Category: เศรษฐกิจ

  • ‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์

    ‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์

    ‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.47 น.

    ‘จุลพันธ์’ซัดรัฐบาลสื่อสารขาดความรอบคอบ ส่งผลกระทบทูต-เศรษฐกิจ ชวนสังคมพิจารณาผลลัพธ์ของการบริหารครั้งนี้นำพาให้เราสูญเสียความได้เปรียบ ประเทศควรเดินหน้าอย่างไร

    16 พฤศจิกายน 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่การตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก เพราะถ้อยคำของผู้นำไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีของประเทศไทยทั้งประเทศต่อประชาคมโลก

    นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นว่า การสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ หรือการใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย สามารถส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ประเทศไทยควรจะอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ และสามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์การละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนกลับทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง แม้เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้

    นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติในเอกสารราชการ แต่สะท้อนถึงรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจกับความมั่นคงโดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน จึงอาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงักงัน รวมถึงมาตรการปราบปรามเครือข่ายคอลเซนเตอร์ ซึ่งกระทบกับประชาชนโดยตรง

    นายจุลพันธ์ ระบุว่า ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ทั้งความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคีและการทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับนานาประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน ทำให้เราสามารถรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์ครั้งนี้ ประเทศของเรากลับไม่ได้ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลของไทยถูกสื่อสารออกไปไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ และทำให้เราตกอยู่ในสถานะที่ประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม

    นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า วันนี้ไทยจึงอยู่ในจุดที่ถูกกดดันทั้งสองด้าน ทั้งจากประเทศคู่กรณีและจากประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ ทั้งที่เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำมากกว่านี้

    “ผมจึงอยากชวนให้สังคมไทยร่วมกันพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์ของการบริหารครั้งนี้นำพาให้เราสูญเสียความได้เปรียบและต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายจุลพันธ์ ระบุ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/928196&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ia6ullk5XxnGQ3MsQ-3OP

  • ‘ธนจิรา-แม็คกรุ๊ป’ รายงานผลประกอบการ กลุ่มแฟชั่นโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

    ‘ธนจิรา-แม็คกรุ๊ป’ รายงานผลประกอบการ กลุ่มแฟชั่นโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

    ‘ธนจิรา-แม็คกรุ๊ป’ รายงานผลประกอบการ กลุ่มแฟชั่นโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

    บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAN รายงานผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กันยายน) โดยมีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,347 ล้านบาท เติบโต 7.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สะท้อนศักยภาพการบริหารเชิงรุกท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังมีความท้าทาย

    ธนจิราฯ ชูโมเดลกระจายความเสี่ยง รายได้ 9 เดือนทะลุ 1.3 พันล้าน

    นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TAN เปิดเผยว่า การเติบโตหลักมาจากการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในไตรมาส 3/68 (ก.ค.-ก.ย.) ที่ทำรายได้รวม 452 ล้านบาท เติบโต 10.3% โดยมีธุรกิจ HARNN Greater China เป็นแรงหนุนสำคัญที่ เติบโตโดดเด่นถึง 281% ทำรายได้ 40 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่สร้างยอดขายสูงสุดนับตั้งแต่เปิดดำเนินงานครบ 1 ปีในตลาดจีน

    ปัจจุบัน รายได้จากต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้รวมทั้งหมด (เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปีก่อน) โดยเฉพาะแบรนด์ HARNN ในจีนที่ขยายช่องทางจำหน่ายครอบคลุมร้านค้ากว่า 480 จุดขาย ใน 12 มณฑล และยังคงสร้างยอดขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก อาทิ T-Mall และ Douyin

    ด้านผลกำไรสุทธิ ในไตรมาส 3/68 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท และสำหรับ 9 เดือนแรก มีกำไรสุทธิรวม 41 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ ‘Value-for-Money’ ในประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างฐานธุรกิจต่างประเทศในระยะยาว โดยพบว่า กลุ่ม Fashion (Marimekko และ GANNI) และกลุ่ม Beauty & Wellness เป็นกลุ่มธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ตามแผน

    MC โชว์ฐานะการเงินสุดแกร่ง Q1/69 ยอดออนไลน์โตเกิน 100%

    ขณะที่ บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกแฟชั่นแบรนด์ “แม็คยีนส์” รายงานผลดำเนินงานในงวดไตรมาส 1 ปีบัญชี 2569 (1 ก.ค. – 30 ก.ย. 2568) ที่ทำ รายได้จากการขายสินค้ารวม 901 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจนจากช่องทางออนไลน์

    นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MC เปิดเผยว่า บริษัทสามารถทำรายได้จากช่องทางออนไลน์รวม 252 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากออนไลน์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 28% ของยอดขายรวมทั้งหมด (จากเดิม 15%) ในขณะที่ช่องทางออฟไลน์มีรายได้ลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค

    สำหรับกำไรสุทธิในไตรมาส 1 ปีบัญชี 2569 อยู่ที่ 123 ล้านบาท ลดลง 7.6% เนื่องจากมีรายได้อื่นที่เกิดขึ้นครั้งเดียวและบันทึกบัญชีในปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษา อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไว้ในระดับสูงที่ 64.4% แม้จะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นยอดขาย

    ปัจจุบัน MC มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ด้วย เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 2,073 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน โดยบริษัทยืนยันความพร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในทุกช่องทาง รวมถึงการศึกษาแผนงานสำหรับการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ และการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการในอนาคต

