Category: เศรษฐกิจ

  • เมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2025 แชมป์อยู่ในเอเชีย “กรุงเทพฯ” ก็ติด Top 100

    เมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 2025 แชมป์อยู่ในเอเชีย “กรุงเทพฯ” ก็ติด Top 100

    การจัดอันดับเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ปี 2025: โตเกียวยังคงครองแชมป์ กรุงเทพฯ ติด Top 100

    นิตยสารธุรกิจ CEOWORLD เปิดเผยการจัดอันดับความมั่งคั่งของเมืองทั่วโลกประจำปี 2025 พบว่า “โตเกียว” ยังคงครองแชมป์เมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ด้วยตัวเลข GDP สูงถึง 2.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ โดยมี “นิวยอร์ก” ตามมาติดๆ เป็นอันดับ 2

    เกณฑ์การวัดความมั่งคั่งของเมือง

    นิตยสาร Newsweek รายงานว่า CEOWORLD ได้สำรวจเมืองกว่า 300 เมืองทั่วโลก โดยมองว่าเมืองขนาดใหญ่คือ “กระดูกสันหลังของเศรษฐกิจโลก” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุน นวัตกรรม และอิทธิพล

    ความมั่งคั่งของเมืองไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนประชากรหรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “ความหนาแน่นของนวัตกรรม”, “ความแข็งแกร่งของสถาบัน” และ “ความคล่องตัวของเงินทุน” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอีกด้วย

    โตเกียว-นิวยอร์ก ยังคงแข็งแกร่งในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก

    โตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ยังคงเป็นตัวอย่างของเมืองชั้นนำระดับโลกที่มีรากฐานจากนวัตกรรมระยะยาว ทั้งด้านเทคโนโลยี วิศวกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิตที่มีความแม่นยำสูง พร้อมระบบขนส่ง เครือข่ายการเงิน และซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพ

    Vlad Alexandru Popa

    ส่วน มหานครนิวยอร์ก ที่ครองอันดับ 2 ยังคงเป็นศูนย์กลางการเงินที่สำคัญของโลก และมีระบบนิเวศสตาร์ทอัปที่คึกคัก ส่วน ลอสแอนเจลิส ที่อยู่อันดับ 3 โดดเด่นด้านเศรษฐกิจความบันเทิง รวมถึงได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการบินที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

    10 เมืองที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ปี 2025

    อันดับ เมือง ประเทศ GDP (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
    1 โตเกียว ญี่ปุ่น 2,553.69
    2 นิวยอร์ก–นวร์ก–เจอร์ซีย์ซิตี สหรัฐอเมริกา 2,489.77
    3 ลอสแอนเจลิส–ลองบีช–อานาไฮม์ สหรัฐอเมริกา 1,619.68
    4 ลอนดอน สหราชอาณาจักร 1,472.40
    5 โซล เกาหลีใต้ 1,419.79
    6 ปารีส ฝรั่งเศส 1,394.52
    7 ชิคาโก–แนปเพอร์วิลล์–เอลจิน สหรัฐอเมริกา 1,251.58
    8 โอซาก้า–โกเบ ญี่ปุ่น 1,185.47
    9 ซานฟรานซิสโก–โอ๊คแลนด์–เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา 1,153.67
    10 เซี่ยงไฮ้ จีน 1,145.87

    เอเชียมาแรง – กรุงเทพฯ ขยับสู่อันดับ 46 ของโลก

    เอเชียยังคงแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย โซล จากเกาหลีใต้ ติดอันดับ 5 ของโลก ขณะที่จีนมี 2 เมืองใหญ่อย่าง เซี่ยงไฮ้ และ ปักกิ่ง ติดใน 10 อันดับแรก 

    ด้านประเทศไทย กรุงเทพฯ อยู่อันดับที่ 46 จาก 100 อันดับแรกของโลก แสดงให้เห็นถึงบทบาททางเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวและศักยภาพของเมืองหลวงในฐานะศูนย์กลางธุรกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    กุญแจสู่ความรุ่งเรืองของเมืองในอนาคต

    CEO ของ CEOWORLD ระบุว่า เมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ คือเมืองที่กล้าลงทุนใน “บุคลากร”, “โครงสร้างพื้นฐาน” และ “นวัตกรรม” โดยความมีชีวิตชีวาทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ การยอมรับความหลากหลาย และการเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นต่อไป

    รายงานยังสรุปว่า เมืองที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวต้องมี “การวางแผนที่ยั่งยืน”, “ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ” และ “การใช้เทคโนโลยีอย่างยืดหยุ่น” เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    1. ETToday
    2. CEOWORLD Magazine

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9856902/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ynQe1ormbnzVfvrdpGXmx

  • TDRI ห่วงเศรษฐกิจโตช้า-ค่าจ้างต่ำ ดันธุรกิจเทาพุ่ง ไทยเสี่ยง ‘ศูนย์กลางเงินเทา’

    TDRI ห่วงเศรษฐกิจโตช้า-ค่าจ้างต่ำ ดันธุรกิจเทาพุ่ง ไทยเสี่ยง ‘ศูนย์กลางเงินเทา’

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI ห่วงเศรษฐกิจโตช้า-ค่าจ้างต่ำ เสี่ยงดันไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจเทา ย้ำสร้างงานที่ดี (Good Jobs) ช่วยสกัดธุรกิจผิดกฎหมายได้ เสนอโมเดลใหม่ดันศักยภาพไทยเฉียด 5% พ้นกับดักรายได้ปานกลางใน 16 ปี

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน) ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI กล่าวว่าในปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแทบจะต่ำสุดในเอเซียตะวันออก หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้อัตราว่างงานไม่มาก แต่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีสัดส่วนต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง

    ดังนั้น หากไม่สามารถสร้างงานที่ดีให้คนไทยทำ ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจสีเทา ‘มากขึ้น’ ทั้งความเสี่ยงต่อการฟอกเงินรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพอย่างคอลเซนเตอร์ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างงานที่ดีหรือ ‘Good Jobs’ ให้แก่คนไทย

    “จะต้องเร่งสร้างงานดี หรือ Good Jobs ซึ่งหมายถึงงานที่มีค่าตอบแทนดี สวัสดิการเพียงพอ มีความมั่นคงพอสมควร แต่การที่จะมีทำงานที่ดีได้นั้น คนไทยจะต้องมีทักษะที่มากขึ้น ขณะเดียวกันจะต้องสร้างการเจริญเติบโตผ่านเครื่องจักรใหม่หลายตัวซึ่งสามารถแบกประเทศต่อไปได้” ดร.สมเกียรติ กล่าว

    ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าเป็นเพราะศักยภาพทางเศรษฐกิจตกต่ำลง ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่หลายรัฐบาลมักทำจะไม่บรรลุผล ต้องปรับนโยบายภาคการผลิต เนื่องจากเครื่องจักรการผลิตของไทยที่ทำรายได้ให้ประเทศ เช่น การส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมตลอดจนการท่องเที่ยว

    ประธาน TDRI กล่าวต่อว่า การท่องเที่ยวเคยมีบทบาทในการ ‘แบกประเทศ’ มานานได้ชะงักลง จากปัจจัยหลายอย่างเช่น การขาดแรงงานที่มีทักษะ งบลงทุนของภาครัฐลดลง

    นอกจากนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีมูลค่ามาก แต่ก็ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องในประเทศได้เท่าที่ควร รวมทั้งมีปัญหากฎระเบียบที่ทำให้การทำธุรกิจเป็นไปได้ยาก ตลอดจนมีการลงทุนวิจัยพัฒนาที่น้อยเกินไป ขณะที่งานวิจัยที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้

    “ดังนั้น การจะทำให้ภาคการผลิตของไทยกลับไปสู่ระดับเดิมถือเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัฒน์ย้อนกลับที่มีการกีดกันทางการค้าในวงกว้าง” ดร.สมเกียรติ กล่าว

