Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร | TOPNEWS

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    • เผยแพร่ : 13/09/2025 15:45

    เศรษฐกิจพังคนตกงานของแพงระยับ เงินเรียลกลายเป็นเศษกระดาษ จะอยู่หาพระแสงอะไร

    #TOPNEWS #topupdate
    #กัมพูชา #เขมร #ทัพบก
    #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด
    #ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตย
    #กัมพูชายิงก่อน #cambodiaopendfire

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1313284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sCPipSBhP1WbrKlMexF8k

  • –

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/913882&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mZ-IWYQpr79Bo3LEJ9x0F

  • เศรษฐกิจภูมิภาค เดือน ก.ค. เงินเฟ้อลดลง 0.70% แต่ความเชื่อมั่นฯฟื้นตัว

    เศรษฐกิจภูมิภาค เดือน ก.ค. เงินเฟ้อลดลง 0.70% แต่ความเชื่อมั่นฯฟื้นตัว

    สำนักงานนโยบายและบุทธศาสตร์การค้ารายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าภูมิภาค ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 โดยภาพรวมดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ในภาพรวมลดลง 0.70% มีปัจจัยหลักจากการลดลงของราคาสินค้ากลุ่มผักสด ผลไม้สด และของใช้ส่วนบุคคล และกลุ่มพลังงาน (น้้ามันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า)ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (หักสินค้าอาหารสดและพลังงาน) เดือน ก.ค. 68 ในภาพรวมสูงขึ้น 0.84% และเพิ่มขึ้นทุกภูมิภาค 

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน กรกฎาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแต่ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 48.4 โดยมีเพียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.5 ส่วนภาคอื่น ๆ อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นจำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนจัดตั้ง เดือน ก.ค. 68 ภาพรวมอยู่ที่ 7,710ราย ลดลง 1.6% โดยภาคใต้ ลดลงต่ำสุด 12.4% ภาคเหนือ เพิ่มขึ้น 14.4% และภาคกลาง เพิ่มขึ้น 6.5% 

    นอกจากนี้จำนวนนิติบุคคลจดทะเบียนเลิก เดือน ก.ค. 68 ภาพรวมอยู่ที่ 1,825 ราย ลดลง 3.4% โดยภาคเหนือ ลดลงต่ำสุด 12.7% ภาคใต้ เพิ่มขึ้นมากที่สุด 21.1%

    เศรษฐกิจกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.53%

    ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 1.02%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 45.9 จากเดือนก่อนหน้า (43.6) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 4.7% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 2.1%

    เศรษฐกิจภาคกลาง 

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 1.03% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.61%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 46.1 จากเดือนก่อนหน้า (45.1) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง เพิ่มขึ้น 6.5% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 6.3%

    เศรษฐกิจภาคเหนือ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.66% ด้านดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.67%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 46.7 จากเดือนก่อนหน้า (45.5) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ด้านจำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง เพิ่มขึ้น 14.4% จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 12.7%

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.83% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 0.63%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 53.5 จากเดือนก่อนหน้า (50.4) อยู่ในช่วงเชื่อมั่น

    ด้านจำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 6.6% และ จำนวนจดทะเบียนเลิก ลดลง 12.3%

    เศรษฐกิจภาคใต้

    ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ลดลง 0.23% และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน สูงขึ้น 1.36%

    โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 47.9 จากเดือนก่อนหน้า (47.1) อยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น

    ขณะที่ จำนวนจดทะเบียนจัดตั้ง ลดลง 12.4% จำนวนจดทะเบียนเลิก เพิ่มขึ้น 21.1%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/638815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00uNzqXoL7Du5HhKMFLZCG

  • นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    เศรษฐกิจ-ธุรกิจ

    13 ก.ย. 2025 เวลา 11:19 น.

