Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”

    เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในเอเชีย รัฐบาลติดกับดัก”กระตุ้นระยะสั้น”แนะ! ทางรอดเร่งปรับโครงสร้าง 3 ภาคการผลิต จับตาเลือกตั้ง 69 หวั่นกระทบเครดิตเรตติ้งประเทศ

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวภายในงานสัมมนาสาธารณะประจำปี 2568 ของ TDRI ในหัวข้อ เครื่องจักรการเติบโตใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์ย้อนกลับ ว่า ในปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยแทบจะต่ำสุดในเอเชียตะวันออก หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้อัตราว่างงานไม่มาก แต่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง

    สาเหตุที่ประเทศไทยมีการเติบโตช้า จนอาจทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเติบโตแซงหน้าได้ ในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี นั้น เนื่องจากประเทศไทย เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากเกินไป เห็นได้จากทุกรัฐบาลที่เข้ามา มีความต้องการที่อยากจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อให้เห็นผลไว

    แต่การที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้นต้องใช้เวลาที่นานพอสมควร ซึ่งทุกรัฐบาลควรจะเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 

    โดยการที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจได้นั้น นายสมเกียรติ ระบุว่า จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากการสร้างงานที่ดี (Good Jobs) ให้กับประชาชน ซึ่งหากไม่สามารถสร้างงานที่ดีให้คนไทยทำ ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีธุรกิจสีเทามากขึ้น ทั้งความเสี่ยงต่อการฟอกเงินรวมถึงการเป็นศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพอย่างคอลเซ็นเตอร์เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยปัญหา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างงานที่ดีให้แก่คนไทย

    ในต่างประเทศทั่วโลก เวลาพรรคการเมืองหาเสียง จะแข่งขันกันในเรื่องของการสร้างงานที่ดีให้กับประชาชนเพื่อจะได้รายได้ที่ดี แต่ในกรณีของประเทศไทย เราแทบไม่ค่อยได้เห็นเรื่องแบบนี้ แต่กลับได้ยินเฉพาะว่ารัฐบาลจะให้หรือแจกอะไรฟรีให้กับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทั้งสิ้น และหลังจากนั้นสภาพเศรษฐกิจก็จะกลับไปเป็นเช่นเดิม

    นายสมเกียรติ ระบุว่า การสร้างงานที่ดีให้กับประชาชน นั้น รัฐบาลต้องปรับปรุงที่โครงสร้างภาคการผลิต ใน 3 ด้าน ได้แก่ 

    • ภาคเกษตร  ที่จะต้องเน้นไปสู่การทำเกษตรพรีเมี่ยม เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยมีมูลค่าที่สูงขึ้น ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นการกระจายรายได้ให้กับประชาชนฐานรากในชุมชนต่างๆที่ทำการเกษตร
    • ภาคการบริการ ควรเน้นบริการที่ส่งออกได้ ไม่ใช่เน้นบริการเฉพาะในประเทศอย่างเดียว ซึ่งประเทศไทยมีตัวอย่างบริการที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากเดิมที่ไทยมีแต่บริการเฉพาะธุรกิจ Medical hub ที่ชาวต่างชาติมารักษาพยาบาลในประเทศไทย แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกลายเป็นฐานสำคัญของการถ่ายทำภาพยนตร์ และซีรี่ส์ของแพลตฟอร์ม สตรีมมิ่ง ต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ในแต่ละปีเพิ่มสูงขึ้น และกระจายรายได้ไปสู่ประชาชน
    • ภาคการผลิต ซึ่งในส่วนนี้มีโจทย์ใหญ่ คือ จีนเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าล้นตลาดทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันได้ และถ้าจะแข่งขันต้องหาจุดเด่นจุด ซึ่งจุดเด่นที่สำคัญจุดหนึ่ง คือ การผลิตสีเขียว หรือผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และต้องเป็นสินค้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทย โดยในส่วนนี้สินค้ายังสามารถขายได้ในตลาดโลก เช่น ในตลาดของประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีความต้องการสินค้าอุปโภคของประเทศไทยอยู่

    โมเดลใหม่ของไทย ในการที่เราจะต้องสร้างงานที่ดีให้กับประชาชาขึ้นมานั้น จะไม่ใช่มีแค่ไม่กี่ธุรกิจที่คอยแบกทั้งประเทศไทยเหมือนในสมัยก่อน เพราะมันไปต่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากมองย้อนไปในอดีต จะเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพียงไม่กี่ตัวที่แบกทั้งประเทศ แต่ปัจจุบันจะพบว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่สามารถทำแบบเดิมได้

