Category: เศรษฐกิจ

  • พรรคไทยสร้างไทย ชี้ ยุบสภา คือโอกาสรีเซ็ตประเทศ ชูกองทุนเครดิตประชาชน ช่วยฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    พรรคไทยสร้างไทย ชี้ ยุบสภา คือโอกาสรีเซ็ตประเทศ ชูกองทุนเครดิตประชาชน ช่วยฟื้นเศรษฐกิจฐานราก

    “ไทยสร้างไทย” ชี้ ยุบสภา คือโอกาสรีเซ็ตประเทศ ห่วงสุญญากาศนโยบาย ชู “กองทุนเครดิตประชาชน” ช่วยคนตัวเล็ก ฟื้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

    วันที่ 15 ธันวาคม 2568 นายวรวุฒิ โตวิรัตน์ รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงการยุบสภาว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญในการรีเซ็ตประเทศ คืนอำนาจการตัดสินใจกลับสู่มือประชาชน หลังสังคมเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นทางการเมือง การคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกทิศทางประเทศใหม่เป็นทางออกที่สง่างาม หากการยุบสภานำไปสู่การยกเลิกหรือชะลอโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะเท่ากับซ้ำเติมประชาชน ทั้งจากเงินดิจิทัลแจกเงินหมื่นที่ไม่เคยได้รับ และมาตรการพยุงเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่หายไปในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ 

    นายวรวุฒิ ระบุว่า ดังนั้นพรรคไทยสร้างไทย ได้เตรียมนโยบายที่เป็นการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างกองทุนเครดิตประชาชน ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 ต่อเดือน เพื่อต่อยอดการประกอบอาชีพ และแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ เสริมสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยยืนยันว่าการเลือกตั้งใหม่คือความหวังของประเทศ และพรรคไทยสร้างไทยพร้อมนำนโยบายที่เป็นธรรมและยั่งยืนกว่าเดิมเข้าสู่การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2902027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BXkWseu7ZlNKbjl9ikQus

  • ความก้าวหน้าคนไทย หลุดแผนชาติ พิษเศรษฐกิจ-หนี้สิน ฉุดร่วง 2 ปีติด

    ความก้าวหน้าคนไทย หลุดแผนชาติ พิษเศรษฐกิจ-หนี้สิน ฉุดร่วง 2 ปีติด

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแพร่รายงาน ดัชนีความก้าวหน้าของคนของประเทศไทย ในปี 2567 พบว่า ความก้าวหน้าของคนในปี 2567 ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยอยู่ที่ 0.6363 ลดลงจากปีก่อนที่มีค่า 0.6398 ส่งผลให้สถานการณ์การพัฒนาคนของไทยยังไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่กำหนดไว้ที่ 0.7209

    ด้านคมนาคมและการสื่อสารเป็นด้านที่มีระดับการพัฒนาสูงที่สุดตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน และการจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือที่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยในปี 2567 ด้านคมนาคมและการสื่อสารมีค่า 0.8109 

    ขณะที่ด้านการศึกษา เป็นด้านที่มีระดับการพัฒนาต่ำที่สุด โดยมีค่าดัชนีความก้าวหน้าของคนอยู่ที่ 0.5282 และด้านการมีส่วนร่วมมีระดับการพัฒนาคนต่ำสุด เป็นอันดับที่ 2 อยู่ที่ 0.5336 โดยทั้ง 2 ด้าน เป็นด้านที่มีอันดับต่ำที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา

    สศช. รายงานว่า การลดลงของการพัฒนาคนในปี 2567 เป็นผลมาจากการลดลงของการพัฒนาคนในด้านชีวิต ครอบครัวและชุมชน สุขภาพ เศรษฐกิจ และชีวิตการงาน มีสาเหตุมาจากการที่เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัวในระดับต่ำ โดย ขยายตัวเพียง 2.5% หนี้สินครัวเรือนอยู่ในระดับสูง และมีหนี้เสียเพิ่มขึ้น 

