Category: เศรษฐกิจ

  • “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง – ชายแดน – ท่องเที่ยว ลดเวลารถติด หนุนเศรษฐกิจตะวันออกและประโยชน์ประชาชนโดยตรง คาดเสร็จปี 2570

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง – ชายแดน – ท่องเที่ยว ลดเวลารถติด หนุนเศรษฐกิจตะวันออกและประโยชน์ประชาชนโดยตรง คาดเสร็จปี 2570

    “พิพัฒน์” เดินหน้าถนนผังเมืองใหม่ตราด คืบหน้า 26% เปิดเส้นทางเมือง – ชายแดน – ท่องเที่ยว ลดเวลารถติด หนุนเศรษฐกิจตะวันออกและประโยชน์ประชาชนโดยตรง คาดเสร็จปี 2570

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงชนบท ( ทช.) ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในทุกภูมิภาคเพื่อให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุนขนส่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะในจังหวัดตราด ซึ่งเป็น “ประตูเศรษฐกิจภาคตะวันออก” ที่เชื่อมสู่ประเทศเพื่อนบ้านและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะนี้กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ก1, ข และ ค1

    ผังเมืองรวมเมืองตราด คืบหน้าแล้วกว่า ร้อยละ 26 โดยอยู่ระหว่างงานโครงสร้างหลัก – งานผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก และงานสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คาดว่าจะแล้วเสร็จใน ปี 2570

    นายพิพัฒน์ย้ำว่า โครงการนี้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ “เปลี่ยนคุณภาพชีวิตประชาชนได้จริง” เพราะจะช่วย ลดเวลารถติดในเขตเมืองตราด ทำให้ประชาชนเดินทางได้เร็วและปลอดภัยกว่าเดิม เชื่อมเมือง – เชื่อมชายแดน – เชื่อมท่าเรือ รองรับการขนส่งสินค้าเกษตรทะเลและการค้าชายแดน หนุนภาคท่องเที่ยว ช่วยให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเกาะช้าง – เกาะกูดได้สะดวกขึ้น กระตุ้นรายได้ให้คนในพื้นที่และเป็นการเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน รองรับการค้าการลงทุนใหม่ในอนาคต

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า จังหวัดตราด เป็นเมืองที่มีศักยภาพทั้งภาคการคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองมีการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่ง การค้า และการขยายตัวของเมือง นอกจากนี้ ยังเป็นโครงการก่อสร้างถนนที่ไว้รองรับการขยายเส้นทางสาย 3 จากจังหวัดตราด ถึง บ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เพื่อสอดรับกับถนนสายหลักที่เชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดตราด ซึ่งการก่อสร้างแบ่งออกเป็น สาย ก1 ระยะทางโครงการ 1.350 กิโลเมตร สาย ข และ ค1 ระยะทางโครงการ 6.782 กิโลเมตร รวมระยะทางดำเนินการของโครงการทั้งสิ้น 8.132 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 914 ล้านบาท โดยได้ก่อสร้างเป็นผิวจราจรคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 ช่องจราจร แบ่งทิศทางการจราจร โดยเกาะกลาง มีทางเท้า พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 4 แห่ง มีการติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบระบายน้ำ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานถนนสายดังกล่าวได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและได้รับความสะดวกปลอดภัยในการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ทช. ยังได้กำชับไปยังผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานในเรื่องความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง โดยให้ทำการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ ติดตั้งป้ายเตือน สิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ ให้ผู้ใช้ทางสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงให้เพิ่มรอบการรดน้ำบริเวณโครงการเป็นการลดฝุ่นละอองในพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในช่วงระหว่างการก่อสร้างอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/62829&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JiamkfIt62caMCuunR5aK

  • โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ สู่ครูนวัตกร เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

    พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) โครงการพัฒนายกระดับครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้สู่ครูนวัตกรเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    8 ธันวาคม 2568 ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) เพื่อยกระดับศักยภาพครูกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทั่วประเทศสู่การเป็น “ครูนวัตกร” โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ไปสู่การสร้างประโยชน์ในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ประชาชนทุกกลุ่มวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    สกร. ระบุความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่ระบบการเรียนรู้ยุคใหม่ของประเทศ

    ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สกร. และ อว. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งมุ่งเน้นให้ประชาชนในทุกช่วงวัยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ สกร. มีสถานศึกษาและศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้มากกว่า 8,300 แห่งทั่วประเทศ ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ใกล้ชิดประชาชนที่สุด และครู สกร. ถือเป็นบุคลากรด่านหน้าที่มีบทบาทอย่างยิ่งในการยกระดับทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

    อย่างไรก็ตาม ครู สกร. ยังต้องการการเสริมศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน การลงนามความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นกลไกเชิงระบบ ที่จะทำให้ครู สกร. ทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานด้าน อววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อธิบดี สกร. กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายใต้ MOU นี้ ครู สกร. จะได้รับการพัฒนาตามลำดับขั้น ทั้งด้านทักษะพื้นฐาน ทักษะด้านนวัตกรรม ไปจนถึงทักษะเฉพาะทาง ผ่านการอบรมเชิงลึก การทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย และการออกแบบโครงการที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อพัฒนาครูให้เป็น “ครูนวัตกร” ผู้สามารถนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก

    ปลัด อว. ชี้ความร่วมมือจะเสริมกลไกการพัฒนาคนของประเทศอย่างยั่งยืน

    ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า อว. เป็นกลไกหลักของประเทศในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีเครือข่ายหน่วยงานภายในและภายนอกมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ทั้งสถาบันอุดมศึกษา หน่วยวิจัย และองค์การมหาชน ซึ่งสามารถสนับสนุนภารกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศได้ในทุกมิติ ในปีงบประมาณ 2569 อว. จะบูรณาการกลไกทั้งหมดเพื่อพัฒนาศักยภาพครู สกร. ด้วยกระบวนการ Upskill – Reskill – Newskill เพื่อเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนสู่ศตวรรษที่ 21 พร้อมทั้งส่งเสริมการนำนวัตกรรมลงสู่พื้นที่จริง โดยครู สกร. จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างองค์ความรู้เชิงวิชาการกับการพัฒนาชุมชนในระดับพื้นที่

    ปลัด อว. เน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “นวัตกรชุมชน” ผู้สามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่า (Value-Based Economy) และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ “การร่วมมือกันระหว่างสองกระทรวงในครั้งนี้ จะไม่เพียงเป็นการลงนามในเอกสาร แต่คือพันธะสัญญาในการร่วมกันพัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพสูงขึ้น เป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงและการเติบโตของประเทศในระยะยาว” ปลัด อว. กล่าว

    ทั้งนี้ กระทรวง อว. ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันอุดมศึกษาเพื่ออกแบบหลักสูตรเฉพาะสำหรับเตรียมพร้อมสู่การเป็น นวัตกร อีกด้วย

    ศธ. ย้ำการบูรณาการนวัตกรรมกับการศึกษา คือหัวใจของการเตรียมคนไทยสู่โลกอนาคต

    ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงบทบาทของการศึกษาในยุคปัจจุบันว่า การเรียนรู้จะต้องไม่จำกัดอยู่เพียงในระบบวุฒิการศึกษาแบบเดิม แต่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกวัยสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ อว. ครั้งนี้ จะเสริมให้ระบบการศึกษาไทยเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่การจัดการเรียนรู้ในระดับพื้นที่ ช่วยให้ครูและประชาชนได้รับ “ทักษะแห่งอนาคต” ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตและการทำงานได้จริง ปลัด ศธ. ระบุว่า “ครูสมัยใหม่ต้องไม่เพียงทำหน้าที่ถ่ายทอดเนื้อหา แต่ต้องสามารถสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้ผู้เรียนได้ ความร่วมมือนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับคุณภาพคนไทยในทุกมิติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/911437/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HLJ1Wrx3qCfxnghaSLo-s

  • หอการค้าไทย หนุนจัดการเด็ดขาด ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำอธิปไตยมาก่อนเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทย หนุนจัดการเด็ดขาด ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำอธิปไตยมาก่อนเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทย หนุนจัดการเด็ดขาด ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำอธิปไตยมาก่อนเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ในนามภาคเอกชนไทย ขอแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีเหตุปะทะเกิดขึ้นเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา 

    โดยขอเรียนย้ำว่า ภาคเอกชนมิได้สนับสนุน ให้เกิดความรุนแรง การเผชิญหน้า หรือสงครามในทุกรูปแบบ 

    อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศไทยถูกละเมิดอธิปไตย และมีการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศหลายครั้ง ประเทศไทยย่อมมีสิทธิและความจำเป็นในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนตามหลักสากล

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องแยกแยะประเด็นด้าน ความมั่นคง ออกจาก ประเด็นทางเศรษฐกิจ อย่างชัดเจน โดยความมั่นคงของประเทศและชีวิตของประชาชนต้องมาก่อนเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก 

    “แม้ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากการปิดด่านการค้าชายแดนที่ยืดเยื้อมากกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการค้าชายแดน การลงทุน และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็น ต้องได้รับการจัดการอย่างเด็ดขาด ชัดเจน และยุติโดยเร็ว เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง 

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยจึงขอสนับสนุนรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็ว และโดยสิ้นเชิง รวมถึงการพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและจำเป็น หากต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศอย่างชัดเจน

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเห็นว่า การสื่อสารกับนานาชาติระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ภาครัฐควรเร่งสื่อสาร ทำความเข้าใจ และชี้แจงอย่างเป็นระบบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากประเทศไทยเป็นฝ่ายเริ่มต้น แต่เป็นผลจากการละเมิดข้อตกลงและอธิปไตยของไทย โดยฝั่งกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความคลาดเคลื่อน และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก

    อย่างไรก็ดี หอการค้าไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายลงโดยเร็ว นำไปสู่ความสงบเรียบร้อย สันติภาพ และความมั่นคงของประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชนชาวไทยในระยะยาว

    สำหรับ ปัจจุบันมีทั้งหมด 7 ด่าน และมี 1 ด่าน เป็นจุดผ่อนปรนเพื่อการท่องเที่ยว 1 เขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ

     ข้อมูลจากกองความร่วมมือการค้าและการลงทุน กรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ปี 2024 การค้าระหว่างไทยและกัมพูชา มีมูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 300,000 ล้านบาท 

     โดยส่วนใหญ่ไทยส่งออกไปกัมพูชาประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 90% ส่วนอีก 10% เป็นการนำเข้าจากกัมพูชา และไทยเกินดุลการค้ากัมพูชาประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646020&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_DgiqHT8AMdiMb5aTISCJ