    นอกจากการพัฒนาภาคการผลิตทั้ง 3 ด้านแล้ว นายสมเกียรติ แนะนำว่าประเทศไทยจะต้องเปิดเสรีทางการค้าให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นอีกด้วย

    ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะยกระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากปัจจุบันที่ระดับประมาณ 2.3 % ให้เป็น 4.7 % ต่อปีได้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี ซึ่งจะทำให้ไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ใน 16 ปีต่อจากนี้ 

    โดยโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทยจะเปลี่ยนไป ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีขนาดเล็กลง ในขณะที่ภาคบริการสมัยใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเป็นแกนหลักในการสร้างงานที่ดี ทำให้คนไทยมีกำลังบริโภค ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจภายในมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม นายสมเกียรติ ระบุว่า การที่รัฐบาลเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เป็นเรื่องที่ดีและมีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์ทั้งในเรื่องของการบริโภคและด้านการผลิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไปเน้นกระตุ้นด้านการบริโภคค่อนข้างเยอะ

    ในขณะที่ด้านการผลิตกระตุ้นน้อยเกินไป ทำให้เครื่องบิน ของไทยบินขึ้นได้แบบไม่สมดุล เพราะฉะนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นทำได้แต่ไม่ควรมากจนเกินไป และควรกระตุ้นความเข้มแข็งในระยะยาวควบคู่ไปด้วย 

    ส่วน เรื่องความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นายสมเกียรติ ระบุว่า เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในการเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ที่ถูกบริษัทต่างชาติ เลือกมาลงทุนใน  เพราะฉะนั้นโจทย์ ของประเทศไทย คือ จะต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งมากระทบกับการค้า การตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ

    การรักษาพื้นที่การรักษาดินแดนเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่เรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นต้องยั่วยุจนเกินไปก็ไม่ควรทำ เพื่อวันหลังจะได้กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดี กลับมาค้าขายร่วมกัน และทำให้ประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดนที่ได้รับผลกระทบที่ลดลง

    นอกจากนี้ยังได้เปิดเผยถึงกรณี ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐ ด้วยว่า หากสหรัฐอเมริกายกเลิกการเจรจาไทยอาจเสียประโยชน์ทางการค้า เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐเปิดช่องให้ไทยเจรจาลดภาษีในหลายรายการ

    สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยเปิดเสรีการค้าเรียบร้อยแล้ว และกำหนดอัตราภาษีสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% แต่มีหลายรายการที่ผู้ประกอบการในสหรัฐฯ ไม่ได้ผลิต หากนำเข้าจากไทยจะไม่กระทบตลาด และสามารถเจรจาลดภาษีเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้

    ทั้งนี้ การลดภาษีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ พร้อมเจรจากับไทย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐต้องร่วมมือกันประคับประคองการเจรจาไม่ให้หยุดชะงัก เพื่อปกป้องประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ

    ขณะที่ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นายสมเกียรติ ระบุว่า  ปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ที่ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ เครดิตเรตติ้ง ซึ่งจะมีผลกระทบค่อนข้างเยอะ ดังนั้นรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีการใช้เงินภาครัฐอย่างสมเหตุสมผล และรับผิดชอบ 

    ถ้าโชว์เหตุผลตรงนี้ได้ความสะดุดวันนี้ก็จะหายไป แต่ตอนนี้ หนี้สาธารณะอยู่ระดับที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ดังนั้นควรระมัดระวังว่าในการหาเสียงเลือกตั้งที่จะมีในปีหน้า ถ้าทุกพรรคแข่งขันกัน ลดแลกแจกแถม ก็จะทำให้มีความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นได้

    และฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ควรตรวจสอบส่วนนี้พร้อมกับภาควิชาการ ภาคธุรกิจ ต้องช่วยกันเตือนรัฐบาลที่เป็นพรรคการเมืองต่างๆ ว่าการหาเสียงให้ประชาชนได้ประโยชน์ทำได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบด้านการคลังด้วย

    นายสมเกียรติ ยังได้กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ  “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ที่จะขยายเป็น 4,000 บาท สำหรับกลุ่มตกหล่น ด้วยว่า การใช้จ่ายภาครัฐสามารถทำได้ แต่ต้องชี้ชัดว่าเงินมาจากแหล่งใดและคุ้มค่าหรือไม่ หากสามารถอธิบายได้ว่าไม่กระทบวินัยการคลังเกินควร ก็ถือว่าไม่เป็นปัญหา

    พร้อมกับแนะนำว่า รัฐบาลควรพิจารณาปรับรูปแบบการจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ลดการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่หันไปพัฒนาทักษะกำลังคนไทยเพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มคุณภาพงานให้ประชาชน ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างผลประโยชน์ในระยะยาวแก่เศรษฐกิจไทย

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/261730/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QH6l3t9QjDdxTPnGDjE1G

  • ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจาก ตปท.

