Category: เศรษฐกิจ

  • การเมืองระทึก ธุรกิจสะดุด! ฉุดเศรษฐกิจไทย

    การเมืองระทึก ธุรกิจสะดุด! ฉุดเศรษฐกิจไทย

    การเมืองระทึก ธุรกิจสะดุด! ฉุดเศรษฐกิจไทย

    *** หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,126 ระหว่างวันที่ 28-30 ส.ค.2568 โดย…กาแฟขม 

    *** ระทึก! ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำพิพากษาชี้ชะตา นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร 29 ส.ค.นี้ คดีผิดจริยธรรมว่าด้วยเรื่องคลิปเสียงเจรจาฮุนเซน สงบศึก หยุดการปะทะทางหทาร ไทย-กัมพูชา “รอด-ไม่รอด” เดี๋ยวรู้กัน ถ้าไม่รอด ครม.พ้นตำแหน่งทั้งคณะตามนายกฯ ไปเลือกนายกฯ กันใหม่ ตั้งครม.ใหม่ กว่าที่นายกฯ ใหม่จะได้ทำงาน ต้องทำตามขั้นตอน ถวายสัตย์ก่อน ตั้งครม.นำครม.เข้าถวายสัตย์ แถลงนโยบาย จำต้องใช้ระยะเวลาอีกช่วงใหญ่ ก่อนจะเดินต่อกันได้ในเชิงของการบริหารงาน ถ้ารอดนายกฯ อิงค์ ไปต่อ ก็เดินหน้าแก้ปัญหาที่คั่งค้างอยู่บานตะเกียง

    *** สถานการณ์การเมืองในประเทศ ชั่วโมงนี้เกิดความไม่แน่นอนสูงส่งผลต่อการทำธุรกิจ ภาคเอกชน ธุรกิจ จับตามองไม่กระพริบ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกความไม่แน่นอนทางการเมืองย่อมมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ ทั้งไทยและเทศ โดยโครงการที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติของบริษัทที่มีแผนจะลงทุนในไทย บริษัทที่เตรียมการก่อสร้าง พวกนี้ต้องชะลอโครงการออกไป ประเทศไทยในยามนี้ ต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพ นักธุรกิจจะได้มีความเชื่อมั่น และไม่ให้เสียโอกาสจากการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการดึงดูดการลงทุน

    ***ขยันไม่มีหยุด บิ๊กตุ๋ม จตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขนทัพใหญ่ไปเมืองจันทบุรี สุดสัปดาห์ก่อน ไปดูแหล่งซื้อขายพลอยเมืองจันทบุรี ประกาศลั่นสนับสนุนจันทบุรี เป็นมหานครอัญมณีของโลกต่อไป พร้อมสนับสนุนเต็มที่ แม้เผชิญอุปสรรคมากมาย ทั้งในแง่ขาดแคลนวัตถุดิบ ตลาดส่งออกชะลอ ภาษีทรัมป์ แต่จะช่วยหาตลาดใหม่ๆ ให้ ส่งเสริมผ่านงานแสดงสินค้า Bangkok Gems & Jewelry Fair สั่งให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกหางตลาดและวัตถุดิบ แต่ต้องทำให้ เมื่อนึกถึงอัญมณีให้นึกถึงจันทบุรี และหากพูดถึงจันทบุรี ให้นึกถึงอัญมณี

    *** สุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ ตามติดคณะ บอกจันทบุรีโดดเด่น ที่ทักษะฝีมือการเจียระไนของแรงงานไทย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยดูแลแรงงานฝีมือให้มีรายได้ที่เหมาะสม และรักษามาตรฐานการผลิตเอาไว้ เพื่อให้ตลาดพลอยไทยยังคงเป็นที่ยอมรับและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งผลักดันการขยายตลาดไปยังจีน ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูงต่อไป

     *** น่าห่วงมาก ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมวันก่อน กำลังเห็นสัญญาณการปรับรูปแบบการจ้างงานของสถานประกอบการ จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน องค์กรในไทยกว่า 25% มีแนวโน้มจะลดพนักงานและลดการจ้างพนักงงานประจำ หันไปจ้างแบบพาร์ทไทม์มากขึ้น แน่นอนว่ากระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน ระดับรายได้ สิทธิตามกฎหมาย การจ้างที่ว่าเริ่มเข้าไปสู่องค์กรขนาดใหญ่แล้ว โดยปี 2567 เพิ่มขึ้นมาเป็น 42% จากปี2565 เช่นเดียวกับพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา ปรับเพิ่มจาก 4% ในปี 2565 มาเป็น 28% ในปี 2567

    *** ที่ต้องจับตามองต่อไป เป็นเรื่องของภาษีตอบโต้ของทรัมป์ ที่ไทยต้องลดภาษี 0 % ให้สหรัฐเป็นหมื่นรายการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้น กระทบต่อการจ้างงาน ชั่วโมงการทำงาน รัฐจึงควรสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ มีมาตรการปกป้องสินค้าไทย รวมถึงการตรวจสอบการสวมสิทธิของสินค้าเข้มงวดมากขึ้น เรื่องแรงงานยังมีประเด็นแรงงานต่างด้าวอีกโสดหนึ่ง โดยเฉพาะหลังแรงงานกัมพูชากลับประเทศ บางภาคจะได้รับผลกระทบ อย่างภาคการก่อสร้าง ภาคผลิต ที่ซึ่งรัฐบาลได้แก้ปัญหาไปบ้างแล้วด้วยการเปิดนำเข้าแรงงานประเทศต่างๆมาทดแทน

    *** น่าสนใจ! การจัดหาพลังงานเพื่อความมั่นคงของชาติ ชาติมั่นคง พลังงานมั่นคง หน้าที่ของรัฐต้องขวนขวายจัดหา ว่าแล้วกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กำลังเตรียมการเปิดให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ครั้งที่ 26 สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน หรืออันดามันใต้ เปิดปลายปีนี้ ปีหน้าได้คนสำรวจว่างั้น คาดกันว่ามีแหล่งก๊าซฝั่งนี้อยู่ขนาดระดับ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุุต ช่วยให้ไทยมีก๊าซมั่นคงไป 20 ปี ลดนำเข้าลงไปได้บ้างแก้ความผันผวนราคาตลาดโลก และแพงเกินในบางช่วง

