Category: เศรษฐกิจ

  • ขัดแย้ง! ไทย-กัมพูชา ฉุดส่งออกวูบ 1.2 หมื่นล้าน/เดือน หากยืดเยื้อไม่เป็นผลดี

    ขัดแย้ง! ไทย-กัมพูชา ฉุดส่งออกวูบ 1.2 หมื่นล้าน/เดือน หากยืดเยื้อไม่เป็นผลดี

    นอกจากผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกแล้ว ผลกระทบยังเกิดขึ้นในด้านอื่นๆด้วย เช่น การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนได้รับผลกระทบ เนื่องจากอัตราการเข้าพักต่ำ ธุรกิจที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนจะได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอนหากปัญหายังคงยืดเยื้อ แม้ว่าผลกระทบเหล่านี้อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศในวงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ แต่สำหรับธุรกิจในพื้นที่แล้วถือเป็นประเด็นที่หนักหน่วง

    นอกจากนี้ในส่วนของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรที่ใช้แรงงานกัมพูชา อาจทำให้ต้นทุนแรงงานสูงขึ้น แต่สถานการณ์ปิดชายแดนทำให้เกิดผลดีในบางส่วนผู้ประกอบการบางรายที่เคยนำโรงงานบางส่วนไปประกอบหรือผลิตที่กัมพูชาแล้วนำกลับเข้ามาในประเทศไทยได้พิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการปิดพรมแดน ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้อาจเลือกที่จะถอนการผลิตจากกัมพูชากลับเข้ามาในไทยแทนสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็น “การลงทุนไหลกลับ” (reverse FDI) ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในส่วนย่อย (at the margin)

    อย่างไรก็ตามในภาพรวมระยะยาว หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและเป็นปัญหาอยู่จะไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนทั้งการลงทุนของนักลงทุนไทยในกัมพูชา หรือการลงทุนของประเทศอื่นๆที่จะเข้ามาลงทุนในไทยนักลงทุนจำเป็นจะต้องนำความเสี่ยงของการปิดชายแดนนี้ไปใส่ไว้ในปัจจัยการพิจารณาตัดสินใจลงทุนด้วย

    สำหรับคาดการณ์ส่งออกไทยภาพรวมปีหน้าติดลบ เหตุปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า รวมถึงผลกระทบจากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชาการส่งออกไทยปีหน้าเผชิญภาวะหดตัวการคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีหน้าชี้ว่า อัตราการเติบโตจะชะลอลง ซึ่งรวมถึงแรงขับเคลื่อนหลักอย่างการส่งออก โดยคาดการณ์ว่า การส่งออกของไทยในปีหน้าจะติดลบที่ร้อยละ -1.2 ซึ่งแตกต่างอย่างมากเมื่อเทียบกับการเติบโตในปีนี้ที่ร้อยละ 11 การหดตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการรวมกันของหลายปัจจัย เช่น ฐานที่สูง อุปสงค์โลกที่ลดลง และผลกระทบจากนโยบายการค้าโลกตลาดอาเซียนหดตัวหลังรวมผลกระทบการปิดชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861062&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kbvGvie1pEDwlV2xA-BQl

  • พณ.เปิดบูธช่วยผปก.ชายแดน  ขนสินค้าขายช่วงซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์

    พณ.เปิดบูธช่วยผปก.ชายแดน ขนสินค้าขายช่วงซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์

    พาณิชย์ จับมือ ก.ท่องเที่ยว เปิดตัว “ชิม ช้อป เชียร์” ดึงผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชาขนจำหน่ายสินค้า ช่วงมหกรรมซีเกมส์-อาเซียนพาราเกมส์ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น คาดยอดขายกว่า 20 ล้านบาท

    วันนี้ (9 ธ.ค.2568) ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมหกรรมซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธ.ค. 2568 ที่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 ม.ค. 2569 ที่จ.นครราชสีมา กระทรวงฯได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนำสินค้า ของกิน ของใช้ และของที่ระลึกมาจำหน่ายให้แก่แฟนกีฬาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในกิจกรรม ชิม ช้อป เชียร์ by MOC ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์

    โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ในส่วนภูมิภาค รวม 100 ราย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้า ซึ่งจะเน้นผู้ประกอบการจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว ตราด และจันทบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนในเวลานี้ เพื่อสร้างรายได้ สร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จัดการแข่งขันกีฬาครั้งใหญ่ทั้งสองรายการนี้

    สำหรับพื้นที่จำหน่ายสินค้าในช่วงมหกรรมซีเกมส์และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ มีดังนี้ กรุงเทพมหานคร ราชมังคลากีฬาสถาน ตลอดช่วงการแข่งขันซีเกมส์ โดยมีผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจาก 7 จังหวัดชายแดน ไทย – กัมพูชา ปริมณฑล ผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และผู้ประกอบการแฟรนไซส์อาหาร – เครื่องดื่ม

    ชลบุรี ที่ชายหาดพัทยากลาง ระหว่างวันที่ 11 – 15 ธ.ค. 2568 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากภาคตะวันออก รวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดน เช่น จันทบุรี ตราด และสระแก้ว จ.นครราชสีมา ที่ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ระหว่างวันที่ 20 – 26 ม.ค.2569 ผู้ประกอบการที่ร่วมจำหน่ายสินค้ามาจากจังหวัดนครราชสีมาและ 4 จังหวัดชายแดน เช่น อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์

    รอปลัดพาณิชย์ กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ในด้านการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และ การบรรเทาผลกระทบการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ให้มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย

    อ่านข่าว:

    “พณ” มั่นใจ สหรัฐฯไม่กดดันเรื่องภาษี เหตุปะทะไทย-กัมพูชา

    “นายกฯ” สั่งทบทวน หลักเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการฯ” ใหม่

    ย้ำต้องจัดการเด็ดขาด หอการค้า หนุนเร่งแก้ไขขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359316&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MteIov5i9GEUag6ux5VKf

  • พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

    พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% มาตรการรัฐหนุนค่าครองชีพ ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์รายงาน ภาพรวมดัชนีเศรษฐกิจการค้าเดือนตุลาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) สะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการภาครัฐและราคาพลังงานโลกที่ลดลง

    ปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้นโยบายบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล อาทิ โครงการ Quick Big Win รวมถึงราคาสินค้าอาหารหลายรายการที่ปรับลดลงจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผักสด และผลไม้สด

    เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข และอยู่ในอันดับต่ำของโลก สะท้อนเสถียรภาพด้านราคาและการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 ปรับเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวที่ขยายตัว และมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุด

    รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้นโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการด้านการค้าควบคู่กัน เพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/263306&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gnC_n5dbInYvwmnZqMIzh

  • เฟดสหรัฐฯ เตรียมลดดอกเบ้ียครั้งที่ 3 ท่ามกลางความแตกแยกภายใน

    เฟดสหรัฐฯ เตรียมลดดอกเบ้ียครั้งที่ 3 ท่ามกลางความแตกแยกภายใน

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่สามในการประชุมวันพุธนี้ ท่ามกลางความแตกแยกที่เพิ่มขึ้นภายในองค์กร ทำให้ประธานเจโรม พาวเอล เผชิญการทดสอบความสามารถในการโน้มน้าวเพื่อนร่วมคณะกรรมการ

    ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% นำระดับดอกเบี้ยมาอยู่ในช่วง 3.50-3.75% ซึ่งจะเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 ปี การตัดสินใจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานที่แสดงสัญญาณอ่อนตัวลง

    ความขัดแย้งภายในเฟด

    ไมเคิล เฟโรลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ของเจพี มอร์แกน ระบุว่าคาดจะมีการคัดค้านอย่างน้อย 2 เสียงที่เห็นควรคงอัตราเดิม และ 1 เสียงที่เห็นควรลดมากกว่า 0.25% เขาอธิบายว่า “มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือเกือบเท่าเทียมกันทั้งในการลดดอกเบี้ยและการคงอัตราเดิม”

    คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟดประกอบด้วยสมาชิกมีสิทธิออกเสียง 12 คน รวมถึงสมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการ 7 คน ประธานเฟดนิวยอร์ก และประธานธนาคารสำรองหมุนเวียนตามกำหนด