    นอกจากนี้ ในมิติความยั่งยืน MC มีแผนที่จะนำวัสดุรักษ์โลกมาใช้ในการผลิตกางเกงยีนส์ทุกรุ่นในปี 2569 และเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สินค้าเป็นพลาสติกรีไซเคิลทั้งหมด ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยล่าสุดได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ในระดับ “ดีเลิศ” เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/644167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32xslzNQED54L2myYpWgJD

  • “สุชัชวีร์” แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม อย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    “สุชัชวีร์” แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม อย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ แนะ การทูตไทยต้องเฉียบคม ปมสหรัฐฯ สั่งระงับเจรจาภาษี เตือนอย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ ยึดผลประโยชน์ชาติ-ปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาว่าจะขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา ว่า หากวันนี้เราคิดแค่จะเล่นการเมือง สุดท้ายผลกระทบถึงประเทศไทยในทุกด้าน

    นายสุชัชวีร์ เผยต่อไป ต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องพึ่งพามหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ หรือจีน ดังนั้นวิธีการดำเนินนโยบายหรือการสื่อสารทางการทูต ประเทศไทยต้องเฉียบคม หลายประเทศทำได้ดีแม้เขาจะอยู่ในภาวะที่ลำบากกว่าเรา เช่น เวียดนามที่ถ่วงดุลทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย สามชาติมหาอำนาจ หรือประเทศตุรกีที่อยู่ระหว่างอาหรับ รัสเซีย และสหรัฐฯ ซึ่งเศรษฐกิจของเขาได้รับการเกื้อหนุน ทั้งที่ทั้งสามกลุ่มที่ว่าไม่ถูกกัน จึงต้องเป็นเรื่องของความเฉียบคมทางการทูต

    “วันนี้ประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องประเด็นทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการทูตและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้คนไทยยากจนกว่านี้ หากเราจำเป็นจะต้องประสานกับทุกฝ่ายก็จะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อยึดถือผลประโยชน์ของชาติและปากท้องของประชาชนเป็นหลัก”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2895939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lz3c0QueD_vmy7OU80sa1

  • ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    ทั่วไป

    16 พ.ย. 2025 เวลา 9:01 น.

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    ล่าสุด “ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2” ได้เงินเข้าระบบ G-Wallet รัฐจ่ายคนละ 4,000 บาท เฟสแรกรับเพิ่มอีก 2,000 บาท ใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมจ่ายเฟส 1.5 ให้ร้านค้าที่เข้าอบรมดิจิทัล สูงสุด 2,000 บาท

    “ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2” ล่าสุด ได้เงินเข้าระบบ G-Wallet รัฐจ่ายคนละ 4,000 บาท เฟสแรกรับเพิ่มอีก 2,000 บาท ใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง พร้อมจ่ายเฟส 1.5 ให้ร้านค้าที่เข้าอบรมดิจิทัล สูงสุด 2,000 บาท

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    รัฐบาลเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี “คนละครึ่ง เฟส 2” โดยเพิ่มวงเงินให้ประชาชน 4,000 บาทต่อคน สำหรับใช้จ่ายผ่านแอปฯ เป๋าตัง ขณะเดียวกัน ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับโบนัส 2,000 บาท โอนเข้าถุงเงินทันทีในวันที่ 25 ธ.ค. 68

    ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนเฟส 2 รวมถึงกลุ่มที่ตกหล่นจากรอบแรก สามารถตรวจสอบสิทธิ์และเตรียมเติมเงินเข้าระบบ G-Wallet เพื่อใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านการสแกนเป๋าตังได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
     

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    “คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5” รัฐจ่ายร้านค้าสูงสุด 2,000 บาท หลังเข้าอบรมดิจิทัล

    ครม.เศรษฐกิจมีมติอนุมัติ “คนละครึ่งพลัส เฟส 1.5” มุ่งยกระดับร้านค้ารายย่อยให้พร้อมปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยรัฐเตรียมสนับสนุนเงินให้ร้านค้าที่ผ่านการอบรมสูงสุด 2,000 บาทต่อร้าน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 400,000 ร้าน ใช้งบประมาณเดิมไม่เกิน 800 ล้านบาท

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะดิจิทัล (Upskill/Reskill) ให้ร้านค้าที่เข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าลงทะเบียนกว่า 858,991 ร้าน โดยในจำนวนนี้มีร้านอาหารที่ร่วมกับ Food Delivery Platform อยู่แล้วราว 6.86%

    สิทธิที่ร้านค้าจะได้รับ

    • ร้านค้าที่เข้าร่วมอบรมและผ่านเกณฑ์ จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ 20% ของยอดขายในโครงการคนละครึ่งพลัส (เฉพาะส่วนที่รัฐร่วมจ่าย) แต่ไม่เกิน 2,000 บาทต่อร้าน
    • ช่วงอบรม : 19 พ.ย. – 19 ธ.ค. 2568
    • ประกาศผลบนแอป “ถุงเงิน” : 23 ธ.ค. 2568
    • เริ่มโอนเงิน : 25 ธ.ค. 2568

    รูปแบบการอบรมให้เลือก 4 แบบ ร้านค้าต้องเลือกอบรมวิธีใดวิธีหนึ่ง และผ่านการประเมินผล

    1. อบรมออนไลน์ของธนาคารออมสิน

    • เน้นความรู้ทางการเงินและการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล

    2. อบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD Academy)

    • เสริมทักษะเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และความรู้ด้านเทคโนโลยี

    3. ทดลองใช้สินค้าดิจิทัลจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA)

    • ผ่านโครงการ AI Transformation พร้อมสิทธิใช้งานดิจิทัลฟรี (d-voucher)

    4. เข้าร่วมเป็นร้านค้าบน Food Delivery Platform

    • ต้องเป็นร้านใหม่ที่ยังไม่เคยอยู่ในแพลตฟอร์ม และมีคำสั่งซื้อผ่านคนละครึ่งพลัสอย่างน้อย 5 รายการ ภายใน 19 ธ.ค. 2568

