Category: เศรษฐกิจ

  • ‘รัฐบาลหนู1’ โชว์จัดทัพฟื้นเศรษฐกิจ เดินเครื่องเต็มสูบเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง | เดลินิวส์

    ‘รัฐบาลหนู1’ โชว์จัดทัพฟื้นเศรษฐกิจ เดินเครื่องเต็มสูบเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง | เดลินิวส์

    เรียบร้อยโรงเรียน “เสี่ยหนู” “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นนั่งบัลลังก์นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เดินหน้าจัดตั้ง “รัฐบาลหนู 1” ดูหน้าตาคณะรัฐมนตรี(ครม.) คนนอกเรียกว่ายังขายได้ 4 เดือนนี้ต้องพิสูจน์ผลงาน ตามนโยบายเร่งด่วน 4 ด้านที่เป็นภัยคุกคาม และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

    คือ 1.ปัญหาเศรษฐกิจ จะเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมทั้งแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และเสริมสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ ประชาชน และตลอดจนชุมชนท้องถิ่น

    2.จะเร่งแก้ปัญหากรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชน แต่จะยึดหลักการไทยไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข 

    3.เรื่องภัยธรรมชาติ จะต่อยอดทำระบบเตือนภัย และระบบเยียวยาฟื้นฟู และ4.จะแก้ปัญหาภัยสังคม โดยจะเร่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน การพนันออนไลน์

    งานนี้ “นายกหนู” ไม่รอช้าขุดโครงการคนละครึ่งของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาฟื้นเศรษฐกิจเชื่อมั่นว่า เชื่อว่าจะกระจายเงินได้โดยเร็วที่สุด

    ต้องจับตาดูว่า “รัฐบาลหนู 1”จะดึงเงินจากตรงไหนมาใช้แก้ปัญหาฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนกำลังรอความหวังอยู่

    แต่การเมืองก็อาจมีโรคแทรกเกี่ยวกับ “รัฐมนตรีสายล่อฟ้า” หรือไม่ เพราะนอกจาก 6 รัฐมนตรีคนนอกแล้ว รัฐมนตรีที่เหลือยังเป็นคนหน้าเดิม เหล้าเก่าในขวดใหม่ เป็นการจัดสรรโควตาแบบเดิมๆ เพื่อพยุงรัฐบาลเสียงข้างน้อยให้ ไปต่อได้

    ท่ามกลางคดีร้อนที่ยังคาราคาซัง มีทั้ง “เขากระโดง-ฮั้วสว.” ถูกจับตามองว่าถ้าทำอะไรไม่คงเส้นคงวา ศรัทธาก็จะเสื่อมลง โดยเฉพาะ “เสี่ยหนู” ประกาศกลับมหาดไทยแล้วจะมีสัญญาณการโยกย้าย ข้าราชการเอาคนเดิมกลับคืนถิ่น คืนความชอบธรรม เกมนี้ถือเป็นการฟาดกันคนละดอกกับพรรคเพื่อไทย

    อีกหนึ่งวาระร้อนนโยบายเร่งด่วนเรื่องความมั่นคงชายแดนไทยกัมพูชาที่ “อนุทิน” ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกใช้บริการ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมและ ว่าที่รมว.กลาโหม

     ล่าสุด“บิ๊กเล็ก”เข้าประชุมคณะกรรมการทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี)  ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถึงแม้จะอยู่ในสถานะได้เปรียบแต่ก็ถูกทัวร์ลงยับ จากการที่มีข้อตกลงเปิดด่านจันทบุรีและตราด ให้สิ้นค้าจาก 3 ประเทศผ่านเข้ากัมพูชา

    เกรงว่าเราจะหลงเล่ห์เหลี่ยมเขมร เรื่องนี้ต้องใช้ความกล้าหาญของ“อนุทิน”ต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้คนไทยต้องไม่เสียประโยชน์ และดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข ตามที่พูดโดยเร็ว

    ดูแล้วการแก้ปัญหาชายแดน ไม่น่าจะเหมือนช่วงที่ผ่านมา “ทหารกับการเมือง”น่าจะยังมีความสัมพันธ์ที่ดี และมีแนวทางที่น่าจะไปด้วยกันได้ ทหารและการเมือง อาจมีเอกภาพมากขึ้น เพราะไม่ต้องหวาดระแวงว่าใครเป็นไส้ศึก

    ปมร้อนล่าสุดเกมแก้รัฐธรรมนูญ ที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีความเห็นว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน ซึ่งต้องดำเนินการการประชามติ 3 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งที่ 1-2 สามารถดำเนินการด้วยกันได้

    ศาลรธน.ยังชี้อีกว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้  แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ได้โดยตรง

    เกมแก้รัฐธรรมนูญนี้ส่อแววเกิดรอยร้าวขึ้นระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน เพราะการที่ “เสี่ยหนู” ขึ้นเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาลประสบความสำเร็จ

    ก็เพราะพรรคประชาชนโหวตหนุน เป็นนั่งร้านให้ ด้วยคะแนน143 เสียง โดยมีสัญญา MOA  ข้อ4 ระบุให้มีเรื่องการตั้งส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญปิดทางสรรหาส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง จะทำให้ MOA ส่อสะดุดกลายเป็นวาระร้อน หรือไม่

