Category: เศรษฐกิจ

  • อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว ความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงตั้งความหวังไว้กับบทบาทของรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล

    โดยเฉพาะในด้านการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งน่าสนใจว่าโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่ประกอบด้วยคนนอกระบบการเมือง ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากหลายภาคส่วน สะท้อนถึงความคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพาประเทศให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงในท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

    ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย นาย สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย  “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าสนับสนุนอย่างยิ่งที่รัฐบาลนำมืออาชีพคนนอกมาเสริมทีมเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ทุกท่านที่คัดมาเป็นไปตามสเป็ค มีผลงานและประวัติดี ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่สิ่งที่ควรเพิ่มคือต้องระวังอย่าให้เกิดนโยบายประชานิยม ต้องรักษาวินัยการคลัง ทีมเศรษฐกิจต้องกล้าบอกว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้นายกฯต้องให้อำนาจตัดสินใจจริง ไม่ใช่มาประดับคณะรัฐมนตรี(ครม.)

    ขณะมาตรการเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับโครงการคนละครึ่ง มาถูกทางและเป็นนโยบายที่เห็นผลเร็วที่สุดนโยบายหนึ่ง เคยพิสูจน์แล้วว่า ช่วยได้จริงในระยะสั้น เงินเข้าถึงประชาชน โดยตรง ทำให้มีเงินใช้จ่ายทันทีเกิดการหมุนเวียนเงิน เมื่อประชาชนใช้เงิน ร้านค้ามีรายได้ ก็จ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง พนักงาน มีเงินซื้อของต่อ ช่วยร้านเล็กและชุมชน ร้านค้าเล็กๆ ร้านอาหารในท้องถิ่นมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอดได้

    วรัทภพ แพทยานันท์ -สุนทร สถาพร

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเป็นแค่การแก้ปัญหาเบื้องต้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ แบบยั่งยืน เช่น ความเหลื่อมล้ำ หรือการแข่งขันของประเทศ จึงควรทำควบคู่กับนโยบายอื่นๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาทักษะแรงงานในระยะยาว

    “คนละครึ่งจะเปรียบเทียบว่าเป็น ยาแก้ปวดที่ดี แต่ต้องกินยารักษาโรคประจำตัว และออกกำลังกายให้แข็งแรงควบคู่กันไป”

    สอดคล้องกับ นาย วรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า  ทีมเศรษฐกิจคนนอกภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย มองว่ามีความรู้ความสามารถที่ดีที่เอกชนยอมรับ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่สามารถเข้ากับ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ได้ รวมถึงนายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล มองว่าเข้าใจภาคเอกชนเนื่องจากทำธุรกิจภาคก่อสร้างเช่นกันซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  แม้ว่าจะมีระยะเวลาบริหารประเทศเพียง4เดือนในทางกลับกัน ประเมินว่าเป็นลักษณะการวางแผนนำไปสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า ที่นักธุรกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนเชื่อมั่น โดยเฉพาะ นโยบายคนละครึ่ง

    แต่ทั้งนี้ สมาคมต้องการให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง โดยสานต่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลแพทองธาร  และหากรัฐบาล อนุทิน เข้าบริหารประเทศแล้ว สมาคมฯเตรียมเข้าพบต่อไปโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอให้สนับสนุนมาตรการต่อเนื่องต่อไปเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์สร้างห่วงโซ่อุปทานให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากถึง6 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/638642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wfd140zEmZ4AM9XjTHu5o

  • SUN ฝ่ากระแสเศรษฐกิจขาลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SUN ฝ่ากระแสเศรษฐกิจขาลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/12/577760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KtVePU8rEZOGut-YSZmwL

  • สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    “สภาพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยติดวงจรหนี้วนลูป แก้ยาก ฉุดจีดีพีโตต่ำ ภาวะหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ หนี้สาธารณะ ชี้หนี้ธุรกิจช่วง 10 ปี