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000

    “ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2”

    กระทรวงการคลังเผยความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายใน เดือนธันวาคม 2568 และคาดว่าจะเปิดให้ใช้สิทธิได้ใน เดือนมกราคม 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงต้นปีหน้า

    ผลการใช้สิทธิของคนละครึ่งพลัสเฟสแรก

    • ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. พบว่า
    • มีผู้ใช้สิทธิแล้ว กว่า 19 ล้านคน จากทั้งหมด 20.19 ล้านคน
    • ผู้ที่ยังไม่ใช้จ่ายครั้งแรกจำนวน 239,731 คน จะถูก ตัดสิทธิทันที
    • ร้านค้าที่เข้าร่วมทั่วประเทศมี 922,491 ราย
    • มีผู้ใช้สิทธิครบ 2,000–2,400 บาทแล้ว 626,036 ราย
    • ยอดใช้จ่ายสะสมรวม กว่า 35,857 ล้านบาท
    • สำหรับผู้ที่เริ่มใช้สิทธิแล้ว สามารถใช้ได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ใครได้สิทธิบ้าง?

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า เฟส 2 จะออกแบบให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการและผู้ที่ยังไม่เคยได้รับสิทธิ โดยแนวคิดเบื้องต้นคือ

    ผู้ที่ใช้สิทธิครบ 2,000 บาทในเฟสแรก มีสิทธิร่วมต่อในเฟส 2 โดยอัตโนมัติ
    ผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จแต่ถูกตัดสิทธิ (ไม่ใช้จ่ายครั้งแรก) อาจได้สิทธิใหม่ หากงบประมาณเพียงพอ
    ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อน จะสามารถลงทะเบียนใหม่ และคาดว่าจะได้รับวงเงิน 4,000 บาท/คน เพื่อให้เท่ากับกลุ่มเดิม

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ล่าสุด รัฐจ่ายคนละ 4,000 ร้านค้า รับอีก 2,000 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการดำเนินการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดเตรียมโครงการนี้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือน มกราคม 2569 โดยเน้นเป้าหมายไปที่ กลุ่มผู้ตกสำรวจ ที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในเฟสแรก หรือรับสิทธิ 2,000 บาท ไม่ทัน

    “ถ้าใครตกสำรวจ คนละครึ่ง พลัส เฟสแรก ก็ให้รอคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ไปสมัครใหม่ เดิมทีให้คนละ 2,000 บาท ก็ให้เป็นคนละ 4,000 บาท” นายอนุทินกล่าว ย้ำชัดเจนว่าการเพิ่มวงเงินเป็น 4,000 บาท ต่อคน เพื่อไม่ให้ใครตกหล่น และเป็นงบประมาณที่รัฐบาลได้เตรียมสำรองไว้แล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1207839&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1q_iz_u1ZjcReHiTeidTBu

  • “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน

    รมว.อุตฯ “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ปลุกเศรษฐกิจฐานรากภายใต้โมเดล “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” เลือกดอนสัก “นำร่อง” สร้างอาชีพ ก่อนขยายสู่ทุกอำเภอของสุราษฎร์ฯ

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ดันอาชีพเสริม  สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน ” ภายใต้โครงการยกระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมในส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นหลักสูตรการสอนทำกะปิหวานทรงเครื่องและหมี่กรอบทรงเครื่องให้แก่ประชาชนในอำเภอดอนสัก จำนวน 300 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในระดับภูมิภาค และผลักดันเศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ “ฝ่า–ฟัน–ดึง–ดัน” รวมทั้งแก้ปัญหารายได้และค่าครองชีพสูงของประชาชน ตามนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกกระทรวง “ช่วยประชาชนให้ได้ผลจริง เห็นผลเร็ว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” โดยตั้งเป้าให้ดอนสักเป็น “พื้นที่นำร่อง” ในการสร้างอาชีพ–สร้างรายได้ ก่อนขยายไปยังทุกอำเภอของสุราษฎร์ฯ และเชื่อมสินค้าอาหารท้องถิ่นเข้ากับภาคท่องเที่ยวและเครือข่ายตลาดจังหวัดในระยะต่อไป 

    นายธนกร กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และวิสาหกิจชุมชน ด้วยเหตุนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจึงจัดกิจกรรมในวันนี้ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติจริง และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปต่อยอดอาชีพก่อให้เกิดรายได้สู่ท้องถิ่น เป็นการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน 

    นอกจากนี้ นายธนกร ยังได้เปิดรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากผู้นำชุมชนพื้นที่ตำบลดอนสัก ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ได้รับทราบถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงในระดับพื้นที่โดยตรง อีกทั้งยังเป็นการสร้างความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างภาครัฐและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินการของกระทรวงอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ธนกร วังบุญคงชนะ

    จากนั้นนายธนกร และคณะได้เดินทางไปยัง บริษัท เอ็นเอสซี ซีฟู้ด จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสำคัญในอำเภอดอนสัก ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการค้าและผลิตผลิตภัณฑ์อาหารทะเล โดยเฉพาะการแปรรูปสัตว์น้ำด้วยวิธีการบรรจุกระป๋อง การอบแห้ง การรมควัน หรือการทำเค็ม เพื่อจำหน่ายและส่งออก และมีจุดเด่นคือผลิตภัณฑ์จากเนื้อปูม้า