    ประธาน TDRI ยังชี้ว่า กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีความเข้มแข็งกว่าเศรษฐกิจโดยรวมก็ยังลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา และมีสัดส่วนบริษัทที่ประสบปัญหาขาดทุนในปีที่แล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทในสาขาอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งขาดทุนในปีที่แล้วถึง 30% ตามมาด้วยสาขาอสังหาริมทรัพย์ และสาขาอุปโภค

    เปิดแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดันศักยภาพเฉียด 5%

    ดร.สมเกียรติ จึงเสนอแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โมเดลใหม่ว่า นอกจากการพัฒนาแบบ ‘ลีน’ แล้ว ประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะยกระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2.3% ให้เป็น 4.7% ต่อปีได้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีต่อจากนี้

    นอกจากนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทยจะเปลี่ยนโฉมไป ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลง ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นแกนหลักในการสร้างงานที่ดี ทำให้คนไทยมีกำลังบริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในมากขึ้น

    “ในการปรับไปสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ เราต้องใช้จินตนาการใหม่ที่เชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสิ่งที่ทำได้จริง หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘นโยบายอุตสาหกรรมใหม่’ เพื่อให้เกิดงานที่ดี ขณะเดียวกันก็ต้องปรับยุทธศาสตร์การพัฒนาในด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกัน ไม่ว่าจะเป็นปรับกติกาการค้าการลงทุน การปรับการพัฒนาทักษะและนวัตกรรม ตลอดจนการปรับบทบาทภาครัฐและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค” ดร. สมเกียรติระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-risks-grey-money-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X8wnsyMBmLQTkcABvzxTm

  • “พิชัย” ห่วงเศรษฐกิจไทยทรุดหนักหากมีปัญหากับสหรัฐฯ จี้ รมว.พาณิชย์ เร่งทำ 4 เรื่อง

    “พิชัย” ห่วงเศรษฐกิจไทยทรุดหนักหากมีปัญหากับสหรัฐฯ จี้ รมว.พาณิชย์ เร่งทำ 4 เรื่อง

    “พิชัย” ห่วงหากมีปัญหากับสหรัฐฯ เศรษฐกิจไทยยิ่งทรุดหนัก หลัง GDP ไตรมาส 3 ขยายแค่ 1.2% ชี้เพิ่มภาษีทรัมป์ การส่งออก-การลงทุนหดหาย จี้ รมว.พาณิชย์ เร่งทำ 4 เรื่องหลัก โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตร

    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.2% ซึ่งนับว่าต่ำมาก หลังจากที่เศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายได้ 3% ทั้งนี้ น่าจะมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยความเชื่อมั่นทางการเมืองจากความผันผวนทางการเมืองในไตรมาส 3 และแนวโน้มในไตรมาส 4 ก็ดูไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยน่าจะยังคงขยายตัวได้เกิน 2% ตามที่ตนได้เคยคาดการณ์ไว้

    นายพิชัย ระบุต่อไปว่า เรื่องที่น่ากังวลและยังมีความสับสนคือเรื่องสหรัฐฯ หยุดการเจรจาเรื่องการค้ากับไทย ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่ามีการหยุดตามที่สำนักงานผู้แทนการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (สำนักงาน USTR) แจ้งมาหรือไม่ เพราะในขณะที่ไทยบอกว่าจะแยกเรื่องระหว่างการเจรจาการค้าและปัญหาไทย-กัมพูชา แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินล่าสุดว่าใช้มาตรการทาง Tariff แก้ข้อขัดแย้งไทย-กัมพูชา คงต้องให้ USTR ยืนยันกลับมา ซึ่งหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษี Tariff กับไทย ไทยจะประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างมาก ซ้ำเติมจากสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่อย่างที่เป็นอยู่

    ในทางกลับกันถ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สามารถเจรจาลดภาษี Tariff ของสหรัฐฯ ลงมาได้ ก็จะทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ถึง 1.92 ล้านล้านบาทในปี 2567 คิดเป็น 18% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากถึง 1.23 ล้านล้านบาทในปี 2567 ซึ่งเป็นการได้ดุลการค้ามากที่สุดในการค้าขายกับทุกประเทศ และในปี 2568 ยอดการส่งออกและการได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การจะหาตลาดใหม่เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐฯ น่าจะเป็นไปได้ยากมากหรือเป็นไปไม่ได้เลย

    ดังนั้น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างมาก ซึ่งการที่ตนต้องวิ่งไปพบกับ USTR Jamieson Greer ถึง 2 ครั้ง ที่เกาหลีใต้และฝรั่งเศส อีกทั้งรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สามารถเจรจาภาษีทรัมป์ได้ในอัตรา 19% ซึ่งเป็นอัตราที่เท่าๆ กับประเทศในภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ และการส่งออกของไทยจึงไม่กระทบ โดยเดือนกันยายน 2568 การส่งออกของไทยยังขยายได้ถึง 19% และต้องถือเป็นผลงานที่เด่นชัด และต้องขอขอบคุณ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ที่เคยกล่าวชมเชย “2 พิชัย” คือ ตนและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ทำเรื่องการเจรจาดังกล่าวสำเร็จ

    หากประเทศไทยโดนขึ้นภาษี Tariff หรือถูกกลับไปเก็บภาษีที่ 36% ตามที่โดนเรียกเก็บแต่แรก จะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก การส่งออก และการลงทุนจะหดหาย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนัก เพราะเหตุนี้ตนจึงเห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ที่จะยังคงต้องเจรจากับสหรัฐฯ ให้จบโดยเร็วจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใน 4 เรื่องสำคัญที่ถือเป็น KPI ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้เคยแจ้งล่วงหน้าแล้ว พบว่ายังไม่สามารถดำเนินการตามที่ประชาชนคาดหวังได้แต่อย่างใด

    โดยเฉพาะในข้อแรก 1. ดูแลราคาสินค้าเกษตร เพราะราคาข้าวเปลือกนาปีตกต่ำอย่างมากเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5.40 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ข้าวเปลือกนาปี อยู่ที่ตันละ 10,000-12,000 บาท และข้าวเปลือกนาปรังราคาตกลงมาอยู่ที่ตันละ 8,800-9,000 บาท ขณะนั้นชาวนาก็เดือดร้อนกันมากแล้ว ราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันที่ต่ำมากจะทำให้ชาวนาดำรงชีพอยู่ไม่ได้ และได้รับความเดือดร้อนกันอย่างมาก อีกทั้งราคามะพร้าวเหลือเพียงลูกละ 2 บาทเท่านั้น มันสำปะหลังและไข่ไก่ก็ยังมีราคาไม่ดีนัก จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เร่งแก้ไข นอกจากนี้ เกษตรกรจำนวนมากยังประสบความเดือดร้อนจากภาวะน้ำท่วมที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    2. การรักษาระดับการส่งออก โดยการส่งออกในเดือนกันยายนก่อนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่จะเข้าทำงาน และหลังจากที่เจรจาได้อัตราภาษีทรัมป์แล้ว การส่งออกยังขยายได้ถึง 19% ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออกขยายได้ถึง 13.9% ซึ่งต้องดูว่าในเดือนตุลาคมและเดือนต่อๆ มา การส่งออกจะยังคงรักษาระดับได้หรือไม่ ซึ่งการส่งออกทั้งปี 2568 น่าจะต้องเกิน 10% ตามที่ได้คาดการณ์ไว้แล้วตั้งแต่กลางปี ซึ่งขอตอกย้ำว่าการส่งออกจะยังเป็นพระเอกของเศรษฐกิจไทยในปีนี้

