Category: เศรษฐกิจ

  • จับตาดอกเบี้ยเฟด “ทรัมป์”(อาจ) ดัน“แฮสเซตต์”ขึ้นปธ.เฟด ทุบดอกเบี้ย ฉุดทองคำร่วง

    จับตาดอกเบี้ยเฟด “ทรัมป์”(อาจ) ดัน“แฮสเซตต์”ขึ้นปธ.เฟด ทุบดอกเบี้ย ฉุดทองคำร่วง

    ตลอด สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลงในระยะสั้น จากการที่ตลาดยังคงจับตาแนวโน้มสันติภาพยูเครนที่อาจเกิดขึ้นในการเจรจาครั้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ – รัสเซีย ในขณะที่ตลาดยังคงกังวลต่อนายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ที่อาจทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันทองคำ

    เว็บไซต์ “ฮั้ว เซ่ง เฮง” วิเคราะห์สถานการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐและราคาทองคำโลก ว่า หากย้อนกลับไปในช่วงเดือนพ.ย.คณะกรรมการเฟด FOMC ได้มีการแสดงความคิดเห็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า เฟดควรที่จะลดดอกเบี้ย 0.25% หรือไม่ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายที่ต้องการลดดอกเบี้ย เนื่องด้วยตลาดแรงงานที่อ่อนแอและมีมุมมองว่าเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากภาษีศุลกากรของทรัมป์เป็นเพียงเรื่องที่เกิดขึ้นชั่วคราว

    และฝ่ายที่ต้องการตรึงดอกเบี้ย มองว่าอัตราเงินเฟ้อยังไม่กลับตัวลงมาสู่ 2% อย่างมีเสถียรภาพ และภาษีศุลกากรขอทรัมป์คงเป็นปัจจัยที่ยืดเยื้อ ประกอบกับการสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และนางมิเชล โบว์แมน ผู้ว่าการเฟดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้มีการกล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากอยู่ในช่วง Blackout Period

    อย่างไรก็ตาม ตลาด CME Fed Watch คาดการณ์เกิน 80% แล้วว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยในวันที่11 ธ.ค.นี้ ในขณะที่ตลาดยังคงต้องติดตามดูสถานการณ์ของคณะกรรมการเฟดต่อไปว่า ในการประชุม FOMC กรรมการเฟดจะมีมติเห็นชอบต่อดอกเบี้ยอย่างไรในอนาคตผ่านตัวเลข Dot Plot ที่จะมีการคาดการณ์ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคล , ตัวเลข GDP , อัตราการว่างงาน และอัตราเงินเฟ้อในอีก 3 ปีข้างหน้า รวมถึงถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด เกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อในปี 2026

    “เควิน เฮสเซตต์” ลุ้นเป็นประธานเฟด

    อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การเลือกประธานเฟดคนใหม่ที่จะมาแทนนายเจอโรม พาวเวล ที่กำลังจะสิ้นสุดวาระลงในช่วงกลางปี 2026 คาดการณ์กันว่า นายเควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (NEC) ของรัฐบาลทรัมป์ มีแนวโน้มที่จะเป็นตัวเต็งในการชิงตำแหน่งนี้ โดยแฮสเซตต์เคยมีประสบการณ์ด้านนโยบายรัฐ และเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ในช่วงปี 2017–2019 ตรงกับรัฐบาลทรัมป์ในสมัยที่ 1 และกับมารับบทบาทผู้อำนวยการ NEC อีกครั้งในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่ 2 ซึ่งปัจจุบัน แฮสเซตต์ปฏิเสธที่จะยืนยันว่าจะมาแทนเจอโรม พาวเวลล์

    นายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่

    นายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่

    นายเควิน แฮสเซตต์ ตัวเต็งว่าที่ประธานเฟดคนใหม่

    สิ่งที่ทำให้แฮสเซตต์ถูกมองว่าใช่สำหรับทรัมป์ คือ แฮสเซตต์เห็นด้วยกับทรัมป์ว่า เฟดควรต้องมีการลดดอกเบี้ยอย่างมาก และมองว่าเป็นความผิดพลาดหากเฟดจะหยุดลดดอกเบี้ยในเดือนธ.ค. โดยแฮสเซตต์สนับสนุนให้เฟดลดดอกเบี้ยถึง 0.50% ซึ่งมากกว่าการลดปกติถึง 2 เท่า และเป็นมุมมองที่มีความเหมือนกันกับนายสตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดสายของทรัมป์ ที่ต้องการให้เฟดลดดอกเบี้ยถึง 0.5% มาตั้งแต่การประชุมในเดือน ก.ย. และต.ค. อีกด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นอิสระของเฟด และอาจส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) อ่อนค่าลง และทองคำได้รับปัจจัยบวกในด้านนี้

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตามอง นายสก็อต เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ผู้ดูแลกระบวนการคัดเลือกประธานเฟดคนใหม่ ได้กล่าวในช่วงปลายเดือนพ.ย.ว่า ทรัมป์อาจประกาศชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อก่อนวันหยุดคริสต์มาสในวันที่ 25 ธ.ค. ในขณะที่ทรัมป์กว่าวว่าจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งทำให้ตลาดยังคงจับตาต่อไปอีกระยะหนึ่งว่า ปธน.ทรัมป์จะเลือกใครมาเป็นประธานเฟดคนต่อไป

    นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด คนปัจจุบัน

    นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด คนปัจจุบัน

    นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด คนปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม กระแสการแต่งตั้งนายเควิน แฮสเซตต์ บรรดานักลงทุนในตลาดพันธบัตรได้แจ้งต่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (US Treasury) แสดงความกังวลเกี่ยวกับการเสนอชื่อนายเควิน แฮสเซตต์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเกรงว่าแฮสเซตต์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรง แม้ว่าเงินเฟ้อจะยังคงยืนเหนือ 2% เพื่อเป็นการเอาใจปธน.โดนัลด์ ทรัมป์

