Category: เศรษฐกิจ

  • นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่จากรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งจะเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

    โดยรัฐบาลชุดนี้้ได้มีการยกร่างโรดแมปเตรียมไว้แล้ว เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน คาดว่าภายในเดือนนี้น่าจะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    และเป็นที่น่าจับตาว่า หากสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นการลงทุนและการบริโภค อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้

    ในขณะเดียวกันโครงการไหนที่มองว่าเป็นภาระงบประมาณประเทศนายอนุทินสั่งการให้พับแผนทันที จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่าโครงการที่คาดว่าจะเดินหน้าต่อในสมัยรัฐบาลอนุทิน 17 โครงการ รวมวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท ซึ่งมีทั้ง โครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมและโครงการของกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง

    เข็นแลนด์บริดจ์เชื่อม 2 ท่าเรือ

    เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคม ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า โครงการที่ยังคงผลักดันอย่างต่อเนื่อง คือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน แต่ระยะยาวสามารถศึกษาดำเนินการได้ต่อเนื่อง

    ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง

    โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร

    นอกจากนี้สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 2569 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 2573

    ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทเหลือ 9.97 แสนล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    อย่างไรก็ดีด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปี โดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    สำหรับเป้าหมาย โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าแห่งภูมิภาคและของโลก โดยเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านการสร้างท่าเรือนํ้าลึกสองฝั่ง และเชื่อมโยงด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น

    ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และระบบท่อ เพื่อเป็นเส้นทางขนส่งทางเลือกแทนการใช้ช่องแคบมะละกา

    สานต่อไฮสปีด-ทางคู่ เฟส 2

    “ฐานเศรษฐกิจ” ยังพบว่า มีอีกหลายโครงการของกระทรวงคมนาคมที่คาดว่านายอนุทินจะสานต่อ เนื่องจากเป็นโครงการสำคัญ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) วงเงิน 224,544 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

    โดยอัยการสูงสุดได้ตอบกลับร่างแก้ไขสัญญาโครงการดังกล่าวมาที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว

    อย่างไรก็ดีจากการตรวจร่างสัญญาฯของอัยการสูงสุดพบว่าในรายละเอียดของร่างสัญญาส่วนใหญ่มากกว่า 95% ทางอัยการเห็นด้วยและไม่ได้มีการปรับแก้ไขร่างสัญญา

    แต่อีก 5% นั้น โดยทางอัยการสูงสุดมีความเห็นเพิ่มเติมว่าหากรัฐแก้ไขจะทำให้รัฐได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนระหว่างเจรจาหารือกับเอกชนเพื่อหารือร่วมกันก่อนดำเนินตามขั้นตอนต่อไป

    ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร (กม.) กรอบวงเงินลงทุน 341,351.42 ล้านบาท ที่ผ่านมาครม.มีมติอนุมัติโครงการแล้ว

    ปัจจุบันรฟท. อยู่ระหว่างเตรียมการจัดทำร่างเอกสารประกวดราคา (TOR) โดยโครงการในเฟส 2 มีค่างานก่อสร้างโยธา 237,454.86 ล้านบา ซึ่งไทยจะดำเนินการเอง ทั้งหมดตั้งแต่การออกแบบการก่อสร้าง และการควบคุมงาน

    ด้านโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 เหลืออีก 6 เส้นทาง วงเงินรวม 2.97 แสนล้านบาท ที่จะขับเคลื่อนต่อเนื่อง

    จากเดิมเติมเต็มการเดินทางและเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ประกอบด้วย ช่วงปากนํ้าโพ-เด่นชัย วงเงิน 81,143 ล้านบาท, ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท

    และช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท, ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท

    ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท และช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างรอเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่เห็นชอบ

    ปิดจ็อบ “พระราม 2”

    ส่วนโครงการถนนพระราม 2 ที่ปัจจุบันมีหลายโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นโควตาของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    และต่อมาในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจเข้ามากำกับดูแลในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้โครงการต่างๆบนถนนพระราม 2 ต้องจบภายในปี 2568 เพื่อลดอุบัติเหตุและอำนวยความสะดวกประชาชน

    แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ปรากฎว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสียก่อน

    สำหรับโครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว วงเงิน 18,759 ล้านบาท

