Category: เศรษฐกิจ

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.64 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.67 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

    พีพีทีวี
    ค่าเงินบาทวันนี้ 25 ส.ค.2568 แข็งค่าขึ้นมาก

    ซึ่งมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดต่างตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ในงาน Jackson Hole Symposium ว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าประธานเฟดพร้อมสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า)

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้ถ้อยแถลงของประธานเฟดในงาน Jackson Hole Symposium กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงท้ายสัปดาห์

    สำหรับในสัปดาห์นี้ มองว่า ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรอลุ้นการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ

    แนวโน้มเงินบาท

    ยอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทได้มีกำลังมากขึ้น ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ว่าอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมสนับสนุนการลดดอกเบี้ยของเฟด (โดยเฉพาะในการประชุม FOMC เดือนกันยายน) อย่างไรก็ดี เรากลับมองว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณชี้ชัดต่อการลดดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดประเมินและตัวแปรสำคัญยังคงอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง การจ้างงานเดือนสิงหาคม ซึ่งจะรับรู้ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk (เคลื่อนไหวได้ทั้งด้านอ่อนค่าและแข็งค่า) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดซึ่งจะขึ้นกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด นับจากวันนี้ จนเข้าใกล้การประชุม FOMC เดือนกันยายน (รับรู้วันที่ 18 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย)

    นอกเหนือจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด เรายังคงมองว่า การเคลื่อนไหวของทั้งเงินหยวนจีน (CNY) และราคาทองคำ จะเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินบาทพอสมควร เนื่องจากในช่วงนี้ ทั้งสองสินทรัพย์ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทมาก นอกจากนี้ ควรติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยความวุ่นวายของการเมืองไทย หลังรับรู้ผลการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติและสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้ อนึ่ง ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.65-32.70)

    ทั้งนี้ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน (หรืออ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ รายงายข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใสและอัตราเงินเฟ้อ PCE ปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward 

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/255499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dqyPIuBD26tM_xv24ST9U

  • กัมพูชาหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปี 68 เหลือโต 5% จาก 6.3% ผลกระทบปิดด่าน-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กัมพูชาหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปี 68 เหลือโต 5% จาก 6.3% ผลกระทบปิดด่าน-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2568 เหลือ 5% จากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 6.3% อันเป็นผลมาจากการปิดด่านทางบกระหว่างกัมพูชากับไทย รวมทั้งผลกระทบจากอัตราภาษีศุลกากร 19% ที่สหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากสินค้าของกัมพูชา

    “การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจะชะลอตัวลงเหลือ 5% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการปิดด่านทางบกที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิต การขนส่งวัตถุดิบ การส่งออก และการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” กระทรวงระบุในรายงานรอบครึ่งปีซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (23 ส.ค.)

    นอกจากนี้ “การดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในภาคส่วนสำคัญที่สนับสนุนเศรษฐกิจกัมพูชา เช่น เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ ยางรถยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ” รายงานระบุ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าด้านการเดินทางเป็นหลัก ตลอดจนได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

    รายงานจากกระทรวงเศรษฐกิจฯ ยังคาดการณ์ด้วยว่า ภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชาจะเติบโต 7.1% ภาคบริการโต 3.8% และภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.9% ในปี 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/523806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gdVhxPmpSxvNb-1lTNISE

  • หอการค้าฯแนะรัฐเร่งชงครม.แผนแก้แรงงานขาดแคลนหวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯแนะรัฐเร่งชงครม.แผนแก้แรงงานขาดแคลนหวั่นกระทบเศรษฐกิจ


    หอการค้าไทยชี้ปัญหาเร่งด่วน หลังแรงงานกัมพูชากลับประเทศจำนวนมาก จากปมร้อนชายแดน ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตทำเศรษฐกิจฟื้นช้า

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิตและภาคบริการ

    ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หอการค้าไทยฯ ได้นำเสนอหนังสือถึง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสะท้อนข้อกังวลและข้อเสนอเชิงนโยบายจากเครือข่ายหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า และหอการค้าต่างประเทศ โดยชี้ว่าปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา เดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้หลายภาคส่วนประสบปัญหาขาดแรงงานอย่างรุนแรง

    ทางหอการค้าไทยฯ จึงขอสนับสนุนรัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติมในรูปแบบ MOU ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้แรงงานสามารถทำงานได้อย่างมีระบบ มีใบอนุญาตและสอดคล้องกับกฎหมายไทย อาทิเช่น จาก บังคลาเทศ เนปาล ศรีลังกา อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งกระทรวงแรงงานสามารถเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา

    “แรงงานเป็นกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ เราจึงสนับสนุนรัฐบาลให้ความสำคัญและดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อพยุงเศรษฐกิจและช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ”นายพจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29fg3MPftDh4VaAdwHH116

  • ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์หนี้ของคนไทยยังคงเป็นปัญหาที่เข้ามากดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยหนี้ครัวเรือนยังคงมีตัวเลขที่สูง จากการเร่งก่อหนี้มานานหลายปี ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ก็ถูกลดทอนลงด้วยภาวะเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ของผู้ที่เป็นหนี้ลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีิวิตในแต่ละวัน