    ปัจจัยเศรษฐกิจที่ซับซ้อน

    พาวเอลเคยกล่าวในเดือนตุลาคมว่าอัตราเงินเฟ้อนอกเหนือจากภาษีนำเข้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังอยู่ไม่ไกลจากเป้าหมาย 2% ของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นจากนโยบายภาษีนำเข้าในปีนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่บางส่วนกังวลว่าราคาที่สูงขึ้นอาจกลายเป็นปัญหาถาวร

    เกรกอรี ดาโค หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ EY-Parthenon คาดว่าพาวเอลน่าจะ “โน้มน้าวเจ้าหน้าที่ลังเลหลายคนให้สนับสนุนการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สาม” ในลักษณะ “การจัดการความเสี่ยง” แต่คาดว่าเขาจะส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อนฤดูใบไม้ผลิหน้า

    ความกดดันทางการเมือง

    การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนปี 2026 ซึ่งเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของธนาคารกลาง รวมถึงการขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานคนใหม่ ทรัมป์สัญญาณในสัมภาษณ์กับ Politico เมื่อวันอังคารว่าเขาจะใช้การลดอัตราดอกเบี้ยทันทีเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งพาวเอล

    วาระของพาวเอลในตำแหน่งประธานเฟดจะสิ้นสุดในพฤษภาคม 2026 โดยทรัมป์มีนัยยะว่าต้องการเสนอชื่อ เควิน แฮสเซ็ต ที่ปรึกษาเศรษฐกิจหัวหน้าให้ดำรงตำแหน่งนี้ แฮสเซ็ตปัจจุบันเป็นประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติของทำเนียบขาว และดูเหมือนจะมีจุดยืนสอดคล้องกับประธานาธิบดีในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fed-third-rate-cut-despite-internal-divisions&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29z20zud2OUk2THrVbxmWb

  • ธอส.ปล่อยกู้ 4.6แสนล้าน อัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ธอส.ปล่อยกู้ 4.6แสนล้าน อัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส.เป็นผู้นำอันดับ 1 ในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบ โดยในปี 2568 ธอส. มีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ 241,780 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ธอส. ยังทำหน้าที่สนับสนุนนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ (Quick Big Win) ของรัฐบาล จัดทำมาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือนผ่าน 6 มาตรการสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง เป็นพิเศษ (SM) และลูกค้าสถานะ NPL ทำให้ ธอส.สามารถช่วยรักษาบ้านให้กับคนไทยได้เป็นจำนวนมาก การจัดทำมาตรการด้านการเงินเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และ ฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ด้วยดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อช่วยให้ลูกค้ากลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

    นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการธอส. กล่าวว่า ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ทำให้คนไทยมีบ้านได้รวม 215,130 ล้านบาท จำนวน 200,848 บัญชี คิดเป็น 89% ของเป้าหมายทั้งปี 2568 ที่ตั้งไว้ 241,780 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท สูงถึง 112,143 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.9% โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ปล่อยสินเชื่อใหม่ทำให้คนไทยมีบ้านเพิ่มขึ้น 392,000 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 460,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการตาม Financial Landscapeของธนาคารแห่งประเทศไทย( ธปท.) ริเริ่มการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อยกระดับ “โครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน” ผ่าน Application : GHB ALL GEN

    สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ไม่สามารถขอสินเชื่อได้เนื่องจากขาดเอกสารหลักฐานรายได้ สามารถออมเงินหรือเดินบัญชี (Statement) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 12 เดือน เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ และได้ขยายความร่วมมือกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ดำเนินโครงการบ้าน ธอส. โรงเรียนการเงิน X Developer สนับสนุนให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรออมเงินหรือเดินรายการทางการเงิน (Statement) จากการประกอบธุรกิจผ่าน Application : GHB ALL GEN เพื่อสร้างวินัยทางการเงินอย่างเป็นระบบ ปัจจุบันมีผู้สนใจลงทะเบียนเพื่อเปิดบัญชีเงินออมกว่า 220,000 ราย และมีลูกค้าได้รับสินเชื่อจาก ธอส. มากกว่า 50,000 ราย