    ครม.เห็นชอบเพิ่ม 4 เขตเศรษฐกิจพิเศษ รองรับจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาศักยภาพสูงจาก ตปท.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศเพิ่มเติมอีก 4 พื้นที่ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาจากสถาบันที่มีศักยภาพสูง แต่ต้องเป็นสถานศึกษาที่นานาชาติให้การยอมรับ

    โดยพื้นที่ที่ได้รับความเห็นชอบให้กำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อให้เป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น รวมทั้งจังหวัดสงขลา และปทุมธานี จากเดิมที่มีเพียง 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000110279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K_0JzwqUqLRHPObz_W2lz

  • รมต.คลังญี่ปุ่นกังวลเงินเยนร่วงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

    รมต.คลังญี่ปุ่นกังวลเงินเยนร่วงต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

    18 พฤศจิกายน 2568, 17:25น.

              หลังตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อคืนวานนี้(17 พ.ย.) มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงมาอยู่ที่ 180 ต่อเงินยูโร ต่ำสุดนับตั้งแต่กลุ่มสหภาพยุโรป(อียู)ประกาศใช้เงินยูโรครั้งแรกในปี 2542 นอกจากนั้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ปรากฎว่า เงินเยนร่วงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนที่ 155 เยนต่อดอลลาร์

              นางซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นแถลงข่าวในวันนี้(18 พ.ย.)แสดงความกังวลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่มีการเคลื่อนไหวเพียงด้านเดียวและรวดเร็วมาก โดยเฉพาะเงินเยนของญี่ปุ่นร่วงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่นๆท่ามกลางความกังวลจากหลายฝ่ายในเรื่องสถานะทางการคลังของญี่ปุ่น โดยรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะติดตามสถานการณ์ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความผันผวน,การเคลื่อนไหวแบบผิดปกติ รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนจากนักเก็งกำไร ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นมองว่าโดยหลักแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราควรจะเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ

             นักวิเคราะห์ ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เทขายเงินเยนมากขึ้น หลังประเมินว่า สถานะทางการคลังของญี่ปุ่น มีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิของญี่ปุ่นเตรียมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่รวมมูลค่า 17 ล้านล้านเยน(ราว 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตามมาตรการเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐในเชิงรุก ที่ผ่านมา เงินเยนได้รับผลกระทบก่อนแล้วจากกระแสคาดการณ์ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น(BOJ)จะเผชิญความยากลำบากในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจากร้อยละ 0.5 ในปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทากาอิจิ สนับสนุนให้ BOJ ผ่อนคลายนโยบายการเงินของ BOJ เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

    #เงินเยนอ่อนค่า

    #เทียบดอลลาร์

    ที่มา: เกียวโดนิวส์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/156553&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YH4aUb75dJV0gIR2qKxRH

  • ‘ไม่เป๊ะบ้างก็ได้’ โลกความงามกำลังก้าวสู่ยุคของการโอบรับความจริง

    ‘ไม่เป๊ะบ้างก็ได้’ โลกความงามกำลังก้าวสู่ยุคของการโอบรับความจริง

    ถ้าคุณเคยรู้สึกเหนื่อยกับการต้อง ‘เป๊ะ’ ตลอดเวลาในโลกที่เต็มไปด้วยฟิลเตอร์ คุณไม่ได้รู้สึกคนเดียว ทศวรรษที่ผ่านมาโลกความงามถูกครอบงำด้วยความสมบูรณ์แบบ แคมเปญโฆษณาที่ถูกรีทัชจนไร้ที่ติ ยิ่งในปัจจุบันยิ่งเห็นได้ชัดว่า AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากเพียงใด

    แต่เทรนด์ล่าสุด ‘Beyond the Algorithm: The Human Touch Revolutionกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผู้คนกำลังเหนื่อยล้ากับการไล่ตามภาพความงามที่ถูกควบคุมโดยเทคโนโลยี และกำลังโหยหาสิ่งที่ ‘จริง’ ที่สุด

    เมื่อความไม่สมบูรณ์แบบ คือความงามใหม่

    ความงามยุคใหม่จะไม่ได้วัดกันที่ความเพอร์เฟกต์ แต่วัดกันที่การแสดงออกถึงตัวตน และการสะท้อนทางอารมณ์ที่แท้จริง ดังนั้นข้อบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์แบบจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด แต่เป็นหลักฐานของความเป็นมนุษย์ที่ทำให้คุณแตกต่างและมีเสน่ห์