        สายงานเศรษฐกิจมหภาค สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดงานเสวนาประจำปี 2568 ในหัวข้อ “เจาะลึกภาวะหนี้สิน ภาคธุรกิจไทย” เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2568 โดยมีการนำเสนอสถานการณ์หนี้แต่ละกลุ่มของไทยเพื่อหาทางแก้ปัญหา

        นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช.กล่าว่า ปัญหาหนี้ที่อยู่ระดับสูงของไทยเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบและเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศ ในปัจจุบันภาวะหนี้อยู่ระดับสูงมากเมื่อเทียบกับทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจและหนี้สาธารณะ

        ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นตั้งแต่หลังโควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง รวมถึงหนี้ภาคธุรกิจที่มี NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น เมื่อรวมปัจจัยผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และการชะลอตัวเศรษฐกิจที่จะเห็นชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ ทำให้มีความเสี่ยงระดับหนี้สูงขึ้น และความสามารถชำระหนี้ รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

        ขณะที่ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี มีสัญญาณเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งคำแนะนำขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

        อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในไทยกำลังสร้างวงจรที่กระทบเศรษฐกิจไทยหลายมิติ โดยนักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า “Diabolic Loop” ซึ่งเป็นวังวนปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้ที่สูง แล้วก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ทำให้ต้องก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

        “การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคที่สำคัญ เพราะเป็นวัฎจักร vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปปัญหาเดิม เมื่อหนี้สูงและจีดีพีไม่เติบโตเศรษฐกิจไม่ดีนำไปสู่ปัญหาใหม่และวนมากระทบจีดีพี”

        ทั้งนี้ การแก้ปัญหาหนี้แบบง่าย เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเพราะสถาบันการเงินระวังปล่อยสินเชื่อขึ้น ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นทำได้เพียงประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอลงมากกว่าที่เป็นอยู่

        ฝากรัฐบาลใหม่ระมัดระวังก่อหนี้

        สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่นั้นควรให้ความสำคัญควรอยู่บนพื้นฐานการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระการคลังระยะยาว เพราะขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้นนอกจากมาตรการระยะสั้นที่จะออกมาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ได้แก่

        1.การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เพราะการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐเจอกีดกันการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งตลาดจีนก็ยากเพราะจีนได้เปรียบทุกด้าน ดังนั้นหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตราการลดการนำเข้าและเพิ่มการบริโภคในประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้

        “ในอดีตเคยใช้มาตรการ Made in Thailand ประสบความสำเร็จทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อนมากขึ้น”

        2.ด้านการส่งออกต้องหาตลาดใหม่ รวมทั้งส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม โดยเฉพาะจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เพราะบางสินค้าไทยได้รับอัตราภาษีตำกว่าทำให้มีโอกาสส่งออกเพิ่ม

        สำหรับขณะนี้การส่งออกเผชิญมาตรการภาษีและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยผู้ส่งออกอยู่ภาวะยากลำบากจากการถูกสหรัฐเก็บภาษี ซึ่งรัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระ เช่น มาตรการค่าแรง

        แนะปรับมาตรการแก้หนี้ให้ตรงกลุ่ม

        3.การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ซึ่งทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง

        ทั้งนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น โดยมาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” ซึ่งต้องปรับแต่งมาตรการให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม และไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

        สินเชื่อธุรกิจจำกัดกลุ่มปล่อยรายใหญ่ 90%

        นอกจากนี้ สศช.ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการเรื่อง “ภาวะหนี้และคุณภาพสินเชื่อภาคธุรกิจไทย” โดยนางสาวสาลินี บุญตน และนางสาวพรทิพา แซ่เอี๋ยว นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สศช.

        ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่าการปล่อยสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจไทยกระจุกตัวมาก โดยธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงินสูงถึง 90% ของสินเชื่อทั้งระบบ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอีจนถึงระดับธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งมีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาทลงมา ได้รับสินเชื่อรวมกันไม่ถึง 10% ของวงเงินสินเชื่อทั้งหมด

        สำหรับสถิติดังกล่าวสะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการประเมินความเสี่ยงที่สูงขึ้น และข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วน

       เอสเอ็มอีรายย่อย NPL สูงขึ้นเรื่อยๆ

        สถานการณ์หนี้ที่ผิดนัดชำระ (NPL) เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากในอดีต โดยหากช่วงปี 2567 หนี้เสียส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อสูง แต่ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มผิดชำระหนี้สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสัดส่วน NPL กว่า 60% เกิดขึ้นในธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอี

        “การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่รายเล็กกำลังอยู่รอดลำบาก ซึ่งหากไม่ได้รับแก้ไขเร่งด่วน อาจกระทบการจ้างงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว”

    ธุรกิจเล็ก NPL พุ่ง“ก่อสร้างไม่ฟื้น”

        ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามสาขาธุรกิจพบว่าในกลุ่ม 5 สาขาหลัก ได้แก่ การผลิต การก่อสร้าง การขนส่งและขายปลีก ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และกิจการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างยังมีสถานการณ์น่าเป็นห่วงด้วยยอดผิดนัดชำระหนี้ยังสูงต่อเนื่องหลังโควิด-19

        ในทางตรงข้าม ธุรกิจสาขาอื่นแสดงสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นหลังโควิด-19 แต่เริ่มมีทิศทางด้อยลงช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเห็นสัญญาณชัดตั้งแต่ปี 2567 สอดคล้องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

        รวมทั้งสิ่งที่น่าวิตกคือเมื่อจำแนกการวิเคราะห์ตามขนาดวงเงินสินเชื่อ พบว่าบัญชีสินเชื่อที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 20 ล้านบาท) มีสัดส่วนสินเชื่อผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นทุกสาขาการผลิตสะท้อนว่าธุรกิจขนาดเล็กมีความเสี่ยงมากในการทำธุรกิจระยะต่อไป

        “ผลการศึกษาทำให้เห็นความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังโควิด-19 และอาจส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะต่อไปที่เศรษฐกิจชะลอเนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กที่สำคัญทั้งมิติเศรษฐกิจและการจ้างงานรวมถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้ความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ สถาบันการเงินและภาคเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่งยั่งยืน”

           5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

         จากผลการศึกษาเรื่องหนี้ของภาคธุรกิจ สภาพัฒน์ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 5 ข้อ ได้แก่

        1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลในภาคการเงิน โดยเชื่อมระบบฐานข้อมูล เช่น ข้อมูลการขึ้นทะเบียนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ข้อมูลชำระภาษี รวมถึงการใช้ประโยชน์จากโครงการ Your Data และปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

        2.ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาคุณภาพสินเชื่อแบบเจาะจง โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมแต่ละขนาดธุรกิจ เพราะมีผลทั้งมิติขนาดธุรกิจและประเภทธุรกิจ

        3.เร่งตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อยกระดับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและลดต้นทุนทางการเงินให้ผู้ประกอบการ

        4.ยกระดับและพัฒนาศักยภาพธุรกิจขนาดเล็กผ่านการสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะการบริหารจัดการ การส่งเสริม e-commerce และการสร้างเครือข่ายธุรกิจกับบริษัทใหญ่

        และ 5.ส่งเสริมบทบาทธุรกิจขนาดใหญ่ ในการช่วยเหลือและพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กสาขาเดียวกัน ทั้งสนับสนุนการเงิน องค์ความรู้และเชื่อมซัพพลายเชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z6Gqss9EaLXMqpI9vi9NG

  • เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    วันนี้ (12 ก.ย.2568) นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงรัฐบาลชุดใหม่ ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงระยะเวลาสั้นๆว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น อย่างการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ทั้งนี้การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    นอกจากนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย

    คือ 1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น
    ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง

    และ 3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง

    ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน น่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    ส่วนโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ

    อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้

    เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ จัดสรรปันส่วนผสมที่ทำให้เกิด พรรคปัดเศษ จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน
    อย่างไรก็ตามทีดีอาร์ไอฝากความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี

    โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ กิโยติน กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงหากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

    ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่ยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิดไทย+1 (Thailand Plus One) นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    อ่านข่าว:

     ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น (คะแนนเสียง) เศรษฐกิจสีเงิน

     ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ต่ำสุดรอบ 32 เดือน กังวลปัญหาการเมือง

    ผู้ส่งออกข้าว จี้รัฐ-แบงก์ชาติ แก้บาทแข็ง วาระเร่งด่วน ชี้กระทบแข่งขัน-ชาวนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qz61jyFRKz95yC_N362tA

  • ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    ไทยพาณิชย์ ฝากโจทย์รัฐบาลใหม่ หนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

    แบงก์ไทยพาณิชย์ ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ให้ความสำคัญ 3 เรื่อง สร้างความเชื่อมั่น-กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเร็วและตรงจุด-ดูแลเอสเอ็มอีให้เข้มแข็ง ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยถึงรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การบริหารประเทศของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความเชื่อมั่น แม้จะมีเงื่อนไขระยะเวลาอันสั้น แต่หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและต่อยอดให้ประเทศเติบโตไปข้างหน้าได้ ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่หากติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    เรื่องสำคัญรองลงมา คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นมีความจำเป็น ที่ต้องทำอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย ผ่านนโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลังที่สอดคล้องกัน

    รวมไปถึงการกลับมาดูโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการสร้างความเข้มแข็งของเอสเอ็มอีเป็นโจทย์ที่มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ควรมีนโยบายให้เอสเอ็มอีกลับมาเดินเครื่องได้ 

    “เชื่อว่า 3 โจทย์นี้ ถ้าทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องทำให้สำเร็จทั้งหมด แต่อย่างน้อยติ๊ก 3 ข้อว่าจะทำอะไร มีเป้าหมายจะเสร็จเมื่อไหร่ และ เป็นนโยบายที่บูรณาการกันใน 3 เรื่องนี้ประเทศไทยมีโอกาสเสมอ” นายกฤษณ์ กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ไทยพาณิชย์ยังคงประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทย ในปี 2568 เติบโต 1.8% และปี 2569 เติบโต 1.4% เนื่องจากรัฐบาลใหม่เพิ่งฟอร์มทีมขึ้นมา 

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลมีสัญญาณเชิงบวกในระยะเวลาอันสั้นผ่านการปรับโจทย์ความเชื่อมั่น กระตุ้นเศรษฐกิจและกลับมาดูเอสเอ็มอี เป็นไปได้ว่า GDP อาจจะมีการปรับแนวโน้มขึ้นในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uvwlMpBrq32YSJKY91Nlt

  • สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    สภาพัฒน์ แนะ 3 มาตรการ ชี้ กระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะหนี้สูง ได้ผลน้อย

    เศรษฐกิจ

    12 ก.ย. 2025 เวลา 8:00 น.

    รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐพุ่งสูง ชี้รัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้

    • รองเลขาธิการ สภาพัฒน์ ชี้ไทยเผชิญปัญหาหนี้สูงเป็นภาวะที่แก้ยาก และส่งผลต่อเศรษฐกิจ
    • ชี้หนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจ-หนี้รัฐของไทยพุ่งสูง สะท้อนความเสี่ยง และความอ่อนแอเศรษฐกิจ 
    • แนะรัฐบาลต้องระวังเรื่องก่อหนี้ และใช้นโยบายการกระตุ้น หลัง IMF เตือนว่าไทยไม่ควรขยายเพดานหนี้สูงกว่า 70% 
    • แนะทางออกรัฐบาลใหม่ ดันเมดอินไทยแลนด์ ใช้ประโยชน์จากส่งออก และใช้มาตรการเฉพาะแก้ปัญหาหนี้ 