    โครงการก่อสร้างทางยกระดับทางหลวงหมายเลข 35 ช่วงทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย วงเงิน 10,477 ล้านบาท โครงการเป็นงานก่อสร้าง ทางแยกต่างระดับบ้านแพ้ว วงเงิน 595 ล้านบาท

    โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก วงเงิน 30,437 ล้านบาท

    ปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งรัดการก่อสร้าง ซึ่งตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปลายปีนี้

    ลุยอู่ตะเภา-ขยาย3สนามบิน

    โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา แผนขยาย 3 สนามบินของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ฉายแววได้ไปต่อรอแค่ชงเข้าครม.ใหม่รับทราบ

    สำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบินที่มีแนวโน้มจะได้ไปต่อในรัฐบาลนายกฯอนุทิน หลักๆจะมีโครงการลงทุนเร่งด่วน 5 โครงการ เตรียมชงครม.ใหม่รับทราบ

    โดยการลงทุนจะเป็นเงินของภาคเอกชน และทอท. ซึ่งไม่ต้องพึ่งพางบลงทุนจากรัฐบาล อีกทั้งโครงการเหล่านี้มีการเจรจา และทำแผนคืบหน้าไปมากแล้ว ประกอบกับเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ได้แก่

    1.โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 2.โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา หรือ MRO อู่ตะเภา ในพื้นที่ 210 ไร่ ของสนามบินอู่ตะเภา

    3.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของทอท. 4.โครงการขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 ของทอท. 5. โครงการพัฒนาสนามบินเชียงใหม่ของทอท.

    ขณะนี้ออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีแผนสร้าง อาคารใหม่เพื่อรองรับทั้งเที่ยวบินระหว่างประเทศและภายในประเทศ รวมถึงปรับปรุงภายในทั้งหมดและแก้ไขปัญหาจราจรหน้าสนามบิน ซึ่งคาดว่าจะนำแบบและงบประมาณเสนอครม.ต่อไป

    30 บาท-หวยเกษียณไปต่อ

    ขณะโครงการเกี่ยวกับสุขภาพประชาชน ของกระทรวงสาธารณสุข โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ของรัฐบาลแพทองธาร นายอนุทิน ต้องการสานต่อ เนื่องจากมีประโยชน์กับประชาชน ซึ่งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท สามารถเข้ารับบริการสาธารณสุขที่หน่วยบริการใดก็ได้ทั่วประเทศ เพียงแค่ใช้ บัตรประชาชนใบเดียว ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว

    โครงการนี้ช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้ง่าย สะดวก รวดเร็วขึ้น ลดความแออัดในโรงพยาบาล และสามารถเลือกรักษาได้ตามความสะดวกที่ร้านยา คลินิก หรือโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

    นายกฯ สั่งลุย แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ดึงลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว

    นอกจาก 30 บาทรักษาทุกโรคในสมัยรัฐบาลทักษิณ นอกจากนี้ยังมีโครงการสลากกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ “หวยเกษียณ” วุฒิสภา ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ…เรียบร้อยแล้ว

    20บาทตลอดสาย ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้ไปต่อ

    ส่วนโครงการเรือธงของรัฐที่ผ่านมามีหลายโครงการภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ที่ยังดำเนินการไม่สำเร็จตามที่แถลงในสภาฯ ไว้ และไม่ถูกนำมาสานต่อในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ทั้งเงินดิจิทัล 10,000 บาท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ของรัฐบาลชุดก่อนที่เตรียมให้ประชาชนได้ใช้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนั้น

    และแม้ว่าในปัจจุบัน พบว่ามียอดผู้ลงทะเบียนพร้อมใช้สิทธิผ่านแอปทางรัฐกว่า 2.6 แสนราย และร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ตาม

    โดยนายอนุทินมองว่าหากทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์แน่ เพราะที่ผ่านมาบางโครงการดำเนินการแล้วพบว่ามีการขาดทุน ซึ่งเราต้องรักษาวินัยทางการเงินการคลังด้วย เพื่อให้โครงการสามารถอยู่รอดได้

    หากรัฐต้องหางบประมาณเพื่อมาชดเชยส่วนต่างทุกๆปีในการดำเนินการเพื่อซื้อกิจการคืนจากผู้ที่ลงทุนก็คงไม่ใช่

    นอกจากนี้ยังมี โครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่ประเมินว่าอาจไม่ได้ไปต่อ