    3. การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) โดยอยากให้สามารถเจรจาเขตการค้าเสรีกับ EU, เกาหลีใต้, แคนาดา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่เจรจาค้างอยู่ให้สำเร็จได้โดยเร็ว โดยเฉพาะ FTA กับ EU ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ซึ่งน่าจะเสร็จได้ภายในสิ้นปีนี้ ตามที่ได้เคยมีการตกลงกันไว้ และ FTA กับเกาหลีใต้ ควรจะเสร็จได้ตั้งแต่กลางปี 2568 แล้วจากการเจรจากันที่เกาะเชจู ประเทศเกาหลีใต้ ที่ตนได้พบกับ USTR Jamieson Greer เป็นครั้งแรกด้วย ซึ่งถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้เสียก่อน โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ถูกขับออก ก็น่าจะเสร็จไปแล้ว รวมถึง FTA กับประเทศแคนาดา ที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของประเทศแคนาดาเช่นกัน ส่วนการเจรจาปรับแก้ไข FTA กับอินเดีย ต้องระวังว่าอินเดียจะปรับลดประเภทสินค้ามากกว่าจะเพิ่มรายการสินค้า เพราะไทยได้ดุลการค้าจากอินเดีย

    4. การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพยังไม่ปรากฏผลเพิ่มเติมจากที่ทำไว้เดิมเท่าที่ควร เพราะยังมีสินค้าด้อยคุณภาพที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแก้ปัญหานอมินีก็เช่นกัน ที่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก และปัญหานอมินีนี้ น่าจะมีปัญหาการฟอกเงินของทุนเทาของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ปะปนเข้ามาเพื่อฟอกเงินด้วย ซึ่งประเทศต่างๆ ได้ทำการยึดเงินกันเป็นแสนๆ ล้านบาทแล้ว ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง แต่ประเทศไทยที่คนเชื่อกันว่าน่าจะมีจำนวนมาก แต่การดำเนินการยังไม่ไปถึงไหน

    นายพิชัย ระบุในช่วงท้ายว่า เหลือเวลาอีกไม่นานก่อนที่จะมีการยุบสภา จึงอยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งดำเนินการ 4 เรื่องสำคัญนี้ ให้เป็นผลสำเร็จโดยเร็วตามความคาดหวังของประชาชน เพื่อสร้างผลงานที่จับต้องได้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าวตกต่ำที่มีปัญหาอย่างมาก และสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาอย่างแสนสาหัสในปัจจุบัน จึงอยากขอเป็นกำลังใจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการทำงาน ซึ่งตอนนี้น่าจะทราบแล้วว่างานในกระทรวงพาณิชย์นั้นยากลำบากขนาดไหน ตามที่ตนได้เคยเตือนไว้ล่วงหน้าแล้ว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2896018&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jnzm4cpb-ujIFa_BtrDHK

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นติดลบครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ

    วันนี้, 16:30น.

              สำนักงานสถิติแห่งชาติของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ (ก.ค.-ก.ย.2568)ติดลบร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบตัวเลขรายปี โดยเฉพาะภาคการส่งออกได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่น หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส รวมถึงการส่งออกรถยนต์ของญี่ปุ่นลดลง แม้ว่าก่อนหน้านี้ การส่งออกรถยนต์ของญี่ปุ่นเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงก่อนที่มาตรการตอบโต้ทางภาษีของสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากญี่ปุ่นร้อยละ 15 เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.

             สำหรับการบริโภคของครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตทางเศรษฐกิจทั้งหมด เติบโตที่ร้อยละ 0.1 เท่ากับตัวเลขคาดการณ์ของตลาด แต่อ่อนแอกว่าอ้ตราเติบโตที่ร้อยละ 0.4 ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้(2568) สะท้อนให้เห็นว่า การปรับราคาอาหารสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคจับจ่ายซื้อของน้อยลง

            นักวิเคราะห์ เช่น นายคาซูทากะ มาเอดะ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเมจิ ยาสุดะ กล่าวว่า ภาพรวมการหดตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ถือว่าไม่รุนแรงเท่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ คาดการณ์ไว้คือ ร้อยละ 2.5 และมองว่า อาจจะเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว เช่น การลงทุนด้านที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในเดือนเม.ย.

           นักวิเคราะห์เชื่อว่า คงจะไม่ใช่สัญญาณเริ่มต้นของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น แม้ว่าการส่งออกของญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มที่จะค่อยๆฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า อีกทั้งเชื่อว่าข้อมูลล่าสุดนี้จะทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ)ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อนในการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 18-19 ธ.ค.นี้ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ยังคงอ่อนแอในปัจจุบัน

    #ญี่ปุ่น

    #เศรษฐกิจไตรมาส3

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156517&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p7vtvhfPc8oNmw2LAO2oD

  • เอกนิติ ยกโมเดลใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ใน 4 เดือน ย้ำไม่กู้เงินเพิ่ม

    เอกนิติ ยกโมเดลใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ใน 4 เดือน ย้ำไม่กู้เงินเพิ่ม

    ดร.เอกนิติ รมว.คลัง ยกโมเดลใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใน 4 เดือน ย้ำไม่กู้เงินเพิ่ม เน้นรักษาวินัยการคลัง เสริมการลงทุนผ่านเครื่องมือ Thailand Future Fund และ BOI Fast Pass สร้างทักษะแรงงานด้วย Demand Driven เตรียมปล่อยแพ็กเกจ ยกระดับ SME

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ‘รัฐบาลกับการขับเคลื่อนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย’ ในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ภายใต้หัวข้อ ‘Reimagining Thailand’s Development Model: ก้าวข้ามโลกเก่า ด้วยโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศ’

    โดยกล่าวว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ดร.เอกนิติ พยายามหาคำตอบมาตลอดว่า ประเทศไทยจะสามารถหาโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศได้อย่างไร ท่ามกลางอุปสรรคนานาประการตั้งแต่ ปัญหาสังคมสูงวัย ตลอดจนแรงงานขาดแคลน

    2 ข้อจำกัดใหญ่ ฐานะการคลังและเวลามีน้อย

    ดร.เอกนิติ ชี้ว่าปัญหาของประเทศไทยในทุกวันนี้ ยากกว่าในอดีตอย่างมาก เพราะ พลังของภาครัฐอย่าง ‘ฐานะการคลัง’ มีน้อยลง สะท้อนได้จากการถูกสถาบันจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agencies) ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งปรับลดมุมมอง (Outlook) ของประเทศไทยลงในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ดี S&P Global Ratings เพิ่งประกาศคงมุมมองเครดิตไทยไว้ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable) ซึ่งเอกนิติมองว่าเป็นผลจาก ‘การส่งสัญญาณวินัยการคลังอย่างชัดเจน’ นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง เช่น การนำเงินที่เหลือส่งคืน ธ.ก.ส.ทันทีเพื่อไม่เพิ่มภาระค้างคา

    นอกจากพลังการคลังที่ลดน้อยลงแล้ว ดร.เอกนิติย้ำว่า รัฐบาลยังมีเวลาเพียง 4 เดือนซึ่งเป็นข้อจำกัดให้ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ หากมัวแต่คิดหาโมเดลใหม่คงไม่ทัน เลยต้อง Action เพื่อส่งสัญญาณให้เห็น

    โดยกล่าวว่า “ผมทำเต็มที่ตั้งแต่วันที่รับตำแหน่ง เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลใหม่จะรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด”

    คุมวินัยการเงินเข้มผ่าน แผนการคลังระยะปานกลาง

    ทั้งนี้ เพื่อควบคุมวินัยการเงินให้เข้มงวดขึ้น ดร.เอกนิติ จึงได้จัดทำ แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium Term Fiscal Framework) ฉบับใหม่ โดยมีการกำหนดกฎการคลัง (Fiscal Rule) ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะเข้า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 18 พฤศจิกายน ตัวอย่างเช่น