    งานนี้“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ( ปชน.)  ออกมาทวงสัญญาพรรคภูมิใจไทยทันที ว่า เราควรเดินหน้าสู่การจัดทําประชามติรอบที่ 1 พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นจากการยุบสภาภายใน 4 เดือน หลัง ครม. ใหม่ เข้าปฏิบัติหน้าที่  

    พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนํารัฐบาล ควรพิจารณารวบรวมเสียง สส.รัฐบาล เพื่อยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ของตนเองเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว  ควรมีเนื้อหาที่เป็นการเสนอให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.)  ที่มาจากการเลือกตั้งตามข้อตกลง  แม้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เราเห็นว่าคําวินิจฉัยฯอาจยังไม่ได้ปิดประตูต่อการมี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐสภา สามารถออกแบบกลไกให้ ส.ส.ร. ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ ส.ส.ร. จัดทํา มาที่รัฐสภา ก่อนส่งไปทําประชามติกับประชาชนได้

    ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร บอก ‘พรรคประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ เห็นพ้องเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือ 1 การทำประชามติทั้งหมด 2 รอบ เริ่มจะให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 / 1 คือ กลไกในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาผ่าน 3 วาระแล้ว ก็จะจัดทำประชามติรอบแรก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 คำถาม  ซึ่งก็จะสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

    ซึ่งกระบวนการดังกล่าวสามารถเดินหน้าเพื่อให้มีการจัดทำประชามติรอบแรกให้ทันพร้อมกับการเลือกตั้ง ภายในกรอบเวลาMOA ที่ต้องยุบสภาภายใน4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย หากแถลงนโยบายช่วง ปลายเดือนก.ย. 2568 หมายความว่าต้องมีการยุบสภาภายในช่วงปลายเดือนม.ค. 2569 ส่วนเรื่องส.ส.ร.ก็ต้องมาทบทวนอีกครั้งว่าจะใช้วิธีการใด

    ขณะที่“นายกหนู” รีบบอก “การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องของสภา ภายใน 4 เดือนถ้าทำได้ก็จะเป็นไปตามขั้นตอน แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องค้างเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ยุบสภาก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ และทุกคนก็ต้องชี้แจงให้พี่น้องประชาชนฟังว่าแต่ละพรรคมีแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร”

    เบื้องต้น“พรรคภูมิใจไทย” สตาร์ทแก้รัฐธรรมนูญ ตามแนววินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยตั้ง “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคฯ นำทีมศึกษาทำประชามติ 

    ดูแล้วหลายคนจับตาดูพรรคส้มจะเสียเหลี่ยมพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

    เรื่องนี้ถ้า “พรรคภูมิใจไทย” เห็นด้วยว่าการสรรหาส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งก็จะเดินไปได้ จุดนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจ “พรรคภูมิใจไทย”

    เวลานี้รัฐมนตรีกำลังแต่งตัวรอเข้าถวายสัตย์เตรียมแถลงนโยบาย เพื่อนับหนึ่งการทำหน้าที่ 4 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพรรคการเมืองมุ่งสู่สงครามการเลือกตั้งงานนี้ใครพลาดต้องเจ็บปวดระยะยาว

    ที่เห็นชัดตอนนี้คือ “พรรคส้ม” ที่ถูกทัวร์ลงยับ หลังเป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย หนุน “อนุทิน” ขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี เจอด้อมส้มรุมถล่ม ต้องสลับฉากแก้เกมกางโจทย์ส่งไม้ให้ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างอิสระ และขับเคลื่อน สส.กลุ่มหนึ่งอย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องคำนึงถึงพันธะหรือข้อตกลงใดๆ ที่ไปตกลงกับ“อนุทิน” จะติดตามตรวจสอบการตั้งคณะรัฐมนตรีเหมาะสมหรือไม่ และได้มีการดำเนินการตาม MOA ที่ตกลงกันไว้หรือไม่

    และใช้โอกาสนี้ช่วงชิงจังหวะทำความเข้าใจกับด้อมส้มสร้างศรัทธาขึ้นมาใหม่เพื่อชักธงรบครั้งหน้า

    ขณะเดียวกันการเมืองพรรคเพื่อไทยฝ่ายค้านน้องใหม่ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เจอศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นจากนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร  ผู้นำจิตวิญญาณพรรคเพื่อไทย ก็ต้องเข้าเรือนจำ 

    แต่ไฟการเมืองก็ยังไม่สงบ “ทักษิณ” ส่งสัญญาณสู้ ไม่ได้ประกาศวางมือหรือความพ่ายแพ้แต่อย่างใด พร้อมกลับมาทำสงครามครั้งใหม่เตรียมปรับทัพพรรคเพื่อไทยใหม่

    ประเมินว่าด้วยรอยแผลของพรรคเพื่อไทย ณ เวลานี้จะมีสมาชิกพรรคไหลออกกลายเป็นพรรคขนาดกลาง ขณะเดียวกัน ทั้ง“อิ๊งค์และทักษิณ” 2 พ่อลูก ก็ยังมีคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาอยู่หลายคดี

    หลายคนโยนโจทย์ไปให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ ซึ่งต้องดูสัญญาณจาก “นายใหญ่” ว่าจะวางรูปแบบการรบของพรรคเพื่อไทยครั้งต่อไปอย่างไร

    การเมืองนาทีนี้ใครจะพลาดไมได้ เพราะทุกพรรคการเมืองกำลังเคลื่อนไหวปรับโหมดเข้าสู่วาระการเลือกตั้ง.

    คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5107056/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v668y83wbXHO1t3hQABUu

  • 4เดือนชี้ชะตา! รัฐบาลต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    4เดือนชี้ชะตา! รัฐบาลต้องเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.53 น.

    4 เดือน รัฐบาลต้องฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน แนะลดค่าครองชีพ – ลุย Investment Roadshow

    12 กันยายน 2568 นักวิชาการธรรมศาสตร์ เห็นด้วยกับการเลือกรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก ชี้เป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่จุดชี้ขาดคือ “ความเป็นอิสระ” ในการทำงาน แนะรัฐบาลเร่งประกาศ Quick wins ขีดเส้น 4 เดือน “ความสร้างมั่นใจ-ลดภาระค่าครองชีพ-ชัดเจนนโยบายทรัมป์” แนะจัดทำ Investment Roadshow ดึงการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ ชี้เสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ รัฐบาลอนุทินต้องคืนอำนาจให้ประชาชนทำตามที่รับปากไว้

    ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา 

    ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์ 

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ 

    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ. ดร.ธันยพร กล่าว

    ด้าน ศ. ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข 

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย

    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/913989&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3diuItv5w6js4mWnEpPB83

  • นักวิชาการชี้4 เดือน รัฐบาลต้องฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน | เดลินิวส์

    นักวิชาการชี้4 เดือน รัฐบาลต้องฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน | เดลินิวส์

     เมื่อวันที่13 ก.ย. ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา

     ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ

    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ. ดร.ธันยพร กล่าว

    ด้าน ศ. ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย

    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5109290/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EFFkFnKhu4t-Gx2Htamq_

  • เกาหลีใต้แจกเงินแสนวอน ปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ | ทันโลก EXPRESS | 13 ก.ย. 68

    เกาหลีใต้แจกเงินแสนวอน ปั๊มหัวใจเศรษฐกิจ | ทันโลก EXPRESS | 13 ก.ย. 68

    เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศเอเชียที่กำลังประสบภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้รัฐบาลต้องหาวิธีกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน โดยหนึ่งในมาตรการที่นำมาใช้คือ การแจกเงินคูปองเงินสดรอบใหม่มูลค่า 1 แสนวอน ให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ยกเว้นผู้มีรายได้สูง

    #เกาหลีใต้ #แจกเงิน #ค่าครองชีพ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m8ZQCkwZbqmKiUZGCzLFU

  • ชาวโคราช เชื่อ โครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 13 ก.ย. 68

    ชาวโคราช เชื่อ โครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 13 ก.ย. 68

    หลังจาก พรรคภูมิใจไทย มีแนวคิดจะนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ชาวโคราช เชื่อว่า โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ย้ำต้องให้สิทธิ์อย่างทั่วถึง พร้อมวอนขอเพิ่มวงเงิน

    #คนละครึ่ง #กระตุ้นเศรษฐกิจ #โคราช #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันข่าวสุดสัปดาห์

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37T86cY19MQChfAXLruk3h

  • ประมวลภาพ ศุภจี ลาออก จากซีอีโอ ‘ดุสิตธานี’ มีผลทันที เตรียมนั่ง รมว.พาณิชย์

    ประมวลภาพ ศุภจี ลาออก จากซีอีโอ ‘ดุสิตธานี’ มีผลทันที เตรียมนั่ง รมว.พาณิชย์

    วันนี้ (12 กันยายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และกรรมการบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) โดยมีผลทันที เพื่อเตรียมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยบอร์ดมีมติแต่งตั้ง ชนินทธ์ โทณวณิก เข้าดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่

    ก่อนลาออก ศุภจีได้วางแผนการพลิกฟื้นธุรกิจ โดยคาดว่าในปี 2569 ดุสิตธานีจะสามารถกลับมามีกำไร และล้างผลขาดทุนสะสมราว 1,500 ล้านบาทได้หมด หลังเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการโอนโครงการ Dusit Residences ซึ่งขายได้แล้วกว่า 90% ของมูลค่าโครงการรวม 17,000 ล้านบาท โดยจะมีการโอนประมาณ 16,000 ล้านบาทในปีหน้า

    ศุภจี เปิดเผยถึงเหตุผลหลักที่ตัดสินใจรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ว่า

    1.ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจ จึงไม่สามารถปล่อยให้เกิดสุญญากาศด้านนโยบายได้ การเข้ามาช่วยงานรัฐบาลจึงเป็นการนำประสบการณ์ทั้งจาก IBM และไทยคมมาช่วยผลักดันด้านการค้าระหว่างประเทศและเศรษฐกิจในภาพรวม

    2.รัฐบาลชุดนี้มีเวลาทำงานเพียง 4 เดือนก่อนการเลือกตั้งใหญ่ จึงจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าในประเด็นสำคัญเพื่อสร้างผลลัพธ์และวางรากฐานต่อไป

    เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะไม่ได้รู้จักข้าราชการมากนัก แต่เชื่อว่าการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังจะช่วยผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าได้ ทั้งในมิติการส่งออก การเจรจาการค้า และการดูแลปากท้องประชาชน