    แน่นอนว่าเทรนด์นี้จะส่งผลต่อทิศทางการตลาดของแบรนด์โดยตรง เมื่อผู้บริโภคโหยหาความจริงใจ การตลาดที่ถูกขัดเกลาอย่างหนักหรือแบรนด์ที่รีทัชหนักเกินจริง อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

    แบรนด์ที่จะชนะในยุคนี้ คือแบรนด์ที่กล้าใส่ความจริงใจลงไปในทุกขั้นตอน การกล้าเผยเบื้องหลัง หรือแม้แต่ข้อบกพร่องเพื่อเป็นหลักฐานของความแท้จริง

    ความเป็นมนุษย์ที่ AI ลอกเลียนไม่ได้

    นี่ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่คือการปรับสมดุลเพื่อหันกลับมาโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง 

    เทรนด์นี้คาดการณ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 ประสบการณ์ด้านความงามที่มีค่าที่สุดจะเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกถึง ‘ความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง’ – สิ่งที่เต็มไปด้วยอารมณ์, ความคิดสร้างสรรค์, และเรื่องราวที่จริงแท้ และนั่นคือเหตุผลที่โลกความงามกำลังบอกเราว่า ไม่เป๊ะบ้างก็ได้…ตราบใดที่นั่นคือความจริงของคุณ

    อ้างอิง:

    • ข้อมูลจากรายงาน Global Beauty and Personal Care 2026 โดย Mintel

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/life/beauty-trend-beyond-algorithm-imperfection/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h3LtN2kUhbAF_-6oZdAZN

  • ‘ภาษีทรัมป์’ ทำเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัว.!

    ‘ภาษีทรัมป์’ ทำเศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัว.!

    “รัฐบาลญี่ปุ่น” เปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 3/68 หดตัวเกือบ 2% อันเป็นผลมาจากการส่งออกลดลง เนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวครั้งแรกรอบ 6 ไตรมาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกจากบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ดิ่งลงอย่างหนัก หลังจากการส่งออกพุ่งสูงขึ้น ก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้..!!

    บรรดานักเศรษฐศาสตร์หลายคน ประเมินว่า เนื่องจากการหดตัวโดยรวมไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ จึงน่าจะเป็นเพียงการชะลอตัวชั่วคราวมากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย

    เริ่มจาก Kazutaka Maeda นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเมจิยาสึดะ ระบุว่า การหดตัวส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่นการลงทุนในที่อยู่อาศัย ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ส่วนการส่งออกตอบสนองเช่นกัน โดยรวมแล้วเศรษฐกิจขาดแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่ง แต่แนวโน้มบ่งชี้การฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

    โดยทั่วไปแล้วนักเศรษฐศาสตร์หลายคน มองว่า ตัวเลข GDP ไตรมาสนี้ มีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อแนวคิดของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย เมื่อเทียบกับปัจจัยทั้งหลายอื่น ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ ที่ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ให้น้ำหนักความสำคัญกับข้อมูลชุดนี้มากกว่า

    Takuji Aida หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นของเครดิตอะกริโคล ธนาคารขนาดใหญ่ของฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักของทาคาอิจิ ที่รับผิดชอบในการวางยุทธศาสตร์การเติบโตของประเทศ รายงานว่า “การหดตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นถือเป็นการนำทางที่ผิดพลาดสำหรับ BOJ ในการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย”

    โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นหดตัวที่ระดับ 1.8% ช่วงไตรมาส 3/68 (กรกฎาคม-กันยายน) เทียบกับการเติบโตของ GDP ในไตรมาสก่อนหน้าที่ระดับ 2.3% และเทียบกับการคาดการณ์เฉลี่ยของนักเศรษฐศาสตร์ ในโพลสำรวจของรอยเตอร์ ที่คาดว่าจะหดตัว 2.5% ตัวเลข GDP ดังกล่าวยังหมายถึงการหดตัวรายไตรมาส 0.4%

    การส่งออกถือเป็นปัจจัยหลักมาจากผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายเห็นปริมาณการส่งออกลดลง ทำให้การส่งออกที่เคยสูงขึ้นมากก่อนการขึ้นภาษีศุลกากร พลิกกลับมาเป็นปรับลดลง แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วผู้ผลิตรถยนต์จะแบกรับภาษีศุลกากรไว้เองด้วยการลดราคาลงก็ตาม..