    อีกทั้งยังเคยเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 10  และได้รับการรับรองว่าเป็นโรงงาน อุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 2 โดยมีนายสมศักดิ์ เชยกลิ่น นางนันทนี เชยกลิ่น ประธานกรรมการบริษัท และ นางสาวบุญญาพร เรืองเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ให้การต้อนรับและแนะนำบริษัท โดยการเยี่ยมชมครั้งนี้สามารถนำข้อมูลที่ได้มาประกอบการพิจารณาแนวทางในการสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยี รวมถึงการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบในท้องถิ่นต่อไปได้อีกด้วย

    ต่อมา นายธนกร และคณะ เดินทางต่อไปยังอำเภอพุนพิน เพื่อเยี่ยมชมกลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพที่ผลิตสินค้าหัตถกรรมสิ่งทอที่ได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หลายรายการ อาทิ ผ้าขาวม้า ผ้ายก และผ้ายกดอก โดยมี นายเชวง ช่วยบำรุง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพุนพิน ให้การต้อนรับ และกล่าวรายงาน

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ทางกลุ่มฯ ได้แจ้งถึงความต้องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อแก้ไขปัญหาด้านระบบไฟฟ้าและความต้องการเตาชีวมวลเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานภายในกลุ่มฯ  เพื่อหารือและพิจารณาแนวทางการสนับสนุนและการแก้ไขปัญหาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/733528&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2J6QfWh6TDIvzPL3e0o5AY

  • “อนุสรณ์” กาง “5 ฉากทัศน์” คำตัดสินศาลสหรัฐฯ คดีภาษีทรัมป์ต่อการค้า-การเงินโลก : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” กาง “5 ฉากทัศน์” คำตัดสินศาลสหรัฐฯ คดีภาษีทรัมป์ต่อการค้า-การเงินโลก : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศาลสูงสหรัฐอเมริกา กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า รัฐบาลทรัมป์เก็บภาษีนำเข้าโดยใช้อำนาจภายใต้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) นั้น ทำเกินกว่าอำนาจกฎหมายหรือไม่ โดยคาดว่าคำตัดสินของศาล จะออกมาในช่วงก่อนเดือนมิถุนายน ปีหน้า

    ขณะนี้จึงยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และผู้ส่งออกประเทศต่าง ๆ รวมทั้งผู้นำเข้าจากสหรัฐฯ ยังคงต้องเสียภาษีตามอัตรารัฐบาลทรัมป์เรียกเก็บต่อไป จนกว่าศาลสูงจะมีคำตัดสินออกมา

    อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ถึง 5 ฉากทัศน์ ดังนี้

    • ฉากทัศน์แรก ศาลสูงตัดสินว่า ภาษีทรัมป์ทำเกินอำนาจของกฎหมาย สถานการณ์การค้าโลกดีขึ้น สงครามการค้าเบาลง ตลาดการเงินตอบสนองทางบวก สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณเพิ่ม ขาดดุลการค้าเพิ่ม ดอลลาร์อ่อนค่า
    • ฉากทัศน์ที่สอง ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์ทำเกินอำนาจของกฎหมาย โดยรัฐบาลทรัมป์หาช่องทางอื่น ๆ ทางกฎหมายในเก็บภาษีนำเข้าแทน ผลกระทบต่อการค้าโลกและตลาดการเงินยังไม่ชัดเจน
    • ฉากทัศน์ที่สาม ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่อระบบการค้าโลกและตลาดการเงินโลกดำรงอยู่ต่อไปอีก 3 ปี ตลาดการเงินและนักลงทุนอาจตื่นตระหนก ตลาดหุ้นอาจปรับฐานลงแรงได้
    • ฉากทัศน์ที่สี่ ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์สามารถดำเนินการได้อย่างมีเงื่อนไข ความตึงเครียดทางการค้าอาจคลายตัวลงระดับหนึ่ง และต้องประเมินว่า เงื่อนไขต่าง ๆ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้า แตกต่างไปจากข้อตกลงภาษีเดิมอย่างไรบ้าง
    • ฉากทัศน์ที่ห้า ศาลสูงตัดสินภาษีทรัมป์ไม่สามารถดำเนินการได้ และให้คืนภาษีให้กับผู้เสียนำเข้าก่อนหน้านี้ในทันที กระทบต่อค่าเงินดอลลาร์แรง เกิดปัญหาการบริหารงบประมาณของรัฐ

    โดยก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยผู้พิพากษาเสียงข้างมาก 7 คนจากองค์คณะ 11 คน มีคำตัดสินว่า การออกคำสั่งขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายให้ไว้ และไม่ชอบด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจ เท่ากับฝ่ายบริหารไปก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติในการตรากฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร

    ทั้งนี้ ถ้าศาลสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ผลที่ตามมา คือ คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ในการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ทางการค้าในอัตราสูงต่อสินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ จะถูกยกเลิกหมด

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การอ้างอำนาจจากกฎหมาย International Emergency Economic Power Act of 1977 ทุกมาตรการตามคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีจะถูกยกเลิกทั้งหมด ผู้นำเข้าที่เสียภาษีตามมาตรการขึ้นภาษีก่อนหน้านี้ สามารถเรียกคืนภาษีจากรัฐบาลได้ มาตรการกีดกันการค้าผ่านการตั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯ เมื่อถูกยกเลิกไป จะส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก การค้าโลก ส่งผลบวกต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทย

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลทรัมป์ยืนยันเดินหน้านโยบายกีดกันการค้า และขึ้นกำแพงภาษีด้วยกลไกกฎหมายอื่น ๆ การดำเนินการก็จะสร้างความไม่แน่นอนต่อการเจรจาต่อรองทางด้านการค้า และภาษีที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่กับประเทศต่าง ๆ ความไม่แน่นอนและไม่ชัดเจนเหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    อย่างไรก็ดี คาดการณ์ว่า มาตรการกีดกันการค้า การขึ้นกำแพงภาษี จะยังไปต่อผ่านกลไกรัฐสภาสหรัฐอเมริกา เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า และฐานะการคลังของสหรัฐฯ แต่การขึ้นกำแพงภาษีอาจไม่ง่ายเหมือนเดิม เพราะเป็นไปได้มากขึ้นที่พรรครีพับรีกันจะแพ้เลือกตั้งกลางเทอม

