Category: เศรษฐกิจ

  • วาระใหม่ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    วาระใหม่ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    Sustainability

    วาระใหม่ ‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    วาระใหม่ 'เศรษฐกิจหมุนเวียน' สนธิสัญญาพลาสติกโลกไร้ผล

    ท่ามกลางความล้มเหลวในการเจรจาพลาสติกโลกและความคืบหน้าที่ต้องอาศัย ‘ใจสมัคร’ ในเวที COP30 การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนยุคใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายบนกระดาษ แต่เป็นการสร้าง ‘ระบบดิจิทัล’

    • การเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกล้มเหลว ทำให้แนวทางแก้ปัญหาที่พึ่งพากฎหมายจากบนลงล่างอาจไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป
    • วาระใหม่ของเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเปลี่ยนจากการพึ่งพากฎหมาย มาเป็นการสร้าง “ระบบดิจิทัล” ที่เชื่อมโยงข้อมูลให้สามารถทำงานร่วมกันได้ทั่วโลก
    • เป้าหมายของระบบดิจิทัลคือการทำให้ขยะและวัสดุรีไซเคิลสามารถพิสูจน์คุณค่าและแหล่งที่มาได้ เพื่อให้การจัดหามีความน่าเชื่อถือเทียบเท่าวัสดุใหม่

    ท่ามกลางความล้มเหลวในการเจรจาพลาสติกโลกและความคืบหน้าที่ต้องอาศัย ‘ใจสมัคร’ ในเวที COP30 การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนยุคใหม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายบนกระดาษ แต่เป็นการสร้าง ‘ระบบดิจิทัล’ ที่เชื่อมโยงข้อมูลให้พูดภาษาเดียวกัน เพื่อให้ขยะจากประเทศโลกใต้สามารถพิสูจน์คุณค่าสู่ตลาดโลกได้จริง

    เบื้องหลัง ‘เจนีวา’ และ ‘เบเลง’ สองเวทีกับความท้าทายที่แตกต่าง

    หลังจากการประชุม COP30 (การประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้เน้นย้ำเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) และการเปลี่ยนผ่านที่ให้ผลบวกต่อธรรมชาติอย่างชัดเจน แต่ความคืบหน้าสำคัญยังคงอยู่บนพื้นฐานของ “ความสมัครใจ” ไม่ใช่การผูกมัดด้วยเงินทุนที่ชัดเจน

    ขณะเดียวกัน การประชุมเจรจา สนธิสัญญาพลาสติกโลก (INC-5.2) ณ กรุงเจนีวา เมื่อเดือน ส.ค. 2568 ได้จบลงด้วยภาวะชะงักงัน นักการทูตไม่สามารถบรรลุฉันทามติในประเด็นสำคัญ เช่น การจำกัดการผลิต การเปิดเผยข้อมูลสารเคมี และกลไกทางการเงิน ซึ่งตอกย้ำว่าความเห็นพ้องในการควบคุมระบบอุตสาหกรรมยังคงเป็นเรื่องยาก

    ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงระหว่าง “การไร้ข้อสรุป” ของเจนีวา และ “การอาศัยความสมัครใจ” ของเบเลง เผยให้เห็นความจริงอันเจ็บปวด “สนธิสัญญาปารีสสำหรับพลาสติก” ในรูปแบบการบังคับใช้จากบนลงล่าง อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไร้ประสิทธิภาพเชิงโครงสร้างในปัจจุบันได้อีกต่อไป

    จากกฎหมายสู่การเชื่อมโยง อนาคตอยู่ที่ ‘ความสามารถในการทำงานร่วมกัน’

    ในยุคหลังสนธิสัญญา (Post-Treaty Era) นี้ สิ่งที่จะกำหนดทิศทางคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและการปฏิบัติการ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “กฎคืออะไร?” เป็น “ระบบของเราจะสื่อสารภาษาเดียวกันได้อย่างไร?”

    แม้ไม่มีสนธิสัญญาโลก แต่กฎหมายไม่ได้หยุดนิ่ง ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปกำลังเดินหน้าในระเบียบ Ecodesign for Sustainable Products Regulation (ESPR) และ Digital Product Passports (DPP) ขณะที่หลายประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ละตินอเมริกา และแอฟริกา กำลังนำกรอบการทำงาน Extended Producer Responsibility (EPR) และยุทธศาสตร์ขยะแห่งชาติมาใช้

    ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการเกิด ‘อินเทอร์เน็ตแห่งความหมุนเวียนแบบแยกส่วน’ ที่ประกอบด้วยระบบข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน มาตรฐานที่ขัดแย้งกัน และต้นทุนการปฏิบัติตามที่สูงขึ้น หากไม่มีรหัสระบุตัวตนร่วมกัน ขยะพลาสติก (PET) รีไซเคิลจากอินโดนีเซีย ก็ยากที่จะพิสูจน์แหล่งที่มาให้ผู้ซื้อในเยอรมนีเชื่อถือได้

    นี่คือเหตุผลที่ “ความสามารถในการทำงานร่วมกัน (Interoperability)” กลายเป็นสมรภูมิใหม่ การประสานนโยบายเป็นเรื่องยากทางการเมือง แต่การประสานข้อมูลเป็นสิ่งที่ ทำได้ทางเทคนิค

    ช่องว่างสองขั้ว เหนือ-ใต้กับการก้าวสู่ความหมุนเวียน

    ความขัดแย้งในเจนีวาได้เปิดเผยความแตกแยกเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งระหว่างโลกเหนือและโลกใต้

    • สำหรับโลกเหนือ: เศรษฐกิจหมุนเวียนคือ ความท้าทายในการบูรณาการข้อมูล พวกเขาเผชิญกับข้อมูลซัพพลายเชนที่กระจัดกระจายและกฎการรายงานที่ไม่สอดคล้องกัน
    • สำหรับโลกใต้: เศรษฐกิจหมุนเวียนคือ ความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึง การเก็บกู้ของเสียมักขับเคลื่อนโดยภาคส่วนที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งมีแรงงานประมาณ 15-20 ล้านคน ที่เป็นหัวใจสำคัญในการจัดเก็บพลาสติกถึง 60% ในเมืองใหญ่ แต่ผลงานเหล่านี้กลับ “มองไม่เห็น” ในตลาดโลกและไม่ได้รับเงินทุนสนับสนุนเพียงพอ

    ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นหนึ่งเดียวต้องเชื่อมช่องว่างนี้ ด้วยกรอบข้อมูลที่เชื่อถือได้ ซึ่งสามารถตรวจสอบการไหลของวัสดุจากคนเก็บขยะในกรุงไนโรบีได้อย่างน่าเชื่อถือพอๆ กับจากโรงงานรีไซเคิลในเมืองรอตเทอร์ดาม

    กุญแจสู่ความสำเร็จ: มาตรฐานข้อมูลสากล

    เทคโนโลยีที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้มีอยู่แล้ว เช่น ISO 59040 (Product Circularity Data Sheet – PCDS) ซึ่งให้รูปแบบที่เครื่องอ่านได้สำหรับการยืนยันข้อมูลโดยไม่ต้องเปิดเผยสูตรลับ และ GS1 Digital Link สำหรับการระบุตัวตนผลิตภัณฑ์ทั่วโลก