    อีกทั้งนักลงทุนยังคงมีความกังวลว่า หากอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น จะยิ่งเป็นการจุดชนวนให้เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ) ในขณะที่บรรดานักลงทุนบางส่วนยังไม่มั่นใจว่าแฮสเซตต์จะสามารถ ชนะใจคณะกรรมการเฟดที่แตกแยก และสามารถ สร้างฉันทามติ (Corral Consensus) ในการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ยได้
    จากปัจจัยข้างต้น ทำให้ตลาดยังจับตาว่า ทิศทางของดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ ระยะยาวอาจต้องเผชิญกับแรงเทขาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ทองคำปรับตัวลง เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ไม่ให้ดอกเบี้ย ตรงข้ามกับพันธบัตรที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น

    ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

    ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

    ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ

    ปูติน-ทรัมป์ เตรียมหารือสันติภาพ “ยูเครน”

    ส่วนความขัดแย้งในยูเครนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังจากวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายดมิทรี เพสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย จะมีการพบปะกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่กรุงมอสโก ซึ่งปูติน กล่าวก่อนหน้านี้ว่า กรอบข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐและยูเครนได้หารือกัน สามารถเป็นพื้นฐานของข้อตกลงในอนาคตเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครน

    อย่างไรก็ตามกองทัพยูเครนจำเป็นต้องถอนกำลังออกจากพื้นที่ซึ่งยึดครอง แล้วการสู้รบจึงจะยุติลง แต่หากยูเครนไม่ยอมถอนกำลัง รัสเซียจะเริ่มพิจารณาในการใช้อาวุธอีกครั้ง ดังนั้น แผนสันติภาพยูเครนที่สหรัฐฯ กำลังจะมอบให้กับยูเครนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตา เนื่องจากหากแผนการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจเป็นปัจจัยระยะสั้นในการกดดันทองคำให้ปรับตัวลงได้ในภายหลัง

    ชี้ราคาทอง อยู่ในภาวะ “ทยอยฟื้นตัว”

    สำหรับราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่าในทางเทคนิคระยะสั้นยังคงทรงตัวในกรอบ Rising Wedge แต่ระยะยาวยังคงมี Pattern แบบ Expanding Triangle ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงภาวะ “ทยอยฟื้นตัว” หลังจากที่ตลาดได้รับรู้ปัจจัยบวกทางด้านความคิดเห็นที่ขัดแย้งต่อกรรมการเฟดและว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ซึ่งอาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,275 และ 4,375 ดอลลาร์ และอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำได้รอบใหม่

    อย่างไรก็ตาม หากตลาดรับรู้ปัจจัยลบจากความกังวลต่อนักลงทุนที่มีต่อแฮสเซตต์ รวมถึงแนวโน้มสันติภาพยูเครนที่กำลังก่อตัวขึ้น อาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,110 และ 4,030 ดอลลาร์ หากหลุดแนวรับดังกล่าว อาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องได้เช่นกัน  ส่วนทองคำแท่งในประเทศ แนะทยอยสะสม

    อ่านข่าว:

     สัญญานเตือน “ข้าวไทย” เสี่ยงรอบด้าน เร่งปรับพันธุ์ตอบโจทย์ตลาดโลก

    ปลุกรัฐรับมือ “น้ำท่วม” ทำเศรษฐกิจ “อัมพาต” เสียหายกว่าแสนล้าน

    “ภาษีทรัมป์” ป่วนการค้าโลก ทางรอดไทย “เจาะตลาดใหม่” กู้วิกฤตส่งออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AJvfWKFeFZr0l5sFW5MH9

  • กฤษฎีกาชี้ ‘สลากเพื่อการออม’  ทำไม่ได้ขัดวัตถุประสงค์ สำนักงานสลากฯไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

    กฤษฎีกาชี้ ‘สลากเพื่อการออม’ ทำไม่ได้ขัดวัตถุประสงค์ สำนักงานสลากฯไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

    กฤษฎีกาชี้ ‘สลากเพื่อการออม’ ทำไม่ได้ขัดวัตถุประสงค์ สำนักงานสลากฯไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

    วันนี้, 13:13น.

              นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสลากเพื่อการออม (Cash Back) สำหรับผู้ที่ไม่ถูกรางวัล ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 6 หลัก ในรูปแบบดิจิทัล (L6) ว่าขณะนี้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการดำเนินงานที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการสลาก ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการออมโดยตรง  ‘กฤษฎีกาตีความแล้วว่าทำไม่ได้ ซึ่งเกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ เนื่องจากขัดวัตถุประสงค์ไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม ดังนั้น ถือว่ามีความชัดเจนแล้ว’

               ทั้งนี้ ยังมีมาตรการการออมอื่น ๆ ที่เดินหน้าได้ตามปกติอย่างสลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ (สลาก กอช.) หรือหวยเกษียณ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมกราคม 2569 นี้

               รวมถึงมาตรการเสริมสร้างการออมที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณานำเข้าคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) อีก 4-5 แนวทาง ที่คาดว่าจะมีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

    #สลากเพื่อการออม

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157235&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WjCqWOLXE1Oz-vtH0aPKe

  • ‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมสถานะทางเศรษฐกิจไทย ปี 2568

    ‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมประชุมสถานะทางเศรษฐกิจไทย ปี 2568

    วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.33 น.

