Category: เศรษฐกิจ

  • ‘

    “เอกนิติ” มั่นใจจีดีพีปี 68 โตถึง 2% หลัง “สภาพัฒน์” คาดไตรมาส 4 ขยายตัว 0.6% เผยไตรมาส 3 ติดลบ 0.6% ถือว่าเป็นครั้งแรก ที่ติดลบไตรมาสต่อไตรมาสรอบ 10 ไตรมาส แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเกิดภาวะถดถอย ทางเทคนิค แนะไทยเดินหน้าเจรจาการค้าต่อเนื่อง รักษาบรรยากาศการค้า การลงทุนในปีที่มีการเลือกตั้ง ด้านนักเศรษฐศาสตร์ห่วงเศรษฐกิจไทยโตต่ำถาวร หากไม่เร่งปรับโครงสร้าง

       นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ สศช. แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปี 2568 ว่าขยายตัว 1.2% ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับฤดูกาลพบว่าหดตัว 0.6% QoQ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่หดตัวไตรมาสต่อไตรมาส แต่โดยรวม 9 เดือนยังขยายตัวได้ 2.4%

       ไตรมาสที่ 3/2568 พบว่าการใช้จ่ายเอกชนเติบโต 2.6% ใช้จ่ายภาครัฐลดลง 3.9% การลงทุนรวมโต 1.1% จากการลงทุนภาครัฐหดตัว 5.3% ขณะที่ภาคส่งออกเริ่มได้รับแรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐ ที่บังคับใช้ตั้งเดือน ส.ค. ส่งผลให้ชะลอลงเหลือ 11.5% จาก 15% ในไตรมาสก่อนหน้า

       ไตรมาสที่ 3 ยังมีปัจจัยลบทั้งความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมมีปัจจัยเฉพาะเรื่องการปิดซ่อมโรงกลั่นทำให้ตัวเลขการผลิตนี้หดตัวลง

       หวังกระตุ้นเศรษฐกิจประคองการเติบโต

       สศช.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ ไว้ที่ 2% โดยมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ และการลงทุนเอกชนจะทำให้ไตรมาสสุดท้ายของยังคงขยายตัว ได้ประมาณ 0.6% ส่วนกระทรวงการคลังประเมินว่าจีดีพีจะโต 1.1% ในไตรมาสสุดท้าย

       อย่างไรก็ตามยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่าไทยมีสัญญาณของการถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ต้องดูรวมทั้งด้านการคลัง การเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริง

       สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในกรอบ 1.2-2.2% (ค่ากลาง 1.7%) แต่ยอมรับความเสี่ยงสำคัญ มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ การชะลอตัวของการค้าโลก ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองช่วงก่อน-หลังการเลือกตั้งซึ่งต้องมีการรักษาบรรยากาศให้เอื้อต่อการค้าและการลงทุนมากที่สุด

       ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มลดลงภายหลังการขยายตัวในเกณฑ์สูงในช่วงก่อนหน้า อีกทั้งไทยมีสัดส่วนสินค้าที่ถูกเก็บภาษีเฉพาะเจาะจง ในสัดส่วนที่สูง เช่นรถยนต์ อุปกรณ์และชิ้นส่วน เหล็กและอะลูมิเนียม

       ทั้งนี้การส่งออกอาจไม่มีแรงส่งถึงปีหน้า แต่ยังมีตลาดใหม่ที่สามารถขยายได้ เช่น เอเชียใต้ แอฟริกา อินเดีย

       ส่วนในด้านนโยบายการคลัง การเร่งจัดทำงบประมาณปี 2569 สำคัญมาก เพราะการล่าช้างบประมาณที่ผ่านมา ทำให้การเบิกจ่ายลงทุนหายไปเกือบทั้งปี

       สำหรับประเด็นการบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2568 และในปี 2569 ที่สภาพัฒน์แนะนำให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ได้แก่

       1.การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 75% เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อนุมัติแล้ว และเร่งจัดทำงบปี 2570

       2.ฟื้นการท่องเที่ยว

       3.เร่งฟื้นฟูเกษตรกรหลังอุทกภัย เร่งโครงการ บริหารจัดการน้ำตามแผนหลัก

       4.ผลักดันการส่งออก ลดต้นทุนผู้ผลิต รับมือกีดกันการค้าสหรัฐ การสร้างความเข้าใจเรื่องกฎถิ่นกำเนิด (C/O และ RVC) ขยายตลาดใหม่ เดินหน้าเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป-เกาหลีใต้ ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ บริหารความเสี่ยงค่าเงิน