    • ควบคุมการใช้มาตรา 28 ของพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยให้ต้องขออนุมัติอย่างโปร่งใส ไม่ใช่การตีเช็กเปล่า (Blank Check)
    • ตั้งเป้าลดระดับขาดดุลเหลือ 3% ของ GDP
    • กำหนดกรอบชำระคืนหนี้ไม่น้อยกว่า 4%
    • ห้ามตั้งงบไม่พอ แล้วไปแตะเงินคงคลัง
    • ทำกรอบ ‘งบกลาง’ ให้แคบลงกว่าระบบเดิม จากที่ตั้งได้ไม่เกิน 3%

    “วันนี้ขาดดุล 4.4% ผมรับไม่ได้ เราจะต้องทำยังไงให้ลงมา 3% ให้ได้ เราจะทำหลายเรื่อง กฎการคลังจะเข้มงวดขึ้น” ดร.เอกนิติ กล่าว

    ลงทุนผ่านเครื่องมือใหม่ ไม่ใช้เงินกู้

    ด้วยข้อจำกัดงบประมาณที่เข้มงวดมากขึ้น ดร.เอกนิติ ชี้ว่าการลงทุนใหม่ต่อจากนี้ จะแนะนำให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานราชการเลือกใช้เครื่องมือการคลัง เช่น Thailand Future Fund และ Public Private Partnership แทนการกู้เงิน ยกตัวอย่างเช่น โครงการลงทุนในพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ฟาร์ม (Solar Farm) หรือ โซลาร์ ลอยน้ำ (Solar Floating)

    “ด้วยเวลาที่จำกัด รัฐบาลจะเน้นไปที่การลงทุนที่ Hard Infrastructure ซึ่งหมายถึงภาคอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะพลังงานสะอาด และจะเป็นการลงทุนที่ไม่ใช้เงินกู้ แต่เป็นเครื่องมือทางการเงินอย่าง Thailand Future Fund และ Fast Pass”

    ขณะที่ การลงทุนในเรื่อง Soft Infrastructure อย่างเรื่องการพัฒนาทักษะแรงงาน หรือ SME Business Transformation ดร.เอกนิติระบุว่า จะยึดภายใต้หลัก Incentive และ Demand Driven ซึ่งระหว่างนี้กำลังพิจารณาแพ็กเกจร่วมกับ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า โดยเชื่อว่าจะสามารถเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ได้ในอีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า

    “ทุกอย่างจะทำบนวินัยการคลัง หลายโครงการเริ่มไปแล้ว” ดร.เอกนิติกล่าว

    BOI Fast Pass ปลดล็อกการลงทุน 4.7 แสนล้านบาท

    ดร.เอกนิติระบุว่า ‘การลงทุน’ คือจุดชี้เป็นชี้ตายของโมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งไทยต้องเร่งทั้ง Soft Infrastructure ในเรื่องพัฒนาทักษะแรงงาน และ Hard Infrastructure ในด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายที่นักลงทุนต่างชาติสนใจ เช่น Food Processing, Robotics, EV และ Data Center

    อย่างไรก็ดี โครงการที่ยื่นขอส่งเสริมจาก BOI ยังค้างพิจารณาอยู่มากถึง 4.7 แสนล้านบาท คิดเป็นโครงการขนาดใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาท เพียง 74 โครงการ และส่วนใหญ่ติดปัญหาเดิม ๆ แค่ 3 คอขวดหลัก ได้แก่ ขั้นตอนการอนุมัติด้านสาธารณูปโภคที่ต้องขอใบอนุญาตซ้ำซ้อนหลายหน่วยงาน ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) และการจัดหาที่ดินสำหรับลงทุน

    ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจัดทีมเฉพาะกิจแบบ PPP Fast Track เพื่อ ‘ไล่ปลดล็อกทีละเคส’ ภายในเวลาจำกัด 4 เดือน พร้อมออกเครื่องมือใหม่ในชื่อ BOI Fast Pass โดยใช้ ‘Journey ของภาคเอกชน’ เป็นตัวตั้ง เพื่อดูว่าติดปัญหาในขั้นตอนใด และให้เจ้าภาพแก้ทันทีโดยไม่ปล่อยให้ระบบวนซ้ำ

    ในระยะยาว รัฐบาลจะนำเคสจริงจาก BOI Fast Pass ไปเสนอ ศจ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระดับกฎกระทรวงและระเบียบราชการ (กิโยตินกฎหมาย) โดยมีเป้าหมายคือปลดล็อกโครงการค้างกว่า 4.7 แสนล้านบาท ในอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เดินหน้าได้ตั้งแต่ปีหน้า โดยที่ไม่ได้ใช้เงินจากงบประมาณไหนเลย

    เร่งยกระดับแรงงานระดับกลางด้วยโมเดล Demand Driven

    นอกจากเร่งการลงทุนแล้ว ดร.เอกนิติยังกล่าวอีกว่า ไทยยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนย้ายไปลงทุนที่เวียดนามแทน

    ด้วยอุปสรรคประการนี้ ดร.เอกนิติ จึงร่วมกับ BOI เปลี่ยนวิธี Reskill/Upskill จากระบบฝั่งอุปทานเดิม ไปสู่โมเดล Demand Driven โดยให้ผู้ลงทุนสะท้อน (Feed Back) ตรงว่าขาดทักษะแบบไหน แล้วรัฐจึงออกแบบมาตรฐานการเรียนรู้ตามความต้องการจริง

    ทั้งผ่าน Short Course, Digital และ AI Training โดยมีเป้าหมาย 4 เดือนอบรมแรงงานให้ได้ 100,000 คน ผ่านการใช้งบจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันราว 10,000 ล้านบาท

    ตัวอย่าง แรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ก็จะถูกยกระดับทักษะเฉพาะทางให้ผลิตชิ้นส่วนใหม่อย่าง Reduction Gear เพื่อให้ไทยคงความได้เปรียบในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ต่อไป

    เตรียมปล่อยแพ็กเกจ ยกระดับ SME ต่อยอดธุรกิจเข้าซัพพลายเชน

    สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME ดร.เอกนิติระบุว่าจะมีแพ็กเกจสนับสนุนใหม่ ได้แก่

    1. Business Transformation Loan

    เป็นสินเชื่อรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจโดยเฉพาะ ไม่ใช่สินเชื่อทั่วไป มีเป้าหมายเพื่อช่วย SME ที่สามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนและมีออร์เดอร์แน่นอนให้เข้าถึงเงินทุนง่ายขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐและสมาคมธนาคารไทย โดยดร.เอกนิติระบุว่า เมื่อธนาคารเห็นคำสั่งซื้อที่ชัดเจนก็จะ ‘กล้าปล่อย’ สินเชื่อมากขึ้น โดยยึดหลักแรงจูงใจและโมเดล Demand Driven ให้เอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนการปล่อยกู้จริง

    2. Grant Reform

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า เพื่อแก้ปัญหาภาคธุรกิจหลายราย ไม่สามารถพัฒนาปรับปรุงเครื่องจักรในโรงงานให้เห็น Automation ได้ เนื่องจาก ระบบเก่ากำหนดให้ SME ต้องลงทุนเสร็จก่อนแล้วค่อยเบิก

    ทางรัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการมอบเงินสนับสนุน (Grant) ซึ่งนำเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมีอยู่เดิมมาปฏิรูป และดึงสมาคมธนาคารไทยมาร่วม ‘Match’ กับ SME เพื่อให้เข้าถึง Bridging Loan ได้ทันที

    ด้วยประการนี้ ธนาคารจะกล้าปล่อยเงินให้ SME ไปลงทุนด้าน Automation หรือเครื่องจักรก่อน

    ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่าจะนำระบบดิจิทัล PromptBiz ซึ่งถูกวางรากฐานไว้แล้วกลับมาใช้งานเต็มรูปแบบ โดยเปิดให้ SME และคู่ค้านำ Purchase Order มาวางในระบบ เพื่อให้ธนาคารและแพลตฟอร์มสามารถเข้ามาดูข้อมูลและร่วมกันปล่อยสินเชื่อแบบ Supply Chain Financing ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถือเป็นการใช้ข้อมูลจริงในระบบซัพพลายเชนเป็นหลักประกันสำคัญ

    ทั้งนี้ PromptBiz คือ โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการชำระเงินกลางสำหรับผู้ประกอบการ SME เพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมการค้าและการชำระเงินของธุรกิจ ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถข้ามธนาคารได้อย่างครบวงจร ซึ่งมีบริการด้านการค้าและการชำระเงิน เช่น รับ-ส่ง เอกสารทางการค้า (e-invoice, e-tax invoice, e-receipt) และการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัลระหว่างบริษัทและคู่ค้าของบริษัท โดยรองรับลูกค้าภาคธุรกิจในระยะแรก รวมไปถึงบริการด้านสินเชื่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-restructure-no-debt/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UgKY-cCxI5UNDZcS8m242

  • สศช. คาดเศรษฐกิจไทย Q4 โต 0.6% หวังมาตรการรัฐดันทั้งปี 2%

    สศช. คาดเศรษฐกิจไทย Q4 โต 0.6% หวังมาตรการรัฐดันทั้งปี 2%

    วันนี้ (17 พฤศจิกายน 2568) น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย ว่า สศช.ประเมินเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 คาดว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัวได้ประมาณ 0.6% และทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2% โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะยังคงมีแรงส่งต่อไปจนถึงปีหน้า ผ่านมาตรการของรัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน

    “ตัวเลข 0.6% นี้ เป็นการประเมินเบื้องต้นของ สศช. โดยนำมาตรการของรัฐบาลที่ออกมาใช้แล้วมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น คนละครึ่งเฟสแรก แต่ก็ยังมีอีกหลายมาตรการที่จะทยอยออกมา ซึ่งจะต้องมีการประเมินผลอีกครั้งว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน เพราะเป้าหมายของรัฐบาล ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายน่าจะโตประมาณ 1.1% แต่ สศช.ก็ประเมินเบื้องต้น โดยตัดที่ไตรมาสที่ 3 ภายใต้สมมติฐานที่มีอยู่ก็คาดว่าจะโตประมาณ 0.6%” น.ส.อ้อนฟ้า ระบุ

    ส่วนเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่สาม ซึ่งขยายตัว 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในช่วงไตรมาสที่สองนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากความผันผวนค่อนข้างมาก ทั้งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ และปัจจัยภายนอกจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จนทำให้ GDP ปรับลดลงมากที่สุดในช่วง 10 ไตรมาส โดยเฉพาะสาขาอุตสาหกรรม ปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส อยูที่ 1.6% เทียบกับการขยายตัว 1.7% ในไตรมาสก่อนหน้า

    ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และการปิดโรงงานชั่วคราวเพื่อย้ายฐานการผลิตยานยนต์จากภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังไตรมาสถัดไป จนอาจทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือไม่นั้น  น.ส.อ้อนฟ้า เห็นว่า ณ ปัจจุบัน ยังไม่ไม่เพียงพอที่จะตอบได้ว่าเกิด Technical Recession หรือไม่ จึงต้องพิจารณาข้อมูลทั้งด้านการเงินการคลังควบคู่กันไปก่อน

    ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นั้น สศช. ประเมินว่า มีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2 – 2.2% โดยมีค่ากลางประมาณ 1.7% โดยเชื่อว่า การขับเคลื่อนการใช้จ่ายงบประมาณจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่นเดียวกับการลงทุนภาครัฐที่มีกรอบวงเงินเพิ่มมากขึ้นด้วย

    ส่วนการส่งออกในปีหน้า สศช.ประเมินว่า จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าโดยการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หรือภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่เรียกเก็บต่อประเทศไทย ในอัตรา 19% โดยเชื่อว่าการเจรจาการค้าจะมีความสำคัญอย่างมาก พร้อมกันนี้ในแนวทางการรับมือการส่งออกก็จำเป็นต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ เช่น แอฟริกา เป็นต้น

    ทั้งนี้ สศช. ประเมินปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 ว่า ต้องให้ความสำคัญกับ Reciprocal Tariffs โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่องทางที่สำคัญ ดังนี้ 

    1. ผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทย โดยคาดว่าการส่งออกมีแนวโน้มที่จะเริ่มปรับตัวลดลงในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ซึ่งมีสัดส่วน 5.46% 2.73% 2.62% และ 1.5% ต่อการส่งออกไปสหรัฐฯ ตามลำดับ 

    โดยเป็นการลดลงต่อเนื่องจากการชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญนับตั้งแต่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ภายหลังจากขยายตัวในเกณฑ์สูง (Front-load) ในช่วงสามไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกของหลายประเทศในภูมิภาค 

    2. ผลกระทบทางอ้อมผ่านห่วงโซ่การผลิตของประเทศที่ถูกกีดกันจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้การส่งออกสินค้าในกลุ่มสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบของไทยลดลงต่อเนื่อง อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นต้น 

    3. ผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าที่เร่งตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงของการส่งออกจากการถ่ายลำ (Transshipment) หรือปัญหาการสวมสิทธิสินค้าส่งออกเพื่อเป็นทางผ่านให้ประเทศที่ต้องการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะถือเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ เรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าที่ 40% โดยกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิแผงพลังงานแสงอาทิตย์ แผงวงจรพิมพ์และล้อรถและชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง 

    4. ผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศ เนื่องจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้า อันเนื่องมาจากการเจรจาการค้าโดยการลดอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ของไทย โดยเฉพาะสินค้าภาคการเกษตร รวมทั้งแนวโน้มการนำเข้าสินค้าจากจีนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่อง ในหลายกลุ่มสินค้า อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและชิ้นส่วน และยานยนต์ รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

    นอกจากนี้ยังต้องติดตามแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยมีเงื่อนไขความเสี่ยงที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย

    1. ความยืดเยื้อและความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศและการเพิ่มขึ้นของมาตรการกีดกันทางการค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกในภาพรวม และมีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานการผลิตโลกหากยกระดับความรุนแรงมากขึ้นในระยะต่อไป 

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากสินค้ารายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงและมาตรการควบคุมการค้าระหว่างประเทศในสินค้าทุนและวัตถุดิบสำคัญ อาทิ แร่ธาตุหายากสำคัญ เหล็กและอลูมิเนียม และยานยนต์และชิ้นส่วน 

    2. ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญ 

    3. ความเสี่ยงจากแนวโน้มวัฏจักรขาลงของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่ยังมีความเสี่ยงในการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีนซึ่งจะส่งผลต่อแนวโน้มการลงทุนและการส่งออกของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในระยะต่อไป 

    4. ความเสี่ยงทางด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบด้านเงินเฟ้อผ่านการเพิ่มขึ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน 

    5. ความผันผวนของตลาดทุนอันเนื่องมาจากแนวโน้มการปรับฐานราคา (Re-pricing) ของราคาหลักทรัพย์ของบริษัทเทคโนโลยีที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูง โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ทำสถิติมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องจากการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจส่งผลต่อการชะลอตัวของการอุปโภคบริโภคและระดับความมั่งคั่งของครัวเรือน และกลายเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ระดับหนี้สินภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูงที่จะเป็นข้อจำกัดของการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งที่อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644225&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gSdq9hwWIJji9jf7siPVO