                                 การเมืองระทึก ธุรกิจสะดุด! ฉุดเศรษฐกิจไทย

    *** ปิดท้ายกันที่… ผู้ว่าฯ ติ๊ก “ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม” พ่อเมืองโคราช ไปเป็นประธานกิจกรรม “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ของมูลนิธิซีพี ร่วมกับ โครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ซีพีเอฟ ที่บ้านห้วยจรเข้  อ.ด่านขุนทด โคราช ย้อนความทรงจำสมัยท่านยังเด็ก “โตมาด้วยไข่ไก่ คุณแม่จะซื้อไข่วันละลูก แบ่งเป็น 3 ส่วน ทานตอนเช้า วิ่งกลับมาทานตอนพักเที่ยง และหลังเลิกเรียน ให้เด็กๆ เห็นความสำคัญของโปรตีนจากไข่ ที่ทำให้ร่างกายเติบโต แถม ท่านชัยวัฒน์  ยังได้ฝากข้อคิดให้กับเด็กๆ ว่า “วันนี้ ลูกหลานได้รับไก่ไข่จากซีพี มา 200 ตัว ขอให้ได้เป็นรัฐมนตรีกันทุกคนนะ” ขอปรบมือและชื่นชม ทั้งท่านผู้ว่าฯ ติ๊ก มูลนิธิซีพี และ คอนเน็กซ์ อีดี ซีพีเอฟ ที่ช่วยสานต่อโครงการดีๆ เพื่อเด็ก เยาวชน และสังคม…

    คอลัมน์ฐานโซไซตี โดย…กาแฟขม หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,126 วันที่ 28 – 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/637120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Vw_sT9pFQ_pLofRR59UwT

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    27 สิงหาคม 2568 16:20 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 26 ส.ค.68

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า 7 เดือน ปี 2568 (มกราคม – กรกฎาคม) มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 583 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 150 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 159,460 ล้านบาท

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยถึงการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวว่า เป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วน โดยเฉพาะการแย่งอาชีพคนไทย และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หากพบสามารถแจ้งสายด่วน โทร.1506 มีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกผลักดันส่งกลับประเทศต้นทาง ส่วนนายจ้างมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน

    นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค เผยว่า สภาผู้บริโภคร่วมผลักดันนโยบายรถไฟฟ้ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้ภาคประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ด้วยการให้รัฐบาลนำงบประมาณ 34,000 ล้านบาทที่กระทรวงคมนาคมตั้งไว้ในการดำเนินโครงการทางด่วนสองชั้น มาผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท สร้างผลดีทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้าถึงบริการสาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RxFOKXEMZMvo9OkE7KFRK

  • “ทรัมป์” เตรียมลงโทษเศรษฐกิจรัสเซียถ้าไม่ตกลงหยุดยิง

    “ทรัมป์” เตรียมลงโทษเศรษฐกิจรัสเซียถ้าไม่ตกลงหยุดยิง

    วอชิงตัน 27 ส.ค.- ผู้นำสหรัฐพร้อมจะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย หากผู้นำรัสเซียไม่ยอมตกลงหยุดยิงในสงครามยูเครน โดยเตือนว่ารัสเซียจะต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างร้ายแรงที่จะตามมา

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาวว่า เขาพร้อมที่จะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย หากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียไม่ยอมตกลงหยุดยิงในสงครามยูเครน นายทรัมป์กล่าวว่า เขาจริงจังกับเรื่องนี้เพราะต้องการให้สงครามยูเครนจบลง และสาเหตุที่ต้องใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจกับรัสเซียเพราะไม่ต้องการทำสงครามโลก

    นายทรัมป์กล่าวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นสงครามเศรษฐกิจอันเลวร้ายและจะส่งผลเสียหายกับรัสเซียอย่างรุนแรง เขาเองไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนั้น แต่หากจำเป็นก็ต้องทำเพื่อสร้างสันติภาพ ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐยังคงเดินหน้าความพยายามในการยุติสงครามยูเครนระหว่างรัสเซียกับยูเครน ด้วยการผลักดันให้มีการเจรจากันโดยตรงระหว่างนายปูตินกับนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนให้เร็วที่สุด  ซึ่งนายเซเลนสกีตกลงในหลักการแล้ว แต่นายปูตินยังไม่ตกลง ทั้งนี้นายทรัมป์ประกาศตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมว่า จะทำให้สงครามยูเครนที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ยุติทันที

    Putin-Trump meet in Alaska 15 Aug 2025
    ปูติน-ทรัมป์ที่รัฐอะแลสกาของสหรัฐ 15 ส.ค.68
    Zelensky-Trump meet in White House 18 Aug 2025
    เซเลนสกี-ทรัมป์ที่ทำเนียบขาว 18 ส.ค.68

    ด้านนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษตะวันออกกลางและทูตพิเศษภารกิจสันติภาพของสหรัฐให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า จะพบกับคณะผู้แทนยูเครนที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ และได้หารือกับคณะผู้แทนรัสเซียอยู่ทุกวัน เขาเชื่อว่าผู้นำรัสเซียต้องการยุติสงคราม.-816(814).-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    26 ส.ค.- ตำรวจสอบสวนกลาง ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด “กรุงเทพฯ-ลพบุรี” บุกรวบ “หลวงพ่ออลงกต” หลังพฤติกรรมชัดทุจริตยักยอกเงินบริจาค ขณะที่ “หมอบี” โดนด้วย หิ้วตัวเค้นสอบ เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 26 ส.ค. มีรายงานว่าทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ ผบก.ป.พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปปพ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ลพบุรี เพื่อควบคุม หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ หรือหมอบี และพวก ตามหมายจับ ความผิด ม.147, 157 […]

    ศาล รธน. 25 ส.ค.-ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป “นั่งลงลูก” ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 […]

    กรุงเทพฯ 25 ส.ค.- “แพทองธาร” รีโพสต์สตอรี่ไอจี โต้ดรามาคลิปบิดเบือน ยันศาล รธน. บอก “นั่งลงครับ” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรมของสำนักข่าว VOICE TV ยืนยันไม่เป็นความจริง ต่อกระแสดรามาปล่อยคลิปเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดว่า “นั่งลงลูก” ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวคําปฏิญาณ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน คดีคลิปสนทนากับ ฮุน เซน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งในคลิปดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ฟังชัดๆๆ ศาลบอกว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” อย่างที่มีคนปั่น!! อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเช้าวันนี้ (25 ส.ค.) นางสาวแพทองธาร จะดำเนินการเรื่องการส่งคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลนัดยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น.-316 -สำนักข่าวไทย