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ อยู่ที่ 87.4% ต่อจีดีพีแม้จะปรับลดลงมาจากระดับใกล้ 90% แต่ยังคงอยู่ระดับสูง และต่อเนื่องมายังไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 87% เนื่องจากสินเชื่อครัวเรือนขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้มีการใช้หนี้คืนเข้ามา และธนาคารยังระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิต หรือคุณภาพหนี้ครัวเรือนค่อนข้างน่าเป็นห่วง และอีกด้านคือคนไม่ใช้จ่าย เก็บเงินเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินและจำเป็น

    แต่! สถานการณ์หนี้ยังไม่สู้ดีนัก หากดูข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมากลัับเพิ่มขึ้นมาจนเกือบแตะ 5.55 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.91% ต่อสินเชื่อรวม สาเหตุหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก โดยตามรายงานของ ธปท. ภาวะการเงินโดยรวมมีความตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางด้อยลง เนื่องจากส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันมาจากเศรษฐกิจ

    เอ็นพีแอลปรับเพิ่ม

    แม้เอ็นพีแอลในภาพรวมได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่เอ็นพีแอลในกลุ่มอุปโภคบริโภคลดลงทุกประเภท เช่นเดียวกับหนี้ที่ใกล้เป็นเอ็นพีแอล หรือมียอดค้างชำระตั้งแต่ 30-90 วัน ที่เรียกว่าเอสเอ็ม โดยกลุ่มนี้ได้ปรับลดลงเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นการจัดชั้นหนี้ที่ดีขึ้นจากการกลับมาชำระหนี้ได้ โดยธปท.เชื่อว่าเอ็นพีแอลหลังจากนี้อาจเพิ่มขึ้น แต่ก็เชื่อว่าบรรดานายแบงก์จะจัดการได้ รวมไปถึงการมีมาตรการคุณสู้เราช่วย ที่ช่วยเหลือหนี้ครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ทั้งลูกหนี้บ้าน รถ และบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อ

    ขณะที่กลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ คือ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะสัญญาณกลุ่มนี้อ่อนแรง หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว จากผลกระทบทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยิ่งเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐ เข้ามากระทบธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงเวลาข้างหน้า ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมความคิดว่าจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไรเพื่อให้ไปสู่การปรับตัว และอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง

    แนวโน้มผิดนัดชำระ

    หากดูข้อมูลของ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี” เปิดพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนและแนวโน้มการผิดนัดชำระ มีด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ กลุ่มเริ่มเข้าสู่วัยทำงานที่เริ่มต้นก่อหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก ๆ มักมีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้มากกว่าเมื่อเทียบกับลูกหนี้ที่ถือสินเชื่อประเภทอื่น ส่วนลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีขึ้นไปมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพเครดิตของลูกหนี้ที่ย่ำแย่ลง เป็นกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 15.2% อีกทั้งลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 17.3% เมื่อถือสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มเป็น 3 บัญชี และสุดท้ายเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีผสมผสานกันระหว่างผู้ให้กู้ที่มาจากทั้งธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มนอนแบงก์ มักมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้สูง

    ธุรกิจเล็กน่าห่วง

    ความน่ากังวลหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี สะท้อนจากข้อมูล “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่ได้ออกมาวิเคราะห์ผ่านการใช้ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่าธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีปัญหาหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นชัดกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยในกลุ่มซูเปอร์ไมโครที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลมากถึง 14.81% ของสินเชื่อรวมตามมาด้วยกลุ่มไมโคร ยอดสินเชื่อ 5-20 ล้านบาท 12.11% และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก 9.75% ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางอยู่ที่ 6.51% และขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.37%

    ส่วนกลุ่มภาคธุรกิจที่มีหนี้และน่าเป็นห่วง คือ…ภาคการผลิตและกลุ่มที่พักแรม ความน่ากังวลอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป อยู่ในระดับสูงที่สุด และส่วนที่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็ก-ย่อย เริ่มเห็นภาพหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น แต่..จุดที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนจำนวนบัญชีที่จัดอยู่ในกลุ่มสถานะปกติ เริ่มทยอยลดลงในช่วงหลังโควิด ส่วนกลุ่มดีสลับแย่และกลุ่มที่มีปัญหารุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ที่เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจหลายระลอกที่กระทบความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไทย โดยธุรกิจยิ่งเล็ก ยิ่งมีสัดส่วนของบัญชีสินเชื่อกลุ่มสถานะปกติลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

    แม้การปรับโครงสร้างหนี้ จะช่วยชะลอการไหลลงไปสู่ชั้นหนี้เสียเอ็นพีแอล แต่การปรับโครงสร้างหนี้ จะมีประสิทธิผลที่สุดในการช่วยฟื้นธุรกิจก็ต่อเมื่อเข้าไปดูแลตั้งแต่ธุรกิจเริ่มมีสัญญาณการค้างชำระ ไม่ใช่เข้าไปดูแลหลังจากที่กลายเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว เพราะโอกาสการฟื้นตัวของหนี้เอ็นพีแอลกลับมาสู่การจัดชั้นที่ดีขึ้น ภายในกรอบระยะเวลา 1 ปีหลังจากปรับโครงสร้างหนี้ จะมีไม่ถึง 10%

