Category: เศรษฐกิจ

  • ข้อมูล GDP ชี้ เศรษฐกิจ UK เดือนก.ค.ไม่มีการขยายตัว สอดคล้องคาดการณ์ : อินโฟเควสท์

    ข้อมูล GDP ชี้ เศรษฐกิจ UK เดือนก.ค.ไม่มีการขยายตัว สอดคล้องคาดการณ์ : อินโฟเควสท์

    ข้อมูลทางการที่เปิดเผยในวันนี้ (12 ก.ย.) ระบุว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร (UK) ในเดือนก.ค. ไม่มีการขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ หลังจากที่เติบโต 0.4% ในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในเดือนก.ค. ขยายตัว 1.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนมิ.ย. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.5%

    เศรษฐกิจของ UK ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยขยายตัว 0.7% ในไตรมาสแรก และ 0.3% ในไตรมาสสอง โดยปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐ และการที่ผู้ส่งออกเร่งจัดส่งสินค้าก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการทางภาษี

    อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีจะชะลอตัวลง เนื่องจากมาตรการภาษีจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลกและตลาดแรงงานในประเทศที่อ่อนแอลง โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจตลอดทั้งปีไว้ที่ 1.25% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2553-2562 ที่ 2% อย่างมีนัยสำคัญ

    ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่า เศรษฐกิจของประเทศ “ยังไม่ได้พังทลาย แต่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังติดขัด”

    รีฟส์คาดหวังว่า มาตรการส่งเสริมการเติบโตที่จะประกาศก่อนการแถลงงบประมาณประจำปีในวันที่ 26 พ.ย. จะทำให้สำนักงานความรับผิดชอบด้านงบประมาณ (OBR) ประเมินแนวโน้มของ UK ในทิศทางที่ดีขึ้น

    แต่ภาคธุรกิจบางส่วนระบุว่ายังคงชะลอแผนการจ้างงานและการลงทุนไว้ก่อน เพื่อรอดูรายละเอียดของกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ที่คาดว่าจะเข้มงวดขึ้น รวมถึงความชัดเจนว่าภาคธุรกิจจะตกเป็นเป้าหมายหลักในการปรับขึ้นภาษีอีกครั้งหรือไม่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529037&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X4m5qM5IWWS2sWFNLqz9W

  • เข้าใจ

    เข้าใจ

    สงครามชิป (Chip War) ที่เกิดขึ้นและสะเทือนไปทั้งห่วงโซ่อุปทานมาช่วงเวลาหนึ่ง จะกระทบอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคตแค่ไหน อย่างไร มีข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Center หรือ K Research Center) ที่นำเสนอโดย คุณบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด และทีมผู้บริหาร มาเผยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังภาษีทรัมป์ ความสำคัญและการแข่งขันในตลาด Semiconductor ตลอดจนบทวิเคราะห์อำนาจทางเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลจากการดึงฐานการผลิตชิปกลับประเทศ (Reshoring) และความเป็นไปได้ที่อเมริกาจะผลิตชิปเอง (Chip Sovereignty) โดยไม่พึ่งพาประเทศอื่น

    Kasikorn Research Center เผยข้อมูลอะไรบ้าง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    เดิมที ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการจีดีพี ณ ปี 2568 เอาไว้ที่ 1.5% (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2568) คุณบุรินทร์กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยขยับประมาณการขึ้นเป็น 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งการชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง นอกจากนั้น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 มีโอกาสที่ กนง.จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมาคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    คุณบุรินทร์เปิดเผยอีกว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด จึงทำให้ตลาดการเงินคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรงในเดือนกันยายนนี้ กอปรกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ เริ่มส่งผลให้การจ้างงานในสหรัฐ เริ่มชะลอลงและทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์ถูกบั่นทอน ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนมาเกือบ 10% แล้วในปีนี้

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    คุณณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง 

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมืองที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่ หลังจากนั้น คุณณัฐพรฝากโจทย์ 4 ข้อถึงรัฐบาลใหม่

    1. ช่วยเหลือ SMEs กลุ่มที่โดนภาษีสูง รวมเถึงกลุ่มที่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้า
    2. ดูแลตันทุนต่างๆ รวมถึงค่าเงินบาท เพื่อช่วยธุรกิจให้แข่งขันได้
    3. ผลักดันการใช้วัตถุดิบในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
    4. หาตลาดศักยภาพใหม่ๆ เช่น อินเดีย เม็กชิโก บราชิล

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    คุณเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ส่วนอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้ 

    ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ คอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม และผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2% 

    ส่อง Number เพิ่มความเข้าใจเซมิคอนดักเตอร์ที่กลายเป็นสงครามชิป 

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

    • ปี 1987 เป็นปีที่ Morris Chang คนจีนที่ย้ายไปอเมริกาและก่อตั้ง TSMC ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลไต้หวัน ส่งผลให้ไต้หวันกลายเป็นผู้นำด้านการผลิตชิปขั้นสูงในวันนี้

    • 10 นาโนเมตร เป็นเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงที่ผลิตนอกสหรัฐอเมริกา โดยแหล่งผลิตหลักอยู่ที่ เกาหลีใต้ (Samsung) และ ไต้หวัน (Taiwan) ทำให้มีอำนาจต่อรองสูงในตลาดโลก