    รวมทั้งมีการจ้างงานที่ลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม ส่งผลกระทบไปถึงปัญหาด้านอื่น ทั้งการก่ออาชญากรรมปัญหาครอบครัว ขณะเดียวกัน ปี 2567 ประเทศไทยยังพบการเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้น อาทิ โรคปอดอักเสบมี ผู้ป่วยสูงถึง 3.98 แสนคน เพิ่มขึ้นจาก ปี 2566 หรือ 35.2% และโรคไข้หวัดใหญ่มีผู้ป่วย 6.51 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 55.2% อีกทั้งยังพบผู้ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิต และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 ยังมีด้านที่มีความก้าวหน้าของคนมากขึ้น คือ การศึกษา การคมนาคมและการสื่อสาร ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วม โดยในด้านการศึกษาเกิดจากคุณภาพการศึกษาที่ปรับตัวดีขึ้น สะท้อนจากคะแนน O-NET ของนักเรียนที่สูงขึ้น 

    เช่นเดียวกับโอกาสในการได้รับการศึกษาที่ในปี 2567 มีอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจาก มาตรการแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งยังสามารถขยายโอกาสในการเรียนต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น สะท้อนจากอัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น

    ขณะที่ด้านคมนาคมและการสื่อสารดีขึ้นจากการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการสื่อสารที่ขยายตัวครอบคลุม อีกทั้ง การมีนโยบายที่ให้สวัสดิการผ่านช่องทางออนไลน์ และการแนวโน้มการรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรมากขึ้น

    ส่วนในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อมที่มีการพัฒนาดีขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการในการส่งเสริมให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองมากขึ้น โดยรัฐบาลมีมาตรการสำคัญ คือการลดค่ารรรมเนียมการโอนและการจดจํานอง การลดหย่อนภาษีในการก่อสร้างบ้าน การผ่อนคลายมาตรการ LTV รวมถึงการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์สนับสนุนสินเชื่อบ้านกับผู้มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลาง

    นอกจากนี้ ในด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม พบว่า ปี 2567 คุณภาพสิ่งแวดล้อมปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะคุณภาพอากาศที่มีละอองฝุ่นขนาดเล็ก (PM2.5) ลดลง รวมทั้งการมีส่วนร่วมที่ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา จากบทบาทและความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมที่เพิ่มขึ้นสะท้อนจากจำนวนองค์กรชุมชนที่เพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าของคนมีแนวโน้มสอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อเปรียบเทียบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของดัชนีความก้าวหน้าของคน ระหว่างปี 2559 – 2567 (ไม่รวมปี 2563 ที่เป็นช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19) พบว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ดัชนีความก้าวหน้าของคนจะปรับตัวลดลง และจะเพิ่มขึ้นเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวสูง 

    ความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นผลจากองค์ประกอบของดัชนีความก้าวหน้าของคนในด้านที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมีระดับ ความก้าวหน้าสูงกว่าด้านอื่น โดยด้านเศรษฐกิจและชีวิตการงาน มีค่าดัชนีสูงกว่าด้านอื่น และสูงกว่าด้านที่ต่ำที่สุด คือด้านการศึกษาถึงเกือบ 15 เท่า

    ขณะที่ความสัมพันธ์ของความก้าวหน้าของคนกับเทคโนโลยีที่สะท้อนจากดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของ IMD กลับไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนนัก ทั้งที่ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคนในหลายด้าน ทั้งการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต และการให้บริการ 

    โดยธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยสูงเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ข้อมูลจาก Surfshark พบว่า คุณภาพชีวิตด้านดิจิทัลของไทย อยู่อันดับที่ 51 ของโลกในปี 2566 และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนเช่นกัน นอกจากนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลยังมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาในด้านอื่น ทั้งการขยายโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ รวมทั้งการยกระดับการให้บริการ และคุณภาพในด้านสาธารณสุข 

    อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนา จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้มากขึ้น หรือสร้างการเข้าถึงและพัฒนาทักษะของประชาชนให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/646589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw222Z-xfjMO37mp5Viwf1KB

  • จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย  : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 15 ธ.ค.68

    จับสัญญาณอนาคต ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 15 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/4v9qoskm3hY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XvtJWSJE1SznIrTjdIjaN

  • เศรษฐกิจจีนชะลอตัวในเดือนพ.ย.-IMF แนะปฏิรูปโครงสร้างศก.เพื่อเติบโตระยะยาว

    เศรษฐกิจจีนชะลอตัวในเดือนพ.ย.-IMF แนะปฏิรูปโครงสร้างศก.เพื่อเติบโตระยะยาว

    วันนี้, 15:45น.

              สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนพ.ย.แสดงถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เพิ่มความท้าทายให้กับคณะผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจจีนจะต้องหาวิธีการใหม่ๆในการขับเคลี่อนเศรษฐกิจซึ่งซึ่งมีมูลค่า 19 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

              โดยเฉพาะการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมในเดือนพ.ย.เติบโตร้อยละ 4.8 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2567 อีกทั้ง ชะลอตัวจากร้อยละ 4.9 ในเดือนต.ค.และต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้คือ ร้อยละ 5 ขณะที่ตัวเลขค้าปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการบริโภคในประเทศ เติบโตเพียงร้อยละ 1.3 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.2565 อีกทั้งต่ำกว่าร้อยละ 2.9 ในเดือนต.ค.และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ร้อยละ 2.8

             นายซู เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัทวิจัยตลาด อีโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนท์ ยูนิต(Economist Intelligence Unit) ตั้งข้อสังเกตว่า ภาวะการชะลอตัวของจีน เป็นผลจากมาตรการให้เงินอุดหนุนของรัฐ เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้นำสินค้าเก่ามาแลกซื้อสินค้าใหม่เริ่มอ่อนแรง, วิกฤตที่ยืดเยื้อในภาคอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่เสี่ยงทำให้เกิดภาวะเงินฝืดเพิ่มขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการส่งออกเพื่อขับเคลี่อนเศรษฐกิจจีนให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

              แต่กลยุทธ์นี้ ดูเหมือนจะไม่มีความยั่งยืนในระยะยาวเนื่องจากหุ้นส่วนการค้าทั่วโลกของจีน รวมถึงสหรัฐฯ ฝรั่งเศสและเม็กซิโก เริ่มไม่พอใจที่จีนได้เปรียบดุลการค้ามากถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และเริ่มมองหาวิธีตั้งกำแพงกีดกันทางการค้ากับจีนมากขึ้น

              สอดคล้องกับนักเศรษฐศาสตร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) เสนอแนะให้จีนให้ความสำคัญกับเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ไขปัญหาวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ ลดหนี้สาธารณะ กระตุ้นการลงทุนจากเอกชน ส่งเสริมการบริโภคในประเทศ เพิ่มสวัสดิการสำหรับแรงงาน และปรับนโยบายเกี่ยวกับการผลิตและการส่งออกสินค้าให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม จะช่วยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตในระยะยาว

    #เศรษฐกิจจีนชะลอตัว

    ที่มา: รอยเตอร์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157485&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q_WXMBv4cmx9NntCricj4

  • ตุรกีซุ่มพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง

    ตุรกีซุ่มพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตนเอง

    ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐตุรกี (TCMB) ระบุว่า ปัจจุบันกำลังดำเนินการในระยะที่ ของ “โครงการวิจัยและพัฒนาลีราตุรกีดิจิทัล” (Digital Turkish Lira R&D Project) ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยในรายงานความคืบหน้าลีราตุรกีดิจิทัล ระยะที่ 2 ที่จัดทำขึ้นนั้น ได้มีการเปิดเผยสถานะปัจจุบันของการดำเนินงาน โดยเน้นไปที่หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การชำระเงินแบบโปรแกรมได้ (Programmable payments), การชำระเงินแบบออฟไลน์ (Offline payments) และความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบ (Interoperability) รายงานดังกล่าวระบุว่า หลังจากที่ได้เผยแพร่รายงานการประเมินผลระยะที่ ไปเมื่อสิ้นปี 2023 ทางโครงการก็ได้เริ่มดำเนินงานในระยะที่ 2 ต่อทันที โดยการดำเนินงานยังคงยึดถือหลักการที่ระบุไว้ในรายงานการประเมินผลเดิม ได้แก่ ความเป็นส่วนตัวความยืดหยุ่นทางเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมความสามารถในการทำงานร่วมกันหลักการไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และการไม่พึ่งพาตัวกลางทางการเงิน รายงานยังเน้นย้ำถึงเป้าหมายในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับกรณีการใช้งานเชิงนวัตกรรมด้วยลีราตุรกีดิจิทัล และการสร้างช่องทางการชำระเงินส่วนเพิ่ม ซึ่งคาดว่าจะช่วยสร้างความเป็นเอกภาพในการชำระเงินและเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) ให้มากขึ้น

