันว่าหนักใจน้อยลงเพราะแนวร่วมของคนที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้นมาก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928383&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AA8tpNMt9wWrb2gI5lnGt

  • เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    สัปดาห์ที่แล้วมีบทความในเว็บไซต์ Fulcrum สิงคโปร์ เรื่อง เสถียรภาพค่าเงินเวียดนาม: ส่องทางความขัดแย้งของนโยบาย (Exchange rate stability in Vietnam: Navigating the conflicting policy demands)

    เขียนโดย ตวน โฮ (Tuan Ho) ซึ่งตั้งคําถามอย่างน่าสนใจว่า รัฐบาลเวียดนามจะเลือกอะไรระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจที่ขยายตัวสูง มักมีความอ่อนไหวด้านเสถียรภาพตามมา 

    เศรษฐกิจเวียดนามขณะนี้ก็เริ่มมีแรงกดดันนี้ สะท้อนจากการอ่อนค่าของอัตราแลกเปลี่ยน คือเงินดอง เป็นความท้าทายทางนโยบายคล้ายกับที่ประเทศไทยเคยประสบในอดีต และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

    เศรษฐกิจเวียดนามช่วง 40 ปีหลังการปฏิรูปเข้าสู่ระบบตลาดปี 2529 ประสบความสำเร็จอย่างมาก การเติบโตของเศรษฐกิจมีต่อเนื่อง ซึ่งใครที่ไปเวียดนามช่วง 20 ปีที่ผ่านมาคงเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบน่าตกใจ โดยเฉพาะช่วง 10 ปีล่าสุดที่เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 7.3 สูงสุดในภูมิภาค

    อัตราความยากจนลดลงตํ่ากว่าร้อยละ 4 ในปี 2566 จากร้อยละ 14 ปี 2553  ขณะที่รายได้ต่อหัวของประชากรเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวเป็น 4,100 ดอลลาร์ ปี 2565 ปีที่แล้วเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวร้อยละ 7 และปีนี้คาดว่าจะชะลงตามเศรษฐกิจโลกเหลือขยายตัวร้อยละ 6.5

    ที่ผ่านมา การเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามขับเคลื่อนโดย 3 ปัจจัย 1.การส่งออก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าพื้นฐาน เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า รองเท้า โดยมีต้นทุนแรงงานต่ำเป็นปัจจัยแข่งขัน 2.การลงทุนจากต่างประเทศที่นําเทคโนโลยี ความรู้ ระบบบริหารจัดการ เข้ามาและวางพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมส่งออก

    3.การใช้จ่ายในประเทศที่ได้ประโยชน์จากกําลังซื้อในประเทศที่ขยายตัว ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของเศรษฐกิจและชนชั้นกลาง 

    ขณะที่รัฐบาลเสริมการเติบโตด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปและเปิดเสรีเศรษฐกิจ เพื่อรองรับเงินลงทุนต่างประเทศ รวมถึงวางตําแหน่งเวียดนามในเวทีการค้าโลกโดยเข้าร่วมกลุ่มการค้าเสรีต่างๆเช่น CPTTP และ RCEP

    ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทําให้รัฐบาลเวียดนามต้องการไปต่อในแง่การพัฒนาประเทศ วางเป้าให้เวียดนามเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2588 โดยให้เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 8-10% และร้อยละ 30 ของเศรษฐกิจเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนาเวียดนามให้เป็นศูนย์การผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่สําคัญของโลก

    ภายใต้โมเดลการเติบโตเศรษฐกิจแบบเดิมที่ยกระดับขึ้น คือ การส่งออก การลงทุนจากต่างประเทศ และการปฏิรูป ซึ่งปัจจัยหลังเวียดนามทําจริงจัง เห็นได้จากข่าวการลดจำนวนข้าราชการและการปราบคอร์รัปชันล่าสุด

    แต่เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อนมาก เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ทําให้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนาม คือ การส่งออกและการลงทุนต่างประเทศเริ่มมีข้อจำกัด การส่งออกถูกกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ มาตรการกีดกันทางการค้าที่มีมากขึ้น และภาษีนําเข้าสหรัฐร้อยละ 20 ขณะที่การลงทุนต่างประเทศถูกกระทบจากความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจและการเงินโลก ทำให้นักลงทุนชะลอการนําเข้าเงินลงทุน 