    โดยประเมินว่า อัตราภาษีในการจัดเก็บอาจจะไม่สูงมาก และกระบวนการในรัฐสภาต้องใช้เวลา ความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการเปลี่ยนแปลงระบบการค้าเสรีของโลกจากระบบ Rule-Based เป็น Deal-based อาจมีอุปสรรค ระบบการค้าเสรีแบบพหุภาคีอาจฟื้นตัวขึ้นจากกลไกการถ่วงดุลของศาลต่อฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกา ภาวะดังกล่าว ย่อมส่งผลดีต่อระบบการค้าโลกและการแตกขั้วของโลกาภิวัตน์จะเบาลง

    • แนะรัฐบาลโต้กลับกัมพูชาด้วยวิธีอื่น ดีกว่าระงัปฏิญญา

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อถึงปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ปะทุขึ้นออกมาอีกรอบหนึ่ง จากการไม่ปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพของกัมพูชา ที่ลับลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ นำมาสู่การระงับข้อตกลงเรื่องสันติภาพของรัฐบาลไทย สหรัฐฯ จึงกดดันโดยใช้การเจรจาทางการค้าไทยสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือในการกดดันไทย สร้างความเสี่ยงต่อภาคส่งออกไทย และสร้างความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทย

    หากเกิดการปะทะกันและสงครามชายแดน จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเสียหายอย่างหนักได้ จึงมีความจำเป็นต้องแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางทางการทูตและการเมืองเป็นหลัก ตอบโต้กัมพูชาด้วยวิธีอื่น ไม่ใช่ระงับปฏิญญาน่าจะเป็นผลดีมากกว่า

    นอกจากนี้ ปฏิญญามีเรื่องเกี่ยวกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ หรือสแกมเมอร์ในกัมพูชา ทำให้เสียโอกาสในการแก้ปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

    • หนุนรัฐบาลอนุทิน ประกาศใช้บำนาญสูตร CARE ก่อนยุบสภา

    นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรเร่งประกาศใช้บำนาญสูตร Care ก่อนยุบสภาโดยไม่ชักช้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคมสูตรใหม่ เมื่อมีการประกาศใช้ จะมีผู้ที่อยู่ในระบบบำนาญของสำนักงานประกันสังคมประมาณ 5.7 แสนคนได้บำนาญเพิ่มทันที ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

    สูตรบำนาญ Care ไม่ใช่เป็นการเพิ่มบำนาญ แต่เป็นการคำนวณให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น สูตรคำนวณบำนาญแบบใหม่ Care คือ คำนวณจากค่าเฉลี่ยของเงินสมทบตลาดอายุการทำงาน ทำให้ได้รับเงินบำนาญสอดคล้องกับเงินสมทบ หลังเกษียณแล้วได้รับบำนาญ 5 ปีก็คืนทุน การคำนวณบำนาญชราภาพตามสูตร Care ยังเป็นไปตามมาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 พ.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/546257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rPHNluH6mM93ha6D9He3L

  • เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ธุรกิจ

    16 พ.ย. 2025 เวลา 17:07 น.

    นับถอยหลังปิดปี 2568 ธุรกิจเครื่องดื่มหนึ่งในสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ยังรับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ตลาดต่างประเทศ ส่องผลงานไตรมาส 3 ค่ายไหนกำไรโต-หดตัว

    ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มูลค่า “แสนล้านบาท” ปีนี้เผชิญโจทย์ใหญ่คือ สภาพอากาศ ที่ไม่ร้อนในช่วงทำเงินหรือไฮซีซัน ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำให้แบรนด์อาจตุนยอดขายไม่พอ

    เข้าไตรมาส 3 หลายบริษัทเจอแรงกดดันใหญ่จากสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา กระเทือนการค้าชายแดน ประเทศที่พึ่งภาพตลาด CLMV ยังเหนื่อยทั้งเขมรและเมียนมา ส่วนส่งออก เศรษฐกิจโลกเปราะบาง ค่าเงินมีความผันผวน

    สำรวจผลงานค่ายเครื่องดื่มหมวดหมู่ต่างๆ ไตรมาส 3 เป็นดังนี้ 

    เซ็ปเป้-มาลี-ไทย โคโคนัท กำไรลด!

    บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด(มหาชน) รายได้จากการขายไตรมาส 3 อยู่ที่ 1,378.2 ล้านบาท ลดลง 16.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน กำไรสุทธิ 183.3 ล้านบาท ลดลง 39%  ส่วน 9 เดือน รายได้จากการขายอยู่ที่ 4,038.9 ล้านบาท ลดลง 25.2 % มีกำไรสุทธิ 654.9 ล้านบาท ลดลง 38.4% 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ผลกระทบของรายได้ที่ลดลง เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก กระเทือนยอดขายในตลาดต่างประเทศ การแข็งค่าของอัตราแลกเปลี่ยน สงครามในตะวันออกกกลาง รวมถึงมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ส่วนตลาดเอเชีย เกาหลีใต้แข่งเดือน อินโดนีเซียมีประเด็นด้านตัวแทนจัดจำหน่าย เป็นต้น  

    ฟาก บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)ไตรมาส 3 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 2,028.6 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 61.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% ส่วนรายได้จากการขาย 9 เดือน อยู่ที่ 5,852.8 ล้านบาท ลดลง 9.3% และมีกำไรสุทธิ 239.3 ล้านบาท ลดลง 15.8%  