    ไอคอนสยาม 25 ส.ค.- ปลัด มท. เผยยังไม่ได้รับรายงานปมสแกนม่านตาแลกเหรียญ สั่งกรมการปกครองสอบด่วน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลสแกนม่านตาประชาชนและชักชวนให้เข้าไปใช้แอปพลิเคชันเพื่อแลกกับเงินหรือเหรียญในระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการแก้ไขและจัดการอย่างถูกต้องทั่วประเทศอย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ายังมีการดำเนินการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบทั้งที่สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ การตรวจสอบจะพิจารณาว่าความผิดปกติเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่น หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพร้อมตรวจสอบอย่างโปร่งใส.-319 -สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    สระแก้ว 27 ส.ค. – มวลชนชาวไทยร่วมร้องเพลงชาติ ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เมื่อเวลา 18.00 น. จากนั้นทหารขอความร่วมมือให้ออกนอกพื้นที่ ตามประกาศเคอร์ฟิว ก่อนนำลวดหนามและเครื่องกีดขวาง กั้นแนวขอบถนนศรีเพ็ญ ห้ามผู้ใดข้ามไป เพื่อความปลอดภัย. – สำนักข่าวไทย

    เชียงใหม่ 27 ส.ค. – ฝนที่ตกหนักจากฤทธิ์ของพายุ “คาจิกิ” ทำให้เกิดดินถล่มในหมู่บ้านปางอุ๋ง ซึ่งอยู่บนดอยสูง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย บาดเจ็บ 15 ราย และยังสูญหายอีก 6 ราย สภาพหมู่บ้านเต็มไปด้วยดินโคลนที่ถล่มลงมาทับบ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง. – สำนักข่าวไทย

    สวิตเซอร์แลนด์ 27 ส.ค.-“มาริษ” เผยคุยรองข้าหลวงใหญ่ UN ปมไทย-กัมพูชา สัญญาณบวก เข้าใจไทยไม่ทำผิดกติการะหว่างประเทศ ไม่เห็นด้วย “ฮุน เซน” อัดเสียงคุยนายกฯ และการใช้สงครามข่าวปลอม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบหารือกับนางนาดา อัล-นาชิฟ (Nada Al-Nashif) รองข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อแสดงข้อมูลหลักฐานและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา นายมาริษ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ได้เล่าให้รองข้าหลวงใหญ่ฯ ฟังถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกัมพูชาในหลายประเด็น ซึ่งรองข้าหลวงใหญ่ฯมีความเห็นที่สนับสนุนประเทศไทยในหลายเรื่อง และมีท่าทีที่เป็นห่วงประเทศไทยมาก ซึ่งตนได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการที่กัมพูชาใช้โซเชียลมีเดียโจมตีไทยมานานแล้ว มีการให้ข้อมูลว่าไทยลอกเลียนแบบวัดและประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ซึ่งไทยพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยความอดทนอดกลั้น และพยายามชี้แจงให้เห็นว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ก่อตั้งกันมาจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมเดียวกัน ไทยต้องการแก้ไขปัญหาไม่ต้องการแสดงความร้าวฉานระหว่างชุมชนและ ประชาชนของทั้งสองประเทศ และเมื่อปัญหาคุกรุ่นมากขึ้นไทยก็พยายาม แก้ปัญหาด้วยการให้กัมพูชามาพูดคุยแบบทวิภาคี เป็นการอธิบายให้รองข้าหลวงใหญ่ฯ ได้เข้าใจว่าไทยปฏิบัติตามกติกา ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ และพยายามหาทางให้กัมพูชามาพูดคุยกับไทย ซึ่งไทยกับกัมพูชามีข้อตกลง MOU43 ที่ทั้งสองประเทศจะต้องแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติวิธี และด้วยความจริงใจ นับเป็นกลไกที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญ คือการเจรจาทวิภาคีโดยสันติและจริงใจ โดยไทยยึดมั่นมาโดยตลอด และเป็นเป้าหมายที่สำคัญของไทย นายมาริษ กล่าวว่าตนได้หยิบยกประเด็นที่สมเด็จฮุน เซน อัดเสียงพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทย และนำมาเผยแพร่ในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง […]

    ศาลอาญาฯ 27 ส.ค. – “ทิดอลงกต-หมอบี” นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุคดีมีอัตราโทษสูง และมีทรัพย์สินมูลค่าความเสียหายสูง พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 กองบังคับการป้องกันปราบปราม ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขอฝากขังครั้งแรก พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือนายอลงกต พูลมุข ผู้ต้องหาที่ 1 และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ผู้ต้องหาที่ 2 ความผิดกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยินยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าโดยทุจริต, ฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ความผิดกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษาทรัพย์ใดฯ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอนุญาตให้ฝากขัง 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.- 7 ก.ย.นี้ โดยผู้ต้องหาที่ 1 ไม่ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้ ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/world-1577253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CXL9cRZk2MNdRVhAwj2rI

  • ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    27 ส.ค. 2568 04:36 น.

    ต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดน

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2878793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r5hiE-0CtWdbBAnVkAECo

  • “ไทย”รับมือวิกฤตโลกเปลี่ยน “จตุพร” จี้ยกระดับ e-Government

    “ไทย”รับมือวิกฤตโลกเปลี่ยน “จตุพร” จี้ยกระดับ e-Government

    วันนี้ ( 27 ส.ค.2568) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในงานสำเภา-นาวาทอง ประจำปี 2568 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง การแข่งขันทางการค้า หนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม สังคมสูงวัย ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงวิกฤตระดับโลกด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ เช่น การเจรจาภาษีไทย–สหรัฐฯ และ FTA ไทย–สหภาพยุโรป ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตของประชาชน

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์

    ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง โดยต้องอาศัยผู้นำและผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับสู่ระบบ e-Government ที่โปร่งใส เชื่อมโยง และให้บริการประชาชนอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งบูรณาการแนวคิด ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)

    ความสำคัญของระบบราชการคือการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หากฝ่ายการเมืองไม่สามารถสื่อสารเชื่อมโยงไปยังส่วนราชการได้ ภารกิจของรัฐก็ไม่อาจขับเคลื่อนได้สำเร็จ ทั้งนี้ต้องขอชื่นชมหอการค้าไทยที่จัดรางวัล “สำเภา–นาวาทอง” ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้มีการปรับตัวโดยยึดสโลแกน พาณิชย์พึ่งได้ แค่ทักก็ถึง แก้ปัญหาทุกเรื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

    โดยชี้ว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกระดับจำเป็นต้องมี Mindset ที่ถูกต้อง หาก คนดี ระบบดี จะนำไปสู่การทำงานที่มีคุณภาพ เกิดจากการเรียนรู้ พัฒนา และสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงตั้งแต่ ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ภาครัฐต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุน (Ease of Doing Business และ Ease of Investment) เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ โดยในปีที่ผ่านมา หอการค้าฯ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ 22 แห่ง นำร่องเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดขั้นตอน ลดการเรียกเอกสาร และยกเลิกการเซ็นสำเนา ซึ่งสามารถลดกระบวนการได้กว่า 500 รายการ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ประกอบการ