    อย่างไรก็ดีที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมมีแผนจะดำเนินการจับสลากผู้ที่ลงทะเบียนโครงการบ้านเพื่อคนไทย ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ภายในวันที่ 18 กันยายนนี้

    ทั้งนี้ในปัจจุบันพบว่ามีประชาชนลงทะเบียนผ่านการตรวจสอบจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) แล้ว กว่า 140,000 รายตามขั้นตอนเดิมการจับสลากของโครงการฯกระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักสลากฯ เป็นผู้ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นความโปร่งใสในการจับฉลาก

    ตามแผนคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างและเปิดให้ประชาชนเข้าอยู่เฟสแรกได้ภายในปี 2569 ส่วนอีกหนึ่งนโยบายสวยหรูของรัฐบาลที่แล้ว

    แต่ถูกค้านโดยพรรคภูมิใจไทย คือ โครงการเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่ต้องการปลุกปั้นให้เป็นเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ หวังสร้างรายได้เข้าประเทศ

    แต่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครม. มีมติถอนร่างออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร อีกหนึ่งนโยบายเรือธงของรัฐบาลชุดแล้ว

    ที่มีแนวโน้มจะไม่ได้ไปต่อ คือ การผลักดันให้ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ หรือ Thailand Creative Culture Agency (THACCA) ซึ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์ ของประเทศไทย ให้เป็นองค์การมหาชน

    โดยมีแผนจะผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดตั้ง THACCA ให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเมื่อจัดตั้งเป็นทางการแล้ว สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) จะถูกยุบรวมเข้ากับ THACCA

    และภารกิจซอฟต์พาวเวอร์ ทั้ง 11 ด้าน อาทิ อาหาร ภาพยนตร์ ดนตรี เกม แฟชั่น และอื่นๆ ที่เคยอยู่ในการดูแลของทุกหน่วยงานทั้งหมดจะโอนมาอยู่ที่นี่

    หากกฎหมายผ่าน THACCA จะมีรายได้จากหลายทาง ได้แก่ เงินทุนประเดิมจากรัฐบาล, เงินอุดหนุนผ่านงบประมาณ, เงินที่ได้จากคณะรัฐมนตรี, รายได้จากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว, ผลตอบแทนการลงทุน, และเงินบริจาค

    โดยล่าสุดในงบประมาณปี 2569 มีการตั้งงบสำหรับขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของไทย รวมกว่า 4,044.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2568 ซึ่งมีงบประมาณประมาณ 2.1 พันล้านบาท โดยงบประมาณนี้ส่วนหนึ่งจะจัดสรรให้ THACCA เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 11 ด้าน เช่น

    หนังสือ เฟสติวัล อาหาร การท่องเที่ยว ดนตรี เกม กีฬา ศิลปะ ออกแบบ ภาพยนตร์/ซีรีส์ และแฟชั่น

    ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนแปลงรัฐบาลงบซอฟต์เพาเวอร์ ที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตั้งเรื่องไว้ให้ THACCA ก็จะกลับมาเป็นงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่เดิม

    ซึ่งในทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางหน่วยงาน ก็เริ่มส่งสัญญาณในการเบรคแผนใช้งบซอฟต์พาวเวอร์แล้ว เพื่อดูความชัดเจน รวมถึงอาจปรับแผนการใช้งบที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/638621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gTjv-4U8HcKVrTqu_vOxt

  • เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ | TOPNEWS

    เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ | TOPNEWS

    เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ

    • เผยแพร่ : 11/09/2025 18:53

    เศรษฐกิจเขมรรอพัง ทัพไทยยึดหมดจุดยุทธศาสตร์ รบกันอีกไทยก็พร้อมรบ

    #TOPNEWS #topupdate
    #กัมพูชา #เขมร #ทัพบก
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย
    #กัมพูชายิงก่อน #cambodiaopendfire

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1310796&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dxv0u2scMgYxSGdTwnhAA

  • ทองคำอ่อนตัว แต่ตลาดยังผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ | Investing.com

    ทองคำอ่อนตัว แต่ตลาดยังผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ | Investing.com