    ขณะเดียวกัน ธอส. ยังช่วยรักษาบ้านให้กับลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้ไขหนี้สินภาคครัวเรือน ทั้งการพักชำระดอกเบี้ย ลดเงินงวดและลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงสนับสนุนโครงการคุณสู้ เราช่วย ของกระทรวงการคลังและ ธปท. ลดเงินงวดผ่อนชำระให้กับลูกค้า ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมมาตรการแล้วกว่า 115,000 บัญชี ซึ่งสามารถช่วยลูกค้ากลับมา มีสถานะปกติและรักษาบ้านของตนเองไว้ได้กว่า 590,000 บัญชี

    “ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) พบว่า อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลทั่วไปปล่อยใหม่ทั้งประเทศ 9 เดือนแรกปี 2568 หดตัว 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2567 แต่ ธอส. ยังคงปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ได้ 15.6% ส่งผลให้ ธอส. ก็จะยังเป็นผู้นำในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สะท้อนความมุ่งมั่นทำให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเอง โดยเฉพาะประชาชนในกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านหลักฐานแสดงรายได้ ได้เข้าไปดูแลให้ประชาชนกลุ่มนี้ให้เข้าถึงสินเชื่อได้บนพื้นฐานการมีวินัยทางการเงินที่ดี ส่งผลให้ปัจจุบัน ธอส. มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 43.7% สูงสุดในรอบ 20 ปี” นายกมลภพกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/933494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WMxnkhYPl0RSdaZSRG1gL

  • เควิน แฮสเซตต์ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธานเฟด คนใหม่

    เควิน แฮสเซตต์ ขึ้นแท่นตัวเต็งประธานเฟด คนใหม่

    ท่ามกลางการจับตาทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ล่าสุดสำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า ชื่อของเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ กลับมาโดดเด่นอีกครั้งในฐานะตัวเต็งประธานเฟดคนใหม่ หลังมีรายงานว่าตลาดตอบรับเชิงบวกต่อความเป็นไปได้ที่แฮสเซตต์จะทำหน้าที่ต่อจากเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะสิ้นสุดวาระลงในปี 2026 ความสอดคล้องด้านนโยบายกับรัฐบาลและท่าทีสนับสนุนการลดดอกเบี้ยเชิงรุก ทำให้แฮสเซตต์ถูกมองว่าเป็นผู้ที่จะนำพาเฟดเข้าสู่ยุคใหม่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังถกเถียงเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางและผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

    นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวว่า เควิน แฮสเซตต์ หรือ ดร. เควิน อัลเลน แฮสเซตต์ (Dr. Kevin Allen Hassett) ไม่ใช่หน้าใหม่ในแวดวงเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ผ่านประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน

    • นักวิชการด้านเศรษฐศาสตร์สายอนุรักษ์นิยมที่ได้รับการยอมรับสูง เคยทำงานในเฟดและ Columbia Business School รวมทั้งเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับจอร์จ ดับเบิลยู บุช มิตต์ รอมนีย์ แม้แต่อดีตประธานเฟดระดับตำนานอย่าง อลัน กรีนสแปน
    • มีผลงานด้านวิจัยและงานสอนในสถาบันเศรษฐกิจชั้นนำ รวมถึงสถาบัน American Enterprise Institute
    • จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ดีกรี D. จาก University of Pennsylvania
    • เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ (CEA) ระหว่างปี 2017–2019 ในรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก
    • ปี 2025 กลับมารับตำแหน่งผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council: NEC) ในรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง

    ก่อนหน้านี้ แม้แฮสเซตต์เคยปฏิเสธในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่า “ตนยังไม่ขอยืนยันอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งประธานเฟด” แต่ตลาดกลับตอบรับข่าวลืออย่างดี เพราะเล็งเห็นสัญญาณว่า ทรัมป์กำลังใกล้เลือกตัวจริงมากขึ้นแล้ว ในอดีต แฮสเซตต์เคยตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของเฟดอาจได้รับอิทธิพลทางการเมือง โดยระบุว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่มีการผ่านกฎหมายลดภาษี แต่กลับลดดอกเบี้ยก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนผลประโยชน์ทางการเมืองแฝงอยู่ในกระบวนการตัดสินใจ

