Category: เศรษฐกิจ

  • “พีระพันธุ์” ลั่น “เศรษฐกิจการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าศักดิ์ศรี อธิปไตยของชาติ

    “พีระพันธุ์” ลั่น “เศรษฐกิจการค้า” เป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าศักดิ์ศรี อธิปไตยของชาติ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/110686&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08GZbCjXdBiDN0IGT6ySd-

  • “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ข่าว

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    16 พฤศจิกายน 2025 – 09:01

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก เดินหน้าโมเดล “ฝ่า–ฟัน–ดึง–ดัน” หนุนชุมชน–SMEs โตอย่างยั่งยืน

    นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “ดันอาชีพเสริม สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชน” ภายใต้โครงการยกระดับอุตสาหกรรมภูมิภาค โดยเปิดสอนอาชีพทำ กะปิหวานทรงเครื่อง และ หมี่กรอบทรงเครื่อง ให้ประชาชนอำเภอดอนสักกว่า 300 คน เพื่อเพิ่มทักษะ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามยุทธศาสตร์ “ฝ่า–ฟัน–ดึง–ดัน”

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    รัฐมนตรีอุตสาหกรรมระบุว่า โครงการนี้สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่สั่งให้ทุกกระทรวง “ช่วยประชาชนให้ได้ผลจริง เห็นผลเร็ว และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม” โดยตั้งเป้าพัฒนาดอนสักเป็น พื้นที่นำร่อง สู่การต่อยอดอาชีพ–ตลาดสินค้าเชื่อมโยงกับภาคท่องเที่ยว ก่อนขยายไปยังทุกอำเภอของสุราษฎร์ธานี

    ในเวทีเปิดงาน นายธนกร ย้ำภารกิจหลักของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับ SMEs และวิสาหกิจชุมชน โดยเชื่อว่าการพัฒนาทักษะผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ จะช่วยให้ประชาชนนำไปต่อยอดสร้างรายได้จริง สร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน

    พร้อมเปิดรับฟังข้อเสนอจากผู้นำชุมชนในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนให้ตรงความต้องการของประชาชนมากที่สุด

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม นายธนกรและคณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมชม บริษัท เอ็นเอสซี ซีฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์เนื้อปูม้าชั้นนำของอำเภอดอนสัก ซึ่งผ่านเกณฑ์เป็น โรงงานอุตสาหกรรมสีเขียวระดับ 2 โดยการเยี่ยมชมครั้งนี้เปิดโอกาสให้กระทรวงนำข้อมูลไปใช้พิจารณามาตรการด้านเทคโนโลยีและการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบในอนาคต

    คณะรัฐมนตรีอุตสาหกรรมยังได้เดินทางต่อไปยังอำเภอพุนพิน เพื่อเยี่ยมชม กลุ่มโรงทอผ้าศรีวิชัย ผู้ผลิตสิ่งทอขึ้นชื่อที่ได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หลายรายการ อาทิ ผ้าขาวม้า ผ้ายก และผ้ายกดอก โดยกลุ่มอาชีพได้สะท้อนปัญหาด้านพลังงาน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    พร้อมเสนอความต้องการระบบโซลาร์เซลล์และเตาชีวมวล เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งกระทรวงจะนำไปพิจารณาวางแนวทางสนับสนุนต่อไป

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสร้างอาชีพจริง–ผลลัพธ์เร็ว พร้อมยกระดับศักยภาพชุมชนท้องถิ่น เพื่อเตรียมก้าวสู่เศรษฐกิจภูมิภาคที่เข้มแข็งและยั่งยืน

    “ธนกร” ลุยสุราษฎร์ฯ เปิดคอร์สสร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_964054/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ILdqR8tvDlJgqFYKJ1MiS

  • นครปฐม///นานาชาติชื่นชม! “เรือนจำกลางนครปฐม” เปิดโมเดล HRD พลิกชีวิตผู้ต้องขัง ผสานมาตรฐานโลกและเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    นครปฐม///นานาชาติชื่นชม! “เรือนจำกลางนครปฐม” เปิดโมเดล HRD พลิกชีวิตผู้ต้องขัง ผสานมาตรฐานโลกและเศรษฐกิจพอเพียง | TOPNEWS