    หนทางความอยู่รอด

    สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อให้หนี้ธุรกิจอยู่รอด ไทยควรจัดวางมาตรการดูแลหนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะการชำระหนี้ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้กับลูกค้าปกติที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้และเล็งเห็นปัญหาของธุรกิจตนตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงอาจเตรียมทำโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ รอบใหม่ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

    เมื่อลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมกระบวนการนอกศาล เช่น ตีโอนทรัพย์จบหนี้ โดยทางการสามารถช่วยสนับสนุนผ่านการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน เป็นต้น ขณะที่เมื่อลูกหนี้มีวันค้างชำระนานขึ้น โอกาสจะตกชั้นลึกลงย่อมมีมากกว่าการฟื้นคืนชีพมาเป็นหนี้ดี ดังนั้น หากกระบวนการทางกฎหมายเร็วขึ้น ก็จะช่วยลูกหนี้และเจ้าหนี้ เห็นความชัดเจนเร็วขึ้น ลูกหนี้จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เร็วขึ้นด้วย

    เร่งหลุดพ้นวังวน

    ขณะเดียวกันควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกหนี้ผ่อนสินทรัพย์รอการขายของตนเองได้เป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูตัวเองได้ไว สามารถกลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์เดิมได้ด้วยเช่นกัน แต่แนวทางนี้เป็นการฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้วังวนของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจที่ถาวรขึ้น ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว จึงจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนแท้จริง

    เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน นอกจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือคุณสู้เราช่วยแล้วควรมีแนวทางอื่นเพื่อเข้ามาเสริมเพิ่มเติมให้ครัวเรือนหลุดพ้นวังวนหนี้ หนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจ คือการรับซื้อหนี้ประชาชน ตามแนวคิด “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ในไทยได้มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี ค่อนข้างมาก ถ้าหากจัดตั้งเอเอ็มซี เพื่อมารับซื้อหนี้ขึ้นอีก คงต้องดูว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ยังวนเวียนได้จริงหรือไม่

    ปัญหาหนี้ธุรกิจและครัวเรือนถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สำคัญต้องไม่ใช่เพียงแค่แก้หนี้ แต่ควรมาจากการสร้างทักษะใหม่และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ ก่อนที่จะบั่นทอนเศรษฐกิจไทยจนเรื้อรังไปมากกว่านี้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5048554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTI2aEwLGNw42WxYcCfTA

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.64 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.67 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดต่างตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ในงาน Jackson Hole Symposium ว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าประธานเฟดพร้อมสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า)

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้ถ้อยแถลงของประธานเฟดในงาน Jackson Hole Symposium กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงท้ายสัปดาห์

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรอลุ้นการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคม รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) ในเดือนสิงหาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ซึ่งรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า) และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศตลาดการเงินและการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนสิงหาคม และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ของยูโรโซน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาสราว 36% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 25bps 1 ครั้ง ในปีนี้

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนสิงหาคม รวมถึงยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนกรกฎาคม โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25bps อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนในฝั่งธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า BOK อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ขณะที่ ทางฝั่งธนาคารฟิลิปปินส์ (BSP) นักวิเคราะห์มองว่า BSP อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 25bps สู่ระดับ 5.00% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 สิงหาคม นี้ ซึ่งอาจสร้างนำไปสู่ความวุ่นวายของการเมืองไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกฯ ของนายกฯ แพทองธาร สิ้นสุดลง เนื่องจากจะต้องมีการลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ คนใหม่ พร้อมกันนั้นก็มีความเสี่ยงที่อาจเกิดการยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ได้ โดยเรามองว่ามีโอกาสราว 60% ที่พรรคเพื่อไทยยังสามารถรวบรวมเสียงจากบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อสนับสนุนแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย (คุณชัยเกษม นิติสิริ) เป็นนายกฯ คนถัดไป และมีโอกาสราว 25% ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจกลับมาเป็นนายกฯ ส่วนอีก 15% นั้น เราประเมินเป็นโอกาสที่จะเกิดการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า รวมถึงรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) ในเดือนกรกฎาคม

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรายอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทได้มีกำลังมากขึ้น ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ว่าอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมสนับสนุนการลดดอกเบี้ยของเฟด (โดยเฉพาะในการประชุม FOMC เดือนกันยายน) อย่างไรก็ดี เรากลับมองว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณชี้ชัดต่อการลดดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดประเมินและตัวแปรสำคัญยังคงอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง การจ้างงานเดือนสิงหาคม ซึ่งจะรับรู้ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk (เคลื่อนไหวได้ทั้งด้านอ่อนค่าและแข็งค่า) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดซึ่งจะขึ้นกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด นับจากวันนี้ จนเข้าใกล้การประชุม FOMC เดือนกันยายน (รับรู้วันที่ 18 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย)

    นอกเหนือจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด เรายังคงมองว่า การเคลื่อนไหวของทั้งเงินหยวนจีน (CNY) และราคาทองคำ จะเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินบาทพอสมควร เนื่องจากในช่วงนี้ ทั้งสองสินทรัพย์ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทมาก นอกจากนี้ ควรติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยความวุ่นวายของการเมืองไทย หลังรับรู้ผลการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติและสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้ อนึ่ง ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.65-32.70)

    อนึ่ง เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน (หรืออ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ รายงายข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใสและอัตราเงินเฟ้อ PCE ปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/951333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gG0Ss03TPLQ55iIH2Mkiq

  • รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังของปี 2568 รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเสริมกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด โดยจะออกมา 2 มาตรการคือ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุยรายละเอียดให้ทันไตรมาส 4 เพื่อหนุนการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน ส่วนอีกมาตรการคือ มาตรการลดหย่อนภาษี

    รมช.คลัง ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเคยใช้มาตรการลดหย่อนภาษีมาแล้ว หากยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น กระทรวงการคลังจึงพร้อมพิจารณามาตรการเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดสมดุล ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเป็นประโยชน์ต่อแรงงาน ซึ่งทุกมาตรการเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า

    สำหรับเงินงบประมาณจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่ยังเหลืออีกประมาณ 26,000 ล้านบาท จะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโตสูงกว่าร้อยละ 2

    อ่านข่าว

    เริ่มวันนี้! ลงทะเบียนผ่าน “ทางรัฐ” รับสิทธิ์รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    ครบ 1 เดือนหยุดยิงตลาดชายแดนเริ่มคึกคัก ผู้ค้าปรับตัวลดลงทุน

    18 ก.ย.นี้ จับสลากโครงการบ้านเพื่อคนไทย รวมกว่า 1 หมื่นยูนิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355725&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cLUQ8YV8eUbVGqHMXh8-D

  • เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    ต่างประเทศ

    เตือนฟองสบู่หุ้นจีน หุ้นพุ่งสูงสวนทางสัญญาณเศรษฐกิจทรุด

    ความเสี่ยงฟองสบู่หุ้นจีนสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นจีนทะยานขึ้นสวนทางกับความกังวลด้านเศรษฐกิจทรุดจากกำแพงภาษีศุลกากรของทรัมป์ และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อ

    บลูมเบิร์ก รายงานวานนี้และอัปเดตวันนี้ (25 ส.ค. 68) ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังทรุดตัวลงจากแรงกดดันด้านภาษีศุลกากรสหรัฐและวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่หยั่งรากลึก แต่ตลาดหุ้นกลับยังคงทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความไม่สอดคล้องกันที่ก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับความแข็งแกร่งในการฟื้นตัวของราคาหุ้น

    เพียงเดือนที่ผ่านมา หุ้นในประเทศมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเกือบล้านล้านดอลลาร์ ดัชนี Shanghai Composite พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ และดัชนี CSI 300 พุ่งขึ้นจากจุดต่ำสุดของปีนี้ไปมากกว่า 20% ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเกือบทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการบริโภค ราคาบ้าน ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับนักลงทุน

    การฟื้นตัวนี้ได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนที่มีเงินสดจำนวนมากที่หันไปลงทุนในหุ้นท่ามกลางภาวะที่ตลาดไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับการลงทุน

    แม้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดอาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงจากการปรับฐานกะทันหันนั้นยังคงต่ำ แต่นักวิเคราะห์บางคนก็เตือนว่ากำลังเกิดภาวะฟองสบู่ Nomura Holdings Inc กำลังเตือนถึง “การเข้าซื้ออย่างบ้าคลั่ง” ขณะที่ TS Lombard เรียกความไม่สอดคล้องกันนี้ว่าเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง “ตลาดกระทิงและตลาดหมี”

    “ตลาดอาจคาดการณ์ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคจะดีขึ้น ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม” Homin Lee นักนักยุทธ์มหภาคอาวุโสของ Lombard Odier Ltd ในสิงคโปร์กล่าว “แต่ตลาดกระทิงจะไม่สามารถยั่งยืนได้หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้ 0% และอำนาจในการตั้งราคาสินค้าของบริษัทต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างรุนแรงจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ”

    กังวลภาวะเงินฝืด

    ภาวะเงินฝืดที่กัดกร่อนอำนาจในการตั้งราคาสินค้าในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดความสงสัยในความยั่งยืนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ราคาผู้บริโภคทรงตัวในเดือนกรกฎาคม ราคาผู้ผลิตลดลงเป็นเดือนที่ 34 และGDP deflator ซึ่งเป็นตัววัดระดับราคาสินค้าทั้งเศรษฐกิจ ยังคงติดลบอย่างต่อเนื่อง 

    แม้ว่าปักกิ่งจะเริ่มต้นการรณรงค์เพื่อควบคุมกำลังการผลิตส่วนเกินและควบคุมสงครามราคา แต่จนถึงขณะนี้ยังส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย

    การเติบโตชะลอตัวลงทั่วกระดานในเดือนกรกฎาคม โดยกิจกรรมในโรงงาน การลงทุน และยอดขายปลีกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งบ่งชี้ว่าการขับเคลื่อนที่เรียกว่า “ต่อต้านการแข่งขันกันมากเกินไป” รวมทั้งผลกระทบจากการเก็บภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ 

