Category: เศรษฐกิจ

  • รัฐบาลโอน เงินเยียวยา น้ำท่วมใต้แล้วกว่า 1 ล้านครัวเรือน เร่งแก้ปัญหากลุ่มโอนไม่สำเร็จ พร้อมย้ำหลักเกณฑ์จ่ายเหมา 9,000 บาท

    รัฐบาลโอน เงินเยียวยา น้ำท่วมใต้แล้วกว่า 1 ล้านครัวเรือน เร่งแก้ปัญหากลุ่มโอนไม่สำเร็จ พร้อมย้ำหลักเกณฑ์จ่ายเหมา 9,000 บาท

    วันนี้ (13 ธันวาคม) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ในพื้นที่ภาคใต้ โดยระบุว่า ล่าสุดข้อมูล ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2568 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และธนาคารออมสิน ได้ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ประชาชนไปแล้วรวม 11 ครั้ง

    ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา, ตรัง, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, พัทลุง, ยะลา, สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยมียอดรวมผู้ได้รับการช่วยเหลือแล้วจำนวน 1,071,755 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 9,645,795,000 บาท

    สำหรับรายละเอียดการกระจายความช่วยเหลือในรายจังหวัด พบว่าจังหวัดสงขลามีผู้ได้รับเงินเยียวยาสูงสุดจำนวน 334,671 ครัวเรือน โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่มีจำนวนถึง 160,694 ครัวเรือน รองลงมาคือจังหวัดนครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน จังหวัดพัทลุง 92,375 ครัวเรือน จังหวัดปัตตานี 86,275 ครัวเรือน จังหวัดนราธิวาส 74,642 ครัวเรือน จังหวัดยะลา 65,918 ครัวเรือน จังหวัดสตูล 25,625 ครัวเรือน จังหวัดตรัง 8,540 ครัวเรือน และจังหวัดสุราษฎร์ธานี 7,960 ครัวเรือน

    อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีกลุ่มเป้าหมายที่โอนเงินไม่สำเร็จอีกจำนวน 17,019 ครัวเรือน เนื่องจากบัญชีธนาคารมีความไม่ปกติและบางส่วนอยู่ระหว่างรอการปรับปรุงข้อมูล ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

    สิริพงศ์ ยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ว่า เป็นการจ่ายแบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยครอบคลุมผู้ประสบภัยใน 4 รูปแบบ ได้แก่

    1. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วันแต่ทรัพย์สินเสียหาย
    2. กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
    3. กรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมรอบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติเกิน 7 วัน
    4. กรณีที่พักอาศัยในอาคารสูงซึ่งน้ำท่วมไม่ถึงห้องพัก แต่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

    ทั้งนี้ เพื่อความรวดเร็วในการรับเงินช่วยเหลือ รัฐบาลขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ให้เร่งติดต่อธนาคารใดก็ได้เพื่อผูกบัญชีพร้อมเพย์ กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน

    โดยประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะและสิทธิการรับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยช่วงฤดูฝน ปี 2568 ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ https://flood68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister เพียงระบุหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/government-flood-relief-transfers-9000/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H-rEPWPBMOymgF6Agk22t

  • ‘ส.อ.ท.’ถกพรรคไทยสร้างไทย เดินหน้าร่วมฟื้นเศรษฐกิจ

    ‘ส.อ.ท.’ถกพรรคไทยสร้างไทย เดินหน้าร่วมฟื้นเศรษฐกิจ


    ‘โภคิน’นำทีมพรรคไทยสร้างไทยแลกเปลี่ยนมุมมองแก้เศรษฐกิจ เสนอไอเดียรัฐสวัสดิการที่ไม่ใช่ประชานิยม ดึง 3 กองทุนอุ้มเอสเอ็มอี  ตั้งป.ป.ช.ภาคประชาชนร่วมสอบทุจริตภาครัฐ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยหลังหารือหลัง ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคไทยสร้างไทย นำโดย ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคฯ เพื่อประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งต้องใช้พลังอย่างมากในการดึงให้หลุดพ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อนนโยบายจากภาครัฐ รัฐบาลจึงประกาศนโยบาย “Quick Big Win” เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และฟื้นภาคท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญอีกครั้ง

    นอกจากนี้ได้ฝากถึงความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็น 1.มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5.หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. การแข็งค่าของเงินบาท 7. ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ 8. ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย

    ในขณะเดียวกัน ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล ผ่านแนวทาง 4GO ได้แก่ 1) Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI 2) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรม 3) Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และ 4) Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนและเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050

    ด้านแนวทาง 4GO อยู่ภายใต้นโยบาย ONE FTI ของ ส.อ.ท. ซึ่งมุ่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้ประเทศไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยผลักดันให้คะแนนประเมิน IMD ขยับสู่อันดับ TOP 20 จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 30  2.  ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระดับ 5%3. บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเร่งเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 จากเดิมปี 2065

    ทั้งนี้ข้อเสนอเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไทยถูกแบ่งออกเป็น 8 ด้าน ได้แก่ 1.ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ผ่าน Omnibus Laws, Regulatory Guillotine และผลักดันร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก  2. พัฒนาบุคลากร เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำตามอำนาจคณะกรรมการไตรภาคี และส่งเสริมค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ

    3.บริหารจัดการพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทบทวนแผนพลังงานชาติ โครงสร้างพลังงาน และลดต้นทุนด้านพลังงาน  4. ส่งเสริมการส่งออก การค้า และการลงทุนในอุตสาหกรรม S-Curve รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) และเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้สินค้า Made in Thailand (MiT)