    8 ธันวาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าร่วมการจัดประชุมหารือระดับสูงและเผยแพร่รายงานสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ปี 2568 (Thailand’s Economic Survey 2025) โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมี นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ณ ห้อง Ballroom 1 และ 2 โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ทั้งนี้ การจัดประชุมดังกล่าวเพื่อเผยแพร่รายงานการสำรวจและประเมินสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ปี 2568 (Thailand’s Economic Survey 2025) และหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงเทคนิคระหว่าง OECD และหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างโอกาสในการบรรลุเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย

    -(016)

    เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

    โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

    1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

    2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

    3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/933213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2n7qWrL4QbM4AvmjIdIQfT

  • “อลงกรณ์” เสนอโรดแมพเศรษฐกิจสีเขียว “ไบโอมีเทน เชื้อเพลิงชีวภาพพลังงานแห่งอนาคตของไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน“ | TOPNEWS

    “อลงกรณ์” เสนอโรดแมพเศรษฐกิจสีเขียว “ไบโอมีเทน เชื้อเพลิงชีวภาพพลังงานแห่งอนาคตของไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน“ | TOPNEWS

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ฉายา“มิสเตอร์เอทานอล” ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT) ประธานมูลนิธิเวิลด์วิว ไครเมท(WCF)และประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.(FKII) นำเสนอโรดแมปเศรษฐกิจสีเขียว “ไบโอมีเทนเชื้อเพลิงชีวภาพ :พลังงานแห่งอนาคตของไทย“เส้นทางสู่ศูนย์กลางอาเซียนตอบโจทย์มิติเศรษฐกิจ พลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นความท้าทายใหม่ของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจในบทความนี้

    “ไบโอมีเทน (Biomethane) คือ ก๊าซมีเทนบริสุทธิ์ (CH₄) ผลิตจากแหล่งชีวภาพเรียกอีกอย่างว่า “ก๊าซธรรมชาติหมุนเวียน” (Renewable Natural Gas – RNG)มีมูลค่า 10 ล้านล้านบาทในตลาดโลกเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสีเขียว(Green Economy) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่สุดในอาเซียน…มิสเตอร์เอทานอล“

    ปัจจุบันมูลค่าตลาดไบโอมีเทน (Biomethane) ทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 100-120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ( 3.5 – 4.2 ล้านล้านบาท) มีอัตราเติบโตต่อปีสูงถึง 10-15%
    และมีแนวโน้มจะเติบโตไปสู่ระดับ 200-300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ( 7-10 ล้านล้านบาท)หรือมากกว่านั้นภายในปี ค.ศ.2030-2035 (พ.ศ.2573-2578) เนื่องจากแรงกดดันจากความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน การแสวงหาความมั่นคงทางพลังงาน และการนำไบโอมีเทนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกในการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า

    ตัวอย่างอุตสาหกรรมไบโอมีเทนในต่างประเทศ

    การพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอมีเทนในประเทศต่าง ๆและภูมิภาคต่างๆมีความแตกต่างกันซึ่งควรค่าแก่การถอดรหัสกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทยดังตัวอย่างต่อไปนี้
    1. ยุโรป ประเทศในยุโรปเป็นผู้นำด้านนโยบายและเทคโนโลยี
    ประเทศเดนมาร์ก : มี ระบบ BioCat Plant ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ Biological Methanation ซึ่งเป็นการรวมก๊าซไฮโดรเจนสีเขียวเข้ากับกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแปลงสูงสุดถึง 99.5% ตามรายงานของDanish Energy Agencyในปี2024 บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนงานวิจัยด้าน Hybrid Systems

    ประเทศเยอรมัน : มีโครงการ Viessmann BioTech ที่แสดงให้เห็นถึงแนวคิด Circular Economy โดยใช้กระบวนการ 2 ขั้นตอนในการผลิตทั้งไบโอมีเทนและปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งช่วยลดการปล่อย Co2ได้ 150,000 ตันต่อปี จากข้อมูลของFederal Ministry for Economic Affairsปี 2024

    ประเทศฝรั่งเศส : ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาขยะในเมืองผ่านโรงงาน GRDF ในลียง ที่ใช้วัตถุดิบหลักจากขยะอาหารของครัวเรือน 150,000 ครัวเรือนเพื่อผลิตพลังงานสำหรับรถบัสกว่า 100 คัน

    2. อเมริกา ตลาดไบโอมีเทนในสหรัฐอเมริกามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีนวัตกรรมทางการเงินที่สำคัญ ในรัฐ แคลิฟอร์เนีย มี โครงการ Dairy Digesters ที่ใช้กลยุทธ์ การรวมกลุ่ม (Aggregation) ของฟาร์มโคนมกว่า 250 แห่ง ทำให้สามารถผลิตไบโอมีเทนในระดับอุตสาหกรรม 350 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และสร้างรายได้หลักจาก LCFS credits (Low Carbon Fuel Standard Creditsเป็นกลไกทางการเงินภายใต้ระบบ มาตรฐานเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ-ผู้เขียน)ซึ่งเป็นรายงานของCalifornia Air Resources Board ปี2024

    ความสำเร็จนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ กลไกตลาดคาร์บอนที่คล่องตัว เช่นบริษัท BP Archaea Energy ได้ใช้โมเดล Monetization Platforms เพื่อรวมกลุ่มและขาย RIN credits ซึ่งเป็นแรงจูงใจทางการเงินที่ดึงดูดการลงทุนได้สูงถึง 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2023

    นอกจากนี้ ความสำเร็จของ บราซิล ในการผลิตไบโอมีเทนจากอุตสาหกรรมอ้อย ก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับไทยที่มีโครงสร้างอุตสาหกรรมคล้ายคลึงกัน

    3. เอเชีย ประเทศในเอเชียได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและนโยบายที่แน่วแน่
    อินเดีย : เดินหน้าโครงการ SATAT เฟส2กำหนดเป้าหมายผลิตไบโอมีเทน 5,000 โรงงานภายในปี 2026 พร้อมมาตรการรับซื้อในราคาคงที่ที่จูงใจโดยการสนับสนุนของ Ministry of Petroleum & Natural Gas Indiaซึ่งเป็นตัวอย่างของนโยบายระดับชาติที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