    ปัญหา “หนี้” ถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งศักยภาพเศรษฐกิจของไทย โดยหนี้ใน 3 ส่วนถือว่าสูงกว่าระดับปกติ ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูงถึง 63.8% ของจีดีพีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ที่ 88.4% ของจีดีพี และ ส่วนสุดท้ายคือหนี้ภาคธุรกิจซึ่งอยู่ที่ 83.5% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นควาท้าทายในการแก้ปัญหาหนี้เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้  

    นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ระดับสูงของประเทศไทยกำลังเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจ และหนี้สาธารณะล้วนอยู่ในระดับที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต

    NPL พุ่งสูงหลังโควิด-19

    สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงหลังสถานการณ์โควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง และหนี้ภาคธุรกิจที่มีตัวเลข NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น

    เมื่อรวมกับปัจจัยผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่จะเห็นภาพชัดตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 เป็นต้นไป ทำให้มีความเสี่ยงที่ระดับหนี้จะเพิ่มสูงขึ้น และความสามารถในการชำระหนี้รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

    หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ต่อ GDP

    ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยมีสัญญาณปรับเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าประเทศไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ

    เข้าสู่ “Diabolic Loop” แก้ปัญหาได้ยาก 

    “การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในประเทศไทยกำลังสร้างวงจรที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ นักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า ‘Diabolic Loop’ ซึ่งเป็นวังวนของปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้สูง แล้วมีการก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ต่ำ ทำให้ต้องมีการก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ” นายวิชญายุทธกล่าว

    การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคสำคัญ เพราะเป็นวัฏจักรที่เป็น vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปที่ปัญหาเดิม

    การแก้ปัญหาหนี้แบบเดิมอาจใช้ไม่ได้

    เขากล่าวต่อว่าการแก้ปัญหาหนี้ที่ได้ผลไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสถาบันการเงินจะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

    ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศرษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นจะทำได้เพียงประคับประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวลงมากกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น

    เสนอ 3 มาตรการดูแลเศรษฐกิจ 

    สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่ควรให้ความสำคัญ ควรอยู่บนพื้นฐานของการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น เพราะในขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูง การกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยมี 3 มาตรการหลัก ได้แก่

    1. รณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ เจอมาตรการกีดกันทางการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งพาตลาดจีนก็ยาก เพราะจีนได้เปรียบในทุกด้าน

    “ในอดีตเคยใช้มาตรการ ‘Made in Thailand’ และประสบความสำเร็จมาแล้วเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแรงขับเคลื่อนได้มากขึ้น”

    2. หาตลาดส่งออกใหม่และส่งเสริมสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม ไทยจำเป็นต้องหาตลาดใหม่และส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่มจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เนื่องจากบางสินค้าได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่า

    รัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ เช่น มาตรการค่าแรง

    3. ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) SME จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาคือธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น

    มาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้แต่ละกลุ่ม แต่ละราย ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” โดยเน้นว่าต้องมีการปรับแต่งมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม เพราะไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะสามารถใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198473&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WhlHkypDjDXZlGKhxXCBN

  • เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยนผ่าน | ตีโจทย์เศรษฐกิจ

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญครั้งแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อ 28 ปีก่อน ในปี 2540 เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เราต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว

    ทำให้การส่งออกที่ผูกโยงกับเศรษฐกิจโลกขึ้นมามีบทบาทขับเคลื่อนประเทศมากกว่าการลงทุน และการลงทุนจากที่เคยมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร้อยละ 50 ของ GDP ลดลงมาเหลือไม่เกินร้อยละ 25 ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันยาวนานถึง 27 ปี