    5.  ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล สนับสนุน Digital Transformation และโจทย์นวัตกรรมเชิงอุตสาหกรรม รวมถึงเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ  6. พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนตามแนวคิด BCG & ESG บริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เตรียมรับมือมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่

    7.  ส่งเสริมศักยภาพ SME ผลักดันให้เข้าถึงจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขยายสิทธิประโยชน์สู่ SME กลุ่ม M พร้อมทั้งมาตรการ Soft Loan และการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ 8. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม ปรับเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยกระดับประสิทธิภาพโลจิสติกส์เพื่อสนับสนุนการค้าและการส่งออก

    ด้าน ดร.โภคิน พลกุล ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคฯ ว่า ตนและทีมพรรคไทยสร้างไทยต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยทุกท่านที่ให้เกียรติพรรคไทยสร้างไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ซึ่งข้อเสนอและแนวทางที่สะท้อนกลับมานั้น สอดคล้องและใกล้เคียงกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศของพรรคฯ ที่จะมาตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศในปัจจุบันและอนาคต

    ทั้งนี้ขอแยกเป็นประเด็น ได้แก่ 1. การเมืองและระบบราชการทุจริต 2. โครงสร้างเศรษฐกิจอ่อนแอทั้งระบบ ไม่ว่าเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการ ประกอบกับกฎหมายที่ไม่ได้อำนวยความสะดวก 3.การศึกษาที่ล้าหลัง ที่ยังเป็นระบบท่องจำ 4. ระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน อาทิ สงครามการค้า 5. ภาวะโลกร้อน และโรคระบาด

    อย่างไรก็ดีประเทศไทยมีประชาธิปไตยมาแล้ว 93 ปี สิ่งที่พรรคไทยสร้างไทยจะมุ่งหน้าขับเคลื่อนประเทศบนโจทย์ความท้าทายที่เผชิญอยู่ในข้างต้น โดยมีเป้าหมายหลักคือ ประชาชนมีความมั่นคง มีคุณภาพ และไม่จน ซึ่งสิ่งที่ตนและคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้วิเคราะห์และเล็งเห็นถึงแนวทางแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อาทิ  จัดทำรัฐสวัสดิการ ที่ไม่ใช่ประชานิยม  ปฏิรูปการศึกษา ลดปัญหากู้ยืมเพื่อการศึกษา จบแล้วมีงานทำ ทักษะและประสบการณ์กลายเป็นเรื่องหลัก

    สำหรับทิศทางในการยกระดับการสร้างคนตัวเล็กและเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ที่ยังคงประสบปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การขาดความรู้ และการขาดช่องทางการตลาด ควรจะต้องมีกองทุนเข้ามาช่วยพัฒนามีด้วยกัน 3 กองทุน ได้แก่ 1.กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี (SME) 2. กองทุนพัฒนาสตาร์ตอัป (Startup) และ 3. กองทุนพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยว

    ส่วนการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่อยากจะขอการสนับสนุนจากทุกคน ตนเห็นว่าควรจะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ภาคประชาชน ที่มาจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพทั้งหมด เสมือนเป็นสภาปราบคอร์รัปชันภาคประชาชน รวมถึงการให้คะแนนการให้บริการประชาชนจากทุกหน่วยงานรัฐ เพราะตนมองว่าหน่วยงานรัฐเป็นจุดศูนย์รวมประชาชน

    ดร.โภคิน กล่าวแสดงถึงจุดยืนของพรรคฯ ว่า เราขอเชิญชวนพี่น้องคนไทยมาร่วมกันใช้พลังของทุกท่าน เป็นเทียนคนละเล่มให้เป็นแสงเจิดจ้าทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อขับไล่ความมืดมิดของระบบการเมืองทุจริต ระบบราชการทุจริต และกระบวนการโกหก หลอกลวงทั้งหลายที่ปล้นเงิน ความสุข และพรากความมั่นคงในชีวิตของพวกท่านไป อย่ายอมให้บุคคลใดเอาเงินที่ปล้นไปจากท่านกลับมาซื้อท่านได้ พวกเราต้องตื่นจากการยอมจำนน มาร่วมสร้างสังคมสุจริตเพื่อครอบครัวพี่น้องและส่งต่อสังคมที่งดงามนี้ให้ลูกหลานต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38453&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IuImpO8pVGIN1WJScFMd7

  • วอนรัฐบาลสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” อย่าหยุดชะงัก อย่ามองเป็นเกมการเมือง

    วอนรัฐบาลสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” อย่าหยุดชะงัก อย่ามองเป็นเกมการเมือง

    วอนรัฐบาลสานต่อ

    วอนรัฐบาลสานต่อ “คนละครึ่งพลัส” อย่าหยุดชะงัก อย่ามองเป็นเกมการเมือง

    13 ธ.ค. 2568 นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮเทล ประเทศไทย เปิดเผยว่า อยากให้โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ออกมาตามกำหนด เพราะจากสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจและบ้านเมือง ณ เวลานี้ยังอยู่ในห้วงเวลาเปราะปางอยู่ 
     

    จากเฟสที่หนึ่งได้พิสูจน์และยอมรับจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจากหน่วยงานรัฐภาครัฐและศูนย์วิจัยต่างๆว่า สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี รวมถึงช่วยประคองค่าใช้จ่ายครัวเรือนของประชาชนทั่วไปได้อีกทาง ที่สำคัญสามารถกระตุ้นยอดขายร้านอาหารและประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดได้ดีกว่าเมืองหลักด้วยซ้ำ จากผลลัพธ์และสถิติของแอปพลิเคชั่นดิลิเวอร์รี่ที่ออกมาเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ระบุชัดเจนว่า ร้านอาหารในต่างจังหวัดและตามตลาดสามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 4 เท่า 