  • ส.อ.ท. ถก พรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

    ส.อ.ท. ถก พรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเครื่องนโยบายจากภาครัฐ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    พร้อมกันนี้ นายเกรียงไกร ได้นำเสนอความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย เช่น

    1) มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ

    2) ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิ์ส่งออก

    3) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    4) ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน

    5) หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ

    6) ค่าเงินบาทแข็งค่า

    7) ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ

    8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชันและกฎหมายล้าสมัย 

    ส.อ.ท. ถก พรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

    เกรียงไกร เธียรนุกุล

    ขณะเดียวกัน นายเกรียงไกร ได้เสนอยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านแนวทาง 4GO ประกอบด้วย

    1) Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI

    2) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม

    3) Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทย เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก

    4) Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและปรับตัวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

    แนวทาง 4GO อยู่ภายใต้นโยบาย ONE FTI ของ ส.อ.ท. ซึ่งช่วยยกระดับผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เข้มแข็งกว่าเดิม โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม 

    เพื่อขับเคลื่อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทย นายเกรียงไกร ยังได้ระบุเป้าหมายการพัฒนาประเทศใน 3 ด้าน ประกอบด้วย

    เป้าหมายที่ 1 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (Competitiveness) มีผลประเมินการจัดอันดับ IMD TOP 20 อันดับแรก (ปี 2025 ประเทศไทยยังอยู่อันดับที่ 30)

    เป้าหมายที่ 2 ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Driving GDP Growth) ให้ขยายตัวได้ในระดับ 5% และเป้าหมายที่ 3 การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) เพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 เร็วกว่าเดิม 15 ปี จากเป้าหมายเดิมคือปี 2065

    ทั้งนี้ ได้แบ่งข้อเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่

    1.    การปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) และเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยยกระดับการปฏิรูปกฎหมายเป็นวาระแห่งชาติด้วยวิธี Omnibus Laws และ Regulatory Guillotine ปรับปรุงกฎหมายระดับรองที่สามารถดำเนินการได้ทันที รวมทั้งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ยกระดับการให้บริการภาครัฐ

    2.    การพัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งระบบ โดยปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี พิจารณาให้สอดคล้องตามปัจจัยทางเศรษฐกิจของแต่ละพื้นที่ การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labour Productivity) รวมทั้งส่งเสริมการจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน (Pay by Skills)

    3.    การบริหารจัดการด้านพลังงานทั้งระบบ รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยเร่งทบทวนและผลักดันแผนพลังงานชาติ (NEP) ฉบับใหม่ ทบทวนโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดต้นทุนพลังงาน/ไฟฟ้า และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อให้แก้ไขปัญหาพลังงาน

    4.    การส่งเสริมการส่งออก การค้า และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve โดยเร่งสร้างกลไกและแผนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve เร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับสินค้า Made in Thailand (MiT) รวมทั้งปกป้องสินค้าไทยโดยการควบคุมสินค้านำเข้าที่ไม่ได้คุณภาพ

    5.    การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยสนับสนุนการลงทุนพัฒนาไปสู่ Digital Transformation 4.0 ส่งเสริมการขับเคลื่อนโจทย์นวัตกรรมรายกลุ่มอุตสาหกรรม เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    6.    การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) การบริหารจัดการทรัพยากรนํ้า และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยบูรณาการการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน เตรียมความพร้อมในการรับมือมาตรการ Climate Change รวมทั้งนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ประโยชน์ เป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) การใช้ประโยชน์ใหม่ (Waste symbiosis)

    7.    การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SMEs โดยผลักดัน SME ให้เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และขยายสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุม SME Size M ดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) และจัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ค้ำประกันสินเชื่อ

    8.    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Logistics และพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม โดยทบทวนการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการส่งออก นำเข้าไทย รวมทั้งอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ ส่งเสริมการค้าชายแดนผ่านแดนของไทย

    ส.อ.ท. ถก พรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

    สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

    ด้านนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคไทยก้าวใหม่ว่า ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยจากสภาอุตสาหกรรมฯ มีความสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งพรรคพร้อมสนับสนุนและผลักดันสินค้าไทย Made in Thailand (MiT) ตลอดจนระบบระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และโครงการพี่ช่วยน้อง

    อย่างไรก็ตาม วันนี้ประเทศไทยเจอวิกฤติหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาคอร์รัปชันที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่ขอเป็นอุปกรณ์ในการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชัน โดยจะนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนวทางต่าง ๆ จากผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมฯ อาทิ การพัฒนาทักษะแรงงาน การยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เป็นต้น ที่มอบให้ในวันนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/734726&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ikUm9JGA6Ta6HQXllbUop

  • ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่ดันเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจ 2 ปี 4.6 แสนล้าน

    ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่ดันเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจ 2 ปี 4.6 แสนล้าน

    นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการตาม Financial Landscape ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ริเริ่มการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อยกระดับ “โครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน” ผ่าน Application : GHB ALL GEN สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่สามารถขอสินเชื่อได้เนื่องจากขาดเอกสารหลักฐานรายได้ สามารถออมเงินหรือเดินบัญชี (Statement) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ และได้ขยายความร่วมมือกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ดำเนินโครงการบ้าน ธอส. โรงเรียนการเงิน X Developer สนับสนุนให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรร ออมเงินหรือเดินรายการทางการเงิน (Statement) จากการประกอบธุรกิจผ่าน Application : GHB ALL GEN เพื่อสร้างวินัยทางการเงินอย่างเป็นระบบ เพิ่มความสามารถในการยื่นขอสินเชื่อกับ ธอส. และสร้างโอกาสในการมีบ้านเป็นของตนเองได้ในอนาคต

    ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่ดันเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจ 2 ปี 4.6 แสนล้าน

    ปัจจุบันมีผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชีเงินออมกว่า 220,000 ราย และมีลูกค้าได้รับสินเชื่อจาก ธอส. มากกว่า 50,000 ราย ขณะเดียวกัน ธอส. ยังช่วยรักษาบ้านให้กับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน ทั้งการพักชำระดอกเบี้ย ลดเงินงวดและลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงสนับสนุนโครงการคุณสู้ เราช่วย ของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดเงินงวดผ่อนชำระให้กับลูกค้าตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมมาตรการแล้วกว่า 115,000 บัญชี ซึ่งสามารถช่วยลูกค้ากลับมามีสถานะปกติและรักษาบ้านของตนเองไว้ได้กว่า 590,000 บัญชี

    “ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) พบว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปปล่อยใหม่ทั้งประเทศ 9 เดือนแรกปี 2568 หดตัว 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 แต่ ธอส. ยังคงปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ได้ 15.6% ส่งผลให้ ธอส. ก็จะยังเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สะท้อนความมุ่งมั่นทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเอง โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านหลักฐานแสดงรายได้ ได้เข้าไปดูแลให้ประชาชนกลุ่มนี้ให้เข้าถึงสินเชื่อได้บนพื้นฐานการมีวินัยทางการเงินที่ดี ส่งผลให้ปัจจุบัน ธอส. มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 43.7% สูงสุดในรอบ 20 ปี” นายกมลภพ กล่าว 

    ธอส. ปล่อยสินเชื่อใหม่ดันเม็ดเงินลงระบบเศรษฐกิจ 2 ปี 4.6 แสนล้าน

    นอกจากนี้ ธอส. ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนโดยวางรากฐานการใช้ประโยชน์เทคโนโลยียกระดับการทำงานและให้บริการทางการเงินในทุกมิติ ผ่านการดำเนินโครงการต่าง ๆ ในช่วงปี 2567 – 2568 ดังนี้

    1.    โครงการปรับปรุงและว่าจ้างบริการบำรุงรักษาระบบ GHB System : ธอส. ประสบความสำเร็จในการอัปเกรดระบบงานหลัก CORE BANK ให้มีเสถียรภาพและความต่อเนื่องเพื่อให้บริการลูกค้า เพิ่มความรวดเร็วในการทำธุรกรรมและรองรับการเติบโตทางธุรกิจของธนาคารในอนาคต สอดคล้องกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 

    2.    โครงการ IT Infrastructure Modernization : เป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI

    3.     โครงการ Dynamic Customer : ระบบประมวลผลการบูรณาการข้อมูลลูกค้าผ่านทุกช่องทางของธนาคาร เพื่อยกระดับการให้บริการที่เข้าใจและตรงใจลูกค้า

    4.    โครงการ Near Real Time : เป็นการเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Fraud Detection System) โดยสามารถแจ้งเตือน (Alert) ความผิดปกติได้แบบ Near Real Time ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงลดความเสียหายที่อาจเกิดจากภัยทุจริตทางการเงิน ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจ ในการใช้บริการดิจิทัลของธนาคารมากขึ้น

    5.    การใช้ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ในระบบสารสนเทศที่ดิน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์และด้านเทคนิค ให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทำให้การพิจารณาสินเชื่อมีความถูกต้องและแม่นยำ ลูกค้าได้รับบริการที่รวดเร็ว และศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ สามารถนำข้อมูลไปใช้ประเมินสถานการณ์และแนวโน้มการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

    6.    โครงการระบบ GHB Digital Appraisal ระยะที่ 3 ขยายฐานการให้บริการลูกค้าด้านการประเมินราคาให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มียอดสินเชื่อในปริมาณที่สูงในแต่ละภูมิภาครวม 24 จังหวัดหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านการประเมินราคาได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การพิจารณาสินเชื่อมีความรวดเร็วมากขึ้น  

    สำหรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ธนาคารที่เติบโตอย่างยั่งยืน ในมิติ ESG ธนาคารได้ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และอยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ ESG Loan โครงการสินเชื่อเพื่ออาคารคาร์บอนต่ำ โครงการขยายฐานสินเชื่อปล่อยใหม่กลุ่ม Social Solution โครงการสินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ และโครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน ฯลฯ การดำเนินการทั้งหมดนี้ของ ธอส. สะท้อนถึงความมุ่งมั่น “เดินหน้า” ยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าและประชาชน เพื่อวางรากฐาน ธอส. เติบโตอย่าง “มั่นคง” และ “ยั่งยืน” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378970516&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z1h8N4zxNWC3JVAe_3ZrF

  • อุตสาหกรรมไทยกำลังถึงทางตัน เมื่อวิ่งตามไม่ทันเทคโนโลยี

    อุตสาหกรรมไทยกำลังถึงทางตัน เมื่อวิ่งตามไม่ทันเทคโนโลยี

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EDS-evsp-1Zj0IwTeJFax

  • ไทยเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD รับมือเศรษฐกิจผันผวน

    ไทยเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD รับมือเศรษฐกิจผันผวน

    วันนี้, 09:07น.