    จุดยืนด้านนโยบายที่สอดคล้องกับทำเนียบขาว

    นักวิเคราะห์ระบุว่า แฮสเซตต์มีความสอดคล้องกับทรัมป์อย่างชัดเจนในหลายด้าน ทั้งนโยบายลดภาษี การลดกฎระเบียบ และท่าทีสนับสนุนการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโต แฮสเซตต์เป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยในอัตราที่มากกว่าเดิม โดยมองว่าการปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนธันวาคมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    นอกจากนี้ แฮสเซตต์ยังเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ที่วิจารณ์แนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของพาวเวลอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาเป็นปัจจัยที่ถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด

    แม้แฮสเซตต์จะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระในการทำงาน เพราะเฟดคือ “ผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจโลก” การขยับดอกเบี้ยเพียง 0.25% สามารถเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจได้ทันที สื่อในสหรัฐฯ หลายสำนักต่างรายงานในทิศทางเดียวกันว่า ความใกล้ชิดระหว่างแฮสเซตต์กับทรัมป์อาจทำให้เฟดถูกกดดันให้คงนโยบายดอกเบี้ยต่ำเกินไปในระยะยาว และอาจทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจสั่นคลอน

    • Washington Post เตือนว่า เฟดอาจลังเลที่จะขึ้นดอกเบี้ยแม้มีความจำเป็น
    • Business Insider ระบุว่า การเมืองอาจเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจเชิงนโยบายของเฟด
    • Austan Goolsbee ประธานเฟดชิคาโกกล่าวว่า หากการเมืองมีบทบาทมากเกินไป อาจนำพาสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “เงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้นและอัตราว่างงานที่สูงขึ้น”

    ขณะนี้ แฮสเซตต์ยังคงอยู่ในรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายร่วมกับ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟดสายเหยี่ยว และคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟดปัจจุบัน โดยทรัมป์อาจประกาศชื่อประธานเฟดคนใหม่ปลายเดือนธันวาคมนี้ เพื่อเป็นของขวัญคริสต์มาสให้กับทุกคน ตามคำให้สัมภาษณ์ของ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ

    Dot Plot 2026: ปัจจัยชี้ขาดทิศทางทองคำรอบใหม่

    แม้ตลาดจะให้ความสนใจกับการประชุมเฟดในเดือนธันวาคมนี้ โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่สามของปีนี้ แต่สำหรับนักลงทุนแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลขดอกเบี้ยก็คือ Dot Plot หรือแผนภูมิที่บ่งชี้มุมมองของกรรมการเฟดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยในปีต่อ ๆ ไป

    ข้อมูลในรอบเดือนกันยายนที่ผ่านมาชี้ว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยเพียงปีละครั้งในช่วงปี 2026–2027 ซึ่งเป็นการปรับลดแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาว่า Dot Plot รอบใหม่นี้จะส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยที่เร็วกว่าหรือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่?

    หาก Dot Plot บ่งชี้ว่าการลดดอกเบี้ยเร่งตัวเร็วขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า และกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม หากเฟดส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยต้องเลื่อนออกไป หรือมีจำนวนครั้งน้อยลง ราคาทองคำอาจถูกกดดันในระยะสั้น แม้ภาพรวมระยะยาวยังได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    โดยรวมแล้ว Dot Plot ปี 2026 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นายธนรัชต์ กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/945812/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09XZ_8tf5EntYGtIb1Bsmz

  • ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    จากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สู่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มีอายุในการบริหารประเทศเพียง 4 เดือน แต่การขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานยังคงเดินหน้าต่อ ปัจจุบันพบว่าโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนในปี 2569 อย่างต่อเนื่อง

    ที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคมเตรียมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศครั้งใหญ่ ด้วยการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยเตรียมใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่ได้รับจัดสรรเบื้องต้นกว่า 2.65 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายลงทุนกว่า 2.34 แสนล้านบาท เพื่อเร่งรัดโครงการสำคัญที่จะทยอยเปิดประมูลและเซ็นสัญญาในปีงบประมาณ 2569