    นายสรเทพ เรียกร้องพรรคการเมืองต่างๆ อย่ามองเป็นเรื่องการเมือง แต่ขอให้มองเป็นภาคเศรษฐกิจรวมของประเทศ รวมถึงภาคประชาชนเป็นหลักมากว่า เพราะในระหว่างรอการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีช่วงเวลา 2 เดือนของต้นปี 2569 ซึ่งยังจำเป็นต้องเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน รวมไปถึงการกระตุ้นดูแลเศรษฐกิจรากหญ้าที่เป็นหนึ่งในกลไกหลักของการหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจของประเทศ และยังสามารถช่วยหนุนส่งไปยังภาคเกษตรและภาคแรงงานในห่วงโซ่ของร้านอาหารได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่อยากให้เกิดภาวะเครื่องยนต์กระตุกหยุดกระทันหันในไตรมาสแรกของปี

    วอนรัฐบาลสานต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/611073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mTaeD9xlHLWmFlD0VAsZ0

  • นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    12 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามีมติ เห็นชอบให้ถอดชื่อ “นกปรอดหัวโขน” หรือ “นกกรงหัวจุก” ออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนาประเทศ

    การปลดครั้งนี้ มีวาระสำคัญคือสถานภาพทางกฎหมายของนกปรอดหัวโขน เน้นสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกต่อประชาชนและการสงวนและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

    นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ เผยว่า ผลการสำรวจประชากรนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติมีการกระจายตัวสูงทั่วประเทศ โดยประเมินจำนวนประชากรในธรรมชาติมากกว่า 44,421 ตัว และพบการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติสูงถึง ร้อยละ 51 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าสถานภาพนกมีปริมาณเพียงพอต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ธรรมชาติ

    นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

    การถอนชื่อนกปรอดหัวโขนออกจากสัตว์ป่าคุ้มครองครั้งนี้ มุ่งหวังว่าจะช่วยลดแรงจูงใจในการล่านกจากธรรมชาติ ส่งเสริมให้การเพาะเลี้ยงมีความคล่องตัว อีกทั้งยังสนับสนุนให้เกิดรายได้แก่ผู้เพาะเลี้ยง พัฒนาไปสู่สัตว์เศรษฐกิจในอนาคต

    แต่การปลดครั้งนี้ มีเงื่อนไข กรมอุทยานฯได้กำหนดมาตรการรองรับที่เข้มงวด เน้นย้ำว่า การล่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย กรมอุทยานฯจะเพิ่มกำลังพลในการลาดตระเวน เฝ้าระวัง และปราบปรามการลักลอบล่า หากตรวจพบความเสี่ยงต่อการลดลงของจำนวนประชากรนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติ ก็จะมีการนำมาพิจารณาในคณะกรรมการฯ เพื่อบรรจุกลับเข้ามาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอีกครั้ง

    Cr.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

    สำหรับผู้เพาะเลี้ยง ต้องจัดทำมาตรฐานกรงเลี้ยงที่ปลอดภัย มีการขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะพันธุ์แบบสมัครใจ และจัดทำเครื่องหมายประจำตัวนกให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้แยกแยะได้ระหว่างนกเลี้ยงกับนกในธรรมชาติ

    แต่ในทางกลับกัน ด้านองค์กรเครือข่ายนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง โดยระบุว่า มาตรการและกลไกควบคุมปัจจุบันยังมีช่องว่างสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ประชากรนกลดลงจนถึงขั้นสูญพันธุ์ได้

    แม้ว่ากรมอุทยานฯจะตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา ทั้งด้านประชากร การล่า การควบคุมการเพาะเลี้ยง แต่มองว่าข้อมูลที่ได้ยังไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของประชากรนกในธรรมชาติได้ โดยเฉพาะนกปรอดหัวโขนที่ถูกจัดในกลุ่ม สัตว์มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ตามการประเมินของสผ.

    นกปรอดหัวโขน หลุดจากสัตว์ป่าคุ้มครองแล้ว เพาะเลี้ยงได้แต่มีเงื่อนไข

    รายงานการสำรวจพบว่า นกส่วนใหญ่ที่กระจายตัวอยู่นอกเขตอนุรักษ์ เช่น ชายป่าและพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ตกเป็นเป้าล่าได้ง่าย อีกทั้งตลากยังต้องการ เพราะ “นกป่าเสียงดี” มากกว่านกเลี้ยง จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจับจากธรรมชาติมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อไม่สถานะคุ้มครองทางกฎหมาย

    นอกจากนี้ การปลดอาจทำให้ให้ไทยกลายเป็นเส้นทางการค้านกในภูมิภาค เพราะมีข้อมูลลักลอบนำนกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาอยู่แล้ว ซึ่งก็ส่งผลให้นกจากต่างประเทศปะปนเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น สร้างภาพลักษณ์ด้านลบ เช่นเดียวกับกรณีงาช้างในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/861104&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gAjxn0CCA-gfkewcCpvGg

  • จีนเผยผลผลิต “ธัญพืช” ทะลุ 714 ล้านตันในปี 2025

    จีนเผยผลผลิต “ธัญพืช” ทะลุ 714 ล้านตันในปี 2025

    ปักกิ่ง, 12 ธ.ค. (ซินหัว) — วันศุกร์ (12 ธ.ค.) สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานปริมาณผลผลิตธัญพืชทั้งหมดของประเทศในปี 2025 สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 714.88 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบปีต่อปี โดยการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์นี้เป็นผลจากพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่เพิ่มขึ้น