    ราคาวันนี้ (11 ก.ย.) อ่อนตัวเล็กน้อยสู่ราว 3,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยตลาดยังผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ หลัง Reuters รายงานว่าโดรนรัสเซียล้ําเขตโปแลนด์จนกองทัพนาโต้ต้องยิงสกัด เหตุการณ์ดังกล่าว อีกทั้ง ปธน.ทรัมป์ ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อการลุกลามของสงครามและหนุนแรงซื้อทองคําในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเก็บภาษีนําเข้าจากจีนและอินเดียเพื่อกดดันรัสเซีย ขณะที่ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า สหภาพยุโรปเตรียมคว่ําบาตรรัสเซียรอบที่ 19 และเพิ่มความช่วยเหลือยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองเช่นกัน ในด้าน เศรษฐกิจ Reuters รายงานว่าดัชนี PPI สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมลดลงกว่าคาด หนุนทองคํา ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูล CPI คืนนี้ โดยรอยเตอร์คาดว่าจะขยายตัว 0.3% รายเดือน และ 2.9% รายปี หากออกมาสูงกว่าคาด ดอลลาร์มีแนวโน้ม แข็งค่าและกดดันทองในระยะสั้น นักลงทุนจึงจับตาการประกาศ Core CPI, CPI และจํานวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน คืนนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยชี้นําสําคัญต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคําในระยะถัดไป.

    คําแนะนํา

    • สําหรับกลยุทธ์การลงทุน ไม้ซื้อขายทํากําไรหากไม่ผ่าน 3,657-3,674 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • พร้อมขยับ Trailing Stop มาที่ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อ Lock กําไร

    • รอเสี่ยงซื้ออีกครั้งหากราคาไม่หลุด 3,620-3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปที่ 3,578-3,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตัดขาดทุนหากหลุด 3,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    บทความนี้จัดทำขึ้นโดย YLG Bullion International

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-687-9888 กด 1 หรือเว็บไซต์ ylgbullion.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200454548&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oyi77dhG-LM9Ckd_XfW_u

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 11 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 11 กันยายน 2568

    11 กันยายน 2568 16:58 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 11 กันยายน 2568

    – นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขอวิจารณ์ตรงๆ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นการแทรกแทรง โดยช่วงนี้ค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้นต่อเนื่อง ผมค่อนข้างเป็นกังวลในวิกฤติทางเศรษฐกิจนี้ เพราะล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 31.7 บาทต่อดอลลาร์ แข็งที่สุดในรอบ 4 ปี และแข็งขึ้นแล้วกว่า 5–6% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ผลที่ตามมาคือภาคส่งออก ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยกำลังได้รับผลกระทบโดยตรง

    – นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ ทางเทคนิคมีความพร้อม เนื่องจากระบบมีอยู่แล้ว ยืนยันว่าหากมีนโยบายสามารถดำเนินการได้ทันที และการดำเนินการได้เร็วก็ต้องผ่านแพลตฟอร์มแอปพลิเคชันเป๋าตัง ที่ในอดีตเคยดำเนินการ สำหรับงบประมาณนั้น หากโครงการเริ่ม 1 ตุลาคม 2568 สามารถดำเนินการจัดทำโครงการโดยใช้งบประมาณปี 2569 ได้ จากงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มีวงเงินอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณมากกว่านั้น สามารถปรับเปลี่ยนโดยโยกงบจากงบประมาณกลางได้

    – นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และปีอ 2569 โดยใช้สมมติฐานว่า การเมืองไทยในขณะนี้มีเสถียรภาพไปจนกว่าจะมีการยุบสภา โดย ณ ปัจจุบัน ม.หอการค้าไทย ยังประเมินในมุมมองเดิมว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ มีโอกาสเติบโตได้ 2% หรือบวก/ลบ จากนี้ได้อีกเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวได้แล้ว 3%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mHkJDetV3-iKbblWQb26n

  • ไทย-ลาว เชื่อมโยงท่องเที่ยวเศรษฐกิจชุมชน 2 ฝั่งโขง เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว

    ไทย-ลาว เชื่อมโยงท่องเที่ยวเศรษฐกิจชุมชน 2 ฝั่งโขง เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    ไทย-ลาว เชื่อมโยงท่องเที่ยวเศรษฐกิจชุมชน 2 ฝั่งโขง เพิ่มรายได้การท่องเที่ยว