    รัฐบาลเวียดนามแก้สถานการณ์ โดยเร่งให้ภาครัฐใช้จ่ายและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินดองเพื่อให้นักลงทุนมั่นใจ แต่ผลคือ แรงกดดันให้เงินดองอ่อนค่ายิ่งมีมากขึ้น นําไปสู่ความห่วงใยเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    บทความของ ตอง โฮ สรุปการอ่อนค่าของเงินดองขณะนี้ว่ามาจาก 3 สาเหตุ 1.รายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศลดลงจากการชะลอตัวของการส่งออกและการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศ

    2.ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย คือ การผ่อนคลายนโยบายการเงินในเวียดนามเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทําให้อัตราดอกเบี้ยเวียดนามตํ่ากว่าของสหรัฐ เกิดเงินทุนไหลออก เช่น จากตลาดหุ้น 3.มีความต้องการเงินดอลลาร์เพื่อไปซื้อทองคําในต่างประเทศ เพื่อทํากําไรจากส่วนต่างราคาทองคำในเวียดนามที่สูงกว่าตลาดโลก 

    สามปัจจัยนี้ทําให้อุปสงค์เงินดอลลาร์ในเวียดนามสูงกว่าอุปทานเงินดอลลาร์ที่มี เงินดองอ่อนค่า เงินดอลลาร์หายากและเกิดตลาดมืดเงินดอลลาร์ในเวียดนาม คือผู้ซื้อผู้ขายเงินดอลลาร์พร้อมจะซื้อขายกันในอัตราที่ต่ำกว่าที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนทางการกำหนด

    รัฐบาลเวียดนามใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว คือ เงินดองเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แต่การอุบัติขึ้นของตลาดมืดเงินดอลลาร์ชี้ว่าการทํางานของระบบอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวมีปัญหา อัตราแลกเปลี่ยนทางการตามระบบลอยตัวไม่สามารถเคลียร์อุปสงค์อุปทานในตลาดเงินดอลลาร์ได้

    คือ ค่าเงินดองสูงเกินไป ควรต้องอ่อนลงเพื่อเคลียร์ตลาด ซึ่งก็จริง ค่าเงินดองทางการอ่อนลงเพียง 2.9% ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ขณะที่ส่วนต่างระหว่างค่าเงินดองทางการกับค่าเงินดองในตลาดมืดมีประมาณ 5% 

    สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ทางการเวียดนามแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เงินดองอ่อนค่า โดยขายล่วงหน้าเงินดอลลาร์จากทุนสํารองทางการไปแล้วกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ทําให้เงินทุนสํารองทางการของเวียดนามลดลงเหลือ 80.3 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งไอเอ็มเอฟประเมินว่าทุนสํารองจะลดลงเหลือ 79.3 พันล้านดอลลาร์ สิ้นปีนี้

    ปัญหาของเวียดนามคือ รัฐบาลไม่ยอมให้กลไกราคาทำงาน คือ เงินดองอ่อนค่าตามภาวะเศรษฐกิจ ผลคือค่าเงินถูกบิดเบือน เกิดตลาดมืด รัฐสูญเสียทุนสำรองทางการและเกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และเหตุที่รัฐบาลแทรกแซงก็เพราะต้องการให้เงินดองมีเสถียรภาพ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ให้มีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้า เพื่อเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ 

    นี่คือสิ่งที่ขัดเเย้งกัน ระหว่างเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ คือนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจควรมากับค่าเงินที่อ่อนลง แต่เมื่อรัฐบาลแทรกแซงไม่ให้ค่าเงินอ่อนเพื่อเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ ปัญหาจึงเกิดขึ้น

    ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลเวียดนามควรทําคือ ให้ค่าเงินดองเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด แม้จะอ่อนค่าลง การอ่อนค่าของเงินดองจะทําให้การส่งออกได้ประโยชน์ เงินลงทุนต่างประเทศที่เคยชะงักจะไหลกลับ และตลาดมืดจะหายไป ทั้งหมดจะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการทํานโยบายของรัฐบาลจะกลับมา

    เพราะเศรษฐกิจเวียดนามยังมีความเข้มแข็งหลายด้าน โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ตรงกันข้าม ถ้าการบิดเบือนยังอยู่ การแทรกแซงมีต่อเนื่องและรุนแรงมากขึ้นๆ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศก็จะล่อแหลม กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด

    เวียดนามจะเลือกจีดีพีหรือเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1207859&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cyOm1-moG-nDuDVADT78V

  • SET แกว่งตัว จับตาเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/68 คาดโต 1.0-1.5% YoY

    SET แกว่งตัว จับตาเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3/68 คาดโต 1.0-1.5% YoY