    คณะนักวิจัยระดับโลกจาก The 24th Asian AHRD Research Conference 2025 เข้าศึกษาดูงานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในมิติใหม่ ชี้เป็นตัวอย่างการนำแนวคิดสากลมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้ต้องขัง​

    ​วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – นายจักร ลิ่มบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครปฐม ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นแก่คณะผู้เข้าร่วมการประชุมวิจัยนานาชาติ The 24th Asian AHRD Research Conference 2025 โดยการนำของคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมและศึกษาดูงานเกี่ยวกับ “แนวทางการพัฒนาผู้ต้องขัง”

    ​การเข้าศึกษาดูงานครั้งสำคัญนี้มีขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ซึ่งเป็นนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จากนานาประเทศ ได้เรียนรู้จาก ตัวอย่างจริง ในการนำแนวคิดด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HRD) มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมภายในเรือนจำ

    เรือนจำกลางนครปฐมได้นำเสนอแนวคิดหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาคนและองค์กร โดยใช้ ฐานคิดมาตรฐานในระดับสากล ควบคู่ไปกับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแกนหลักในการดำเนินงาน ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน การพึ่งพาตนเอง และการสร้างภูมิคุ้มกัน

    ​ผู้เข้าร่วมประชุมฯ ได้รับฟังการบรรยายและเยี่ยมชมกระบวนการต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนา อาชีพ การปรับ กระบวนความคิด และการยกระดับ คุณภาพชีวิต ของผู้ต้องขังภายใต้การดูแลของเรือนจำ โดยเชื่อมั่นว่าการพัฒนาอย่างรอบด้านนี้จะช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ และเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพและพร้อมกลับคืนสู่สังคมได้อย่างสง่างาม

    ​สมคิด พรมมี ผู้สื่อข่าว TopNews ทั่วไทย จ.นครปฐม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1392313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TA4k8bZS3owHd9ClBZTTj

  • สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น

    สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น

    สวนดุสิตโพลชี้! คนไทยหวังซีเกมส์เป็น’โอกาสทางเศรษฐกิจ’ ดันท่องเที่ยวต่อยอด’มวยไทย’

    วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 08.12 น.

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับซีเกมส์ครั้งที่ 33”กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,281 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2568 พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 82.67 ทราบว่าประเทศไทยเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33

    โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจภายในประเทศ ร้อยละ 68.85 กีฬาที่คิดว่าทีมไทยจะคว้าเหรียญทองมาได้ คือ กรีฑา ร้อยละ 22.25 รองลงมาคือ มวยไทย ร้อยละ 12.18สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาลในการจัดซีเกมส์ คือ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเรียบร้อยภายในงาน ร้อยละ 66.98 จากกระแสฟุตบอล “หมอนทองฟีเวอร์” ส่วนหนึ่งทำให้สนใจซีเกมส์มากขึ้น โดยเฉพาะในกีฬาฟุตบอล ร้อยละ 35.83 และกีฬาอื่น ๆ ร้อยละ 31.15

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังให้ไทยใช้เวทีซีเกมส์เป็นโอกาสขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ พร้อมจัดงานให้ได้มาตรฐานทุกด้าน ขณะเดียวกันกระแส“หมอนทองฟีเวอร์” ยังช่วยขยายความสนใจของสังคมไทยต่อการแข่งขันมากขึ้นนับเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศบนเวทีกีฬาอาเซียน

    ผศ.ดร.รุ่งนภา เลิศพัชรพงศ์ ประธานหลักสูตรการจัดการงานบริการ หลักสูตรนานาชาติโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่าผลสำรวจนี้สะท้อนความคาดหวังทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน โดยประชาชนมองซีเกมส์ในฐานะ“เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” มากกว่ามหกรรมกีฬา ด้วยปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การรับรู้ของประชาชนที่สูงเปรียบเสมือน“ทุนทางสังคม” (Social Capital) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของบรรยากาศการต้อนรับ (Hospitality) ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวความคาดหวังหลักมุ่งไปที่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมหกรรม สะท้อนความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 2)การให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัย” มากที่สุด หรือ “ปัจจัยสุขอนามัย” (Hygiene Factor) ซึ่งไม่ใช่แค่ความต้องการแต่เป็นเงื่อนไขชี้ขาดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ และ 3) ในมิติของโอกาส “หมอนทองฟีเวอร์” และ “มวยไทย”คือตัวอย่างของเศรษฐศาสตร์เชิงเรื่องเล่าและการใช้ Soft Power สร้างผลกระทบเชิงบวกซึ่งสามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่ยั่งยืน

    ดังนั้นความท้าทายของภาครัฐคือการบริหารจัดการความปลอดภัยซึ่งเป็นตัวแปรควบคุมความเสี่ยง และการสร้างมูลค่าจากกระแส Soft Power เพื่อแปลงความคาดหวังของประชาชนให้เป็น “มรดก” (Legacy) ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงรายรับชั่วคราว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/sport/928167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H6Yf_nNBGQJKVpzAVNQLh

  • เปิดลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท เริ่มเมื่อไหร่ ใครได้บ้าง?

    เปิดลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท เริ่มเมื่อไหร่ ใครได้บ้าง?

    เปิดลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท ตอนนี้อยู่ขั้นตอนไหน เริ่มได้เมื่อไหร่ ใครมีสิทธิได้บ้าง อัปเดตเงื่อนไขทั้งหมดได้ที่นี่

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมเสนอโครงการเน็ตคนละครึ่ง เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อช่วยเหลือและส่งเสริมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชาชนกลุ่มรายได้น้อย

    เงื่อนไขเน็ตคนละครึ่ง

    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน กว่า 14 ล้านคน
    • ค่าบริการจ่ายแค่ 160 บาทต่อเดือน (รวมภาษีแล้ว)
    • ได้รับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB ต่อเดือน
    • ระยะเวลาการใช้งาน ต่อเนื่อง 3 รอบบิล (3 เดือน)
    • ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุน กทปส. (กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ)

    เน็ตคนละครึ่ง 160 บาท อยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว

    • กสทช. จะหารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย เพื่อทำแพ็กเกจพิเศษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด และอยู่ระหว่างเสนอร่างโครงการฯ เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบในลำดับถัดไป

    เน็ตคนละครึ่ง 160 บาท เริ่มเมื่อไหร่

    • เมื่อที่ประชุม ครม. อนุมัติโครงการเน็ตคนละครึ่งแล้ว จะเปิดให้กลุ่มคนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน กว่า 14 ล้านคน ลงทะเบียนเน็ตคนละครึ่ง 160 บาท ภายในปี 2568

    “โครงการนี้ออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโลกออนไลน์ได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการใช้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสังคมสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน อีกทั้ง ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล” น.ส.อัยรินทร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945096/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IFwAqcOeMyryc0b_goZN-

  • ‘ขัตติยา’ ซัดรัฐบาล ‘ไร้เดียงสาทางการทูต’ คำพูดนายกฯ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ชี้หน้าที่รัฐคือปกป้องอธิปไตยและเศรษฐกิจพร้อมกัน

    ‘ขัตติยา’ ซัดรัฐบาล ‘ไร้เดียงสาทางการทูต’ คำพูดนายกฯ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ชี้หน้าที่รัฐคือปกป้องอธิปไตยและเศรษฐกิจพร้อมกัน

    ‘ขัตติยา สวัสดิผล’ ซัดรัฐบาลอนุทิน ‘ไร้เดียงสาทางการทูต’ คำพูดนายกฯ กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจ ชี้หน้าที่รัฐคือปกป้องอธิปไตยและเศรษฐกิจพร้อมกัน หากรัฐบาลไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ก็ถึงเวลาต้องพิจารณาตัวเองว่าสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อหรือไม่