    ต่อมาในปัจจุบันเรากำลังเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ นโยบายของทรัมป์ 2.0 แต่พุ่งตรงไปยังประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้าด้วย ไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้น ทำให้แทบไม่มีประเทศใดรอดพ้นผลกระทบจากสงครามการค้า เศรษฐกิจโลกอาจจะเข้าสู่ยุคชะลอตัวหรือขยายตัวในอัตราต่ำไปอย่างน้อย 2-3 ปี ฉะนั้น เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักจึงหนีไม่พ้นผลกระทบเรื่องนี้

    แม้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในช่วงแรกจะดี เราจะเห็นการพุ่งขึ้นอย่างมากของการส่งออก การผลิตเริ่มฟื้นตัว เพราะผู้ส่งออกต้องเร่งส่งออก เร่งผลิต เพื่อหนีตายจากอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐ (Reciprocal Tariff) เพราะตอนนั้นสหรัฐยังปักหมุดไว้ที่ร้อยละ 36 และไม่รู้ว่าผลการเจรจาจะเป็นเช่นไร 

    แต่ภายหลังจากตัวเลขสุดท้ายอยู่ที่ร้อยละ 19 การส่งออกจะกลับสู่ระดับที่ลดลงจากเดิม กระทบต่อการผลิต การลงทุนและการจ้างงาน บวกกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ครัวเรือนและธุรกิจจลดลง ที่น่าเป็นห่วงคือคนตัวเล็กและร้านค้าตัวเล็ก

    ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และคาดว่าจะแตะจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 ครึ่งปีหลัง 

    ซึ่งกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.4 เท่านั้น และค่อยๆ พลิกกลับมาขยายตัวได้ดีขึ้นในไตรมาสที่ 1 2 3 และ 4 ของปี 2569 แต่ยังไม่ทันหมดปี เราก็เผชิญกับจุดเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเก่าไปรัฐบาลใหม่ ที่ว่ากันว่าจะมีระยะเวลาทำงานสั้นเพียง 4 เดือนเท่านั้น

    แต่อาจจะบวกกระบวนการต่าง ๆ ไปอีก 4 เดือน ทำให้อายุของรัฐบาลเพิ่มเป็นราว ๆ 8 เดือน และจะเป็น 8 เดือนที่จะได้รับการเฝ้ามองและคาดหวังมากเป็นพิเศษ เพราะต้องเผชิญปัญหาท้าทายทั้งภายนอกและภายใน เช่น Reciprocal Tariff ไทย-กัมพูชา การแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีน 

    นโยบาย มาตรการ โครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด มีผลต่อประชาชนคนตัวเล็กเพียงใด เป็นต้น ฉะนั้น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2569 จะเป็นไปตามภาพที่วาดเอาไว้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลในการฝ่ามรสุมเศรษฐกิจนี้ไปได้ดีแค่ไหน 

    ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นโยบายในระยะสั้นต้องมุ่ง “หยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ” ให้ได้ภายในสิ้นปี 2568 และต้องสร้าง Momentum ต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569 ส่วนในระยะยาวต้องเน้นการวางแผนเรื่อง “การยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ” เพื่อส่งไม้ต่อไปยังรัฐบาลชุดใหม่ 

    ผมขอเสนอนโยบายที่แยกเป็นระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

    1.ในระยะสั้นต้องหยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ (กระตุ้นทั่วถึงและต้องให้ถึงคนตัวเล็ก – ร้านค้าตัวเล็ก)

    1.กระตุ้น / พยุงกำลังซื้อ ประชาชนและ MSMEs เพื่อให้เกิดผลบวกและทำให้เกิด Crowding-in Effect การที่รัฐบาลเลือกโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งถือว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก ช่วยเพิ่มกำลังซื้อเชื่อมั่น เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในเมืองและในต่างจังหวัด ทำให้เศรษฐกิจไม่ชะลอตัวลงมาก

    2.เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน 8.64 แสนล้านบาท ให้มีการเร่งเบิกจ่ายตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 คือ ต.ค-ธ.ค.2568 เพื่อใช้งบประมาณเข้าไปอัดฉีดระบบเศรษฐกิจสู้กับเศรษฐกิจชะลอตัว