    ทั้งนี้ รางวัล สำเภา–นาวาทองไม่ได้เป็นเพียงแค่การเชิดชูเกียรติ แต่ยังเป็นแรงผลักดันที่กระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐมีความ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

    สำหรับปี 2568 รางวัล สำเภา–นาวาทอง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รางวัลระดับกระทรวง, ระดับกรม, ระดับกระบวนงาน และระดับภูมิภาค โดยมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน นับเป็นหลักฐานชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของภาครัฐในการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    อ่านข่าว:

    พณ.รุกตลาดลาตินอเมริกา ถกโตโยต้าอาร์เจนตินา ดันนำเข้าอุปกรณ์ยานยนต์ไทย

    สงครามราคาข้าวโลกแข่งดุ ฉุด 7 เดือนไทยส่งออกลดลง 25.09%

    ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือน ขนเงินเข้าปท. 1.59แสนล้าน ญี่ปุ่นลงทุนมากสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zli7oH0TUNPOEv5OJqD7S

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช” | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 27/08/2025 22:04

    นครหลินจือ เขตปกครองตนเองทิเบต มีหมู่บ้านห่างไกลชื่อ “กาไล” ที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช (Peach Blossom Economy)” .

    “กาไล” ได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านดอกพีช” เพราะมีทิวทัศน์ภูเขาและทุ่งนาที่บานสะพรั่งไปด้วยดอกพีชทุกฤดูใบไม้ผลิ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน
    .
    แม้จะมีประชากรเพียง 149 คน แต่ฤดูชมดอกพีชปีนี้ หมู่บ้านกาไลมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 110,000 คน สร้างรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมและการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวมากถึง 3.7 ล้านหยวน (ประมาณ 17 ล้านบาท)
    .
    ในอดีต หมู่บ้านแห่งนี้เคยเผชิญความยากจน ชาวบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวไม่ถึง 2,000 หยวน (ประมาณ 9,200) จากการทำป่าไม้ เลี้ยงสัตว์ และปลูกข้าวบาร์เลย์
    .
    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เริ่มขึ้นในปี 2558 หลังได้รับความช่วยเหลือจากมณฑลกวางตุ้ง ในการพัฒนาการท่องเที่ยวดอกพีช ทำให้รายได้ต่อหัวของชาวบ้านในปี 2567 พุ่งเกิน 40,000 หยวน (ประมาณ 184,000 บาท) และรายได้รวมของทั้งหมู่บ้านแตะ 14 ล้านหยวน (ประมาณ 64.4 ล้านบาท)
    .
    กรกฎาคม 2564 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางเยือนทิเบต พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน และได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ธรรมชาติบนที่ราบสูง พัฒนาตราสินค้าการท่องเที่ยวของหมู่บ้าน และร่วมกันสร้างสรรค์พื้นที่ชายแดนที่มั่งคั่งและมั่นคง
    .
    ทิเบตเคยเผชิญความยากจนอย่างรุนแรง และมีอัตราความยากจนสูงที่สุดในจีน แต่สามารถยกเลิกสถานะความยากจนของประชาชนที่ลงทะเบียนไว้ 628,000 คน ภายในปี 2562 ในปี 2567 รายได้เฉลี่ยต่อหัวชาวทิเบตเพิ่มขึ้นกว่า 12.5% สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
    .
    คลิปจาก China Media Group

    TOPNEWS website - update 2025

    TOPNEWS website - update 2025

    ภาคเอกชนหนุนส่งเสริมอาชีพแม่บ้านแนวชายแดนบุรีรัมย์ หวังลดเครียด

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สะพานสูงสุดในโลกในกุ้ยโจว ทดสอบรับน้ำหนักบรรทุกเสร็จสิ้น

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หมู่บ้านห่างไกลในทิเบตได้รับการพัฒนาด้วย “เศรษฐกิจดอกพีช”

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สำรวจ’ขุนเขาเจี้ยวจื่อ’ ทางเดินยาวเด่นในคุนหมิง

    ยกทัพศิลปิน-โชว์ศิลปวัฒนธรรมสุดอลังการ ในงาน “มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย 2568” ชวนชมแสดงศิลปวัฒนธรรม 4 ภาค

    โคราชเปิดศูนย์อาหารเฉพาะโรค”ปิ่นโต”มุ่งใช้อาหารเป็นยารักษาโรค NCDs

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1291014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LzbL5vuW40GYp3UtRGuJL

  • ‘ปูติน’ ไม่แคร์ดีลสันติภาพ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ร่ำร้องว่า ‘แคร์เถอะ’ !

    ‘ปูติน’ ไม่แคร์ดีลสันติภาพ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ร่ำร้องว่า ‘แคร์เถอะ’ !

    ต่างประเทศ

    ‘ปูติน’ ไม่แคร์ดีลสันติภาพ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ร่ำร้องว่า ‘แคร์เถอะ’ !

    27 ส.ค. 2025 เวลา 18:00 น.

    “ปูติน” ทำเหมือนไม่แคร์ “ดีลสันติภาพ” แต่เมื่อดูตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ บ่งบอกว่า ผู้นำรัสเซียต้องตระหนักถึงการทำข้ออตกลงสันติภาพ เพื่อถอนพิษเศรษฐกิจจากการทำสงคราม ก่อนที่จะเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” ในระยะยาว

    เศรษฐกิจรัสเซียที่ตกต่ำ การเติบโตที่ชะลอตัว และการขาดดุลที่ขยายตัวมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ต้องพิจารณาถึงการเจรจากับยูเครน

    คุณไม่ผิดหรอกหากคิดว่าปูตินไม่สนใจที่จะบรรลุดีลสันติภาพ เมื่อดูจากการปฏิเสธทำข้อตกลงหยุดยิงกับยูเครน และยังคงเดินหน้าโจมตียูเครนอย่างต่อเนื่อง และแทบไม่ส่งสัญญาณเลยว่าจะมีการเสนอข้อตกลงสันติภาพ หรือยอมรับข้อตกลงในเร็วๆ นี้

    ยิ่งไปกว่านั้น การตอบสนองอย่างเย็นชาของเครมลินต่อคำมั่นสัญญาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐที่จะจัดการประชุมทวิภาคีระหว่างปูตินและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน เผยให้เห็นสัญญาณบางอย่าง ซึ่งรัสเซียแทบไม่แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอเรื่องการเจรจา ยิ่งเรื่องการยอมรับข้อตกลงยิ่งไม่ต้องพูดถึง