       5.กระตุ้นลงทุนเอกชน และดึง FDI เข้าประเทศ โดยเร่งให้นักลงทุนที่ได้รับส่งเสริมในช่วงปี 2567 -2569 ลงทุนจริง และใช้โอกาสการเบี่ยงเบนการค้า -การลงทุนจากมาตรการสหรัฐ ดึงอุตสาหกรรม มูลค่าเพิ่มสูงเข้าประเทศ 6.ให้ความสำคัญกับการ แก้ปัญหาสินเชื่อ-คลี่คลายลูกหนี้เรื้อรังโดย เดินหน้าลดปัญหา NPL ครัวเรือน ผ่านมาตรการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” และปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก ช่วย SMEs ที่ขาดสภาพคล่องจากผลกระทบกีดกันการค้า ยกระดับฐานข้อมูลหนี้ทั้งในและนอกระบบ เพื่อวิเคราะห์เครดิตและปรับโครงสร้างหนี้ได้แม่นยำยิ่งขึ้น

       มั่นใจจีดีพีปีนี้เกิน2%-ห่วงโตต่ำระยะยาว

       นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่ายังมั่นใจว่าจีดีพีปี 2568 จะขยายตัวเกิน 2% โดยนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเสาที่หนึ่งทั้งคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ จะเป็นส่วนสำคัญ หลังรัฐบาลออกนโยบาย ดัชนีความเชื่อมั่นภาคเอกชนก็เริ่มฟื้นตัว

       ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า แม้ภาพเศรษฐกิจไตรมาส 4 อาจไม่ได้แย่หากเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ภาพใหญ่ยังน่ากังวล จากศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่อาจเหลือเพียง 1-2% เท่านั้น หากไม่ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปฏิรูปด้านเทคโนโลยี ที่ดินแรงงาน ด้านพลังงานต่าง ๆ ดังนั้น หากไม่แก้ไขสิ่งเหล่านี้ระยะยาวเศรษฐกิจไทย การโตจะวนอยู่ในระดับต่ำต่อไป หรืออาจไม่ถึง 1% ในอนาคต

       ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ที่ออกมา ไม่ต่างกับที่ประเมินไว้ คือ โตต่ำเทียบกับปีก่อน และติดลบเทียบไตรมาสต่อไตรมาสหน้า แต่เชื่อว่าการติดลบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าไม่น่าจะลากยาว และนำไปสู่ภาวะ ถดถอยทางเทคนิค และมองไตรมาส 4 จะเริ่มฟื้นตัวได้ เพราะรัฐบาลเริ่มทำงาน มาตรการต่าง ๆ เริ่ม เดินหน้า และความเชื่อมั่นค่อย ๆ กลับมา สิ่งที่น่าห่วง ที่สุดไม่ใช่การถดถอย แต่คือเศรษฐกิจโตต่ำยาวนาน

       “การโตต่ำจะลากยาวไปถึงอย่างน้อยครึ่งแรกของปีหน้า และนี่คือประเด็นใหญ่ที่ทำให้ความน่าสนใจของไทยลดลงในสายตาต่างชาติ เพราะกลายเป็นประเทศที่ขยายตัวต่ำสุดในภูมิภาคอีกครั้ง เพราะปีนี้คาดว่าไทยขยายตัว 2.2% ปีหน้า 1.7%”

       นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจที่ออกมาในไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาดเล็กน้อยจากเดิมที่คาด 1.6%

       สิ่งที่น่าห่วงที่สุด คือ การใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่แย่กว่าที่คาดมาก แม้ว่าการส่งออกจะยังอยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ แต่ก็มีสัญญาณค่อนข้างชะลอลง และปีถัดไปน่ากังวลยิ่งกว่าจากผลกระทบนโยบายทรัมป์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://reic.or.th/News/RealEstate/470422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KpuD3NL2KX51_KoZxtffB

  • อาริฟ: เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับเบลารุส

    อาริฟ: เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความสัมพันธ์กับเบลารุส

    🔻มูฮัมหมัดเรซา อาริฟ ในการพบกับนายกรัฐมนตรีเบลารุส ระหว่างการประชุมสุดยอดเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างเตหะราน–มินสก์อยู่ในระดับสูง และควรยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้นในระดับเดียวกันด้วย

    🔸เขาถือว่าการเยือนมินสกล่าสุดของประธานาธิบดีอิหร่านว่าเป็น “จุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของสองประเทศ” และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนร่วม การผลิตร่วม และบทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนาความร่วมมือ

    🔻ด้านนายกรัฐมนตรีเบลารุสก็ได้กล่าวว่าอิหร่านเป็น “ประเทศมิตรและใกล้ชิด” พร้อมระบุว่าการดำเนินตามข้อตกลงจากการเยือนครั้งล่าสุดและข้อตกลงการค้าเสรีกับยูเรเชียจะช่วยขยายความสัมพันธ์ให้กว้างขึ้น อีกทั้งเขายังกล่าวถึงความสนใจของเบลารุสในการทำโครงการร่วม และการจัด “วันวัฒนธรรมเบลารุสในอิหร่าน”

  • ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจากตปท. : อินโฟเควสท์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 4 พื้นที่ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ

    “เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องเป็นสถานศึกษาที่นานาชาติให้การยอมรับ” นายสิริพงศ์ กล่าว