    ญี่ปุ่น : คูโบต้า(Kubota)วิจัยเครื่องยนต์การเกษตรที่ใช้ไบโอมีเทนจากมูลสัตว์ในฟาร์ม Toyota พัฒนาเครื่องยนต์สำหรับรถโดยสารที่ใช้ไบโอมีเทนควบคู่กับระบบไฮบริด Isuzu เปิดตัวรถบรรทุกต้นแบบที่ใช้ก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) เมือง โยโกฮาม่า ใช้เทคโนโลยี High-Pressure Membrane Separationผลิตไบโอมีเทนจากขยะอาหารสำหรับภาคขนส่ง

    ศักยภาพไบโอมีเทนของไทย : ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพไบโอมีเทนสูงที่สุดในอาเซียนและกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวปัจจุบันมีโครงการก๊าซชีวภาพกว่า 335 เมกะวัตต์ เป็นฐานสำคัญในการต่อยอดไปสู่การผลิตไบโอมีเทนคุณภาพสูง

    การผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) และการปรับปรุงคุณภาพเพื่อผลิตเป็นไบโอมีเทนอัด (CBG :Compressed Biomethane Gas) เป็นทางเลือกเชื้อเพลิงขนส่ง โดยมีเป้าหมายการผลิตในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) 4,800 ตันต่อวันภายในปี 2579 ตามข้อมูลเดิมในแผน AEDP และมีเป้าหมายรวมในการผลิตพลังงานชีวภาพสูงถึง 5,570 เมกะวัตต์ภายในปี 2579

    โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่าประเทศไทย มีศักยภาพการผลิตไบโอมีเทนได้มากถึง 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้กว่า 450,000 ตันต่อปี

    โดยมีแหล่งวัตถุดิบหลักที่มีศักยภาพสูงประกอบด้วย
    1. ภาคปศุสัตว์ เป็นแหล่งวัตถุดิบที่มีความสำคัญสูงสุด โดยมูลสัตว์จากฟาร์มสุกรและโคนมกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศมีศักยภาพการผลิตกว่า 800 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
    2. อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรม เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญรองลงมา โดยเฉพาะน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ เช่น โรงงานสับปะรด อ้อย น้ำตาล และมันสำปะหลัง ซึ่งประมาณการว่าศักยภาพรวมของก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียสูงถึง 3,609 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ส่วนหนึ่งสามารถนำมาปรับปรุงเป็นไบโอมีเทนได้
    3. ขยะชุมชน โดยเฉพาะขยะอินทรีย์และขยะอาหารในเขตเมืองใหญ่ ก็เป็นอีกแหล่งวัตถุดิบที่มีศักยภาพสูงเพื่อนำมาผลิตก๊าซชีวภาพและไบโอมีเทน ซึ่งนอกจากจะสร้างพลังงานแล้วยังช่วยแก้ไขปัญหาการจัดการของเสียในเมืองได้อย่างยั่งยืน

    นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 15 ล้านตันต่อปี สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของไบโอมีเทนในการบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานทดแทนและสิ่งแวดล้อมของประเทศในอนาคต

    5 ปัจจัยขับเคลื่อนในประเทศไทย
    1. นโยบายและการสนับสนุนของภาครัฐ (Strong Government Policy Support)
    1.1อัตรารับซื้อไฟฟ้า (Feed-in Tariff: FiT) การกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซชีวภาพในราคาที่จูงใจ ทำให้โครงการผลิตไฟฟ้าจากไบโอมีเทนมีความเป็นไปได้ทางการเงิน
    1.2 มาตรการลดหย่อนภาษี การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงินสนับสนุนการลงทุนบางส่วน ช่วยลดต้นทุนเริ่มแรก (CAPEX:Capital Expenditure) สำหรับนักลงทุน

    2. ศักยภาพของวัตถุดิบชีวมวลที่มีอยู่มากมาย (Abundant Feedstock Availability) ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีวัตถุดิบที่เป็นของเสียจำนวนมาก เช่น มูลสัตว์จากฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น ฟาร์มสุกรและฟาร์มวัว ,กากอ้อย น้ำเสียจากโรงงานแปรรูปอาหาร และของเสียจากภาคอุตสาหกรรมเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการผลิตก๊าซชีวภาพ

    3.การจัดการของเสียและการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม (Waste Management and Environmental Solution) การนำของเสียและน้ำเสียมาผลิตไบโอมีเทนไม่เพียงแต่ให้พลังงานเท่านั้น แต่ยังช่วยแก้ปัญหากลิ่นเหม็น มลพิษทางน้ำ และการจัดการของเสียขนาดใหญ่ในพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

    4. เป้าหมายพลังงานของประเทศ (National Energy Targets) แผนพลังงานทดแทนของประเทศ (AEDP) กำหนดเป้าหมายกำลังการผลิตพลังงานชีวภาพที่ชัดเจน เพื่อให้พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนมากขึ้นในการผลิตไฟฟ้าและการใช้เชื้อเพลิงของประเทศ เช่น การผลักดัน BioCNG เพื่อใช้ทดแทนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงไบโอมีเทนเข้ากับภาคการขนส่งโดยตรง

    5. เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของไทยมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 โดยมีเป้าหมายหลักใน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 47% ภายในปี 2035

    ถอดบทเรียนเพื่อก้าวข้ามความท้าทาย : เพื่อก้าวข้ามความท้าทาย ประเทศไทยต้องนำบทเรียนจากผู้นำระดับโลกมาปรับใช้อย่างเร่งด่วน
    1. นโยบายและกฎระเบียบที่ชัดเจน
    1.1กำหนดไบโอมีเทนเป็นวาระแห่งชาติ ที่มีเป้าหมายและแผนปฏิบัติการชัดเจน โดยใช้โมเดล SATAT ของอินเดีย เป็นแนวทางเบื้องต้น
    1.2กำหนดมาตรฐานไบโอมีเทนไทย (Thai Biomethane Standard) สำหรับการรับรองคุณภาพ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น ISO 20675:2024
    1.3ขยาย สิทธิประโยชน์ BOI ให้ครอบคลุมทั้งระบบผลิตและโครงสร้างพื้นฐาน