    ลุย 15 โปรเจ็กต์ 1.8 ล้านล้าน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในปี 2569 กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม จำนวน 15 โครงการ วงเงินกว่า 1.88 ล้านล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ เชื่อมโยงภูมิภาค ตลอดจนการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน สำหรับโครงการสำคัญที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเป็นรูปธรรมในปี 2569 ดังนี้ 1. โครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงชุมพร–สุราษฎร์ธานี วงเงิน 30,422 ล้านบาท 2. ช่วงสุราษฎร์ธานี–ชุมทางหาดใหญ่–สงขลา วงเงิน 66,270 ล้านบาท

    3. ชุมทางหาดใหญ่–ปาดังเบซาร์ วงเงิน 7,772 ล้านบาท 4. ช่วงปากน้ำโพ–เด่นชัย วงเงินประมาณ 81,143 ล้านบาท 5. ช่วงชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี วงเงิน 44,095 ล้านบาท และ 6. ช่วงเด่นชัย–เชียงใหม่ วงเงิน 68,222 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ตามแผนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง วงเงินรวมเกือบ 2.9 แสนล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ภายในปี 2569 7. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย โดยเป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อไปยังภาคอีสานและเชื่อมโยงกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มีการวางแผนการลงทุนในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) วงเงินประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะเริ่มกระบวนการเปิดประมูลได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569

    8. โครงการรถไฟส่วนต่อขยายสายสีแดง จำนวน 2 เส้นทาง ประกอบด้วย ช่วงรังสิต–มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วงเงิน 6,470 ล้านบาท และ 9. ช่วงศิริราช–ตลิ่งชัน–ศาลายา วงเงิน 15,176 ล้านบาท ตามแผนทั้ง 2 โครงการ รฟท. ได้เปิดประกวดราคาแล้ว จะเริ่มลงนามสัญญาภายในเดือนมีนาคม 2569 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี และเปิดให้บริการในปี 2572

    แลนด์บริดจ์พร้อมเปิดประมูล

    แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ขณะที่โครงข่ายถนนและทางด่วน ซึ่งจะเชื่อมโยงและอำนวยความสะดวก ในโครงการที่ 10 คือโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) วงเงิน 997,680 ล้านบาท เมกะโปรเจ็กต์ขนาดใหญ่ที่สุดเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน มีแผนเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) ภายในปี 2569

    11. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต–บางปะอิน (มอเตอร์เวย์ M5) หรือส่วนต่อขยายดอนเมืองโทลล์เวย์ วงเงิน 31,358 ล้านบาท โดยเป็นการร่วมลงทุน (PPP) ในการก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569

    12. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ช่วงนครปฐม–ปากท่อ (M8) วงเงินรวม 54,562 ล้านบาท ซึ่งเป็นมอเตอร์เวย์สายใหม่ ตามแผนกรมฯ ได้เสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว จากนั้นจะเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนมกราคม 2569 ก่อนเปิดประมูลหาผู้รับจ้างต่อไป

    13. โครงการทางพิเศษสายกะทู้–ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต วงเงิน 16,757 ล้านบาท ตามขั้นตอนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) พิจารณาการยกเว้นค่าผ่านทางดังกล่าวภายในเดือนนี้ ก่อนเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในธันวาคม 2568 เพื่อทบทวนมติ ครม. เฉพาะเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง จากนั้นจะเร่งเปิดประมูลภายในช่วงต้นปี 2569

    14. โครงการทางพิเศษยกระดับชั้นที่ 2 (งามวงศ์วาน–พระราม 9) หรือ Double Deck วงเงิน 34,800 ล้านบาท ที่ผ่านมา กทพ. ได้มีการเจรจากับ บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ให้เป็นผู้ลงทุน แลกกับการขยายระยะเวลาสัมปทานระบบทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ออกไป 22 ปี 5 เดือน ที่จะสิ้นสุดปี 2578 ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องมีการแก้สัญญาให้แก่เอกชนเพื่อแลกกับการก่อสร้างโครงการ Double Deck ซึ่ง กทพ. จะต้องชดเชยรายได้ให้แก่เอกชน โดยจะนำเข้า ครม. พิจารณาเห็นชอบด้วย

    ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย

    นอกจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่แล้ว อีกหนึ่งโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคมยังเดินหน้านโยบายสำคัญเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะ “รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน” ที่รัฐบาลเตรียมใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหมาจ่าย 40 บาทต่อวัน เริ่มนำร่องสายสีแดงและสีม่วงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568

    ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ในเร็ว ๆ นี้ ที่ผ่านมากระทรวงฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นจะพิจารณาหลักการของการบริหารรถไฟฟ้าด้วย Single Ownership

    ซึ่งจะโอนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รวมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เป็นสัมปทานของเอกชนด้วย เพื่อสอดรับกับการใช้ระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) อย่างสมบูรณ์ในอนาคต ซึ่งจะต้องดำเนินการบริหารจัดการรถไฟฟ้าภายใต้แนวคิดบริหารรายเดียว (Single Ownership)

    รัฐมนตรีคมนาคม กล่าวต่อว่า หากจะดำเนินการโอนสิทธิการบริหารรถไฟฟ้าที่มีสัมปทานกับเอกชนกลับมาเป็นของ รฟม. จำเป็นต้องมีการเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทานจากเอกชน โดยแนวทางการซื้อคืนและมูลค่าการซื้อคืน (ประเมิน 4 สาย ได้แก่ สายสีเขียว / สีน้ำเงิน / สีชมพู / สีเหลือง ใช้งบกว่า 1 แสนล้านบาท) กระทรวงคมนาคมจะหารือกับกระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสม 

    เบื้องต้นได้หารือกับเอกชนผู้รับสัมปทานแล้ว ซึ่งไม่ขัดข้องต่อแนวคิดดังกล่าว จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบจากการให้สัมปทานแบบเดิม มาเป็นการที่รัฐเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานและจ้างเอกชนเดินรถ ทำให้รัฐสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารและตั๋วร่วมได้อย่างอิสระขณะที่การจะโอนรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ เมื่อ ครม. เห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจากับเอกชน เพื่อทำข้อตกลงในการซื้อคืนรถไฟฟ้า

    ด้านรูปแบบของการหาแหล่งเงินมาซื้อคืนนั้น จะเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังพิจารณา โดยเบื้องต้นกระทรวงคมนาคมศึกษาไว้ 2 แนวทาง คือ 1. จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน คล้ายกับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) เพื่อระดมเงินมาใช้ในการซื้อคืนรถไฟฟ้า

    2. เปิดสัมปทานระยะยาวแก่เอกชน เช่น สัญญา 30 ปี โดยให้เอกชนนำสัมปทานใหม่นั้นไปค้ำประกันในการกู้เงินจากสถาบันการเงิน โมเดลนี้รัฐไม่ต้องกู้เงินหรือค้ำประกันเอง ไม่กระทบเพดานหนี้สาธารณะ โดยรัฐจะทยอยจ่ายค่าซื้อคืนสัมปทานให้เอกชนในภายหลัง รวมทั้งจ่ายค่าจ้างเดินรถตามสัญญากำหนด

    รัฐจัดให้งบฯปีม้า 2.65 แสนล้าน

    สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ของรัฐบาล วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ผ่านสภาฯ แล้ว โดยกระทรวงคมนาคมได้รับการจัดสรร 265,406.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20,829.80 ล้านบาท หรือ 8.52% แต่ลดจากคำขอกว่า 45% โดยงบส่วนราชการ 9 หน่วยงาน ได้รับวงเงิน 199,955.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.42% จากปีก่อน งบรัฐวิสาหกิจ 5 หน่วยงาน ได้ 65,450.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.77% จากปีก่อน

    ขณะที่งบรายจ่ายประจำ 30,658.21 ล้านบาท มีสัดส่วน 11.55% ลดลงเล็กน้อยจากปี 2568 ส่วนรายจ่ายลงทุน 234,748.55 ล้านบาท (สัดส่วน 88.45%) งบลงทุนใหม่ 162,301.56 ล้านบาท คิดเป็น 69.14% และส่วนผูกพันเดิม 72,446.99 ล้านบาท

