Category: เศรษฐกิจ

  • อียิปต์ หารือ IMF ทบทวนมาตรการเศรษฐกิจครั้งที่ 5 และ 6  คาดปลดล็อกเงินทุน 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    อียิปต์ หารือ IMF ทบทวนมาตรการเศรษฐกิจครั้งที่ 5 และ 6 คาดปลดล็อกเงินทุน 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    นายฮัสซัน เอล-คาติบ (Hassan El-Khatib) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนและการค้าต่างประเทศของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ได้หารือร่วมกับคณะผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ กรุงไคโร เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 โดยวาระสำคัญ คือ การทบทวนมาตรการทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5 และ 6 ภายใต้โครงการ Extended Fund Facility (EFF) ซึ่งมีวงเงินรวม 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สาระสำคัญจากการหารือมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

    1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและทิศทางการฟื้นตัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนฯ เปิดเผยว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญของอียิปต์มีการปรับตัวดีขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง

    2. การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอียิปต์ยังคงดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวด ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและขยายบทบาทของภาคเอกชน และการปรับปรุงบรรยากาศการลงทุนให้เอื้ออำนวยยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการค้าให้มีความทันสมัย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

    3. ยุทธศาสตร์ด้านการค้าและการส่งออก อียิปต์กำลังอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนสู่นโยบายการค้าที่เปิดกว้าง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตภายในประเทศ ขยายโอกาสในการเข้าถึงตลาดโลก และวางตำแหน่งประเทศให้เป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” (Regional Hub) สำหรับการส่งออก รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าท้องถิ่นเพื่อลดปัญหาการขาดดุลการค้า

    4. การปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ภาครัฐได้เร่งดำเนินการปรับปรุงแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการออกใบอนุญาตและการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อลดขั้นตอนความซับซ้อน ลดต้นทุนแฝงที่มิใช่ภาษี (Non-tax costs) และสร้างความโปร่งใส ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่กลุ่มนักลงทุน

    คณะผู้แทนจาก IMF รับทราบความคืบหน้าในการปฏิรูปการลงทุนและการค้าของอียิปต์ และเห็นว่ากลยุทธ์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความสอดคล้องและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งบรรยากาศการหารือที่เป็นบวกนี้ สร้างความคาดหวังว่าผลการทบทวนโครงการจะเป็นไปในทิศทางที่ดี ทั้งนี้ หากกระบวนการทบทวน รวมถึงโครงการ Resilience and Sustainability Facility (RSF) ดำเนินการเสร็จสิ้น คาดว่าอียิปต์จะสามารถได้เงินทุนสนับสนุนประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ

    • International Monetary Fund (IMF) ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่อียิปต์หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ (ค.ศ.) 1970  เช่น เงินกู้ราว 185.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ค.ศ. 19771978 เพื่อแก้ปัญหาการชำระเงินด้านภายนอก และตามด้วยเงินกู้ราว 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วงปี ค.ศ. 19911993 เพื่อแก้ไขขาดดุลการค้า [1]

    • ในช่วงปัจจุบัน หลังปี ค.ศ. 2016 เป็นต้นมา อียิปต์ได้ขอกู้กับ IMF อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น ภายใต้หลายโปรแกรม เช่น โครงการ Extended Fund Facility (EFF) ที่ให้ในหลายงวดราว 12 พันล้านดอลาร์สหรัฐ เงินช่วยเหลือฉุกเฉินในช่วงโควิด-19 รวมถึงการจัดหาเงินผ่านเครื่องมือหลายรูปแบบ ส่งผลให้ภายในช่วงประมาณ 57 ปีที่ผ่านมา อียิปต์ได้รับเงินจาก IMF สะสมสุทธิในระดับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ [2] รองจากอาร์เจนติน่าและยูเครน ตามลำดับ

    • ณ มิถุนายน ค.ศ. 2025 หนี้สาธารณะโดยรวมของอียิปต์เมื่อเทียบกับ GDP อยู่ที่ประมาณ 85.6% ลดจากเกือบ 89% ในปีก่อนหน้า โดยร่วมกับความพยายามปฏิรูปทางการคลัง การขยายฐานรายได้จากภาคเอกชน ภาคพลังงาน และการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดการหนี้ระยะยาวให้มีโครงสร้างยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งหมดนี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้อียิปต์สามารถรองรับภาระการชำระคืนเงินกู้จาก IMF ได้อย่างมีศักยภาพ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จยังคงพึ่งพาความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคและสภาพแวดล้อมโลกที่เอื้ออำนวย

    • นอกจากนี้ การที่ IMF มีท่าทีเชิงบวกและแนวโน้มการอนุมัติเงินกู้งวดใหม่ จะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของทุนสำรองระหว่างประเทศและค่าเงินปอนด์อียิปต์ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และส่งผลให้ธุรกรรมทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกระบวนการชำระเงินค่าสินค้า มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

    • นโยบายที่มุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก (Regional Hub) ของอียิปต์ จะก่อให้เกิดความต้องการนำเข้าสินค้าในกลุ่มวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เพื่อป้อนเข้าสู่ภาคการผลิต จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยในกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ เม็ดพลาสติก และเครื่องจักรกลเกษตร ที่จะขยายตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมของอียิปต์

    • การปฏิรูปกฎระเบียบและการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจดทะเบียนและขออนุญาต จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่สนใจเข้าไปลงทุนหรือหาพันธมิตรทางการค้าในอียิปต์ สามารถดำเนินการได้สะดวกและโปร่งใสยิ่งขึ้น