    ศุภจี ย้ำว่า งานในช่วง 4 เดือนแรกยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ต้องรอโปรดเกล้าฯ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน แต่ยืนยันว่าจะทำงานร่วมกับทีมเศรษฐกิจและนายกรัฐมนตรีเพื่อเลือกประเด็นเร่งด่วนที่สุด โดยชี้ว่า “คนเราไม่ต้องรอให้รู้ 100% ถึงจะลงมือทำ แต่ขอให้ทำ 100% ในสิ่งที่เรารู้ และหาธงร่วมกันให้ได้”

    เธอยังเปิดเผยว่า หลังได้รับการทาบทามจากนายกฯ อนุทิน ได้ปรึกษาครอบครัวและผู้บริหารดุสิตธานี ซึ่งทุกฝ่ายเห็นด้วย เพราะเป็นโอกาสในการช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นก็ตาม และหลังจบภารกิจทางการเมืองจะกลับมาบริหารดุสิตธานี โดยไม่คิดที่จะเดินบนถนนสายการเมืองต่อ

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ฐานิส สุดโต

    บรรณาธิการภาพ ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-resigns-dusit-thani-ceo/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qvROZq6PiqqCMQYCESDH4

  • ‘เชียงใหม่’ ร้องรัฐบาลทบทวน! ปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมร้านอาหาร

    ‘เชียงใหม่’ ร้องรัฐบาลทบทวน! ปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ครอบคลุมร้านอาหาร

    จากกรณีที่มีการปลดล็อคขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับร้านอาหาร ในช่วง 14.00-17.00 น. ตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 เพื่อให้การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน โดย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับแก้ไข ได้ประกาศใช้แล้วและมีผลให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติที่ 253 ปีพ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นต้นทางของการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น.-17.00 น.

    แต่ที่ผ่านมารัฐบาลแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ลงนาม เมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ซึ่งไม่ได้มีการยกเว้นให้ “ร้านอาหาร” สามารถขายได้ ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. มีเพียงเฉพาะท่าอากาศยานนานาชาติ  สถานบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย  และโรงแรมที่มีใบอนุญาตโรงแรม เท่านั้น

    ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าร้านอาหารต่างๆ ยังไม่สามารถให้บริการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น.

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ชลิตา เหรียญประชา ผู้ประกอบการร้านอาหารเรือนนที กล่าวว่า ร้านอาหารของตนเองจะเปิดให้บริการทั้งกลางวันและกลางคืน โดยเป็นห้องอาหารที่ติดแอร์ เพื่อให้ความสะดวกสบาย แก่ลูกค้า ในช่วงก่อนหน้านี้ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มีลูกค้าจองเข้ามา ทุกวัน ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ลูกค้าลดลงบ้าง แต่ก็กลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงสถานการ์คลี่คลาย แต่หลังจาก ปี 2565 ประสบปัญสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ต้นทุนสูงขึ้น ทำให้ยอดขายลดลงไปกว่า 50  เปอร์เซ็นต์

    “โดยส่วนตัวมองว่า อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่งเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ส่งเสริมนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยว และ แก้กฎหมายงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 น. ถึง 17.00 น. ให้ครอบคุม ไม่ใช่อนุญาติเฉพาะบางแห่ง ร้านอาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ควรได้รับการลดล็อคด้วย”

    “การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงกลางวัน มีผลกับร้านอาหารที่เปิดตอนกลางวันค่อนข้างเยอะ เนื่องจากร้านเริ่มเปิด 11.00 น. ถึง 22.00 น. โดยลูกค้าจะเริ่มเข้าร้านอาหารตั้งแต่ร้านเปิด ด้วยเวลาที่จำกัดก็ส่งผลทำให้ลูกค้าหายไป นอกจากนี้ยังส่งผลกับนักท่องที่ต่างชาติ ไม่เข้าใจในกฎหมาย ก็ทำให้ร้านเสียลูกค้าไปจำนวนมาก”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ลัดดา ( สงวนนามสกุล ) ผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านถนนลอยเคราะห์ กล่าวว่า ลูกค้าหลักของร้านเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ในย่านนี้เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่วนใหญ่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์กันตั้งแต่เช้าไปตลอดทั้งวัน แต่ด้วยช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดห้ามไว้ก็ทำให้ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยต้องผิดหวังเพราะทางร้านไม่สามารถขายให้ได้เพราะติดเรื่องกฎหมาย บางคนก็เข้าใจ บางคนก็หงุดหงิด 

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “ในฐานะผู้ประกอบการร้านอาหารเห็นด้วยกับแนวคิดแก้กฎหมายในครั้งนี้ แต่อยากให้มองมุมกว้าง โดยการปลดล็อคกฎหมายให้ครอบคลุมถึงร้านอาหารด้วย หากมีการปลดล็อคก็จะหนุนท่องเที่ยวและสร้างเศรษฐกิจให้คึกคักมากขึ้น จะส่งผลดีมากกว่าผลเสียอย่างแน่นอน”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่ ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิงเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันเราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งคือเศรษฐกิจ ในประเทศไทยตอนนี้ถือว่าแย่มาก รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ รัฐบาลควรทำเป็นอันดับต้นๆ ก็คือทำยังไงให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาแล้ว มีการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มมากขึ้น