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาลฟื้นความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระในการทำงาน แนะลดค่าครองชีพ – ลุย Investment Roadshow

    13 ก.ย. ผศ. ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา 
    ผศ. ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์ 

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ 
    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ. ดร.ธันยพร กล่าว

    นักวิชาการ แนะ 4 เดือน รัฐบาล เร่งฟื้นเศรษฐกิจ หวัง ‘รมต.คนนอก’ มีอิสระทำงาน

    ด้าน ศ. ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข 
    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย
    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1198651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bTeHjlf6FfN7vq6MX2n5x

  • แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู “ดอกเบี้ยตามความเสี่ยง” แก้หนี้ทั้งระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง จับมือภาคเอกชน ปฏิวัติระบบสินเชื่อไทย ชู “Risk-Based Pricing” เสี่ยงสูงกู้ได้ เสี่ยงต่ำดอกเบี้ยถูก

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผนึกกำลังสมาคมธนาคารไทยและผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อย

    เดินหน้าโครงการ “Reinvent Thailand” เปิดฉากประชุมนัดแรก (kick-off) เพื่อวางรากฐานกลไกการกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-Based Pricing)

    ตั้งเป้าแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่ออย่างยั่งยืน สร้างความเป็นธรรมให้ลูกหนี้ทุกกลุ่ม และลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู 

    เปิดแนวคิด “Risk-Based Pricing” สร้างความเป็นธรรมในระบบสินเชื่อ

    หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือการพัฒนากลไก Risk-Based Pricing ซึ่งจะนำข้อมูลเครดิต หรือ Credit Score ของลูกหนี้มาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ย

    โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่เอื้อประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ตามแนวทาง “เสี่ยงสูงกู้ได้ เสี่ยงต่ำกู้ถูกลง”

    ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น:

    • สำหรับลูกหนี้ความเสี่ยงสูง: ผู้ที่ปัจจุบันอาจไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ จะได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมายและเป็นธรรมมากขึ้น แม้จะเริ่มต้นด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามระดับความเสี่ยง แต่ก็จะเป็นก้าวแรกในการสร้างประวัติทางการเงินในบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB)
    • สำหรับลูกหนี้ความเสี่ยงต่ำ: ผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดีและมีวินัยทางการเงิน จะได้รับรางวัลเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ “ถูกลง” ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจในการรักษาวินัยทางการเงินต่อไป

    แบงก์ชาติ-คลัง ชู 

    เดินหน้าทดสอบใน Sandbox ก่อนใช้จริง

    ในการหารือเบื้องต้น ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินงานอย่างรอบคอบ โดยในระยะแรกจะมีการนำร่องทดสอบกลไกดังกล่าวใน Sandbox (โครงการทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน)

    เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพร้อมของผู้ให้บริการทางการเงินในการนำหลักการ Risk-Based Pricing ไปปรับใช้จริง ก่อนที่จะขยายผลสู่การให้บริการในวงกว้างต่อไป

    การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคของการให้สินเชื่อในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการร่วมกันออกแบบสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม

    เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายและตอบโจทย์ความเสี่ยงของลูกหนี้แต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ความร่วมมือระหว่าง ธปท. สศค. และภาคเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในโครงการนำร่อง (pilot projects) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งภายใต้โครงการ Reinvent Thailand

    โดยทุกภาคส่วนมุ่งมั่นที่จะประสานงานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาหนี้สินและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/730340&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34Ud942MPDJjn3VH-BR-vq

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : 4โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเจอ ต้องหาคนที่รู้จริงมาแก้

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : 4โจทย์เศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องเจอ ต้องหาคนที่รู้จริงมาแก้

    วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    เมื่อประเทศไทย…ได้รัฐบาลใหม่แล้ว ได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว…แม้อาจจะมีเวลาเพียงแค่ 6 เดือนที่ได้บริหารประเทศ…แต่ช่วงเวลาที่มีในมือ ประชาชนก็ยังหวังมากๆ ที่จะให้รัฐบาลเข้ามาเร่งทำเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้…

    แล้วถ้าถามว่าในช่วงเวลาต่อจากนี้เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง…1.ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน การส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนใหญ่มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า (Front-loaded exports) ก่อนที่สหรัฐฯจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 คาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯต่อสินค้าไทยในอัตรา 19% และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลง จะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมในภาคการผลิตทั่วโลก

    2.การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (+4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 2567 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า แต่แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปี 2568 คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐ วงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่ จากปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    3.ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 นี้ มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 21.9 ล้านคน ลดลง 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนาม

    4.การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ อาทิ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีจำกัด เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่างๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลง เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซาต่อเนื่อง การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    4 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้นในเวลาที่มีอยู่ของรัฐบาล แม้จะแก้ปัญหาถึงแก่นของปัญหาไม่ได้ แต่ถ้าทำได้ถูกวิธี และชาญฉลาดพอ ก็พอจะประคับประคองกันไปได้…ดังนั้นโจทย์แรกเลยคือ…รัฐมนตรีในกระทรวงเศรษฐกิจ…ต้องถูกฝาถูกตัว…ไม่ใช่แต่งตั้งตามโควตาทางการเมือง…

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/914083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0meJJatVXgmBMsL7JcszkU

  • มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    นายขจร ศรีชวโนทัย  รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับและพัฒนามรดกภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย เพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนางานหัตถกรรมไทยให้คงอยู่และก้าวไกลอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ เพื่อทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย สร้างรายได้และความเข้มแข็งแก่ชุมชน โดยผ่านการประชุมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งจะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านผ้าและหัตถศิลป์ไทยถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ 

    และแนวทางปฏิบัติให้แก่ผู้เข้าร่วม เพื่อร่วมกันสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทยในมิติต่าง ๆ ทั้งด้านการออกแบบ การผลิต และการต่อยอดเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้สอดคล้องกับความต้องการในยุคสมัย และสามารถยืนหยัดในระดับนานาชาติ

    มหาดไทยยกระดับภูมิปัญญาผ้า-หัตถกรรมไทย ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    สำหรับการดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นไปตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ซึ่งทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสนองงานและแบ่งเบาพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการสืบสาน รักษา 

    และต่อยอดพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 

    นายขจร กล่าวอีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงมีแนวพระดำริผ้าไทยใส่ให้สนุก ซึ่งเป็นการผสมผสานความงดงามของผ้าไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเข้ากับมุมมองด้านแฟชั่นร่วมสมัย ทำให้ผ้าไทยเป็นที่นิยมในทุกเพศทุกวัย สร้างรายได้และความเข้มแข็งแก่ชุมชน  

    อีกทั้งพระองค์ยังได้พระราชทานลายผ้าหลากหลายลาย เช่น ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ผ้าขิดลายนารีรัตนราชกัญญา ผ้าลายดอกรักราชกัญญา ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ 

    รวมถึงทรงพระราชทานเครื่องหมายรับรองสินค้าแฟชั่นและหัตถกรรมพระราชทาน Sustainable Fashion แฟชั่นแห่งความยั่งยืน แก่ช่างฝีมือที่ผลิตงานหัตถกรรมโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนถึงสายพระเนตรอันยาวไกลและพระประสงค์ที่จะให้ผ้าไทยและหัตถกรรมไทยก้าวสู่สากลอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638774&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16pFhFPrQiaNe2cY37Jysw

  • สุดคึกคัก รมช.มนพร ส่งเสริมจัดงาน ‘ประชันความแซ่บ หมูหัน ส่งเสริมอาชีพปรุงเมนูเด็ดประจำถิ่น เที่ยวบุญแข่งเรือกีบ ต.ท่าจำปา ท่าอุเทน นครพนม’

    สุดคึกคัก รมช.มนพร ส่งเสริมจัดงาน ‘ประชันความแซ่บ หมูหัน ส่งเสริมอาชีพปรุงเมนูเด็ดประจำถิ่น เที่ยวบุญแข่งเรือกีบ ต.ท่าจำปา ท่าอุเทน นครพนม’

    ‘มนพร เจริญศรี’ รมช.คมนาคม ร่วมสนับสนุนส่งเสริม จัดงาน ประชันความแซ่บ หมูหัน ส่งเสริมอาชีพ ปรุงเมนูเด็ดประจำถิ่น เที่ยวบุญแข่งเรือกีบหาปลา ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน นครพนม กระตุ้น เศรษฐกิจ การค้าการท่องเที่ยว ในชุมชน”