    ประมาณการกำไรล่วงหน้า 12 เดือนสำหรับบริษัทในดัชนี CSI 300 ลดลง 2.5% จากระดับสูงสุดของปีนี้ การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทต่างๆ เช่น JD.com Inc และ Geely Automobile Holdings Ltd

    ภาพที่น่าวิตกกังวลนี้กระตุ้นให้เกิดความคาดหวังว่ารัฐบาลปักกิ่งจะเพิ่มการสนับสนุน แต่การดำเนินนโยบายจนถึงขณะนี้ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่กำลังละทิ้งแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และหันไปใช้มาตรการเฉพาะจุดมากกว่า

    โนมูระ กล่าวว่า การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นยังทำให้การตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากมาตรการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น

    หวั่นซ้ำรอยฟองสบู่หุ้นแตกปี 2015

    ผู้สังเกตการณ์ตลาดยังเปรียบเทียบสถานการณ์กับช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้น-ขาลงในปี 2015  การซื้อขายหุ้นแบบมาร์จิ้นที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้น ก่อนที่การปราบปรามกิจกรรมการกู้ยืมเงินเพื่อมาซื้อหุ้นจะก่อให้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่

    แม้ว่าระดับการปรับตัวขึ้นปัจจุบันจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อทศวรรษที่แล้ว แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและดัชนีราคาผู้ผลิตที่ตกต่ำก็ทำให้เกิดความคล้ายคลึงกันที่น่าอึดอัดใจ เช่นเดียวกับกระแส AI ที่กำลังเฟื่องฟูในปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่โครงการ “Internet Plus” ไปจนถึงบิ๊กดาต้า ล้วนเป็นแรงผลักดันให้ตลาดคึกคักขึ้นในสมัยนั้น

    ยอดหนี้มาร์จิ้นคงค้างอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านหยวน (2.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เทียบกับ 2.3 ล้านล้านหยวนในช่วงสูงสุดปี 2015 การปรับตัวขึ้นของหุ้นในจีนมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์อย่างมากกับสภาพคล่องและยอดคงค้างของบัญชีมาร์จิ้น

    “สภาพคล่องที่ล้นเหลือในตลาดและการตื่นตัวของสัญชาติญาณสัตว์ที่ค่อยๆ เตือนให้เรานึกถึงช่วงเวลาที่บ้าคลั่งเมื่อทศวรรษที่แล้ว” เฮา หง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Lotus Asset Management Ltd กล่าว “แน่นอนว่ามันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น”

    กระทิงช้าลง

    มีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องสามารถรักษาไว้ได้ อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นเป็นไปอย่างระมัดระวังกว่าวัฏจักรที่ผ่านมา และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การฟื้นตัวได้ขยายวงกว้างออกไปครอบคลุมตลาดในวงกว้าง แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่ยั่งยืนมากขึ้น

    “ฐานเงินฝากที่ใหญ่ขึ้น บริษัทเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งขึ้น และนโยบายช่วยเหลือตลาดโดยตรงที่มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้แข็งแกร่งกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วมาก” จู เจิ้นซิน หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุน Asymptote ประจำกรุงปักกิ่งกล่าว

    แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ แต่สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคที่ไม่แน่นอนของจีนกำลังทำให้นักวิเคราะห์บางคนมีการเลือกซื้อหุ้นบางตัวมากขึ้น จัสมิน ต้วน นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโสประจำ RBC Wealth Management Asia กล่าวว่า เธอกำลังหลีกเลี่ยงภาคธุรกิจที่กำไรของบริษัทได้รับผลกระทบจากภาวะเงินฝืด หรือภาคส่วนที่มีการแข่งขันสูงซึ่งกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านกำไรมากขึ้น

    ตลาดกระทิงของจีน “เป็นเหมือนกล่องปริศนามากกว่าเรื่องราวการเติบโตแบบปกติ” เหอเป่ย์ เฉิน นักวิเคราะห์จาก Vantage Markets ในเมลเบิร์นกล่าว “ความเสี่ยงคือเมื่อความเชื่อมั่นจางหายไป นักลงทุนจะหนีออกไปในไม่ช้า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1195657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NTBh0Cdt8oshmk6rx-koZ

  • ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก 0.35% รับความหวังเฟดหั่นดอกเบี้ยหนุนศก.

    ภาวะตลาดทองแดงนิวยอร์ก: ทองแดงปิดบวก 0.35% รับความหวังเฟดหั่นดอกเบี้ยหนุนศก.