    ตัวเลขการส่งออกสุทธิหรือยอดส่งออกหักลบด้วยยอดนำเข้า มีผลให้การเติบโตลดลง 0.2% เทียบกับที่เคยเติบโตเป็นบวก 0.2% ช่วงไตรมาส 2/68

    สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าพื้นฐานของสินค้าญี่ปุ่นเกือบทั้งหมดไว้ 15% เทียบกับอัตราภาษีเบื้องต้นที่ 27.5% สำหรับรถยนต์และ 25% สำหรับสินค้าอื่น ๆ 

    การลงทุนด้านที่อยู่อาศัย ส่งผลกระทบต่อการเติบโตเช่นกัน เนื่องจากกฎระเบียบด้านประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดมากขึ้น ที่ประกาศใช้ในเดือนเมษายน ทำให้การทำสัญญาผูกพันต่าง ๆ ชะลอตัวลง

    ที่สำคัญการบริโภคภาคเอกชน ที่คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของ GDP ญี่ปุ่น เติบโตเพียงแค่ 0.1% สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยชะลอลงต่ำกว่าไตรมาส 2/68 ที่อยู่ระดับ 0.4% บ่งชี้ว่าต้นทุนอาหารที่สูง ทำให้เกิดความลังเลเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น..!!

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/796766&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw239plFvd7QC4I8ciZ6gPrp

  • ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวน…

    ‘ทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม’ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำในวันที่เศรษฐกิจผันผวน…

    ปี 2568 นับเป็นปีที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจไม่เว้นแม้แต่ ‘ธุรกิจอาหาร’ ซึ่งถือเป็นปัจจัย 4 สำหรับมนุษย์ที่ต้องกินอยู่ทุกวัน นั่นเพราะต่างได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่เปราะบางจากเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ไพศาล อ่าวสถาพร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ฉายมุมมองว่า ความท้าทายที่ว่านั้นมาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันค่อนข้างผันผวนและปั่นป่วนคือ สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างประเทศทำให้เกิดการหยุดชะงักของระบบ Supply Chain โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าทางเรือ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงก่อให้เกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ

    ขณะที่ปัญหาหลักของประเทศไทยคือ หนี้ครัวเรือนซึ่งทำให้คนไทยมีกำลังซื้อที่ลดลง ตลอดจนความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้า อย่างรัฐบาลปัจจุบันมีอายุเพียง 4 เดือน จึงสามารถดำเนินโครงการได้ในระยะสั้นเท่านั้น เช่นโครงการคนละครึ่งพลัสที่เน้นกลุ่มรากหญ้าช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวได้ดี และการกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยเที่ยวดีมีคืนสำหรับกลุ่มระดับกลาง

    อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้เป็นเพียงระยะสั้นหลังจาก 4 เดือนไปแล้ว การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้เกิดความไม่นิ่งอีกครั้ง ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจใช้เวลา 6-8 เดือน ดังนั้นคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นตัวจนถึงกลางปีหน้า ถึงอย่างนั้นเศรษฐกิจจะไม่ทรุดกว่านี้แล้ว

    “ในภาวะที่เศรษฐกิจเปราะบางแบบนี้ สำหรับผู้ประกอบการสิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำงานมากกว่าเดิมเพื่อคงผลลัพธ์เท่าเดิม หากทำงานเท่าเดิมผลลัพธ์จะลดลง แต่ถ้าใครทำน้อยลงส่งผลถึงธุรกิจอย่างแน่นอน” ไพศาล ระบุ

    สำหรับแนวโน้มของธุรกิจร้านอาหาร (F&B) หากมองไปจนถึงปี 2569 นั้น สามารถแบ่งออกเป็น

    1. ภาคการท่องเที่ยวกับการพึ่งพาตลาดภายใน: การท่องเที่ยวของไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวจีนหันไปกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศตนเอง รัฐบาลจึงต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจ F&B ดีขึ้น อย่างไรก็ตามอาหารไทยยังคงมีราคาไม่สูง มีความหลากหลายเมื่อเทียบกับทั่วโลก และภาพลักษณ์เปลี่ยนจากการเน้น Night Life มาสู่เสน่ห์ของ Street Food และร้านอาหารที่หลากหลาย

    2. การจัดการต้นทุนและการจัดหาวัตถุดิบ: ภาวะเงินเฟ้อโลกและค่าเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้นอย่างมาก เพื่อรักษาสมดุลด้านต้นทุนผู้ประกอบการควรหันมาใช้ วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Ingredient) ให้มากขึ้น

    3. สงครามราคาและความคาดหวังด้านมูลค่า: ผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการ คุณภาพที่ดีขึ้น แต่ไม่ต้องการจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะสงครามราคาในตลาดร้านอาหาร อย่างกลุ่ม High End/Luxury (เช่น ร้านอาหารในโรงแรม, Omakase) เริ่มลดราคาลงมาแข่งขันกับกลุ่มกลาง ทำให้เป็นกลุ่มที่เจอความท้าทายมากที่สุด