    แต่รัสเซียจะนิ่งเฉยต่อดีลสันติภาพได้นานแค่ไหน เมื่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังตกอยู่ในช่วงที่ยากลำบาก

    กระทรวงการคลังรัสเซียรายงานเมื่อต้นเดือน ส.ค. ว่า ประเทศขาดดุลงบประมาณแตะ 4.88 ล้านล้านรูเบิลแล้ว หรือเกือบ 2 ล้านล้านบาท ในระหว่างเดือน ม.ค.- ก.ค. ปีนี้ คิดเป็นประมาณ 2.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และในช่วงเวลาดังกล่าว การใช้จ่ายของรัฐบาลก็พุ่งสูง 20.8% สู่ระดับ 25.19 ล้านล้านรูเบิล หรือราว 10 ล้านล้านบาท

    นอกจากนี้รัฐบาลยังมีค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมที่สูงมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งได้รับแรงหนุนมาจากการจำหน่ายน้ำมันและก๊าซให้กับพันธมิตรของตนเอง เช่น จีน และอินเดีย และมีรายได้จากภาษีเพิ่ม

    อย่างไรก็ตาม รายได้ส่งออกน้ำมันลดลง ท่ามกลางการคว่ำบาตรที่มีต่อรัสเซียและอุปสงค์โลกที่ลดน้อยลง นั่นหมายความว่า เครมลินอาจต้องพิจารณาลดการใช้จ่ายอื่นๆ หรือขึ้นภาษีอีก

    ขณะที่เดียวกัน แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจก็ไม่สดใสนัก ในปี 2567 เศรษฐกิจรัสเซียเติบโต 4.3% แต่ปีนี้ธนาคารกลางรัสเซียคาดว่า เศรษฐกิจอาจขยายตัวน้อยกว่ามาก ที่ระดับเพียง 1-2% เท่านั้น ข้อมูลนี้ถือเป็นความเสี่ยงสำหรับเครมลินที่กำลังพิจารณาว่าจะทำข้อตกลงสันติภาพ หรือเดินหน้าทำสงครามกับยูเครนต่อขณะที่กำลังได้เปรียบในสนามรบ

    อเล็กซานเดอร์ โคลยันเดอร์ นักวิจัยอาวุโสของศูนย์วิเคราะห์นโยบายยุโรป (CEPA) ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อปลายเดือน ก.ค. ว่า สำหรับเครมลินแล้ว เศรษฐกิจเติบโตต่ำในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น พอทนได้ และเมื่อรวมเรื่องราคาน้ำมันที่ลดลง ก็แค่ทำให้รายได้ทางการคลังน้อยลง แต่สิ่งที่ต้องเดิมพันหลักๆ คือ เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจะต้องไม่กลายเป็นเศรษฐกิจถดถอยในระยะยาว

    “รัฐบาลสามารถคงการใช้จ่ายกลาโหมและทางสังคมไว้ได้มาตลอด แต่อาจต้องตัดการใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งอาจเข้าสู่เส้นทางที่อันตราย”

    โคลยันเดอร์ เตือนด้วยว่า การลดการใช้จ่ายหรือมาตรการรัดเข็มขัดอาจทำให้เศรษฐกิจและการขึ้นค่าจ้างชะลอตัวลงไปอีกในช่วงที่ถูกคว่ำบาตร ราคาน้ำมันตกต่ำ และมีความท้าทายมากมายต่อสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งทำให้การลงทุนของภาคเอกชนลดลง

    “ในทางกลับกัน ถ้ารัฐบาลไม่ลดการสนับสนุนทางการเงิน อาจมีความเสี่ยงเกิดเงินเฟ้อสูงได้อีก” นักวิจัย CEPA เตือน

    แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ที่ส่วนใหญ่มาจากการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่พุ่งสูง การคว่ำบาตร การขาดแคลนแรงงานที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลในอุปทานและอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ และราคาอาหารแพงนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เครมลินต้องตระหนักท่ามกลางความกังวลว่าเศรษฐกิจกำลังระอุ

    อย่าเพิ่งวางใจเงินเฟ้อลดลง

    ซีเอ็นบีซีรายงานว่า แบงก์ชาติรัสเซียใช้เวลาหลายปีในการพยายามควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของประเทศ ซึ่งแตะ 17.1% หลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครนในเดือน ก.พ. 2565 และดูเหมือนว่าความพยายามดังกล่าวจะประสบความสำเร็จ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือ 8.8% ในเดือน ก.ค. และนั่นทำให้แบงก์ชาติรัสเซียลดอัตราดอกเบี้ย 2% สู่ระดับ 18% ในเดือนก่อน หลังจากลด 1% ในเดือน มิ.ย. นอกจากนี้ ยังปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568 และคาดว่าจะเหลือ 4% ในปี 2569

    ธนาคารกลางเผยหลังจากประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ว่า การเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว และเศรษฐกิจกำลังกลับสู่เส้นทางการเติบโตที่สมดุล แต่โคลยันเดอร์บอกว่า “เส้นทางการเติบโตที่สมดุล” เป็นเพียง “คำพูดสวยหรูสำหรับการบอกถึงการเติบโตที่ชะลอตัว” และเตือนว่า การที่แบงก์ชาติรัสเซียอ้างว่าได้รับชัยชนะเหนือเงินเฟ้อนั้น มาพร้อมกับ “ราคาที่ต้องจ่าย”

    เศรษฐกิจรัสเซียเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย

    สำนักข่าวซีเอ็นบีซีระบุว่า ปูตินตระหนักถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รัสเซียเผชิญอย่างเต็มที่ และเตือนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ต้องไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

    “การเติบโตอย่างสมดุลคือ เงินเฟ้ออยู่ระดับปานกลาง การว่างงานต่ำ และไดนามิกของเศรษฐกิจเป็นบวกต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญบางคนได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจซบเซา ไปจนถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย เรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นไม่ว่าในกรณีใด” ปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในงาน St. Petersburg International Economic Forum

    ข้อมูลการเติบโตของเศรษฐกิจรัสเซียล่าสุดบ่งชี้ว่ายังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่สองของปีนี้เติบโตเพียง 1.1% เมื่อเทียบแบบปีต่อปี ลดลงจาก 1.4% ในไตรมาสแรกของปีนี้

    เลียม พีช นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสตลาดเกิดใหม่จากแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ระบุในอีเมลวิเคราะห์ในเดือนส.ค. ว่า เศรษฐกิจรัสเซียชะลอตัวอย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่องในไตรมาสต่อไป

    “ภาพใหญ่คือ เศรษฐกิจรัสเซียกำลังชะลอตัวภายใต้แรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงและความพยายามจะทำสงครามต่อไป การเติบโตที่ซบเซาในระยะยาวกำลังรออยู่”