    2. สิ่งจูงใจทางการเงินที่ดึงดูด
    2.1พัฒนาและปรับปรุงกลไก Feed-in Tariff (FiT): ควรปรับเพิ่มเพื่อจูงใจนักลงทุนมากขึ้น
    2.2 จัดตั้ง กองทุนหมุนเวียน (Biomethane Fund) สำหรับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
    2.3ส่งเสริมตลาดคาร์บอนที่คล่องตัว: พัฒนาระบบเครดิตสำหรับไบโอมีเทนโดยเฉพาะ ตามโมเดล RINs ของสหรัฐฯ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้ผู้ผลิต

    3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการรวมกลุ่ม
    3.1ส่งเสริม การรวมกลุ่ม (Aggregation)โดยจัดตั้ง Smart Farm Clustersในภาคปศุสัตว์ ตามแบบ Dairy Digesters ในแคลิฟอร์เนีย
    3.2พัฒนาระบบขนส่งไบโอมีเทนอัด (Bio-CNG) และส่งเสริมการขนส่งไบโอมีเทนด้วยระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ในพื้นที่อุตสาหกรรม

    4. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม
    4.1สนับสนุนการพัฒนา เทคโนโลยี โดยใช้ประโยชน์จากกลไก JCM ร่วมกับญี่ปุ่น
    4.2ส่งเสริม Hybrid Systems สนับสนุนการผลิตไบโอมีเทนควบคู่ไปกับการผลิตปุ๋ยและชีวภัณฑ์อื่น ๆ ตามตัวอย่าง Viessmann BioTech ของเยอรมนี

    บทสรุป: โอกาสของไทยสู่ฮับอาเซียน

    ไบโอมีเทนกำลังเปลี่ยนจากการเป็น พลังงานทางเลือก สู่ พลังงานหลัก ในหลายประเทศทั่วโลก การสรุปบทเรียนด้านนโยบายและเทคโนโลยีจากยุโรปด้านตลาดและธุรกิจจากอเมริกาและถอดรหัสการปรับตัวและความร่วมมือจากเอเซียจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอมีเทนได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกด้วยความได้เปรียบด้านทรัพยากรการเกษตรและที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    อย่างไรก็ตามการพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอมีเทนของไทยยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ เช่น ต้นทุนการผลิตและเทคโนโลยี ที่ยังคงสูงเมื่อเทียบกับก๊าซธรรมชาตินำเข้า, โครงสร้างพื้นฐานจำกัด โดยเฉพาะระบบท่อส่งก๊าซที่ไม่ครอบคลุมแหล่งวัตถุดิบหลัก, การขาด กรอบกฎหมายและมาตรฐาน กลางที่ชัดเจน, และปัญหาการรวบรวมวัตถุดิบที่ กระจายตัวและมีขนาดเล็ก ทำให้ขาดประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์นับเป็นความท้าทายที่จะต้องเอาชนะหากจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเชื้อเพลิงชีวภาพไบโอมีเทนของอาเซียนและเศรษฐกิจสีเขียว.

    ศูนย์ข่าวTopNewsทั่วไทย ภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1416574&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FrqiwXs-_iXsSPfjQjg7q

  • พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/111337&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JR_sToXrNDxhmreAHZ6q-

  • “เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    “เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทย และสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ : (4 ธันวาคม 2568)  โครงการ เซ็นทรัล ทำ ทำด้วยกันทำด้วยใจ โครงการด้านความยั่งยืนดำเนินการโดยกลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าสืบสานความมั่งคั่งทางอาหารไทยผ่านการอนุรักษ์และต่อยอด “ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง” ซึ่งถือเป็นมรดกของชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละภูมิภาคมายาวนาน โดยยึดเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความตระหนักรู้ถึงความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวไทย ทั้งพันธุ์คุณค่าสูงและพันธุ์หายากที่ใกล้สูญหาย

    โดยในปีนี้ เซ็นทรัล ทำ รวบรวมข้าวพื้นเมือง 10 สายพันธุ์ จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชนทั่วประเทศ และมูลนิธิชัยพัฒนา นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย ภายใน “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ข้าว ไทย ทำ” ในงาน Thailand Rice Fest 2025” เทศกาลข้าวใหญ่ที่สุดของประเทศ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สัมผัสคุณค่าของข้าวไทยทั้งในเชิงรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนเรื่องราวอันงดงามที่เชื่อมโยงผู้คนกับผืนดินและวัฒนธรรมไทย

    พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในพลังของการ ‘ลงมือทำร่วมกัน’ ระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เราเชื่อว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากต้นน้ำ และเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ในปีนี้ เราตั้งใจเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้รู้จักและได้สัมผัส ‘ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง’ ที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นหรือรู้ว่ามีอยู่ ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชน และมูลนิธิชัยพัฒนา ล้วนมีเรื่องราว รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาของผู้ปลูก    เราอยากให้ข้าวไทยถูกมองมากกว่าวัตถุดิบในจานอาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเราร่วมกันผลักดัน คุณค่าของข้าวไทยจะไม่เพียงถูกรักษาไว้ แต่จะเติบโตเป็นโอกาสใหม่ ช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชุมชนผู้ปลูก นี่คือการเดินทางที่เราอยากให้คนไทยทั้งประเทศร่วมก้าวไปด้วยกัน เพราะเรามั่นใจว่า ‘ข้าวไทย’   มีศักยภาพ ความหลากหลาย และความงดงามไม่แพ้อาหารของชาติใดในโลก”