    โดยพื้นที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้กำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อให้เป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 ก.ย.65 ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น รวมทั้งจังหวัดสงขลา และปทุมธานี จากเดิมที่มีเพียง 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546887&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aeFLd6ehiiHcCGQkmg2Bt

  • เปิดแผนการคลังฉบับ“เอกนิติ” รัดเข็มขัด 4 ปี ลดขาดดุล พึ่งจีดีพีโตพยุงหนี้

    เปิดแผนการคลังฉบับ“เอกนิติ” รัดเข็มขัด 4 ปี ลดขาดดุล พึ่งจีดีพีโตพยุงหนี้

    การประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันนี้(18 พ.ย. 68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอการปรับปรุงแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 ซึ่งเป็นกรอบทิศทางการใช้จ่ายและรายได้ของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้าให้ที่ประชุมพิจารณา

    แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลังเปิดเผยฐานเศรษฐกิจว่า จุดสำคัญของแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 คือการลดระดับการขาดดุลลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพหนี้สาธารณะ และอาศัยการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพื่อให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP อยู่ในระดับที่บริหารได้

    ตลอดช่วงแผนการคลังปี 2570–2573 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดย GDP เพิ่มจาก 19.37 ล้านล้านบาทในปี 2569 เป็น 20.05 ล้านล้านบาทในปี 2570 หรือเติบโต 3.5% ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 20.83 ล้านล้านบาทในปี 2571 เติบโต 3.9%

    การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังดำเนินต่อเนื่องในปี 2572 ซึ่ง GDP เพิ่มเป็น 21.69 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 4.1% และขยายตัวในอัตราสูงสุดของช่วงแผนในปี 2573 ที่ 4.5% ดันมูลค่า GDP แตะ 22.66 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้นช่วยลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ในช่วงท้ายแผน

    ปีงบประมาณ 2570: รายได้แตะ 3 ล้านล้านครั้งแรก ขาดดุลลดลงเล็กน้อย

    ในปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลคาดว่ารายได้สุทธิจะอยู่ที่ 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 ประมาณ 2.7% ขณะที่ GDP ขยายตัวขึ้นจาก 19,371,000 ล้านบาท เป็น 20,049,000 ล้านบาท

    ด้านรายจ่าย รัฐบาลตั้งงบรายจ่ายที่ 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% จากปีก่อน เป็นการขยายตัวในระดับต่ำตามเป้าการควบคุมรายจ่าย ส่งผลให้ดุลการคลังในปีนี้ขาดดุล 788,000 ล้านบาท คิดเป็น 3.9% ของ GDP

    ส่วนหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นเป็น 13,794,810 ล้านบาท หรือคิดเป็น 69.4% ของ GDP

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ปีงบประมาณ 2571: รายได้ขยับขึ้นต่อเนื่อง ขาดดุลลดลงกว่าแสนล้าน

    ในปี 2571 รายได้รัฐบาลเพิ่มเป็น 3,145,000 ล้านบาท โดยอัตราการเพิ่มอยู่ที่ 4.8% สอดคล้องกับการขยายตัวของ GDP ที่เพิ่มขึ้นเป็น 20,831,000 ล้านบาท

    งบประมาณรายจ่ายขยับขึ้นเป็น 3,826,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 1% ส่งผลให้ดุลการคลังขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ 681,000 ล้านบาท ลดลงชัดเจนจากปีก่อน และคิดเป็น 3.3% ของ GDP

    หนี้สาธารณะคงค้างในปีนี้อยู่ที่ 14,419,390 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีที่สัดส่วนหนี้ต่อ GDP สูงสุดของแผน อยู่ที่ 69.8%

    ปีงบประมาณ 2572: ขาดดุลลดลงต่อเนื่อง เศรษฐกิจขยายตัวหนุนตัวเลขการคลัง

    ปี 2572 รัฐบาลประเมินรายได้สุทธิไว้ที่ 3,274,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% จากปีก่อน ขณะที่ GDP เติบโตขึ้นเป็น 21,685,000 ล้านบาท

    งบรายจ่ายถูกกำหนดที่ 3,864,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ทำให้ดุลการคลังขาดดุลลดลงเหลือ 590,000 ล้านบาท หรือ 2.7% ของ GDP แสดงให้เห็นการปรับลดขาดดุลอย่างสม่ำเสมอตามเป้าหมายของแผน

    ด้านหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มเป็น 14,954,436 ล้านบาท แต่สัดส่วนต่อ GDP ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 69.5%

    ปีงบประมาณ 2573: ขาดดุลต่ำสุดของแผน–สัดส่วนหนี้ลดลงชัดจากแรงหนุนของจีดีพี

    ในปีสุดท้ายของแผน ระบุว่ารายได้รัฐบาลจะเพิ่มเป็น 3,422,000 ล้านบาท ขยายตัว 4.5% เป็นปีที่รายได้เพิ่มขึ้นในอัตราสูงที่สุดของช่วงแผน ขณะที่ GDP เติบโตต่อเนื่องเป็น 22,661,000 ล้านบาท

