Category: เศรษฐกิจ

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก.  สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก. สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    Finance

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก. สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    15 ธ.ค. 2025 เวลา 7:26 น.

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ยุบสภาซ้ำเติมศก.  สุญญากาศทางการเมือง ฉุดเครดิตประเทศ

    นักเศรษฐศาสตร์ห่วงยุบสภาฯ ลามซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ฉุดจีดีพี กระทบเชื่อมั่นนักลงทุน “เกียรตินาคินภัทร” ห่วงความไม่แน่นอนพุ่ง ฉุดการใช้จ่าย ลงทุน ทำเศรษฐกิจชะงักมากกว่าติดลบแรง “ซีไอเอ็มบีไทย” ชี้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้ว เสี่ยงการลงทุนใหม่ชะลอ มาตรการกระตุ้นขาดช่วงต้นปีหน้า “กสิกรไทย” ห่วงสุญญากาศการเมืองยืดเยื้อ กระทบความเชื่อมั่น เสี่ยงฉุดจีดีพีหาย คาดไตรมาสแรกหาย0.2%

    • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ การยุบสภาสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
    • ทำให้ผู้บริโภคและนักลงทุนชะลอการใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมชะงักงัน
    • ภาวะสุญญากาศทางการเมืองจากการจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้า  กระทบการเติบโตของจีดีพีโดยตรง
    • ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
    • อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ หากรัฐบาลใหม่ขาดวินัยทางการคลัง

    สถานการณ์การยุบสภา กลายเป็นอีกปัจจัยที่ซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางบริบทโลกที่ยังเผชิญความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ความไม่แน่นอนทำเศรษฐกิจ “ชะงัก”

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า ความเสี่ยงจากการยุบสภา ไม่ได้อยู่ที่แรงกระแทกทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือความไม่แน่นอนที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงัน

    เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มชะลอการใช้จ่าย ภาคเอกชนและนักลงทุนไม่กล้าตัดสินใจลงทุนใหม่ เนื่องจากไม่เห็นทิศทางนโยบายที่ชัดเจน ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอ่อนแรง แม้จะไม่หดตัวรุนแรงทันที แต่ผลกระทบจะค่อยๆ สะสม และมีแนวโน้มไปปรากฏชัดในปีถัดไป

    ความน่าห่วงในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากการยุบสภาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการซ้อนทับกับปัจจัยลบอื่น เช่น สงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้ความไม่แน่นอนยืดเยื้อและประเมินผลกระทบโดยรวมได้ยากขึ้น

    อีกประเด็นสำคัญคือ สถานะรัฐบาลรักษาการ ซึ่งมีข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้งบกลางในภาวะฉุกเฉิน และการเบิกจ่ายงบประมาณ ส่งผลให้ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “เกียร์ว่าง” โครงการต่างๆ เดินหน้าช้าลง

    ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือความล่าช้าของงบประมาณ หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ตามกรอบเวลางบประมาณอาจล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพีโดยตรง และอาจลากยาวไปถึงงบประมาณปีถัดไป โดยสิ่งที่ทำให้รอบนี้แตกต่างจากอดีต คือการยุบสภาเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะสงคราม ทำให้ความกังวลต่อผลกระทบโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น

    เสี่ยงซ้ำเติมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

    อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า หากพิจารณาเฉพาะมิติการเมือง การยุบสภาอาจไม่ได้สร้างแรงกระแทกทางเศรษฐกิจรุนแรง เพราะตลาดรับรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการเลือกตั้ง การยุบสภาเป็นเพียงการขยับจังหวะให้เร็วขึ้นเล็กน้อย

    สิ่งที่น่าห่วงคือ “จังหวะเวลา” ที่การยุบสภาเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

    ทั้งกำลังซื้อในประเทศ ความไม่ต่อเนื่องของการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ความไม่สงบในภาคใต้ จึงอาจซ้ำเติมความเปราะบางของเศรษฐกิจ

    หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือการชะลอการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งมีแนวโน้มดรอดูความชัดเจนทางการเมือง

    รวมถึงการชะลอการเริ่มต้นโครงการลงทุนใหม่ภาครัฐ เนื่องจากยังไม่สามารถอนุมัติได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการ

    ขณะเดียวกันความไม่ชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย หรือมาตรการด้านการท่องเที่ยว อาจทำให้เศรษฐกิจขาดแรงพยุงในช่วงต้นปีหน้า

    ทั้งนี้ มองว่าภายใต้ความไม่ชัดเจน นโยบายการเงินอาจต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดของนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงินจะช่วยพยุงกำลังซื้อ ลดภาระค่าครองชีพ และดูแลเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1-2 ปีหน้า ซึ่งถือเป็นช่วงเปราะบางของเศรษฐกิจไทย

    ห่วงสุญญากาศการเมือง ลามการค้า-เครดิต

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าการยุบสภาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมืองตามวัฏจักร แต่เป็นสัญญาณที่ตอกย้ำความเปราะบางของระบบการเมืองไทยในสายตานักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ แม้ผลกระทบระยะสั้นต่อตลาดเงินและตลาดทุนอาจยังไม่รุนแรง

    แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือความยืดเยื้อทางการเมือง และความเป็นไปได้ที่จะเกิด “สุญญากาศทางการเมือง” หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้หลังการเลือกตั้ง

    ความแตกร้าวและความซับซ้อนระหว่างพรรคการเมืองหลัก ทำให้การฟอร์มรัฐบาลมีความยาก หากไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ความไม่แน่นอนจะยิ่งลากยาว สถานการณ์ดังกล่าว ระบบราชการมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเกียร์ว่าง

    ข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจและขับเคลื่อนงานได้เต็มที่ แม้ไม่เกิดวิกฤติในทันที แต่จะบั่นทอนประสิทธิภาพการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ การขาดมาตรการระยะสั้นในช่วงสุญญากาศทางการเมือง อาจทำให้จีดีพีไตรมาสแรกปีหน้าลดลงราว 0.2% แม้ทั้งปีอาจไม่แตกต่างมากหากรัฐบาลใหม่สามารถเข้ามาทำงานได้ในครึ่งปีหลัง แต่หากการเมืองยืดเยื้อความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอาจทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัว และนักลงทุนระยะยาวเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือ

    อีกประเด็นที่น่ากังวลคือท่าทีของบริษัทจัดอันดับเครดิต หากรัฐบาลใหม่ไม่รักษาวินัยการคลัง และเบี่ยงไปใช้นโยบายประชานิยมมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับเครดิตจะเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X907f8kWZaZ1P8tx6WfeI

  • ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    ธุรกิจ

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    15 ธ.ค. 2025 เวลา 7:30 น.

    สรท.หวั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสี่ยงสะดุด ชี้ เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ รอดูทิศทาง หวังรัฐบาลใหม่ เร่งเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง “หอการค้า “ จี้ เร่งเลือกตั้งใหม่ แนะรัฐบาลรักษาการ เดินหน้าเจรจาการค้า-ฟื้นเชื่อมั่นประเทศ ส.อ.ท.หวั่นยุบสภาฉุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตา ระบบราชการ “เกียร์ว่าง” ผ่อนคันเร่งรอดูท่าทีรัฐบาลใหม่

    • ภาคเอกชนกังวลว่าการยุบสภาและเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลรักษาการจะทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ต้องหยุดชะงักและส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว
    • ความไม่แน่นอนทางการเมืองกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง ทำให้การตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่ๆ ในไทยต้องชะลอออกไปเพื่อรอดูทิศทางของรัฐบาลใหม่
    • การเจรจาข้อตกลงด้านภาษีที่สำคัญกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมตั้งเป้าจะให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี มีแนวโน้มสูงที่จะต้องเลื่อนออกไป ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก

    การประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 มีผลต่อโครงการที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติได้