    ที่น่าสนใจคือข้อมูลการใช้จ่ายของคนทำงานใน One Bangkok พบว่า การใช้จ่ายค่าอาหารส่วนใหญ่ ต่ำกว่า 100 บาท โดยกลุ่มที่ขายดีที่สุดคือ ต่ำกว่า 60 บาท ขณะที่ค่าเครื่องดื่มกลับมีราคา 100 บาทขึ้นไปและขายดีมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินกับเครื่องดื่มมากกว่าอาหาร

    “กลยุทธ์ที่ใช้ในการรับมือคือการทำ Segmentation และ Tiering โดยใช้ Price by Location (ราคาตามทำเลที่ตั้ง) แทนการลดราคาในทุกช่องทาง”

    4. เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืน: โดยเทรนด์สุขภาพยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ ร้านอาหารส่วนใหญ่เริ่มนำเมนูเพื่อสุขภาพมาผสมผสาน และ Plant-based ยังคงขายได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ Plant-based ยังมีราคาที่สูงและรสชาติยังไม่ถูกปากคนไทย ขณะเดียวกันธุรกิจทุกประเภทต้องทำเรื่องความยั่งยืนเพื่อความอยู่รอด นโยบายความยั่งยืนช่วยควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะการจัดการ Food Waste

    5. เทคโนโลยีและประสบการณ์: ไม่ว่าจะเป็น การใช้ Cashless, Mobile Ordering, และระบบ POS เป็นสิ่งที่ทุกร้านต้องทำ มีการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล, ตรวจจับการโกงในร้าน, และวิเคราะห์ความพึงพอใจของลูกค้า รวมถึงการมีบริการ Delivery ในแง่ของประสบการณ์ หากร้านอาหารที่ไม่มี Concept หรือไม่สร้าง Experience จะอยู่ยาก ขณะที่การมี Storytelling จะช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีได้

    6. ปัญหาแรงงาน: ปัญหาเรื่อง Skilled Labor (เช่น เชฟ) เริ่มหาได้ยากขึ้น และมีค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อตัว ผู้ประกอบการจึงมีต้นทุนในการอบรมพนักงาน (Training Cost) สูงขึ้น เนื่องจากอัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ภายใต้กลุ่มธุรกิจอาหารในเครือไทยเบฟ ประกอบด้วยความหลากหลายของธุรกิจบริการอาหารที่มีศักยภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

    โดยรวมพลังระหว่าง 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ QSA (คิวเอสเอ), บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ OISHI (โออิชิ), และ บริษัท ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด หรือ FOA (เอฟโอเอ) ภายใต้วิสัยทัศน์ ONE FOODS GROUP: ONE FOOD – ONE TEAM – ONE GOAL และเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกัน

    กลุ่ม QSA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant หรือ QSR) เป็นหนึ่งในผู้ถือสิทธิ์แฟรนไชส์ซี เคเอฟซี ประเทศไทย ที่มีสาขามากที่สุด หรือกว่า 500 สาขาทั่วประเทศ

    กลุ่ม OISHI ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น มีแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูปพร้อมปรุงและพร้อมทาน ภายใต้ตราสินค้า โออิชิ อีทโตะ (OISHI EATO) อีกด้วย

    กลุ่ม FOA ประกอบและพัฒนาธุรกิจร้านอาหารอย่างครบวงจร ตั้งแต่อาหารไทยทั่วทุกภูมิภาค, อาหารจีน, อาหารอาเซียน, อาหารชาติตะวันตก, รวมไปถึงเค้กและเบเกอรี่ที่มีรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

    “กลุ่ม QSA จะเน้นขยายสาขาเพื่อสร้างการเติบโต ขณะที่ OISHI จะรีแบรนด์ให้ทันสมัยมากขึ้นโดยเริ่มไปแล้วกับชาบูชิ โดยแบรนด์ต่อไปที่จะปรับคือโออิชิ อีทเทอเรียม ด้าน FOA จะเน้นเปิดและพัฒนาแบรนด์เพื่อเสริมให้กับอสังหาริมทรัพย์ในเครือเป็นหลัก”

    ข้อมูล ณ กันยายน 2568 เครือไทยเบฟในประเทศไทยมีรวมทั้งสิ้น 882 สาขา แบ่งเป็นกลุ่ม QSA (KFC) 530 สาขา,กลุ่ม OISHI 269 สาขา และกลุ่ม FOA 63 สาขา