    งบรายจ่ายขยับขึ้นเป็น 3,903,000 ล้านบาท เพิ่ม 1% ทำให้ขาดดุลลดลงมาอยู่ที่ 481,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขขาดดุลต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี คิดเป็น 2.1% ของ GDP

    ปริมาณหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นตามกลไกการชดเชยขาดดุล อยู่ที่ 15,335,708 ล้านบาท แต่ด้วยการเติบโตของ GDP ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงเหลือ 68.2% เป็นระดับเดียวกับฐานปี 2569 สะท้อนเสถียรภาพทางการคลังที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงกลางแผน

    แผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573

    ภาพรวมตลอดช่วงแผน: ลดขาดดุลเป็นขั้นบันได–ควบคุมการเติบโตของรายจ่าย–พึ่งพาการขยายตัวของเศรษฐกิจ

    ข้อมูลทั้งหมดสะท้อนว่า นโยบายการคลังในช่วง 2570–2573 มุ่งเน้นการลดขาดดุลแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรายได้รัฐเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่งบรายจ่ายถูกควบคุมให้ขยายตัวเพียง 0.2–1% ต่อปี ส่งผลให้ดุลการคลังขาดดุลลดลงจาก 788,000 ล้านบาท ในปี 2570 เหลือ 481,000 ล้านบาท ในปี 2573

    ขณะเดียวกัน แม้หนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี แต่สัดส่วนเมื่อเทียบกับ GDP มีแนวโน้มปรับลดในช่วงท้ายของแผน เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจช่วยขยายฐานรายได้และลดแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/644286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GJCTqICBtaeyKXZZoq8Jz

  • พรรณไม้งาม อร่ามชล ครั้งที่ 8 คึกคัก! เปิดพื้นที่โชว์ความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและตลาดเกษตรท้องถิ่น | TOPNEWS

    พรรณไม้งาม อร่ามชล ครั้งที่ 8 คึกคัก! เปิดพื้นที่โชว์ความงดงามของไม้ดอกไม้ประดับ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและตลาดเกษตรท้องถิ่น | TOPNEWS

    ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดงาน “พรรณไม้งาม อร่ามชล” ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการตลาดสินค้าเกษตร สนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม้ดอกไม้ประดับ
    ภายในงานมี นางสุพิณญา นิรามัยวงศ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดชลบุรี นายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี นางสาวขวัญเรือน ศรีจันทร์ ปลัดจังหวัดชลบุรี นางพรทิพย์ ศรีสมโภชน เกษตรจังหวัดชลบุรี นายสิริวุฒิ วุฒิศิริ ประธานวิสาหกิจชุมชนไม้ดอกไม้ประดับชลบุรี หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมงาน

    ผู้ร่วมงานได้ร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นเป็นพิธีมอบรางวัลการประกวดจัดสวนถาดนักเรียน พร้อมชมนิทรรศการพรรณไม้เทิดพระนาม ดอกไม้ในพระนามาภิไธย “ควีนสิริกิติ์” รวมทั้งเยี่ยมชมงานพรรณไม้งามอร่ามชล ซึ่งจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการผลิตไม้ประดับ เพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร

    การจัดงานครั้งนี้มุ่งเน้นส่งเสริมการตลาดเพิ่มศักยภาพการจำหน่ายสินค้าเกษตรเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนตลอดจนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีอย่างยั่งยืน

    ภาพ/ข่าว วิศาล แสงเจริญ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1394379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aiBR6PH_ektebP7WO32tl

  • ราคาทองคำร่วง  เงินดอลลาร์แข็งค่า จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ราคาทองคำร่วง เงินดอลลาร์แข็งค่า จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    การเงิน-การลงทุน

    ราคาทองคำร่วง เงินดอลลาร์แข็งค่า จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ

    ราคาทองคำโลกร่วงลงเมื่อคืนที่ผ่านมา ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยของเฟดที่ลดลงกดดันราคาทองคำ

    รอยเตอร์ รายงานราคาทองคำปรับลดลงมากกว่า 1% ในวันจันทร์ (17 พ.ย.68) โดยได้รับแรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น และความคาดหวังที่ลดลงเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ในเดือนหน้า ขณะที่นักลงทุนต่างรอข้อมูลเศรษฐกิจที่ล่าช้าในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจให้สัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

    ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot Gold) ลดลง 1.5% อยู่ที่ 4,019.12 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 15:13 ตามเวลาฝั่งตะวันออกสหรัฐ (20:13 GMT) ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐ (US Gold Futures) ส่งมอบเดือนธันวาคม ปิดตลาดลดลง 0.5% ที่ 4,074.5 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้ราคาทองคำที่ตั้งไว้เป็นดอลลาร์มีต้นทุนสูงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น

    เดวิด เมเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการซื้อขายโลหะของ High Ridge Futures กล่าวว่า “ตลาดกำลังเคลื่อนไหวแบบสลับไปมารอการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมาก หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐเปิดทำการอีกครั้ง”

    “ในขณะนี้ ความคาดหวังเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมของเฟดลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในทองคำ”

    ปฏิทินเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ประกอบด้วยข้อมูลการจ้างงานเดือนกันยายน ในวันพฤหัสบดี และรายงานการประชุมเฟดครั้งล่าสุด ซึ่งมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในวันพุธ ขณะเดียวกัน ผู้กำหนดนโยบายของเฟดหลายคนยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อการลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม

    ปัจจุบันนักลงทุนประเมินว่ามีโอกาส 45% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม ลดลงจากมากกว่า 60% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามข้อมูลจากเครื่องมือติดตามเฟด  FedWatch ของ CME  โดยจะมีเจ้าหน้าที่เฟดอย่างน้อย 4 คน รวมถึงกรรมการผู้ว่าการ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และประธานเฟดสาขานิวยอร์ก จอห์น วิลเลียมส์ มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้

    ทองคำในฐานะสินทรัพย์หลบภัยมักจะได้รับความนิยมในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย

    นักวิเคราะห์จากธนาคาร Scotiabank คาดการณ์ว่า ราคาทอง จะอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปีหน้า เทียบกับ 3,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปีนี้ โดยให้เหตุผลถึงสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน และการลดลงของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในที่สุด

    อัปเดตราคาเช้านี้ (18 พ.ย.68)

    บลูมเบิร์ก รายงานว่าเช้านี้ราคาทองคำทรงตัว ขณะที่แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐไม่แน่นอนมากขึ้น 

    ราคาทองคำขยับขึ้น 0.1% มาอยู่ที่ 4,049.21 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 7:11 น. ตามเวลาที่สิงคโปร์ ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index เพิ่มขึ้น 0.3% ในการซื้อขายก่อนหน้า เงิน และแพลทินัมทรงตัว ขณะที่แพลเลเดียมปรับตัวสูงขึ้น

    ราคาทองคำทรงตัวหลังจากร่วงลงสามวัน เนื่องจากความคาดหวังที่ลดลงเกี่ยวกับการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ในเดือนหน้า

    ราคาทองคำแท่งทรงตัวเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันอังคาร เนื่องจากนักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายยังคงรอข้อมูลค้างอยู่หลังจากรัฐบาลสหรัฐ ปิดทำการยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ หลายคนมีท่าทีระมัดระวังต่อการลดต้นทุนการกู้ยืมอีกครั้ง

    ปัจจุบันสัญญาสวอปอัตราดอกเบี้ยบ่งชี้ว่ามีโอกาสน้อยกว่า 50% ที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม หลังจากที่เคยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียง 0.25% เมื่อไม่ถึงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงมักทำให้ทองคำแท่งที่ไม่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยน่าสนใจสำหรับนักลงทุนมากขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1208083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MsBEPTBMZT6TrG7sS_Ogq

  • ลงทุนภาครัฐกระทบหนักปลายปี 70 จากงบประมาณล่าช้า 3 เดือน

    ลงทุนภาครัฐกระทบหนักปลายปี 70 จากงบประมาณล่าช้า 3 เดือน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-51&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_2EJdVxTVoYuFuWt4nuyE

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวภายในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ของ TDRI ในหัวข้อ เครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ ว่า ในปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแทบจะต่ำสุดในเอเชียตะวันออก หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้อัตราว่างงานไม่มาก แต่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง

    ทีดีอาร์ไอ
    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

    สาเหตุที่ประเทศไทยมีการเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตแซงหน้าได้ ในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี นั้น เนื่องจากประเทศไทย เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา มีความต้องการที่อยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อให้เห็นผลไว

    แต่การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้นต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร ซึ่งทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 

    โดยการที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้น นายสมเกียรติ ระบุว่า จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) ให้กับประชาชน ซึ่งหากไม่สามารถสร้างงานที่ดีให้คนไทยทำ ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจสีเทามากขึ้น ทั้งความเสี่ยงต่อการฟอกเงินรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพอย่างคอลเซ็นเตอร์เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างงานที่ดีให้แก่คนไทย

    ในต่างประเทศทั่วโลก เวลาพรรคการเมืองหาเสียง จะแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชนเพื่อจะได้รายได้ที่ดี แต่ในกรณีของประเทศไทย เราแทบไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแบบนี้ แต่กลับได้ยินเฉพาะว่ารัฐบาลจะให้หรือแจกอะไรฟรีให้กับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งสิ้น และหลังจากนั้นสภาพเศรษฐกิจก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม

    นายสมเกียรติ ระบุว่า การสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน นั้น รัฐบาลต้องปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิต ใน 3 ด้าน ได้แก่ 