    ทั้งนี้ ยอดขายที่ลดมาจากผลกระทบผลิตภัณฑ์นมในต่างประเทศเผชิญปัญหาค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนกำไรที่ลดลง เพราะมีการตั้งค่าเผื่อสินค้าเสื่อมสภาพ 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ด้าน บริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด(มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการไตรมาส 3 ที่ 1,770 ล้านบาท ลดลง 8.17% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 69.4 ล้านบาท ลดลง 59.69% ขณะที่ 9 เดือน มีรายได้จากการขายและบริการ 5,117 ล้านบาท เพื่มขึ้น 4.73% และกำไรสุทธิ 211.6 ล้านบาท ลดลง 64.9%  

    โดยยอดขายที่ลดลงมาจากสินค้ากลุ่มน้ำมะพร้าว จากคำสั่งซื้อตลาดส่งออกบางประเทศ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว 

    โอสถสภา-คาราบาว รับตลาดต่างประเทศอ่อนตัว 

    ด้าน บริษัท โอสถสภา จำกัด(มหาชน) ที่มีทั้งเครื่องดื่มชูกำลัง และสินค้าอุปโภคบริโภค ฯ ภาพรวมไตรมาส 3 สร้างรายได้จากการขาย 5,604 ล้านบาท ลดลง 7.3%  จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วน “กำไรสุทธิ” อยู่ที่ 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 293.8% และกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% ส่วนงวด 9 เดือน บริษัทมีรายได้จากการขาย 19,242 ล้านบาท ลดลง 6.8% และมีกำไรสุทธิ 2,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 177.7% แต่กำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 2,680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.6% 

    ในฐานะ “ผู้นำตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง” โอสถสภายังครองเบอร์ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดรวม 44.4% อยู่ในภาวะ “ทรงตัว” โดยแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอมีหลากหลาย เช่น M-150 ลิโพ โสมอิน-ซัม ฉลามฯ ส่วนเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ(ฟังชันนอลดริ้งค์) มีส่วนแบ่งตลาด 47.8% แบ่งตามแบรนด์อย่าง ซี-วิท ส่วนแบ่งตลาด 77.6%  

    อย่างไรก็ตาม ด้านตลาดต่างประเทศ โอสถสภารายงานสถานการณ์ยอดขาย “อ่อนตัว” ทั้งตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา และเมียนมา 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ด้าน บริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) รายได้ไตรมาส 3 อยู่ที่ 5,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 616 ล้านบาท “ลดลง 20%” 

    ที่น่าสนใจคือ ตลาดต่างประเทศไตรมาส 3 ยอดขายคือ 727 ล้านบาท ลดลง 42% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเป็นการหดตัวทุกตลาดสำคัญอย่างกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม(CLMV) เพราะผลกระทบจากเหตุการณ์ขัดแย้งบริเวณชายแดนทางบกของไทย-กัมพูชา รวมถึงตลาดอังกฤษ

    ไตรมาส 3 อิชิตัน-หาดทิพย์ กำไรโต

    บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) มีรายได้จากการขายไตรมาส 3 อยู่ที่ 2,135 ล้านบาท ลดลง 0.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 358.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3%  ส่วนงวด 9 เดือน มีรายได้จากการขาย 6,144.2 ล้านบาท ลดลง 6.7% และ “กำไรสุทธิ” 1,010.7 ล้านบาท ลดลง 8.1% 

    ผลกระทบยอดขายที่ลดลง เกิดจากตลาดในประเทศหดตัว 3.7% เพราะมีแรงกดันจากปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ และฤดูร้อนที่สั้นกว่าปกติ 

    เศรษฐกิจชะลอ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดผลงานเครื่องดื่มไตรมาส 3

    ด้าน บริษัท หาดทิพย์ จำกัด(มหาชน) หรือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายโค้ก มินิเมด น้ำทิพย์ ฯ ใน 14 จังหวัดภาคใต้  ไตรมาส 3 บริษัทสร้างรายได้จากการขาย 2,041.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ทำกำไรสุทธิ 131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%  ส่วน 9 เดือน รายได้จากการขาย 6,080 ล้านบาท ลดลง 2.3% กำไรสุทธิ 455.5 ล้านบาท “ลดลง” 3.3% 

    ทั้งนี้ ยอดขายเชิงปริมาณไตรมาส 3 เติบโต 7.9% ขายเครื่องดื่มได้ 18 ล้านลัง แม้ตลาดอ่อนตัว หรือภาพรวมตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มไม่มีแอลกอฮอล์(NARTD)โตต่ำเพียง 0.2% เท่านั้น   

    อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทมียอดขายไตรมาส 3 โตเพราะวางแผนทำตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกำไรที่ลดลง เพราะมีการตั้งสำรองค่าเผื่อการด้อยค่าเครื่องจักร ฯ  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1207889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mhf8mxRAm1PZrdX5Brqbr

  • ‘ภท.’ สวน ‘พท.’ ปมภาษีสหรัฐฯ อย่ารีบโจมตี ย้ำพร้อมถูกซักฟอก แนะใจเย็นๆ อย่าเป็นฝ่ายแค้น

    ‘ภท.’ สวน ‘พท.’ ปมภาษีสหรัฐฯ อย่ารีบโจมตี ย้ำพร้อมถูกซักฟอก แนะใจเย็นๆ อย่าเป็นฝ่ายแค้น