    ขัตติยา สวัสดิผล สส.พรรคเพื่อไทย และ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม X @Dear_Khattiya วันนี้ (15 พฤศจิกายน 2568) หลัง  ไทยได้รับแจ้งจากรองผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ขอระงับ (suspend) การเจรจากรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade Framework) เป็นการชั่วคราว และจะสามารถกลับมาเจรจาความตกลงดังกล่าวได้อีกครั้งเมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่า (reaffirms) ปฏิบัติตาม Joint Declaration และหวังว่า จะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว โดย ‘ขัตติยา’ ระบุว่า 

    ไม่น่าเชื่อว่า ครม. ที่ประกาศตัวว่า ‘เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ’ จะไร้เดียงสาทางการเมืองระหว่างประเทศ จนไม่เข้าใจว่า ฝ่ายสหรัฐย่อมต้องตอบสนองต่อสัญญาณทางการเมืองจากคำพูดที่ขาดความรับผิดชอบของนายกฯ ไทยเอง การสื่อสารที่ผิดจังหวะเพียงครั้งเดียวอาจทำให้สถานการณ์นี้แย่ลงไปในทันที ในโลกที่เศรษฐกิจเชื่อมถึงกันทุกมิติ ความมั่นคงของชาติไม่ได้มีแค่เรื่องอธิปไตย แต่รวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การส่งออก และความเชื่อมั่นจากคู่ค้าระดับโลกด้วย

    สหรัฐ คือคู่ค้าสำคัญของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน คำพูดหรือท่าทีที่ไม่รอบคอบของผู้นำประเทศ จึงมีผลต่อห่วงโซ่เสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่แรงงาน ผู้ประกอบการรายเล็ก ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ “พูดแล้วทำ” เป็นเรื่องดี แต่ถ้าทำออกมาแย่กว่าสิ่งที่พูด หรือพูดแล้วทำให้สถานการณ์แย่ลง ก็อยู่เฉย ๆ แล้วเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาลยังอาจเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าเสียอีก และหากรัฐบาลนี้ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติในทุกด้านได้ตามที่ตัวเองประกาศไว้จริง ก็ถึงเวลาต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่าท่านยังสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปหรือไม่?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/82EHdGB_F&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YVtjTKEZPNqjjOllpPDX9

  • จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

    จีน เตือนพลเมืองงดเดินทางเข้าญี่ปุ่น หลังวิวาทะปมไต้หวันบานปลาย

    เมื่อวานนี้ (14 พฤศจิกายน) จีนได้ออกคำเตือนพลเมืองของตนให้ระงับการเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นการตอบโต้ กรณีที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นแสดงความเห็นเกี่ยวกับเกาะไต้หวัน จนเกิดเป็นวิวาทะระหว่างทั้งสองประเทศ

    คำเตือนนี้ถือเป็นการตอบโต้ที่จับต้องได้และมีนัยสำคัญที่สุดของรัฐบาลปักกิ่ง ต่อคำกล่าวของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แม้ว่าการดำเนินการนี้อาจเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าแนวทางอื่น แต่ก็บ่งชี้ว่า จีนพร้อมที่จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เข้ามาเป็นเครื่องมือกดดันในประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาอย่างต่อเนื่อง


    บทความที่เกี่ยวข้อง:


    กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในถ้อยแถลงเมื่อวานนี้ว่า “คำกล่าวที่ยั่วยุอย่างโจ่งแจ้งเกี่ยวกับไต้หวัน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ ‘สร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน… และสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อความปลอดภัยของพลเมืองจีนในญี่ปุ่น” กระทรวงฯ และคณะผู้แทนของจีนจึง “เตือนพลเมืองจีนให้ระงับการเดินทางเข้าญี่ปุ่นไว้ก่อนในขณะนี้”

    มาตรการนี้เป็นการแสดงความไม่พอใจครั้งล่าสุดของจีน ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาประมาณหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ทาคาอิจิได้ตอบกระทู้ถามในรัฐสภาญี่ปุ่นว่า การที่จีนบุกโจมตีไต้หวันจะถือเป็น ‘สถานการณ์ที่คุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น’ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารของญี่ปุ่นได้