    ‘คมนาคม’ อัดลงทุน 1.88 ล้านล้าน เร่งเครื่องเศรษฐกิจไทยปี ’69

    สำหรับหน่วยงานที่ได้งบสูงสุดคือกรมทางหลวง 131,375.29 ล้านบาท รองลงมาคือกรมทางหลวงชนบท 53,547.48 ล้านบาท ฝั่งรัฐวิสาหกิจ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนฯ (รฟม.) ได้งบสูงสุดที่ 38,172.65 ล้านบาท โดย ครม. อนุมัติหนี้ผูกพันข้ามปี 1,917 รายการ รวม 349,656.40 ล้านบาท โดยรายการใหญ่กว่า 1,000 ล้านบาท มี 44 รายการ ทั้งนี้ งบผูกพันข้ามปีช่วยให้โครงการคมนาคมขนาดใหญ่เดินหน้าได้ต่อเนื่อง ลดปัญหาหยุดชะงัก และกระตุ้นเศรษฐกิจจากการลงทุน–จ้างงาน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/646130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KItXrzbTLxJOoHUo8opXZ

  • เงินเฟ้อไทยลดลงต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    เงินเฟ้อไทยลดลงต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    กระทรวงพาณิชย์เผยเงินเฟ้อไทย ต.ค. 68 ลดลง 0.76% ต่ำสุดในอาเซียน ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัว

    วันที่ 9 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภาพรวมอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเดือนตุลาคม 2568 ลดลงร้อยละ 0.76 (YoY) ซึ่งสะท้อนทิศทางค่าครองชีพที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงมาจาก มาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาล เช่น โครงการ Quick Big Win ที่ทำให้ราคากลุ่มพลังงาน (ค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง) ลดลง รวมถึงราคาอาหารสดหลายรายการที่ปรับลดลงตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การลดลงของเงินเฟ้อนี้ทำให้ไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประกาศตัวเลข

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.9 เข้าสู่ระดับ “เชื่อมั่น” เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน จากแรงหนุนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ขยายตัว รัฐบาลยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์และใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงและเชื่อมั่นต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2900791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CvJUbB8ubaS_R7NYoLvxQ

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงโตลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษ 2040 : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงโตลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษ 2040 : อินโฟเควสท์

    รี ชางยอง ผู้ว่าการธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เตือนว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีใต้มีความเสี่ยงที่จะลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษที่ 2040 พร้อมกับเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อกระตุ้นศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ

    ผู้ว่าการ BOK กล่าวในงานเสวนาซึ่ง BOK และสมาคมการเงินเกาหลี (Korean Finance Association) ร่วมกันจัดขึ้นที่กรุงโซลในวันนี้ (9 ธ.ค.) ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เคยอยู่ที่ประมาณ 5% ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ปีพ.ศ. 2543-2552) แต่เมื่อไม่นานมานี้ การเติบโตลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% ซึ่งหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป อัตราการเติบโตก็อาจลดลงเหลือ 0% ภายในทศวรรษที่ 2040 (ปีพ.ศ. 2583-2592)

    ผู้ว่าการ BOK ระบุว่า สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอัตราการเกิดต่ำและการที่เกาหลีใต้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้จำนวนประชากรวัยทำงานลดลง ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแนวโน้มเหล่านี้ได้

    นอกจากนี้ ผู้ว่าการ BOK ยังระบุถึงการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขัดขวางไม่ให้เงินทุนไหลเข้าสู่ภาคส่วนที่มีผลิตภาพสูง พร้อมกับกล่าวว่า ภาคการเงินมีบทบาทสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องจากภาคการเงินทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการจัดสรรทรัพยากรอันจำกัดไปยังภาคส่วนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตของผลิตภาพได้

    ทั้งนี้ BOK เผยแพร่รายงานคาดการณ์เศรษฐกิจครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนพ.ย. ซึ่งธนาคารกลางได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ขึ้น 0.1% สู่ระดับ 1% และคาดว่าเศรษฐกิจในปี 2569 จะขยายตัว 1.8%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/552402&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U3h_bv1Lp0PojSvnaLWxQ

  • พลิกโอกาสอนาคตเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 9 ธ.ค.68

    พลิกโอกาสอนาคตเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 9 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/MQYzsmhfFxs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25Uy6okxZkrXwqFktMBTZz