    • น้อยกว่า 10 นาโนเมตร คือเป้าหมายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐอเมริกาตั้งเป้าจะผลิตภายในประเทศให้ได้ 28% ของกำลังการผลิตทั่วโลก ภายในปี 2032 ซึ่งเป็นปีที่มีการบังคับใช้กฎหมาย CHIPS and Science Act 2022-2032 

    • 7 นาโนเมตร, 5 นาโนเมตร, 2 นาโนเมตร คือ ตัวอย่างของขนาดของเซมิคอนดักเตอร์ที่เล็กมาก โดย 2 นาโนเมตร (หรือต่ำกว่า) คือ เป้าหมายในการครอบครองส่วนแบ่งการตลาดในภาคการผลิตชิปขั้นสูงในอนาคต 

    • 4-4.5 นาโนเมตร อาจเป็นเซมิคอนดักเตอร์ที่เล็กที่สุดที่เป็นไปได้สำหรับชิป เพราะอาจได้รับผลกระทบจากควอนตัมฟิสิกส์

    • 300 ล้านดอลลาร์ (โดยประมาณ) คือมูลค่าของ ASML EUV เครื่องผลิตชิปเพียงเครื่องเดียว ซึ่งต้องใช้ชิ้นส่วนจากทั่วโลกประกอบกันมากกว่า 5,000 ชิ้น โดยเครื่องนี้เป็นของ ASML บริษัทเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิปเจ้าเดียวในโลก 

    มุมธุรกิจ มูลค่า และการนำเข้า/ส่งออกชิป 

    • 17.7% คือ ส่วนแบ่งของ ASML ในตลาดหุ้นเนเธอร์แลนด์

    • 7.4% คือ ส่วนแบ่งของ NVIDIA ในตลาด S&P 500

    • 34.9% คือ ส่วนแบ่งของ TSMC ในตลาดหุ้นไต้หวัน

    • 40% ของการส่งออกทั้งหมดของไต้หวัน เป็นเซมิคอนดักเตอร์ของ TSMC

    • เกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมดของเกาหลีใต้ เป็นเซมิคอนดักเตอร์ 

    • 130 กิโลเมตร คือระยะห่างระหว่างประเทศจีนกับโรงงาน TSMC ในไต้หวัน หากจีนบุกไต้หวัน เศรษฐกิจโลกอาจได้รับผลกระทบเชิงลบถึง -10% ซึ่งจะแย่กว่าวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกและวิกฤต COVID-19 ระบาด
    • 39,000 ล้านดอลลาร์ (โดยประมาณ) เป็นเม็ดเงินที่สหรัฐอเมริกานำเสนอเพื่อจูงใจบริษัทใหญ่ๆ ไปผลิตชิปในอเมริกา เช่นเสนอให้ TSMC ไปตั้งฐานการผลิตในแอริโซนา เสนอให้ Samsung ไปตั้งฐานการผลิตในเท็กซัส
    • 60,000-70,000 ล้านบาท คือ ค่าใช้จ่ายที่คิดจาก 20,000 ล้านดอลลาร์ (โดยประมาณ) สำหรับการสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Foundry) หนึ่งแห่ง 

    • 1 ล้านล้านบาท คือ จำนวนเงินโดยประมาณที่ต้องใช้ หากอเมริกาตั้งใจที่จะนำธุรกิจการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมดกลับประเทศโดยไม่พึ่งพาประเทศอื่น ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การลงทุนเริ่มต้น กำลังการผลิต การวิจัยและพัฒนา และค่าใช้จ่ายต่อเนื่องอื่นๆ

    • 35-50% เป็นตัวเลขคาดการณ์การขึ้นราคาชิปที่อาจเกิดขึ้น หากสหรัฐอเมริกาดึงภาคการผลิตชิปกลับเข้าประเทศได้

    Chip Sovereignty : เป็นไปได้ไหมที่อเมริกาจะผลิตชิปเอง โดยไม่พึ่งประเทศอื่น?

    ชิปเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตอาวุธ, ยานยนต์ไฟฟ้า, สมาร์ทโฟน และเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมการผลิตชิปจึงเป็นที่ต้องการไปทั่วโลกและมีแข่งขันสูง ในลักษณะของการผลิตชิปนาโนเมตรที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ 

    ณ ปัจจุบัน ผู้ครอบครองเทคโนโลยีการผลิตชิปขนาดเล็กกว่า 10 นาโนเมตร มีไม่กี่รายในโลก นั่นคือ TSMC จากไต้หวันกับ Samsung จากเกาหลีใต้ และถ้ามอง ‘Semiconductors are the new oil’ ไต้หวันกับซัมซุงก็เป็น โอเปกสำหรับเซมิคอนดักเตอร์

    “เรื่องนึงที่อยากจะพูดถึง ตัวชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ มันเป็นสินค้าที่ Global ที่สุดในโลก มันไปๆ มาๆ ต้องพึ่งพิงกัน สำหรับประเทศไทย อยู่ส่วนท้ายน้ำของซัพพลายเชนชิป เราไม่ได้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่ประเทศเราเป็นพวกแพ็กเกจจิง ก็คือใช้แรงงาน เอาตัวชิปเข้ามาทำให้เป็นชิปอันเล็กๆ แล้วก็มาใส่กรอบทําแพ็กเกจจิง เสร็จแล้วเราเทสต์ว่า มันทํางานได้อย่างที่ต้องการ ซึ่งนี่เป็นงานที่อยู่ปลายน้ํา 