    ——————————

    ที่มา

    https://english.ahram.org.eg/News/558200.aspx

    [1]: https://english.ahram.org.eg/NewsAFCON/2021/152331.aspx?utm_source=chatgpt.com “FACTBOX: Egypt and IMF – Paris 2024″

    [2]: https://sis.gov.eg/en/international-relations/egypt-intl-organizations/the-international-monetary-fund/?utm_source=chatgpt.com “The International Monetary Fund”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/b6tru4nwnxywpfrtt5ae8bd8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XiSNog6G86lL4_jw4SWDW

  • ผู้นำการเงินฮ่องกงคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวในปี 2569

    ผู้นำการเงินฮ่องกงคาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัวในปี 2569

    รายงานผลการสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (CPA Australia) ร้อยละ 63 ของผู้นำด้านการเงินในฮ่องกงคาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2569  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) จะขยายตัว 

    ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ความลึกของตลาดทุน (capital-market depth) และความเชื่อมโยงทางการเงิน (financial connectivity) เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แม้จะยังคงเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางการค้า

    ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักที่ได้รับการระบุ ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันด้านภาษี (tax competitiveness ความแข็งแกร่งของตลาดทุน (capital-market strength) ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนแผ่นดินใหญ่ (mainland economic performance) ในขณะเดียวกัน ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ยังคงมีได้แก่ ค่าครองชีพที่สูง (high living costs) และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนแผ่นดินใหญ่

    ประมาณร้อยละ 66 คาดว่ากิจกรรมการเสนอขายหุ้นใหม่ต่อประชาชนทั่วไป (IPO) จะเพิ่มขึ้นในปีถัดไป หลังจากที่ฮ่องกงได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญของโลกในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2568 

    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางการค้ายังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยร้อยละ 51 รายงานว่ามีผลกระทบเชิงลบในปี พ.ศ. 2568 และร้อยละ 20 ระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญสำหรับการเข้าสู่ตลาดใหม่ในปี 2569 นอกจากนี้ร้อยละ 39 ของผู้ตอบคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นในปีหน้า ลดลงจากร้อยละ 51 ในปี 2568 ขณะที่แรงกดดันด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29 จากร้อยละ 19 ตามที่ CPA Australia ระบุ

    image.png

    ความคิดเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง

    บทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางทางการเงินยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ สำหรับการฟื้นตัวและการขยายตัวของภาคธุรกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะภาคส่งออกและการให้บริการทางการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการระดมทุนและการลงทุนข้ามประเทศ

    การประสานความร่วมมือตามนโยบายเศรษฐกิจและการค้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับบริษัทไทยที่มีศักยภาพที่จะทำการระดมทุนระหว่างประเทศซึ่งบริษัทไทยควรเตรียมความพร้อมด้านการกำกับดูแล การเปิดเผยข้อมูล และการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    นอกจากนี้ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในฮ่องกงหรือใช้ฮ่องกงเป็นฐานการลงทุนเพื่อการค้า ควรพิจารณามาตรการบริหารลดต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายความเสี่ยงทางการตลาดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยควรติดตามข้อมูลข่าวสารและการอบรมต่างๆ ทั้งของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการใช้ตลาดทุนฮ่องกง ข้อกำหนดการระดมทุนระหว่างประเทศ และสามารถรับการสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจการค้าได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hm2l7b96pqt8jdmz9tuwpdgk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tXBTsOy19uP9-H5LrtOfn

  • กฟผ. ส่งรัก(ษ์) รับปีใหม่ สุขใจด้วย 3 แคมเปญ

    กฟผ. ส่งรัก(ษ์) รับปีใหม่ สุขใจด้วย 3 แคมเปญ

    11 ธันวาคม 2568, 19:26น.

          กฟผ. มอบของขวัญให้คนไทย ต้อนรับปีใหม่ 2569 สุขใจกับ 3 แคมเปญ ส่วนลดผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคนละครึ่ง ณ สถานี EleX by EGAT และส่วนลดบ้านพักเขื่อน กฟผ. รวมมูลค่ากว่า 21.5 ล้านบาท หวังชวนคนไทยลดรายจ่ายผ่านการประหยัดพลังงาน สนับสนุนชุมชนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยไร้คาร์บอน

          วันนี้ (11 ธันวาคม 2568) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม กฟผ. ส่งความสุขปีใหม่ คนไทยใส่ใจรักษ์โลก พร้อมลงนามความร่วมมือโครงการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ระหว่าง กฟผ. กับ ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า จำนวน 9 ราย ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

          นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เผยว่า กฟผ. ร่วมสนองนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพลังงานด้วยการมอบของขวัญให้กับคนไทยเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับ 3 แคมเปญ “กฟผ. ส่งความสุขปีใหม่ คนไทยใส่ใจรักษ์โลก”

         – ของขวัญเบอร์ 5 แทนคำขอบคุณที่รัก(ษ์)กัน มอบส่วนลดผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 วันละ 1,000 สิทธิ์ รวม 30,000 สิทธิ์ แบ่งเป็น ส่วนลด 300 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ตั้งแต่ 1,200 บาทขึ้นไป วันละ 800 สิทธิ์ และส่วนลด 1,000 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป วันละ 200 สิทธิ์ โดยต้องลงทะเบียนรับส่วนลดทางเว็บไซต์ กฟผ. และยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID และใช้สิทธิ์ซื้อสินค้า ณ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าออนไลน์ที่ร่วมรายการภายใน 48 ชั่วโมง ทั้งนี้สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569