    แนน บุญธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการประชุมพรรคร่วมรัฐบาลวันนี้ (16 พฤศจิกายน 2568) ว่า เป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเปิดประชุมสภาฯสมัยสามัญ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทย (พท.) จะเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทยเองก็มีความพร้อม รวมถึงตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยด้วย ซึ่งจากการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีข้อกังวลใด และมองว่าเป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทยที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนจะยื่นหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    “แต่หากถามกลับว่าเป็นประเด็นอะไรในมุมของนายกรัฐมนตรีมองว่าตนเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง ซึ่งในการบริหารงานที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความเสียหาย กลับกันกลับมีทิศทางดีโดยเฉพาะในมุมเศรษฐกิจ ที่ได้รับการชื่นชมจากผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจ มียอดเงินเข้ามาหมุนเวียนพอสมควร จนมีกระแสเรียกร้องอยากให้ทำเฟส 2 ซึ่งจะออกมาเร็วๆ นี้”

    “และสิ่งที่นายกรัฐมนตรีรับปากไว้ก็ยังทำได้อย่างเต็มที่ จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็เป็นสิทธิ์ของพรรคเพื่อไทย เราไปห้ามไม่ได้ซึ่งเราก็เตรียมความพร้อมในเรื่องข้อมูล รวมถึงตัวรัฐมนตรีที่จะตอบคำถามและชี้แจง”

    โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องภาษีสหรัฐอเมริกา ที่น่าจะถูกหยิบยกมาโจมตีในศึกซักฟอกนั้น ได้มีการส่งข้อมูลอัพเดตสถานการณ์แทบจะรายชั่วโมง ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร ซึ่งในบางครั้ง มีเรื่องของเอกสารออกมาก่อนที่จะมีการเจรจากัน ระหว่างผู้นำของ 2 ประเทศ คือนายอนุทิน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จึงอยากฝากถึงพรรคเพื่อไทยที่เห็นข่าวออกมาหนึ่งข่าว และออกมาโจมตีเลย อยากให้รอดูระยะเวลาด้วย

    “ต้องยอมรับว่าไทยกับสหรัฐอเมริกาอยู่คนละไทม์โซน การสื่อสารพูดคุย การส่งเอกสาร และการให้ข้อมูลอาจต้องรอเวลา แต่นายกรัฐมนตรียังมั่นใจในการทำงาน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเรื่องอธิปไตย” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

    เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมารุมถล่ม นายอนุทิน เรื่องภาษีสหรัฐฯ ว่าบริหารสถานการณ์บ้านเมืองผิดพลาดไร้เดียงสา โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ช่วงนี้ใช้คำค่อนข้างแรงกับการทำงานของนายกฯที่ทำงานมา 1 เดือนครึ่ง เวลาที่ผ่านมาผลงานที่ท่านรับปาก ก็ออกดอกออกผล ไม่ว่าจะเรื่อง สแกมเมอร์ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเบื้องต้น

    “ประเด็นที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 วันนี้ อยากจะบอกฝ่ายแค้นว่า ใจเย็นๆ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบฝ่ายค้านไม่ใช่แบบฝ่ายค้าน ให้ดูดีๆ ว่าสิ่งที่นายกฯ พยายามจะสื่อและทำอยู่ อย่างแรก คือ อธิปไตยของชาติ ประเทศไทย คือหัวใจหลักที่นายกฯ ต้องปกป้องให้มากที่สุด เห็นได้ชัดว่านายกฯ และทีมคณะรัฐมนตรี พยายามอย่างที่สุด ในการเจรจาปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา คุยระดับทวิภาคีอยู่แล้ว ในส่วนอื่นเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับทราบและทำงานไปก่อน”

    “ไม่ใช่เห็นข่าวอะไรแค่ 1 นาที ก็ออกมาตอบโต้กล่าวหา เกินไปนิด อย่าให้ถึงขั้นเป็นฝ่ายแค้น เราเข้าใจบริบทว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ของตน แต่ก็ควรจะอยู่ในกรอบที่คำนึงถึงว่า บทบาทของนายกฯ ในการทำเพื่ออธิปไตยของชาติ” โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าว

    เมื่อถามว่า การที่พรรคเพื่อไทย บอกว่า นายกฯ พูดไม่สนใจสหรัฐ เหมือนไม่มีความรู้หรือความสามารถทางการโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถ้าให้ตอบแบบแรงๆ ก็คงไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการมี ‘อังเคิล’ในบริบทของการเมืองไทยที่ผ่านมา

    “ที่นายกฯได้ปฏิบัติ ให้ดูที่บริบท ไม่ใช่แค่ยกเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมา ที่ผ่านมานายกฯ ได้ลงไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุนระเบิดล่าสุด คนไทยด้วยกันไม่เห็นข่าวนี้ควรจะมีใจเป็นหนึ่งเดียวกันใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศก็มีความห่วงประเทศอยู่แล้ว สิ่งที่นายกฯได้ทำ ไม่ใช่เพียงประโยชน์ของประเทศและอธิปไตยของประเทศอย่างเดียว แต่ยังมีความเป็นห่วงความปลอดภัยของชีวิตทหารแนวหน้า”

    ส่วนที่พรรคเพื่อไทยออกมาโจมตีว่าการรักษาอธิปไตยต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับเศรษฐกิจด้วยนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ก็เจรจาการค้า ไม่ใช่แค่เฉพาะภาษีสหรัฐ แต่มีการเจรจาการค้ากับประเทศอื่นด้วย เราเดินหน้าในทุกด้านและพูดคุยทุกประเทศ

    โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ขณะที่การยุติ Joint Declaration ไทย–กัมพูชา ไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจไทยหรือทั่วโลก ก็ประสบปัญหาคล้ายคลึงกัน ส่วนตัวยังมั่นใจว่า การเดินหน้าเศรษฐกิจยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าการค้าในประเทศหรือระหว่างประเทศ เมื่อวานที่นายกฯ ได้โพสต์ Facebook ก็ชัดเจนว่า Joint Declaration ยังมีความชัดเจนในเรื่องการทหารและเขตแดน แต่ประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ยังทำหน้าที่อยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/bhumjaithai-party-hits-back-at-pheu-thai-party-urging-them-not-to-rush-to-attack-us-tariffs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MHFNosGLog7FSsjED9buh

  • สุชัชวีร์แนะไทยการทูตต้องเฉียบคม ปมสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เตือนอย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    สุชัชวีร์แนะไทยการทูตต้องเฉียบคม ปมสหรัฐฯ ระงับเจรจาภาษี เตือนอย่าเล่นการเมืองจนกระทบเศรษฐกิจ

    วันนี้ (16 พฤศจิกายน) สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาว่า จะขอระงับการเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว และจะสามารถกลับมาเจรจาได้อีกครั้งเมื่อฝ่ายไทยได้ให้คำมั่นว่าจะปฏิบัติตามถ้อยแถลงสันติภาพว่า เป็นข้อพิสูจน์ชัด หากวันนี้หากเราคิดแค่จะเล่นการเมือง สุดท้ายผลกระทบถึงประเทศไทยในทุกด้าน ต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่คนเดียวไม่ได้ต้องพึ่งพามหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีน

    ดังนั้นวิธีการดำเนินนโยบายหรือการสื่อสารทางการทูต ประเทศไทยต้องเฉียบคม หลายประเทศทำได้ดี แม้เขาจะอยู่ในภาวะที่ลำบากกว่าเรา ยกตัวอย่าง ประเทศเวียดนามที่ไม่ได้ดูแค่สหรัฐฯหรือจีนเท่านั้น แต่ยังมีรัสเซีย เวียดนามอยู่ตรงกลางของสามมหาอำนาจ ซึ่งทำให้ประเทศเขารวยขึ้น หรือประเทศตุรกีที่อยู่ระหว่างอาหรับ รัสเซียและสหรัฐฯ ปรากฏว่าเศรษฐกิจของเขาได้รับการเกื้อหนุน ทั้งที่ทั้งสามกลุ่มที่ไม่ถูกกัน

    ดังนั้นวันนี้จึงต้องเป็นเรื่องของความเฉียบคมทางการทูต ประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องประเด็นทางการเมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการทูตและเศรษฐกิจ สำคัญคือทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้คนไทยยากจนกว่านี้ หากเราจำเป็นจะต้องประสานกับทุกฝ่ายก็จะต้องทำให้สำเร็จ เพื่อยึดถือผลประโยชน์ของชาติปากท้องของประชาชนเป็นหลัก

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suchatchavee-us-tax-talks-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Whc5U0u8N3kR_f4A8e82y

  • หัวหน้าเพื่อไทยชี้ รัฐบาลสื่อสารไม่รอบคอบ กระทบการทูต-เศรษฐกิจ

    หัวหน้าเพื่อไทยชี้ รัฐบาลสื่อสารไม่รอบคอบ กระทบการทูต-เศรษฐกิจ

    วันนี้ (16 พฤศจิกายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่การตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก เพราะถ้อยคำของผู้นำ ไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีของประเทศไทยทั้งประเทศต่อประชาคมโลก

    เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นว่า การสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ หรือการใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย สามารถส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ประเทศไทยควรจะอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ และสามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์การละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนกลับทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง แม้เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้

    ประเทศไทยมีมูลค่าการค้ากับสหรัฐฯ ประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปี ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสถิติในเอกสารราชการ แต่สะท้อนถึงรายได้และความเป็นอยู่ของประชาชนหลายสิบล้านคน การสื่อสารทางการเมืองที่เชื่อมโยงประเด็นเศรษฐกิจกับความมั่นคงโดยไม่ประเมินผลกระทบให้รอบด้าน จึงอาจทำให้ความร่วมมือสำคัญหลายด้านชะงักงัน รวมถึงมาตรการปราบปรามเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งกระทบกับประชาชนโดยตรง

    ในอดีตประเทศไทยเคยใช้ทั้งความร่วมมือทวิภาคี พหุภาคี และการทูตเชิงรุก เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับนานาประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน ทำให้เราสามารถรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในสถานการณ์ครั้งนี้ ประเทศของเรากลับไม่ได้ใช้กลไกเหล่านั้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ข้อมูลของไทยถูกสื่อสารออกไปไม่ทันกับการตีความของนานาชาติ และทำให้เราตกอยู่ในสถานะที่ประนีประนอมได้ยากกว่าเดิม

    วันนี้ไทยจึงอยู่ในจุดที่ถูกกดดันทั้งสองด้าน ทั้งจากประเทศคู่กรณีและจากประเทศที่เป็นคู่ความร่วมมือสำคัญ ทั้งที่เราสามารถบริหารจัดการให้ดีกว่านี้ได้ หากการประสานงาน การสื่อสาร และการดำเนินกลยุทธ์ทางการทูตถูกวางอย่างเป็นระบบและมีความแม่นยำมากกว่านี้

    ผมจึงอยากชวนให้สังคมไทยร่วมกันพิจารณาอย่างใจเย็นว่า เมื่อผลลัพธ์ของการบริหารครั้งนี้นำพาให้เราสูญเสียความได้เปรียบและต้องเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก ประเทศไทยควรเดินอย่างไรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้ได้มากที่สุด

    อ้างอิง: https://www.facebook.com/share/p/17LrNAy86f/?mibextid=wwXIfr

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/julapun-govt-speech-diplomacy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HLTPreqMdLWeq6xGWg2k0