              นายฟรานติเช็ก รูซิกกา รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เข้านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

              ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันถึงแนวทางเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับ OECD ในระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก โดยฝ่าย OECD ระบุว่า ไทยสามารถได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมและข้อริเริ่มต่าง ๆ ของ OECD ได้ตั้งแต่ก่อนการเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ ทั้งในด้านมาตรฐาน นโยบาย และองค์ความรู้ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการกำหนดนโยบายสาธารณะของไทยให้มีความทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้มากขึ้น

              นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD นับเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของไทย ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของประเทศในการรับมือกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนกระบวนการด้วยความมุ่งมั่นเต็มที่ พร้อมขอคำแนะนำจาก OECD อย่างใกล้ชิด

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Rl_aQx3JorY8A3anOgbKj

  • ‘เอกชน’ ร้องรัฐบาลเร่งแก้ปมกัมพูชา ชี้ความมั่นคงมาก่อนเศรษฐกิจ

    ‘เอกชน’ ร้องรัฐบาลเร่งแก้ปมกัมพูชา ชี้ความมั่นคงมาก่อนเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ‘เอกชน’ ร้องรัฐบาลเร่งแก้ปมกัมพูชา ชี้ความมั่นคงมาก่อนเศรษฐกิจ

    09 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    “เอกชน” ร้องรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้ยุติโดยเร็ว “หอการค้า” ระบุต้องปกป้องอธิปไตยเป็นอันดับแรก ความมั่นคงต้องมาก่อนเศรษฐกิจ ส.อ.ท.แนะเร่งดูแลอพยพประชาชนชายแดน ชี้เจรจาภาษีทรัมป์ต้องรอดูท่าทีสหรัฐ “เคเคพี” หวั่นผลกระทบชายแดน-น้ำท่วม กระทบภาคการท่องเที่ยวฤดูท่องเที่ยว ส่งผลการลงทุนระยะข้างหน้าวูบ

    • ภาคเอกชนนำโดยหอการค้าไทยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ยุติโดยเร็ว โดยย้ำว่าความมั่นคงของประเทศและชีวิตประชาชนต้องมาก่อนเศรษฐกิจ
    • สถานการณ์ปะทะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจชายแดน โดยการปิดด่านและการอพยพประชาชนทำให้มูลค่าการค้าชายแดนลดลงถึง 99.5% หรือเสียหายวันละ 500 ล้านบาท
    • ภาคเอกชนสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เด็ดขาดเพื่อปกป้องอธิปไตย และเรียกร้องให้เร่งสื่อสารกับนานาชาติเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน
    • ความขัดแย้งส่งผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโดยรวม โดยบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอาจกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น
    • สภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ว่าความขัดแย้งยังส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งได้ส่งสัญญาณระงับกระบวนการเจรจา

    สถานการณ์ปะทะนกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชารอบใหม่ เริ่มมาตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 7 ธ.ค.2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 จะบูรณาการเต็มกำลังปกป้องอธิปไตย รวมทั้งยึดตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการฏิบัติการทางทหาร

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในนามภาคเอกชนไทยขอแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีเหตุปะทะเกิดขึ้นเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมา โดยภาคเอกชนไม่สนับสนุนให้เกิดความรุนแรง การเผชิญหน้า หรือสงครามในทุกรูปแบบ 

    อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ไทยถูกละเมิดอธิปไตยและมีการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อตกลงระหว่างประเทศหลายครั้ง ซึ่งไทยย่อมมีสิทธิและความจำเป็นในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนตามหลักสากล

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นเศรษฐกิจ ซึ่งความมั่นคงประเทศและชีวิตประชาชนต้องมาก่อนเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก แม้ภาคธุรกิจจะได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะจากการปิดด่านการค้าชายแดนที่ยืดเยื้อมากกว่าครึ่งปี ซึ่งส่งผลต่อการค้าชายแดน การลงทุนและบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

    รวมทั้งภาคเอกชนเห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวต้องจัดการเด็ดขาด ชัดเจน และยุติโดยเร็ว เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และทำให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง ดันั้นหอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาให้จบเร็วและโดยสิ้นเชิง รวมถึงพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นหากต้องดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ประเทศ

    ขณะเดียวกันภาคเอกชนเห็นว่าการสื่อสารกับนานาชาติเป็นเรื่องสำคัญ โดยภาครัฐควรเร่งสื่อสารทำความเข้าใจและชี้แจงอย่างเป็นระบบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิได้เกิดจากไทยเป็นฝ่ายเริ่มต้น แต่เป็นผลจากการละเมิดข้อตกลงและอธิปไตยไทยโดยกัมพูชาต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความคลาดเคลื่อน และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีโลก

    “หอการค้าหวังว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายลงเร็ว นำไปสู่ความสงบเรียบร้อย สันติภาพ และความมั่นคงของประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยและประชาชนชาวไทยระยะยาว”

    ส.อ.ท.จับตาผลกระทบเจรจาสหรัฐ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากจะกระทบความปลอดภัยประชาชนยังกระทบเศรษฐกิจชายแดนและการใช้ชีวิตประชาชนในพื้นที่อย่างหนัก โดยกัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์และยั่วยุ โดยเฉพาะการทำที่ผิดต่อสนธิสัญญาออตตาวา โดยวางทุ่นระเบิดทำให้ทหารไทยต้องสูญเสีย

    ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้นำเอาหลักฐานที่ชัดเจนไปชี้แจงล่าสุด โดยเฉพาะหลักฐานที่ได้จากโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากทหารกัมพูชาในการรบรอบแรก โดยหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์ และบันทึกการสาธิตหรือโชว์การวางระเบิดไว้ในเครื่อง ทำให้ผู้แทนของกัมพูชาที่ร่วมประชุมแสดงความตกใจและพยายามคัดค้านไม่ให้นำเสนอ

    ทั้งนี้ หลังจากการนำเสนอหลักฐานไม่กี่วันก็เกิดเหตุการณ์ที่กัมพูชายิงมาที่ฐานของไทยทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และปะทะด้วยปืนเล็ก รวมถึงปืนต่อต้านที่มีศักยภาพการทำลายที่รุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2568 ด้วยเหตุนี้เช้าวันที่ 8 ธ.ค.2568 กองทัพอากาศส่งเครื่องบิน F16 ทิ้งระเบิดในจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดติดตั้งอาวุธที่เป็นภัยคุกคามต่อไทย

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้กระทบเรื่องที่สหรัฐใช้เป็นเงื่อนไขผูกติดไว้ ซึ่งผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ส่งหนังสือถึงไทยเพื่อหยุดกระบวนการเจรจา ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐยังนำเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขการเจรจา ดังนั้นไทยต้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับสหรัฐ โดยยืนยันถึงหลักฐานที่ชัดเจนและคงต้องรอดูท่าทีสหรัฐ

    ชี้ผลกระทบเศรษฐกิจ-ค้าชายแดน

    สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจน คือ การอพยพชาวไทยออกนอกพื้นที่หลายแสนคนในหลายจังหวัดชายแดน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้น โดยมูลค่าการค้าชายแดนลดลงเหลือเพียง 0.5% เท่ากับการค้าหายไปถึง 99.5% เกือบเท่ากับการปิดด่านการค้าถาวร ซึ่งการปิดด่านที่ผ่านมากระทบการค้าต่อวัน 500 ล้านบาท

    “การอพยพทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพหยุดชะงัก หลายอุตสาหกรรมหยุดลง เช่น ภาคการเกษตร รวมถึงโรงงานและโรงเรียนต้องหยุดเพื่อความปลอดภัย การค้าใน 3-4 จังหวัดได้รับผลกระทบ และหวังว่าไทยจะดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยืดเยื้อ เพราะสิ่งที่กระทบเพิ่มขึ้นคือขวัญและกำลังใจประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน” นายเกรียงไกร กล่าว

    ขัดแย้งกัมพูชาการทบทางอ้อม

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา มีผลกระทบทางตรงอาจไม่มากนัก หรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก เพราะการส่งออกไทยไปกัมพูชามีสัดส่วนเพียง 2-3% ของการส่งออกรวม และ 70% ของมูลค่าดังกล่าวเป็นการค้าชายแดนที่ถูกปิดไปแล้ว 

    “ผลทางตรงน่าจะปรากฏในตัวเลขการค้าที่ผ่านมาแล้ว แต่ความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งยากที่จะประเมินขณะนี้”

    ทั้งนี้ แม้ผลกระทบทางตรงอาจไม่มาก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบทางอ้อม โดยสิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ การซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ภายใต้สิ่งที่ต้องเผชิญในปัจจุบันจากน้ำท่วมภาคใต้ ผนวกกับผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชาที่เป็น 2 เรื่องในช่วงฤดูท่องเที่ยว ดังนั้น ประเด็นดังกล่าวอาจกระทบความสนใจการมาเที่ยวไทย รวมถึงภาพการลงทุนระยะข้างหน้าที่อาจชะลอออกเช่นกัน

    “วันนี้ 2 เรื่อง ทั้งข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และน้ำท่วมเป็นปัจจัยที่ประเมินตัวเลขได้ยาก โดยน้ำท่วมเบื้องต้นคาดผลกระทบอยู่ที่ 0.1-0.2% ของจีดีพี แม้ผลกระทบเศรษฐกิจไทยไม่มาก แต่ทางอ้อมกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูหลังจากนี้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1211173&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RdtYWpexOQ5twWOih_0Rr

  • รองนายกฯเศรษฐกิจ มอบหมาย รมว.พาณิชย์ เจรจาการค้าสหรัฐ

    รองนายกฯเศรษฐกิจ มอบหมาย รมว.พาณิชย์ เจรจาการค้าสหรัฐ

    รองนายกฯเศรษฐกิจ มอบหมาย รมว.พาณิชย์ เจรจาการค้าสหรัฐ

    วันนี้, 09:08น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปะทะกันในพื้นที่ชายแดนจะกระทบกับการเจรจาภาษีสหรัฐฯ หรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเด็นนี้ตนได้หารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธ์  รมว.พาณิชย์เพื่อหารือสถานการณ์นี้ต่อไป

              ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจวานนี้ ได้มีการพิจารณาถึงมาตรการเสาที่ 5  ในเรื่องของการส่งเสริมออม เพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงิน และเป็นการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุด้วย จึงจะมีการเพิ่มวงเงินลดหย่อน เป็น 8 แสนบาท โดยไม่ต้องขอปีต่อปี และให้คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีอยู่ 11.4 ล้านคน สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้น 1.3 เท่า เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้คนไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีแหล่งระดมเงินออมมากขึ้น และเงินเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น