    “โดยเฉพาะกฎหมาย ที่มีการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. ถือเป็นกฎหมายเก่าที่ออกมาควบคุมข้าราชการในยุคนั้น ตั้งแต่ปี 2515  ซึ่งกฎหมายนี้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวในช่วงเวลากลางวัน”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “อยากให้รัฐบาลประกาศปลดล็อคกฎหมายนี้ให้ครอบคลุมไปถึงร้านอาหารด้วย ไม่ใช่เฉพาะสนามบินนานาชาติ โรงแรม หรือสถานประกอบการเท่านั้น และมีเงื่อนไขอย่างมาก ที่จริงแล้วเราไม่จำเป็น ต้องมาควบคุมอีกแล้ว เพราะเจตนารมย์ของการประกาศก็คือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการประกาศให้ขายได้เฉพาะที่ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่สถานบริการที่จดทะเบียนมีประมาณ 20 แห่ง แต่ร้านอาหารนั้นมีถึง 15,000 แห่ง การประกาศก็แทบจะไม่มีประโยชน์”

    ด้าน วัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมเชียงใหม่ กล่าวว่า กรณีการปลดล็อคเวลางดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น.- 17.00 น. ที่ไม่ใช่วันสำคัญทางพุทธศาสนา อันนี้ก็แล้วแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

    “ส่วนตัวมองว่า ต่อให้จะมีการห้ามขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ช่วงเวลานี้ หากคนจะดื่มก็มีการลักลอบดื่มอยู่ดี ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องต้องห้ามที่จะมีการปลดล็อค อยู่แล้ว ซึ่งก็เห็นด้วยหากจะเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่”

    Chiang Mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-SPACEBAR-Photo02.jpg

    วัลลภ กล่าวด้วยว่า แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือการ ปลดล็อคการขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงวันสำคัญทางศาสนา เพราะหลักการปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาไม่สมควรที่จะมีการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ต้องเป็นหลักสำคัญที่สุด เพราะรัฐบาลประกาศเป็นวันหยุดให้กับพุทธศาสนิกชนไปทำบุญที่วัด

    “ซึ่งการปลดล็อคขายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในวันสำคัญทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และหยุดจำหน่ายหยุดดื่มเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กฎหมายเดิมก็มีอยู่แล้วในเรื่องของการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ภายในวัดและรอบบริเวณวัดก็ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะวันสำคัญทางพุทธศาสนาไม่ได้มีทุกวัน นานๆ ทีจะมีหนึ่งครั้งเท่านั้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/chiang-mai-urges-the-government-to-review-the-period-of-lifting-the-ban-on-alcohol-sales-to-cover-the-restaurant-business&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IGR5hvZFDYbobDqqwqfjK

  • เชิดชูอาหารถิ่น “แกงแคไก่เมือง” ดาวเด่นจากเชียงราย สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ

    เชิดชูอาหารถิ่น “แกงแคไก่เมือง” ดาวเด่นจากเชียงราย สะท้อนคุณค่าทางเศรษฐกิจ

    มรดกกินได้จากแดนเหนือ “แกงแคไก่เมือง” เชียงราย สู่เวที “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 สะท้อนคุณค่าภูมิปัญา มหาศาลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    เชียงราย, 12 กันยายน 2568 – ในยุคที่โลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการหลั่งไหลของข้อมูลและเทคโนโลยีอันไร้ขีดจำกัด มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหลายรายการกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ ที่อาจนำไปสู่การลบเลือนหรือสูญหายไปจากความทรงจำและวิถีชีวิตของผู้คน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ยังมีจุดประกายความหวังที่เปล่งประกายออกมาจากความพยายามในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และต่อยอดคุณค่าอันล้ำเลิศนี้ให้คงอยู่และเจริญงอกงามต่อไป โดยมี “อาหาร” เป็นสื่อกลางที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน

    หนึ่งในปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จของการฟื้นฟูมรดกที่ “หายไป” อย่างน่าประทับใจ คือ เทศกาลอาหารถิ่น “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ในระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน 2568 ณ รอยัลพาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค ศรีนครินทร์ งานนี้จัดขึ้นโดยกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิดหลัก “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste ปี 3” ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเผยแพร่องค์ความรู้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของชาติอย่างแท้จริง

    ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ชี้ อาหารถิ่นเป็นรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

    นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยระบุว่า “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ ที่สะท้อนตัวตน ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เป็นองค์ความรู้ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสมานฉันท์ และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างรายได้ให้กับผู้คน”

    ท่านยังได้กล่าวเสริมว่า กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาและป้องกันไม่ให้มรดกเหล่านี้ลบเลือนหรือสูญหายไปจากปัจจัยภายนอกและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จึงได้กำหนดมาตรการส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู อาทิ การจัดทำบัญชีในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ การประกาศขึ้นบัญชี การยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้ทักษะสู่คนรุ่นใหม่ นี่คือวิสัยทัศน์อันกว้างไกลที่มองเห็น “อาหาร” เป็นมากกว่าแค่การบริโภค แต่คือการลงทุนในอนาคตของชาติ

    แกงแคไก่เมือง” เชียงราย ดาวเด่นแห่งภูมิปัญญาที่กลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง

    ภายในงานเทศกาลที่เต็มไปด้วยสีสันและกลิ่นหอมของอาหารถิ่นจากทั่วประเทศ บูธของจังหวัดเชียงรายได้กลายเป็นจุดรวมความสนใจของประชาชนจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา “ชม-ชิม-ช้อป” และซื้อกลับบ้านอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมี “แกงแคไก่เมือง” เป็นเมนูชูโรงที่สร้างความประทับใจและปลุกเร้ารสชาติที่เหมือนจะ “หายไป” ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมนูนี้ได้รับการคัดเลือกจาก 5 เมนูสุดยอดของจังหวัด จนกลายเป็น “สุดยอดอาหารเมือง” และ “อาหารชูถิ่น” ของเชียงราย ที่กลับมาเป็น “ดาวเด่นในเวทีระดับประเทศ”

    อะไรคือความพิเศษที่ทำให้ “แกงแคไก่เมือง” ครองใจผู้คนได้ถึงเพียงนี้ คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในความพิถีพิถันของวัตถุดิบและภูมิปัญญาที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมนูนี้มิใช่เพียงอาหารจานหนึ่ง แต่คือ “เมนูสุขภาพ” และ “เมนูอายุยืน” ของภาคเหนือ ที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสุขภาพ และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก สิ่งที่ทำให้แกงแคไก่เมืองแตกต่างและโดดเด่น คือการเป็นเมนูที่ “ปลอดโรค ปลอดสาร” อย่างแท้จริง ด้วยการใช้ผักสมุนไพรพื้นบ้านทั้งหมด

    ความลับที่ซ่อนอยู่ในหม้อแห่งภูมิปัญญา

    มิติแห่งผักพื้นบ้าน แกงแคไก่เมืองอุดมไปด้วยผักพื้นบ้านมากกว่า 10 ชนิด ผักเหล่านี้มาจากธรรมชาติแท้ ๆ ทั้งที่ปลูกในสวนและที่ได้จากป่า ซึ่งนอกจากความสดใหม่ตามฤดูกาลแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยาอันน่าทึ่ง อาทิ ผักเผ็ด ที่มีรสเผ็ดร้อนช่วยเจริญอาหาร ผักขี้หูด ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และ หางหวาย วัตถุดิบหาทานยากที่มีรสขมอมหวาน ช่วยแก้ร้อนในได้อย่างดีเยี่ยม ความหลากหลายของผักยังมาจาก “โครงการผักส่วนครัว รั้วกินได้” ซึ่งเป็นการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและสนับสนุนผลผลิตจากชุมชน

    กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ขอมอบเกียรติบัตรฉบับนี้ ให้ไว้เพื่อแสดงว่า คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้บริหาร สำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ ได้เข้าร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์โครงการ ๑ จังหวัด ๑ เมนู เชิดชูอาหารถิ่น “รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๘ ขอขอบคุณที่ได้ร่วมส่งเสริม สนับสนุนและยกระดับภาพลักษณ์ของอาหารถิ่นสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

    ไก่บ้านจากชุมชนท้องถิ่น ตัวเอกที่ขาดไม่ได้คือ “ไก่บ้าน” โดยเฉพาะ “ไก่เมืองจากเวียงชัย” ที่ได้รับการคัดสรรเป็นพิเศษ โดยใช้ไก่ที่ไม่แก่หรือหนุ่มจนเกินไป คือช่วงอายุประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อกำลังหวานและมี texture ที่เหมาะสม ไม่เหนียวหรือยุ่ยจนเกินไป ไก่เหล่านี้มาจากกลุ่มชุมชน กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มหมู่บ้าน ซึ่งเป็นการสร้างรายได้และส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    พริกแกงสูตรลับเฉพาะตระกูล เคล็ดลับความอร่อยของแกงแคเริ่มต้นจากการเจียว “พริกแกงที่โขลกเองกับมือ” ซึ่งเป็น “สูตรลับเฉพาะของแต่ละตระกูล” การโขลกเครื่องแกงอย่างพิถีพิถันนี้เองที่ทำให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศและสมุนไพรสดถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ เป็นเอกลักษณ์ที่หาทานได้ยากในยุคสมัยใหม่

    ความใส่ใจในการปรุง หลังจากนั้นคือการ “ผัดไก่ด้วยไฟอ่อนๆ” เพื่อดึงรสชาติของสมุนไพรพื้นบ้านออกมาให้ได้มากที่สุด และความลับที่สำคัญที่สุดคือ “การเรียงลำดับการใส่ผัก” โดยจะใส่ผักที่สุกยากลงไปก่อน แล้วค่อยๆ ตามด้วยผักที่สุกง่าย เหมือน “ค่อยๆ เล่าเรื่องราวของผืนป่าให้ลงไปอยู่ในหม้อ”

    ตามคำกล่าวของเชฟผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารล้านนา “เหนือไม่มีสูตรตายตัว แกงแคจะอร่อยหรือไม่ขึ้นอยู่กับความใส่ใจและความรักในวัตถุดิบ ทุกบ้านใส่ความเป็นตัวเองลงไปได้ มันคือความรัก ความใส่ใจ และภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าแกงแคไก่เมืองไม่ใช่เพียงเมนูอาหาร แต่คือ “ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต เป็นมรดกที่กินได้ที่เชื่อมโยงเรากับธรรมชาติและรากเหง้าของชาวเชียงราย”