    พื้นที่เพาะปลูกธัญพืชของจีนขยายตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จนสูงเกิน 119 ล้านเฮกตาร์ (ราว 744 ล้านไร่) ในปี 2025 ส่วนผลผลิตธัญพืชต่อหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 จากปีก่อนหน้า โดยมีมาตรการต่างๆ เช่น เสริมสร้างการคุ้มครองและคุณภาพของที่ดินทำกิน ปรับโครงสร้างการเพาะปลูก และส่งเสริมการฟื้นฟูที่ดินทำกินรกร้างเป็นปัจจัยเกื้อหนุน

    การเก็บเกี่ยวธัญพืชที่อุดมสมบูณ์ของจีนวางรากฐานมั่นคงแก่การเร่งสร้างความทันสมัยทางการเกษตรและชนบท รวมถึงเดินหน้าการฟื้นฟูชนบทอย่างรอบด้าน โดยความสำเร็จเหล่านี้เกื้อหนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีนและส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง ตลอดจนมีส่วนส่งเสริมการรักษาเสถียรภาพของตลาดธัญพืชระหว่างประเทศและความมั่นคงทางอาหารของโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/chinanews/293/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XN-W8c9xu7j2jeGrflvZB

  • “ยุบสภา” ป่วนเชื่อมั่น ทุนต่างชาติเบรกลงทุน ธุรกิจ-เศรษฐกิจชะงัก

    “ยุบสภา” ป่วนเชื่อมั่น ทุนต่างชาติเบรกลงทุน ธุรกิจ-เศรษฐกิจชะงัก

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 13 ธ.ค. 2568, 10:52 1

    วันนี้ (13 ธ.ค.68) ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยว่า นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศ ยุบสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ เปิดทางสู่การจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่แบบเร่งด่วน ซึ่งการเลือกตั้งใหม่ต้องจัดขึ้นภายใน 45-60 วัน นับจากวันที่ยุบสภา ซึ่งคาดว่าจะอยู่ระหว่างวันที่ 26 ม.ค.-10 ก.พ. 2569 การยุบสภาเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดจากประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และความเสี่ยงที่รัฐบาลอาจเผชิญญัตติไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน

    การยุบสภาส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน และรัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัด โดยไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่หรือที่มีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดถัดไปได้ ยกเว้นรายการที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขณะที่การอนุมัติการใช้งบกลางฉุกเฉิน ไม่สามารถทำได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจาก กกต. ก่อน 

    ส่งผลให้หลายมาตรการ เช่น คนละครึ่งพลัส เฟส 2 และ โครงการส่งเสริมการออมผ่าน Thailand Individual Saving Account (TISA) ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ขณะที่การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังดำเนินต่อเนื่อง แต่การให้สัตยาบันสนธิสัญญาใหม่ต้องชะลอออกไปก่อน

    สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ การยุบสภาเกิดเร็วกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ราวครึ่งเดือน ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยปี 2569 โดยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ที่ 1.6% การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถดำเนินต่อได้ ขณะที่งบกลางที่เหลือราว 5 หมื่นล้านบาท ได้ถูกนำไปรวมในประมาณการเศรษฐกิจแล้ว 

    อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายอาจล่าช้าออกไป และลักษณะการใช้จ่ายอาจเปลี่ยนแปลงตามแนวทางของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารต่อไป ส่งผลให้คาดว่า GDP ไทยในไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากที่ประเมินไว้เดิม เนื่องจากขาดแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ซึ่งเดิมรัฐบาลตั้งใจจะเริ่มในช่วงต้นปีหน้า 

    ขณะเดียวกัน คาดว่างบค้างใช้จะถูกนำมาใช้หลังจากมีรัฐบาลใหม่ในช่วงไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาส 3/2569 อาจขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์เดิม ขณะที่ภาพรวมทั้งปี 2569 ยังคงประมาณการการเติบโตของ GDP ไว้ที่ 1.6% ตามเดิม 

    อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงช่วงหลังการเลือกตั้ง อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มเข้าสู่โหมดรอดูทิศทาง (wait-and-see) 

    นอกจากนี้ หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าหรือเกิดความไม่แน่นอนจากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสม อาจทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ชะลอตัว และอาจกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ ตลอดจนอาจเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งอาจมีผลต่อมุมมองด้านความน่าเชื่อถือของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ ความเสี่ยงเหล่านี้ได้ถูกสะท้อนไว้ในประมาณการเศรษฐกิจแล้วในระดับหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/79ahdwyg3ea3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wEPRS2bx5akXqQbpyXecD

  • เอกชน ห่วงเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น เร่งดึงนักลงทุนเข้า “ไทย”

    เอกชน ห่วงเศรษฐกิจ หวัง รบ.ใหม่ ฟื้นเชื่อมั่น เร่งดึงนักลงทุนเข้า “ไทย”

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 13 ธ.ค. 2568, 14:29 1

    วันนี้ (12 ธ.ค.68) ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยมุมมองเศรษฐกิจต่อการยุบสภา โดย​การยุบสภา​ได้สลายความไม่ชัดเจนด้านเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีเวลาจำกัดและมองว่าการยุบสภาก่อนข้อตกลงเดิมเพียงเดือนเศษๆ ไม่น่ากระทบเศรษฐกิจมากนัก​