              การออมพลัส จะทำให้ประชาชนเข้าถึงพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง โดยมีราคาขั้นต่ำที่ 1,000 บาท และจะมีการยกเว้นภาษีอากรแสตมป์ของการซื้อประกันด้วย ส่วนมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเข้าทันวันนี้หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกำลังพิจารณา ขณะที่มาตรการคนละครึ่งพลัส ยังไม่ได้มีการหารือกันในครม.เศรษฐกิจครั้งนี้

              นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า จะไม่มีการเจรจาอีกแล้ว สิ่งที่ฝ่ายไทยตอบโต้กัมพูชาไปนั้นเพื่อแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ควรเข้ามาคุกคามอธิปไตยของไทย ดัง นั้น จากนี้ไป จะไม่มีการเจรจาใด ๆ เพราะหากจะให้หยุดสู้รบกัน กัมพูชาจะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่ไทยกำหนดเท่านั้น

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157272&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wX8wy42RhAEVsLJU3TmzD

  • “ศุภจี” โชว์ผลงาน  Quick Big Win  สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท

    “ศุภจี” โชว์ผลงาน  Quick Big Win  สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท

    เศรษฐกิจ

    08 ธ.ค. 2025 เวลา 18:27 น.

    “ศุภจี” เผย ผลงาน 2 เดือน  Quick Big Win เดินหน้านโยบาย  7 ด้าน   สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศเพิ่มขึ้น 35,510 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.18% ของจีดีพี เล็งปั๊มเพิ่มอีก 91,956 ล้านบาท ในโค้งสุดท้ายอายุ พร้อมคาดการณ์ส่งออก ปี 69 ตั้งแต่ติดลบ ไปจนถึง บวก 1.1%

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการขับเคลื่อนงานกระทรวงพาณิชย์ ในช่วง 2 เดือน ที่เข้ามารับตำแหน่ง (ต.ค. – พ.ย.) ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ว่า ตั้งแต่เข้ามาทำงาน ได้กำหนด 7 นโยบายสำคัญ ที่ใช้ขับเคลื่อนงานกระทรวงพาณิชย์ โดยขณะนี้ มีความคืบหน้าทุกนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลค่าครองชีพ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลผู้ประกอบการ SME การดูแลเศรษฐกิจชายแดน การรับมือภาษีสหรัฐ การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ รวมถึงการพัฒนางานบริการ

    ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในรอบ 2 เดือน ของ 7 นโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย

    1. การดูแลค่าครองชีพ ได้ผลักดันโครงการสุขกาย สบายกระเป๋า เปิดให้ซื้อยานอกโรงพยาบาล มีโรงพยาบาลเข้าร่วมกว่า 300 แห่ง ร้านขายยา 3,590 ร้าน ลดค่าครองชีพ 2 เดือน 5,400 ล้านบาท และใน 1 ปี ตั้งเป้า 33,500 ล้านบาท จัดงานธงฟ้า 102 ครั้ง ลดค่าครองชีพ 750 ล้านบาท เปิดตัวข้าวถุงโอชาจำหน่ายที่การเคหะทั่วประเทศ และร่วมมือกับห้างท้องถิ่น 101 แห่ง 800 สาขา ลดราคาสินค้า สร้างมูลค่าการค้า 376 ล้านบาท 

    2. การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ได้ผลักดันโครงการธงเขียวจำหน่ายปุ๋ยเคมีและปัจจัยเกษตรราคาถูก 10 จังหวัด ลดต้นทุน 21 ล้านบาท ดำเนินการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ทำให้ราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงดูแลมันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยังได้ผลักดันขายข้าวจีทูจีให้กับจีน 5 แสนตัน คาดว่าจะเซ็นสัญญา 1 แสนตันแรก ในเดือนธ.ค.นี้ และเริ่มส่งมอบหลังจากนั้น ลงนาม MOU ขายข้าวสิงคโปร์ 1 แสนตัน ดูแลผู้นำเข้าข้าวฮ่องกง เพื่อรักษาตลาดข้าว 1.6 แสนตัน มีการขายมันสำปะหลังให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 100 ล้านบาท ARASCO ของซาอุดีอาระเบีย 3 หมื่นตัน คาดปีหน้าอาจซื้อ 1 แสนตัน และผลักดันข้าวประณีต เน้นขายข้าวคุณภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

    “ศุภจี” โชว์ผลงาน  Quick Big Win  สร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท

    3. การเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SME  ส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ ดึง SME D Bank ให้สินเชื่อ 8 แฟรนไชส์ 439 ล้านบาท ส่งเสริมสินค้า GI จัดแคมเปญ “GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน” ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ใหม่ 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา และผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) ส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active 104 ราย สร้างมูลค่าการค้า 179 ล้านบาท ส่งเสริมสินค้าอัญมณี จัดงาน Bangkok Jewelry Week 2025 มูลค่าการค้า 1.44 ล้านบาท พาณิชย์จังหวัดเปิดจุดจำหน่ายสินค้า 28 ครั้ง ช่วย SME มีช่องทางจำหน่ายสินค้า และช่วย Upskill Reskill ธุรกิจยุคดิจิทัล สัมมนาผู้ประกอบการยุคใหม่ การค้าออนไลน์ ทักษะบริหารจัดการธุรกิจ อบรมผ่านระบบ DBD Academy เสริมสร้างความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์รวมกว่า 32,000 ราย