    • ภาคเกษตร  ที่จะต้องเน้นไปสู่การทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าที่สูงขึ้น ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นการกระจายรายได้ให้กับประชาชนฐานรากในชุมชนต่างๆที่ทำการเกษตร
    • ภาคการบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ ไม่ใช่เน้นบริการเฉพาะในประเทศอย่างเดียว ซึ่งประเทศไทยมีตัวอย่างบริการที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยมีแต่บริการเฉพาะธุรกิจ Medical hub ที่ชาวต่างชาติมารักษาพยาบาลในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรี่ส์ของแพลตฟอร์ม สตรีมมิ่ง ต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น และกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน
    • ภาคการผลิต ซึ่งในส่วนนี้มีโจทย์ใหญ่ คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาดทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันได้ และถ้าจะแข่งขันต้องหาจุดเด่นจุด ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญจุดหนึ่ง คือ การผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทย โดยในส่วนนี้สินค้ายังสามารถขายได้ในตลาดโลก เช่น ในตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคของประเทศไทยอยู่

    โมเดลใหม่ของไทย ในการที่เราจะต้องสร้างงานที่ดีให้กับประชาชาขึ้นมานั้น จะไม่ใช่มีแค่ไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศไทยเหมือนในสมัยก่อน เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพียงไม่กี่ตัวที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้

    นอกจากการพัฒนาภาคการผลิตทั้ง 3 ด้านแล้ว นายสมเกียรติ แนะนำว่าประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

    ทีดีอาร์ไอ
    ทีดีอาร์ไอ มอง เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”แนะ! ทางรอดเร่งปรับโครงสร้าง 3 ภาคการผลิต จับตาเลือกตั้ง 69 หวั่นกระทบเครดิตเรตติ้งประเทศ

    ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะยกระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2.3 % ให้เป็น 4.7 % ต่อปีได้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีต่อจากนี้ 

    โดยโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทยจะเปลี่ยนไป ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลง ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นแกนหลักในการสร้างงานที่ดี ทำให้คนไทยมีกำลังบริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม นายสมเกียรติ ระบุว่า การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไปเน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ

    ในขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบิน ของไทยบินขึ้นได้แบบไม่สมดุล เพราะฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย 

    ส่วน เรื่องความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นายสมเกียรติ ระบุว่า เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ที่ถูกบริษัทต่างชาติ เลือกมาลงทุนใน  เพราะฉะนั้นโจทย์ ของประเทศไทย คือ จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งมากระทบกับการค้า การตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ

    การรักษาพื้นที่การรักษาดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่เรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องยั่วยุจนเกินไปก็ไม่ควรทำ เพื่อวันหลังจะได้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดี กลับมาค้าขายร่วมกัน และทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่ลดลง

    นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงกรณี ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐ ด้วยว่า หากสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจาไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐเปิดช่องให้ไทยเจรจาลดภาษีในหลายรายการ

    สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีการค้าเรียบร้อยแล้ว และกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% แต่มีหลายรายการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ไม่ได้ผลิต หากนำเข้าจากไทยจะไม่กระทบตลาด และสามารถเจรจาลดภาษีเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้

    ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ พร้อมเจรจากับไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกันประคับประคองการเจรจาไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ขณะที่ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นายสมเกียรติ ระบุว่า  ปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ เครดิตเรตติ้ง ซึ่งจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ดังนั้นรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการใช้เงินภาครัฐอย่างสมเหตุสมผล และรับผิดชอบ 

    ถ้าโชว์เหตุผลตรงนี้ได้ความสะดุดวันนี้ก็จะหายไป แต่ตอนนี้ หนี้สาธารณะอยู่ระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ดังนั้นควรระมัดระวังว่าในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีในปีหน้า ถ้าทุกพรรคแข่งขันกัน ลดแลกแจกแถม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นได้

    และฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรตรวจสอบส่วนนี้พร้อมกับภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ต้องช่วยกันเตือนรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองต่างๆ ว่าการหาเสียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ทำได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้านการคลังด้วย

    นายสมเกียรติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ  “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ที่จะขยายเป็น 4,000 บาท สำหรับกลุ่มตกหล่น ด้วยว่า การใช้จ่ายภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องชี้ชัดว่าเงินมาจากแหล่งใดและคุ้มค่าหรือไม่ หากสามารถอธิบายได้ว่าไม่กระทบวินัยการคลังเกินควร ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา

    พร้อมกับแนะนำว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับรูปแบบการจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ลดการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หันไปพัฒนาทักษะกำลังคนไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มคุณภาพงานให้ประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างผลประโยชน์ในระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/261730&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IzBGu_guM8R-vFTNO2Pij

  • ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง…

    ฮั่วเซ่งเฮง แนะจับตาผลกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังชัตดาวน์ยุติ หวั่น GDP ร่วง…

    ฮั่วเซ่งเฮง ชี้รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติชัตดาวน์ ไม่ได้แปลว่าวิกฤตจบ หวั่นผลกระทบทางเศรษฐกิจตามมา ทั้ง GDP ที่อาจหดตัวลง และหนี้สาธารณะที่ยังน่าเป็นห่วง พร้อมจับตาความไม่แน่นอนของข้อมูลเศรษฐกิจที่อาจกระทบต่อการตัดสินใจลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสัญญาณการปลดพนักงานครั้งใหญ่จาก AI ที่เริ่มชัดเจนขึ้น แนะนำนักลงทุนจับตาปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด หากตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดี อาจดันราคาทองคำพุ่งไปแตะจุดสูงสุดเดิมที่ 4,381 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 67,000 บาทต่อบาททองคำ

    ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาทองคำและผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังยุติการปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (Government Shutdown) ว่า แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวเมื่อค่ำวันพุธที่ 12 พ.ย. 68 (ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ) เพื่อยุติภาวะชัตดาวน์ที่ยาวนานกว่า 43 วัน แต่ผลกระทบระยะสั้นและระยะกลางต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงราคาทองคำ ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    เขากล่าวว่า การยุติการชัตดาวน์ครั้งนี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากงบประมาณชั่วคราวครอบคลุมเพียง 3 ใน 12 ส่วนที่สภาคองเกรสต้องอนุมัติ และมีกำหนดจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ม.ค. 69 ซึ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชัตดาวน์ขึ้นอีกครั้ง หากสภาคองเกรสยังไม่สามารถอนุมัติงบประมาณส่วนที่เหลือได้

    ชี้ผลกระทบ หลังชัตดาวน์ ‘GDP หดตัว – หนี้พุ่ง’

    เขากล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ยังสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดทำการ คือผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Aftereffects) ที่ตามมา โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภา (CBO) ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) จะลดลง 7 พันล้านดอลลาร์ ในกรณีที่ปิดหน่วยงานสี่สัปดาห์ และเพิ่มเป็น 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปิดหน่วยงานนาน 42 วัน

    “นอกจากนี้ ตัวเลขขาดดุลประจำปีงบประมาณ 2025 ที่ CBO ประเมินไว้สูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนแนวโน้มว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน จากระดับปัจจุบันที่ทะลุ 38 ล้านล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงทางการคลังและหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย” ธนรัชต์ กล่าว

    ความไม่แน่นอนของ Fed และแรงสั่นสะเทือนจาก AI

    สำหรับความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนรัชต์ กล่าวว่า การชัตดาวน์ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญบางส่วน เช่น รายงานการจ้างงานและดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนตุลาคม อาจมีความล่าช้าหรือไม่ถูกเผยแพร่ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้หรือไม่

    “ความไม่แน่นอนของข้อมูลและภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ทำให้โพลสำรวจ CME FedWatch Tool ปรับลดคาดการณ์การลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมเหลือเพียง 43.6% ซึ่งลดลงอย่างมากจากเดิมที่ 88.2% ในเดือนก่อน และปรับเพิ่มคาดการณ์การคงดอกเบี้ยเป็น 56.4%” (ข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ย. 68)

    ที่น่าสนใจคือ ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่จาก ‘คลื่นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)’ โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการปลดพนักงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 ปี และยอดผู้ถูกเลิกจ้างสะสมตลอดทั้งปีทะลุ 1 ล้านราย ซึ่งสถานการณ์นี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและความเปราะบางในตลาดแรงงานอย่างชัดเจน

    คาดทองคำ จ่อทดสอบ ‘67,000 บาท’ อีกครั้ง

    ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินแนวโน้มราคาทองคำระยะสั้นว่า ยังคงต้องติดตามการแถลงการณ์ของประธาน Fed เกี่ยวกับมุมมองการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเริ่มกลับมาเผยแพร่ได้ตามปกติ ซึ่งหากผลออกมาไม่ดี ก็อาจส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปทดสอบใกล้จุดสูงสุดเดิมที่ 4,381 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 67,000 บาท (คำนวณจากค่าเงินบาท 32.30 บาท)

    “ในทางกลับกัน หากตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่คาด ก็ต้องระวังแรงเทขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน โดยจุดที่น่าสะสมระยะกลางยังอยู่ที่บริเวณ 3,870 – 3,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือราคาทองคำแท่งประมาณบาทละ 59,100 – 59,600 บาท (คำนวณจากค่าเงินบาท 32.30 บาท) นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม” ธนรัชต์ กล่าวสรุป

    จีนเพิ่มทองคำสำรองอีก 15 ตันในเดือนกันยายน

    จีนได้เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (forex reserves) ราว 15 ตัน ในเดือนกันยายน ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งซื้อทองคำมากขึ้นหลังผ่านช่วงซบเซาตามฤดูกาลในช่วงฤดูร้อน ตามรายงานของ Goldman Sachs Group

    นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs รวมถึง Lina Thomas ประเมินว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวม 64 ตันในเดือนกันยายน โดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า จาก 21 ตันในเดือนสิงหาคม Goldman ยังระบุว่าการเข้าซื้อมีแนวโน้มดำเนินต่อไปในเดือนพฤศจิกายน

    การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ราคาทองคำพุ่งแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งราคาทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม ก่อนจะอ่อนแรงลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