  • สศช.ชี้ ศก.ไทย Q4 โตแค่ 0.6% ทั้งปีคาดโต 2%

    สศช.ชี้ ศก.ไทย Q4 โตแค่ 0.6% ทั้งปีคาดโต 2%

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะขยายตัวได้ประมาณ 0.6% ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปีคาดว่า จะขยายตัวได้ 2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 3 ปี 2568 โดยคาดว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัวได้ประมาณ 0.6% โดยเป็นการประเมินเบื้องต้น ที่อ้างอิงจากมาตรการรัฐที่ออกมาแล้ว เช่น คนละครึ่งพลัสเฟสแรก แต่ยังมีมาตรการอื่นที่จะทยอยออกมา ซึ่งจะต้องประเมินผลต่อไป โดยเป้าหมายของรัฐบาลประเมินว่าเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีน่าจะขยายตัวราว 1.1%

    “ตัวเลข 0.6% นี้เป็นการประเมินเบื้องต้น ภายใต้สมมติฐานที่มีอยู่ คาดว่าจะโตประมาณนี้ แต่ต้องติดตามมาตรการและสถานการณ์จริงต่อไป”

    — เลขาฯ สศช. ระบุ

    nesdc-economic-thailand-q4-growth-SPACEBAR-Photo01.jpg

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3/2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นการปรับลดสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะสาขาอุตสาหกรรมที่ลดลง 1.6% เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส เนื่องจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่น และการย้ายฐานการผลิตยานยนต์จากภาคกลางไปภาคตะวันออก

    เลขาธิการ สศช. กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ไตรมาสที่ 3 จะชะลอตัว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) หรือไม่ จึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลด้านการเงิน การคลัง และมาตรการรัฐควบคู่กัน

    สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศช. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% โดยค่ากลางอยู่ที่ 1.7% การใช้จ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และภาระหนี้ภาคเอกชนสูง

    ทั้งนี้ สศช. เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ การฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว การดูแลภาคเกษตร และการสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนและ SMEs เพื่อรักษาแรงส่งเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง

    nesdc-economic-thailand-q4-growth-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/nesdc-economic-thailand-q4-growth&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J0-kD6r86gMEN_l-hXbwz

  • TQM โชว์ผลประกอบการ 9 เดือน ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย

    TQM โชว์ผลประกอบการ 9 เดือน ท่ามกลางเศรษฐกิจท้าทาย

    บมจ. ทีคิวเอ็ม อัลฟา หรือ TQM รายงานผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2568 ด้วยรายได้รวม 2,967 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 587 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงมีความท้าทายในภาพรวม

    ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานบริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “แม้ไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่กำลังซื้อในตลาดค่อนข้างชะลอตัว แต่บริษัทยังดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาอัตราการต่ออายุในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์และบริการของเรา นอกจากนี้ ลูกค้าใหม่ใน Segment ใหม่ ที่เราเข้าถึงผ่านช่องทางดิจิทัล ยังมีสัญญาณเติบโตที่แข็งแกร่ง

    ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวเสริมว่า “หัวใจสำคัญของเราคือการมุ่งเน้นการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management) เพื่อรักษาฐานลูกค้าและยกระดับการบริการให้เหนือความคาดหวัง ในส่วนของธุรกิจสินเชื่อ Easy Lending ยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ Selective Lending เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตรายเดี่ยวซึ่งเป็นกลไกใหม่ในการเติบโตของกลุ่ม ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Ramp Up) และบริษัทกำลังเร่งขยายฐานลูกค้าอย่างเป็นระบบ โดยคาดหวังว่าจะเห็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในอนาคต โดยบริษัทฯ มั่นใจว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และ Data Analytics จะเป็นกลไกสำคัญในการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าในเชิงลึก ทำให้เราสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจคนไทยและตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น”

    บริษัทอยู่ในระหว่างการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพการขาย ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากขึ้นและด้วยฐานข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก บริษัทคาดว่าหากมีการนำมาปรับใช้อย่างเต็มรูปแบบจะสามารถสร้างการเติบโตของรายได้ได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

    สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4 คาดว่าจะเป็น High Season ของธุรกิจประกัน ทั้งประกันรถยนต์ และประกันชีวิตและสุขภาพเพื่อลดหย่อนภาษี จะเป็นช่วงที่ดีสำหรับการเร่งขยายตลาดประกัน พร้อมสร้าง Synergy กับพันธมิตรในเครือเพื่อขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้บริษัทได้รับ 2 รางวัลเกียรติยศ คือ “รางวัลนายหน้าประกันภัยนิติบุคคลคุณภาพดีเด่น” และ “รางวัลนายหน้าประกันชีวิตนิติบุคคลคุณภาพดีเด่น” จากงาน Prime Minister’s Insurance Awards 2025 มอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และได้รับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการอยู่ในระดับ “ดีเลิศ” (Excellent CG Scoring) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานที่มีมาตรฐานและธรรมาภิบาลที่ดีอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/257833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26trqtLVhqM8jx5pogRAFb

  • ภาครัฐ-ธปท. จะสนับสนุนเกษตรกร ผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ใคร ๆ ต้องการได้อย่างไร

    ภาครัฐ-ธปท. จะสนับสนุนเกษตรกร ผลิตสินค้ามูลค่าสูงที่ใคร ๆ ต้องการได้อย่างไร

    ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ลูกหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่า SMEs ครัวเรือน หรือเกษตรกร ต่างประสบปัญหารุนแรงและยืดเยื้อ โดย ธปท.ได้ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้หลายระลอก ตั้งแต่แบบปูพรมที่ให้ทุกราย แบบมุ่งเป้าที่ตรงกับปัญหาแต่ละราย จนถึงล่าสุดที่ให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) เข้าไปซื้อหนี้รายย่อยมาบริหารต่อแบบผ่อนปรน เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

    rn

     

    rn

    แต่การแก้หนี้อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะแม้จะแก้ได้สำเร็จ ก็อาจกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งหากรายได้ยังไม่เพียงพอจากการแข่งขันที่เข้มข้นและเศรษฐกิจที่ผันผวน

    rn

     

    rn

     

    rn

    ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้สำหรับ “เกษตรกร” คือ การผลิตสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่คุณภาพดี ราคาสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 45-70 บาท หรือมันเทศญี่ปุ่นที่ขายได้ราคาสูงกว่ามันเทศไทย 2-3 เท่า คงเป็นสิ่งที่เกษตรกรและผู้วางนโยบายทั้งหลายต้องการ

    rn

     

    rn

    บทความนี้จึงขอชวนหาคำตอบว่า ความพรีเมี่ยมของสินค้าเกษตรคืออะไร สร้างขึ้นได้อย่างไร แล้วภาครัฐและ ธปท. รวมถึงภาคการเงิน จะมีส่วนสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรไทยได้อย่างไร

    rn”}}” id=”text-0d29ea6d7b”>

    ตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ลูกหนี้กลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่า SMEs ครัวเรือน หรือเกษตรกร ต่างประสบปัญหารุนแรงและยืดเยื้อ โดย ธปท.ได้ออกมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้หลายระลอก ตั้งแต่แบบปูพรมที่ให้ทุกราย แบบมุ่งเป้าที่ตรงกับปัญหาแต่ละราย จนถึงล่าสุดที่ให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) เข้าไปซื้อหนี้รายย่อยมาบริหารต่อแบบผ่อนปรน เพื่อให้ลูกหนี้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

    แต่การแก้หนี้อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะแม้จะแก้ได้สำเร็จ ก็อาจกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้งหากรายได้ยังไม่เพียงพอจากการแข่งขันที่เข้มข้นและเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้สำหรับ “เกษตรกร” คือ การผลิตสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมที่คุณภาพดี ราคาสูง เช่น ข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะที่ปลูกในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ที่ขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 45-70 บาท หรือมันเทศญี่ปุ่นที่ขายได้ราคาสูงกว่ามันเทศไทย 2-3 เท่า คงเป็นสิ่งที่เกษตรกรและผู้วางนโยบายทั้งหลายต้องการ