    เมื่อข้อมูลสามารถทำงานร่วมกันได้ การปฏิบัติตามกฎหมายจะเปลี่ยนจาก “ต้นทุน” เป็น “ข้อมูลเชิงปฏิบัติการ” ที่มีค่า โรงงานรีไซเคิลรู้ส่วนประกอบเคมีก่อนแปรรูป, ผู้ให้ทุนสามารถตรวจสอบผลลัพธ์การเก็บกู้, และทางการสามารถติดตามความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่คุณค่า

    อนาคตของเศรษฐกิจหมุนเวียนไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงเดียวในเจนีวา แต่จะเกิดขึ้นเมื่อการจัดหาวัสดุรีไซเคิล ถูกกว่า ง่ายกว่า และเชื่อถือได้พอๆ กับ การจัดหาวัสดุบริสุทธิ์ การแก้ไขปัญหาของเสียต้องอาศัยการพัฒนาจาก “การปฏิบัติตามกฎหมายแบบตั้งรับ” ไปสู่ “ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ” อย่างแท้จริง

    ที่มา : Jord.tech

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1211670&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IU5I6h0DEQyOcDwBfGOuh

  • ทำได้แค่ไหน? เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องปฏิรูปใหญ่-แก้ปัญหาสินบน

    ทำได้แค่ไหน? เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องปฏิรูปใหญ่-แก้ปัญหาสินบน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-sR5bOn0AT9jYys6oYtFf

  • บสย. เร่งเครื่องยกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ” พลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs  ชูมาตรการค้ำประกัน Quick Big Win 50,000 ล้านบาท ปลุกเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บสย. เร่งเครื่องยกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ” พลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs  ชูมาตรการค้ำประกัน Quick Big Win 50,000 ล้านบาท ปลุกเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บสย. เดินหน้ายกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ” สู่กลไกค้ำประกันหลักเชื่อมโยงเงินทุนและโอกาสให้ SMEs เปิดยอดค้ำประกัน 11 เดือน 35,781 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ 45,337 ราย ชูมาตรการใหม่ “ค้ำประกันสินเชื่อ Quick Big Win” 5 หมื่นล้านบาท เติมสภาพคล่องเร่งด่วน พร้อมประกาศทิศทางปี 2569 มุ่งพลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs ทุกมิติ

    ผลงาน 11 เดือน ประสบความสำเร็จ “ค้ำประกัน-แก้หนี้”

    นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงาน 11 เดือน ปี 2568 (ม.ค. – พ.ย.) บสย. มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 35,781 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ดำเนินการโดย บสย. 51% และ โครงการตามมาตรการรัฐ 49% ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 46,635 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น 45,337 ราย สามารถรักษาการจ้างงาน 467,249 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการค้ำประกันได้มากกว่า 147,776 ล้านบาท

    ปีนี้ บสย. ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น พบว่า 85% เป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) และสามารถช่วยกลุ่มที่ไม่เคยใช้บริการ บสย. (ลูกค้าใหม่) เข้าถึงสินเชื่อ เป็นสัดส่วนถึง 70% ของจำนวน SMEs ที่ บสย. ค้ำประกันตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา

    สำหรับโครงการตามมาตรการรัฐ PGS 11 “บสย. SMEs ยั่งยืน” ตั้งแต่เปิดโครงการ (กรกฎาคม 2567) ถึง 30 พฤศจิกายน 2568 มียอดค้ำประกัน 46,147 ล้านบาท ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 66,821 ราย เฉพาะโครงการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ ภายใต้มาตรการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” และ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” มียอดค้ำประกัน 1,106 ล้านบาท สามารถช่วย SMEs เข้าถึงรถกระบะเชิงพาณิชย์ 1,662 คัน นับเป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปีที่ บสย. ขยายการค้ำประกันไปยังกลุ่มรถกระบะ เพื่อช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มอาชีพอิสระ เกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ซื้อรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากินได้ง่ายขึ้น โดยตลอดปี 2569 บสย. จัดเตรียมวงเงินประมาณ 3,700 ล้านบาท สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันในวันที่ 30 ธันวาคม 2569

    โดยประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. การบริการ 33.2% 2. อาหารและเครื่องดื่ม 10.3% และ 3. เกษตรกรรม 7.9% ซึ่งทั้ง 3 อุตสาหกรรมมีสัดส่วนค้ำประกัน 51% สะท้อนถึงทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมหลักในประเทศ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนที่ขยายตัวช่วงไฮซีซั่น

    บสย. ยังประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือ SMEs ลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี (ม่วง เหลือง เขียว) โดยตั้งแต่ออกมาตรการในปี 2565 ถึงปัจจุบัน สามารถช่วยลูกหนี้ที่ถูกจ่ายเคลมไปแล้วถึง 23,664 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสม 15,439 ล้านบาท (เฉพาะ ม.ค. – พ.ย. 2568 ปรับโครงสร้างหนี้ 5,250 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 3,588 ล้านบาท) และสามารถช่วยลูกหนี้ “ปลดหนี้” 882 ราย เกือบ 50% เป็นกลุ่มเปราะบาง เงินต้นไม่เกิน 2 แสนบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 34 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้ง บสย.

    สินเชื่อหดตัว บสย. ชู Quick Big Win 5 หมื่นล้าน เติมสภาพคล่อง SMEs

    จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ และปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นตลอดปีนี้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะปัญหาสภาพคล่องและการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ สะท้อนจากสภาพสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่อง ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ยังหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ -1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และนับเป็นการติดลบ 5 ไตรมาสติดต่อกัน โดยการหดตัวดังกล่าวมาจากสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่หดตัวหนักขึ้นจาก -3.3% ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ มาอยู่ที่ -4% ในไตรมาสล่าสุด เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตสูงและมีประเด็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องปรับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

    จากสภาพดังกล่าวเป็นที่มาของนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง เปิดตัว มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” วงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs อย่างเร่งด่วน ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ตามประเภทของ SMEs ได้แก่

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Quick LG วงเงินค้ำประกัน 5,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 แสนบาท – 100 ล้านบาท ตอบโจทย์ SMEs ที่ต้องใช้หนังสือค้ำประกัน เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Go Big วงเงินค้ำประกัน 35,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 2 แสนบาท – 40 ล้านบาท ตอบโจทย์ SMEs ทั่วไป และ SMEs ขนาดเล็ก ธุรกิจซัพพลายเชนที่ต้องการสินเชื่อเกิน 1 ล้านบาท

    โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Smart Win วงเงินค้ำประกัน 10,000 ล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 1 ล้านบาท ตอบโจทย์ผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs กลุ่มอาชีพอิสระที่ต้องการสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท เฉพาะโครงการนี้ บสย. ได้นำ Credit Scoring Model และ Risk-based Pricing (RBP) มาใช้ประเมินความเสี่ยงของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มอัตราการอนุมัติสินเชื่อของ SMEs ที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้มากขึ้น

    พร้อม 4 จุดเด่น ประกอบด้วย

    1. ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก มุ่งลดภาระทางการเงินให้ SMEs

    2. ชำระค่าธรรมเนียมต่ำ เริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4

    3. คิดค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง (RBP) โดยใช้ บสย. Credit Scoring