    รายงานระบุว่า เป้าหมายหลักคือการรักษาความน่าเชื่อถือและอธิปไตยของเงินลีราตุรกีควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระเงิน โดยในระยะที่ ของโครงการวิจัยและพัฒนานี้ ยังคงมีการดำเนินกิจกรรมด้านสกุลเงินดิจิทัลร่วมกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง รายงานระบุว่ากำลังดำเนินการพัฒนาระบบต้นแบบ (Prototype) ที่สร้างขึ้นในระยะที่ 1 ให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจนถึงระดับ “ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงขั้นพื้นฐาน” (Minimum Viable Product) รวมถึงการดำเนินงานเพื่อนำสถาบันตัวกลางทางการเงินเข้ามาในระบบ โดยมีรายละเอียด กล่าวคือ การชำระเงินแบบโปรแกรมและการชำระเงินแบบออฟไลน์ เป็นจุดเน้นหลักของการดำเนินงานในระยะที่ 2 นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินการเพื่อพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดนภายในธนาคารกลางฯ อีกด้วย นอกเหนือจากงานด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการวิเคราะห์และเตรียมความพร้อมในมิติด้านกฎหมายและเศรษฐศาสตร์ โดยมีการทำแบบจำลองเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของลีราตุรกีดิจิทัลที่มีต่อระบบการเงิน ซึ่งผลลัพธ์ของการศึกษาจะถูกแบ่งปันสู่สาธารณะในลำดับถัดไป และเช่นเดียวกับระยะที่ 1 ในระยะที่ 2 นี้จะมีการทดสอบนำร่อง (Pilot tests) ซึ่งจะครอบคลุมการปรับปรุงระบบ ฟังก์ชันใหม่ และสถานการณ์จำลองที่หลากหลาย โดยมีแผนจะใช้สถานการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดการใช้งานจริงแบบทันที เพื่อวัดคุณสมบัติและประสิทธิภาพของระบบได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

    การศึกษาในมิติด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ของลีราตุรกีดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป รายงานระบุว่า ในขณะที่ระบบลีราตุรกีดิจิทัลกำลังถูกพัฒนาให้สมบูรณ์ขึ้นในระยะที่ 2 นั้น มีความคืบหน้าในด้านการชำระเงินแบบโปรแกรมและแบบออฟไลน์ รวมถึงมีการศึกษาเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของระบบ เช่น การเชื่อมต่อกับสถาบันตัวกลางทางการเงินการประยุกต์ใช้อัตลักษณ์ดิจิทัล (Digital Identity) กับสกุลเงินดิจิทัลโดยเฉพาะการใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัล และการชำระเงินข้ามพรมแดน

    รายงานย้ำว่า การศึกษาในมิติด้านเทคโนโลยี กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ยังคงดำเนินอยู่ และมีแผนที่จะปิดจบระยะที่ 2 เมื่อผลการศึกษาเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์ ในรายงานความคืบหน้าโครงการฯ ระบุว่า เป้าหมายต่อไปคือการก้าวเข้าสู่ การดำเนินงานในระยะที่ 3 ซึ่งหากมีการตัดสินใจให้นำลีราตุรกีดิจิทัลออกใช้หมุนเวียนจริง กระบวนการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการออกกฎระเบียบทางกฎหมาย จะถูกดำเนินการในระยะที่ นี้

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    ตามที่เราทราบกันว่า เงินสกุลดิจิทัลคือ รูปแบบของเงินที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือดิจิทัลเท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนเป็นเหรียญหรือธนบัตรทางกายภาพเหมือนเงินที่เราใช้กันอยู่ เงินอิเล็กทรอนิกส์ถูกควบคุมและตรวจสอบโดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบกระจายอำนาจ (บล็อกเชน) โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลางอย่างธนาคารหรือรัฐบาล ทำให้มันมีความปลอดภัย โปร่งใส และมีอิสระในการทำธุรกรรมมากขึ้น อย่างไรก็ดี สกุลเงินดิจิทัลของประเทศหรือธนาคารกลางของหลายประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้น คือ Central Bank Digital Currency (CBDC) คือ เงินตราประจำชาติที่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล โดยมี ธนาคารกลาง ของประเทศนั้น ๆ เป็นผู้รับรองและออกให้ ซึ่งหมายความว่ามันมีความมั่นคงและมีสถานะเป็น เงินที่ถูกกฎหมาย (Legal Tender) เช่นเดียวกับเงินสดที่เราใช้กันอยู่ โดยประเทศที่มี CBDC อย่างเป็นทางการแล้วในปัจจุบันได้แก่ บาฮามาส จาเมกา และไนจีเรีย ในขณะที่ จีน สวีเดน เกาหลีใต้ และอินเดียเอง ก็อยู่ในการทดลงสกุลเงินดิจิทัลดังกล่าวเช่นกัน 