    พีช บอกด้วยว่า ผลสำรวจความรู้สึกทางธุรกิจและความสนใจลงทุนลดลงสู่ระดับต่ำในรอบหลายปี ตลาดแรงงานก็ชะลอตัว แต่อุปสงค์ที่ซบเซาอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อบรรเทาลง อย่างไรก็ตาม แคปิตอลอีโคโนมิกส์คาดว่า จีดีพีรัสเซียอาจเติบโตเพียง 0.8% ในปี 2568 และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะถดถอยในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1196100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vRIDD_edy1FglZ5IAybEL

  • รัฐบาล เปิดโอกาสให้สิทธิผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้ ขณะที่ UNHCR ชื่นชมประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบในการดูแลมนุษยธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    รัฐบาล เปิดโอกาสให้สิทธิผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้ ขณะที่ UNHCR ชื่นชมประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบในการดูแลมนุษยธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    รัฐบาล เปิดโอกาสให้สิทธิผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาทำงานได้ ขณะที่ UNHCR ชื่นชมประเทศไทย ถือเป็นต้นแบบในการดูแลมนุษยธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น


    27/08/2568 | 67 |

    วันนี้ (27 สิงหาคม 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) แถลงชื่นชม รัฐบาลไทย ให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาที่พำนักระยะยาวในไทย โดยวานนี้ (26 ส.ค.2568) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงานในประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย และมีส่วนช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ  

    “UNHCR ระบุว่า ….ประเทศไทยไม่เพียงแต่ยึดมั่นในหลักการด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่ออนาคตของไทยอีกด้วย ผู้ลี้ภัยนอกจากจะสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการบริโภค และส่งเสริมการสร้างงาน ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของ GDP และความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศ”

    นโยบายใหม่นี้ ถือเป็นการต่อยอดความเป็นผู้นำและบทบาทสำคัญในการให้ที่พักพิงแก่ผู้ลี้ภัยของไทยที่มีมานานกว่า 50 ปี ซึ่งจะถือเป็นมาตรฐานใหม่ในภูมิภาคสำหรับการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยที่ยั่งยืน โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน และอาจเป็นแบบอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ที่เผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกันอีกด้วย 
     
    “รัฐบาลให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมแก่คนต่างด้าวกลุ่มผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาอย่างต่อเนื่อง  แต่ปัจจุบัน องค์กรระหว่างประเทศและองค์การนอกภาครัฐต่างๆ ปรับลดงบประมาณส่งผลรัฐบาลไทย ต้องรับภาระในการดูแลคนต่างด้าวเพิ่มขึ้น ดังนั้น ครม. จึงเล็งเห็นว่าเพื่อบรรเทาภาระของรัฐและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตลอดจนแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน จึงผ่อนผันให้กลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อทำงานเพื่อให้สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวต่อไป”นายจิรายุ กล่าว

    อนึ่ง ปัจจุบันพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา มีจำนวนทั้งสิ้น 9 แห่ง อยู่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี และมีจำนวนผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาอาศัยในพื้นที่ดังกล่าว จำนวน 77,718 คน โดยเป็นวัยทำงานจำนวน 42,601 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2568)

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/100184


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/418573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NkNIXxSg5XfLgqrNFU9uA

  • เศรษฐกิจฝืด กำลังซื้อซบ ดันยอดขายบ้าน-แฟชั่น-รถมือ 2 บูม

    เศรษฐกิจฝืด กำลังซื้อซบ ดันยอดขายบ้าน-แฟชั่น-รถมือ 2 บูม

    ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในปี 2568 จากแรงกดดันของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ และภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงต่อเนื่อง รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่กลับไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่รายจ่ายกลับคงที่หรือสูงขึ้นในบางหมวด การเลือกซื้อ “สินค้ามือสอง” จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เห็นได้จากยอดขายสินค้ามือสองที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือสอง แฟชั่นแบรนด์เนมมือสอง รวมถึงรถมือสองที่ส่งสัญญาณเติบโต

    ตลาดบ้านมือสองเติบโตอย่างชัดเจน สวนทางเศรษฐกิจ และแซงตลาดบ้านใหม่ โดยมีผลพวงมาจาก สถานการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งผู้บริโภคได้เห็นสภาพที่อยู่อาศัย สามารถเลือกทำเลใกล้แหล่งงาน ราคาถูกกว่าเมื่อเทียบบ้านมือหนึ่ง

    สะท้อนจากนายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตลาดบ้านมือสองขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคต้องการที่อยู่อาศัยราคาถูก อยู่ในเมือง เมื่อเทียบกับราคาหากเป็นบ้านใหม่นอกจากต้องออกไปอยู่นอกเมืองแล้วราคายังแพงกว่าหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับขนาดบ้านที่ใกล้เคียงกันที่สำคัญสภาพบ้านมือสองปัจจุบันเมื่อเทียบกับบ้านใหม่ ไม่ต่างกันมากเพราะส่วนใหญ่ มีคนจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนมือทั้งที่เข้าอยู่ได้ไม่นาน

    สำหรับตลาดบ้านมือสอง มีสัดส่วนทั้งหมด 60% ของตลาดรวมทั้งมือหนึ่ง มือสอง เช่น ตลาดรวม 5แสนหน่วย ตลาดบ้านมือสองประมาณ 3 แสนหน่วย เป็นต้น

    ด้านนายประวิทย์ อนุศิริ นายกสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ตลาดบ้านมือสอง เติบโตมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิดจนถึงปัจจุบันซึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหว โดยสาเหตุที่ผู้บริโภคให้ความสนใจบ้านมือสอง นอกจากราคาถูกกว่าบ้านมือหนึ่งมากแล้ว สามารถเลือกอยู่ในทำเลใกล้เมือง เดินทางสะดวกใกล้แหล่งงาน นอกจากนี้สภาพใกล้เคียงบ้านมือหนึ่งเนื่องจาก มีการเปลี่ยนมือไม่นาน แต่ราคากลับถูกกว่าค่อนข้างมากและสามารถต่อรองได้