    3.เร่งรัดกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2570 เนื่องจากการจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเข้าสู่กระบวนการช่วงปลายปี 2569 ต่อต้นปี 2570 และเข้าใกล้กรอบเวลาการยุบสภา ซึ่งใช้เวลาอีกหลายเดือนจึงจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ทำหน้าที่เบิกจ่ายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลนี้จึงต้องเร่งวาง Timeline ในการจัดทำงบประมาณไม่ให้เกิดความล่าช้า  

    4.ดูแลค่าเงินบาท ต้องไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งมากเกินไปจนผู้ส่งออกไม่สามารถแข่งขันได้ และหากค่าเงินมีความผันผวนมากเกินไปจนผู้ประกอบการไม่สามารถคาดเดาทิศทางเศรษฐกิจได้ จะทำให้เกิดการชะลอการลงทุน ต้องร่วมมือกับ ธปท. และธนาคารพาณิชย์จับตาอย่างใกล้ชิด เพราะธนาคารพาณิชย์จะเป็นด่านแรกของการเอาเงินสกุลต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาท 

    5.ดูแลสภาพคล่องในระบบ เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินผันเงินเข้ามาในระบบเพิ่มเติม สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น เกิดการจับจ่ายใช้สอย กระตุกให้ GDP และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการมีแรงจูงใจในการผลิตขึ้นมาบ้าง 

    2. ในระยะยาวต้องเน้นเรื่องการยกระดับการเติบโตและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (สร้างบุญใหม่แทนบุญเก่า)

    1.แก้ปัญหาหนี้ 3 เสาหลัก เพื่อดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้น จนไม่เป็นตัวบั่นทอนการบริโภค การประกอบธุรกิจ และการทำนโยบายของภาครัฐ ที่จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

    2.เพิ่มรายได้เพื่อเพิ่ม Fiscal Space เพื่อให้ภาคการคลังมีเสถียรภาพมากขึ้น สร้างความเชื่อมั่นและมีช่องว่างในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การขจัดความซ้ำซ้อนของสวัสดิการ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของการใช้เงินงบประมาณ เพิ่มช่องว่างทางการคลังเพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนระบบ Welfare ไปเป็น Workfare

    3.เร่งรัดการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อปลุกให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น และกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างอนาคตให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว ในขณะเดียวกันต้องหาฐานการลงทุนใหม่ในภูมิภาค เพื่อกระจายฐานการลงทุนออกไปจังหวัดอื่น ๆ ที่เริ่มมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิด Inclusive Growth ในอนาคต

    4.ยกระดับผลิตภาพการผลิตภาคการเกษตร เพื่อให้ประชากรประมาณ 20 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศมีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น อันเป็นฐานการบริโภคที่สำคัญของประเทศ

    5.ปรับโครงสร้างประชากร เพื่อปรับกำลังแรงงานให้พร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต เพิ่มทักษะกำลังแรงงาน และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ประชากรสูงวัย ต้องใช้ทักษะที่เพิ่มขึ้นมาทดแทนปริมาณคนที่ลดลง

    หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการได้ว่า แรงกระแทกจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจะเป็น Soft Landing และจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ฟื้นตัวจากเครื่องยนต์ภายในผ่านการบริโภค การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ ไม่แน่ว่าเศรษฐกิจในปี 2569 อาจจะดีกว่าปี 2568 ก็เป็นได้

    บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน มิได้ผูกพันเป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t7xvyU7fLRjsl3DhQuUzp

  • SET รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด

    SET รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด

    SET แกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติม ลุ้นทดสอบ 1,300 จุด กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ GPSC และ CENTEL