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ส.ค. 68)

    สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (22 ส.ค.) หลังจากเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าจะเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจและความต้องการใช้ทองแดง

    ทั้งนี้ สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 1.6 เซนต์ หรือ +0.35% ปิดที่ 4.5275 ดอลลาร์/ปอนด์

    พาวเวลส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสัน โฮล รัฐไวโอมิง เมื่อวันศุกร์ โดยเขากล่าวว่า “แม้อัตราการว่างงานของสหรัฐยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่ “นโยบายที่ยังคงเข้มงวด, แนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม และดุลความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนด้านนโยบาย” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากกว่าครั้งก่อน ๆ ว่า พาวเวลกำลังพิจารณาการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

    หลังการกล่าวสุนทรพจน์ของพาวเวล นักลงทุนให้น้ำหนักกว่า 90% ต่อคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจและอุปสงค์ทองแดง

    นักลงทุนซึมซับรายงานข่าวที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่สั่งระงับการโอนที่ดินซึ่งมีความสำคัญต่อการเดินหน้าโครงการเหมืองทองแดงขนาดใหญ่ของบริษัทริโอ ทินโต (Rio Tinto) และบีเอชพี (BHP) โดยการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากที่เขาพบปะกับประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทั้งสองบริษัท ซึ่งร่วมกันดำเนินโครงการเหมืองทองแดงในรัฐแอริโซนามาเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษ

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7N0IQ0P744UC1MRKZ3BXH053MM0L1K&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ob6BeDgFxeB7CoIrnha38

  • เตือนไทย ปรับเกมสู้เวียดนาม  เร่งลงทุน – ส่งออก ยกเครื่องเศรษฐกิจ

    เตือนไทย ปรับเกมสู้เวียดนาม เร่งลงทุน – ส่งออก ยกเครื่องเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เตือนไทย ปรับเกมสู้เวียดนาม เร่งลงทุน – ส่งออก ยกเครื่องเศรษฐกิจ

    25 ส.ค. 2025 เวลา 6:10 น.

    ครึ่งแรกปี 2568 เวียดนามดึงลงทุนต่างชาติพุ่ง 32.6% อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง เข้าไปลงทุนมากสุด “ทีดีอาร์ไอ” ชี้ไทยเสี่ยงตกขบวนดึง FDI

    • ครึ่งแรกปี 2568 เวียดนามดึงลงทุนต่างชาติพุ่ง 32.6% อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง เข้าไปลงทุนมากสุด 
    • “ทีดีอาร์ไอ” ชี้ไทยเสี่ยงตกขบวนดึง FDI โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำสาขาที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง 
    • จับตา จีน-เกาหลีใต้ สนใจลงทุนเวียดนามมากกว่าไทย 
    • แนะไทยเร่งปฏิรูป 3 ด้าน ค่าจ้างค่าแรง ทักษะ วิจัยและพัฒนา และลดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคการลงทุน

    การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของเวียดนามยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงการวางแผนและการลงทุนเวียดนามรางานช่วง 6 เดือนแรกของปี2568 (ม.ค.-มิ.ย.) มีต่างประเทศเข้ามาลงทุนในเวียดนามมูลค่า 21,510 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567 

    ทั้งนี้ เป็นโครงการใหม่ 1,988 โครงการ รวมมูลค่า 9,291 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งมีโครงการที่เพิ่มมูลค่าการลงทุน 826 โครงการ รวมมูลค่า 8,945 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.2 เท่า และโครงการที่นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นจากบริษัทเวียดนาม 1,708 โครงการ รวมมูลค่า 3,280 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73.6% 

    สำหรับสาขาที่ได้รับการลงทุนมากที่สุด คือ อุตสาหกรรมการผลิตและการประมง 12,000 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นอสังหาริมทรัพย์  5,170 ล้าน ดอลลาร์ , กิจกรรมวิชาชีพ วิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ 1,180 ล้าน ล้านดอลลาร์ และการจัดหาน้ำ การจัดการน้ำเสีย และของเสียรวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง 902.9 ล้านดอลลาร์

    ประเทศที่เข้าลงทุนโครงการใหม่มากที่สุด คือ สิงคโปร์ มูลค่า 2,405 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็นจีน 2,130 ล้านดอลลาร์ , สวีเดน 1,000 ล้านดอลลาร์ , ญี่ปุ่น มูลค่า 832.3 ล้านดอลลาร์ และไต้หวัน 725.8 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเป็นผู้ลงทุนอันดับที่ 14 จาก 92 ประเทศที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม มูลค่า 59.4 ล้านดอลลาร์

    ในขณะที่ FDI ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ช่วง 6 เดือน แรกของปี 2568 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 1,369 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 737,572 ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันกับปีที่แล้วมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 132% 

    สำหรับจำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนคิดเป็น 73% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น 1,880 โครงการ ส่วนมูลค่าเงินลงทุน FDI คิดเป็น 70% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้นที่ยื่นขอส่งเสริม (1.05 ล้านล้านบาท) 

    จำนวนโครงการ FDI ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ 285 โครงการ คิดเป็น 21% ของจำนวนโครงการต่างชาติที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์ 269 โครงการ คิดเป็น 20% และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 255โครงการ คิดเป็น 19% 

    ในด้านของมูลค่าเงินลงทุน ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่ารวม 410,000 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น รองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ารวม 125,555 ล้านบาท คิดเป็น 17% และอุตสาหกรรมโลหะและวัสดุ มูลค่ารวม 59,897 ล้านบาท คิดเป็น 8%