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ในทางการเมืองคงคิดว่ามีเหตุผลเพียงพอดีแล้วที่ประกาศยุบสภา แต่ในเชิงเศรษฐกิจภาคเอกชนยังคาดหวังในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายมาตราว่าจะไปต่อไปจนถึงเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยมีหลายมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่ 

    อย่างไรก็ตามบางมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ยังไม่มีความชัดเจนหรืออยู่ในระหว่างพิจารณาต้องหยุดหรือชะลอเพื่อรอการชี้ขาดจาก กกต. หาก กกต.เห็นว่าเกี่ยวข้องกับผลทางการเมือง ก็อาจหยุดชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศชะงักงัน

    สำหรับด้านการส่งออกนั้นก็มีความกังวลในประเด็นการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ที่เดิมตั้งเป้าจะปิดดีลภายในสิ้นปีนี้ แต่ด้วยภาวะการเมืองเช่นนี้ ทำให้ “ดีลสำคัญมีโอกาสเลื่อน” ซึ่งก็ต้องยอมรับสภาพ แต่ที่ผลกระทบที่ “หนักที่สุด” คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายใหญ่ที่กำลังพิจารณาเข้ามาลงทุนไทย ซึ่งนักลงทุนหลายรายเข้าแถวรออยู่ 

    แต่ตอนนี้ต้องหยุดดูสถานการณ์ก่อน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าอย่างไร ซึ่งความไม่แน่นอนเพียง 1-2 เดือน สามารถทำให้เม็ดเงินลงทุนชะลอหรือย้ายปลายทางได้ ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจในปีหน้าโดยตรง

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    “มาตรการด้านเศรษฐกิจที่เดินต่อไม่ได้ มีผลแน่นอน ทำให้เศรษฐกิจชะลอได้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจในประเทศก็ย่ำแย่อยู่แล้ว”

    นายธนากร กล่าวว่า ขอฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความต่อเนื่อง” เพราะหลายโครงการที่หน่วยงานราชการเตรียมไว้และประเมินว่าดีแล้ว ควรเดินหน้าต่อทันที ไม่จำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ ซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะงักยาว เพราะขณะนี้เวลาเราน้อยมาก เศรษฐกิจเราย่ำแย่อยู่แล้ว 

    “อย่าไปชะงักอะไรที่กำลังเดินหน้าอยู่ หากโครงการดีแล้ว ทำต่อเลย ซึ่ง รัฐบาลใหม่ควรเดินหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติ”

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ส่วนตัวมีความกังวลว่า การยุบสภาและเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการที่เป็นเวลาประมาณ 60 วัน อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพยุงเศรษฐกิจ หรือ GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    ทั้งนี้ มาตรการ “Quick Big Win” ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวการคลัง ออกมาเพื่อหวังไม่ให้เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 0.5% แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะถือว่าทำได้ดีแล้วและได้ผลตอบรับที่ดีในช่วงต้น แต่จำเป็นต้องคอยติดตามว่าการเป็น “รัฐบาลรักษาการ” จะส่งผลอย่างไร และจะลดความเข้มข้นในการเดินมาตรการเหล่านี้หรือไม่

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    ส.อ.ท. รับ ไทยเจอ 3 ปัญหาใหญ่ คาราคาซัง

    นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า ขณะนี้มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคง “คาราคาซัง” อยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากรัฐบาลอำนาจเต็ม แต่กลับมาอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้แก่

    1. สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนักทั้ง 9 จังหวัด การที่รัฐบาลเป็นรักษาการอาจส่งผลให้การเร่งฟื้นฟูเกิดความล่าช้าหรือสะดุดไปได้

    2. การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์การปะทะรอบ 2 ยังคงทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรในจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคอีสาน ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ

    3. การเจรจาระหว่างประเทศ ในการเจรจาสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถือเป็น “การบ้านใหญ่” ที่ยังคงค้างและชะลออยู่ หากมีการเจรจาหรือติดต่อจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเข้ามาในช่วงนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่

    8 ความท้าทายที่รัฐบาลต้องแก้ไข

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการและรัฐบาลอำนาจเต็มนั้นไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตของไทยพบว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ข้าราชการประจำส่วนใหญ่มักจะ “ปล่อยเกียร์ว่าง” หรือผ่อนคันเร่งในการทำงานลง เนื่องจากต้องรอจับตาดูสถานการณ์และท่าทีว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดหน้า ทำให้มาตรฐานการทำงานและอำนาจในการสั่งการกับข้าราชการประจำลดลง

    “ส.อ.ท. จึงฝากให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดำเนินการการบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้อย่างเข้มข้นต่อไป ดังนั้น ในช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ประกาศและอนุมัติไปแล้วจะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่”

    นายเกรียงไกร กล่าววว่า ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ 1. มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5. หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. การแข็งค่าของเงินบาท 7. ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และ 8. ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย

    ‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ

    “หอการค้า” จี้เร่งเลือกตั้งดันรัฐอำนาจเต็ม

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นทางการเมืองในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการยุบสภาในครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่มีความผันผวนสูง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนและปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอเรียกร้องให้มีการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญและกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รอการพิจารณาและผ่านสภา และต้องมีขับเคลื่อนอีกหลายประเด็น อาทิ การเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เช่น FTA Thai-EU ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายพจน์ กล่าวว่า ในระหว่างช่วงรัฐบาลรักษาการ หอการค้าไทยเห็นว่า รัฐบาลรักษาการณ์ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหา รวมถึงการดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสามารถและควรดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่ให้เกิดความสะดุด โดยให้ระวังเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการณ์ตามระเบียบ

    หอการค้าไทย รวมถึง กกร เชื่อมั่นว่าทั้ง รัฐบาลรักษาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน จะสามารถร่วมกันทำงานต่อเนื่องเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้จะมีข้อจำกัดบางประการก็ตาม

    “หอการค้าไทยไม่ต้องการให้การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ”นายพจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212081&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PgbEhcIZJbQquzq_jmj2_

  • ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

    ตัวบุคคลชี้ขาด! 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ถูกใจ

    KPI Poll ชี้ 45.7% มองการเมืองแย่ลง! นายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริต”

    ประเทศไทย, 15 ธันวาคม 2568 – โพลสะท้อนภาวะ “ไม่พอใจ–คาดหวังสูง” คนไทย 45.7% มองการเมือง “กำลังแย่ลง” ชี้คุณสมบัตินายกฯ คนใหม่ต้อง “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง” ควบคู่ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ในฐานะนโยบายเร่งด่วนอันดับ 1 ขณะที่ประชาชนกว่า 59.2% พร้อม “เปลี่ยนใจ” หากพรรคที่ชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่ไม่ตรงใจ สะท้อนบทบาท “ตัวบุคคล” กลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งอย่างชัดเจน

    เสียงจากประชาชน ภาพการเมืองที่ “ยังไม่ดีขึ้น” และความหวังต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่

    ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ยังเต็มไปด้วยข้อถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และความโปร่งใสในการใช้อำนาจรัฐ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ได้เผยแพร่ผลสำรวจเรื่อง “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,016 คน โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) เก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์พบหน้าและแบบสอบถามออนไลน์ ภายใต้ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 2.5

    รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และประธานศูนย์ KPI Poll ระบุว่า โครงการสำรวจชุดนี้ไม่ได้มุ่ง “ชี้นำการเมือง” แต่มีเป้าหมายเพื่อ “ฟังเสียงประชาชน” และจัดทำเป็นฐานข้อมูลเชิงวิชาการให้กับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อใช้ทำความเข้าใจ “ภูมิทัศน์ความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชน” ก่อนเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างรอบด้าน