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งตัว อาจเห็นการรีบาวด์ได้บ้าง คาดแรงขายในหุ้นงบไตรมาส 3/2568 ด่ำคาดน่าจะเริ่มชะลอลง ขณะที่การเจรจาการค้า ไทย-สหรัฐฯ ล่าสุดไม่หยุดชะงักน่าจะช่วยคลายกังวล แต่แนะนำรอติดตามการยืนยันจากรัฐบาลอีกครั้ง วันนี้ติดตามสภาพัฒน์ รายงาน GDP ไตรมาส 3/2568 คาดโต 1.0-1.5%YoY ชะลอตัวลงจากขยายตัว 2.8%YoY ในไตรมาส 2/2568 ทางเทคนิคดัชนีร่วงลงมาทดสอบ 1265 หากยังไหลลงต่อจะมีแนวรับถัดไป 1250/1235 แต่หากไม่หลุดมีโอกาสรีบาวด์ระยะสั้น แนวต้านที่ 1280/1285

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสพักตัวหรือแกว่งตัวลง หลังตลาดเริ่มขาดปัจจัยบวกใหม่ โดยทางเทคนิคหลังดัชนีหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญ 1285 ทำให้มี โอกาสแกร่งลงไปที่บริเวณ 1265/1240 ส่วนปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ GDP ไตรมาส 3/2568 ซึ่งคาดเติบโต 1.0-1.5%YoY ชะลอตัวลงจาก +2.8%YoY ในไตรมาส 2/2568 ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนในระยะสัน แม้คาดจะมีผลกระทบจำกัดต่อผลประกอบการ บจ. ไทยโดยรวม 

    รวมทั้งการประชุม ครม. คาดจะมีการพิจารณามาตรการแก้หนี้เสียรายย่อย, รถไฟฟ้าสายสีม่วง-สีแดง 40 บาท ตลอดสาย และเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 

    ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ FOMC Minutes, ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญทั้งภาคแรงงาน NFPS และภาคเงินเฟ้อ PCE CPI หากหน่วยงานราชการ กลับมาเปิด

    ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ “Selective Buv” ใน 3 ธีมหลัก และ 2 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้

    1. หุ้น Defensive ซึ่งผลการดำเนินงานสามารถต้านทานความผันผวนภายนอก โดยเราคาดไตรมาส 4/2568 กำไรยังเติบโตดี YoY และแนะนำ Outperform จากแนวโน้มธุรกิจดี แนะนำ ADVANC BDMS BCPG BEM BGRIM PTT

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดียิ่งมี SET ESG Ratings A-AAA เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตระยะสั้น โดยคาดจะมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2568 หลังหักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และเราแนะนำ Outperform ได้แก่ BAM KTB AP SIRI TOP BLA

    3. หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยเราคาด กนง. จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายปีนี้อีก 1 ครั้งในเดือน ธ.ค. และปีหน้า 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกปี 2569 อาทิ หุ้นที่จะมีต้นทุนการเงินลดลง เพราะมีภาระหนี้สิน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูง แนะนำ CENTEL GPSC TRUE และหุ้นที่จะมีต้นทุนการดำเนินการลดลง หรือกำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้น แนะนำ AP MTC รวมทั้ง หินกลุ่ม REITs แนะนำ DIF FTREIT LHHOTEL

    4. Trading Idea: นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้นที่คาดได้ประโยชน์จากรัฐเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ แนะนำกลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW) จากมาตรการเกี่ยวดีมีคืน, กลุ่มไฟแนนซ์ (BAM MTC) จากมาตรการพักหนี้และให้สินเชื่อรายย่อย 2) หุ้นที่คาดมีโอกาสได้ประโยชน์จากสถานการณ์น้ำท่วมขังเฉพาะจุด แนะนำ TASCO HMPRO GLOBAL ขณะที่แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นที่อาจจะได้รับผลกระทบจิตวิทยา หากสถานการณ์ความตึงเครียดไทย-กัมพชาบานปลายรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่าง CBG SAV

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ CENTEL มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากกำไรไตรมาส 3/2568 ออกมาดีกว่าคาด แรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมมีผลขาดทุนลดลงและธุรกิจอาหารแข็งแกร่ง อีกทั้งเรามีมุมมองบวกต่อประกาศเข้าลงทุนในลัคกี้สุกี้และลัคกี้บาร์บีคิว ซึ่งคาดจะช่วยขยายพอร์ตธุรกิจอาหารและหมุนการเติบโตกำไรในระยะยาว เป้าหมายระยะสั้น 32.50 บาท