    “แล้วสินค้าตัวนี้ไปๆ มาๆ อเมริกาจะะใช้มาตรการภาษีซึ่งอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการส่งออกและนำเข้าในส่วนนี้ด้วย เมื่อทําในประเทศไทยแล้วภาษีมันแพงกว่า ก็ย้ายไปทําที่อื่น เพราะถ้า Import เข้ามาก็เสียเวลา ฝั่ง Export เราก็จะหายไปด้วย ดังนั้น เสนอให้ไทยเน้นการทำ Packaging (บรรจุภัณฑ์) และ Testing (การทดสอบ) ซึ่งเป็นการใช้แรงงานเป็นหลัก และเป็นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก”

    คุณบุรินทร์ชี้ช่องทางที่ไทยทำได้และไม่บาดเจ็บมากนัก แล้วตั้งคําถามชวนคิด ‘อเมริกาจะไม่พึ่งประเทศอื่นในการผลิตชิปเลย เป็นไปได้ไหม?’ 

    โดยอธิบายว่า “อย่างน้ำมันกับรถยนต์ ผลิตที่อื่นแล้วเทรดกัน โดยน้ำมันเป็นทรัพยากรซึ่งขุดในประเทศหนึ่งแล้วส่งไปขายทั่วโลก ขณะที่เซมิคอนดักเตอร์มันเป็นสินค้าที่มีการพึ่งพาชิ้นส่วนวัตถุดิบจากทั่วโลก เช่น ซิลิคอน (Silicon) ทางเคมีเรียกว่า ซิลิคอนไดออกไซด์ ซึ่งก็คือ ‘ทราย’ ทรายมันมีทั่วโลกที่ไหน แต่ทรายที่จะนํามาผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ตอนนี้มันมีอยู่ที่เดียว คือในเมือง North Carolina ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ แต่ซัพพลายเซมิคอนดักเตอร์ทั้งโลกเพราะเป็นซิลิคอนบริสุทธิ์ที่สุด โดยต้องส่งให้บริษัทในเบลเยียมเอาคาร์บอนออก เพื่อทำให้ทรายมีค่าความบริสุทธิ์ที่จำเป็นต่อการทำแผ่นซิลิคอน (Sliicon Wafer) ที่ 99.99999999%”

    ดร.บุรินทร์อธิบายต่อในมุมที่เชื่อมโยงกันของอุตสาหกรรมนี้และเป็นจุดเปราะบางสำคัญว่า เมื่อได้ ทรายซิลิคอน จากอเมริกา ไปทำเป็นแผ่นซิลิคอนเวเฟอร์ที่เบลเยียมแล้ว ก๊าซนีออนและทังสเตน ที่ถูกจีนควบคุมเป็นหลัก ก็จำเป็นสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ไหนจะต้องผลิตผ่าน ASML EUV เครื่องผลิตชิปของเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องใช้เลนส์และระบบเลเซอร์ของ Zeiss บริษัทในเยอรมนี เนื่องจากมีความแม่นยำสูงมาก อุตสาหกรรมนี้ต้องมี Photoresist ฟิล์มและสารเคมีที่ใช้ในการเคลือบเวเฟอร์จากญี่ปุ่นอีกด้วย นอกจากนี้ Intel ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของอเมริกาซึ่งเป็น ‘National Championship’ มายาวนาน ก็ไม่สามารถพัฒนาชิปขั้นสูงได้อย่างบริษัท Samsung และ TSMC จากฝั่งเอเชียแล้ว แม้รัฐบาลอเมริกันจะอัดฉีดแค่ไหนก็ตาม

    ประเทศไทยอยู่ในส่วนท้ายน้ำของซัพพลายเชนชิป และการที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการภาษีอาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการส่งออกและนำเข้าในส่วนนี้ ดร.บุรินทร์เสนอว่า ให้ไทยเน้นการทำ Packaging (บรรจุภัณฑ์) และ Testing (การทดสอบ) ซึ่งเป็นการใช้แรงงานเป็นหลัก และเป็นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก

    สรุปได้ว่า ที่สหรัฐอเมริกาพยายามนำอุตสาหกรรมการผลิตชิปทั้งหมดกลับประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายมากและอาจเป็นไปไม่ได้ หรือกลายเป็นการ ‘เทเงินทิ้ง’ เพราะอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องพึ่งพาซัพพลายเชนจากทั่วโลก ซึ่งมีทั้งความซับซ้อน มีจุดเปราะบางจำนวนมาก และยังต้องใช้เงินลงทุนสร้างโรงงานอีกมหาศาล อีกทั้งจะส่งผลให้ชิปมีราคาแพงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกาอาจขาดความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดชิปได้ในท้ายที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/kasikorn-research-center-global-effort-in-semiconductor-industry-and-chip-sovereignty&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oJbIf_vKXkaxPBOrQ7CXf

  • ดร.สมเกียรติ TDRI เปิดความท้าทาย ‘รัฐบาลใหม่’ แจกโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดความสามารถไทย

    ดร.สมเกียรติ TDRI เปิดความท้าทาย ‘รัฐบาลใหม่’ แจกโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจ-เพิ่มขีดความสามารถไทย