    บทบาททางเศรษฐกิจและสังคม มรดกกินได้ที่สร้างรายได้และคุณค่า

    การกลับมาของ “แกงแคไก่เมือง” ในฐานะดาวเด่นบนเวทีระดับประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นการเชิดชูอาหารพื้นถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ การใช้ไก่บ้านจากกลุ่มชุมชนและผักจากโครงการ “ผักส่วนครัว รั้วกินได้” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่เชื่อมโยงผู้ผลิตท้องถิ่นเข้ากับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชน และส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    นอกจากนี้ การนำเสนออาหารถิ่นเหล่านี้ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ ให้เดินทางมาสัมผัส “รสชาติที่แท้จริงของเชียงราย” และเรื่องราวเบื้องหลังอาหารที่มากกว่าแค่การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง

    กิจกรรมหลากหลาย ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างการมีส่วนร่วม

    งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การชิมอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเรียนรู้และการมีส่วนร่วม โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ การลองลิ้มชิมรสชาติอาหารที่หาทานได้ยาก จากทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ผ่านกิจกรรม “1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น รสชาติ…ที่หายไป The Lost Taste”

    การเรียนรู้ “อร่อยตามรอยภูมิปัญญา” ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 เส้นทาง อาทิ อาหารสายอันซีน, พหุวัฒนธรรมล้ำรส, งดงามภูมิปัญญาล้ำค่าทรัพยากร, จากหยดน้ำแรกแห่งธารา ถึงคลื่นครามแห่งอ่าวไทย, ตามเส้นทางพี่สตังค์หรอยแรงชิมขนมและแกงถิ่นปักษ์ใต้, และ Isan discovery

    “ครัวฟุ้ง ปรุงไทย” Cooking Show โดย Chef Celebrity Thailand อาทิ เชฟพฤกษ์ เชฟกระทะเหล็กประเทศไทย และ กัณฑิมา สารีบท เชฟท้องถิ่นวิสาหกิจชุมชนเจ้าอุ้งลูกจีน จังหวัดกาญจนบุรี ที่มาสาธิตการทำอาหารในสไตล์ฟิวชั่น โดยยังคงผสมผสานสมุนไพรไทยลงในอาหาร เพื่อยกระดับอาหารถิ่นสู่สากล

    การแสดงศิลปวัฒนธรรมและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนการแสดงประกอบเพลง “รสชาติที่หายไป” โดย แซ็ค ชุมแพ และ อาบูม แชมป์มิราเคิลมิวสิค เพื่อสร้างความสุขและความเพลิดเพลิน นายกสมาคมนักเพลงลูกทุ่งแห่งประเทศไทย คุณบริพันธ์ ชัยภูมิ กล่าวถึงความสำคัญของเพลงลูกทุ่งในฐานะวัฒนธรรมไทยที่จะมาสร้างความสุขในงาน และพิธีมอบเกียรติบัตรและโล่รางวัลเชิดชูเกียรติ ให้กับผู้เครือข่ายทางวัฒนธรรมจาก 77 จังหวัด และการมอบรางวัลอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานวัฒนธรรม โดยอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา

    ทีมเมนู “แกงแคไก่เมือง” ของจังหวัดเชียงราย

    สำหรับจังหวัดเชียงราย ได้รับเกียรติบัตรสำหรับเมนู แกงแคไก่เมือง” โดยมี นางวนิดาพร ธิวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และ นายอนุสร เทพปินตา จากร้านสบันงาขันโตก เป็นตัวแทนเข้ารับมอบ ในการนี้ นายกำพล จาววัฒนาสกุล นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม รักษาราชการแทน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย มอบหมายให้ นางวนิดาพร ธิวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม พร้อมด้วย คุณมนรัตน์ ก.บัวเกษร ผู้ร่วมก่อตั้ง นครเชียงรายนิวส์ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) นายอนุสร เทพปินตา นางสาวศิวพร จอมสว่าง ตัวแทนผู้ประกอบการร้านสบันงาขันโตก (สาธิต) และนายอภิชาต กันธิยะเขียว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

    มรดกที่ต้องส่งต่อเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

    เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงอาหาร แต่เป็นภาพสะท้อนอันทรงพลังของความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการรักษาและต่อยอดคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้คงอยู่และเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งในมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม จากกลิ่นหอมของแกงแคไก่เมือง ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาสัมผัส ไปจนถึงคำเชิญชวนของศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง แซ็ค ชุมแพ ที่กล่าวว่า “อยากเชิญชวนมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย…มางานนี้ถือว่าครบจบ ทั้งความสนุกและอาหารอร่อย” นี่คือการยืนยันว่ามรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “รสชาติที่หายไป” เหล่านี้ มีศักยภาพที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ความสุข และคุณค่าที่จับต้องได้ให้กับทุกคน

    การลงทุนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ มิได้เป็นการมองย้อนอดีตอย่างเดียวดาย แต่เป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับอนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะยังคงเป็นเสาหลักในการสร้างอัตลักษณ์ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจในหมู่คนไทยทุกคน ผู้ที่สนใจและผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลเชิงลึกในการตัดสินใจหรือประกอบการทำงาน จึงไม่ควรพลาดโอกาสในการมา “ชม-ชิม-ช้อป อิ่มท้อง-อิ่มใจ-ได้ความรู้” ในงานเทศกาลนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมให้มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยยังคงดำรงอยู่อย่างยั่งยืนสืบไป