    โดยในทางปฏิบัตินั้น มูลค่าของเงิน CBDC จะมีความคงที่กว่าเหรียญสกุลคริปโตอย่างมาก กล่าวคือ 1 CBDC = 1 บาท และไม่ผันผวนรุ่นแรงเหมือนเหรียญสกุลคริปโตอื่นๆ เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่ออกและรับประกันโดยธนาคารกลาง (State-backed) ซึ่งจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องล้มละลายหรือฉ้อโกง โดยจะสามารถใช้เพื่อการซื้อสินค้าและบริการและชำระหนี้ได้อย่างถูกกฎหมายเหมือนเงินสดทุกประการ เพียงแต่เป็นแบบดิจิทัลเท่านั้น ซึ่งหากต้องเปรียบเทียบความต่างระหว่าง CBDC กับ Cryptocurrency นั้น อาจจะบอกได้ดังนี้ รัฐบาลเป็นผู้ออก CBDC มีความมั่นคง คงที่ของมูลค่าและเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Legal Tender) แต่ Cryptocurrency ไม่มีคนกลาง มีความผันผวนของมูลค่าตลอดเวลา และถือเป็นเพียงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เท่านั้น

    หากตุรกีสามารถพัฒนาเงินสกุลดิจิทัลของตัวเองได้สำเร็จ อาจจะทำให้ตุรกีเข้าสู่สังคม ไร้เงินสด (Cashless) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของตุรกี ในทางใดทางหนึ่งเช่นกัน

    ที่มา: https://www.aa.com.tr/tr/ekonomi/dijital-turk-lirasi-projesinin-ikinci-faz-ilerleme-raporu-yayimlandi/3752123 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/uswyjlgo921ezhumm6z04v9j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mRniR6VZXOdNT8pOTC7ID

  • เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    หลังการยุบสภา 12 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง ช่วงเวลาที่คำว่า “ความหวัง” เดินเคียงคู่กับ “ความเปราะบาง” เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า หนี้ครัวเรือนที่กดทับกำลังซื้อ

    และการลงทุนที่ชะลอเพราะความไม่แน่นอน ล้วนทำให้การเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรัฐบาล แต่คือบททดสอบว่าไทยจะเลือก “เดินหน้าแก้โครงสร้าง” หรือ กลับไปวนอยู่กับนโยบายระยะสั้นเหมือนที่ผ่านมา

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ท่ามกลางคำถามใหญ่ของประเทศ “ดร.วัชราภรณ์ กันทะพะเยา” นักเศรษฐศาสตร์ ฝ่าย Wealth Research บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ฉายภาพอย่างตรงไปตรงมากับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า “จุดพลิกเกม” ของเศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน รัฐบาลใหม่ควรเร่งทำอะไรใน 100 วันแรก

    และปัจจัยใดจะเป็นตัวตัดสินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ หรือเป็นเพียงรอบซ้ำของปัญหาเดิมที่ไทยเผชิญมานาน

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่า จุดพลิกเกมเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง 2569 อยู่ตรงการเปลี่ยนจากนโยบายแก้ปลายเหตุไปสู่การแก้เชิงโครงสร้าง เพื่อให้เอกชนกลับมาลงทุนมากขึ้นและให้รัฐมีความน่าเชื่อถือเชิงการคลังพอจะบริหารความเสี่ยงได้

    จุดนี้จะเกิดได้เมื่อรัฐบาลใหม่ส่งสัญญาณ 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ มีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงพอที่จะทำให้การทำงานได้อย่างต่อเนื่อง นโยบายทางการคลังที่ชัดเจน และแพ็กเกจยกระดับผลิตภาพที่ทำได้จริงใน 3-5 ปี