    ‘ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์’ เปิดความท้าทายครม.ใหม่ แนะลุยปรับโครงสร้าง แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ชี้ไทยถูกจับตาลดเครดิตเรตติง เพราะภาระหนี้สาธารณะสูง แนะทบทวนนโยบายใช้งบมากแต่ไม่คุ้มค่า หวังว่าที่ขุนคลัง มีแผนหารายได้ชัด เรียกความเชื่อมั่นได้ พร้อมฝากโจทย์ รมต.คนนอกโชว์ฝีมือ ขณะเดียวกันเตือนรัฐบาลระวังอย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาว   

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    “ทั้งนี้การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย”

    ชงรัฐบาลอนุทิน สร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน มุ่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย

    นอกจากนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย คือ 

    1. กรอ.ด้านกำลังคน: โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
    1. กรอ.ด้านนวัตกรรม: ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง
    1. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย 

    “ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างหนี้สาธารณะที่สูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง”

    เสียงตอบรับดีตั้ง ‘มืออาชีพ’ นั่งรมต. เสนอแก้รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้ 

    “อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภา ที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้” ดร.สมเกียรติระบุ 

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่างๆ อยู่แล้ว  ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่างๆ  ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น 

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    เสนอว่าที่รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดกันการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง 

    คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดันกม.สำคัญให้เดินต่อ

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่างๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด 

    แนะว่าที่รมว.พลังงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน 

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุด้วยว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  

    ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่างๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม 

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่ภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัปพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด ‘ไทย+1’ (Thailand Plus One) 

    “นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้” ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/tdri-somkiat-economic-challenges-new-government/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dr4l0-Rtj5w0GbcH9vr1v

  • “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องเดินหน้า รอช้าไม่ได้

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ ชี้เศรษฐกิจไทยต้องเดินหน้า รอช้าไม่ได้

    “ศุภจี” ว่าที่ รมว.พาณิชย์ เผย 2 เหตุผลหลักรับตำแหน่ง ชี้ประเทศอยู่ในช่วงสุญญากาศไม่ได้และรัฐบาลมีเวลาทำงานสั้น 4 เดือน มั่นใจทำงานกับข้าราชการได้ไม่ติดขัด แม้จะไม่ได้รู้จักมาก แต่เชื่อว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งจะช่วยผลักดันงานพาณิชย์ให้เดินหน้า

    วันนี้ (12 ก.ย.2568) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังเจอความท้าทายมากมาย จะต้องมีคนเข้ามาช่วยเรื่องปากท้องและการดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งคิดว่าประสบการณ์การทำงานที่ไอบีเอ็มและไทยคมน่าจะมีโอกาสช่วยผลักดันในด้านต่างประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าได้

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ อดีตกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

    เพราะการลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องสร้างรายได้ด้วย นั้นคือเหตุผลแรกที่ทำให้ตัดสินใจเข้ามาช่วยงานรัฐบาลชุดนี้ เพราะประเทศคงจะไม่สามารถที่จะอยู่อย่างสุญญากาศได้ ซึ่งถ้าคิดว่าเอาความรู้ที่มีอย่างเต็มที่มาช่วยได้ อาจจะทำให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง

    ส่วน เหตุผลข้อที่ 2 เป็นที่ทราบดีว่า เงื่อนไขของรัฐบาลชุดนี้ คือ อายุน้อย อายุสั้น มีเวลาอยู่แค่ 4 เดือน ในการทำหน้าที่ตรงนี้ ดังนั้น อะไรที่เป็นผลกระทบสำคัญ ต้องหยิบประเด็นนั้นมาทำก่อน เพื่อจะให้เห็นผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว เพื่อวางรากฐานไว้สำหรับคนต่อๆ ไปให้ช่วยทำต่อไป คล้ายกับที่ทำให้กับดุสิต แต่ไม่ใช้เวลา 9 ปี แต่มีเวลา 4 เดือนในการทำ เพราะเดี๋ยวจะมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหญ่ ซึ่งอาจจะใช้เวลาจริงๆ ประมาณ 7-8 เดือน เพราะฉะนั้นตัดสินใจง่ายมากจึงเป็นเหตุผลอีกเหตุผลหนึ่งที่คิดว่าจะสามารถทำตรงนั้นได้

    ชอบทำงานกับคน แม้จะไม่ได้รู้จักข้าราชการมาก แต่คิดว่าการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยผลักดัน เพราะไม่ว่าจะงานอะไร ทำด้วยคนทั้งนั้น ดังนั้นถ้าเข้าไปร่วมแรงร่วมใจกับข้าราชการในกระทรวง รวมถึงทีมเศรษฐกิจ หาพันธมิตรทำสิ่งที่จะเดินไปข้างหน้าให้ไปได้ไกลและเร็ว คนเราไม่ต้องรอให้รู้ 100 % ถึงจะลงมือทำ แต่ขอให้ทำ 100 % ในสิ่งที่เรารู้ แล้วหาธงร่วมกันให้ได้ ตอนนี้ธงใหม่ คือ ทำอย่างไรให้ประเทศแข็งแรงและยืนกลับขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น