    เมื่อถามถึงมุมมองต่อการเมืองไทยในภาพรวม “ตอนนี้เป็นอย่างไร” คำตอบส่วนใหญ่สะท้อนภาวะไม่พอใจอย่างชัดเจน ประชาชนร้อยละ 45.7 ระบุว่า “กำลังแย่ลง” ขณะที่อีกร้อยละ 41.5 เห็นว่า “เหมือน ๆ เดิม” มีเพียงร้อยละ 9.3 เท่านั้นที่รู้สึกว่าการเมือง “กำลังดีขึ้น” ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและปรับโครงสร้างหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยัง “ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่จับต้องได้” ในชีวิตประจำวัน

    ในเชิงสังคมการเมือง ผลสำรวจนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความคับข้องใจต่อผลงานรัฐบาล หากยังสะท้อน “ความอ่อนล้าทางความรู้สึก” ของประชาชนที่เฝ้ารอการเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนจากระบบการเมืองในปัจจุบัน

    ผู้นำที่อยากเห็น “แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง–ซื่อสัตย์–ฟังเสียงประชาชน”

    เมื่อโพลถามถึง “คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป” ประชาชนส่วนใหญ่เลือกให้ “ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” อยู่เหนือทุกอุดมการณ์ทางการเมือง

    • ร้อยละ 36.2 ระบุว่าต้องการผู้นำที่ “แก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้จริง”
    • ร้อยละ 17.8 ให้ความสำคัญกับ “ความซื่อตรง” หรือความซื่อสัตย์โปร่งใส
    • ร้อยละ 9.2 ต้องการผู้นำที่ “รับฟังเสียงประชาชน”
    • ร้อยละ 9.0 เน้น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจน
    • ร้อยละ 8.5 เห็นว่าควร “ยึดมั่นหลักประชาธิปไตย”

    ขณะที่คุณสมบัติด้านประสบการณ์บริหารราชการแผ่นดิน การคิดไวตัดสินใจรวดเร็ว หรือการสื่อสารอย่างชัดเจน แม้ถูกมองว่าสำคัญ แต่มีคะแนนรองลงมา สะท้อนว่าประชาชนกำลังมองหาผู้นำที่ “ทำได้จริง” มากกว่าผู้นำที่ “พูดได้ดี”

    นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์บางส่วนมองว่า โครงสร้างคำตอบดังกล่าวเชื่อมโยงกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางในหลายปีที่ผ่านมา ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ค่าครองชีพ และค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ทำให้ประชาชนโฟกัสไปที่ผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ และความซื่อสัตย์ของผู้นำที่ต้องจัดการงบประมาณและโครงการของรัฐอย่างโปร่งใส

    นโยบายเร่งด่วน “ปราบโกง–หนี้ครัวเรือน–ค่าครองชีพ” สามเรื่องใหญ่ที่ต้องเริ่มทันที

    แม้ประชาชนจะเน้นให้ผู้นำแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อถามลงลึกถึง “นโยบายเร่งด่วนอันดับแรกที่อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ดำเนินการ” ผลสำรวจกลับสะท้อนมุมมองอีกมิติหนึ่ง

    • อันดับ 1 คือ “ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน” ร้อยละ 19.4
    • อันดับ 2 “แก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน” ร้อยละ 16.7
    • อันดับ 3 “ลดค่าครองชีพ” ร้อยละ 16.4
    • ตามมาด้วย “แก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้–กัมพูชา” ร้อยละ 13.1 และ “ปฏิรูปการเมืองทุกระดับ” ร้อยละ 11.7

    ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นภาพเชื่อมโยงชัดเจนว่า ในสายตาประชาชน “คอร์รัปชัน” ไม่ใช่เพียงปัญหาคุณธรรมของนักการเมือง แต่เป็น “รากเหง้าของปัญหาปากท้อง” เพราะการรั่วไหลของงบประมาณและการใช้ทรัพยากรอย่างไม่โปร่งใส ย่อมทำให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนไม่ลงไปถึงประชาชนอย่างเป็นธรรม

    การที่ “ปราบโกง” ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนอันดับหนึ่งจึงสะท้อนความคาดหวังว่า รัฐบาลใหม่ต้องเริ่มต้นจากการ “ทำให้ระบบสะอาด” ก่อนจะแจกแจงหรือออกมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    การเมืองยุคใหม่ “พรรค” ไม่พอ ต้องมี “ตัวบุคคลที่เชื่อถือได้”

    อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญในผลสำรวจครั้งนี้ คือบทบาทของ “ตัวบุคคล” ในการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชน

    เมื่อถามว่า “หากพรรคการเมืองที่ท่านชอบเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ท่านไม่ชอบ ท่านจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือไม่” ผลปรากฏว่า

    • ร้อยละ 41.6 ตอบว่า “อาจจะเปลี่ยน”
    • ร้อยละ 17.6 ตอบว่า “เปลี่ยนแน่นอน”
      รวมแล้วกว่า 59.2% พร้อมจะเปลี่ยนใจหากไม่พอใจตัวบุคคลที่พรรคเสนอ

    มีเพียงร้อยละ 25.2 ที่ตอบว่า “ไม่น่าจะเปลี่ยน” และร้อยละ 8.7 ที่ยืนยันว่า “ไม่เปลี่ยนแน่นอน” สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ความนิยมต่อพรรค” ไม่ใช่หลักประกันว่าจะรักษาฐานเสียงได้ หากชื่อแคนดิเดตนายกฯ ไม่ตอบโจทย์ความเชื่อมั่นของประชาชน

    ผลสำรวจยังระบุด้วยว่า การประกาศชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีล่วงหน้ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบถึงร้อยละ 68.7 ระบุว่า “มีผลอย่างมาก” หรือ “ค่อนข้างมีผล” ขณะที่มีเพียงร้อยละ 28 โดยประมาณที่เห็นว่าไม่มีผลหรือไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

    ในทางปฏิบัติ ตัวเลขดังกล่าวส่งสัญญาณไปยังทุกพรรคการเมืองว่า การคัดเลือกบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียง “ขั้นตอนภายในพรรค” แต่เป็น “ยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง” ที่อาจชี้ขาดผลแพ้–ชนะในสนามจริง

    ใครคือคนที่สังคมอยากเห็นขึ้นเวทีดีเบตมากที่สุด

    ในส่วนของ “หัวหน้าพรรคที่ประชาชนอยากฟังการดีเบตมากที่สุด” ซึ่งอนุญาตให้ตอบได้ไม่เกิน 3 รายชื่อ ผลสำรวจสะท้อนความสนใจที่กระจายตัวไปยังหลายพรรค ทั้งเก่าและใหม่

    • อันดับ 1 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 16.2
    • อันดับ 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 15.7
    • อันดับ 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 14.2
    • อันดับถัดมา ได้แก่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 10.8 และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) ร้อยละ 6.9

    ที่น่าสนใจคือ ยังมีประชาชนอีกร้อยละ 10.9 ที่ตอบว่า “ไม่มีความคิดเห็น” สะท้อนว่า ยังมีกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยที่ “ยังไม่พบตัวเลือกที่ใช่” หรือยังรอดูท่าทีของพรรคการเมืองและผู้นำแต่ละคนต่อไป

    โครงสร้างตัวอย่างที่หลากหลาย ภาพสะท้อนจากทุกภูมิภาคและหลากอาชีพ

    KPI Poll ยังนำเสนอข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบเพื่อให้การตีความผลสำรวจมีความรอบด้านมากขึ้น โดยพบว่า

    • เพศของผู้ตอบส่วนใหญ่เป็นชายร้อยละ 51.5 และหญิงร้อยละ 47.4
    • ช่วงอายุที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ 56 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.3 รองลงมาคือช่วงอายุ 46–55 ปี ร้อยละ 22.5
    • ด้านการศึกษา ผู้ตอบส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีรวมกันกว่า 44% ขณะที่กลุ่มอาชีพที่ตอบแบบสอบถามมากที่สุดคือ ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 20.2