          – ชาร์จใจ ชาร์จไฟ คนละครึ่งไปกับ EleXA ส่งเสริมสังคมยุคใหม่ไร้คาร์บอน ให้คนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย โดยมอบคูปองส่วนลดค่าชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าคนละครึ่งที่สถานี EleX by EGAT ทุกสถานีทั่วประเทศ มูลค่าสูงสุด 150 บาท (จำกัด 1คน/ 1 สิทธิ์) รวม 30,000 สิทธิ์ สามารถกดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ตั้งแต่วันที่ 15 – 31 ธันวาคม 2568 โดยคูปองมีอายุ 180 วัน หลังจากกดรับสิทธิ์

          – เติมพลังชีวิต ใกล้ชิดธรรมชาติ มอบคูปองส่วนลดที่พักเขื่อนของ กฟผ. ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจและสนับสนุนชุมชน เมื่อเข้าใช้บริการบ้านพักในเขื่อน กฟผ. จำนวน 8 แห่ง คือ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

          ต่อที่ 1 รับคูปองส่วนลดเครื่องดื่มคุณสายชลมูลค่า 150 บาท และส่วนลดผลิตภัณฑ์ชุมชนคนละครึ่งมูลค่าสูงสุด 150 บาท รวม 2,500 สิทธิ์ และเมื่อเข้าใช้บริการบ้านพักในเขื่อน กฟผ. ทั้ง 8 แห่ง และร้านอาหารของ กฟผ. มูลค่า 1,000 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2568 – 15 มกราคม 2569 มีสิทธิ์ลุ้นรับคูปองส่วนลดค่าที่พักครั้งถัดไป ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 รวม 2,500 สิทธิ์ แบ่งเป็นมูลค่า 500 บาท จำนวน 2,000 สิทธิ์ และมูลค่า 1,000 บาท จำนวน 500 สิทธิ์

          ต่อที่ 2 ผู้เข้าพักบ้านครินทร์ เขื่อนศรีนครินทร์ รับส่วนลดเพิ่ม 3,000 บาท สำหรับเข้าพักครั้งถัดไป ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2569 จำนวน 100 สิทธิ์

          กฟผ. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ปี 2569 ช่วยประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือน สนับสนุนการเดินทางอย่างปลอดภัยไร้คาร์บอน และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกระจายรายได้สู่ชุมชน ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/157378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oH6KpsfXHcTf8QKjxP8gW

  • รัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจใหญ่ เยียวยาผลกระทบชายแดน ไทย-กัมพูชา

    รัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจใหญ่ เยียวยาผลกระทบชายแดน ไทย-กัมพูชา

    รัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจใหญ่ เยียวยาผลกระทบชายแดน ไทย-กัมพูชา

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลเตรียมออกมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยรวบรวมเป็นแพ็คเกจใหญ่ ครอบคลุมทั้งความช่วยเหลือด้านการเงิน ด้านการตลาด และการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเสนอมาตรการทั้งหมดให้กับที่ประชุมคณะกรรมการนโนบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบแล้ว

    “ครม.เศรษฐกิจ ขอให้นำมาตรการกลับไปทบทวนและปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ยกระดับความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมผลการดำเนินการและจัดทำมาตรการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบที่ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบ ก่อนมารายงานความคืบหน้าให้ ครม.เศรษฐกิจ รับทราบก่อนนำเสนอครม.ใหญ่ ต่อไป” แหล่งข่าว ระบุ

    มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

    สำหรับมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ ได้ประเมินข้อมูลเชิงลึกจากสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนไทยในกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว

    โดยมีผู้แทนจากสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าประจำ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

    รวมถึงผู้แทนภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้ง การเงินและการธนาคาร เกษตร และปศุสัตว์ พลังงาน ก่อสร้าง กิจการค้าปลีกค้าส่ง สายการบิน บริการ ท่องเที่ยว โรงพยาบาล ขนส่งและโลจิสติกส์ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และหน่วยงานภาครัฐ ทั้ง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง โดยมีข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนในการแก้ไขและบรรเทาผลกระทบ ดังนี้

    1.ด้านความช่วยเหลือด้านการเงิน

    เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) การเพิ่มวงเงินสินเชื่อระยะสั้น การลดภาษีท้องถิ่นและภาษีที่ดิน ภาษีป้าย การลดอัตราการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม การจ่ายเงินชดเชยผู้ว่างงาน และการชะลอการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (400 บาทต่อวัน) ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา

    รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือค่าขนส่งเพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้ประกอบการ การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill) และการสนับสนุนค่าสาธารณูปโภคให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อช่วยประคับประคองธุรกิจ และการจ้างงานต่อไปได้จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

    2.ความช่วยเหลือด้านการตลาด

    โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณาแก้ไขผลกระทบ จากกระแสสังคมเชิงลบที่เกิดขึ้นในกัมพูชาผ่านกระบวนการและกลไกทางการทูต และการสื่อสารเชิงบวก เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และสร้างบรรยากาศความเข้าใจระหว่างประชาชน เพื่อเรียกคืนความนิยมของสินค้าไทยในกัมพูชาต่อไปในระยะยาว

    3.การอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า

    โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนทางบกบางจุด เพื่อให้มีการนำเข้าสินค้าจำเป็นเป็นกรณีพิเศษ พร้อมออกมาตรการตรวจสอบและอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์

    4.การให้ข้อมูลและความรู้

    โดยขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทราบถึงสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ที่ไม่ได้มีการสู้รบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการท่องเที่ยว

    5.การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

    โดยขอให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาให้กลไกคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) หรือกลไกอื่น ๆ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและสร้างบรรยากาศความร่วมมือเชิงบวก และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชากลับมาเป็นปกติโดยเร็ว และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อไป