    นักวิเคราะห์ระบุว่า “เรายังคงเห็นการสะสมทองคำในระดับสูงจากธนาคารกลางทั่วโลกในฐานะแนวโน้มระยะยาว หลายปี เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทางการเงิน”

    นอกจากนี้ Goldman ยังคงคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะซื้อทองคำเฉลี่ย 80 ตันต่อเดือน ตั้งแต่ไตรมาส 4 จนถึงปี 2026 และประเมินว่า ราคาทองคำจะขึ้นแตะ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีหน้า โดยได้แรงหนุนจากการซื้อทองคำต่อเนื่องของธนาคารกลาง และกระแสเงินลงทุนจากภาคเอกชน ภายใต้นโยบายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

    ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับตัวลงในวันจันทร์ที่ผ่านมา เนื่องจากความคาดหวังที่ลดลงว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือนหน้ากดดันสินทรัพย์ที่หลบภัย (safe-haven) อย่างทองคำ ราคาทองคำสปอตอยู่ที่ประมาณ 4,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 1.05% ณ เวลา 05.40 น.ของวันที่ 18 พฤศจิกายน หลังจากที่เคยปรับขึ้นทะลุระดับ 4,100 ดอลลาร์ ในช่วงสั้นๆ ในขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐขยับขึ้นเล็กน้อย ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น

    นักลงทุนยังคงรอความชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หลังจากการยุติภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้การเผยแพร่ข้อมูลเศรษฐกิจทางการต้องล่าช้าออกไป
    ขณะนี้ เจ้าหน้าที่เฟดจำนวนมากยังคงส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) ต่อการลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม ซึ่งหากมีการลดดอกเบี้ยจริง ก็จะช่วยหนุนความน่าสนใจของทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกผล

    ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า เทรดเดอร์กำลังกำหนดความเป็นไปได้ของการลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคมไว้ที่ 45% ลดลงจากมากกว่า 60% เมื่อสัปดาห์ก่อน

    David Meger ผู้อำนวยการฝ่ายซื้อขายโลหะจาก High Ridge Futures กล่าวว่า “ตลาดกำลังแกว่งตัวแบบผันผวนก่อนการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจจำนวนมาก หลังจากรัฐบาลสหรัฐกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง” เขาเสริมว่า “ตอนนี้ตลาดคาดหวังการลดดอกเบี้ยน้อยลง ซึ่งทำให้มุมมองบวกต่อทองคำลดลงไปด้วย”

    อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นมากกว่า 55% ตั้งแต่ต้นปี มุ่งสู่การทำผลงานรายปีดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 1979 ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ที่หลบภัย ที่เพิ่มขึ้นและการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลก

    ภาพ: e-crow/Getty Images

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/gold-forecast-us-debt-crisis/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2va87xcnkA-ME3v9X2Ejun

  • ทองวีคนี้ยังผันผวน!! “โกลเบล็ก” ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สั่นคลอน จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด : อินโฟเควสท์

    ทองวีคนี้ยังผันผวน!! “โกลเบล็ก” ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สั่นคลอน จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด : อินโฟเควสท์

    บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินราคาทองคำผันผวน จากแรงกดดันที่นักลงทุนลดความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดที่จะประชุมในเดือนธ.ค. นี้ และแรงขายทำกำไรหลังสหรัฐฯ ยุติชัตดาวน์ แต่ยังคงจับตาปัญหาหนี้สาธารณะและความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ยังหนุนให้มีการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย โดยให้กรอบการเคลื่อนไหว 4,000-4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวน โดยได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนปรับลดความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายแสดงความลังเลต่อการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังทำเนียบขาวระบุว่า การปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ส่งผลให้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อและการจ้างงานประจำเดือนต.ค. ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟด

    “เจ้าหน้าที่เฟดหลายคนได้แสดงความลังเลที่จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยระบุถึงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานค่อนข้างมีเสถียรภาพหลังจากที่เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ซึ่งท่าทีดังกล่าวของเจ้าหน้าที่เฟด ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในการประชุมเดือนธ.ค.” นายณัฐวุฒิ กล่าว

    ทั้งนี้ ประกอบกับการยุติสถานการณ์ชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ จะทำให้สหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะเพิ่มสูงยิ่งขึ้น และอาจเผชิญภาวะชัตดาวน์ครั้งใหม่ในเวลาอีกสองเดือนข้างหน้า เนื่องจากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคเดโมแครต และรีพับลิกันที่ยังคงรุนแรง ทำให้นักลงทุนบางส่วนขายทำกำไรทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของการชัตดาวน์ในอนาคต ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ทองคำได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนทั่วโลกเลือกถือครอง ดังนั้น ฝ่ายวิจัยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวราคาทองคำในสัปดาห์นี้อยู่ที่ 4,000-4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสนี้ในการเก็งกำไรภายในกรอบดังกล่าว เพื่อสร้างผลตอบแทนจากความผันผวนที่เกิดขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NoXbaYWArTFQP4m8bUAIn