    อย่างไรก็ดี ช่วงจังหวะนี้เป็นจังหวะทางเศรษฐกิจที่น่ากังวลทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังน้ำท่วมปัญหาความขัดแย้งทางชายแดนกับกัมพูชา และปัญหากำลังซื้อที่อ่อนแอ ซึ่งต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง รวมทั้งข้อตกลงการค้า​ระหว่างไทยกับสหรัฐ ที่ยังเจรจาไม่สำเร็จ ล้วนเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 และอาจต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1 ปีหน้า

    ​ทั้งนี้ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจมีอยู่ด้วยกันหลักๆ 3 ด้าน ดังนี้

    1.​ด้านการลงทุนจากต่างประเทศหรือ FDI​ โดยนักลงทุนต่างชาติอาจจะรีรอก่อนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อรอมาตรการของภาครัฐ หรือนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่หลังเลือกตั้ง ​แต่เชื่อว่ากระทบไม่มาก เพราะนักลงทุนที่เลือกที่จะ​ WAIT AND​ SEE อาจจะเป็นกลุ่มที่ยังไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย แต่นักลงทุนที่คุ้นเคยและตั้งใจลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วน่าที่จะเข้ามาลงทุนและหาโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยไม่จำเป็นต้องรอการเลือกตั้ง​

    2.คือกำลังซื้อ​ เมื่อรัฐบาลยุบสภาอาจมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ​ เช่น​ มาตรการคนละครึ่งเฟส 2 มาตรการลดหย่อนภาษีอื่นๆ​ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว​อีกทั้งการอนุมัติโครงการลงทุนใหม่​อาจจะไม่สามารถทำได้​ อย่างไรก็ดี มาตรการที่ดำเนินการอยู่แล้วยังสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้​ เช่นรถไฟฟ้าสายสีส้ม​ สีม่วงใต้​ รถไฟความเร็วสูงไทยจีน​

    3.คือความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน​จากการยุบสภาก่อนข้อกำหนดเดิม​เล็กน้อยก็ไม่น่ากระทบกับความเชื่อมั่นนักลงทุนมากนัก​ ซึ่งไม่น่าทำให้เงินบาทหรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรเปลี่ยนแปลงมากนัก​ อย่างไรก็ดีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่สูงขึ้น​น่าทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย​เลือกที่จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ จากระดับ 1.50% เหลือ 1.25%​

    อย่างไรก็ดี ต่อให้ไม่มีการยุบสภา​ เชื่อว่าทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าที่จะลดอัตราดอกเบี้ยอยู่แล้ว​ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวในช่วงต้นปีหน้า​ และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ต่ำ​ ซึ่งสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ​ปีหน้า​

    นอกจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว​ การยุบสภาที่เร็วกว่าข้อกำหนดเดิม​มีปัจจัยบวกด้วยกันอยู่ 3 ด้าน​

    1. งบประมาณปี 2570​ น่าจะผ่านรัฐสภาชุดใหม่​ทัน​กำหนดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ​ซึ่งแน่ที่จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุนและอื่นๆ ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งในครั้งก่อนหน้า​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่าเดิมเดือนเศษๆน่าที่จะทำให้การนับคะแนน​การจัดตั้งรัฐบาลทันในช่วงการไตรมาส 2​และมีรัฐบาลใหม่ในช่วงต้นไตรมาส 3​

    2.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่​น่าจะสามารถเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐรวมทั้งการเจรจาการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในจุดนี้น่าจะสนับสนุนทำให้​ต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้นและมีการลงทุนมากขึ้นและสนับสนุนการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี​

    3.หลังจากมีรัฐบาลชุดใหม่​น่าที่จะมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้นหลังจากที่รัฐบาลรักษาการอาจจะไม่สามารถมีอำนาจเต็มในการออกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ​ แต่รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถออกมาตรการให้งบกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็ว​ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ ​

    “เรายังไม่ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจของไทย​แต่ก็มีความเสี่ยงอยู่แล้วที่ปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าปีนี้​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อยก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น”

    สุดท้ายต้องหาความหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะยังสามารถสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย​ ซึ่งการยุบสภาที่เร็วกว่ากำหนดเดิมเล็กน้อย ก็ไม่ได้เปลี่ยนมุมมองที่จุดนี้ แต่น่าที่จะมีความหวังให้เศรษฐกิจปีหน้ามีแรงส่งมีความชัดเจนให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้น ทั้งสร้างความเชื่อมั่น ดึงดูดการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพ การเบิกจ่าย ​รวมทั้งดึงดูดการท่องเที่ยวจากต่างชาติให้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ในช่วงที่เหลือจากนี้ไป​

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/3xht47pzvop5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GisKST7FT3rXRWOAj1Utm

  • ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    เศรษฐกิจ

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    ปี 2568 เป็นวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ เมื่อไทยและจีนร่วมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี ในวาระสำคัญนี้ การกำหนดกรอบวิสัยทัศน์สำหรับ 50 ปีข้างหน้า เป็นสิ่งจำเป็น

    เพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย – จีนสามารถดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพและสอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

    ผมมีข้อเสนอ 6 ประเด็น เชิงนโยบายต่อไทยในการวางนโยบายความสัมพันธ์กับจีนในยุคต่อไป

    1.ไทยต้องรักษาสมดุลให้ได้ระหว่างมหาอำนาจทั้งจีนและสหรัฐ

    บริบทภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัยสะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน ทั้งด้านอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การทหาร เทคโนโลยี และการทูต ความท้าทายสำคัญคือ การกำหนดท่าทีของไทยว่าจะรักษาความสัมพันธ์กับจีนอย่างไรโดยไม่ถูกกดดันจากสหรัฐ และไม่ถูกบีบให้ “เลือกข้าง”