    บทความนี้จึงขอชวนหาคำตอบว่า ความพรีเมี่ยมของสินค้าเกษตรคืออะไร สร้างขึ้นได้อย่างไร แล้วภาครัฐและ ธปท. รวมถึงภาคการเงิน จะมีส่วนสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรไทยได้อย่างไร

    พรีเมี่ยมคืออะไร

    rn

     

    rn

    พรีเมี่ยม (Premium) คือ “ราคาที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับมากกว่าสินค้าปกติ” กล่าวคือ สินค้าพรีเมี่ยมให้ความพึงพอใจบางอย่างจนผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินแพงกว่าปกติ เช่น ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อกลิ่นหอมและความนุ่มนวลของข้าวหอมมะลิที่หาไม่ได้จากข้าวสายพันธุ์อื่น ยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสารต้านมะเร็งในข้าวไรซ์เบอรี่ หรือยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความอิ่มเอิบใจและภาคภูมิใจจากการสนับสนุนชาวบ้านที่ช่วยอนุรักษ์ป่า เช่น รองเท้าลำลอง Veja ที่มีชื่อเสียงด้านความยั่งยืนและจริยธรรม เนื่องจากบริษัทรับซื้อน้ำยางจากชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่าแอมะซอนและกรีดยางในป่าแบบอนุรักษ์ทำให้ขายได้ในราคาพรีเมี่ยมสูงถึง 3-4 เท่าของราคาตลาด

    rn

     

    rn

    เราจะสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    rn

     

    rn

    ผู้เขียนลองใช้ ChatGPT ช่วยสืบค้นงานวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมทั่วโลก พบตัวอย่างการสร้างความพรีเมี่ยมที่หลากหลาย เช่น

    rn

    (1) คุณภาพสินค้า จากการพัฒนาสายพันธุ์หรือกระบวนการเพาะปลูกข้าวหรือผลไม้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 5-100% (2) กระบวนการเพาะปลูกที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงเกษตรกรและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 0.5-100% (3) ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 1.5-10 เท่า (4) การค้าโดยตรง (ไม่ผ่านคนกลาง) หรือการสร้างแบรนด์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 9-40% (5) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้มีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ 10-200 ดอลลาร์สหรัฐ/เฮกตาร์/ปี เป็นต้น… 

    rn”}}” id=”text-0506eaa254″>

    พรีเมี่ยมคืออะไร

    พรีเมี่ยม (Premium) คือ “ราคาที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มขึ้น สำหรับคุณค่าที่ผู้บริโภคได้รับมากกว่าสินค้าปกติ” กล่าวคือ สินค้าพรีเมี่ยมให้ความพึงพอใจบางอย่างจนผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินแพงกว่าปกติ เช่น ผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อกลิ่นหอมและความนุ่มนวลของข้าวหอมมะลิที่หาไม่ได้จากข้าวสายพันธุ์อื่น ยินดีจ่ายเพิ่มสำหรับสารต้านมะเร็งในข้าวไรซ์เบอรี่ หรือยอมจ่ายเพิ่มเพื่อความอิ่มเอิบใจและภาคภูมิใจจากการสนับสนุนชาวบ้านที่ช่วยอนุรักษ์ป่า เช่น รองเท้าลำลอง Veja ที่มีชื่อเสียงด้านความยั่งยืนและจริยธรรม เนื่องจากบริษัทรับซื้อน้ำยางจากชาวบ้านที่ช่วยดูแลป่าแอมะซอนและกรีดยางในป่าแบบอนุรักษ์ทำให้ขายได้ในราคาพรีเมี่ยมสูงถึง 3-4 เท่าของราคาตลาด

     

    เราจะสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    ผู้เขียนลองใช้ ChatGPT ช่วยสืบค้นงานวิจัยเกี่ยวกับสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมทั่วโลก พบตัวอย่างการสร้างความพรีเมี่ยมที่หลากหลาย เช่น

    (1) คุณภาพสินค้า จากการพัฒนาสายพันธุ์หรือกระบวนการเพาะปลูกข้าวหรือผลไม้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 5-100% (2) กระบวนการเพาะปลูกที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงเกษตรกรและสังคม สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 0.5-100% (3) ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 1.5-10 เท่า (4) การค้าโดยตรง (ไม่ผ่านคนกลาง) หรือการสร้างแบรนด์ของตนเอง สร้างมูลค่าเพิ่มได้ 9-40% (5) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้มีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตตั้งแต่ 10-200 ดอลลาร์สหรัฐ/เฮกตาร์/ปี เป็นต้น… 

    agriculture

    เกษตรกรจะมีส่วนในการสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร

    rn

     

    rn

    จะเห็นได้ว่าเราสามารถสร้างพรีเมี่ยมได้ในหลายขั้นตอนการผลิต แต่บางขั้นตอนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเกษตรกร เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพหรือคุณสมบัติทางยาที่ผู้บริโภคต้องการ ก็ต้องอาศัยการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ส่วนการสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือขยายลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น ก็ต้องอาศัยวัฒนธรรมที่ยึดโยงกับพื้นที่ การสร้างแบรนด์และช่องทางการตลาดก็ดูเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์ แล้วเกษตรกรจะสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร เรื่องนี้มี 2 ข้อต่อสำคัญ

    rn

     

    rn

    ข้อต่อแรก คือ “กระบวนการเพาะปลูก” เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการเพาะปลูกเพื่อสร้าง

    rn

     

    rn

    พรีเมี่ยมจากคุณภาพสินค้าและปัจจัยด้านความยั่งยืนได้ เช่น การจัดรูปแปลงและเว้นระยะการปลูกให้เหมาะสม การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืชและดิน (ลดการใส่ปุ๋ยเกินขนาดซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก) การบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด การให้น้ำและปุ๋ยในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนการดูแลป้องกันโรคและศัตรูพืช ฯลฯ เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มราคาจากพรีเมี่ยมด้านคุณภาพและความยั่งยืนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะเกิดผลดีกับเกษตรกรตั้งแต่ที่เริ่มทำ

    rn

     

    rn

    แม้ปรับการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรอาจยังขายสินค้าในราคาพรีเมี่ยมไม่ได้ทันที เพราะผู้บริโภคไม่ทราบหรือไม่มั่นใจว่าสินค้าผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพจริง จึงต้องมีข้อต่อที่ 2 คือ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ตรวจสอบภายนอก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่กิจกรรมดังกล่าว หากทำเป็นโครงการขนาดใหญ่ ครอบคลุมหลายพื้นที่ ก็จะลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้

    rn”}}” id=”text-3e4dea5030″>

    เกษตรกรจะมีส่วนในการสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร

    จะเห็นได้ว่าเราสามารถสร้างพรีเมี่ยมได้ในหลายขั้นตอนการผลิต แต่บางขั้นตอนอยู่นอกเหนือการควบคุมของเกษตรกร เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพหรือคุณสมบัติทางยาที่ผู้บริโภคต้องการ ก็ต้องอาศัยการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ ส่วนการสร้างภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือขยายลักษณะพิเศษเฉพาะถิ่น ก็ต้องอาศัยวัฒนธรรมที่ยึดโยงกับพื้นที่ การสร้างแบรนด์และช่องทางการตลาดก็ดูเป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีประสบการณ์ แล้วเกษตรกรจะสร้างพรีเมี่ยมได้อย่างไร เรื่องนี้มี 2 ข้อต่อสำคัญ