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ที่ห้องว่าการ แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้ นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นหัวหน้าคณะเดินทางของจังหวัดเลย ซึ่งประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง, นายอำเภอเชียงคาน, นายอำเภอปากชม, ภาคีเครือข่ายภาครัฐ/ภาคเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมในการสำรวจเส้นทางท่องเที่ยวในต่างประเทศตามแนวทาง 5A และการประชุมหารือจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขงร่วมกับภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยวในต่างประเทศ กิจกรรมการพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเชื่อมโยง 2 ฝั่งแม่น้ำโขง เลย-ลาว ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 10 กันยายน 2568 ณ แขวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมี ท่านคำพัน สิทธิดำพา เจ้าแขวง แขวงเวียงจันทน์, ท่าน ปอ. สีเวียงไช ออละบุน หัวหน้าห้องว่าการแขวงเวียงจันทน์, ท่าน ปอ. สมนัก ยอดฮักษา รองหัวหน้าแผนกการต่างประเทศแขวงเวียงจันทน์ พร้อมด้วยคณะ ให้การต้อนรับและร่วมการประชุมหารือจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง ร่วมกันระหว่างจังหวัดเลย และแขวงเวียงจันทน์

    นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า การเดินทางไปครั้งนี้ มีขอบเขตการดำเนินงาน ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมีเตรียมความพร้อมในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขงให้มีขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว โดยได้มีการประชุมหารือร่วมกันถึงกระบวนการทำงานในการจัดเก็บข้อมูลการท่องเที่ยว โดยในการลงพื้นที่ สำรวจ รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลพื้นที่เส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมอย่างมีส่วนร่วม (5A) ประกอบด้วย กิจกรรมในพื้นที่ สิ่งดึงดูดและความน่าสนใจ ที่พักสิ่งอำนวยความสะดวก และการเข้าถึง การคมนาคม และเพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เส้นทางการท่องเที่ยว 2 ฝั่งแม่น้ำโขง ไทย-ลาว ให้เป็นที่รู้จักในระดับชาติและนานาชาติ ตลอดจน การส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไทย-ลาว ให้พัฒนาเป็นเทศกาลท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ และหากโครงการนี้สำเร็จและพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ คาดว่าจะมีเม็ดเงินกระตุ้นการท่องเที่ยวหมุนเวียนทั้ง 2 ประเทศ ในช่วงที่มีการทำกิจกรรม 100 ล้านบาทหรือมากว่านั้นเมื่อมีการท่องเที่ยวเชื่องโยงสำเร็จ

    ด้าน นายธรรมนูญ ภาคธูป ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเลย กล่าวว่าการ เชื่อมโยงไทย ลาว ครั้งนี้ จะมีการพัฒนาความร่วมมือในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศเชื่อมโยง 2 ฝั่งแม่น้ำโขง เลย-ลาว : การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง การศึกษา สำรวจ และรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวริมสองฝั่งแม่น้ำโขง ให้ครอบคลุมทุกมิติ (5A)  ออกแบบกิจกรรมตามเส้นทางท่องเที่ยวผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย โดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมสำรวจเส้นทางตามผลการออกแบบและการประเมินเส้นทางอย่างมีส่วนร่วม  จัดกิจกรรมทดสอบเส้นทาง โดยการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย – จัดกิจกรรมส่งสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การจัดการท่องเที่ยว การศึกษา สำรวจ และรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวริมสองฝั่งแม่น้ำโขง ให้ครอบคลุมทุกมิติ 

    สำหรับเส้นทางเชื่อมโยง เริ่มจากจังหวัดเลย เชียงคาน  ด่านคกไผ่ อ.ปากชม ด่านบ้านวัง เมืองหมื่น สปป ลาว เมืองวังเวียง (บลูลากูล1) บ้านนาทอง บ้านนาด้วง (ตูบเฟือง) เมืองเฟือง กิจกรรม ล่องแพเมืองเฟือง ท่องเที่ยว 3วัน 2 คืนเดินทางกลับ ด่านบ้านวัง เมืองหมื่น ด่านคกไผ่ อ.ปากชม กลับจังหวัดเลย