    ภาพ: Mangkorn Danggura / Shutterstock

    ABOUT THE AUTHOR

    ถนัดกิจ จันกิเสน

    Content Creator ประจำกองบรรณาธิการ THE STANDARD WEALTH ผู้เสพติดโลกธุรกิจ การตลาด เทคโนโลยี และชอบสำรวจโลกออฟไลน์และออนไลน์มาถอดรหัสความเคลื่อนไหวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย สนุก และได้ไอเดียใหม่ๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/work-harder-volatile-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dN5CdoXsgxEbmA9Cphl3Z

  • ม.อ. ส่งพลังร่วมปั้น “สงขลา” สู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร UNESCO

    ม.อ. ส่งพลังร่วมปั้น “สงขลา” สู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร UNESCO

    “บทบาทของ ม.อ. เป็นทีมรับผิดชอบเรื่องเวทีนานาชาติ การสร้างเครือข่าย และการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า SO ทั้ง SO1 เรื่องต้นน้ำการผลิตวัตถุดิบอาหาร และ SO5 เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจนวัตกรรมต่าง ๆ”

    พูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัตรา เดวิสัน ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการอาเซียนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และผู้ประสานงานหลัก (Focal Point) ของสงขลา ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในคณะทำงานระดับจังหวัด และยังทำหน้าที่เชื่อมโยงหน่วยงานของมหาวิทยาลัยที่สามารถให้การสนับสนุนในการขับเคลื่อน “สงขลา” เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของยูเนสโก้

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัตรา เดวิสัน กล่าวว่า เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเมืองต่าง ๆ บนโลกนี้ โดยมีเป้าหมายคือ การใช้วัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาเมือง โดยการพัฒนาเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ภายใต้กรอบการพัฒนาของยูเนสโก ซึ่งเราได้เริ่มต้นจากในที่ประชุมภาคี 15 เครือข่ายของจังหวัดสงขลา จนเกิดแนวคิดว่าอยากจะใช้เรื่องของอาหารในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของสงขลา และเมื่อปี 2564 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ทำการศึกษาเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศรวม 8 เมือง ซึ่งพบว่าจังหวัดสงขลา มีศักยภาพในการที่จะเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหารของยูเนสโก หลังจากนั้นในปี 2565 ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้แต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อที่จะขับเคลื่อนสงขลาสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์

    “ตัวอาจารย์เองเป็น Focal Point ของเมืองสร้างสรรค์ เป็นผู้จัดเตรียมใบสมัคร และเขียนใบสมัครร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ และจากการมอบหมายของ ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ได้ให้ไปช่วยจังหวัดในเรื่องเหล่านี้ ซึ่ง ม.อ.จะเป็นทีมรับผิดชอบเรื่องเวทีนานาชาติ และการสร้างเครือข่าย รวมทั้งยังมีบทบาทในการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า SO ทั้ง SO1 เรื่องต้นน้ำการผลิตวัตถุดิบอาหารทั้งหลาย อย่างปลอดภัยและสร้างความมั่นคงทางอาหาร และ SO5 เรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจนวัตกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะมีกลุ่มย่อยก็คือเรื่องของอาหารด้วย”

    ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการอาเซียนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวอีกว่า การเป็นเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก้นั้น ถือเป็นคำมั่นสัญญา โดยเราสัญญากับยูเนสโกว่าจะทำอะไร มีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งจังหวัดสงขลาที่อยากเป็นเมืองอาหารแห่งสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี หมายถึงการต้องดูแลคนด้วยอาหาร ด้วยภูมิปัญญา ด้วยวัฒนธรรม ด้วยความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี และมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งกายและใจ อีกประเด็นคือทิศทางการพัฒนาจะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาของจังหวัดด้วย ซึ่งในแต่ละภาคส่วนก็สามารถจะขับเคลื่อนไปตามบริบทของตัวเองได้เช่นกัน

    อยากให้พวกเราทุกคนภูมิใจ และขอให้พวกเราดูแลรักษา พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมทางด้านอาหารของเรา เพื่อนำสู่สายตาของประชาคมโลกต่อไป เพราะว่าเรื่องของเมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร ไม่ได้พูดถึงอาหารเป็นจาน ๆ เท่านั้น แต่มันยังมีเรื่องของการพัฒนา เรื่องของความยั่งยืน เรื่องของระบบนิเวศอีกด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพัตรา เดวิสัน กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/973010&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZZaZ58879Z8LuuUkRe-V5

  • ศุภจี ซุ่มเงียบ

    ศุภจี ซุ่มเงียบ

    ศุภจี ซุ่มเงียบ “เกมอำนาจต่อรองเศรษฐกิจกับอเมริกา” : News Hour 18-11-68

    เผยแพร่:

    ศุภจี ซุ่มเงียบ “เกมอำนาจต่อรองเศรษฐกิจกับอเมริกา” : News Hour 18-11-68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/176gcWbiGL8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ODD5pfyjxzGmFn9By4xo_

  • ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    ครม. เห็นชอบกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ อีก 4 พื้นที่

    วันนี้ 18 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติ ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ ดังนี้

    1.เห็นชอบการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศอีก 4 พื้นที่ ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อเป็นเขตพื้นที่จัดการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสอดคล้องกับมติ ครม. (20 กันยายน 2565) ที่เห็นชอบการกำหนดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 พื้นที่ข้างต้น (เดิมมี 1 พื้นที่ คือ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก)

    2.เห็นชอบการทบทวนมติ ครม. (17 ตุลาคม 2560) เรื่อง ขอความเห็นชอบหลักเกณฑ์ รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขในการดำเนินการจัดการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์และข้อกฎหมายปัจจุบัน เช่น สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องได้รับการรับรองในสาขาวิชาจากการจัดอันดับของ QS หรือ THE หรือหน่วยงานอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการพัฒนาการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ (คพอต.) ประกาศกำหนดในอันดับที่สูงหรืออย่างน้อยต้องดีกว่าอันดับของสาขาวิชานั้น ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาในไทย และให้มีการจัดทำแผนการรับนักศึกษาโดยกำหนดสัดส่วนของนักศึกษาไทยและต่างชาติให้เหมาะสม สถาบันอุดมศึกษาฯ ต้องยื่นคำขออนุญาตจัดการศึกษา พร้อมหลักฐานต่อคณะอนุกรรมการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามแบบที่กำหนด

    3.รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินการจัดการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาฯ ตามข้อเสนอโครงการขับเคลื่อนอุดมศึกษาสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาค เพื่อ (1) ส่งเสริมนโยบาย “การจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษาฯ” ภายใต้รูปแบบการจับคู่ความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาของไทยและ/หรือภาคเอกชนของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางการศึกษา (2) ยกระดับระบบอุดมศึกษาของประเทศให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ และเป็นศูนย์กลางการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับภูมิภาคและจุดหมายปลายทางด้านการศึกษา

    โดยที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่ อว. เสนอ และให้รับความเห็นหน่วยงานไปดำเนินการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/111191&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rhysbaNYZiU91TRB6ciA4

  • นายกฯ เร่งสต๊อกข้าวส่งจีน คุมเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตร

    นายกฯ เร่งสต๊อกข้าวส่งจีน คุมเข้มมาตรฐานสินค้าเกษตร

    สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามผลการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 13–17 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน และเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

    นายกฯ เน้นย้ำให้ทุกกระทรวงที่ได้ลงนามกรอบความร่วมมือกับจีนเร่งเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกการค้า การตรวจสอบสินค้า ระบบขนส่ง และการดึงดูดการลงทุน เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดทางเศรษฐกิจและต่อประชาชน

    เข้มมาตรฐานส่งออก – คุมพืช ปศุสัตว์ ประมง

    โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกระบวนการตรวจสอบ-กักกัน-ออกใบรับรองสุขอนามัย ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่จีนกำหนด ครอบคลุมทั้งพืช ผลไม้ สินค้าปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกได้ต่อเนื่องและไร้ปัญหาด้านกฎระเบียบ

    นอกจากนี้ ยังให้หน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์เร่งจัดการอาชญากรรมออนไลน์ที่อาจกระทบภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติ

    จีนสนใจซื้อข้าวไทย 500,000 ตัน – พาณิชย์เร่งเจรจา

    โฆษกรัฐบาลเผยว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แสดงความประสงค์นำเข้าข้าวจากไทยจำนวน 5 แสนตัน นายกฯ จึงสั่งกระทรวงพาณิชย์ให้เร่งสรุปรายละเอียดการส่งมอบกับฝ่ายจีนโดยเร็ว พร้อมกำชับให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมสต๊อกข้าวคุณภาพสูงตามมาตรฐานจีนให้พร้อมส่งออกทันทีเมื่อเจรจาสำเร็จ

    เตรียมประชุมแม่โขง-ล้านช้าง กลาง ธ.ค. นี้

    ในช่วงต่อไป นายกฯ มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในกรุงเทพฯ กลางเดือนธันวาคม พร้อมเตรียมต้อนรับนายกรัฐมนตรีจีนอย่างสมเกียรติ

    มาตรการทั้งหมดถูกมองว่าเป็นความพยายามเร่งเครื่องการค้าไทย-จีนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เพื่อให้สินค้าเกษตรของไทยได้มาตรฐานสูงสุด และรักษาตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับต้น ๆ ของไทยอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/prime-minister-rice-stock-sent-china-standards-agriculture&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XUJh5fgLcg68AzHL5FVwU