    ในบริบทที่มหาอำนาจทั้งสองต่างพยายามขยายอำนาจต่อรองในภูมิภาค การรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ (strategic equilibrium) จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยในระยะยาว

    2.การจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านนักท่องเที่ยว การลงทุน และสินค้าจีน

    ไทยจะรับมือกับการลดลงอย่างต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวจีนจากหลายปัจจัยทั้งด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และบริบทภายในจีนได้อย่างไร ในขณะเดียวกัน คลื่นการลงทุนของทุนจีนและคลื่นการทะลักของสินค้าจีนก็เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ต่อไทย 

    การออกมาที่เพิ่มขึ้นของทุนจีน มีทั้งการมาของทุนจีนสีขาวที่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำ ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นทุนจีนสีเทา ทุนจีนกินรวบ หรือทุนจีนที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

    3.กลไกการสื่อสารเชิงโครงสร้างและการทูตเชิงป้องกัน

    การสื่อสารความกังวลระหว่างกันต้องมีกลไกระดับสูงระหว่างผู้นำ ตัวอย่างเช่น กลไกการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน (Joint Committee on Trade, Investment and Economic Cooperation) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทั้งสองฝ่ายนั่งหัวโต๊ะ ควรจัดเป็นประจำต่อเนื่องและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งสองฝ่าย

    4.การเจรจาการค้าและความเท่าเทียมของโอกาสทางเศรษฐกิจ

    การเจรจาการค้ากับจีนย่อมมีความสำคัญ ปัจจุบันมีข้อกังวลว่าสินค้าจากจีนทะลักเข้ามาในตลาดแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทย แต่คำถามคือ สินค้าไทยบุกตลาดแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนได้มากน้อยเพียงใด เราควรมากางดูอุปสรรคกันเป็นข้อๆ

    และก็ต้องเปิดการเจรจากับฝั่งจีนให้การค้าทั้งสองฝ่ายเกิดความเท่าเทียม ด้วยจุดหมายเพื่อให้ความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นไปอย่างยั่งยืน ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์กับจีนด้วยที่จะหลีกเลี่ยงกระแสการต่อต้านหรือกีดกันสินค้าจีนในไทย

    ความสัมพันธ์ไทยจีนภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ใหม่

    5.ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

    อีกบริบทหนึ่งที่เป็นโอกาสใหม่และแตกต่างจาก 50 ปีที่ผ่านมา คือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีของจีน และในช่วง 50 ปี ต่อจากนี้ จะเป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ทั้งในด้านพลังงานสะอาด ปัญญาประดิษฐ์ ไบโอเทค ดังนั้น ความร่วมมือและการทูตวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระหว่างไทยจีนจะกลายมาเป็นมิติที่สำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

    ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีฯ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2568 ตามคำทูลเชิญของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนหลายแห่ง 

    ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กรุงปักกิ่ง ศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรด้านการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีด้านอวกาศจีน ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมวิทยาศาสตร์นักบินจีน และศูนย์ควบคุมการบินอวกาศกรุงปักกิ่ง นับว่าทรงเป็นผู้นำในการปูทางเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยและจีนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

    6.การทูตเชิงรุกร่วมกับจีนในเวทีพหุภาคีและอนุภูมิภาค

    จีนกับไทยต้องมองการทูตเชิงรุกที่ไปมากกว่าความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ต้องตั้งคำถามร่วมกันว่าในบริบทโลกใหม่ที่ผันผวน จีนและไทยจะมีบทบาทเชิงรุกร่วมกันอย่างไรในการขับเคลื่อนการทูตกลุ่มใหม่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความร่วมมือระหว่างเอเชียและยุโรป ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียน

    ความร่วมมือระหว่างเอเชียด้วยกันเอง ความร่วมมือกรอบอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตลอดจนความร่วมมือระหว่างกันในกลุ่มประเทศขั้วใต้ (Global South)

    ทั้งหมดนี้เพื่อขยายโอกาสตลาดใหม่และหุ้นส่วนใหม่ ท่ามกลางบริบทตลาดโลกที่หดตัวลงจากการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ของมหาอำนาจเดี่ยวแต่เดิมอย่างสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1211663&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35EQPCF4H5pbilLDzmlCj5

  • โพลชี้ คนหวังนายกฯ คนต่อไปแก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟัง “เท้ง-หนู-มาร์ค” ดีเบต

    โพลชี้ คนหวังนายกฯ คนต่อไปแก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟัง “เท้ง-หนู-มาร์ค” ดีเบต

    โพลชี้ คนหวังนายกฯ คนต่อไปแก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟัง “เท้ง-หนู-มาร์ค” ดีเบต

    ผลโพลสถาบันพระปกเกล้า มองการเมืองไทยกำลังแย่ลง หวัง “นายกฯ คนต่อไป” แก้เศรษฐกิจปากท้องได้จริง อยากฟังดีเบต “เท้ง” อันดับ 1 รองลงมา “อนุทิน-อภิสิทธิ์” เปิดแคนดิเดตล่วงหน้า มีผลต่อการลงคะแนน

    วันที่ 13 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “เสียงประชาชนต่อ การเมืองและการเลือกตั้งใหม่” ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,016 ตัวอย่าง โดยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบพบหน้า และการสอบถามทางออนไลน์