    นายธรรมนูญ กล่าวต่ออีกว่า กิจกรรมท่องเที่ยวเศรษฐกิจชุมชน 2 ฝั่งโขง เชื่องโยงครั้งนี้ จะเน้นในกิจกรรม (5A) Activity หมายถึง กิจกรรม ภายในแหล่งท่องเที่ยวมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่มีกิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามามีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวอย่างสมบูรณ์แบบ เช่น การเดินป่า การปั่นจักรยาน การศึกษาธรรมชาติ การพายเรือ การถ่ายรูป เป็นต้น  Attraction หมายถึง สิ่งดึงดูด คือ แหล่งท่องเที่ยวจะต้องมีสิ่งดึงดูดใจ นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวได้ เช่น ทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ Accessibility หมายถึง การเข้าถึง คือ มีความสามารถในการเข้าถึง ความสามารถในการาคมนาคมไปยังสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวได้อย่างดี เช่น มีถนนคอนกรีตและถนนลาดยาง อยู่ในสภาพที่ดี เข้าถึงง่าย รวมไปถึงการเดินทางโดยวิธีอื่นๆ (ถนนคอนกรีต/ลาดยางอยู่ในสภาพที่ดี,เข้าถึงง่าย สะดวกสบาย)  Amenity หมายถึง สิ่งอำนวยความสะดวก คือ แหล่งท่องเที่ยวต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกเตรียมไว้สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครันและเพียงพอ เช่น ด้านสาธารณูปโภค น้ำปะปา ไฟฟ้า ถนน โทรศัพท์ สถานีตำรวจ โรงพยาบาล รวมถึงที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก และจุดบริการนักท่องเที่ยว และ Accommodation หมายถึง ที่พักคือ ภายในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวหรือบริเวณใกล้เคียงต้องมีที่พักไว้เพื่อบริการนักท่องเที่ยว 

    สนใจร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวไทย-ลาว เชื่อมโยง ได้ที่ อพท. เลย 042861116-8 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yNZiK3LEoOoFszeDUfhwM

  • พิษเศรษฐกิจ! 9 แรงงานกัมพูชาลักลอบข้ามแดน หนีความยากจน ยอมจ่าย 6,500 บาท หวังกลับมาทำงานในไทย | TOPNEWS

    พิษเศรษฐกิจ! 9 แรงงานกัมพูชาลักลอบข้ามแดน หนีความยากจน ยอมจ่าย 6,500 บาท หวังกลับมาทำงานในไทย | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 11/09/2025 18:32

    สระแก้ว – 9 แรงงานกัมพูชาเจอพิษเศรษฐกิจ ลักลอบข้ามแดน หนีความยากจน ยอมจ่าย 6,500 บาท หวังกลับมาทำงานในไทย พื้นที่ ต.คลองน้ำใส อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

    17

    15

    แม่ทัพภาค 4 กำชับเข้มด่านตรวจชายแดน

    ปล่อยกุ้ง–ปลาทะเล ฟื้นฟูชายฝั่ง

    ตักบาตร 555 รูป เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10

    เดินหน้า Smart City ดึงสายการบินอินโดฯ เปิดเส้นทางบินตรง

    อบจ.สงขลา ลงพื้นที่ ให้บริการทันตกรรมเคลื่อนที่ในโรงเรียน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนพัฒนา ‘กาวติดกระดูก’ แนวทางใหม่รักษากระดูกหัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1310756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw089zsGKFnMrSHKJn3HiIta

  • ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    เศรษฐกิจ

    11 ก.ย. 2025 เวลา 14:53 น.

    ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน กกร. หวั่นธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลตรวจสอบ

    ส่อพิรุธ! ส่งออกทองไปกัมพูชาพุ่ง 6.8 หมื่นล้าน ดันบาทแข็งโป๊ก กกร. หวั่นพันธุรกิจสีเทา จี้รัฐบาลใหม่เร่งตรวจสอบ

    จากข้อมูลล่าสุดที่น่าตกใจ การส่งออกทองคำของไทยไปยังกัมพูชาในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – กรกฎาคม) พุ่งสูงถึง 2,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 ล้านบาท ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นจุดหมายการส่งออกทองคำอันดับ 2 ของไทย 

    รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งที่ปกติแล้วเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีเศรษฐกิจไม่ใหญ่นัก การเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้สร้างข้อสงสัย และนำไปสู่การตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และผิดปกติ 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้พิจารณาและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างจริงจัง 

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า การส่งออกทองคำจำนวนมหาศาลนี้ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เพิ่งลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งตามหลักแล้วจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

    โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่กัมพูชาเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่อง “สแกมเมอร์” หรือแก๊งคอลเซนเตอร์ ค่อนข้างมาก ทำให้ กกร. เกรงว่าการส่งออกทองคำที่พุ่งสูงผิดปกตินี้อาจเกี่ยวข้องกับ ธุรกิจสีเทาหรือเศรษฐกิจใต้ดิน ที่ใช้ทองคำเป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน แม้จะยังไม่มีการยืนยัน 100% แต่ กกร. มองว่านี่คือ หนึ่งในปัจจัยที่ไม่คาดคิด และอยู่นอกระบบเศรษฐกิจที่ต้องเร่งตรวจสอบโดยด่วน

    อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น กกร. ได้ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนไปยังรัฐบาลชุดใหม่ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เร่งแยกมูลค่าการค้าทองคำออกจากการคำนวณมูลค่าการส่งออกโดยรวม เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริงของการส่งออกสินค้าอื่นๆ และเพื่อประเมินความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ 

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ ธปท. เข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้มีความเหมาะสม และไม่ผันผวนรุนแรงจนเกินไป เพราะการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าหรืออ่อนค่าผิดปกติจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ทั้งภาคการส่งออก เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว

    การส่งออกทองคำที่พุ่งสูงผิดปกติไปยังกัมพูชาได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากมันไม่เพียงแต่ส่งผลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความกังวลว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน กกร. จึงหวังว่ารัฐบาลใหม่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเร่งดำเนินการตรวจสอบเพื่อปกป้องเศรษฐกิจไทยจากความเสี่ยงที่มองไม่เห็นในอนาคตอันใกล้นี้

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26I9umgKoON8mlrVHpGq9c

  • สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    สกสว. เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมด้วยวิจัยและนวัตกรรม

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

    กระทรวง อว. โดย สกสว. จัดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบ ววน. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้อง Crystal Hall ชั้น 3 โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

    การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารทิศทางเชิงนโยบายการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานในระบบ ววน. ให้สามารถจัดทำคำของบประมาณที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในงานประชุมนี้ได้มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง 2 ท่าน ได้แก่

                    •             ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เวลา 10.15 – 10.30 น.

                    •             ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เวลา 10.30 – 10.45 น.

    โดย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวถึงเป้าหมายหลักของการจัดสรรงบประมาณ ววน. ปี 2570 ว่า จะมุ่งสร้าง “ภาพอนาคตประเทศไทย” ที่ขับเคลื่อนด้วยโจทย์วิจัยและนวัตกรรม โดยให้น้ำหนักการลงทุนในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พร้อมทั้งชี้ว่าบทเรียนจากการเพิ่มงบประมาณในปี 2569 ได้สะท้อนความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์

    สำหรับแนวโน้มและทิศทางการวิจัย จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมใน 5 ด้านหลัก ดังนี้ 1. การแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการขับเคลื่อน ววน. ต่อประเทศ ทั้งในมิติของการบูรณาการหลายสาขาวิชา และการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างความเข้มแข็งของแต่ละสาขา ตลอดจนสะท้อนให้เห็นว่างานวิจัยมีเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม 2. การดำเนินงานวิจัยที่มีความต่อเนื่อง พร้อมด้วยระบบติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ 3. การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยให้มีจำนวนและศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    4. การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย โดยกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมาย รวมถึงการทำให้ระบบ ววน. มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ 5. การลงทุนด้านกลไกทางงบประมาณของประเทศ โดยกองทุน ววน. ถือเป็นกลไกหลัก แต่ยังต้องเชื่อมโยงกับแหล่งทุนและกลไกอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างรอบด้านและยั่งยืน

    ด้าน ศ.ดร.สมปอง ผู้อำนวยการ สกสว. ได้นำเสนอความสำเร็จของแผนงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ววน. ซึ่งสร้าง “Impact” ที่จับต้องได้ทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน อาทิ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์และเกษตรอัจฉริยะ พร้อมทั้งอธิบายถึงเกณฑ์การวัดผล (KPI) ที่ชัดเจนในการติดตามความสำเร็จของแผนงานวิจัย