    วันนี้ (13 กันยายน 2568) นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พร้อมด้วย นายชินวัต ทองปรีชา นายอำเภอท่าอุเทน นครพนม นายจำรัส ตักโพธิ์ นายก อบต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน นครพนม รวมถึงผู้นำชุมชนท้องถิ่น ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ ร่วมกันส่งเสริมจัดงานประเพณีแข่งขันเรือกีบหาปลา ประจำปี 2568 ซึ่งภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมแข่งขันปรุงอาหารเมนูเด็ดประจำถิ่น ประชันความแซ่บ หมูหัน รวมถึงแข่งขันการปรุงเมนูเด็ด ของอาหารประจำถิ่นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จากกลุ่มแม่บ้าน 16 ชุมชน โชว์ความสามารถในการปรุงมนูเด็ดอีสานพื้นบ้าน ประกอบด้วย การทำหมูหัน ปิ้งเขียดแห้ง แกงขี้เหล็ก ซุปหมากลิ้นฟ้า แกงหวาย แกงหน่อไม้ หมกหน่อไม้ อุปูนา หมกจ๊อปลา ซุปหนังเค็ม รวมถึงเมนูอีกมากมาย สร้างความประทับใจ ให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว ได้ชิมรสชาติ หลากหลายเมนูเด็ด

    สำหรับการจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี ในชุมชน ยังได้เป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมประเพณีท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมสร้างอาชีพ ทำเมนูอาหารพื้นบ้าน สร้างรายได้ ให้ประชาชน มีงาน มีอาชีพ เลี้ยงครอบครัว กระตุ้น  เศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ในชุมชน  โดยมีการจัดขึ้นทุกปี ในช่วงเทศกาลบุญเข้าพรรษา ทั้งนี้ นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย ได้มอบเงินสนับสนุน กลุ่มแม่บ้านทุกชุมชน สร้างขวัญกำลังใจ และส่งเสริมการจัดงานสร้างอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ของ จ.นครพนม

    548030793_122221103660044999_3180171131784166334_n.jpg547271613_122221103540044999_6077435112203598980_n.jpg547281359_122221103060044999_7321156933762149049_n.jpg547739784_122221102796044999_1958227772244239123_n.jpg547780761_122221102778044999_1302882293391759172_n.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/28kYqypdf&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qmZJNzyhlDuvDgzlRZ6aX

  • ภาคธุรกิจจ่อพบนายกฯ ชงข้อเสนอ 8 เดือน เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ-กระตุ้นการใช้จ่าย

    ภาคธุรกิจจ่อพบนายกฯ ชงข้อเสนอ 8 เดือน เดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจ-กระตุ้นการใช้จ่าย

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้ารวบรวมปัญหาภาคธรุกิจที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยแก้ไขและข้อเสนอแนะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ที่สามารถได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในระยะสั้น ว่า ขณะนี้ได้มีหอการค้าต่างประเทศในไทย และสมาชิกหอการค้าไทยทั่วประเทศ รวมถึงสมาคมการค้าที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทย ได้จัดส่งแบบสอบถามมายังหอการค้ากลางแล้ว กำลังคัดกรองข้อเสนอและจัดทำเป็นเอกสาร โดยให้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นในวันที่ 15 กันยายนนี้ จากนั้นคณะกรรมการจะตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมขอเข้าพบเพื่อหารือในประเด็นต่างๆ

    สำหรับข้อเสนอจะทำเป็น 4 เดือนระยะแรกที่เข้าบริหารประเทศ และ 4 เดือนในช่วงเลือกตั้งถึงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ รวม 8 เดือน ที่เราเตรียมข้อเสนอ ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่จะนำเสนอคือ เร่งรัดและความต่อเนื่องในเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐ อย่าให้ล่าช้าหรือสะดุด ในระยะ 8 เดือนจากนี้ รวมถึงเจรจาต่อเนื่องทั้งรายละเอียดต่อจากภาษีตอบโต้นำเข้าของสหรัฐฯ และการเจรจาเอฟทีเอ โดยเฉพาะเอฟทีเอไทย-อียู เราจะเสนอให้เห็นว่า 4 เดือนระยะสั้น ควรทำอะไรฟื้นเศรษฐกิจและกำลังใช้จ่าย ระยะต่อไปอีก 4 เดือนจากนั้น ต้องวางฐานอย่างไรที่จะไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นใช้จ่ายและเศรษฐกิจกลับมาซึมตัวอีกครั้ง โดยจะขอเข้าพบทันที หลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่

    ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 15 กันยายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดย ส.อ.ท. จะขอฟังนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย ของนายกรัฐมนตรี จากนั้น ส.อ.ท. จะรายงานสถานการณ์และเปิดหารือถึงแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมและมาตรการช่วยเหลือ ในประเด็น 1. ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและนโยบายการขับเคลื่อนของ ส.อ.ท. ภายใต้นโยบาย 4GO 2. การเตรียมความพร้อมรับมือจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 3. แนวทางการแก้ไขสินค้าทุ่มตลาดและสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน 4. การแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs 5. แนวทางการแก้ไขปัญหาการค้าชายแดนและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ และ ความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000087815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NWl8mkJQRuqis2kxCi9_a

  • เว็บไซต์คนละครึ่ง 2568 ยังเข้าไม่ได้ ลุ้นลงทะเบียนรับสิทธิ เวอร์ชั่น 2.0

    เว็บไซต์คนละครึ่ง 2568 ยังเข้าไม่ได้ ลุ้นลงทะเบียนรับสิทธิ เวอร์ชั่น 2.0

    www.คนละครึ่ง.com 2568 ยังเข้าไม่ได้ เตรียมลุ้นลงทะเบียนรับสิทธิ “คนละครึ่ง” เวอร์ชั่น 2.0

    ภายหลังจาก “รัฐบาลอนุทิน” มีแนวคิดที่จะนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาปัดฝุ่น เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วนอีกครั้งนั้น ทางด้าน “กระทรวงการคลัง” มีความพร้อมที่จะทำโครงการคนละครึ่งได้ทันที หากมีนโยบายออกมาชัดเจน เพราะขณะนี้มีความพร้อมทั้งในส่วนระบบ งบประมาณ และความเหมาะสมต่อสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน

    สำหรับ “คนละครึ่ง” คือโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย เพื่อให้มีรายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น โดยภาครัฐร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไปผ่านฝ่ายของผู้ซื้อ 50% โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ไม่เกิน 150 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ

    www.คนละครึ่ง.com ยังเข้าไม่ได้

    ทั้งนี้ หลังจากการเตรียมนำโครงการคนละครึ่ง มาใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ประชาชนจำนวนมาก ต่างค้นหาวิธีลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ กระทั่งล่าสุด วันที่ 13 ก.ย. 2568 พบว่าโดเมน www.คนละครึ่ง.com ที่เคยใช้นั้นหายไป ซึ่งขึ้นว่าเป็นเว็บไซต์ไม่มีชื่อ และรายละเอียดที่โชว์ในหน้า google กลายเป็นภาษาจีนที่แปลได้ว่า “จำชื่อผู้ใช้ ลืมรหัสผ่าน? เข้าสู่ระบบ”

    โดยก่อนหน้านี้ นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลังคนใหม่ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “คนละครึ่งอาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้จะกลับมาในเวอร์ชัน คนละครึ่ง 2.0 ให้ประชาชนซื้อขายแบบกระตือรือร้นมากขึ้น”

    เงื่อนไขคนละครึ่งอัปเกรด หรือ คนละครึ่งพลัส

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่จะให้สิทธิประชาชนคนไทยทุกคนในอัตรา 50:50 แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีจะได้รับการสนับสนุนในอัตราที่สูงกว่า อาจอยู่ที่ 60:40

    ทั้งนี้ ผู้ที่ได้สิทธิมากกว่า คือผู้ที่อยู่ในระบบภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่เสียภาษีจริงกับรัฐเท่านั้น โดยเงื่อนไขการใช้จ่ายเบื้องต้นจะไม่แตกต่างจากโครงการเดิมมากนัก แต่อาจมีลูกเล่นใหม่เพิ่มเติมให้น่าสนใจมากขึ้น ส่วนวงเงินการใช้จ่ายต่อวันและวงเงินรวมของโครงการยังไม่ได้ข้อสรุป

    อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง 2.0 หรือ คนละครึ่งอัปเกรด หรือ คนละครึ่งพลัส แล้วนั้น จะรายงานให้ทราบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2882586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FIblIz1757TZOPTyMFKgK