    ทั้งนี้การขายบ้านมือสองจะเน้นคัดเลือกทรัพย์มาจากทรัพย์สินรอการขายหรือ NPA ของสถาบันการเงินที่ประเมินว่าจะขายได้ และทำเลที่มีศักยภาพทั้งกรุงเทพฯและจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั้งแนวราบและแนวสูง โดยมีตัวแทนขายผ่านการอบรมของสมาคมฯ เจาะตลาดทั้งไทยและต่างชาติ ทั้งนี้กลุ่มของต่างชาติที่ติดต่อเข้ามาค่อนข้างมาก คือ เมียนมา ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และการสู้รบที่ต้องการย้ายมาอยู่อาศัยยังประเทศไทย และมองหาคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่มองว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในตลาดแต่ละปี มีที่อยู่อาศัยประมาณ 1.2 ล้านหน่วย ซึ่งมือหนึ่งประมาณ 4 แสนหน่วยนอกนั้นจะเป็นบ้านมือสอง นอกจากนี้ตลาดบ้านมือสอง ยังได้อานิสงส์จากมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนลดจดจำนอง ปีที่ผ่านมาสำหรับ บ้านราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทซึ่งช่วยลดภาระผู้บริโภคได้มากจากที่ต้องจ่ายค่าโอน 140,000 บาท เหลือ 700 บาท

    ค่าจดจำนองจาก 70,000 บาท เหลือ 700 บาท รวมแล้วเสียค่าใช้จ่ายเพียง 1,400 บาท สำหรับบ้านราคา 7 ล้านบาท และปีนี้เช่นเดียวกัน เมื่อมีมาตรการลดค่าโอนจดจำนองเข้ามาช่วยจะช่วยให้ตลาดนี้เติบโตมากขึ้น โดยประเมินว่า บ้านมือสองเติบโตเฉลี่ยปีละ 30%

    สอดคล้องกับ นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดบ้านมือสอง ขยายโตแซงบ้านใหม่ เนื่องจาก สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการที่อยู่อาศัยยังมีแต่ พฤติกรรมเปลี่ยน ไปซื้อบ้านราคาถูกลง โดยเฉพาะบ้านมือสองมากขึ้น

    สะท้อนตัวเลข การสำรวจของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ การโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส2/2568 พบว่าบ้านมือสองทุกระดับราคา มียอดโอนกรรมสิทธิ์ สูงถึง 101,304 หน่วย คิดเป็น 48% ของยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และยอดโอนกรรมสิทธิ์ ติดลบเพียง 11.1% ในขณะตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ติดลบมากถึง15.8%

    ขณะที่นายฮายาโตะ โมเทกิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ สห (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหาร RAGTAG กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว แต่ตลาดสินค้ามือสองกลับเป็นโอกาสสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มรัดเข็มขัดและมองหาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น จุดเด่นของ RAGTAG คือการนำเสนอสินค้าแบรนด์เนมและลักชัวรีมือสองกว่า 5,000 แบรนด์ ที่ผ่านการคัดสรรและตรวจสอบคุณภาพอย่างพิถีพิถันโดยผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น เน้นความเป็นแฟชั่นตั้งแต่การคัดเลือกสินค้า การจัดวางในร้าน การบริการ ไปจนถึงการสื่อสารกับลูกค้า

    เศรษฐกิจฝืด กำลังซื้อซบ ดันยอดขายบ้าน-แฟชั่น-รถมือ 2 บูม

    ด้านนายโทรุ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโคเมเฮียว จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างเครือสหพัฒน์และกลุ่มโคเมเฮียว (KOMEHYO) ผู้ดำเนินธุรกิจสินค้าแบรนด์เนมมือสองที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นมานานกว่า 78 ปี กล่าวว่า หลังจากที่โคเมเฮียว เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยจนปัจจุบันเปิดแล้ว 6 สาขา

    ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค และมองว่าตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือสองในไทยยังคงมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะสินค้าเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ล่าสุดได้เปิดให้บริการสาขาที่ 7 ขึ้น ณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้

    ทั้งนี้เครือสหพัฒน์ ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมมือสองของไทย โดยเริ่มเปิดให้บริการร้านโคเมเฮียว เมื่อ 6 ปีก่อน จนปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 7 สาขา เพื่อจำหน่ายแบรนด์เนมมือสองในกลุ่มสินค้านาฬิกา เครื่องประดับลักชัวรี ล่าสุดยังร่วมทุนกับ RAGTAG (แร็กแท็ก) เชนร้านแฟชั่นแบรนด์เนมมือสองจากญี่ปุ่น เปิดสาขาแรกในประเทศไทยที่ One Bangkok ในเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา โดยแร็กแท็ก จะเน้นจำหน่ายสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนม กระเป๋า เสื้อผ้าหรู เป็นต้น ส่งผลให้ปัจจุบันเครือสหพัฒน์ เป็นเจ้าของแบรนด์เนมมือสองถึง 2 แบรนด์ ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า

    ด้านนางสาวธารารัตน์ อนุรัตน์บดี ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง Bagnifique.brandname กล่าวว่า ช่องทางการจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนมมือสอง ในช่องทางโซเชียลมีเดีย ได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้เกิดการตกลงซื้อขายกันได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำให้มีการนำสินค้าแบรนด์เนมออกมาขายเป็น used หรือสินค้ามือสองเพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงินหรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดให้กับเจ้าของหรือผู้ครอบครองได้ง่าย

    สำหรับตลาดสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมมือสองในประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโตอย่างโดดเด่น ด้วยมูลค่าการซื้อขายราว 4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 เติบโตเฉลี่ยปีละ 10-15% โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการรัดเข็มขัดของผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุ้มค่า ประกอบกับกระแส “Circular Fashion” ที่เน้นความยั่งยืน และการที่แบรนด์ลักชัวรีจากต่างประเทศเข้ามาในไทยมากขึ้น

    ขณะที่สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว รายงานว่า ตลาดรถมือสองครึ่งปีแรก (ม.ค.- มิ.ย.68) มีจำนวน 285,000 คัน ลดลง 10% โดยจำนวนรถยึดเข้ามาในลานประมูลน้อยลง ขณะที่รถหลายเซกเมนต์ขยับราคาสูงขึ้น

    ด้านบริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินี อย่างเป็นทางการ ยอมรับว่ายอดขายรถใหม่ปีนี้ ต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ และเตรียมขยับขยายแผนไปยังรถมือสอง

    นายอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ เรนาสโซ มอเตอร์ เปิดเผยว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจ และผู้คนไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย จากสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันรวมถึงการลงทุน ที่ติดอยู่ในทรัพย์สินบางอย่างส่งผลให้ตลาดซูเปอร์คาร์ชะลอตัว รวมถึงการขยับเวลาการส่งมอบรถออกไปเป็นต้นปีหน้า ทำให้ยอดขายของลัมโบร์กินี ปีนี้ถือว่าต่ำสุดในรอบ 7 ปี (ไม่นับรวมปีแรกที่เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย)