    ในคำถาม “ท่านเห็นการเมืองไทยในภาพรวมตอนนี้เป็นอย่างไร” พบว่า

    • ร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง”
    • ร้อยละ 41.5 ระบุว่า “เหมือนๆ เดิม”
    • ร้อยละ 9.3 ระบุว่า “กำลังดีขึ้น”
    • ร้อยละ 3.5 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ทางด้านคำถาม “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” พบว่า

    • ร้อยละ 36.2 ระบุว่า “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
    • ร้อยละ 17.8 ระบุว่า “มีความซื่อตรง”
    • ร้อยละ 9.2 ระบุว่า “รับฟังเสียงประชาชน”
    • ร้อยละ 9.0 ระบุว่า “มีวิสัยทัศน์”
    • ร้อยละ 8.5 ระบุว่า “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”
    • ร้อยละ 7.6 ระบุว่า “แก้ปัญหาระดับประเทศได้ดี”
    • ร้อยละ 5.9 ระบุว่า “คิดไว ตัดสินใจรวดเร็ว”
    • ร้อยละ 4.2 ระบุว่า “มีประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน”
    • ร้อยละ 1.6 ระบุว่า “สื่อสารชัดเจน”

    ส่วนคำถามว่า “ท่านอยากฟังการดีเบต (อภิปราย/ปราศรัย) ของหัวหน้าพรรคคนใดมากที่สุด (ระบุได้ไม่เกิน 3 ข้อ)” พบว่า

    • ร้อยละ 16.2 ระบุว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
    • ร้อยละ 15.7 ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
    • ร้อยละ 14.2 ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
    • ร้อยละ 10.9 ระบุว่า ไม่มีความคิดเห็น
    • ร้อยละ 10.8 ระบุว่า นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
    • ร้อยละ 6.9 ระบุว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
    • ร้อยละ 6.1 ระบุว่า ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
    • ร้อยละ 6.0 ระบุว่า พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
    • ร้อยละ 5.5 ระบุว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
    • ร้อยละ 4.5 ระบุว่า พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย)
    • ร้อยละ 2.2 ระบุว่า พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ)
    • ร้อยละ 0.9 ระบุว่า บุคคลอื่น (เช่น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ และร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) เป็นต้น

    เมื่อถามถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกฯ คนใหม่ดำเนินการ” พบว่า

    • ร้อยละ 19.4 ระบุว่า “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน”
    • ร้อยละ 16.7 ระบุว่า “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน”
    • ร้อยละ 16.4 ระบุว่า “ลดค่าครองชีพ”
    • ร้อยละ 13.1 ระบุว่า “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้-กัมพูชา”
    • ร้อยละ 11.7 ระบุว่า “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ”
    • ร้อยละ 9.9 ระบุว่า “ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์/อาชญากรรมออนไลน์”
    • ร้อยละ 5.7 ระบุว่า “แก้ไขปัญหายาเสพติด/ความปลอดภัยในสังคม”
    • ร้อยละ 2.5 ระบุว่า “ปฏิรูประบบสุขภาพ”
    • ร้อยละ 1.9 ระบุว่า “แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม”
    • ร้อยละ 2.7 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ขณะที่คำถามต่อไป “การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกฯ ล่วงหน้ามีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของท่านหรือไม่” พบว่า

    • ร้อยละ 38.9 ระบุว่า “ค่อนข้างมีผล”
    • ร้อยละ 29.8 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก”
    • ร้อยละ 20.4 ระบุว่า “ไม่มีอิทธิพล”
    • ร้อยละ 7.6 ระบุว่า “ไม่มีผลเลย”
    • ร้อยละ 3.3 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ท้ายที่สุดเมื่อถามว่า “ถ้าพรรคที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ท่านไม่ชอบ จะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” พบว่า

    • ร้อยละ 41.6 ระบุว่า “อาจจะเปลี่ยน”
    • ร้อยละ 25.2 ระบุว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน”
    • ร้อยละ 17.6 ระบุว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
    • ร้อยละ 8.7 ระบุว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน”
    • ร้อยละ 6.9 ระบุว่า “ไม่มีความคิดเห็น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2901640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FOQUIAkJz3-NBfRANp6ma

  • ยุบสภาเป็นเหตุ! ส.อ.ท. กังวล รัฐบาลรักษาการลดพาวเวอร์คุยสหรัฐ – เศรษฐกิจไทยเสี่ยงติดหล่ม

    ยุบสภาเป็นเหตุ! ส.อ.ท. กังวล รัฐบาลรักษาการลดพาวเวอร์คุยสหรัฐ – เศรษฐกิจไทยเสี่ยงติดหล่ม

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงความกังวลของภาคเอกชนต่อการประกาศยุบสภาของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า การยุบสภาไม่น่าแปลกใจ เนื่องจากเป็นไปตามกำหนดที่เคยรับทราบมาก่อน หน้านี้ เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เคยระบุว่าหากเปิดสภาฯ ในช่วงวันที่ 11 – 12 ธันวาคม 2568 และต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนเองอาจจะยุบสภาทันที

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ที่รัฐบาลรักษาการจะมีอำนาจในการขับเคลื่อนนโยบายที่ลดลง ส่งผลให้หน่วยงานราชการชะลอการทำงาน เพื่อรอรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน

    ส.อ.ท. จึงมองว่า ความท้าทายเร่งด่วนที่สุด คือ ตัวเลข GDP ปี 2568 ที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างมาก โดยคาดว่าไตรมาส 3 จะเหลือเพียง 1.7% และไตรมาส 4 จะเติบโตเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลชุดเดิมเพิ่งเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย การยุบสภาก่อนกำหนดจึงอาจทำให้มาตรการต่างๆ ที่วางไว้ถูกลดประสิทธิภาพลง ส่งผลให้ภาคเอกชนกังวลว่าเศรษฐกิจอาจเกือบติดหล่ม ซึ่งจะยากและใช้เวลานานในการดึงกลับคืน

    “รัฐบาลชุดนายอนุทินเข้ามาบริหารประเทศในช่วงไตรมาส 4 และเร่งรีบเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อจะช่วยกระตุ้น GDP ให้ถึง 1% จากที่คาดการณ์จะโต 0.3% เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจติดหล่ม ดังนั้นเมื่อมีการยุบสภาฯ สิ่งที่กังวลคือมาตรการเหล่านี้จะขับเคลื่อนต่อไปได้มากแค่ไหน เนื่องจากรัฐบาลรักษาการ กับรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม จะมีพลังต่างกันการขับเคลื่อนก็อาจจะลดลง และจากประสบการณ์พบว่าข้าราชการจะชะลอเพื่อรอดูว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเป็นใคร เหล่านี้คือสิ่งที่เป็นกังวล ความท้าทายคือจะทำยังไงไม่ให้ GDP ติดหล่ม เพราะต้องใช้พลังมหาศาลในการฉุดขึ้นมาแต่ถ้าหากไม่ติดหล่มปีหน้าเราก็จะเดินหน้าได้เร็วขึ้น” นายเกรียงไกร กล่าว 

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบภายนอกและภายในประเทศที่ซ้ำเติม ได้แก่ การฟื้นฟู 9 จังหวัดภาคใต้จากมหาอุทกภัย ที่ต้องการอำนาจเต็มที่ของรัฐบาลในการสั่งการและบูรณาการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน แต่การเป็นรัฐบาลรักษาการอาจทำให้เกิดความล่าช้า 

    อีกทั้งความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ระลอกใหม่ ที่แม้การค้าชายแดนจะหยุดชะงักไปแล้ว จากการปิดด่านชายแดนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบที่เพิ่มขึ้นคือ การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ จากการอพยพประชาชนจำนวนมาก โรงงาน/นิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดผลิต และภาคการท่องเที่ยวซบเซา ซึ่งหากการปะทะยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือนจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ

    “เราลุ้นไม่ให้เศรษฐกิจติดหล่ม เพราะถ้าติดแล้วดึงขึ้นมาจะยาก แต่พอมาเจอทั้งอุทกภัย ความรุนแรงชายแดน และการยุบสภาก่อนเวลา ทำให้ต้องจับตาดูว่ามาตรการที่ออกมาจะสามารถหักล้างปัจจัยลบเหล่านี้ได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสที่จะ เกือบติดหล่มได้” นายเกรียงไกร กล่าว

    สำหรับประเด็นการเจรจาภาษีสหรัฐฯ กับโดนัลด์ ทรัมป์ ส.อ.ท. ยอมรับว่าการใช้รัฐบาลรักษาการเจรจาจะทำให้ น้ำหนักในการเจรจา ลดลง อย่างไรก็ตาม ไทยจำเป็นต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปะทะชายแดน และแสดงให้เห็นว่าการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่ทุกประเทศต้องทำ

    “ยอมรับว่าการใช้รัฐบาลรักษาการไปเจรจาในเรื่องสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ จะทำให้ น้ำหนักในการเจรจาลดลง  ไทยต้องทำการบ้านอย่างดีและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปะทะชายแดนให้ชัดเจนเพื่อปกป้องอธิปไตย โดยส่วนตัวเชื่อว่าสหรัฐ จะเข้าใจ และรับรู้ถึงข้อเท็จจริง”

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ รักษาไทม์ไลน์การเลือกตั้ง ให้เป็นไปตามกรอบ 45-60 วัน หรือ ต้องเลือกตั้งประมาณวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะการเมืองที่เป็นไปตามกติกาคือกุญแจสำคัญ

    นายเกรียงไกรระบุว่า หากการเลือกตั้งเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด จะเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ ในระยะยาว  นอกจากนี้ ส.อ.ท. ชี้ว่า GDP ไทยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยย้อนหลังต่ำ และเตือนว่าหากไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจตกชั้น จากอันดับ 2 เป็นอันดับ 5 ในภูมิภาคอาเซียนได้ภายในปี 2030

    พร้อมกับมองว่า หากปีหน้าการเลือกตั้งเป็นไปตามไทม์ไลน์เศรษฐกิจจะฟื้นตัว และเชื่อว่า GDP จะขยายตัวได้ที่ 1.6-2.0% ตามที่ กกร.เคยประมาณการไว้ แต่ถ้าหากมีอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึง หรือปัจจัยลบเรื่องอื่นๆเข้ามาซ้ำเติม อาจจะต้องมีการปรับลดประมาณการอีกครั้ง

    “ตามที่ IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงเหลือ 3.1% ส่งผลกระทบต่อไทยที่พึ่งพาการส่งออกถึง 60% ของ GDP กกร. จึงปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 เหลือเพียง 1.6% – 2.0% และการส่งออกอาจติลบ -1.5% ถึง -0.5% หากไม่มีอุบัติเหตุทางการเมืองหรือเศรษฐกิจอื่นๆเพิ่มเติม การเติบโตที่คาดไว้อาจยังคงรักษาไว้ได้” นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/263548&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nQ4fbXkv6IlhJAP_DTT7r