    ตัวเลขที่น่าสนใจ

    จากข้อมูลเบื้องต้นของงานเทศกาลในปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คนต่อปี และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นกว่า 10 ล้านบาทจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารถิ่น ขณะที่การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ผลิตชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับปีแรกของการจัดงาน

    การสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 85 ของผู้เข้าร่วมงานมีความประทับใจในรสชาติอาหารถิ่นที่ “เคยลืม” และร้อยละ 78 แสดงความสนใจที่จะเดินทางไปยังจังหวัดต้นทางของอาหารเหล่านั้นเพื่อสัมผัสประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

    เมื่ออาหารกลายเป็นเครื่องมือการพัฒนา

    เทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในการเปลี่ยนมุมมองต่อ “อาหารถิ่น” จากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น “อาหารชาวบ้าน” ไปสู่การเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า” นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับคนรุ่นใหม่ ซึ่งหลายคนเริ่มหันกลับมาเรียนรู้วิธีการทำอาหารพื้นบ้านจากผู้ใหญ่ในชุมชน

    การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการสนับสนุนงานครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), และบริษัท ดอนเมืองพัฒนา จำกัด (ตลาดสี่มุมเมือง) แสดงให้เห็นถึงการรับรู้และการให้ความสำคัญของภาคธุรกิจต่อคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว

    คำมั่นสัญญาสู่อนาคต

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของงาน ได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “งาน ไทยฟุ้ง ปรุงไทย ไม่ได้เป็นเพียงการจัดงานเทศกาลประจำปี แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการอนุรักษ์และพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เราได้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมแล้วว่า เมื่อชุมชนมีความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนเองมี พวกเขาจะมีแรงจูงใจในการรักษาและต่อยอดให้ดีขึ้น”

    การจัดงานในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติหลายท่าน ได้แก่ คุณสมพล ตรีภพนารถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), คุณจรูญรัตน์ สาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท พาราไดซ์ พาร์ค จำกัด, คุณพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร, และ คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมไทยรัฐทีวีและไทยรัฐออนไลน์ รวมทั้งศิลปินและบุคคลสำคัญอีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม

    งาน “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” ปี 3 จึงไม่เพียงแต่เป็นการจัดเทศกาลอาหาร แต่เป็นการปูทางสู่อนาคตที่วัฒนธรรมไทยจะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ความเข้มแข็งของชุมชน และความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของชาติไทยอย่างแท้จริง

    เครดิตภาพและข้อมูลจาก :

    • กระทรวงวัฒนธรรม, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
    • เอกสารงานเทศกาล “ไทยฟุ้ง ปรุงไทย” (Thai Taste Thai Fest 2025)
    • สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไทยคอนเวนชั่นแอนด์เอ็กซิบิชั่นบูโร)
    • การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
    • รายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น ประจำปี 2568
    • ทีมข่าวนครเชียงรายนิวส์

    NAKORN CHIANG RAI NEWS TEAM

    กองบรรณาธิการ นครเชียงรายนิวส์ – Nakorn Chiang Rai News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kaeng-kae-kai-muang-chiang-rai-thai-taste-fest/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YyXF2L8G8r_bnzOg79zkk

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 12 กันยายน 2568

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 12 กันยายน 2568

    12 กันยายน 2568 17:14 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ วันที่ 12 กันยายน 2568

    -นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ มีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ต่อสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการกลุ่มอาหารอนาคตไทยในตลาดโลก รวมไปถึงกระทบต่อรายได้ของทั้งเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ

    -นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจาก 10 ปีก่อนหน้านี้ ขยายตัวต่ำมาก โดยขยายตัวเฉลี่ยเพียงปีละ 1.9% จีดีพีในปี 2567 ขยายตัวได้ 2.5% และ จีดีพีในครึ่งปีแรกของ ปี 2568 ขยายได้ 3% ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยส่วนใหญ่ ขับเคลื่อนโดยการส่งออก การลงทุน และ การท่องเที่ยว

    -บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการ และกรรมการชุดย่อยของ SCGP เช่นเดียวกับธนาคารกสิกรไทย และบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)เนื่องจากมีภารกิจอื่น โเยคาดว่าจะมารับตำแหน่งรมว.พาณิชย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LF5T3ZZGcXNlZorOLIFts

  • “ไทย-ยูนนาน” ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโครงการใหม่หลายด้าน | เดลินิวส์

    “ไทย-ยูนนาน” ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโครงการใหม่หลายด้าน | เดลินิวส์

    “ไทย-ยูนนาน” ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโครงการใหม่หลายด้าน

    การประชุมความร่วมมือดิจิทัลเอเชียใต้-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำปี 2568 และการจับคู่อุปสงค์-อุปทานเพื่อการค้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 28-29 ส.ค. ที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมความร่วมมือ โดยมีการลงนามโครงการความร่วมมือมากกว่า 25 รายการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5109052/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08NX4hFkSH05VAfWEiPbSv