    4. ชดเชย NPL ในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” ถือเป็น “มาตรการพิเศษ” เพื่อช่วยเหลือ SMEs ในภาวะเศรษฐกิจที่มีปัจจัยลบรอบด้าน มีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ ด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) ในอัตราสูง (Max Claim) เมื่อเทียบกับโครงการค้ำประกันสินเชื่อโครงการอื่นๆ ซึ่งถือเป็นการดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost และเพิ่มโอกาสด้านเครดิต (Credit Enhancement) ให้กับทั้ง SMEs และสถาบันการเงิน เพื่อลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) และทำให้สถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นในการพิจารณาสินเชื่อเพิ่มให้กับ SMEs มากยิ่งขึ้น

    ทิศทาง บสย. ก้าวสู่ปีที่ 35 เร่งยกระดับ “กลไกค้ำประกันสินเชื่อ”

    ตลอดเวลาที่ผ่านมา บสย. ได้ยกระดับองค์กรในด้านต่างๆ ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการช่วยเหลือ SMEs และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ โดยทิศทางในปี 2569 ชู 3 กลยุทธ์หลัก เพื่อพลิกโฉมการช่วยเหลือ SMEs ในประเทศไทย ที่สามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย

    1. บูรณาการข้อมูล TCG Score ของ บสย. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายกระทรวงการคลัง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SMEs รายย่อย คนตัวเล็ก ที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนทางการเงินสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง

    2. ยกระดับสำนักงานเขต บสย. 11 แห่งทั่วประเทศ ก้าวสู่ “ศูนย์กลางทางการเงิน” (Digital Branch in Branch) เชื่อมต่อกับสถาบันการเงินต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่น นำข้อมูลของ SMEs ที่มารับคำปรึกษาหรือใช้บริการ บสย. ผ่านสำนักงานเขต และ LINE OA : @tcgfirst คัดกรองผ่าน บสย. Credit Scoring และส่งต่อข้อมูลให้สถาบันการเงินที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสของ SMEs ในการเข้าถึงสินเชื่อได้มากยิ่งขึ้น

    3. พัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อ (Specific Segment Guarantee) จากปัจจุบัน บสย. มีผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นตามกลุ่มลูกค้า (Product by Segment) 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจต่างๆ, กลุ่มที่ต้องการเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ, กลุ่มเปราะบาง พ่อค้า แม่ค้า Startup, ธุรกิจที่ปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และกลุ่มที่ต้องการเช่าซื้อรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากิน จากนี้จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อที่ตอบโจทย์ความต้องการ SMEs ในกลุ่มต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้ บสย. เป็นกลไกค้ำประกันหลัก ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของ SMEs ได้อย่างแท้จริง

    4. เดินหน้าแก้หนี้ “กลุ่มเปราะบาง” สำหรับลูกหนี้ที่ บสย. จ่ายเคลม เงินต้นไม่เกิน 2 แสนบาท ผ่านมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย” หรือ มาตรการ 3 สี “ม่วง เหลือง เขียว” เน้นยืดระยะเวลาการผ่อนชำระ ตัดเงินต้นเพิ่มขึ้น พร้อมลดต้นสูงถึง 30% เพื่อช่วยกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ สามารถปลดหนี้ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ในโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่มุ่งช่วยเหลือ ลูกหนี้รายย่อย ปลดหนี้ แก้หนี้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/13/602679/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ejZBYUckypN_-nrH7Da91

  • ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ ‘ติดหล่ม’ ถก ‘ไทยสร้างไทย’ ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ ‘ติดหล่ม’ ถก ‘ไทยสร้างไทย’ ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    Economics

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ ‘ติดหล่ม’ ถก ‘ไทยสร้างไทย’ ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    13 ธ.ค. 2025 เวลา 11:22 น.

    ส.อ.ท. ผนึก ไทยสร้างไทย! “เกรียงไกร” ชี้เศรษฐกิจไทย “รถติดหล่ม” เร่งเครื่อง 4GO สู่ Net Zero 2050 – “โภคิน” รับลูก ย้ำปฏิรูปการศึกษา-สวัสดิการ-3 กองทุน SMEs/Startup/ท่องเที่ยว แก้รากฐานประเทศ

    เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทย นำโดย ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งต้องใช้พลังอย่างมากในการดึงให้หลุดพ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐ รัฐบาลจึงประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นภาคท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    พร้อมกันนี้ นายเกรียงไกร ได้ฝากถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น 1) มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4) ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5) หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6) การแข็งค่าของเงินบาท 7) ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ 8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ 'ติดหล่ม' ถก 'ไทยสร้างไทย' ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    ในขณะเดียวกัน นายเกรียงไกร ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านแนวทาง 4GO ได้แก่ 1) Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม 3) Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และ 4) Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    แนวทาง 4GO อยู่ภายใต้นโยบาย ONE FTI ของ ส.อ.ท. ซึ่งมุ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ 'ติดหล่ม' ถก 'ไทยสร้างไทย' ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย นายเกรียงไกร ได้ระบุเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

    • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้คะแนนประเมิน IMD ขยับสู่อันดับ TOP 20 จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 30 

    • ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับ 5%

    • บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 จากเดิมปี 2065

    ทั้งนี้ ข้อเสนอเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยถูกแบ่งออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่

    1) ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่าน Omnibus Laws, Regulatory Guillotine และผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก

    2) พัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามอำนาจคณะกรรมการไตรภาคี และส่งเสริมค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

    3) บริหารจัดการพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทบทวนแผนพลังงานชาติ โครงสร้างพลังงาน และลดต้นทุนด้านพลังงาน

    ส.อ.ท. ลั่นเศรษฐกิจ 'ติดหล่ม' ถก 'ไทยสร้างไทย' ปฏิรูป-รัฐสวัสดิการ กู้ฐานรากประเทศ

    4) ส่งเสริมการส่งออก การค้า และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สินค้า Made in Thailand (MiT) 

    5) ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล สนับสนุน Digital Transformation และโจทย์นวัตกรรมเชิงอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ

    6) พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนตามแนวคิด BCG & ESG บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เตรียมรับมือมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่

    7) ส่งเสริมศักยภาพ SME ผลักดันให้เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขยายสิทธิประโยชน์สู่ SME กลุ่ม M พร้อมทั้งมาตรการ Soft Loan และการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ

    8) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม ปรับเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการค้าและการส่งออก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคฯ ว่า ตนและทีมพรรคไทยสร้างไทยต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทุกท่านที่ให้เกียรติพรรคไทยสร้างไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ซึ่งข้อเสนอและแนวทางที่สะท้อนกลับมานั้น สอดคล้องและใกล้เคียงกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศของพรรคฯ ที่จะมาตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศในปัจจุบันและอนาคต โดยขอแยกเป็นประเด็น ได้แก่ 1) การเมืองและระบบราชการทุจริต 2) โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอทั้งระบบ ไม่ว่าเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ ประกอบกับกฎหมายที่ไม่ได้อำนวยความสะดวก 3) การศึกษาที่ล้าหลัง ที่ยังเป็นระบบท่องจำ 4) ระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน อาทิ สงครามการค้า 5) ภาวะโลกร้อน และโรคระบาด

    ดร.โภคิน กล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยมีประชาธิปไตยมาแล้ว 93 ปี สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยจะมุ่งหน้าขับเคลื่อนประเทศบนโจทย์ความท้าทายที่เผชิญอยู่ในข้างต้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ ประชาชนมีความมั่นคง มีคุณภาพ และไม่จน ซึ่งสิ่งที่ตนและคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้วิเคราะห์และเล็งเห็นถึงแนวทางแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อาทิ 