    ประเมินผลกระทบต่อภาคเอกชนไทยในกัมพูชา

    อย่างไรก็ตามจากการประเมินผลกระทบต่อภาคเอกชนไทยในกัมพูชา พบว่า ในด้านการปิดจุดผ่านแดนระหว่างไทย – กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในกัมพูชาและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญในภูมิภาค จึงต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าจากทางบกเป็นทางเรือ ซึ่งได้เพิ่มต้นทุนและเวลาในการขนส่ง

    รวมถึงลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์มีรายได้ลดลง และธุรกิจวัสดุก่อสร้างเผชิญปัญหา เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบและต้องนำเข้าวัตถุดิบจากเวียดนามแทน

    ส่วนมาตรการของรัฐบาลกัมพูชาที่ห้ามผัก ผลไม้ และน้ำมันจากไทย และการรณรงค์ต่อต้านสินค้าไทยได้สร้างแรงกดดันให้แก่ภาคเอกชนไทยในกัมพูชา ส่งผลให้จำนวนลูกค้า และรายได้ลดลง รวมถึงการชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ รวมถึงยุติสัญญาธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจบริการ

    ทั้งนี้ภาคเอกชนไทยในกัมพูชาได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยเปลี่ยนชื่อและตราสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี ในขณะเดียวกันนักลงทุนไทยจำนวนมากได้ชะลอแผนการลงทุนใหม่หรือย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่น ๆ

    นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากประเทศอื่นเข้ามาแทนที่สินค้าไทยมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคในกัมพูชาถูกปรับเปลี่ยนไปและทำให้สินค้าไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646276&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WCBGOwFllld7o05q8Mjiv

  • ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงต่อรายได้-หนี้สิน

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงต่อรายได้-หนี้สิน

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงต่อรายได้-หนี้สิน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งกับ “เศรษฐกิจ” ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจชายแดน การดำรงชีวิตของประชาชน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายมิติ

    ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ความตึงเครียดในครั้งนี้มีลักษณะของการยั่วยุ การละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา เกี่ยวกับการลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารในเขตประเทศไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บขาขาดถึง 7 ราย 

    และการใช้กำลังโจมตีที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดการปะทะทางทหาร รวมถึงก่อให้เกิดความสูญเสียต่อกำลังพลของฝ่ายไทย โดยถือเป็นประเด็นที่กระทบต่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศโดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยเราไม่สามารถยอมรับได้ถึงแม้จะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ไปแล้ว

    ในภาพรวม ส.อ.ท. ประเมินว่าการปะทะชายแดนครั้งล่าสุดส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสถานะปัจจุบันจากการปิดด่านที่ผ่านมา มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้นไม่ต่ำกว่าวันละ 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายและการค้าชายแดนไทย–กัมพูชาลดลงเหลือเพียง 0.5% หรือกล่าวได้ว่ากิจกรรมทางการค้าหดหายไปถึง 99.5%

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงรายได้-หนี้สิน

    ขณะเดียวกันในช่วง 10 เดือนแรกของปี (มกราคม–ตุลาคม) มูลค่าการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา มีมูลค่ารวม 95,554 ล้านบาท ลดลง 36.68% โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกที่อยู่ที่ 72,844 ล้านบาท ลดลงในอัตราเดียวกัน สะท้อนผลกระทบที่รุนแรงต่อผู้ประกอบการรายย่อย SMEs และแรงงานในพื้นที่ชายแดนโดยตรง

    จากการปะทะกันรอบ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมเป็นต้นมา ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนที่สุด คือ การต้องอพยพประชาชนชาวไทยออกนอกพื้นที่เสี่ยงในหลายจังหวัดชายแดนเป็นจำนวนหลายแสนคน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและความปลอดภัย การอพยพดังกล่าวทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนหยุดชะงักอย่างรุนแรง ทั้งภาคการค้า การบริการ การท่องเที่ยว การเกษตร และการจ้างงาน ส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนหดตัวลง

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ส.อ.ท.ได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจใน 2 ฉากทัศน์ของสถานการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมเชิงนโยบายและมาตรการรองรับ ดังนี้ 

    • ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์ยุติภายใน 10 วัน หากภารกิจด้านความมั่นคงสามารถจัดการได้อย่างรวดเร็ว และสถานการณ์คลี่คลายภายในระยะเวลาอันสั้น คาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมจะยังอยู่ในวงจำกัด โดยความเสียหายจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชายแดนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนบางส่วนได้รับความเสียหาย ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการเยียวยา ฟื้นฟู และช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็ว
    • ฉากทัศน์ที่ 2 สถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 1 เดือน หากสถานการณ์ความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อออกไป จะส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่จะสูญเสียรายได้ต่อเนื่อง ธุรกิจบริการ โรงแรม และร้านอาหารในพื้นที่ชายแดนจะเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ภาคธุรกิจโดยเฉพาะกิจการในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่พึ่งพาการค้าชายแดน จะเผชิญความไม่แน่นอนสูง เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสินทรัพย์ และแรงงาน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรกรรมจะได้รับผลกระทบจากการที่เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตามปกติ นำไปสู่ความเสี่ยงต่อรายได้ครัวเรือนและหนี้สิน 

    ส.อ.ท.วิเคราะห์ฉากทัศน์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ห่วงยืดเยื้อเสี่ยงรายได้-หนี้สิน