    “ยอดขายลัมโบร์กินีปีนี้ คาดว่าจะทำได้ 28 คัน ถือว่าต่ำสุดจากที่เคยขายได้กว่า 70 คันต่อปี แต่ปี 2569 คาดว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเป็น 50 คัน ในจำนวนนี้จะเป็นของ Lamborghini Temerario 20 คัน”

    อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมเดินแผนรถใช้แล้ว Lamborghini Certified Pre-Owned เข้มข้นมากขึ้น เน้นสร้างการรับรู้ของแบรนด์ กับราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย พร้อมการรับประกันคุณภาพตามมาตรฐานของลัมโบร์กินี

    “เราจะเพิ่มทุนหมุนเวียนสำหรับ Lamborghini Certified Pre-Owned จากเดิม 100 ล้านบาทต่อปี เป็น 200 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำรถสภาพดีเข้ามาในพอร์ต พร้อมส่งเสริมให้ธุรกิจครบวงจร สนับสนุนการขายรถใหม่ และรักษาราคาขายต่อของรถ”

    Lamborghini Certified Pre-Owned ต้องผ่านการตรวจสภาพ 153 รายการ พร้อมเช็กประวัติการเข้ารับบริการรายชื่อผู้ครอบครอง และการเปลี่ยนมือ ซึ่งรถในโปรแกรมนี้ มีโอกาสเป็นเจ้าของได้ในราคาไม่ถึง 20 ล้านบาท

    นายวิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว เปิดเผยว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจ ราคาสินค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ทั้งจำนวนรถยนต์ใช้แล้วที่เข้าสู่ตลาด ยอดขาย และการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

    “จำนวนรถยนต์ใช้แล้วที่เข้าสู่ตลาดในปี 2567 มีเฉลี่ยเดือนละ 25,000 คัน หรือประมาณ 300,000 คันต่อปี แต่ปี 2568 เหลือเฉลี่ยเพียงเดือนละ 18,458 คัน หรือลดลง 28%” นายวิสุทธิ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/637204&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24TN6LATsor_LIr9lqz4jq

  • นักวิชาการกัมพูชาซัดสวีเดน เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หลังขายกริพเพนให้ไทย

    นักวิชาการกัมพูชาซัดสวีเดน เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หลังขายกริพเพนให้ไทย

    นักวิชาการกัมพูชาซัดสวีเดน เห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หลังขายกริพเพนให้ไทย

    นักวิชาการกัมพูชา ซัดสวีเดนหลังขายกริพเพนให้ไทย เห็นแก่ประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ หนุนไทยยกระดับความตึงเครียด อาจเปลี่ยนมุมมองต่อประชาชนกัมพูชาที่เคยยกย่องสวีเดน

    เว็บไซต์สำนักข่าวกัมพูชา Cambodianess เผยแพร่ความเห็นของนักวิชาการชาวกัมพูชา หลังจากที่ไทย-สวีเดน ลงนามซื้อเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน” ระยะที่ 1 วงเงิน 19,500 ล้าน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

    Cambodianess ระบุว่า ดีลดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม ซึ่งทางกัมพูชามีรายงานความเสียหายจากการโจมตีทางอากาศของไทย ในขณะที่กัมพูชาไม่มีเครื่องบินรบประจำการ

    กระทรวงการต่างประเทศ
    ไทย-สวีเดน ลงนามซื้อขายกริพเพน

    วรรณ บุนนา นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศภูมิภาค และหัวหน้าหน่วยวิจัยและรณรงค์ของสมาคมเยาวชนกัมพูชา ระบุว่า สวีเดนใช้กรอบคิดทางการเมืองระหว่างประเทศแบบ “เรียลิสม์” (Realism) ที่ยึดผลประโยชน์ชาติเหนือค่านิยมอื่น ๆ แม้จะประกาศยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยก็ตาม

    เขากล่าวว่า “นี่สะท้อนให้เห็นว่าสวีเดนใช้โอกาสขายเครื่องบินให้ไทย ทั้งที่ไทยมีข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน”

    บุนนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ข้อความหรือสัญญาณที่สวีเดนส่งถึงกัมพูชาในดีลนี้ยังไม่ชัดเจน แต่กลับสื่อในเชิงสนับสนุนไทยให้ยกระดับความตึงเครียด ทั้งที่ไทยเองก็เผชิญความขัดแย้งทางการเมืองภายในระหว่างกองทัพ สถาบัน และรัฐบาล แม้การขายอาวุธเป็นสิทธิของแต่ละประเทศ แต่ชาวกัมพูชาที่เคยยกย่องสวีเดนอาจเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทและอิทธิพลของประเทศนี้

    ด้าน เซือน แซม ผู้เชี่ยวชาญนโยบายต่างประเทศจากราชบัณฑิตยสถานกัมพูชา เห็นว่าดีลครั้งนี้ไม่เพียงแค่เกิดขึ้นในเวลาที่ผิด แต่กลับสะท้อนว่าเป็นการวางแผนล่วงหน้า โดยสวีเดนกำลังให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเหนือหลักการ

    Saab
    กริพเพน

    เขาเชื่อว่าการรุกรานของไทยต่อกัมพูชามีรากเหง้ามาจากประวัติศาสตร์ และความตั้งใจดังกล่าวอาจไม่สิ้นสุด “นี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหา แต่เป็นการคาดการณ์จากรูปแบบที่เคยเกิดขึ้น ทั้งการรุกรานที่เกิดขึ้นจริง เกือบเกิดขึ้น และกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน” เขากล่าว

    ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดนในพนมเปญได้ปิดทำการตั้งแต่ปี 2021 และปิดสำนักงานส่วนขยายอย่างสมบูรณ์ในเดือนกันยายน 2024 โดยอ้างเหตุผลว่ากัมพูชามีพัฒนาการด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนน้อยมาก แต่ไม่กี่วันต่อมา สวีเดนกลับส่งนักการทูตไปปฏิบัติงานในเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบการเมืองปิดมากที่สุด

    เซือน แซม จึงวิจารณ์ว่า “สวีเดนพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยกับประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก แต่หันไปเจรจาการค้ากับประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่กว่า” เขาอ้างว่าการรุกรานของไทย และการได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าความยุติธรรมและความซื่อตรงถูกชั่งด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจและขนาดการสื่อสารระหว่างประเทศ

    ท้ายที่สุด เขาเสนอว่า ต้องเสริมสร้างกรอบของสหประชาชาติให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อคุ้มครองประเทศเล็กและอธิปไตยของพวกเขา ผ่านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศและการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของรัฐภาคี

    ที่มา: Cambodianess

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/255746&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12Hgz4Qbjkyd_-PjS-tjpR