    “ญี่ปุ่น-จีน”สนในจลงทุนไทยน้อยลง

    นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันดึงดูดการลงทุน และการวางนโยบายของประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้มีความชัดเจนขึ้น และเป็นนโยบายที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งในอนาคตจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดด เช่น การปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ในขณะที่ขทยนั้นแม้ว่าในวงวิชาการจะทราบถึงปัญหาของประเทศและนำเสนอแนวทางการแก้ไขตามวาระต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่าการปฏิรูปต่างๆ มักจะไม่เกิดผล เป็นตัวฉุดรั้งการพัฒนาเศรษฐกิจไทย 

    รวมทั้งโครงการที่มีอยู่ก็เน้นที่ประชานิยมแจกเงินระยะสั้น หรือจะทำโครงการเศรษฐกิจก็เน้นที่เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยยั่งยืน เช่น กัญชา กาสิโน สุราเสรีที่เป็นนโยบายที่ส่งผลกระทบทางสังคมและสุขภาพสูง และนโยบายแลนด์บริดจ์ที่มีงานศึกษาว่าไม่คุ้มค่า เป็นต้น

    ทั้งนี้ เมื่อมองในอนาคตอันใกล้นี้ทั้งจีนและเกาหลีใต้เหมือนจะให้ความสนใจกับเวียดนามมากกว่าไทย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นแบรนด์ผู้ชนะในโลกยุคดิจิทัล และจีนจะเริ่มเป็นผู้นำในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับสหรัฐ หากไทยยังไม่สามารถปฏิรูปได้ดีแบบเวียดนามก็มีความเสี่ยงที่ไทยอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้ และกลายเป็นประเทศที่ช้ากว่าเวียดนามก็เป็นได้

    ชี้จุดอ่อนไทย3ด้านดึง FDI

    นอกจากนี้ เมื่อดูในเรื่องของการดึงการลงทุน FDI จากดัชนี ASEAN FDI Attractiveness แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนที่ประเทศไทยต้องพัฒนา 3 ด้านหลักๆเพื่อดึง FDI เข้าประเทศ ได้แก่

    1.แรงงาน และค่าจ้างแรงงาน (labor & wage) คือ ค่าจ้างต้องเหมาะสมเมื่อเทียบกับผลิตภาพแรงงาน โดยเมื่อไทยเป็นประเทศที่รายได้เฉลี่ยสูงกว่าเวียดนาม ย่อมมีค่าแรงสูงกว่า แปลว่าไทยต้องเก่งกว่าเวียดนามให้ได้ไม่น้อยกว่าค่าแรงที่สูงกว่า

    2.ความสามารถในการ วิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรม (Talent& Innovation) การทำวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรม โดยต้องสนับสนุนการสร้าง และดึงคนเก่งจากต่างประเทศให้เข้ามาทำงานในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของอนาคตของโลก เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) การแพทย์ อาหารอนาคต เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อยกระดับเทคโนโลยี การทำวิจัยและพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

    3.เรื่องกฎระเบียบ กฎหมาย ต้องยกเลิกที่ไม่จำเป็น ที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาลงทุน การสนับสนุนการแข่งขัน ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ลดคอร์รัปชั่นที่ทำให้ภาพลักษณ์การทำธุรกิจ และการลงทุนของไทยดูไม่ดีในสายตาของคนภายนอก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

    จับตาเมกะโปรเจ็กต์ดึงลงทุนเวียดนาม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เวียดนามกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยหากหากไทยยังไม่เร่งดำเนินการอะไรอย่างจริงจังจะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังและตามขบวนการพัฒนาของภูมิภาคไม่ทัน เนื่องจากทุกประเทศต่างก็ทำอย่างเต็มที่เพื่อดึงดูดการลงทุนแล้ว

    ทั้งนี้ เวียดนามประกาศแผนลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ มูลค่าสูงถึง 10% ของ GDP หรือ 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต 8% ในปี 2568 และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 เป็นสัญญาณที่ไทยต้องตื่นตัวเร่งด่วน

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า แม้แผนลงทุนดังกล่าวของเวียดนามจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อไทยระยะสั้น เพราะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการดำเนินการ แต่แผนที่ชัดเจนนี้ได้ทำให้ทั่วโลกหันมาจับตามองเวียดนามมากขึ้น และอาจทำให้กลุ่มนักลงทุนที่ยังไม่รีบตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความคืบหน้าของโครงการ

    อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศในภูมิภาคกำลังปรับตัวจริงจังเพื่อดึงดูดลงทุนจากต่างชาติ โดยสิงคโปร์ที่ร่วมมือกับมาเลเซียจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone – JS-SEZ) เพื่อใช้จุดแข็งเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศมาผสมผสานเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1195646&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VrQiYIoEocre_V0syRAmS

  • “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,125 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจากไตรมาส 1/2568 ที่ขยายตัว 3.2% ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.8-2.3% (ค่ากลางประมาณ 2%) การชะลอตัวเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ได้แก่ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลต่อกิจกรรมการค้าชายแดน, ปัญหาอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน และ เชียงราย ทำให้บ้านเรือน โรงงาน และ ชุมชนได้รับผลกระทบ

    *** เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 86.6 ลดลงจาก 87.7 ในเดือนมิถุนายน 2568 โดยสาเหตุหลักมาจากข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าและการผลิต มูลค่าการค้ารวมเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  และ ลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรกล

    *** ขณะที่ “ปัจจัยลบกระทบเศรษฐกิจ” มีทั้ง 1.กรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทบการค้าชายแดนและความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลต่อผู้ประกอบการที่มีธุรกิจใกล้แนวชายแดน 2.อุทกภัยภาคเหนือ จังหวัดน่าน และ เชียงราย เผชิญน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมบ้านเรือน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน 3.แรงกดดันจากภาษี Reciprocal Tariff ที่อัตราภาษี 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 ส่งผลกระทบความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจ และ SMEs 4.ปัจจัยงบประมาณและกำลังซื้อ เกิดความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568, กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคคงทน 

    *** ท่ามกลางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ ก็ยังมี “ปัจจัยบวก” จากโครงการของรัฐ ได้แก่ 1.โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568” ที่มีจำนวน 500,000 สิทธิ์ งบประมาณ 1,750 ล้านบาท ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่น 2.การลงทุน ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.06 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 138% จากปีก่อน ช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานภาคอุตสาหกรรม 2.ราคาน้ำมันทรงตัว ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ 3. มาตรการพลังงานและค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้าตรึงอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย (ก.ย.-ธ.ค.68), ส่งเสริมติดตั้ง Solar Rooftop ลดต้นทุน, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (เริ่ม 1 ต.ค. 68) บรรเทาภาระค่าครองชีพ

    *** ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้ 1.เร่งเยียวยาผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการ สนับสนุนให้กลับมาดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว, ลดความเสี่ยงการลงทุนในระยะยาว 2.สนับสนุนสินเชื่อและสภาพคล่อง ด้วยมาตรการดอกเบี้ยต่ำหรือเงื่อนไขผ่อนปรน, ช่วย SMEs และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariff 3.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ด้วยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยภาคเหนือ, เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและกระจายน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำอย่างยั่งยืน

    *** เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก 2568 ขยายตัวชะลอตัวจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งข้อพิพาทชายแดน อุทกภัย และ แรงกดดันทางการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการรัฐ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยสรุป… “เศรษฐกิจไทย” ยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ต้องเผชิญแรงเสียดทานสูงจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก การประคับประคองด้วยมาตรการรัฐและ การลงทุนภาคเอกชน จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและขยายตัวอย่างยั่งยืนในปี 2568

                                       “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    *** ไปที่…สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ยังสั่นสะเทือนวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ที่ต้องเผชิญทั้งเสียงปืนใหญ่-กับระเบิด และ การอพยพหลบภัยอย่างไม่คาดคิด ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกรัฐบาล สรุปสถานการณ์ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2568 ว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีประชาชนกว่า 779,000 คน ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 262,551 ครัวเรือน ใน 7 จังหวัด 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 705 หลัง ซ่อมแซมแล้ว 331 หลัง (46.9%), รัฐบาลอนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแล้ว 201 ล้านบาท ครอบคลุมค่าอาหาร ที่พักพิง ค่ารักษาพยาบาล และการจัดการศพ, การเยียวยาโดยตรงแก่ผู้ประสบภัยจ่ายแล้วกว่า 17.6 ล้านบาท, สิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 2 ล้านหน่วย ถูกลำเลียงสู่พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพ เครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนเครื่องจักรกลสาธารณภัย, จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และ สุรินทร์ ซึ่งกลายเป็นแนวหน้าของทั้งการเผชิญเหตุ และ การรองรับผู้พลัดถิ่นจากการอพยพ

    *** สำหรับการดำเนินการของรัฐบาล ดำเนินการควบคู่ทั้งการช่วยเหลือ และ การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้น 3 ด้านสำคัญคือ 1.การดำเนินคดีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เอาผิดผู้ที่ละเมิดอธิปไตย 2.การเก็บกู้วัตถุระเบิด-ตรวจสอบโดรน เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและสร้างพื้นที่ปลอดภัย 100% สำหรับการอพยพ 3.การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ต่อผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบบินโดรน หรือ ฝ่าฝืนประกาศข้อห้าม ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากจากการอพยพและความไม่แน่นอน กระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งเปิด “ช่องทางการตลาด-การค้าชายแดน” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่น ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ให้ซ้ำเติมวิกฤติความมั่นคง

    *** วิกฤติชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ อาจยังไม่จบง่าย ๆ แต่สิ่งที่ชัดเจน คือ ภาครัฐได้ขับเคลื่อนเต็มกำลัง ทั้ง ด้านความมั่นคง กฎหมาย มนุษยธรรม และ เศรษฐกิจ เพื่อดูแลประชาชนเกือบ 8 แสนคน ที่ได้รับผลกระทบ “ว.เชิงดอย” มองว่า ท่ามกลางความตึงเครียดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เสียงของชาวบ้านที่ชายแดน คือ สิ่งที่สะท้อนความจริงที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว “ความมั่นคงของรัฐ” ไม่ได้วัดกันแค่การปกป้องแผ่นดิน แต่ต้องวัดจากการดูแลชีวิตคนตัวเล็กตัวน้อยให้ อยู่เย็น เป็นสุข ด้วยเช่นกัน…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/636893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eOv_OMVtf9m1W2wRyTbBJ