    นอกจากนี้ สกสว. ยังได้สะท้อนความคาดหวังต่อภาคีเครือข่ายในระบบ ววน. ให้ร่วมกันใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยย้ำแนวคิด “SRI for ALL” เพื่อสานพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ประเทศในอนาคต พร้อมเปิดเผยแผนการจัดกิจกรรมเชื่อมโยงไปยังภาคประชาชนและภาคเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่นำเสนอผลงานและระดมความเห็นด้านการวิจัยในระยะต่อไป

    โดยขั้นต่อไปแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในด้านการลงทุนด้านนี้ จะส่งเสริมหน่วยงานภายใต้ระบบ ววน. ให้สอดคล้องกับความท้าทายที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ เศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

    ซึ่งเป้าหมายเชิงนโยบายมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ่ด้วยการจัดสรรงบที่ไม่ทับซ้อนทว่าหนุนเสริมมกันและกัน ผ่านแผนงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4 แผนงาน ได้แก่ 1.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศเพื่อรองรับวิจัยและนวัตกรรมของ 2.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ 3.การต่อยอดเทคโนโลยีและรับถ่ายทอดเทคโนโลยี และ 4.ต่อยอดการพัฒนาที่ได้รับงบประมาณ ST เดิมหรืออยู่ในบัญชีโครงสร้างพื้นฐาน ST ของประเทศ

    การประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีชี้แจงเชิงงบประมาณเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสร้าง “ความเข้าใจร่วม” ระหว่างหน่วยงานในระบบ ววน. เพื่อนำไปสู่การจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่จะสามารถยกระดับประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สกสว.ประกาศรับสมัครผู้อำนวยการ สกสว. คนใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/913522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aD1KAN1HoMOWCAZ9xYp0G

  • ทะลุหมื่นล้าน “วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก 2025-โมโตจีพี 2025” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 13,478 ล้านบาท

    ทะลุหมื่นล้าน “วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก 2025-โมโตจีพี 2025” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 13,478 ล้านบาท

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ไทยรัฐออนไลน์

    11 ก.ย. 2568 14:56 น.

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    ทะลุหมื่นล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/others/2882162&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YV0JsERN-LZ6MCAY-zN59

  • จับสัญญาณความเชื่อมั่นขาลงเริ่มแตะเบรกหลังมีครม.ใหม่

    จับสัญญาณความเชื่อมั่นขาลงเริ่มแตะเบรกหลังมีครม.ใหม่


    ม.หอการค้าฯมองทิศทางความเชื่อมั่นติดลบถูกเบรค หลังเห็นภาพชัดทีมเศรษฐกิจ เชียร์ ‘คนละครึ่ง’ ช่วยหมุนเงินในระบบส่งท้ายปีดันจีดีพีโตตามเป้า

    รศ.ดร.ธนวรรธน์  พลวิชัย  อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจธุรกิจ  เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนสิงหาคม 2568 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) ปรับตัวลดลงจากระดับ 51.7 เป็น 50.1  ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566  เป็นต้นมา ซึ่งเป็นการสำรวจก่อนหน้าที่จะมีการฟอร์มทีมรัฐบาลชุดใหม่

    การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    ขณะที่ผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ได้ลดอัตราภาษีนำเข้าลงจาก 36% มาเหลือ 19% และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ช้า

    “เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่หลังจากมีการตั้งนายกฯคนใหม่และเริ่มเห็นภาพทีมเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายกระตุ้น อย่าง ‘คนละครึ่ง’ ทำให้ค่อนข้างเห็นสัญญาณความเชื่อมั่นขาลงจะถูกเบรค หากผลงานรัฐบาลออกมาโดดเด่น ก็จะได้เห็นความเชื่อมั่นขาขึ้นนับจากนี้ไปแม้จะมีการยุบสภาก็ไม่มีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยยังคงเป้าหมายจีดีพีปีนี้ไว้ที่ 2 %”

    อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี’69  เพื่อให้เกิดเงินหมุนในระบบเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการคนละครึ่ง เงินก้อนแรก 2.5 หมื่นล้านบาท หากเริ่มโครงการได้เดือนต.ค.จะทำให้เกิดการใช้จ่ายอย่างน้อย 5 หมื่นล้านบาทและถ้าใส่เงินเพิ่มลงไปอีกเท่าตัว เป็น 5 หมื่นล้านบาท ก็ยิ่งทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน 1-1.5 แสนล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35292&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tFC7YONlxrZ8YICW12t-S