    ไฮไลต์ “ข้าว ไทย ทำ” — คัดสรร 10 สายพันธุ์พื้นเมืองเด่นจากทั่วประเทศ

    ในโซน “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสความโดดเด่นของพันธุ์ข้าวหายากและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งในด้านกลิ่น รส เนื้อสัมผัส รวมถึงคุณประโยชน์ทางโภชนาการ อาทิ

    • ข้าวหอมมะลิ และข้าวผกาอำปึล จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่ จ.สุรินทร์
    • ข้าวหอมมะลิแดง จากวิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์
    • ข้าวฮางหอมมะลิ และข้าวฮางข้าวเหนียว จากวิสาหกิจชุมชนบ้านฮางทิพย์ จ.สกลนคร
    • ข้าวสังข์หยด จากวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พัทลุง
    • ข้าวเบายอดม่วง จากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปข้าวตรัง จ.ตรัง
    • ข้าวไร่ดอกข่า จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา
    • ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปภูแจ่มใสและผ้าทอมือบ้านแม่ลานคำ              จ.เชียงใหม่
    • ข้าวหอมปทุมธานี 1 จากศูนย์บริการวิชาการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนาอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี

    กิจกรรมภายในพาวิลเลียน แบ่งออกเป็น 5 โซน ดังนี้

    1.โซนทำขวัญข้าว – จำหน่ายข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์, ข้าวผกาอำปึล, ข้าวหอมมะลิแดง, ข้าวฮางหอมมะลิ, ข้าวฮางข้าวเหนียว, ข้าวสังข์หยด, ข้าวเบายอดม่วง, ข้าวไร่ดอกข่า, ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) และข้าวหอมปทุมธานี 1

    2.โซนชิมข้าวไทย – ชิมข้าวคู่กับน้ำพริกจากร้านอาหารเขียวไข่กา (4 ชนิด)

    3.โซนเวที – จุดถ่ายรูปภายในงาน

    4.โซน Good Goods – คาเฟ่และโซนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Good Goods

    5.โซนภาคีเครือข่าย (มูลนิธิชัยพัฒนา) – โซนจัดแสดงสินค้าแบรนด์ภัทรพัฒน์

    ห้ามพลาด !! มาช้อป ข้าวพันธุ์พื้นเมือง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน และมูลนิธิชัยพัฒนา ที่รวมไว้ในงานเดียว พร้อมกับแพ็กเกจจิ้งดีไซน์สุดเก๋สวยงามเป็นเอกลักษณ์ สำหรับเป็นของฝากหรือของขวัญให้กับตัวเองหรือคนที่คุณรักในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ ภายในงาน Thailand Rice Fest 2025   หรือช้อปผ่านทาง www.centraltham.com/rice-fest  และที่ร้าน Good Goods ทุกสาขา  ติดตามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : CentralTham, CentralGroup และ Good Goods

    เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในคุณค่าของข้าวไทยและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพของข้าวไทยที่สามารถก้าวไกลสู่เวทีโลกได้ พร้อมทั้งเชิดชูอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนให้อยู่คู่สังคมไทยต่อไป การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงทุกคนให้ร่วมกันรักษา ดูแล และส่งต่อคุณค่าของข้าวไทยให้คงอยู่และงดงามยิ่งขึ้นในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/08/601073/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KGn8esF3z2-Cx3cyRUhnH

  • สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    สู้รบไทย-กัมพูชา กระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มาก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-กังวลท่องเที่ยว

    KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยมุมมองเศรษฐกิจไทยเรื่องผลกระทบการสู้รบไทย-กัมพูชา ว่าจะกระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มากนัก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-นักท่องเที่ยวมีคามกังวล

    • KKP Research มอง ผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจอาจไม่รุนแรงมากนัก เพราะชายแดนปิดมาระยะหนึ่งแล้ว ส่งออกไปกัมพูชาคิดเพียง 2–3% ของการส่งออกไทยทั้งหมด และกว่า 70% เป็นการค้าชายแดน ที่ชะลออยู่ก่อนแล้ว ทำให้ผลต่อ GDP ไม่น่าจะเปลี่ยนแบบมีนัยสำคัญ
    • ความเสี่ยงใหญ่คือ “ความเชื่อมั่น” การสู้รบระหว่างไทย–กัมพูชาทำให้บรรยากาศเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวสั่นคลอน โดยเฉพาะช่วงไฮซีซั่น และประเมินความเสียหายได้ยาก
    • สะท้อนความสำคัญของการทูตและการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเด็นเรื่องการระงับข้อตกลง (Suspend Accord) และท่าทีของรัฐบาลไทยยังต้องติดตามว่าจะส่งผลต่อด้านอื่นเพิ่มเติมหรือไม่

    KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เผยมุมมองเศรษฐกิจไทยเรื่องผลกระทบการสู้รบไทย-กัมพูชา ว่าจะกระทบโดยตรงเศรษฐกิจไม่มากนัก-แต่ฉุดความชื่อมั่น-นักท่องเที่ยวมีคามกังวล

    คุกรุ่นขึ้นมาอีกแล้วสำหรับศึกไทย-กัมพูชา ปมขัดแย้งชายแดนทั้ง2ประเทศ หลังเดินหน้าเจรจากันไปหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ จนมาสู้รบกันอีกครั้งในตอนนี้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ส่งผลดีต่อทั้งสองประเทศอย่างแน่นอนทั้งในแง่ของเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคมความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และเรื่องนี้ถูกจับตามองจากนานาชาติเป็นอย่างมาก และมีโอกาสเสี่ยงพอสมควรที่จะกระทบการค้า การลงทุน เรื่องนี้วันนี้ 8 ธันวาคม 2568 KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ….