    • จัดทำรัฐสวัสดิการ ที่ไม่ใช่ประชานิยม

    • ปฏิรูปการศึกษา ลดปัญหากู้ยืมเพื่อการศึกษา จบแล้วมีงานทำ ทักษะและประสบการณ์กลายเป็นเรื่องหลัก

    สำหรับทิศทางในการยกระดับการสร้างคนตัวเล็กและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ที่ยังคงประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การขาดความรู้ และการขาดช่องทางการตลาด ควรจะต้องมีกองทุนเข้ามาช่วยพัฒนามีด้วยกัน 3 กองทุน ได้แก่ 1) กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี (SME) 2) กองทุนพัฒนาสตาร์ตอัป (Startup) และ 3) กองทุนพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว

    “ส่วนการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่อยากจะขอการสนับสนุนจากทุกคน ตนเห็นว่าควรจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติภาคประชาชน ที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพทั้งหมด เสมือนเป็นสภาปราบคอร์รัปชันภาคประชาชน รวมถึงการให้คะแนนการให้บริการประชาชนจากทุกหน่วยงานรัฐ เพราะตนมองว่าหน่วยงานรัฐเป็นจุดศูนย์รวมประชาชน” ดร.โภคิน กล่าวต่อ

    ดร.โภคิน กล่าวทิ้งท้ายที่แสดงถึงจุดยืนของพรรคฯ ว่า “เราขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยมาร่วมกันใช้พลังของทุกท่าน เป็นเทียนคนละเล่มให้เป็นแสงเจิดจ้าทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อขับไล่ความมืดมิดของระบบการเมืองทุจริต ระบบราชการทุจริต และกระบวนการโกหก หลอกลวงทั้งหลายที่ปล้นเงิน ความสุข และพรากความมั่นคงในชีวิตของพวกท่านไป อย่ายอมให้บุคคลใดเอาเงินที่ปล้นไปจากท่านกลับมาซื้อท่านได้ พวกเราต้องตื่นจากการยอมจำนน มาร่วมสร้างสังคมสุจริตเพื่อครอบครัวพี่น้องและส่งต่อสังคมที่งดงามนี้ให้ลูกหลานต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1211925&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1U68XcL6GGK7zNddE74R5I

  • ภาวะตลาดอนุพันธ์: ย่อรับยุบสภาทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตา กนง.สัปดาห์หน้า ทองกลับมาพุ่งขึ้น

    ภาวะตลาดอนุพันธ์: ย่อรับยุบสภาทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตา กนง.สัปดาห์หน้า ทองกลับมาพุ่งขึ้น

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ธ.ค. 68)

              น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การซื้อขาย   SET50 Index Futures วันนี้ดัชนีปรับลง จากรัฐบาลประกาศยุบสภาทำให้ภาพรวมตลาดไม่ค่อยดี เห็นว่าการยุบสภาในช่วงนี้ในขณะที่ยังมี  ประเด็นปัญหาหลายเรื่อง ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายสะดุด อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการ TISA โครงการคนละครึ่งพลัส   เฟส 2 ขณะที่ ตลาดโฟกัสการประชุม กนง.สัปดาห์หน้า ที่คาดว่าจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25%ส่งท้ายปี             การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นใน 60 วัน ตลาดมีลักษณะไม่รีบซื้อ และภาพรัฐบาลรักษาการไม่น่าจะผลักดันอะไรได้มาก ตฃาดร  อจังหวะเข้าสะสมมากกว่า ขณะที่วานนี้ ต่างชาติ Short สุทธิ ราว 10,000 สัญญา ต้องติดตามว่าวันนี้จะ short ต่อหรือไม่             สำหรับ S50Z25 แนะให้เปิด short หากยังไม่มีให้รอเปิดบริเวณแนวต้าน 836 จุดหากไม่ผ่าน และให้แนวรับ 820 จุด   มองภาพเทคนิคพักฐานต่อ            ส่วนราคาทองคำปรับขึ้นมาหลังทะลุ 4,260-4,265 เหรียญ/ออนซ์ เป็นเพราะเงินดอลลาร์อ่อน และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ  เมื่อคืนอ่อนแอ แย่กว่าคาด  ส่วน Fed Watch tool ลุ้นโอกาสธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 69 แม้ Dot   Plot คาดลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง เพราะมองว่าในปี 69 จะมีการเปลี่ยนตัวประธานเฟด ซึ่งเป็นสาย Dovish ดังนั้น ราคาทองคำจึงเด้งไป  ต่อ  แนะอยู่ฝั่ง long ให้แนวต้านแรกที่ 4,330 , แนวต้านถัดไปที่ 4,355 เหรียญ/ออนซ์ (จุดสูงสุดเดิม 4,386 ) ส่วนแนวรับที่   4,300, 4,280 เหรียญ/ออนซ์             ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าให้ติดตามการเจรจาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน พ.  ย.68                      ดัชนี SET50 ปิดวันนี้ที่ระดับ 827.81 จุด ลดลง 0.61 จุด, -0.07%

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IRBB0IQDRRTJX1QBHW77AGD67B869N76&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15nA1omxXGo8nqUlUsM7Ba

  • ในปี 2026 ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ตั้งเป้าควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 5% ต่อปี

    ในปี 2026 ธนาคารแห่ง สปป.ลาว ตั้งเป้าควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 5% ต่อปี

    ลงเมื่อ

    12 ธันวาคม 2568 14:45

    สคต. ณ กรุงเวียงจันทน์ (สปป.ลาว) (TTC, Vientiane (Lao PDR))

             ธนาคารแห่ง สปป.ลาว (ธหล) ได้เปิดเผยทิศทางแผนการเงินตราปี 2026 ต่อการประชุมสภาแห่งชาติ โดยได้กำหนดเป้าหมายหลักในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับ 5% พร้อมกับมาตรการดูแลรักษาเสถียรภาพด้านการเงินตราในทุกมิติรายงานที่นำเสนอต่อการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 10 ของสภาแห่งชาติ สมัยที่ 9 ระหว่างวันที่ 10–21 พฤศจิกายน 2025 แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จที่โดดเด่น โดยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือนของปี 2025 อยู่ที่ระดับ 8.3% และปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ 4.0% ในเดือนตุลาคม ท่าน บุญคำ วอละจิด ผู้ว่าการ ธหล กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินแบบผสมผสาน รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง จาก 10.5% เหลือ 9% ต่อปี พร้อมกับการพัฒนาตลาดการเงินให้มีความเคลื่อนไหวแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิม สำหรับปี 2026 ซึ่งจะเป็นปีแรกของการดำเนินการตามมติขยายผลของการประชุมใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 12 ของพรรค ธหล ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ที่ 5% รักษาระดับทุนสำรองเงินตราต่างประเทศให้ครอบคลุมการนำเข้าอย่างน้อย 5 เดือน ควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ไม่ให้เกิน 3% โดย ธหล จะเดินหน้าดำเนินนโยบายการเงินแบบผสมผสานต่อไป โดยเน้นการพัฒนาเครื่องมือนโยบายให้ครบถ้วน การประเมินและทบทวนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราส่วนเงินสำรองภาคบังคับให้เป็นไปตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับสถานการณ์ นอกจากนี้ ธหล ยังจะควบคุมปริมาณเงิน M2 ให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรวมศูนย์บัญชีการเงิน (TSA) และศึกษากลไกการกำหนดราคาทองคำและโครงสร้างราคาสินค้า ธหล จะดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนตามกลไกตลาดที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ โดยกำหนดอัตราอ้างอิงให้เหมาะสม ปรับปรุงและพัฒนาตลาด LFX ให้กว้างขึ้น พร้อมศึกษากลไกธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ ผลสำเร็จในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2025 แสดงให้เห็นว่า ค่าเฉลี่ยอัตราแลกเปลี่ยนกีบ/ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเพียง 0.10% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยตลอดปี 2024 ในขณะที่ส่วนต่างระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารกับตลาดนอกระบบลดลงมาอยู่ที่ระดับ 0.62% การกำหนดเป้าหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ธหล ในการรักษาเสถียรภาพเงินตราแห่งชาติ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ–สังคมอย่างยั่งยืนตามวิสัยทัศน์ “เงินกีบมั่นคง สถาบันการเงินแข็งแกร่ง บริการคล่องตัวทันสมัย”
    ที่มา : Laoxpert
     