    เมื่อพิจารณาตามภูมิลำเนา พบว่ากลุ่มตัวอย่างกระจายอยู่ในทุกภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 33.2 รองลงมาคือภาคกลางร้อยละ 26.6 ภาคเหนือร้อยละ 17.8 ภาคใต้ร้อยละ 13.9 และกรุงเทพมหานครร้อยละ 8.5 สะท้อนว่าผลสำรวจครั้งนี้ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเมืองใหญ่ แต่เก็บเสียงประชาชนจากเมืองรองและชนบทจำนวนมากร่วมด้วย

    ผล-KPI-Poll-ครั้งที่-1-Dec-2025…

    สัญญาณเตือนสำหรับการเมืองไทยก่อนเลือกตั้งครั้งใหม่

    หากมองภาพรวม ผลสำรวจ “เสียงประชาชนต่อการเมืองและการเลือกตั้งครั้งใหม่” ของสถาบันพระปกเกล้า สามารถสรุปเป็น “สามสภาวะหลัก” ที่กำลังก่อตัวในสังคมไทย ได้แก่

    1. ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน – เกือบครึ่งของผู้ตอบรู้สึกว่าการเมืองไทยกำลังแย่ลง ขณะที่อีกส่วนใหญ่ก็เห็นว่าไม่ดีไปกว่าเดิม สะท้อนถึง “วิกฤตความเชื่อมั่น” ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
    2. คาดหวังสูงต่อผู้นำและนโยบาย – ประชาชนต้องการผู้นำที่แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้จริง ซื่อสัตย์ และฟังเสียงประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยก “การปราบปรามทุจริต” ขึ้นเป็นวาระแรกควบคู่กับการแก้หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพ
    3. ให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากขึ้น – ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมเปลี่ยนใจจากพรรคที่เคยชอบ หากไม่พอใจชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผู้นำแต่ละคนจะเป็น “ตัวแปรชี้ขาด” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    ในบริบทเช่นนี้ พรรคการเมืองที่สามารถ “ฟัง” เสียงประชาชนอย่างจริงจัง นำเสนอทางออกเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เดินหน้าปฏิรูปกลไกปราบโกงอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อถือได้จริง ย่อมมีโอกาส “ครองใจ” ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

    ผลสำรวจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสารตัวเลข แต่เป็น “เข็มทิศ” ที่สะท้อนว่า การเมืองไทยในสายตาประชาชนวันนี้ กำลังต้องการทั้ง “ความหวังใหม่” และ “ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” จากทุกฝ่ายในระบบการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/kpi-poll-corruption-economy-prime-minister/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2inmq0ZlK2zauitPXwOsPY

  • เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’ คืนนี้ 14 ธ.ค. เช็กพิกัดที่นี่

    เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’ คืนนี้ 14 ธ.ค. เช็กพิกัดที่นี่

    เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’  ชาวเชียงใหม่ ! คืนนี้แล้วกับกิจกรรม “โต้ลมหนาว…นอนนับฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568”

    ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568 ปรากฏการณ์เริ่มกี่โมง

    •  คืนวันที่ 14 – เช้า 15 ธันวาคม 2568
    • เวลา 17:00 – 02:00 น.

    สถานที่ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’

    • สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
    • https://maps.app.goo.gl/JANTs6mBdYALEbpS9 (คลิกที่นี่) 
    • ลงทะเบียนตอนนี้ https://www.narit.or.th/th/Geminids-2025 (คลิกที่นี่)  
    • หลังจากลงทะเบียนเข้าชมกิจกรรม โต้ลมหนาว…นอนนับฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568” สำเร็จ ให้คลิกไปที่ “ตรวจสอบรายชื่อ” (คลิกที่นี่) 
    • (มีค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่ พร้อมบริการรถรับส่งภายในงาน 90 บาท/ท่าน ชำระบริเวณทางเข้าสวนฯ)

    เชียงใหม่ ชวนดู ‘ฝนดาวตกเจมินิดส์ 2568’ คืนนี้ 14 ธ.ค. เช็กพิกัดที่นี่

    คำแนะนำการเข้าร่วมงาน

    • เตรียมเสื่อ เก้าอี้พับ ผ้าห่ม และหมอน มาด้วยตนเอง เพื่อประสบการณ์ชมฝนดาวตกที่ดีที่สุด
    •  เตรียมเสื้อกันหนาว และร่มมาด้วย เพื่อสุขภาพของท่าน
    •  สวมรองเท้าที่ใส่สบาย เหมาะสำหรับการเดิน
    •  สามารถนำอาหารมารับประทานได้ แต่งดประกอบอาหารในพื้นที่จัดกิจกรรม และขอความร่วมมือทิ้งขยะให้เรียบร้อย

     สอบถามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม

    •  053-121268 ต่อ 304-306 (NARIT)

     การเดินทาง และค่าธรรมเนียมฯ

    •  062-5942963 หรือ  081-8596595 (สวนพฤกษศาสตร์ฯ)

     สอบถามพื้นที่กางเต็นท์

    •  062-4155241 (ลานกางเต็นท์สวนพฤกษ์).

    ที่มา:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/646540&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uBlO9buKHgevvpKK-SleE

  • บวท.เล็งนำรูปแบบบริหารสนามบินอินชอนมาเพิ่มศักยภาพสนามบินสุวรรณภูมิ : อินโฟเควสท์

    บวท.เล็งนำรูปแบบบริหารสนามบินอินชอนมาเพิ่มศักยภาพสนามบินสุวรรณภูมิ : อินโฟเควสท์

    นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) กล่าวว่า จากการที่กระทรวงคมนาคมมอบหมายให้ บวท.เร่งขยายความสามารถเพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย บวท.ได้ศึกษาแนวทางเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินจากสนามบินอินชอน ซึ่งเป็นสนามบินหลักของประเทศเกาหลีใต้ และเป็นหนึ่งในสนามบินชั้นนำของโลกที่ประสบความสำเร็จในการบริหารการจราจรทางอากาศและภาคพื้นอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

    เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกับสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งปัจจุบันมีเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ มีความสามารถในการรองรับ 94 เที่ยวบิน/ชั่วโมง มีการเปิดใช้งาน 3 ทางวิ่ง และมีแผนขยายเป็น 4 ทางวิ่ง เพื่อรองรับการเติบโตของปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันสนามบินอินชอนมี 4 ทางวิ่ง และมีความสามารถในการรองรับเที่ยวบินได้ 107 เที่ยวบิน/ชั่วโมง สูงที่สุดของเกาหลีใต้

    ปัจจุบันปริมาณเที่ยวบินจากเกาหลีใต้มายังสนามบินในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง สนามบินภูเก็ต และสนามบินเชียงใหม่ ประเทศไทยได้เตรียมขยายตลาดทางการบินรองรับนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้ ดังนั้น บวท.จำเป็นต้องศึกษาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มศักยภาพและยกระดับการให้บริการการเดินอากาศ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างประโยชน์และสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้ประเทศชาติ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคต่อไป

    สำหรับสถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างประเทศของปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือน ต.ค.67 – ก.ย.68 มีปริมาณเที่ยวบินรวม 458,561 เที่ยวบิน หรือเฉลี่ย 1,256 เที่ยวบิน/วัน ซึ่งเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-สาธารณรัฐเกาหลี มีปริมาณเที่ยวบินรวม 19,870 เที่ยวบิน คิดเป็น4 % ของเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมด โดยสาธารณรัฐเกาหลีทำการบินเข้า/ออกประเทศไทยสูงเป็นอันดับที่ 8 เฉลี่ยประมาณวันละ 54 เที่ยวบิน สำหรับสถิติปริมาณเที่ยวบินระหว่างไทย-กรุงโซล (สนามบินอินชอน) ทำการบินเฉลี่ยวันละ 45 เที่ยวบิน คิดเป็น 83% ของเที่ยวบินระหว่างประเทศไทย-เกาหลีใต้ทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในขณะนี้มีหลายสายการบินขอเพิ่มเที่ยวบินไปยังกรุงโซล ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการในการเดินทางทางอากาศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