    จีนมองว่า ไต้หวันเป็นดินแดนของตน และประกาศว่าจะยึดคืนเกาะดังกล่าว หากจำเป็นต้องใช้กำลังทางทหาร สำหรับจีนแล้ว อธิปไตยของไต้หวันถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามล้ำเส้น
    ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของจีนได้เตือนว่า ญี่ปุ่นอาจจะต้อง ‘เผชิญความพ่ายแพ้ที่ยับเยิน’ หากกล้าแทรกแซงทางทหารในช่องแคบไต้หวัน

    ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่อ้างถึงโดยสถานีโทรทัศน์ NHK ของญี่ปุ่นระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายนปีนี้ มีนักท่องเที่ยวจากจีนเกือบ 7.5 ล้านคนเดินทางเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ

    ภาพ: Takashi Images / Shutterstock

    อ้างอิง:

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/china-travel-warning-japan-taiwan-tensions/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hnEeT5OFAsGFCvNVxx3Ah

  • ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลัก! ขอรับส่งเสริมพุ่ง 6.1 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจใหม่ไทย

    ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลัก! ขอรับส่งเสริมพุ่ง 6.1 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจใหม่ไทย

    ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 มีโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 2,622 โครงการ เพิ่มขึ้น 23% และมูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมลงทุน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อุตสาหกรรมที่มีการลงทุนมากที่สุดคือ ดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งถือเป็นสามเสาหลักของเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย

    โดยดิจิทัล เป็นอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ตามการเติบโตของเทคโนโลยี AI และความต้องการบริการคลาวด์ มีมูลค่าเงินลงทุน 612,768 ล้านบาท (119 โครงการ)  ในจำนวนนี้ มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญอย่าง Data Center ระดับโลกจากทั้งยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง และไทย มายื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 34 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 6 แสนล้านบาท นอกจากนี้ มีโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัลและดิจิทัลคอนเทนต์ ยื่นขอรับส่งเสริมจำนวน 79 โครงการ

    ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลัก! ขอรับส่งเสริมพุ่ง 6.1 แสนล้าน หนุนเศรษฐกิจใหม่ไทย

    อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 184,078 ล้านบาท (382 โครงการ)  ทิศทางการลงทุนในกลุ่มนี้สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังขยับจากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานมูลค่ากว่า 53,000 ล้านบาท การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB รวมกว่า 35,000 ล้านบาท นอกจากนี้ก็มีการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 18,000 ล้านบาท การประกอบและทดสอบชิปกว่า 6,000 ล้านบาท การผลิต Hard Disk Drive และชิ้นส่วนกว่า 4,000 ล้านบาท และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ 

     ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 70,985 ล้านบาท (229 โครงการ) เช่น การลงทุนปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ทั้งแบบ Hybrid และ BEV รวมกว่า 20,000 ล้านบาท การผลิตยางล้อกว่า 11,000 ล้านบาท การผลิตและซ่อมอุปกรณ์และชิ้นส่วนอากาศยานกว่า 5,000 ล้านบาท และการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ โดยเริ่มมีการลงทุนผลิตระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ ระบบส่งกำลัง และระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายรายได้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

    ส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ที่จะนำประเทศสู่ Go Green เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล มีมูลค่าขอรับการส่งเสริม 74,212 ล้านบาท (300 โครงการ) ยังไม่นับรวมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร การแพทย์ และท่องเที่ยว ที่มีการขอรับส่งเสริมจำนวนมาก

    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมลงทุน (บีโอไอ))

    “สถิติการลงทุนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ แสดงให้เห็นถึงคลื่นการลงทุนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือ PCB และกิจการผลิตแบตเตอรี่ระดับเซลล์”

    ทั้งนี้จะเป็นหัวใจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนให้กับอุตสาหกรรมหลักของไทย อย่างยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ การเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินลงทุนนี้จะช่วยหนุนให้เกิดการเติบโตของการจ้างงานบุคลากรไทย การพัฒนาทักษะและเทคโนโลยี การส่งออก รวมถึงการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยบีโอไอจะเร่งผลักดันโครงการสำคัญให้ลงทุนจริงได้เร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/644158&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BMeQB-zEJuypgjYd7iww6

  • กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับ ‘โกงภาษี’ มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน

    กรมสรรพากร จับมือ บก.ปอศ. จับ ‘โกงภาษี’ มูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้าน

    เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กรมสรรพากรร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกและใช้ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพิ่มเติม จำนวน 2 แห่ง พบความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท

    เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้นได้ยึดเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่สงสัยว่าจะมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบภาษีอากร และจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 9 คน ในความผิดฐาน “ร่วมกันมีเจตนาออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก” อันเป็นความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร สืบเนื่องมาจากการสืบสวนขยายผลที่มีการจับกุมตัวบงการและเครือข่ายการฉ้อโกงภาษี เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จำนวนรวมกว่า 80 นาย เปิดปฏิบัติการ “จบเกมส์กลโกงภาษี” หรือ “Anti Tax Fraud Operation Phase 2” เข้าจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าว

    ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “สืบเนื่องจากการตรวจค้นจับกุมเครือข่ายกลุ่มผู้กระทำความผิด กรณีมีการออกใบกำกับภาษีระหว่างกันในกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างยอดขายและยอดซื้อโดยไม่ได้มีการประกอบการจริง และจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นเพื่อประกอบกิจการส่งออกและขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ได้มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง

    ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างความเสียหายให้แก่รัฐเป็นอย่างมาก โดยผู้ที่ออกและใช้ใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง ต้องรับผิดทางแพ่งและมีโทษทางอาญา โดยกรณีการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร และกรณีนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี เป็นความผิดอาญา ตามมาตรา 90/4 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่ สองพันบาทถึงสองแสนบาท

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/police-rd-catch-major-tax-fraud/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QCUGw0keeOqhDeto96D_u

  • นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

    นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงปักกิ่ง

    เช้าวานนี้ (14 พฤศจิกายน) หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ณ มหาศาลาประชาชนกรุงปักกิ่ง

    หลี่เฉียงกล่าวว่า จีนและไทยเป็นญาติที่ดี เพื่อนที่ดีและหุ้นส่วนที่ดี ขณะที่สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบรรลุความรับรู้ร่วมกันสำคัญ ‘จีน-ไทยใช่อื่นไกล’ จะรักษาการไปมาหาสู่กันชั้นสูงกับไทย เสริมสร้างมิตรไมตรีความปรองดอง สนับสนุนต่อกันอย่างแน่วแน่ กระชับความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์แก่กันให้ลงลึกยิ่งขึ้น ผลักดันให้การสร้างสรรค์ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างจีนกับไทยประสบผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น สร้างความผาสุกมากยิ่งขึ้นให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

    นายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวว่า เศรษฐกิจจีนและไทยมีส่วนเกื้อกูลกันค่อนข้างสูง จีนยินดีร่วมกับฝ่ายไทย ขยายการค้าทวิภาคีและการลงทุนต่อกัน ขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การบินและการบินอวกาศ เป็นต้น โดยจีนและไทยอยู่ใกล้กัน มีวัฒนธรรมที่คล้ายกัน สองฝ่ายควรกระชับความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สร้างพื้นฐานมิตรภาพระหว่างประชาชนสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า ไทยกับจีนมีมิตรภาพที่สืบทอดกันมาอย่างแน่นแฟ้น ผลสำเร็จของความร่วมมือในด้านต่างๆ มีมากมาย มีอนาคตกว้างขวาง ไทยชื่นชมเศรษฐกิจและสังคมจีนที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในปีหลังๆ นี้ ยินดีเสริมการไปมาหาสู่กันอย่างเป็นมิตรกับจีน กระชับความร่วมมือที่มุ่งสู่หนทางของการพัฒนาร่วมกัน

    อ้างอิง:

    • สำนักข่าวซินหัว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/king-meets-china-premier-beijing/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37YfQXvxhsyycUDrU93iQZ