    ส่วนงานเร่งด่วนในช่วงเวลา 4 เดือน ยังตอบไม่ได้ เพราะต้องรอให้โปรดเกล้าฯ ก่อนเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนรับหน้าที่ และแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภาผู้แทนราษฎรเสร็จสิ้นก่อน รวมถึงหารือกับทีมเศรษฐกิจและนายกรัฐมนตรีว่าจะทำเรื่องใดก่อนเพราะกระทรวงพาณิชย์คงไม่เดินไปคนเดียว เราต้องทำงานร่วมทีมเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ทั้งภาพการส่งออก เจรจาการค้า และปากท้องของประชาชนในประเทศ

    ทั้งนี้ว่าที่ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หลังจากที่นายกฯ อนุทิน โทรมาทาบทามให้เข้ารับตำแหน่ง ตนได้ปรึกษากับครอบครัวและผู้บริหารของดุสิตธานี ซึ่งทุกคนเห็นด้วย เพราะเวลาในการทำงานของรัฐบาลไม่ได้นานทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น และอยากเห็นเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้า แต่ถ้ารัฐบาลอยู่นานกว่าคงไม่รับตำแหน่ง

    อ่านข่าว:

     ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น (คะแนนเสียง) เศรษฐกิจสีเงิน 

    เอกชนขานรับ “ศุภจี ”รมว.พาณิชย์ 4 เดือน โจทย์ใหญ่ เร่งเครื่องส่งออก 

    เสนอรัฐบาลใหม่ ตั้งกรอ.ย่อย TDRI แนะปรับโครงสร้าง-แก้เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Yeg0OBl4qnYvW07-bXTbe

  • เศรษฐกิจโลกพลิกขั้ว กูรูเศรษฐศาสตร์ชี้ไทย-อาเซียนเนื้อหอม ฮับผลิตสินค้ารักษ์โลก-เท็คดิจิทัลโตยั่งยืน

    เศรษฐกิจโลกพลิกขั้ว กูรูเศรษฐศาสตร์ชี้ไทย-อาเซียนเนื้อหอม ฮับผลิตสินค้ารักษ์โลก-เท็คดิจิทัลโตยั่งยืน

    เศรษฐกิจโลกพลิกขั้ว เอเชียผงาดท่ามกลางแรงเสียดทานมะกัน กูรูเศรษฐศาสตร์ชี้ ไทย-อาเซียนเนื้อหอม ฮับผลิตสินค้ารักษ์โลก-เท็คดิจิทัลโตยั่งยืน 
     
    กรุงเทพฯ – เวทีฟอรัมใหญ่แห่งปี ITD Southeast Asia Trade and Development Forum 2025 เวทีสัมมนาระดับภูมิภาคของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD ร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ UN Trade and Development (UNCTAD) ปีนี้จัดขึ้นในธีม “The Changing Realities of International Trade” เพื่อระดมความคิดจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นักเศรษฐศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจไทย-อาเซียน ร่วมถกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และแนวทางการรับมือที่ยั่งยืนสำหรับภูมิภาคอาเซียน ย้ำชัดไทย-อาเซียนต้องเร่งเสริมภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ รับมือความเสี่ยงบนเวทีการค้าโลก พร้อมร่างแผนยุทธศาสตร์สร้างความยั่งยืนให้ระบบเศรษฐกิจไทย 
     
    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD กล่าวถึงความสำเร็จของการจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้ว่า “ฟอรัมประจำปีของ ITD ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้นำทางความคิด นักวิชาการ ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคมกว่า 300 คนเข้าร่วมงาน ร่วมกันวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าโลก และออกแบบแนวทางใหม่ให้ไทยและอาเซียนก้าวทันความท้าทายที่เกิดขึ้น ในมุมมองของเหล่ากูรูด้านเศรษฐศาสตร์การเงินระดับโลกที่ให้เกียรติมาร่วมในงานนี้” 
     712904_0
    โดยไฮไลท์สำคัญของฟอรัมปีนี้ คือ ศาสตราจารย์ ดร.เจฟฟรีย์ แซคส์ (Prof. Dr. Jeffrey D. Sachs) นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจร่วมรับฟังกว่า 300 คน โดยได้วิเคราะห์ว่าแม้โลกกำลังอยู่ในภาวะความวุ่นวายซึ่งส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐฯ แต่เหตุผลที่แท้จริงของความวุ่นวายกลับเป็นสิ่งดี นั่นคือการที่ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในเอเชียกำลังไล่ตามประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการลู่เข้าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตลอด 75 ปีที่ผ่านมา  
     
    “สัดส่วน GDP ของประเทศพัฒนาแล้วลดลงจากร้อยละ 64 ในปี 1980 เหลือเพียงร้อยละ 39 ในปี 2025 ขณะที่ประเทศในเอเชียที่กำลังเติบโต ซึ่งรวมจีน อินเดีย ไทย และอาเซียน เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 8.5 เป็นร้อยละ 35.3 โดยจีนเติบโตเกือบร้อยละ 10 ต่อปีเป็นเวลากว่า 40 ปี อาเซียนเติบโตร้อยละ 5-6 ต่อปี และอินเดียเติบโตร้อยละ 6-7 ต่อปี เทียบกับสหรัฐฯ ที่เติบโตเพียงร้อยละ 2 และยุโรปประมาณร้อยละ 1 ต่อปี” ศาสตราจารย์แซคส์กล่าว

    นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร.เจฟฟรีย์ แซคส์  ยังชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ และยุโรปกำลังหันมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเพราะเห็นว่าสถานะของตนกำลังลดลง อย่างไรก็ตาม นโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสหรัฐฯ มีสัดส่วน GDP อยู่เพียงร้อยละ 14 ของโลกเท่านั้น และไม่มีจุดคอขวดสำคัญใดๆ ในเศรษฐกิจโลก พร้อมยกตัวอย่างเมื่อสหรัฐฯ เปิดสงครามการค้ากับจีน แต่จีนตอบโต้ด้วยการขู่จำกัดการส่งออกแม่เหล็กแร่หายากซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ต้องระงับสงครามการค้าในทันที 
     712908_0
    “ผมเชื่อว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วของเอเชียจะดำเนินต่อไปในทศวรรษหน้า ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ ก็ตาม” ศาสตราจารย์แซคส์กล่าวพร้อมเน้นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจีนได้กลายเป็นผู้นำโลกด้านรถยนต์ไฟฟ้า และยังหวังว่าการผลิตจะขยายไปทั่วภูมิภาค “ผมหวังว่าพวกเขาจะลงทุนผลิตในกรุงเทพฯ ในกัวลาลัมเปอร์ ทั่วอินโดนีเซีย และในเวียดนาม” เพื่อให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีที่โลกต้องการ 
     
    สำหรับแนวทางความสำเร็จของอาเซียน ศาสตราจารย์แซคส์ได้เสนอ 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ 1) การยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยเน้นทักษะวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ซึ่งกล่าวเน้นว่า “การลงทุนที่สำคัญที่สุดในประเทศ คือการลงทุนในคุณภาพทักษะของเยาวชน” 2) การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล และ 3) การบูรณาการทางการเมืองในภูมิภาคเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) และรถไฟความเร็วสูง 
     712911_0
    โดยศาสตราจารย์แซคส์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงกลุ่ม RCEP ทั้ง 15 ประเทศว่าจะเป็นกลุ่มการค้าที่สำคัญและมีพลวัตมากที่สุดในโลก และหวังว่าอินเดียจะเข้าร่วมเป็นสมาชิกรายที่ 16 “ผมเชื่อว่าไทยและอาเซียนอยู่ในตำแหน่งที่ดีมากสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนในรุ่นต่อไป เรามีศักยภาพที่จะบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง นั่นคือ ความรุ่งเรืองร่วมกัน ความยุติธรรมทางสังคม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดจะต้องผสมผสานกัน”  
     
    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวสรุปว่า “บทสรุปจาก ITD Southeast Asia Trade and Development Forum 2025 และบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ จะถูกพัฒนาเป็นแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อนำไปเป็นข้อมูลและปรับใช้เป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง “ฟอรัมนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนอทฤษฎี แต่เป็นการระดมสมองเพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้ไทยและอาเซียนไม่เพียงอยู่รอดท่ามกลางวิกฤติต่างๆ แต่ยังเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842698/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n-ltQpM8wc9ljLwHFdY8H

  • ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    12 ก.ย.2568 – พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมกันจับกุม1.นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 2.นายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ข้อหา”ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”

    พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัว นายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/860388/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f69dnRv3WWQI7-UJtZ01F

  • ชาวเชียงใหม่ขานรับ “โครงการคนละครึ่ง” หวังช่วยกระจายรายได้ แก้เศรษฐกิจซบเซา

    ชาวเชียงใหม่ขานรับ “โครงการคนละครึ่ง” หวังช่วยกระจายรายได้ แก้เศรษฐกิจซบเซา

    เปิดแผนเร่งด่วนทันทีที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนหลัก และประกาศรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งนับเป็นหนึ่งในภารกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ขนส่ง ให้ประชาชน

    โดยเตรียมที่จะปัดฝุ่น “โครงการคนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างดีของรัฐบาล ‘ลุงตู่’ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นๆ นี้ โดยหากจะนำกลับมาใช้อีกครั้งในรัฐบาลนี้ก็อาจมีการปรับปรุงรูปแบบให้แตกต่างจากเดิม เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนมากขึ้น

    สำหรับแนวคิดโครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้ มีรายงานออกมาเบื้องต้นจะใช้รูปแบบ “คนเสียภาษี” ได้สิทธิ 60:40 ส่วน “ประชาชนทั่วไป” รวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนได้สิทธิ 50:50

    คนละครึ่ง 60:40 สำหรับผู้เสียภาษี

    แนวคิดเบื้องต้นของโครงการ “คนละครึ่ง” จะแบ่งเป็นรัฐช่วยจ่าย 60% และจ่ายด้วยตัวเอง 40% หรือ 60:40 ใช้สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน โดยรูปแบบนี้จะได้รับสิทธิพิเศษกว่าประชาชนทั่วไป เพราะถือเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษี

    คนละครึ่ง 50:50 ประชาชนทั่วไป-ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ส่วนประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับสิทธิ รัฐร่วมจ่าย 50% และจ่ายด้วยตัวเอง 50% หรือ 50:50 โดยคาดว่าหลักเกณฑ์จะคล้ายกับโครงการคนละครึ่งเดิม เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง

    โดย “คนละครึ่ง” เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ จะใกล้เคียงของเดิม 80-90% แต่จะปรับปรุงให้น่าสนใจยิ่งขึ้น อาจมีการปรับวงเงินหรือเพดานใช้จ่ายรายวันเพิ่มจากเดิม 150 บาทต่อวัน แต่ต้องพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.