    ผลกระทบทางตรงจากการสู้รบนั้นอาจมีไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งเกิดขึ้นมาสักพักแล้วและ ชายแดนก็ได้ปิดไปสักพักแล้ว ดังนั้นผลทางตรงที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเห็นอยู่ในภาพรวมอยู่แล้ว การสู้รบที่เกิดขึ้นใหม่จึงอาจจะไม่ได้ทำให้ผลกระทบทางตรงเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมองว่าผลกระทบโดยตรงจากการสู้รบนี้ไม่น่าจะส่งผลต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการส่งออกของไทยไปยังกัมพูชาคิดเป็นประมาณ 2-3% ของการส่งออกโดยรวมของไทย 70% ของการส่งออกไปกัมพูชาเป็นการส่งออกชายแดน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861043&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BSkU2O7x_GWXGiW6OT8aV

  • ‘ส่งออกจีน’ ฟื้นแรง  เดือนพ.ย. พุ่ง 5.9% พลิกเกินดุล 1.12 แสนล้านดอลลาร์

    ‘ส่งออกจีน’ ฟื้นแรง เดือนพ.ย. พุ่ง 5.9% พลิกเกินดุล 1.12 แสนล้านดอลลาร์

    World Economics

    08 ธ.ค. 2025 เวลา 12:10 น.

    ‘ส่งออกจีน’ ฟื้นแรง  เดือนพ.ย. พุ่ง 5.9% พลิกเกินดุล 1.12 แสนล้านดอลลาร์

    ‘ส่งออกจีน’ เดือนพ.ย. ฟื้นแรงเกินคาด พุ่ง 5.9% พลิกเกินดุล 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางสงครามการค้า การส่งออกสุทธิคิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP จีน แม้พยายามสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจใหม่

    บลูมเบิร์กรายงานว่า ตัวเลขการส่งออกในเดือนพ.ย.กลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่นักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์กคาดการณ์ไว้ที่ 4% ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นเพียง 1.9% ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนเกินดุลสูงถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์ 

    ‘ส่งออกจีน’ ฟื้นแรง  เดือนพ.ย. พุ่ง 5.9% พลิกเกินดุล 1.12 แสนล้านดอลลาร์

    ‘การค้า’ ค้ำจุนเศรษฐกิจ  

    ความสำเร็จครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางการค้ากับรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” เริ่มคลี่คลายลง ถึงแม้ว่าสหรัฐจะเริ่มสงครามการค้าตั้งแต่ต้นปี 2568 แต่เศรษฐกิจจีนก็ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยแทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากจีนสามารถปรับตัวและเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐได้มากขึ้น

    การเติบโตของการส่งออกได้กลายเป็นแรงผลักดันหลักอย่างต่อเนื่องของจีน โดยเข้ามาช่วยชดเชยกำลังซื้อภายในประเทศที่ซบเซา และภาวะตกต่ำยาวนานของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยในปัจจุบันการส่งออกสุทธิคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีนี้

    ‘จีน’ ดิ้นรนสร้างสมดุลใหม่

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการค้าที่ไม่สมดุลนี้ ได้สร้างความกังวลให้กับประเทศคู่ค้าที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสินค้าจีนราคาถูกที่หลั่งไหลเข้ามาในตลาด

    ประเด็นนี้ยังตอกย้ำว่าจีนกำลังพยายามอย่างหนักในการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจใหม่ โดยลดการพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศและหันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

    ดุลการค้าที่เกินดุลเป็นประวัติการณ์นี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หลังจากที่เศรษฐกิจซบเซามาหลายเดือน แม้ว่าการเติบโตของยอดค้าปลีกจะเริ่มฟื้นตัวจากภาวะชะลอตัวที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564 และการลงทุนยังคงหดตัวในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่การเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงต้นปี 2568 ทำให้เป้าหมายการเติบโตอย่างเป็นทางการที่ประมาณ 5% นั้นน่าจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

    อ้างอิง Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1211054&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mfX2oyvIubDucKg1qjhgl

  • ดับฝันคอหวย ‘กฤษฎีกา’ ปัดตกสนง.สลากฯ ‘ไม่ถูกหวยได้เงินออม’

    ดับฝันคอหวย ‘กฤษฎีกา’ ปัดตกสนง.สลากฯ ‘ไม่ถูกหวยได้เงินออม’

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานสำนักงานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า จากที่สำนักงานสลากฯ ได้ส่งเรื่องโครงการสลากเพื่อการออม ซึ่งจะมีการคืนเงินบางส่วนให้กับผู้ซื้อสลากดิจิทัลที่ไม่ถูกรางวัล ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ช่วยตรวจสอบรายละเอียดของโครงการว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่นั้น 

    ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตอบกลับมาแล้วว่า ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดวัตถุประสงค์ และเกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ เพราะสำนักงานสลากฯ มีหน้าที่จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ได้มีหน้าที่ในการส่งเสริมการออม 

    “ตอนนี้ ถือว่ามีความชัดเจนแล้วว่า แนวคิดการคืนเงินบางส่วนจากผู้ที่ซื้อสลากดิจิทัล แล้วไม่ถูกรางวัล ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากขัดวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากฯ”

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาล ยังมีมาตรการส่งเสริมการออมอีกหลายรายการ ซึ่งกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดมาตรการส่งเสริมการออม ซึ่งจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจวันนี้ (8 ธ.ค.68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/645927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NoNr_4ult1pg2YfwLYAff

  • ของมันต้องมี! เปิดลิสต์ 14 หุ้น โหนกระแส ‘กำไรชัด-ปันผลสูง’ ปี 2026

    ของมันต้องมี! เปิดลิสต์ 14 หุ้น โหนกระแส ‘กำไรชัด-ปันผลสูง’ ปี 2026

    ในทุกรอบใหญ่ของตลาดหุ้นไทย มักเห็นสัญญาณบางอย่างโผล่ขึ้นมาก่อนใครเสมอ ทั้งเสียงกระซิบจากนักวิเคราะห์, ตัวเลขเศรษฐกิจที่เริ่มเปลี่ยนทิศ หรือแม้แต่ความเงียบผิดปกติในวันที่ตลาดนิ่งจนเหมือนกำลังซ่อนอะไรบางอย่างไว้