    3 ปัญหาที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ปัญหา

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่าสิ่งที่ควรทำก่อน คือ

    1. กระตุ้นกำลังซื้อ เนื่องจากเป็นมาตรการที่สามารถทำได้เลย ถือว่าเป็น Quick Win แต่ก็ต้องยอมรับว่าภายใต้งบประมาณที่มีอย่างจำกัด อาจส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมจำกัดเช่นกัน
    2. การคลังอ่อนแอ ซึ่งประเด็นนี้จะควบคู่กับประเด็นหนี้สาธารณะที่สูงด้วย เพราะสถานะการคลังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ รวมถึงการลงทุน โดยรัฐบาลใหม่อาจต้องใช้นโยบายที่มีไทม์ไลน์ชัดเจนต่อการลดหนี้และเพิ่มรายได้ทางการคลัง โดยเฉพาะในแง่ของการเพิ่มรายได้ที่อาจจะต้องดึงคนที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น
    3. แก้หนี้ครัวเรือน แม้ผลของการแก้หนี้ครัวเรือนอาจใช้ระยะเวลานาน แต่มีความยั่งยืนมากกว่า เพราะหากหนี้ครัวเรือนลดลง ครัวเรือนจะมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศอย่างยั่งยืน. 

    นโยบายประชานิยมรอบใหม่ ที่จะถูกใช้เป็นหัวใจหาเสียง? เสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังระยะกลางแค่ไหน? 

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่า ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง มีความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นประชานิยมรอบใหม่ถูกนำมาใช้ แต่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังระยะกลางจะอยู่ในระดับน่ากังวล หากนโยบายนั้นสร้างภาระรายจ่ายผูกพันถาวร หรือเป็นการอุดหนุนราคาแบบปลายเปิดที่ไร้กลไกยุติ 

    ในทางกลับกัน หากออกแบบให้พุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม มีกรอบเวลาชัดเจน และระบุแหล่งที่มาของเงินอย่างโปร่งใส ความเสี่ยงจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 

    กล่าวโดยสรุปคือ ตลาดทุนไม่ได้ตัดสินความเสี่ยงจากชื่อโครงการ แต่จะพิจารณาจากวินัยของการจัดสรรงบประมาณ และเงื่อนไขการสิ้นสุดโครงการเป็นสำคัญ.

    ถ้าต้องขึ้นภาษีบางประเภทเพื่อฟื้นเสถียรภาพคลัง อะไรคือภาษีที่กระทบเศรษฐกิจน้อยที่สุด แต่สร้างรายได้มากสุด ? 

    แนวทางที่กระทบกับเศรษฐกิจน้อยที่สุด ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำในปัจจุบัน คือ การขยายฐานภาษีมากกว่าการเพิ่มอัตราภาษี โดยเฉพาะการดึงคนและธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีให้มากที่สุด 

    โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างประเทศ เช่น E-Commerce, Social media, cloud services ที่สร้างรายได้จากผู้บริโภคไทยหรือผู้ประกอบการไทยเป็นจำนวนมาก

    แต่ภาระภาษีที่ชำระในประเทศยังต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง.

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ถามว่า ไทยผลักดันเศรษฐกิจโตกว่า 3% ต้องปลดล็อกอะไร ?

    ดร.วัชราภรณ์ มองว่าหากเป้าหมายคือการยกระดับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ทะลุระดับ 3% อย่างยั่งยืน ตัวล็อกสำคัญลำดับแรกที่ต้องเร่งปลด คือ โครงสร้างระบบราชการและกฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) เนื่องจากเป็นคอขวดสำคัญที่บั่นทอนศักยภาพการลงทุนของภาคเอกชน และเป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เมื่อกลไกภาครัฐมีความคล่องตัวและเอื้อต่อการลงทุนแล้ว 

    ภารกิจเร่งด่วนลำดับถัดไป คือ “การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ผ่านกระบวนการ Upskill และ Reskill ที่มีดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม” แม้โครงสร้างประชากรจะเป็นความท้าทายใหญ่ของประเทศ แต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าวต้องใช้เวลายาวนาน

    ดังนั้น ยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่การรอแก้ปัญหาเชิงปริมาณของประชากร แต่เป็นการเร่งสร้างผลิตภาพเชิงคุณภาพ ให้สามารถเอาชนะข้อจำกัดด้านกำลังแรงงานที่ลดลงให้ได้. 