    4. การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทยกับเพื่อนบ้าน และไทย-กัมพูชา ได้จัดธงฟ้าชายแดน 11 จังหวัด ลดค่าครองชีพ 24 ล้านบาท เปิดตัว “ซิม ออฟ เชียร์ by MOC” ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำหน่ายสินค้าส่วนท้องถิ่น และอาเซียนในราคาย่อมเยา คาดมูลค่า 20 ล้านบาท จัดทำ E-Catalog ประชาสัมพันธ์สินค้าเด่นจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย-กัมพูชา เพิ่มช่องทางสินค้าท้องถิ่นคุณภาพสู่ตลาดวงกว้าง ดึงไปรษณีย์ขนส่งฟรี คนละ 1,000 บาท ลดค่าครองชีพ 1 ล้านบาท ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 1,000 ราย

    5. การรับมือภาษีสหรัฐ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่นๆ เร่งเจรจาความตกลง Reciprocal Trade  กับสหรัฐ ตั้งเป้าสรุปผลภายในสิ้นปี 2568 โดยได้ส่งหนังสือยืนยันกับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ว่า ไทยพร้อมเดินหน้าเจรจาต่อ แต่ทาง USTR ยังไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ก็ไม่แน่ใจว่าจะจบได้หรือไม่ แต่ถ้าไม่จบ ผลกระทบก็เกิดกับสหรัฐ เพราะมีหลายอย่างที่ขอมา ส่วนไทย ก็ต้องใช้ภาษี 19% ต่อไป ส่วนการเตรียมการให้ผู้ประกอบการ ได้ทำต่อเนื่อง มีการจัดเจรจาจับคู่ธุรกิจ 30 ราย นัดหมาย 45 คู่ สร้างมูลค่าการค้า 360 ล้านบาท เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า รวมไปถึงการกวาดล้างธุรกิจนอมินี มีการดำเนินการกับผู้กระทำผิดแล้ว 11 ราย

    6. การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ ได้เสนอ FTA ไทย-เอฟตาเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาพิจารณา และจะผลักดันให้มีผลบังคับใช้ช่วงครึ่งปีแรก 2569 FTA ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) จะหารือต่อเนื่อง คาดมีความคืบหน้าสำคัญในไตรมาสแรก ปี 2569 เร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-เกาหลีใต้ ให้สรุปโดยเร็วที่สุด การผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA มีผู้ประกอบการได้ประโยชน์ 120 ราย จัด Special Task Force บุกตลาดศักยภาพ ซาอุดีอาระเบีย เอเชียกลาง อเมริกาใต้ อเมริกา สร้างมูลค่าการค้า 350 ล้านบาท และจัด Trade Promotion 12 กิจกรรม สร้างมูลค่าการค้า 10,000 ล้านบาท

    7. การพัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ และปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนราชการ ได้ยกระดับบริการดิจิทัลพาณิชย์ มีการจัดทำ Dashboard สินค้าข้าว เพื่อคาดการณ์ผลผลิต พัฒนาระบบ MOC Plus ใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้คำปรึกษา และบริการออนไลน์ ระบบออกใบอนุญาต หนังสือรับรองสินค้าที่ต้องใช้สองทาง (DUI) เชื่อมโยง e-Service กับแอปทางรัฐ 6 บริการ บูรณาการ ก.ล.ต. และ SET สั่งข้อมูลผ่านระบบ e-One Report ปรับระเบียบการซื้อหุ้นคืนของบริษัทมหาชนจำกัด ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของต่างประเทศ ภายใต้ความตกลง FTA และจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแล EV Charger ให้เที่ยงตรง

    นางศุภจี กล่าวว่า  จากความสำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้า Next Step ต่อเนื่องทันที โดยในช่วง 2 เดือนข้างหน้า (ธ.ค. 68 – ม.ค. 69) จะจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ข้ามปี 1 เดือนเต็ม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชายแดน จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และเจรจาตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย รัสเซีย แคนาดา เข้าร่วม WEF (The World Economic Forum) 2026 พบปะภาครัฐ และเอกชนชั้นนำของโลก เร่งเครื่องกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศรวมมากกว่า 20 กิจกรรม

     “การทำงานตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังวางรากฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มาตรการต่างๆ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.18% ของ GDP และในปี 2569 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 91,956 ล้านบาท จากปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.46% ของ GDP เป็นความตั้งใจของกระทรวงที่จะผลักดันให้ได้ ซึ่งจะเร่งดำเนินนโยบายให้มีความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์ มีเป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน”

    สำหรับ การส่งออกปี 69  ได้เตรียมตั้งเป้าหมายการส่งออก ปี 2569 โดยเบื้องต้นประเมินไว้ 3 กรณี คือ กรณีดีที่สุด มูลค่า 337,655.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 1.1% กรณีฐาน มูลค่า 330,642.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 1.0% และกรณีต่ำที่สุด มูลค่า 323,628.7 ล้านดอลลาร์ หดตัว 3.1% ทั้งนี้ ปี 2568 คาดว่า การส่งออกจะขยายตัวเกินไปจากเป้าที่ตั้งไว้ โดย มี 2 เป้า คือ มูลค่า 332,982.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 10.7% และ 334,982.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 11.4%

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1211160&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OOxuzYfbS8rRaXiD1u3LV