    การศึกษาดูงานสนามบินอินชอน ซึ่งมีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศเกาหลีใต้ บวท.จะนำรูปแบบและแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศ ทั้งลักษณะการบริหารจัดการห้วงอากาศ การบริหารจัดการลักษณะทางกายภาพของสนามบิน อาทิ ทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดอากาศยาน อาคารผู้โดยสาร และการบริหารจัดการการใช้งานทางวิ่ง รวมถึงระบบเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุง แก้ไขรูปแบบ และแนวทางการบริหารจัดการการจราจรทางอากาศของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับของเที่ยวบินให้มากยิ่งขึ้น

    ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฯ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า บวท.มีความพร้อมในการสนับสนุนผลักดันนโยบายของรัฐบาล โดยมีแผนการนำระบบเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการจราจรทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น พร้อมรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ซึ่ง บวท.ได้เดินหน้าพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการให้บริการการเดินอากาศ เพื่อปรับปรุงและยกระดับระบบเทคโนโลยีให้ทันสมัย โดยบูรณาการแผนดำเนินงาน แผนปรับปรุงและพัฒนาระบบเทคโนโลยี ให้สอดรับกับแผนพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ต รวมถึงสนามบินภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของสนามบิน รองรับการเติบโตของผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวในอนาคต

    อีกทั้งกำลังดำเนินโครงการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างเส้นทางบิน และการออกแบบห้วงอากาศ โดยจัดทำเส้นทางบินใหม่เพิ่มขึ้น ปรับปรุงจากเส้นทางบินในปัจจุบันจากรูปแบบทางเดียว (Single Route) ให้เป็นเส้นทางบินคู่ขนาน (Parallel Routes) ทั้งเส้นทางบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้น และมีความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ ในกรณีมีสภาพอากาศไม่ปกติหรือมีสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการจราจรทางอากาศ

    นอกจากนี้ บวท.ได้เร่งผลักดันการใช้ Remote Tower เพื่อให้บริการควบคุมจราจรทางอากาศได้จากศูนย์ควบคุมระยะไกล สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นน้อย ได้แก่ สนามบินนราธิวาส และเบตง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการจราจรทางอากาศ และนอกจากนั้นแล้วจะมีการทดลองระบบ Digital Tower ใน Lab เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าในการลงทุน ก่อนนำเข้าใช้งานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณเที่ยวบิน ลดข้อจำกัดด้านต่าง ๆ รวมทั้งเร่งดำเนินการออกแบบและพัฒนาห้วงอากาศสำหรับสนามบินที่มีความซับซ้อนของการจราจรทางอากาศ (Metroplex) 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา, กลุ่มสนามบินภูเก็ต กระบี่ อันดามัน (พังงา) และกลุ่มสนามบินเชียงใหม่ ลำปาง ล้านนา (ลำพูน) เพื่อลดความหนาแน่นของสนามบินหลัก

    อีกทั้งมีการนำระบบเทคโนโลยีและประสบการณ์ด้านการบริหารจราจรทางอากาศมาใช้พัฒนาระบบจัดการจราจรทางอากาศสำหรับอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งร่วมขับเคลื่อนผลักดันให้เกิดการปฏิบัติการบินอากาศยานทางทะเล (Seaplane) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเปิดมิติใหม่ของการคมนาคมทางอากาศ โดย บวท.พร้อมที่จะขับเคลื่อน และพัฒนาระบบเทคโนโลยีในทุกด้าน เพื่อมีส่วนสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศ สนับสนุนนโยบายรัฐบาลให้ไปสู่เป้าหมาย เพราะเชื่อมั่นว่าจะส่งผลดี สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างขีดความสามารถให้ประเทศชาติต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/553484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ekHgAZpDNdhqRBMiBbTXD

  • เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    เช็กลิสต์ 5 เสาหลักกอบกู้เศรษฐกิจ Quick Big Win ของรัฐบาลอายุงาน 2 เดือนครึ่ง

    การบริหารราชการแผ่นดินของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ตลอด 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าอยู่ในภาวะคาบลูกคาบดอก แม้จนนาทีสุดท้ายก่อนตัดสินใจยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568

    เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเหมาะสมในการแต่งตั้งบุคคลขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี การเร่งโยกย้ายข้าราชการครั้งใหญ่และถี่ยิบ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการวางกำลังทัพ กรุยทางสู่การเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ ตลอดจนการรับมือกับภัยพิบัติน้ำท่วมหาดใหญ่ที่เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้าย

    ผลงานของเขาสะท้อนผ่านผลสำรวจจากสวนดุสิตโพล ซึ่งเมื่อเดือน ก.ย.2568 อนุทินคือนักการเมืองที่มีผลงานโดดเด่นที่สุด คะแนนนิยมพุ่งขึ้นที่ 55.98% แต่หลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ 1 ต.ค.2568 สวนดุสิตโพลสำรวจความนิยมของเขาอีกครั้ง ณ สิ้น พ.ย.2568 ปรากฏว่า คะแนนของอนุทินลดเหลือ 23.46% ตามหลังคะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และ น.ส.รักชนก ศรีนอก จากพรรคประชาชน

    แต่หากโฟกัสที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การรับมือกับความผันผวนและปัจจัยลบมากมาย “ทีมเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” มองเห็นการวางกรอบการทำงานและการเดินหน้าสู่เป้าหมายที่ชัดเจน ภายใต้นโยบาย “Quick Big Win กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” นโยบายเรือธงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งมี “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” อดีตข้าราชการระดับสูงอายุงาน 32 ปี จากกระทรวงการคลัง ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจและ รมว.คลัง เป็นหัวจักรขับเคลื่อน

    ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก 30 ก.ย.2568 วันสุดท้ายของปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลอนุทินจัดสรรงบที่เหลือ 62,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานใน 2 ส่วน ได้แก่ นโยบายคนละครึ่ง และชำระหนี้รัฐบาลมูลค่า 35,000 ล้านบาทคืนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ฯ เพื่อรักษาระดับความน่าเชื่อถือของประเทศเอาไว้

    จากนั้นรัฐบาลได้เดินแผนดึงเศรษฐกิจไทยให้พ้นจาก “หล่ม” ผ่านการขับเคลื่อนนโยบาย 5 เสาหลัก ภายใต้ระยะเวลาอันแสนสั้น โดยเฉพาะเมื่อการยุบสภาเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ภายใน 31 ม.ค.2569

    จนถึงวันนี้ (15 ธ.ค.2568) รัฐบาลได้ลงเสาเอกเสร็จสิ้นไปแล้ว 4 เสา หวังสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป เหลือเพียงเสาสุดท้าย เสาแห่งการ “ออมเงิน” เพื่ออนาคต ที่ได้ริเริ่มนโยบายบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account : TISA) สร้างระบบลดหย่อนภาษีใหม่อย่างเท่าเทียมสูงสุด 800,000 บาทต่อปี อยู่ระหว่างรอเสนอที่ประชุม ครม. แต่เนื่องจากต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกา นโยบายนี้จึงน่าจะถูกพับไปก่อน

    แต่ 4 เสาหลัก (+1) ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ได้ดำเนินการมาตลอด 2 เดือนครึ่ง ได้ถูกลงหลักปักฐานเอาไว้เรียบร้อยแล้ว รอลุ้นแค่ผลสัมฤทธิ์ในระยะต่อจากนี้ จะเป็นไปอย่างที่ตั้งใจหรือไม่

    เสาที่ 1 คิกออฟ “คนละครึ่งพลัส”

    รัฐบาลอนุทินเลือกหยิบยกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง” ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชามาต่อยอด เดินหน้าได้ทันทีเพราะคนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับระบบอยู่แล้ว “คนละครึ่งพลัส” เฟสแรก มีวัตถุประสงค์กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ได้ผลรวดเร็ว เริ่มใช้จ่ายมาตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2568 สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท (จนถึง 12 ธ.ค.2568) และจากกระแสตอบรับที่ดี ทำให้รัฐบาลตัดสินใจออกมาตรการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งในที่สุดถูกยกเลิกไปหลังตัดสินใจยุบสภา