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ยังติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติมเป็นความหวังของตลาด ส่วนนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุน สถาบันกลับมาซื้อสุทธิพร้อมกันในระดับพันล้านบาท ตัวเลขขอรับสวัสดิการรายสัปดาห์สหรัฐฯ เพิ่มสูงสุดในรอบ 4 ปี หนุนให้เฟดลดดอกเบี้ย ตลาดรอดู DotPlot ทางเทคนิคยังเป็นการแกว่งตัวขึ้น หากยังไม่หลุด 1280/1270 ยังไม่เสียแนวโน้มการแกว่งขึ้น แนวต้านประเมินที่ 1295/1300 มีโอกาสทดสอบ

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนฟื้นตัว โดยคาด Fund Flow จะทยอยไหลเข้าและประเมินแนวต้านที่ 1280/1300

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศสำคัญติดตาม ได้แก่ CPI ส.ค. ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดเพิ่มขึ้น 2.9%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.7%YoY ใน ก.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามคาดหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อใน ก.ย. นี้ ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดครึ่งหลังปี 2568 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดี ทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตในระยะสั้น คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2568 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB HMPRO (XD 10 ก.ย.) และ KKP (XD 10 ก.ย.)

    3. Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ (1) หุ้น Laggard Play คาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อ โดยเลือกหุ้น SET50 ราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก มี PBV และ PER 2568 F < -1SD มีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมี ESG Ratings A- AAA) แนะนำ BDMS CPALL CRC MTC PTT WHA 

    2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือดอลลาร์อ่อนค่า (บาทแข็ง) แนะนำ กลุ่ม REITS (DIF) กลุ่มอสังหาฯ (AP SIRI) กลุ่มเช่าซื้อ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BCPG GULF) 

    3) หุ้นที่ได้อานิสงส์การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ GPSC มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาก๊าซ และ Bond Yield ลดลง และเงินบาทแข็งค่า คาดว่ามีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มจาก Data Center ในไทยและมีความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนในธุรกิจ Data Center คาดกำไรปกติปี 2568 จะเติบโต 12%YoY จากการเพิ่มกำลังการผลิต, ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 43.50 บาท

    CENTEL มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากความหวังมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคท่องเที่ยว เช่น “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” นักท่องเที่ยวต่างชาติรายสัปดาห์หดตัว YoY ที่แคบลง กำไรมีแนวโน้มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว ขาดทุนจากโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์เริ่มแคบลงและคาดเห็นการเติบโตต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3/2568 ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 33.25 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730274&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kmTGJ6B_yX6R9FUwS9uce

  • ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา | เดลินิวส์

    ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา | เดลินิวส์

    ‘ฮุน เซน’ เผยคำทำนายกลายเป็นจริงแล้ว ย้ำทักษิณสร้างเกมกดดันเศรษฐกิจกัมพูชา

    “ฮุน เซน” อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความเห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่พยายามกดดันกัมพูชา โดยเผยว่าเคยเตือนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “ผู้จัดเกมจะล้มลงก่อนเกมจะจบ” ซึ่งขณะนี้คำทำนายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5106159/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0znViBfF65Cn8b_xFZyGP0

  • จี้! เร่งปรับโครงสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้น

    จี้! เร่งปรับโครงสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้น

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    ภาพจาก : TDRI
    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่ง ทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้ว พบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ชงรัฐบาลอนุทิน สร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน มุ่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย

    ​นอกจากนี้ รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของ กรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ. ชุดย่อย คือ

    1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน ยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
    ​2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง

    3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้
    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    ​เสียงตอบรับดีตั้ง “มืออาชีพ” นั่ง รมว. เสนอแก้ รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง ดึงคนนอก ไฮโปรไฟล์ร่วมบริหารประเทศในอนาคต

    ​ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้

    ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่าง ๆ ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    โจทย์ท้าทาย รมต.ป้ายแดง เสนอว่าที่ รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดัน กม.สำคัญให้เดินต่อ

    ขณะเดียวกัน ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด

    แนะว่าที่ รมว.พลังงงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน

    ในส่วนของว่าที่ รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด ”ไทย+1” (Thailand Plus One)

    นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/256876&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SX6TCVZ4oeaABpYTO2406