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางยาวนาน รัฐบาลใหม่ต้องทำอะไรเพื่อหลุดจากวงจรนี้ ? 

    การที่ไทยติดอยู่ในกับดักประเทศรายได้ปานกลางมาเป็นเวลานาน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าการที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพมาเป็นเวลานาน

    โดยมองว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ระบบภาษีที่ยังไม่เอื้อต่อการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว แรงงานชนชั้นกลางแบกภาระภาษีมากเกินไปจนทำให้มีรายได้ที่เหลือหลังหักภาษี (Disposable income) ถูกจำกัดอยู่ในระดับต่ำ 

    ขณะที่ รายได้หรือค่าจ้างแท้จริงเติบโตช้าทำให้ความสามารถในการลงทุนกับการศึกษาที่สูงขึ้น ทักษะใหม่ รวมถึงการสร้างความมั่นคงทางการเงินจึงถูกบั่นทอน รัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องทำต่างจากที่ผ่านมาด้วยการปรับโครงสร้างระบบภาษีให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยดึงคนและธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นอย่างจริงจัง 

    นอกจากนี้ การส่งเสริมธุรกิจระดับฐานราก (Micro Enterprises และ SMEs) อย่างจริงจัง เนื่องจากภาคธุรกิจกลุ่มนี้เป็นแหล่งจ้างงานหลักและเป็นฐานรายได้ของครัวเรือนส่วนใหญ่ของประเทศ หาก SMEs ไม่สามารถเติบโตหรือยกระดับผลิตภาพได้ เศรษฐกิจไทยจะติดอยู่กับกิจกรรมมูลค่าเพิ่มต่ำอย่างถาวร 

    ดังนั้น รัฐบาลใหม่ควรสร้างนโยบายเพื่อผลักดันธุรกิจระดับฐานรากเหล่านี้ให้เติบโตอย่างเป็นระบบ โดยยกระดับให้เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติด้วยการเอื้อให้เข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนถูก ยืดระยะเวลาในการคืนหนี้ เพื่อช่วยลดแรงกดดันด้านสภาพคล่องในช่วงเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจขนาดเล็กไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพสูงขึ้น พร้อมจัดตั้งผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจคอยให้คำแนะนำและส่งเสริมอย่างจริงจัง.

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ไทยพร้อมหรือยังกับการปฏิรูปใหญ่ เช่น ภาษีที่ดิน, ยกเครื่องกฎหมายแรงงาน, หรือ ปฏิรูปราชการ ? 

    หากประเมินตามความเป็นจริง ประเทศไทยอยู่ในสถานะพร้อมแบบมีเงื่อนไข ความสำเร็จของการปฏิรูปไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจำเป็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับต้นทุนทางการเมือง และศิลปะในการบริหารการเปลี่ยนผ่านของรัฐบาลเป็นสำคัญ 

    สำหรับการปฏิรูปเรื่องละเอียดอ่อนอย่างภาษีที่ดินหรือโครงสร้างราชการ รัฐบาลไม่สามารถใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่า แต่ต้องใช้ยุทธศาสตร์แบบขั้นบันได (Phased Approach) ที่มีการออกแบบระยะเวลาเปลี่ยนผ่านให้สังคมปรับตัวได้ เพื่อลดแรงเสียดทานในส่วนของกฎหมายแรงงาน 

    หัวใจสำคัญ คือ การสร้างจุดสมดุลใหม่ โดยต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวแข่งขันได้ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องวางระบบสวัสดิการและระบบสร้างทักษะใหม่ที่เปรียบเสมือนตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งให้แก่แรงงาน

    หากขาดสมดุลนี้ แรงต้านจากผู้เสียผลประโยชน์จะเป็นกำแพงต้านที่ทำให้การปฏิรูปต้องล้มเหลวเหมือนในช่วงที่ผ่านมา.

    เลือกตั้ง 2569 เป็น “จุดเปลี่ยนประเทศ” หรือ “ซ้ำปัญหาเดิม” ? อะไรคือปัจจัยตัดสิน ? 