    ข้อต่อแรก คือ “กระบวนการเพาะปลูก” เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการเพาะปลูกเพื่อสร้าง

    พรีเมี่ยมจากคุณภาพสินค้าและปัจจัยด้านความยั่งยืนได้ เช่น การจัดรูปแปลงและเว้นระยะการปลูกให้เหมาะสม การใส่ปุ๋ยตามความต้องการของพืชและดิน (ลดการใส่ปุ๋ยเกินขนาดซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก) การบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด การให้น้ำและปุ๋ยในเวลาที่เหมาะสม ตลอดจนการดูแลป้องกันโรคและศัตรูพืช ฯลฯ เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มราคาจากพรีเมี่ยมด้านคุณภาพและความยั่งยืนแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะเกิดผลดีกับเกษตรกรตั้งแต่ที่เริ่มทำ

    แม้ปรับการเพาะปลูกแล้ว เกษตรกรอาจยังขายสินค้าในราคาพรีเมี่ยมไม่ได้ทันที เพราะผู้บริโภคไม่ทราบหรือไม่มั่นใจว่าสินค้าผ่านกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพจริง จึงต้องมีข้อต่อที่ 2 คือ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้ตรวจสอบภายนอก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายพอสมควร แต่กิจกรรมดังกล่าว หากทำเป็นโครงการขนาดใหญ่ ครอบคลุมหลายพื้นที่ ก็จะลดต้นทุนต่อหน่วยลงได้

    agriculture

    ภาครัฐและภาคการเงินจะช่วยสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    rn

     

    rn

    เกษตรกรต้องการการสนับสนุน 2 ด้าน ได้แก่ (1) เงินทุนเพื่อปรับกระบวนการเพาะปลูก และ (2) ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบคุณภาพจากบุคคลภายนอก โดยระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นแกนของเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ เพื่อให้ทั้งผู้ให้ทุนและผู้บริโภคมั่นใจว่าเงินทุนที่ได้ไป ถูกนำไปปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกและผลิตสินค้าพรีเมี่ยมที่รักษ์โลกจริง เมื่อแหล่งทุนมั่นใจ การจัดสรรเงินทุนหรือการกู้ยืมก็จะคล่องตัวขึ้น

    rn

     

    rn

    ขออนุญาตคิดดัง ๆ ถึงวิธีการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงว่าต้องร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านบุ๋นที่ทำเรื่องวิชาการ (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร ฯลฯ) และหน่วยงานด้านบู๊ที่ลงภาคสนามในพื้นที่ (กรมส่งเสริมการเกษตร กรมข้าว ฯลฯ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ต้องเป็นหน่วยพลาธิการในการ “จัดสรรเงินทุน” ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบกระบวนการเพาะปลูกและคุณภาพสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาพรีเมี่ยมอย่างมั่นใจ

    rn

     

    rn

    ขณะเดียวกัน ธปท.ก็มีส่วนขับเคลื่อนด้วยการร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการจำแนกว่า การเพาะปลูกแบบใดเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน นำเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้สนับสนุนเงินทุนหรือด้านอื่นแก่เกษตรกรได้

    rn

     

    rn

    นอกจากนั้น ธปท.ยังร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ดำเนินโครงการ Financing the Transition เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในการปรับกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สนับสนุนการปรับตัวในภาคเกษตรรวมอยู่ด้วย

    rn

     

    rn

    ผู้เขียนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน ตั้งแต่เกษตรกร ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสถาบันการเงิน ไปจนถึงผู้บริโภคอย่างพวกเราทุกคน จะสามารถยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรด้วยสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ

    rn”}}” id=”text-b3469fdaf4″>

    ภาครัฐและภาคการเงินจะช่วยสนับสนุนการสร้างพรีเมี่ยมให้สินค้าเกษตรได้อย่างไร

    เกษตรกรต้องการการสนับสนุน 2 ด้าน ได้แก่ (1) เงินทุนเพื่อปรับกระบวนการเพาะปลูก และ (2) ระบบตรวจสอบย้อนกลับและการตรวจสอบคุณภาพจากบุคคลภายนอก โดยระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นแกนของเรื่องที่จะสร้างความมั่นใจ เพื่อให้ทั้งผู้ให้ทุนและผู้บริโภคมั่นใจว่าเงินทุนที่ได้ไป ถูกนำไปปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกและผลิตสินค้าพรีเมี่ยมที่รักษ์โลกจริง เมื่อแหล่งทุนมั่นใจ การจัดสรรเงินทุนหรือการกู้ยืมก็จะคล่องตัวขึ้น

    ขออนุญาตคิดดัง ๆ ถึงวิธีการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงว่าต้องร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง ตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านบุ๋นที่ทำเรื่องวิชาการ (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร ฯลฯ) และหน่วยงานด้านบู๊ที่ลงภาคสนามในพื้นที่ (กรมส่งเสริมการเกษตร กรมข้าว ฯลฯ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ต้องเป็นหน่วยพลาธิการในการ “จัดสรรเงินทุน” ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบกระบวนการเพาะปลูกและคุณภาพสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาพรีเมี่ยมอย่างมั่นใจ

    ขณะเดียวกัน ธปท.ก็มีส่วนขับเคลื่อนด้วยการร่วมมือกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง ร่วมกันจัดทำ Thailand Taxonomy ภาคเกษตร เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการจำแนกว่า การเพาะปลูกแบบใดเป็นกิจกรรมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน นำเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้สนับสนุนเงินทุนหรือด้านอื่นแก่เกษตรกรได้

    นอกจากนั้น ธปท.ยังร่วมกับธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง ดำเนินโครงการ Financing the Transition เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ในการปรับกระบวนการผลิตสู่ความยั่งยืน ซึ่งมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สนับสนุนการปรับตัวในภาคเกษตรรวมอยู่ด้วย

    ผู้เขียนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกัน ตั้งแต่เกษตรกร ภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคสถาบันการเงิน ไปจนถึงผู้บริโภคอย่างพวกเราทุกคน จะสามารถยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรด้วยสินค้าเกษตรพรีเมี่ยมได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ

    agriculture

    ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์/สุเมธ พฤกษ์ฤดี ฝ่ายเศรษฐกิจการเงินภูมิภาค

    rn


    rnคอลัมน์
    แบงก์ชาติชวนคุย ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

    rn”}}” id=”text-aa3f510304″>

    ผู้เขียน : ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์/สุเมธ พฤกษ์ฤดี ฝ่ายเศรษฐกิจการเงินภูมิภาค


    คอลัมน์
    แบงก์ชาติชวนคุย ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568

    Tag ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/prachachat-chayawadee-Nov25.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JktyLei4fPzxXlmBllAWn

  • ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทรงตัว นักลงทุนรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทรงตัว นักลงทุนรอดูตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดการซื้อขายในวันนี้ (17 พ.ย.) ด้วยทิศทางทรงตัว ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากสะท้อนภาพรวมสุขภาพเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

    ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 เปิดตลาดที่ระดับ 574.94 จุด ขยับขึ้น 0.13 จุด หรือ +0.02%

    ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดที่ระดับ 8,155.93 จุด ลดลง 14.16 จุด หรือ -0.17% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดที่ระดับ 23,890.48 จุด บวก 13.93 จุด หรือ +0.06%

    ความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจยังไม่เร่งปรับลดดอกเบี้ยในเร็ว ๆ นี้ ประกอบกับการประเมินว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีมูลค่าสูงเกินไป ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงขายแรงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือนเมื่อวันศุกร์ (14 พ.ย.)

    ภาวะการซื้อขายสัปดาห์นี้ยังอาจถูกทดสอบเพิ่มเติม จากรายงานการจ้างงานประจำเดือนก.ย. ของสหรัฐฯ และผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม AI

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546545&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LrAOvOAL-vE6xBW8AIq4X