    ปัจจุบันมีคนใช้ “คนละครึ่งพลัส” กว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ คนยื่นแบบภาษี ได้รับเงิน 2,400 บาท ส่วนผู้ที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ได้รับเงิน 2,000 บาท เป็นการให้รางวัลคนที่อยู่ในระบบ หวังจูงใจให้คนไทยเข้าสู่ระบบภาษีในอนาคต จากปัจจุบันคนไทยอยู่ในระบบภาษีเพียง 12 ล้านคน จาก 76 ล้านคน

    แถมด้วยมาตรการพัฒนาความรู้เพิ่มทักษะ (Upskill) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) ให้พ่อค้าแม่ขายที่เข้าร่วม “คนละครึ่งพลัส” เรียนรู้การใช้ระบบดิจิทัลทำบัญชีการค้าขายออนไลน์จากการสนับสนุนของธนาคารออมสิน เมื่อผ่านการฝึกอบรมครบถ้วนจะได้รับเงินสนับสนุน 2,000 บาท โดยข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้นด้วย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดี มีคืน” ได้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวรอง ขณะเดียวกันยังจูงใจให้โรงแรมที่พักปรับปรุงสถานที่ให้ดีขึ้น ผ่านกลไกภาษีที่ได้รับลดหย่อน 2 เท่า พร้อมสนับสนุนหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ จัดงบดูงาน ประชุมสัมมนาตั้งแต่ต้นปี 2569 จากปกติมักจัดช่วงปลายปี เพื่อสร้างความคึกคักในพื้นที่ต่างๆทั่วไทย

    เมื่อรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านคนละครึ่งพลัส และเที่ยวดี มีคืน เชื่อว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 100,000 ล้านบาท ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โต 0.23% และคาดหวังว่าจีดีพีปี 2568 จะเติบโตตามเป้าหมาย 2%

    เสาที่ 2 แก้หนี้ภาคประชาชนครั้งใหญ่

    ปัญหาหนี้ภาคประชาชนหรือหนี้ครัวเรือนคือปัญหาใหญ่เชิงโครงสร้างของประเทศ โดยหนี้ครัวเรือนอยู่ในสัดส่วน 87% ของจีดีพี เฉลี่ยแต่ละครัวเรือนมีหนี้จำนวน 740,596 บาท สูงสุดในรอบ 4 ปี

    รัฐบาลจึงต้องยื่นมือเข้าไปช่วย เริ่มจากกลุ่มเปราะบางที่เป็นหนี้เสียก่อนมูลหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อราย มีอยู่ราว 3.4 ล้านราย 4.76 ล้านบัญชี (บางคนมีบัญชีหลายธนาคาร) มูลหนี้รวม 122,000 ล้านบาท จะเปิดให้ลงทะเบียน “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ตั้งแต่เดือน ม.ค.2569

    เบื้องต้นจะเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ 2.36 ล้านบัญชี มูลหนี้ 62,400 ล้านบาท เพราะลูกหนี้กลุ่มนี้พร้อมจะปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินและสร้างวินัยการเงินของตัวเองใหม่ เพื่อสร้างเครดิตการยื่นกู้ยืมในอนาคต

    โดยจะใช้เงินจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งให้ลดการนำส่งเงินจาก 0.46% เหลือ 0.23% และใช้เงินส่วนลดไปช่วยเหลือ เพื่อไม่ให้กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง

    และใช้กลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่ ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) และบริษัทบริหารสินทรัพย์อารีย์ (Ari-AMC) เข้าไปบริหารจัดการหนี้เสีย โดยลูกหนี้ต้องเข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ลดต้น ลดดอก ผ่อนชำระตามศักยภาพ เพื่อ “รีเซตหนี้” สร้างเครดิตใหม่ หากยังต้องการกู้เงินในอนาคต

    เสาที่ 3 ต่อลมหายใจ “เอสเอ็มอี”

    การเพิ่มสภาพคล่องผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นอีกกลไกที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย สินค้าจีนเข้ามาทุ่มตลาด ค้าขายไม่ได้ ขาดสภาพคล่อง ทำให้กู้เงินเพื่อชำระหนี้ไม่ได้

    รัฐบาลจึงออกมาตรการช่วยธุรกิจของคนตัวเล็ก ผ่านกลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) วงเงิน 50,000 ล้านบาท สร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี

    ตลอดจนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี ดีแบงก์) รวมวงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน

    นอกจากนี้ยังใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วยจูงใจ ผ่านโครงการ “พี่ช่วยน้อง” สนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ให้ปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัล ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย โดยบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” จะได้รับลดหย่อนภาษี 2 เท่า

    และยังมอบหมายให้กรมสรรพากรเร่งกระบวนการคืนภาษีให้รวดเร็ว เพื่อให้สามารถนำเงินไปเสริมสภาพคล่อง คาดว่าภายในปี 2568 จะช่วยเอสเอ็มอีได้คืนเงินภาษีเร็วขึ้น 20,000 ราย

    ขณะที่กรมศุลกากรได้ออกประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่ 1 บาท เป็นต้นไป เพื่อสกัดสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศไหลบ่าเข้ามาทุ่มตลาดสินค้าเอสเอ็มอีไทย มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 เชื่อว่ามาตรการภาษีนี้จะทำให้สินค้าเอสเอ็มอีไทยจำหน่ายได้มากขึ้น

    เสาที่ 4 หนุน “ออมเงิน” เพื่ออนาคต

    เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ มีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วนเกินกว่า 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ขณะที่การออมของคนไทยลดลงต่อเนื่อง เพราะรายได้ไม่พอรายจ่าย

    เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการออมทั้งระบบ จูงใจให้ประชาชนทุกคนต้องออม รัฐบาลได้ริเริ่มนโยบาย “สลาก กอช.” ซื้อหวยเงินไม่หาย กลายเป็นเงินออม เบิกได้เมื่อครบกำหนดหลังเข้าสู่วัยเกษียณ เชื่อว่าถูกจริตคนไทยที่ชอบเสี่ยงโชคแต่เงินไม่หาย เริ่มจำหน่ายในไตรมาสแรกของปี 2569 ออกรางวัลทุกวันศุกร์

    พ่วงด้วยโครงการ “ออมพลัส” เพิ่มช่องทางให้ประชาชนสามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาลในราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ 1,000 บาท ซื้อได้ทุกเดือน เพื่อสร้างนิสัยการออมอย่างสม่ำเสมอ

    และโครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account : TISA) ส่งเสริมการออมผ่านตลาดทุน นำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 800,000 บาทต่อปีเท่าเทียมกันทุกคน คาดว่าจะจูงใจมนุษย์เงินเดือนเปิดบัญชี TISA เพื่อการออมและลดหย่อนภาษีได้ไม่น้อยกว่า 11–12 ล้านคน

    โดยโครงการ TISA เป็นการปรับปรุงการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนที่มีอยู่เดิม ผ่านกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุน จึงถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังยกเว้นภาษีเงินปันผลดอกเบี้ย โดยเงินลงทุน 200,000 บาทแรก จะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย หากถือครองสินทรัพย์ในบัญชี TISA เป็นเวลา 5 ปี อีกทั้งยังยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับธุรกิจประกันภัยรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงประกันภัยขั้นพื้นฐานได้, การส่งเสริมให้มีประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ

    เสาที่ 5 หมดยุคกิน “บุญเก่า” ลุยลงทุนใหม่

    การลงทุนเพื่ออนาคตคือการวางรากฐานโครงสร้างของประเทศไทยใหม่ หลังจากที่ประเทศไทย “กินบุญเก่า” จากการลงทุนในอดีต ใกล้หมดเต็มที