    Share :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ambcm92gh5ow1sowyej8f34x&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gJoNPugDFSegJEeBfKX-i

  • สุญญากาศการเมืองฉุดเศรษฐกิจ เอกชนเข้าใจยุบสภาแต่เร่งจัดเลือกตั้งเคลียร์งานค้างท่อ

    สุญญากาศการเมืองฉุดเศรษฐกิจ เอกชนเข้าใจยุบสภาแต่เร่งจัดเลือกตั้งเคลียร์งานค้างท่อ

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยกรณีการยุบสภาว่า หอการค้าไทยระบุเข้าใจเหตุผลทางการเมืองที่นำไปสู่การยุบสภา ท่ามกลางความผันผวนทั้งเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาชายแดน แต่ย้ำต้องเร่งจัดการเลือกตั้งภายในกรอบกฎหมาย เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เหตุยังมีวาระเศรษฐกิจค้างอยู่จำนวนมาก ทั้งกฎหมายสำคัญ การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) พร้อมฝากรัฐบาลรักษาการเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือภาคใต้และดูแลชายแดนโดยไม่ให้สะดุด แม้จะมีข้อจำกัดด้านอำนาจตามกฎหมายก็ตาม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การยุบสภาครั้งนี้ ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะนายกรัฐมนตรีได้ส่งสัญญาณมาก่อนแล้ว แต่ยอมรับว่าประหลาดใจต่อการที่พรรคประชาชน เป็นฝ่ายยื่นนำอภิปราย กดดันจนต้องยุบสภา ทั้งที่ก่อนหน้าเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายขยับก่อน และเตือนว่าช่วงรัฐบาลรักษาการ 60 วันต่อจากนี้ มีความเสี่ยงต่อการเร่งขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจปลายปี โดยเฉพาะมาตรการ Quick Big Win ที่ถูกวางไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจีดีพีไตรมาส 3 โตเพียง 1.2% ต่ำกว่าคาด พร้อมเตือนเกียร์ว่างข้าราชการ มักเกิดขึ้นทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงสุญญากาศทางการเมือง จึงฝากปลัดกระทรวงต่าง ๆ เร่งเดินงานที่ค้างอยู่ให้ต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะงักก่อนเข้าสู่รัฐบาลใหม่

    ด้านนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) แม้การยุบสภาเป็นไปตามกลไกประชาธิปไตย แต่จะทำให้งบประมาณปี 2570 ล่าช้าและกระทบการเบิกจ่ายช่วงต้นปีงบประมาณ ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดชายแดนส่งผลต่อมุมมองด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางแบบอิสระ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องเร่งสร้างความมั่นใจว่าแหล่งท่องเที่ยวหลักยังเดินทางได้ตามปกติ ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชนท่องเที่ยวที่ยื่นต่อรัฐบาลก่อนยุบสภา เช่น มาตรการกระตุ้นตลาดและการของบกลางเพื่อเร่งผลักดัน คาดว่าจะต้องชะลอออกไป เนื่องจากรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติแผนงานใหม่ที่ผูกพันกับรัฐบาลชุดถัดไปได้

    ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การยุบสภาจะกดดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ให้ชะลอลงเล็กน้อย จากการหยุดชะงักของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการ และข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการที่ไม่สามารถอนุมัติงานใหม่หรือโครงการผูกพันได้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมทั้งปีไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม โดยยังคงประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2569 ที่ 1.6%

    นอกจากนี้ให้จับตาความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่านหลังเลือกตั้ง ทั้งประเด็นความต่อเนื่องของนโยบาย การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งอาจทำให้ภาคธุรกิจเข้าสู่ภาวะ wait-and-see ขณะที่ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลผสมอาจกดดันการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และสร้างความท้าทายต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจช่วงต้นปีหน้า

    ส่วนนางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกดดันความเชื่อมั่น แต่หวังว่าจะไม่เกิดสุญญากาศยืดเยื้อ และต้องการให้การเลือกตั้ง–ตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุดในช่วงเปลี่ยนผ่านปัจจัยที่น่ากังวลกว่าการเมืองคือเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ แต่เคทีซียังคงเป้าหมายปี 2569 เดิมไม่ปรับเป้าหมายเพราะเรื่องการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2901582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ay6h-3qm08YsWqL5oK5aW

  • สอท.หวั่นยุบสภา ทำเศรษฐกิจสะดุด จี้แก้ไข3โจทย์ใหญ่ ช่วงรบ.รักษาการ

    สอท.หวั่นยุบสภา ทำเศรษฐกิจสะดุด จี้แก้ไข3โจทย์ใหญ่ ช่วงรบ.รักษาการ

    วันเสาร์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สอท.หวั่นยุบสภา

    ทำเศรษฐกิจสะดุด

    จี้แก้ไข3โจทย์ใหญ่

    ช่วงรบ.รักษาการ

    ส.อ.ท.หวั่นยุบสภา ทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด ชี้ช่วงรักษาการ เร่งแก้ 3 ปัญหาใหญ่ ยังคาราคาซัง ทั้งเยียวยาน้ำท่วมใต้-ปะทะชายแดนไทย-เขมร และเจรจาภาษีสหรัฐฯ ด้านหอการค้าฯ เรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ตามกรอบ ก.ม.เพื่อให้มีรัฐบาลชุดใหม่ ฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศ ย้ำพร้อมร่วมมือทุกฝ่าย

    เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นเรื่องน่าตกใจหรือแปลกใจ เนื่องจากนายกฯ เคยส่งสัญญาณและพูดถึงเงื่อนไขไว้แล้ว หลายฝ่ายมีการคาดการณ์ถึงช่วงเวลาการยุบสภาไว้ถึง 3 ระยะ และช่วงเวลานี้ถือเป็นระยะที่ 1 ที่ใกล้ที่สุด ตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่โครงสร้างมีความเปราะบางนี้ ได้อยู่บริหารประเทศเต็มที่ประมาณ 2 เดือนกว่า และยุบสภาเร็วกว่ากำหนดประมาณเดือนกว่า

    นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สิ่งที่ทำให้แปลกใจเล็กน้อย คือการที่พรรคประชาชน เป็นฝ่ายยื่นเรื่องซักฟอก แทนที่จะเป็นพรรคเพื่อไทย ตามที่เคยคาดการณ์ไว้ การยุบสภาครั้งนี้มาจากการที่พรรคประชาชน ไม่พอใจการผิดข้อตกลง MOA ส่วนตัวกังวลว่าการยุบสภา เข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการ เป็นเวลาประมาณ 60 วัน อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ ที่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการพยุงเศรษฐกิจ หรือ GDP ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    ทั้งนี้ มาตรการ “Quick Big Win” ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ออกมา เพื่อหวังไม่ให้เศรษฐกิจไทยเหมือนรถติดหล่ม มีความจำเป็นมาก เนื่องจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ถึง 0.5% แม้ว่ามาตรการเหล่านี้ถือว่าทำได้ดีและได้ผลตอบรับที่ดีในช่วงต้น แต่จำเป็นต้องคอยติดตามว่าการเป็นรัฐบาลรักษาการ จะส่งผลอย่างไรและจะลดความเข้มข้นของมาตรการเหล่านี้หรือไม่

    นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคาราคาซัง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ จำเป็นต้องขับเคลื่อนจากรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม แต่กลับอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้แก่ 1.สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนัก ทั้ง 9 จังหวัด อาจล่าช้าหรือสะดุดไป 2.การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รอบ 2 ยังทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ และ 3.การเจรจาระหว่างประเทศ ระหว่างไทย-สหรัฐฯ ถือเป็นการบ้านใหญ่ ที่ยังค้างและชะลออยู่ หากมีการเจรจาในช่วงนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัด หรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่

    “ส.อ.ท.จึงฝากให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยดำเนินงาน มีการบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้ ดังนั้นช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ประกาศและอนุมัติไปแล้ว จะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่ อย่างไร เพราะ Quick Big Win ที่ออกมาถือว่าเป็นนโยบายที่จะหนุนเศรษฐกิจในช่วงท้ายของปีที่ดี และยิ่งขณะนี้ประเทศต้องสะดุดในหลายเรื่อง จะกระทบ GDP ที่โตช้าไปอีกหรือไม่ อย่างไร” นายเกรียงไกร กล่าว

    ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีการยุบสภา ว่าเข้าใจถึงความจำเป็นทางการเมือง ในการตัดสินใจของนายกฯ แต่ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและระหว่างประเทศ ที่มีความผันผวนสูง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน และปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทย ขอเรียกร้องให้มีการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญและกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่รอการพิจารณาและผ่านสภาฯ และต้องมีขับเคลื่อนอีกหลายประเด็น อาทิ การเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เช่น FTA Thai-EU ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงรัฐบาลรักษาการหอการค้าไทย เห็นว่ายังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่มติ ครม.อนุมัติไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ ที่ประสบปัญหา รวมถึงการดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งควรดำเนินการต่อเนื่องไม่ให้สะดุด โดยให้ระวังเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการตามระเบียบ เชื่อมั่นว่าทั้งรัฐบาลรักษาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน จะร่วมกันทำงานต่อเนื่องเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่แม้จะมีข้อจำกัด

    นายพจน์กล่าวอีกว่า หอการค้าไทย ไม่ต้องการให้การยุบสภาครั้งนี้ ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/934387&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13Km7HGZlJfqDIrDxOmvwH

  • ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันเตรียมเงินหลายพันล้านยูโร สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กร

    ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมันเตรียมเงินหลายพันล้านยูโร สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กร

    จากการที่เศรษฐกิจของเยอรมนีอยู่ในช่วงถดถอยและจากความเสี่ยงของการค้าโลกที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทต่าง ๆ ในเยอรมนีจึงต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กร และลดต้นทุนกันยกใหญ่ โดยปัจจุบันต้นทุนของการปรับโครงสร้างองค์กรนี้ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในงบดุล และกำลังสร้างแรงกดดันต่อกำไรสุทธิของบริษัท ซึ่งจากการประเมินโดยสำนักข่าว Handelsblatt พบว่า บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของเยอรมนี (DAX) ต้องใช้เงินกว่าหกพันล้านยูโร (โดยประมาณ) ในการปรับโครงสร้างฯ โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการลดจำนวนพนักงาน เช่น โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด และเงินชดเชยการเลิกจ้าง ซึ่งบางครั้งมีมูลค่าสูงถึงตัวเลขหกหลัก และตั้งแต่ต้นปี 2024 เป็นต้นมา แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการปรับโครงการได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีมูลค่ารวมกว่า 1.6 หมื่นล้านยูโร ความยิ่งใหญ่ของปัญหานี้เห็นได้ชัด โดยเฉพาะในบางบริษัท ยกตัวอย่างเช่น นับตั้งแต่ปลายปี 2023 บริษัท Bayer ได้ลดการจ้างงานลง 13,200 อัตราหรือประมาณ 13% ของพนักงานทั้งหมด และการปรับโครงสร้างนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป บริษัท Bayer ตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนลงปีละ 2 พันล้านยูโร อย่างไรก็ตาม Bayer (ที่ตั้งอยู่ในเมือง Leverkusen) หวังว่า จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ อีก 2 พันล้านยูโร (โดยประมาณ) บริษัทที่มีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรที่สูงที่สุดในปีนี้ คือ บริษัท Mercedes อยู่ที่ 1.4 พันล้านยูโร และ Volkswagen อยู่ที่ 900 ล้านยูโร ส่วนบริษัท Siemens และธนาคาร Commerzbank มีค่าใช้จ่ายประมาณ 500 ล้านยูโร ในการปรับโครงสร้างฯ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นและคาดว่า จะมีการปรับลดค่าใช้จ่ายเพิ่มในภาคเศรษฐกิจของเยอรนี ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ปรากฏในกำไรสุทธิที่ปรับแล้ว (Adjusted Net Income) ที่บริษัทต่าง ๆ ต้องรายงานประจำปี แต่ท้ายที่สุดแล้วต้นทุนพิเศษก็เป็นตัวการหลักที่ทำให้ผลประกอบการสุทธิลดลงอย่างหนักนั่นเอง บริษัท Mercedes เป็นตัวอย่างที่ดีในช่วงเดือนมกราคมกันยายน กำไรสุทธิที่ปรับแล้วลดลง 35% เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และยอดขายลดลง อย่างไรก็ตาม เฉพาะในไตรมาสที่3 เพียงไตรมาสเดียว เมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างเข้าไปด้วย Mercedes สูญเสียกำไรไปถึง 50% บริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 876 ล้านยูโร ไปกับการลดจำนวนพนักงานในเยอรมนี และการลดค่าใช้จ่ายทางการเงินในต่างประเทศ ในปีนี้บริษัท VW บันทึกค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรไปแล้ว 900 ล้านยูโร ซึ่งเทียบกับปีที่แล้วที่อยู่ที่ 2.5 พันล้านยูโร ก็ยังไม่สูงมาก อย่างไรก็ตามภายในปี 2030 บริษัท VW เองก็มีแผนที่จะปลดพนักงาน 35,000 ตำแหน่ง ใน 10 โรงงาน ในเยอรมนีต่ออีกด้วย

    เมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ได้ถูกทำนายไว้ว่า น่าจะย่ำแย่ต่อเนื่อง การลดค่าใช้จ่ายของภาคเศรษฐกิจน่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น นาย Jan Brorhilker สมาชิกคณะกรรมการบริหารของบริษัทที่ปรึกษา EY กล่าวว่า การเลิกจ้างจะยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมซึ่งขณะนี้กระบวนการปรับโครงสร้างองค์กรในเยอรมนียังไม่เสร็จสมบูรณ์ การปรับโครงสร้างองค์กรกำลังเกิดขึ้นในหลายส่วนขององค์กร ในบางกรณีโรงงานทั้งหมดถูกปิดตัวลง อย่างที่ Bayer กำลังวางแผนที่จะดำเนินการปิดศูนย์ป้องกันศัตรูพืชในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตอย่างถาวร ในขณะเดียวกัน บริษัทอื่น ๆ ต่างก็กำลังปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ทั้งหมดเพื่อหาทางรักษาความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติไว้ เนื่องจากธุรกิจของพวกเขากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน เช่น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นต้น นาย Patrick Widmaier ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างองค์กรของบริษัท Alix Partners กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ วิศวกรรมเครื่องกล และเคมี มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งปรับโครงสร้างองค์กร ด้านบริษัท Alix Partners บริษัทที่ปรึกษาได้ประเมินว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ขอบเขตแผนการลดต้นทุนของบริษัทเยอรมันเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 4 โดยนาย Widmaier กล่าวว่า ในอนาคตมีแผนการลดต้นทุนมากขึ้นอีก เพราะบริษัทต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัว และตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างเดิมของตนมากขึ้น” ซึ่งแผนการลดต้นทุนส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการลดตำแหน่งการจ้างงานเป็นหลัก ข้อมูลจากสำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ระบุว่า จนถึงช่วงสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดของเยอรมนีจ้างงานลดลง 120,300 ตำแหน่ง เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    บริษัท MAN มีความประสงค์ที่จะงดเว้นที่จะใช้การเลิกจ้างเนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบด้านการบริหาร (Betriebsbedingte Kündigung)[1] ซึ่งเป็นประเพณีเช่นเดียวกันกับที่บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งทำมานานกว่าทศวรรษ อย่างน้อยก็จะหาทางจัดการดังกล่าวในเยอรมนี โดยได้กำหนดเงื่อนไขนี้ไว้ในข้อตกลงภายในบริษัท ซึ่งข้อตกลงนี้ยังมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาที่บริษัทดำเนินธุรกิจได้ยากลำบากอย่างเช่นในปัจจุบันด้วย ดังนั้น บริษัทต่าง ๆ จึงลงทุนจำนวนมากเพื่อกระตุ้นให้พนักงานลาออกเองโดยสมัครใจ ตัวอย่างล่าสุดคือ บริษัท MAN ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถบรรทุกออกมาประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่ลดลงและต้นทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้น บริษัทฯ ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 2,300 ตำแหน่ง ในเยอรมนี โดยบริษัทฯ เตรียมงบประมาณมหาศาลไว้สำหรับ โครงการจ่ายเงินชดเชย การเกษียณอายุก่อนกำหนด และการเกษียณอายุบางส่วน

    ในส่วนของ VW ผู้บริหารที่ต้องการลาออกเองจะได้รับเงินชดเชยเป็นตัวเลขหกหลัก ขึ้นอยู่กับเงินเดือนและอายุงาน ยกตัวอย่างเช่น รองหัวหน้าฝ่าย อายุ 50 ปี มีเงินเดือนก่อนหักภาษีประมาณ 9,000 ยูโรต่อเดือน และทำงานมานานกว่า 20 ปี จะได้รับเงินชดเชยครั้งเดียวมากกว่า 400,000 ยูโร อย่างไรก็ตามตัวเลขนี่คือจำนวนเงินสูงสุดที่ผู้บริหารจะได้รับ สำหรับผู้บริหารระดับเงินเดือนขั้น 1 และ 2 ซึ่งเป็นขั้นต่ำสุดของผู้บริหารจำนวนเงินชดเชยครั้งเดียวจะอยู่ที่ประมาณ 47,000 ยูโร เท่านั้น หลังจากทำงานมาสิบปี และมากกว่า 100,000 ยูโร เล็กน้อยหลังจากทำงานมา 20 ปี การลดจำนวนพนักงานส่วนใหญ่ของ VW เกิดขึ้นผ่านการเกษียณอายุแบบค่อยเป็นค่อยไป พนักงานในช่วงที่เรียกว่า Active Phase จะได้รับเงินเดือนสุทธิเดิมระหว่าง 78 – 95% นอกจากนี้ Volkswagen ยังชดเชยเงินบำนาญที่ขาดหายไปบางส่วนจากการเกษียณอายุก่อนกำหนดเสริมให้อีกด้วย

    ภายในปี 2027 Mercedes ตั้งเป้าที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรประมาณหนึ่งพันล้านยูโร โดยได้มีการนำเสนอแพ็คเก็ตชดเชยต่าง ๆ ให้แก่พนักงานกว่า 40,000 คน ในเยอรมนีที่ทำงานนอกสายการผลิต สำนักข่าว Handelsblatt ระบุว่า มีพนักงานประมาณ 4,000 คน ที่ลาออกจากบริษัทฯ แล้วภายในโครงการชดเชยดังกล่าว โดยพวกเขาเร่งใช้ประโยชน์จากนโยบายที่เรียกว่า “ช่วงเวลาเทอร์โบ”[2] จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม จนถึงช่วงเวลาดังกล่าว Mercedes ได้ดึงดูดพนักงานด้วยโบนัสที่สูงเป็นพิเศษ บางครั้งสูงถึงหกหลักเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าทีมอายุ 55 ปี ที่มีเงินเดือนก่อนหักภาษี และเบี้ยประกันต่าง ๆ (Brutto) ที่อยู่ประมาณ 9,000 ยูโรต่อเดือน และทำงานมา 30 ปี อาจได้รับเงินชดเชยสูงถึงครึ่งล้านยูโร ส่วนชายวัยสามสิบกว่า ๆ ที่มีเงินเดือน Brutto ประมาณ 6,000 ยูโรต่อเดือน สามารถยังได้รับเงินชดเชยสูงถึง 100,000 ยูโร อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่สิ้นสุดช่วงเวลาเทอร์โบลงโบนัสนี้ก็จะทยอยลดลง

    บริษัท Bayer นาย Bill Anderson ซึ่งเป็น CEO กำลังปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ทั้งหมด โดยยกเลิกลำดับชั้น และตำแหน่งผู้บริหารทั้งหมด สำหรับนาย Anderson ผู้ถือสัญชาติอเมริกันนี่ไม่ใช่แค่โครงการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ Bayer มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้เร็วขึ้น และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในระดับฐานรากของบริษัท การลดตำแหน่งงานส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นในฝ่ายบริหารเป็นหลัก ข้อมูลจากแหล่งข่าวภายในของบริษัทระบุว่า มีโครงการภายใน 2 โครงการ สำหรับพนักงานที่ลาออกโดยสมัครใจ พนักงานที่มีอายุไม่เกิน 56 ปี จะได้รับเงินเดือน 1.2 เท่าของเงินเดือนรวมต่อเดือน คูณด้วยอายุงาน เดิมทียังมี “โบนัสลาออกด่วน” สำหรับการลาออกอย่างรวดเร็วอีกด้วย โดยพนักงานที่ทำงานที่ Bayer มา 35 ปี จะได้รับเงินชดเชย 52.5 เดือน หากเขาได้รับเงินเดือน Brutto 8,000 ยูโร ก็สามารถคิดเป็นเงินสูงถึง 420,000 ยูโรเลยทีเดียว ในโครงการที่สอง บริษัท Bayer เสนอทางเลือกในการเกษียณอายุก่อนกำหนดแก่พนักงานสูงอายุที่กำลังจะถูกยกเลิกการจ้างงาน โดยเริ่มต้นกับพนังงานที่มีอายุตั้งแต่อายุ 57 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีอายุถึงนี้ และจ่ายเงินบำนาญตามกฎหมายมาแล้วอย่างน้อย 35 ปี สามารถรับเงินชดเชยรายเดือนเป็นงวด ๆ เป็นระยะเวลา 6 ปี โดยต้นทุนที่เกิดจากการปรับโครงสร้างองค์กรที่สูงมากเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Bayer ขาดทุนกว่าพันล้านยูโรในปี 2024 และเริ่มกลับมามีรายเชิงบวกเล็กน้อยมาจนถึงช่วงปี 2025