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ในทุกฉากทัศน์ ภาครัฐต้องดำเนินการบนหลักการ โดยให้ความสำคัญกับ การรักษาอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน ควบคู่กับการเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางด้านการเงิน เพื่อรองรับผลกระทบอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเร่งเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ชายแดนอย่างรวดเร็วและตรงจุด ทั้งการชดเชยความเสียหาย การช่วยเหลือด้านรายได้ การพักชำระหนี้ การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการดูแลแรงงานและกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งการเรียกขวัญและกำลังใจ

    ท้ายที่สุด ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ หนักแน่น  รวดเร็วและมีเอกภาพ  พร้อมทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะยุติลงโดยเร็ว เพื่อจำกัดความสูญเสีย และนำเศรษฐกิจชายแดนของไทยกลับสู่ภาวะปกติอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646283&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eOiQKlLLNrl5k9WDFF1tP

  • ttb เตือน GDP ไทยจ่อชะลอต่อเนื่อง คาดปีหน้าโตเพียง 1.6%

    ttb เตือน GDP ไทยจ่อชะลอต่อเนื่อง คาดปีหน้าโตเพียง 1.6%

    ttb analytics คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตเพียง 1.6% หลังปัจจัยหนุนแผ่วลง-ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ฉุดเศรษฐกิจขยายตัวต่ำสุดในรอบ 5 ปี พร้อมชี้จะเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้อง ‘เผชิญกับความจริงมากกว่าปีที่ผ่านมา’

    วันนี้ (11 ธันวาคม) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.6% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากปัจจัยชั่วคราวที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเร่งส่งออกสินค้าจะทยอยหมดลง ขณะที่แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอื่นที่เคยผลักดันเศรษฐกิจในอดีตก็มีข้อจำกัดในการเติบโต

    ทั้งนี้ แม้ว่าการท่องเที่ยวและการลงทุนต่างชาติจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในปีหน้า แต่เพดานการฟื้นตัวเริ่มจำกัดเช่นกัน จากรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำ ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาในระยะหลังเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจน้อย

    เตือน ‘ภาคส่งออก’ จ่อชะลอจากหลายสาเหตุ

    ttb analytics กล่าวเตือนว่า ในปี 2569 การชะลอตัวของภาคส่งออกจากหลายสาเหตุ ได้แก่

    (1) ผลของการเร่งตัวผิดปกติในช่วงต้น (Front-loading) ในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา จึงทำให้ปริมาณสต็อกสินค้าในต่างประเทศค่อนข้างสูง
    (2) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯ จากผลกระทบของภาษีทรัมป์ที่จะเห็นชัดเจนขึ้นในปี 2569 และความกังวลจากภาวะฟองสบู่ในการลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    (3) ความเสี่ยงจากการถูกตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมภายใต้ข้อกฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะครอบคลุมกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงจะถูกสวมสิทธิ (Transshipment Risk) และสินค้าที่สำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Products)
    (4) การแข่งขันในสินค้าส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดหลักอื่นที่จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น จากความเสียเปรียบด้านราคา โดยเป็นผลพวงหลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลดอัตราภาษีสูงเป็นระยะเวลา 1 ปี อีกทั้งจีนยังมีแนวโน้มกระจายการส่งออกไปยังประเทศอื่นมากขึ้นจากกำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูง

    ห่วง! การใช้จ่ายภาครัฐมีความเสี่ยงจาก ‘ความไม่แน่นอนทางการเมือง’

    ttb analytics กล่าวต่อว่า แม้มีการส่งสัญญาณเลือกตั้งใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองคาดว่าจะยังคงอยู่และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะต่อไป ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและโครงการภาครัฐจำนวนมากในปีงบประมาณ 2569 แล้ว ยังอาจส่งผลให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 มีความเสี่ยงที่จะล่าช้าออกไปจากช่วงเวลาปกติ

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดด้านงบประมาณและความพยายามลดการขาดดุลทางการคลัง จะทำให้พื้นที่ทางการคลังที่เหลืออยู่ถูกดึงไปใช้แก้ไขปัญหาแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อประคองภาพเศรษฐกิจโดยรวมมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

    จับตา! การบริโภคภาคเอกชนมีข้อจำกัดในการเติบโตมากขึ้น

    ttb ระบุต่อว่า ส่วนหนึ่งจากเม็ดเงินกระตุ้นการจับจ่ายถูกดึงมาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนถึงต้นปี 2569 และอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อประชาชนและเม็ดเงินที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี

    นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงเกินกว่า 80% ของ GDP มาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี จะยังคงบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชนต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้แรงซื้อในหมวดสินค้าคงทน (เช่น รถยนต์และที่อยู่อาศัย) อาจยังไม่สามารถกลับสู่ระดับเดิมเหมือนในอดีต

    คาดกนง.ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในรอบธ.ค.2568

    ในด้านเสถียรภาพทางการเงิน ttb analytics ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในรอบการประชุมเดือนธันวาคมสู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี 2568 พร้อมกับการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อลงในปี 2568-2569

    มองไปข้างหน้า ttb analytics ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอยู่ที่ 0.75-1% ณ สิ้นปี 2569 ซึ่งจะเป็นการปรับนโยบายทางการเงินให้มีความสมดุล (Recalibration) และสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลงในหลายภาคส่วน จากเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำลง อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีคาดว่าจะอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมายต่อไป

    นอกจากนี้ การผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างต่อเนื่องจะมีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้แก่ภาคครัวเรือนและ SMEs ควบคู่ไปกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้แบบเฉพาะเจาะจงอื่น ๆ เช่น โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-gdp-forecast-2569-lowest-5-years/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01tc6A5pcqBti4EexRZSuT

  • เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

    เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

    เซ็นทรัล ทำ ร่วมขับเคลื่อน ข้าวพันธุ์พื้นเมือง และมูลนิธิชัยพัฒนา เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดคุณค่าข้าวไทยและสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชนไทยอย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    โครงการ เซ็นทรัล ทำ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ โครงการด้านความยั่งยืนดำเนินการโดยกลุ่มเซ็นทรัล เดินหน้าสืบสานความมั่งคั่งทางอาหารไทยผ่านการอนุรักษ์และต่อยอด ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง” ซึ่งถือเป็นมรดกของชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ ละภูมิภาคมายาวนาน โดยยึดเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมสร้างความตระหนักรู้ถึงความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวไทย ทั้งพันธุ์คุณค่าสูงและพันธุ์หายากที่ใกล้สูญหาย

    โดยในปีนี้ เซ็นทรัล ทำ รวบรวมข้าวพื้นเมือง 10 สายพันธุ์ จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชนทั่วประเทศและมูลนิธิชัยพัฒนา นำมาจัดแสดงและจัดจำหน่าย ภายใน เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ” ในงาน “Thailand Rice Fest 2025เทศกาลข้าวใหญ่ที่สุดของประเทศ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้สัมผัสคุณค่าของข้าวไทยทั้งในเชิงรสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ตลอดจนเรื่องราวอันงดงามที่เชื่อมโยงผู้คนกับผืนดินและวัฒนธรรมไทย

    พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในพลังของการ ‘ลงมือทำร่วมกัน’ ระ หว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย เราเชื่อว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากต้นน้ำ และเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ในปีนี้ เราตั้งใจเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้รู้จักและได้สัมผัส ‘ข้าวไทยพันธุ์พื้นเมือง’ ที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นหรือรู้ว่ามีอยู่ ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์จาก 7 จังหวัด 8 ชุมชน และมูลนิธิชัยพัฒนา ล้วนมีเรื่องราว รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่สะท้อนภูมิปัญญาของผู้ปลูก เราอยากให้ข้าวไทยถูกมองมากกว่าวัตถุดิบในจานอาหาร แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อเราร่วมกันผลักดัน คุณค่าของข้าวไทยจะไม่เพียงถูกรักษาไว้ แต่จะเติบโตเป็นโอกาสใหม่ ช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ชุมชนผู้ปลูก นี่คือการเดินทางที่เราอยากให้คนไทยทั้งประเทศร่วมก้าวไปด้วยกัน เพราะเรามั่นใจว่า ‘ข้าวไทย’   มีศักยภาพ ความหลากหลาย และความงดงามไม่แพ้อาหารของชาติใดในโลก”

    ไฮไลต์ “ข้าว ไทย ทำ” — คัดสรร 10 สายพันธุ์พื้นเมืองเด่นจากทั่วประเทศ

    ในโซน “เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน” ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสความโดดเด่นของพันธุ์ข้าวหายากและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งในด้านกลิ่น รส เนื้อสัมผัส รวมถึงคุณประโยชน์ทางโภชนาการ อาทิ ข้าวหอมมะลิ และข้าวผกาอำปึล จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรทฤษฎีใหม่ จ.สุรินทร์,ข้าวหอมมะลิแดง จากวิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์ ,ข้าวฮางหอมมะลิ และข้าวฮางข้าวเหนียว จากวิสาหกิจชุมชนบ้านฮางทิพย์ จ.สกลนคร ,ข้าวสังข์หยด จากวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พัทลุง ,ข้าวเบายอดม่วง จากเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปข้าวตรัง จ.ตรัง ,ข้าวไร่ดอกข่า จากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา ,ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) จากวิสาหกิจชุมชนเกษตรแปรรูปภูแจ่มใสและผ้าทอมือบ้านแม่ลานคำ จ.เชียงใหม่ ,ข้าวหอมปทุมธานี 1 จากศูนย์บริการวิชาการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนาอำเภอลำลูกกา จ.ปทุมธานี

    กิจกรรมภายในพาวิลเลียน แบ่งออกเป็น 5 โซน ดังนี้

    โซนทำขวัญข้าว – จำหน่ายข้าวกว่า 10 สายพันธุ์ อาทิ ข้าวหอมมะลิสุรินทร์, ข้าวผกาอำปึล, ข้าวหอมมะลิแดง, ข้าวฮางหอมมะลิ, ข้าวฮางข้าวเหนียว, ข้าวสังข์หยด, ข้าวเบายอดม่วง, ข้าวไร่ดอกข่า, ข้าวกล้องดอยพื้นเมือง (บือซอมี) และข้าวหอมปทุมธานี 1 ,โซนชิมข้าวไทย – ชิมข้าวคู่กับน้ำพริกจากร้านอาหารเขียวไข่กา (4 ชนิด) ,โซนเวที – จุดถ่ายรูปภายในงาน ,โซน Good Goods – คาเฟ่และโซนจำหน่ายสินค้าแบรนด์ Good Goods ,โซนภาคีเครือข่าย (มูลนิธิชัยพัฒนา) – โซนจัดแสดงสินค้าแบรนด์ภัทรพัฒน์

    เซ็นทรัล ทำ เชื่อมั่นในคุณค่าของข้าวไทยและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพของข้าวไทยที่สามา รถก้าวไกลสู่เวทีโลกได้ พร้อมทั้งเชิดชูอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนให้อยู่คู่สังคมไทยต่อไป การร่วมมือกันครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานราก แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงทุกคนให้ร่วมกันรักษา ดูแล และส่งต่อคุณค่าของข้าวไทยให้คงอยู่และงดงามยิ่งขึ้นในอนาคต

    พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล

    ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหาร The Cloud

    ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล และผู้บริหาร The Cloud

    พิชัย จิราธิวัฒน์, ภากมล รัตตเสรี มูลนิธิชัยพัฒนา และชุมชนผู้ปลูกข้าว

    พิชัย จิราธิวัฒน์, ภากมล รัตตเสรี มูลนิธิชัยพัฒนา และชุมชนผู้ปลูกข้าว

    ภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา

    ภากมล รัตตเสรี กรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา

    จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เยี่ยมชม เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ

    จิตติมา ศรีถาพร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์เยี่ยมชม เซ็นทรัล ทำ พาวิลเลียน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ข้าว ไทย ทำ

    วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมฯ

    วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมฯ

    เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากโครงการ เซ็นทรัล ทำ

    เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากโครงการ เซ็นทรัล ทำ

    โฆษิต แสวงสุข วิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์

    โฆษิต แสวงสุข วิสาหกิจชุมชนธนาคารพืชผักบ้านสำโรง จ.สุรินทร์

    กนกพร คงยศ และ วิมลมาศ จิตการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา

    กนกพร คงยศ และ วิมลมาศ จิตการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าตำบลตากแดด จ.พังงา

    มาลี พันธ์วงค์ วิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พังงา

    มาลี พันธ์วงค์ วิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจ จ.พังงา

    ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน

    ข้าวทั้ง 10 สายพันธุ์ 7 จังหวัด 8 ชุมชน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มอบเงินสนับสนุนแก่ มูลนิธิชัยพัฒนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/933562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JieEpt-Ehj57y7EJuNX5C

  • เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งในการประชุมเมื่อวันพุธ แม้คณะกรรมการมีความเห็นไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ได้ส่งสัญญาณว่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางตลาดแรงงานและภาวะเงินเฟ้อที่ยัง “ทรงตัวในระดับสูง”

    จากประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่หลังการประชุม 2 วัน กรรมการส่วนใหญ่ประเมินว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยเพียง 0.25% ในปี 2026 ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์เมื่อเดือนกันยายน โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงสู่ระดับราว 2.4% ภายในสิ้นปีหน้า ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเร่งตัวสู่ 2.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว และอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.4%

    คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ระบุว่า “ในการพิจารณาขอบเขตและช่วงเวลาในการปรับลดกรอบเป้าหมายของอัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดเพิ่มเติม คณะกรรมการจะประเมินข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับอย่างรอบคอบ” ซึ่งเป็นถ้อยแถลงที่เคยถูกใช้เพื่อส่งสัญญาณชะลอการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แตกต่างจากความคาดหวังของตลาดที่ยังประเมินว่าจะมีการลดดอกเบี้ยสองครั้งในปีหน้า แม้เฟดจะประกาศมุมมองล่าสุดออกมาแล้วก็ตาม

    เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ระบุในการแถลงข่าวว่า “ตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 75 จุดพื้นฐาน และ 175 จุดพื้นฐานนับจากปีก่อนหน้า ทำให้ระดับอัตราดอกเบี้ยขณะนี้เข้าใกล้ช่วงค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยสมดุล และอยู่ในจุดที่เหมาะสมจะรอดูพัฒนาการของเศรษฐกิจ” พร้อมย้ำว่า “นโยบายการเงินไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และจะตัดสินใจเป็นรายครั้งตามข้อมูล”

    เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    หลังแถลงข่าว ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับตะกร้าเงิน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลง

    อาร์ต โฮแกน หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ B. Riley Wealth ระบุว่า “นี่เป็นการลดดอกเบี้ยในเชิงเข้มงวด (hawkish cut) ไม่ใช่เพียงเพราะมีสองเสียงข้างมากที่ต้องการคงดอกเบี้ยเดิม แต่เพราะดูจาก ‘ดอทพลอต’ จะเห็นว่ามีกรรมการถึงหกคนที่ประเมินว่าไม่ควรมีการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้”

    การลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่กรอบ 3.50%-3.75% มีกรรมการสามรายไม่เห็นด้วย โดย ออสตัน กูลสบี ประธานเฟดชิคาโก และเจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟดแคนซัสซิตี้ ต้องการให้คงดอกเบี้ย ส่วนสตีเฟน มิราน เสนอให้ลดแรงกว่าเป็น 0.50%

    แนวนโยบายการเงินจากนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ และภายใต้แรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ต้องการให้เฟดเร่งลดดอกเบี้ย จะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ยังล่าช้าเนื่องจากผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐ 43 วันในเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน

    เฟดเสียงแตก ลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณปีหน้าลดครั้งเดียว

    คาดการณ์เศรษฐกิจปี 2026 แข็งแกร่ง

    ประมาณการล่าสุดมีแนวโน้มในเชิงบวก แม้อัตราดอกเบี้ยอาจทรงตัวในระดับสูงกว่าที่คาด แต่เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตเร็วขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อลดลง และอัตราว่างงานปรับลด

    อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงและประมาณการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยยังไม่ได้รับข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อชุดล่าสุด และอาศัย “ข้อมูลเท่าที่มี” เช่น การสำรวจภายใน การติดต่อภาคธุรกิจ และข้อมูลภาคเอกชน