    เพื่อสร้างความเข้มแข็งในระยะยาว การลงทุนในทรัพยากรบุคคล หรือ “คน” เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการเตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น เกษตรกรรมสมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร สมาร์ทอิเล็ก ทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ อุตสาหกรรม การแพทย์ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

    รัฐบาลจึงมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จับคู่ความต้องการ แรงงานระหว่างบริษัทกับมหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตรระยะสั้นตอบโจทย์ความ ต้องการของอุตสาหกรรมแบบตรงเป้าหมาย คล้ายคลึงสถาบันไทย-เยอรมัน หรือไทย-ญี่ปุ่นในอดีต โดยปัจจุบันการเรียนเสริมความรู้ เพิ่มทักษะทำได้จากทุกที่ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเรียนหรือเรียนผ่านมหาวิทยาลัยเท่านั้น

    รัฐบาลยังได้ไฟเขียวเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถที่มีอยู่ราว 10,000 ล้านบาท มุ่งยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความ ต้องการให้มากที่สุด

    อีกด้านคือการปลดล็อกหลักเกณฑ์การลงทุนต่างๆ ภายใต้โครงการ “Thailand Fast Pass” หยิบโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้ว มาสะสางปัญหาที่ติดขัด ให้เดินหน้าลงทุนได้ทันที

    เบื้องต้นตรวจสอบพบมีโครงการที่ได้รับบีโอไอแล้ว 60 โครงการ มูลค่าลงทุน 120,000 ล้านบาท แต่ยัง ติดเงื่อนไข ทำให้ลงทุนต่อไม่ได้ หากสามารถเร่งเคลียร์ข้อติดขัด เชื่อว่าจะช่วยสร้างงาน สร้างเงินได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ได้รับอนุมัติจากบีโอไอแล้ว 4 โครงการ มูลค่าการลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท ลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) แต่ติดปัญหาเรื่องระบบพลังงาน ซึ่งล่าสุดกระทรวงพลังงานเดินหน้าแก้ปัญหาเรียบร้อยแล้ว

    การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ ถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถขยายขอบเขตการลงทุนไปได้อีกหลายประเภท ทำให้ไทยเข้าใกล้เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค และศูนย์กลางนวัตกรรมทางการเงินของภูมิภาคมากขึ้น ส่วนรูปแบบการลงทุนจะเน้นให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ขณะที่รัฐจะอำนวยความสะดวก ขจัดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค โดยพร้อม “กิโยตินกฎระเบียบ” เดินการลงทุนเพื่ออนาคตแบบเต็มพิกัด.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2901855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VLn0g_uhjO-7I1JV_w-tZ

  • เตือนข่าวปลอม “หลอกลงทุนหุ้น OR” ระวังสูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

    เตือนข่าวปลอม “หลอกลงทุนหุ้น OR” ระวังสูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

    ดีอี เปิด 7 อันดับข่าวเรื่องที่คนสนใจ ทั้งจริง และบิดเบือน เตือนภัย มิจฉาชีพ “หลอกลงทุนหุ้น OR” ระวังสูญเงิน – ข้อมูลส่วนบุคคล

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

    ทั้งนี้ ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 AFNC ได้ตรวจสอบพบข้อความทั้งหมด 163,361 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 13,104 ข้อความ

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุดคือ ข้อความที่มาจาก Social Listening 13,096 ข้อความ และช่องทาง Facebook 8 ข้อความ โดยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 59 เรื่อง ได้รับผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 13 เรื่อง ในจำนวนนี้เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 7 เรื่อง ซึ่งเป็นข่าวจริง 5 เรื่อง ข่าวปลอม 1 เรื่อง และข่าวบิดเบือน 1 เรื่อง ได้แก่

    อันดับที่ 1 ข่าวปลอม : เรื่อง OR เปิดเพจเฟซบุ๊ก Government Savings ชวนลงทุนหุ้น

    อันดับที่ 2 ข่าวจริง : เรื่อง กินหน่อไม้สดปริมาณมาก เสี่ยงรับพิษจากสารไซยาไนด์ อันตรายถึงชีวิต

    อันดับที่ 3 ข่าวจริง : เรื่อง ทหารกัมพูชา ยิง BM-21 ลงเขตพื้นที่พลเรือน 55 จุด บ้านเรือนเสียหาย 13 หลัง

    อันดับที่ 4 ข่าวจริง : เรื่อง เตือนประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน งดใช้โทรศัพท์มือถือและห้ามนำสิ่งของไปมอบในพื้นที่เสี่ยง

    อันดับที่ 5 ข่าวจริง : เรื่อง กยศ.ช่วยผู้กู้ยืมที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ขอผ่อนผันหนี้ได้โดยไม่เสียดอกเบี้ย สูงสุด 2 ปี

    อันดับที่ 6 ข่าวบิดเบือน : เรื่อง ห้องน้ำในสนามราชมังฯ ยังปรับปรุงไม่เสร็จสมบูรณ์ สกปรก มีกลิ่น

    อันดับที่ 7 ข่าวจริง : นายกรัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ

    สำหรับอันดับ 1 เป็นข่าวปลอม : เรื่อง “OR เปิดเพจเฟซบุ๊ก Government Savings ชวนลงทุนหุ้น” กระทรวงดีอี ได้ประสานร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กระทรวงพลังงาน ตรวจสอบและยืนยันเป็น “ข่าวปลอม”

    เนื่องจากเพจดังกล่าวเป็นบัญชีที่มิจฉาชีพจัดทำขึ้น โดยแอบอ้างใช้ตราสัญลักษณ์และผลิตภัณฑ์ Café Amazon ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของ OR มาประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ลงทุนหุ้น ซึ่ง OR ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น

    นอกจากนี้กระทรวงดีอี ขอเตือนว่าการให้ข้อมูลส่วนบุคคลหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ ที่ไม่ได้มาจากช่องทางอย่างเป็นทางการ อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยข้อมูล หรือเงินในบัญชีธนาคารได้

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง 

    โดยขอให้ประชาชนเลือกเชื่อ เลือกแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งได้รับการเผยแพร่จากหน่วยงานที่เป็นทางการเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/734973&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09Sz41J8PKEWnB6psBhyiA

  • โฆษกรัฐบาล เผย USTR ส่งสัญญาณเดินหน้าเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ต่อ

    โฆษกรัฐบาล เผย USTR ส่งสัญญาณเดินหน้าเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ ต่อ

    14 ธันวาคม 2568, 19:18น.

              นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หารือทางโทรศัพท์กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อค่ำวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้รับสัญญาณที่ชัดเจนจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ถึงความพร้อมในการเดินหน้าเจรจาการค้ากับประเทศไทยต่อไป สะท้อนให้เห็นว่า ข้อเสนอของประเทศไทยมิได้ล้มเหลว และยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากฝ่ายสหรัฐฯ แม้สถานการณ์การหยุดยิงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจะยังไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินนโยบายและตัดสินใจทุกประเด็นโดยยึด ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศเป็นหลัก

              นายสิริพงศ์ กล่าวว่า จุดยืนของประเทศไทยยังคงชัดเจนและสม่ำเสมอ การหยุดยิงจะสามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายกัมพูชาดำเนินการตามข้อเรียกร้องและเงื่อนไขที่ประเทศไทยเสนอไว้เท่านั้น เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการเคารพพันธกรณีระหว่างประเทศ

              นอกจากนี้ยังได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ว่า กระทรวงฯ ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศจากการเร่งเดินหน้าเจรจาการค้า พร้อมเสนอให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาแยกประเด็นด้านความมั่นคงออกจากประเด็นทางการค้า เพื่อไม่ให้การเจรจาล่าช้าและกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

              โดยกระทรวงพาณิชย์ยังได้รายงานผลการหารือกับสภาธุรกิจอาเซียน–สหรัฐฯ (USABC) และคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ ที่ลงทุนในประเทศไทยกว่า 40 ราย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่าควรเร่งสรุปผลการเจรจาการค้าโดยเร็ว เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เอง เช่น ข้าวหอมมะลิไทยและสินค้าเกษตรอื่น ๆ

              นายสิริพงศ์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพาณิชย์ เช้าวันนี้ (14 ธ.ค.68) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งอย่างไม่เป็นทางการว่า จะประสานให้ USTR เดินหน้าการหารือในระดับเทคนิคกับฝ่ายไทย ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ

    ….