    มาตรการปรับโครงสร้างองค์กรกำลังส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนธุรกิจ โดยบริษัท FMC ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟอกไต ตั้งเป้าประหยัด 750 ล้านยูโร ภายในสิ้นปีนี้ FMC รายงานถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กรไว้ที่ 122 ล้านยูโร ในช่วงเก้าเดือนแรก บริษัท SAP ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ได้เปิดตัวโครงการเงินชดเชยสูงเพื่อลดจำนวนพนักงงานในปี 2024 เพื่อลดจำนวนพนักงาน 8,000 คน และบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กรมีมูลค่าสูงถึง 2.8 พันล้านยูโร สำหรับโครงการนี้โครงการเดียว แม้แต่บริษัทที่ไม่ค่อยเป็นข่าวหน้าหนึ่งก็ยังมีการปรับโครงสร้างองค์กรอยู่เกือบตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงเก้าเดือนแรกของปีนี้บริษัท Allianz รายงานค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างองค์กรสูงถึง 440 ล้านยูโร ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เป็นเงินชดเชยการเลิกจ้าง โดยธุรกิจของ Allianz เจ้าพ่อวงการประกัน ในประเทศอิตาลี สหราชอาณาจักร และอินเดีย ได้รับผลกระทบอยู่บ้าง 

    การลดจำนวนพนักงานยังคงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับโครงการลดต้นทุนของภาคเอกชน นาย Widmaier ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างองค์กรกล่าวว่า จากมุมมองของบริษัทการลดจำนวนพนักงานให้ผลตอบแทนรวดเร็ว แม้ว่าจะนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากโครงการการปรับจำนวนบุคลากรที่มักเป็นโครงการสมัครใจมาคำนวณร่วมแล้ว โดยปกติสำหรับบริษัทภายในหนึ่งปีก็สามารถเรียกคืนได้แล้ว อย่างบริษัท DHL นับตั้งแต่ต้นปีบริษัทฯ กลับมามีกำไรเพิ่มขึ้น 1 ใน 4 กับธุรกิจไปรษณีย์ และพัสดุภัณฑ์เยอรมนี ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีความท้าทาย ส่วนหนึ่งของกำไรเป็นผลมาจากการลดต้นทุนบุคลากร นับตั้งแต่ต้นปีบริษัท DHL ได้ลดพนักงาน 8,000 ตำแหน่ง บริษัท Mercedes คาดว่า เงินชดเชยจากการลดต้นทุนเหล่านี้บริษัทจะสามารถเรียกคืนได้ภายในสองปีอย่างช้าที่สุด อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวยังถูกเขียนไว้บนกระดาษเท่านั้น การลดต้นทุนหลายรอบที่ผ่านมาแสดงให้เห็นผลกระทบ 2 ประการ คือ (1) การนำไปปฏิบัติทำได้ยากและไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือ (2) ผลกระทบที่ได้จากการปรับโครงสร้างองค์กรที่หลายคนยกย่องจะจางหายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี อย่างบริษัท Volkswagen และ Bayer AG ถือเป็นตัวอย่างที่เหมาะสมในเรื่องนี้ ในปี 2016 บริษัท Volkswagen ได้ประกาศแผนงานสำคัญ “Future Pact” ออกมาโดยแผนดังกล่าว คือ แผนการปลดพนักงาน 30,000 คน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดย 23,000 คน เป็นตำแหน่งงานที่อยู่ในเยอรมนีเพียงประเทศเดียว อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ต้นด้านทุนบุคลากรของ VW กลับเพิ่มขึ้นทีละขั้น เหตุผลก็คือ บริษัทต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และดิจิทัลใหม่ ๆ มากขึ้น ในขณะที่ Bayer ในปี 2018 ภายใต้การนำของนาย Werner Baumann ซีอีโอในขณะนั้นบริษัท Bayer ได้ริเริ่มการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยปลดพนักงานมากถึง 12,000 คนทั่วโลก และประกาศลดต้นทุนหลายพันล้านยูโรภายในปี 2022 แต่ Bayer กลับไม่สามารถทำตามคำมั่นสัญญาในการเพิ่มผลตอบแทนได้ นับตั้งแต่ปี 2019 อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 26% ในขณะนั้นเหลือ 21% ในปัจจุบัน และเป็นตัวเลขที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าบริษัทจะอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 6.5 พันล้านยูโร ไปกับการปรับโครงสร้างดังกล่าวก็ตาม นาย Anderson ซีอีโอของ Bayer คุ้นเคยกับปัญหานี้เป็นอย่างดี เขายอมรับว่า ตนเองได้เห็นบริษัทต่าง ๆ หลายแห่งดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้แก้ไขปัญหาพื้นฐานที่แท้จริง ซึ่งการปฏิรูปองค์กร Bayer ใหม่ทั้งหมดของเขาในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขับเคลื่อนบริษัทให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

    จาก Handelsblatt 12 ธันวาคม 2568


    [1] betriebsbedingte Kündigung ส่วนใหญ่จะทำได้ในเฉพาะกรณีที่บริษัทล้มละลาย หรือเสี่ยงต่อการล้มละลายหนัก ๆ เท่านั้น ซึ่งศาลแรงงานเยอรมันส่วนใหญ่แทบจะไม่อนุญาตให้บริษัทเลิกจ้างแบบ betriebsbedingte Kündigung เลยหากไม่จำเป็นจริง ๆ อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะถูกลูกจ้างฟ้องร้องได้ง่ายอีกด้วย จึงเน้นความสมัครใจเป็นหลัก

    [2]ช่วงเวลาเทอร์โบ” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการชดเชยการเลิกจ้างสำหรับพนักงานฝ่ายบริหาร โดยพวกเขาจะได้รับเงินชดเชยเพิ่มเติมจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2025 โครงการชดเชยการเลิกจ้างโดยรวมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 แม้ว่าจะมีการจ่ายเงินชดเชยที่ลดลงหลังจากช่วงเทอร์โบสิ้นสุดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/ugna4ikmk9wy224dzkonu14a&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11WGSHlpNOy8v-ZhXYh2b7

  • “ภูมิธรรม” ถก รมต.ญี่ปุ่น ขยายร่วมมือเศรษฐกิจ-การค้า

    “ภูมิธรรม” ถก รมต.ญี่ปุ่น ขยายร่วมมือเศรษฐกิจ-การค้า

    v.prd:0.0.150

    Intro

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/en/news/list/47942&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N8xbvfStaro-VzpOuu8RQ