    ข้อมูลทางการล่าสุดอยู่ที่เดือนกันยายน ซึ่งระบุว่าอัตราว่างงานเพิ่มจาก 4.3% เป็น 4.4% และเงินเฟ้อหลักเพิ่มเป็น 2.8% จาก 2.7% เฟดตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ 2% แต่การปรับขึ้นของภาษีนำเข้าที่ส่งผ่านต้นทุนสู่ผู้บริโภค เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เงินเฟ้อขยับขึ้นและก่อให้เกิดความเห็นต่างภายในเฟด

    ข้อมูลการจ้างงานและเงินเฟ้อของเดือนพฤศจิกายนจะประกาศในสัปดาห์หน้า ตามด้วยรายงานการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสสามฉบับสมบูรณ์

    เฟดระบุว่า “ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจขยายตัวในระดับปานกลาง การจ้างงานชะลอตัวลง และอัตราว่างงานขยับขึ้นจนถึงเดือนกันยายน” พร้อมถอดคำอธิบายเดิมที่ระบุว่าอัตราว่างงานอยู่ในระดับ “ต่ำ”

    ประมาณการใหม่ชี้ว่ามีกรรมการหกรายที่ไม่ต้องการให้มีการลดดอกเบี้ยในปีนี้ และเจ็ดรายไม่เห็นด้วยกับการลดเพิ่มเติมในปี 2026

    ค่ากลางของประมาณการระบุว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในปี 2027 ขณะที่เงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลงเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของเฟด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/734810&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0keu3qpx4pQ0YY54KpLiuo

  • ดาวโจนส์พุ่ง 46.17 จุด หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกหลังเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% คาดเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

    ดาวโจนส์พุ่ง 46.17 จุด หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกหลังเฟดลดดอกเบี้ย 0.25% คาดเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง

    วันที่ 11 ธ.ค.68 ตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดบวกในวันพุธ(10ธ.ค.) หลังเฟดปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% แต่ส่งสัญญาณว่าสำหรับตอนนี้จะระงับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ในขณะที่พวกเขาคาดการณ์เศรษฐกิจแข็งแกร่ง

    ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 497.46 จุด (1.05 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 48,057.75 เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 46.17 จุด (0.67 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 6,886.68 จุด แนสแดค เพิ่มขึ้น 77.67 จุด (0.33 เปอร์เซ็นต์) ปิดที่ 23,654.16 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/116173&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GwNUIeIF-rc1Lw7_Fa4H4

  • ดันไทย-ญี่ปุ่นปักธงอุตสาหกรรม

    ดันไทย-ญี่ปุ่นปักธงอุตสาหกรรม

    การเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างประเทศญี่ปุ่น จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจมองข้าม ซึ่งความร่วมมือนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการขยายการค้าแบบดั้งเดิม แต่เป็นการร่วมกันวางรากฐานสำหรับอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์แห่งอนาคต โดยมีนวัตกรรม พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้บริบทนี้ จึงได้เกิดการหารือระดับสูงที่สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2568 โดย ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร

    ได้ให้การต้อนรับ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมในเชิงลึก ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการเดินหน้าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศจากระดับพันธมิตรไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประเด็นหลักของการหารือในครั้งนี้คือ การสร้างความแข็งแกร่งร่วมกันในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และพลังงานสะอาด รวมถึงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อย

    และการวางรากฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของไทยในเวทีโลก โดยที่ผ่านมาญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนและคู่ค้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญยิ่งของไทย การยกระดับความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการต่อยอดจากความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในอุตสาหกรรมเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่เน้นเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนหลัก

    ผลจากการหารือได้ข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินหน้าทันทีใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) เชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ร่วมขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และพลังงานสะอาด เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิตที่แข็งแรงร่วมกัน ไทยพร้อมผลักดัน SMEs เข้าสู่เครือข่ายญี่ปุ่น รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนและสิทธิประโยชน์เต็มที่

    2) พัฒนาศักยภาพ SMEs และ Startups ทั้งสองประเทศจะเร่งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มาตรฐาน และเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายธุรกิจญี่ปุ่นมากขึ้น ควบคู่กับการยกระดับบุคลากรและระบบนวัตกรรม เพื่อให้ SMEs และ Startups เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจใหม่

     และ 3) วางระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนและรีไซเคิล โดยร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมรีไซเคิล และการจัดการซากรถและแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบ ซึ่งไทยต้องการเรียนรู้ประสบการณ์จากญี่ปุ่นเพื่อนำมาต่อยอด ลดการพึ่งพาทรัพยากร และก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง

     ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากความร่วมมือเชิงรุกนี้มีหลายมิติ ทั้งในด้านการดึงดูดการลงทุนที่เน้นเทคโนโลยีขั้นสูง การถ่ายทอดองค์ความรู้และมาตรฐานระดับโลกมาสู่บุคลากรและผู้ประกอบการไทย การสร้างงานที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมสมัยใหม่ร่วมกับญี่ปุ่น และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมมาตรฐานสูงของเอเชียอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเอากรอบการเติบโตที่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

    ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนทางการค้า แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ดังนั้น การที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะเร่งจัดทำ Roadmap ความร่วมมือภายใต้กลไกหารือพลังงานและอุตสาหกรรมไทย–ญี่ปุ่น (EID) เพื่อให้เกิดความชัดเจนเชิงเวลาและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

    จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความร่วมมือนี้คือการเริ่มต้นอย่างจริงจังเพื่อปักธงอุตสาหกรรมอนาคตของไทยอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนและเตรียมพร้อมประเทศไทยสำหรับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/912649/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw356ZwFtBwgjJrNha-29_SU