    #หารือการค้า

    #เศรษฐกิจ

    #ทำเนียบรัฐบาล

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157450&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ACSWjoibXCviq58BpZ6__

  • แรงงานคืนถิ่น:ทางเลือกที่เป็นโอกาส

    แรงงานคืนถิ่น:ทางเลือกที่เป็นโอกาส

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัท ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ จำกัด (SAB) ทำการสำรวจแรงจูงใจและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับไปยังภูมิลำเนา และสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แรงงานคืนถิ่นสามารถยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยมีกลุ่มประชากรเป้าหมาย คือ คนทำงานตอนต้น (อายุ 20-35 ปี) ที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ขึ้นไป ที่ย้ายเข้าไปทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา จำนวน 2,563 ตัวอย่าง

    โดยผลการสำรวจพบว่า สาเหตุที่ทำให้คนทำงานตอนต้นย้ายมาจังหวัดเศรษฐกิจมักเกี่ยวกับเรื่องงาน โดย 60.5% ตั้งใจเข้ามาเพื่อมาทำงาน รองลงมา 21.5% เริ่มต้นเข้ามาเพื่อเรียน ซึ่งเกือบทั้งหมดเลือกทำงานต่อในจังหวัดที่เรียนจบ เพราะมองว่ามีรายได้และสวัสดิการที่ดีกว่าภูมิลำเนา รวมถึงมีความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อม

    ขณะที่แนวโน้มการย้ายกลับภูมิลำเนามีไม่มากและระยะเวลาการย้ายกลับค่อนข้างนาน โดยมีเพียง 1 ใน 3 ที่มีแนวโน้มย้ายกลับ ซึ่งกลุ่มลูกจ้างภาครัฐจะกลับเมื่อเกษียณ ขณะที่ลูกจ้างเอกชนและกลุ่มอาชีพอิสระจะกลับเมื่อมีเงินเก็บตามเป้าหมาย

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบอุปสรรคต่อการย้ายกลับภูมิลำเนา ได้แก่ 1.การสูญเสียรายได้หรือสวัสดิการ เพราะระดับรายได้ปัจจุบันดีกว่าในภูมิลำเนา และยังมีเหลือให้เก็บออม 2.การมีภาระต่างๆ อาทิ การมีบ้านหรือมีลูกกำลังเรียนอยู่ในจังหวัดเศรษฐกิจ รวมถึงการมีหนี้ และ 3.ความผูกพันกับท้องถิ่นที่ลดลง ซึ่งทำให้มองว่าเมืองเศรษฐกิจ ที่อยู่ในปัจจุบันเป็นบ้านมากกว่าภูมิลำเนา

    ทั้งนี้ เมื่อสอบถามถึงปัจจัยที่จะสามารถจูงใจให้กลับไปทำงานที่ภูมิลำเนา พบว่า การมีโครงสร้างและระบบสนับสนุนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี อาทิ การมีสวัสดิการพิเศษในการกลับไปทำงานในท้องถิ่นของกลุ่มลูกจ้างภาครัฐ/เอกชน การมีเงินทุนสนับสนุนของกลุ่มอาชีพอิสระ อีกทั้งแรงงานบางส่วนยังให้ความสำคัญกับการมีคุณภาพชีวิตในภูมิลำเนาที่ดีขึ้น ทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม ระบบไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ตที่เสถียร โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ควรมีคุณภาพทัดเทียมกับจังหวัดเศรษฐกิจ ซึ่งอาจช่วยดึงดูดกลุ่มแรงงานที่มีลูกให้กลับมา รวมถึงเป็นแหล่งผลิตแรงงานที่มีคุณภาพให้แก่สถานประกอบการในพื้นที่

    ข้อค้นพบข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ภาครัฐอาจต้องให้ความสำคัญกับการทำให้แรงงานอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ต้น เพื่อเลี่ยงข้อจำกัดจากปัจจัยผูกมัดต่างๆ ที่แรงงานมีหลังจากย้ายออกไปทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ โดยต้องดำเนินการ ได้แก่ 1.พัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจในภูมิลำเนา โดยขยายผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองรอง ส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจังหวัดเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจของภูมิภาค ควบคู่กับการเร่งผลักดันการพัฒนาระบบการขนส่งทางรางในภูมิภาคต่างๆ 2.สร้างแหล่งเงินทุน และส่งเสริมความรู้/ทักษะ ในการประกอบอาชีพ 3.ยกระดับคุณภาพของสาธารณูปโภค บริการการศึกษาและสาธารณสุขในพื้นที่ โดยการพัฒนาคุณภาพและขยายความครอบคลุม และ 4.ส่งเสริมความผูกพันกับบ้านเกิดและสร้างเครือข่ายคนคืนถิ่นในพื้นที่

    อย่างไรก็ดี แม้แรงงานส่วนใหญ่ย้ายเข้าสู่จังหวัดเศรษฐกิจด้วยเหตุผลด้านการจ้างงาน รายได้และสวัสดิการที่ดีกว่า แต่แนวโน้มการย้ายกลับภูมิลำเนายังมีไม่มากและใช้ระยะเวลานาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้ ภาระครอบครัว หนี้สิน และความผูกพันกับพื้นที่เดิมที่ลดลง โดยแรงงานยังคงให้ความสำคัญกับการมีโครงสร้างและระบบสนับสนุนทางเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมในภูมิลำเนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐควรมุ่งเน้นการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ตั้งแต่ต้นควบคู่กับการเสริมสร้างความผูกพันกับท้องถิ่น เพื่อรักษาและดึงดูดแรงงานคุณภาพให้มีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน.

    ครองขวัญ รอดหมวน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/915089/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw052WNE2X_OsGRGvZLtZJtF

  • “เลขาฯเพื่อไทย” ประกาศสัปดาห์หน้าจบรายชื่อผู้สมัคร 400 เขต ลั่นนโยบายเศรษฐกิจชุดใหญ่ปังแน่

    “เลขาฯเพื่อไทย” ประกาศสัปดาห์หน้าจบรายชื่อผู้สมัคร 400 เขต ลั่นนโยบายเศรษฐกิจชุดใหญ่ปังแน่

    “เพื่อไทย” พร้อม 100%! “ประเสริฐ” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ประกาศความพร้อมในการเลือกตั้ง ยืนยันภายในสัปดาห์หน้า สรุปรายชื่อผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ 16 ธ.ค. ระบุไม่มีการประกาศลำดับอย่างเป็นทางการ การันตีว่านโยบายเศรษฐกิจชุดใหญ่จะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม

    วันที่ 14 ธ.ค. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ จะมีการประกาศลำดับด้วยหรือไม่ ว่า ขณะนี้กำลังดูรูปแบบอยู่ อาจจะไม่มีการประกาศถึงขนาดนั้น เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทุกคนมีความสำคัญ แต่ขอให้รอวันที่ 16 ธ.ค. และในวันที่ 15 ธ.ค.นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคอีกครั้ง

    เมื่อถามว่า นโยบายที่จะเปิดจะเป็นด้านใดบ้าง นายประเสริฐ กล่าวว่า จะเป็นในกรอบภาพรวม ต้องรอการประชุม กก.บห.พรรคซึ่งจะมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าหากเปิดมาแล้วจะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชน

    เมื่อถามถึง ความพร้อมในการส่งตัวผู้สมัครทั้ง 400 เขตรวมถึงว่าที่ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ นายประเสริฐ กล่าวว่า พร้อม ภายในสัปดาห์หน้าน่าจะจบทั้ง 400 เขต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/116914&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KqeZNaR9M-9E-TrlBYoW6