    ส่วนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินโครงการหากเริ่มในเดือนตุลาคม 2568 จะใช้วงเงินจากงบประมาณปี 2569 ภายใต้กรอบงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท หากโครงการมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจต้องพิจารณาเกลี่ยงบกลางจากรายการอื่นมาสนับสนุน

    ซึ่งเพียงแค่มีข่าวออกมา ผู้คนทุกระดับ ทุกวงการ ทุกภาคส่วนในประเทศ ต่างส่งเสียงเชียร์กันยกใหญ่ เพราะที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า “คนละครึ่ง” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ปาริษา พงษ์แต้ ประชาชนชาวเชียงใหม่ มองว่า การจะนำ โครงการคนละครึ่งมาใช้ ถือเป็นเรื่องที่ดี และมองว่าตอบโจทย์ในช่วงนี้ ซึ่งก็อยากให้รัฐบาลทำให้สำเร็จโดยเร็ว เพราะช่วงนี้ถือว่าเศรษฐกิจตกต่ำ ประกอบกับค่าของชีพสูงขึ้น โครงการคนละครึ่ง ก็จะจะช่วยแบ่งเบาภาระได้ และลดต้นทุนในการซื้อข้าวของเครื่องใช้รวมถึงอาหารการกินในแต่ละวัน

    “ส่วนตัวมองว่าอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินในการใช้จ่ายต่อวัน เพิ่มขึ้นจากวันละ 150 บาท + เงินตัวเอง 150 บาท เพราะค่าใช้จ่ายในปัจจุบันนั้นเกินวันละ 300 บาท หากรัฐบาลคิดจะช่วยเหลือประชาชนจริง อาจจะเป็นวันละ 200 หรือ 250 บาท และวงเงินทั้งหมดจากปกติ 3000 บาท เป็น 5000 บาท เพราะประชาชนกลุ่มวัยกลางคน หรือวัยรุ่น ต่างผิดหวังกับเงินดิจิตอล Wallet 10,000 บาทมาแล้ว ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในนโยบาย ที่ พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ

    หากเป็นคนละครึ่ง อย่างน้อยก็จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายไปได้บ้าง ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ มันส่งผลกระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนจริงๆ โดยเฉพาะคนระดับรากหญ้าที่หากินวันต่อวัน”

    จิรศักดิ์ ดอกอินทร์ ผู้ประกอบร้านค้าสองจอ สเต็ก ที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง กล่าวว่า ที่ผ่านมา รู้สึกพึงพอใจกับโครงการคนละครึ่งเป็นอย่างมากตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบที่ 4 ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา เพราะช่วยให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายมากขึ้น และช่วยให้คนกล้าตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น รวมถึงช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้มากจริงๆ

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “โดยในส่วนของตัวเองในฐานะพ่อค้าค้ายอมรับว่าโครงการนี้ในช่วงที่ผ่านมาช่วยทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น จากปกติขายได้วันละ 3,000-4,000 บาท ก็เพิ่มขึ้นอีกวันละ 1,000 บาท ก็ถือว่าเพิ่มยอดขายได้ในวันที่ต้นทุนสินค้า สูงถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่จะนำกลับมา

    เพราะตั้งแต่หมดโครงการคนละครึ่งไป จนเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็ทำให้การจับจ่ายซื้อของลดน้อยลง รายได้ต่อวันลดลง เพราะประชาชนมีจ่ายน้อยลงซื้อข้าวซื้อของน้อยลง บรรยากาศในศูนย์อาหารก็เงียบเหงากว่าทุกทีที่เคยเป็นมา”

    จิรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า “หลังรัฐบาลใหม่ที่เข้ามา แย้มว่าจะนำโครงการคนละครึ่งมาปัดฝุ่น ก็รู้สึกดีใจ และอยากให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ในช่วง 4 เดือนที่เข้ามา บริหารประเทศ อย่างน้อยก็จะเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้ และอยากให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องของงบประมาณในการใช้จ่าย ในแต่ละวันให้เพิ่ม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ได้ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับร้านค้า เพราะในแต่ละวันก็มียอดขายไม่มากอยู่แล้ว”

    ด้าน ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ประสบความสำเร็จและดี เพราะเรามีประสบการณ์จากรัฐบาลก่อนที่ทำในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากหญ้า จนถึงธุรกิจ SME ที่เราเห็นผลชัดเจน และเห็นเม็ดเงินที่ได้จากโครงการคนละครึ่งหมุนเวียนอยู่ในตลาดและร้านค้า 

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “แม้ที่ผ่านมาโครงการคนละครึ่งในยุคแรกที่ทำโดยใช้แอพพลิเคชั่นจะมีปัญหา แต่เชื่อว่าในยุคปัจจุบันเราจะใช้แอพพลิเคชั่นเดิม ที่ประชาชนทุกคนนั้นคุ้นเคยดีอยู่แล้ว มองว่าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ส่วนที่ยังมีข้อกังวลเรื่องของภาษีร้านค้า ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ถ้าร้านค้าไหนมียอดขายที่สูงเกินกว่าที่สรรพากรกำหนดก็จะจะต้องมีการเสียภาษี ส่วนร้านที่ยอดขายไม่ถึงก็ไม่ต้องเสียภาษี โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยก็ไม่ต้องกังวล” 