    SAWAD มองราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากกำไรที่จะดีขึ้น โดยไตรมาส 3/2568 คาดกำไรเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ ส่วนปี 2568 แม้คาดกำไรหดตัว 9.4%YoY แต่จะพลิกเติบโต 12%YoY ในปี 2569 แรงหนุนจากการกลับมาขยายสินเชื่อ NIM ที่เพิ่มขึ้นและ Credit Cost ที่ลดลง Valuation น่าสนใจ PER 2569F ที่ 7.73x เป้าหมายระยะสั้น 27.25 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/733557&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wkrbhgPLuUKLcs0a6szyu

  • “สภาพัฒน์” ชี้ภาวะศก.ถดถอย กระทบ GDP ไตรมาส 3 มอง “คนละครึ่งพลัส” บวกมาตรการรัฐ ช่วยพยุงไตรมาส 4 ดีขึ้น | TOPNEWS

    “สภาพัฒน์” ชี้ภาวะศก.ถดถอย กระทบ GDP ไตรมาส 3 มอง “คนละครึ่งพลัส” บวกมาตรการรัฐ ช่วยพยุงไตรมาส 4 ดีขึ้น | TOPNEWS

    ‘สภาพัฒน์’ เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 โตชะลอเหลือ 1.2% จากการชะลอตัวของภาคผลิต–ก่อสร้าง–ท่องเที่ยว ขณะที่ทั้งปี 68 คาดว่าโต 2% พร้อมเสนอรัฐเร่งเบิกงบ ฟื้นเกษตร หาตลาดใหม่ และเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

    นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวว่า GDP เมื่อเทียบรายไตรมาส หรือ ปรับฤดูกาลแล้ว ทำให้ไตรมาส 3 ติดลบ 0.6% เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเชื่อว่า การติดลบครั้งนี้จะยังไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจทดถอยทางเทคนิค เนื่องจากเชื่อว่า การบริโภค และภาคการท่องเที่ยวจะยังช่วยหนุนไม่ให้ GDP รายไตรมาสในไตรมาสที่ 4 ติดลบต่อเนื่อง โดยคาดว่า จะขยายตัวอยู่ที่ 0.6% โดยรวมผลจากมาตรการคนละครึ่งพลัสเฟสแรก และ มาตรการอื่นๆที่ออกมาแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้GDP ทั้งปี 68 เติบโตที่ 2% ชะลอลงจากปี 67 ที่ขยายตัว 2.5% แต่ยังคาดหวังมาตรการของภาครัฐที่จะออกมาเพิ่มเติมในช่วงปลายปี จะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 เติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้าน ดอลลาร์ สรอ. (88.3 พันล้านบาท) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.23 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.8% ของ GDP

    นอกจากนี้ สภาพัฒน์ฯ ยังปรับตัวเลขคาดการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปี 68 เพิ่มขึ้นเป็น 11.2% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโต 5.5% ส่วนปี 69 คาดว่า จะหดตัว 0.3% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

    นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวอีกว่า สำหรับการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหาภาคในช่วงที่เหลือของปีนี้ และปี 69 มองว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการ เบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ การเร่งรัดการฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยว การดูแลภาคการเกษตร โดยการฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยให้สามารถฟื้นตัว และมีความพร้อมสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตของเกษตรกรที่จะออกสู่ตลาดและคาดว่าผลผลิตจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจำนวนมาก การขับเคลื่อนการส่งออกโดยการลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐการขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และการรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง ฯลฯ

    นางสาวอ้อนฟ้า กล่าวถึงแนวโน้มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 69 ว่า จะขยายตัวที่ 1.2-2.2% โดยมีค่ากลาง 1.7% จาก การขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชนรวมถึงแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร

    ส่วนการเจรจาภาษีการค้าไทย-สหรัฐฯ นางสาวอ้อนฟ้า เชื่อว่า จะยังมีการเดินหน้าเจรจาต่อได้ ซึ่งหากการเจรจาชัดเจนก็จะมีผล ต่อการตัดสินใจของภาคเอกชนและช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา จะไม่ส่งผลต่อการเจรจาการค้า แต่ขณะเดียวกัน ต้องเดินหน้าหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะอินเดีย ปากีสถาน เอเชียใต้ แอฟริกา แต่หากการเจรจาชะลอออกไป และไม่สามารถเจรจาแล้วเสร็จภายในช่วงปลายปีนี้ อาจจะต้องมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้กระทรวงพาณิชย์ หารือกับ USTR ของสหรัฐฯ เพื่อความชัดเจน

    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ขณะนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พร้อมคณะอยู่ระหว่างการเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อขอเข้าเจรจาภาษีกับทางสหรัฐฯอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1393367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IlVSxRfZ-tTSLBpeAB7oE