    ปลายปี 2568 คือช่วงเวลาที่หลายคนเหนื่อยที่สุดกับพอร์ตแดงยาว เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเหมือนกำแพงใหญ่ขวางหน้า มาตรการภาษีทรัมป์ที่กดดันการค้าโลก และตลาดไทยที่เหมือนกำลังเดินช้าๆ อยู่ในหุบเหวของรอบขาลง

    แต่ในความมืดมน สัญญาณการเปลี่ยนรอบกลับปรากฏขึ้น

    คลังสินค้าที่เคยล้น เริ่มต่ำลงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปี เงินลงทุนใหม่ไหลเข้าสู่ธุรกิจดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์แบบที่ไม่เห็นมานาน ธนาคารเริ่มส่งสัญญาณดอกเบี้ยลง รัฐเตรียมปล่อยมาตรการที่ดึงเงินลงทุนกลับสู่ตลาดทุน และตัวเลขท่องเที่ยวที่เคยนิ่ง กลับเริ่มขยับขึ้นเหมือนลมหายใจแรกหลังการพักยาว

    ทั้งหมดนี้คือฉากหลังของปี 2569 ปีที่หลายสำนักเริ่มมองว่าเป็น “จุดพลิกกลับ” ของตลาดทุนไทย

    และ “บล.บัวหลวง” คือหนึ่งในเสียงสำคัญที่ออกมาชี้ภาพใหญ่ว่า…ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีธรรมดา แต่เป็นปีที่ “รอบฟื้นใหม่” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

    จุดยืนปี 2569

    บทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า ในปี 2569 หุ้นไทยคาดทยอยฟื้นตัวได้ หลังเศรษฐกิจไทยคาดผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 3/2568 – ไตรมาาส 4/2568 กดดันจากเศรษฐกิจโลกชะลอ ผลกระทบมาตรการภาษีทรัมป์ และยังคงกดดันต่อไตรมาส 1/2569 แต่คาดเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2/2569 ตามเศรษฐกิจโลก และฟื้นชัดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569

    ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินเป้าหมาย SET สิ้นปี 2569 ที่ 1,440 จุด อิงกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ที่ 90 คิดเป็น +9.8% โดยใช้ PER ที่ 16.0 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีราว 0.25SDแรงหนุนตลาดหุ้นไทยในปี 2569 คาดมาจาก

    1) วัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ (restocking cycle) หนุนการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมโลกในปี 2569 แต่ก่อนอื่นจะเห็นการระบายสินค้ารอบใหญ่ในช่วง 1-2 ไตรมาส หลังมาตรการภาษีทรัมป์เริ่มใช้กดดันการค้าโลกในช่วงไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2568

    แต่จะตามมาด้วยวัฏจักรสะสมสินค้าคงคลังรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 หลังตัวเลขสัดส่วนสินค้าคงคลังต่อคำสั่งซื้อใหม่สหรัฐฯ (US PMI Inventory-to-New Orders) อยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบหลายปี (ไม่รวมช่วงวิกฤติ)

    2) การลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ที่ตัวเลข BOI เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยปกติจะทยอยเข้ามาหลังจากการอนุมัติรับการส่งเสริมการลงทุน BOI เฉลี่ยราว 1 ปี ดังนั้น คาดเม็ดเงินจะเข้ามาหนุนการลงทุนภาคเอกชนชัดเจนต่อเนื่องในปี 2569-2570

    3) มาตรการกระตุ้นตลาดทุนโครงการบัญชีออมหุ้นระยะยาว (TISA) คาดหนุนเม็ดเงินไหลเข้า

    4) นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง จะหนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม คาด กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในปี 2569 เหลือ 1.00% จากคาด 1.25% ในปี 2568

    5️) การทยอยฟื้นตัวของการท่องเที่ยว จะยังเป็นแรงส่งให้กับภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้น โดยการท่องเที่ยวทำจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2/68 และจะเริ่มฟื้นในไตรมาส 4/68 ต่อเนื่องไปถึงปี 2569

    ปัจจุบันคาดนักท่องเที่ยวราว 33.2 ล้านคนในปี 2568 ลดลงจากปี 2567 แต่คาดจะฟื้นตัวขึ้นราว 34 ล้านคนในปี 2569

    ความเสี่ยงสำคัญ เศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอกว่าคาด ทั้งจากสหรัฐฯ (ภาคแรงงานฯ) และจีน (ภาคอสังหาฯ), หนี้ครัวเรือนไทย-ระดับหนี้เสียอยู่ในระดับสูง, ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

    หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจกดดันการเบิกจ่ายงบลงทุน ซ้ำเติมงบลงทุนที่มีวงเงินน้อยกว่าปีก่อนอยู่แล้ว 7.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    กลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับช่วงปี 2026 ยังเน้นหุ้นที่ “กำไรชัด / ปันผลสูง” โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมดังนี้

    • โอกาส #1 “กลุ่มผู้นำการเติบโตธีมดาต้าเซ็นเตอร์ – Digital transformation” ได้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF
    • โอกาส #2 “กลุ่มที่กำไรคาดเติบโตต่อเนื่อง/ผ่านจุดต่ำสุด-ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐฯ” ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG
    • โอกาส #3 “กลุ่มปันผลสูง-กระแสเงินสดสม่ำเสมอ-ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นตลาดทุน TISA” ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB, บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC
    • โอกาส #4 “กลุ่มเชื่อมโยงการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก” ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC, บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC

    สำหรับ PTTGC และ SCC แนะนำทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวในไตรมาส 1/2569 เพื่อรอรับรอบฟื้นตัวในช่วงที่เหลือของปี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/734672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15uyjsFQa4TTKVDJC8D4Pn