    ธนิต กล่าวต่อว่าส่วนการกำหนดใช้เงินในแต่ละวันที่เดิมจะใช้เงินประชาชน 150 บาท รัฐบาลสนับสนุน 150 บาท รวมเป็น 300 บาทต่อวัน ถือเป็นเรื่องที่ดีอยู่อยู่แล้วเพราะ 300 บาทก็ถือว่าเป็นโอกาสในการกระจายการซื้อสินค้า  เพราะถ้าหากมีการกำหนดเงินใช้ได้ต่อวันสูงเกินไปก็จะมีการกระจุกอยู่ที่ผู้ประกอบการรายเดียว

    ส่วนเงินของโครงการที่เดิม รัฐบาลสนับสนุน 1500 บาท ถ้าตรงนี้สามารถเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีกับประชาชนมากๆ เพราะจะสามารถกระจายรายได้ไปสู่ร้านค้าเป็นวงกว้าง น่าจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจเพราะร้านค้าต่างๆ ก็จะมีรายรับที่เยอะขึ้น

    “หากโครงการนี้เกิดขึ้นจะเห็นผลทันที จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารเร่งดำเนินการในช่วงนี้ให้สำเร็จ เพราะจะสามารถช่วยเหลือภาวะเศรษฐกิจที่มันซบเซามากขนาดนี้ได้ เพราะจังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่นที่ผู้ประกอบการต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากได้เงินคนละครึ่งมาช่วยในช่วงนี้ก็จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนไปจนกว่าจะถึงช่วงไฮซีซั่นของจังหวัดเชียงใหม่”

    Chiang Mai-residents-welcome-the-Half-Half-project-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-residents-welcome-the-half-half-project-hoping-to-help-distribute-income-and-alleviate-the-economic-slump&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23cMvDgK_RjmNptHeROjVJ

  • ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ส่วนอื่นๆก็มีทำการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งก็ไม่สามารถทำรายได้ได้มากน้อยให้กับประชาชนในประเทศ จึงทำให้คนเนปาลนิยมออกไปทำงานหาเงินยังต่างประเทศมากขึ้น พามาดูในส่วนของความสำคัญของประเทศเนปาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมไทย และเนปาลยังไม่สูงมากเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ไทยมักเกินดุลการค้าต่อเนปาล ส่วนสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปเนปาล คือ ยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ด้านสินค้านำเข้าที่ไทยนำเข้าจากเนปาลมาก็ คือ  พรม ผ้าทอ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยเนปาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสทางธุรกิจ เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้นนักลงทุนจากต่างชาติที่สนใจในธุรกิจดังกล่าวก็นับได้ว่าเป็นโอกาสทองในการลงทุน ส่วนด้านการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวเนปาลเดินทางมาไทยปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการแพทย์ ถือได้ว่าไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวเนปาล ทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และการศึกษา

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ขณะที่คนไทยเองก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปเนปาลเพื่อท่องเที่ยวภูเขาปีนเขาฮิมาลัย และ เอเวอเรสต์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวสองทางระหว่างกันและกัน ส่วนด้านการศึกษา และแรงงานชาวเนปาลนิยมมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะด้านการแพทย์ วิศวกรรม และบริหารธุรกิจ อีกทั้งไทยยังมีแรงงานเชื้อสายเนปาลอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น งานบริการ การรักษาความปลอดภัย และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเสริมตลาดแรงงานไทย

    นอกจากนี้จะพามาดูยุทธศาสตร์เชื่อมโยงภูมิภาคเนปาลตั้งอยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย ถือเป็น Land-linked Country ที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ หากไทยผลักดันยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (BIMSTEC, IMT–GT, BCG) จะช่วยขยายการค้าของไทยเข้าสู่เอเชียใต้ได้มากขึ้น โดยไทยกับเนปาลต่างก็มีบทบาทในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

    แม้เนปาลจะไม่ใช่คู่ค้าใหญ่ของไทย แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในด้าน การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา แรงงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยไทยสามารถใช้เนปาลเป็นประตูสู่อินเดีย และจีนได้ในอนาคต อีกทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการศึกษายังเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถดึงดูดชาวเนปาลได้ต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06R-5XKVbWhREjXLIUtRi4

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์สิงหาคม 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hkk6o9qxv1u3k9b4w546i2wb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DmGYw9EN4kn7RAybDt7Kp

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต สวนกำแพงภาษีทรัมป์-การเมืองวุ่น|ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 68

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต สวนกำแพงภาษีทรัมป์-การเมืองวุ่น|ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 68

    ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นต้องประสบปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ จากการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ และการเมืองที่วุ่นวาย แต่ล่าสุด คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นออกมาเปิดเผยตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เติบโตแข็งแกร่งขึ้น สวนกระแสความวุ่นวายเหล่านั้น จากการบริโภคภายในประเทศ

    #ญี่ปุ่น #ภาษีทรัมป์ #การเมือง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vzAj6Et602a1VSc1UDpI6