    ปัจจัยตัดสิน คือ ความสามารถในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีเอกภาพเชิงนโยบาย โดยหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่ชัดเจน จะทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้ง การปฏิรูปภาษี การแก้หนี้ครัวเรือน และการเร่งการลงทุน โดยไม่ถูกจำกัดด้วยการต่อรองทางการเมือง ซึ่งมักทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง ล่าช้า หรือถูกลดทอนจนไม่เกิดผลจริง 

    ในทางกลับกัน หากรัฐบาลเป็นลักษณะเสียงข้างน้อยหรือรัฐบาลผสมที่ขาดเอกภาพ ความเสี่ยงของการติดหล่มนโยบายจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยนโยบายสำคัญอาจถูกเลื่อนออกไปหรือเปลี่ยนทิศทางบ่อยครั้ง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ

    และท้ายที่สุดแล้วอาจทำให้เศรษฐกิจกลับเข้าสู่วงจรเดิมของการเติบโตในระดับต่ำ.

    หากเป็นที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจรัฐบาล นโยบายเร่งด่วนและระยะยาวที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริงคืออะไร ?

    นโยบายเร่งด่วน ได้แก่ 

    1. แก้หนี้ครัวเรือน เพื่อให้ครัวเรือนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน

    2. ปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษีให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการขยายฐานภาษีด้วยการคนและธุรกิจที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น ควบคู่กับการลดการขาดดุลการคลัง 

    3. การส่งเสริมการลงทุน โดยเน้นเพิ่ม Easing to do business เพราะจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะกลางถึงยาว

    ทั้งนี้ รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งออกนโยบายเชิงรุกแบบ Fast track เพื่อปลดล็อกคอขวดด้านการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

    หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม แต่คือ การลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นของการทำธุรกิจผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบ กระบวนการอนุญาต และลดขั้นตอนราชการให้รวดเร็ว โปร่งใส ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนได้มากขึ้น

    4. มุ่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศผ่าน FTA หรือขยายคู่ค้าให้มากขึ้น เพราะจะเป็นทางรอดของการค้าและการลงทุนไทยอย่างยั่งยืนในระยะข้างหน้า อีกทั้ง ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ 

    5. ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง โดยออกนโยบายด้านความปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ควบคู่กับการเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้นเช่นเดิม. 

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    นโยบายระยะยาว ได้แก่ 

    1. ขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและเสริมสร้างพลังงานแห่งอนาคต เช่น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) พลังงานสะอาด Data center และ AI เพื่อรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง และดึงดูด FDI ระยะยาว 
    2. ขยายโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงภูมิภาค เพื่อเอื้อต่อการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ SMEs และเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งภาคส่งออกไทย และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในตัวให้เกิดการขยายไปยังเมืองรองมากขึ้น
    3. ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผ่านระบบการศึกษาให้ทันสมัย เพิ่มทักษะแรงงานให้ทันโลกธุรกิจและเทคโนโลยี เพราะสุดท้ายแล้วจะเป็นการยกระดับผลิตภาพแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง.

    เลือกตั้ง 2569 จุดพลิกเศรษฐกิจไทย! นักเศรษฐศาสตร์ชี้ 100 วันแรก เร่ง 3 Quick Win ถ้าไม่อยากวนลูปเดิม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/735029&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vzegKosQV1xfVA7H-iFJL

  • คลัง ยันยุบสภาฯไม่สะดุดเศรษฐกิจ ชี้กระทบปี 69 วงจำกัด คาด GDP โต 2%

    คลัง ยันยุบสภาฯไม่สะดุดเศรษฐกิจ ชี้กระทบปี 69 วงจำกัด คาด GDP โต 2%

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน สัมมนา “Thailand Confidence 2026: ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นสู่อนาคต” ว่า การยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจะหยุดเดิน จากการประเมินของกระทรวงการคลัง ผลกระทบจากการยุบสภาต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด เศรษฐกิจยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ต่อเนื่อง เนื่องจากคาดว่าการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแล้วเสร็จภายในช่วงกลางปี 2569 และในระหว่างนั้น ภาครัฐยังสามารถใช้งบประมาณไปพลางก่อนได้ตามกรอบกฎหมาย

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชน ยอมรับว่าอาจมีนักลงทุนบางส่วนชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น เพื่อรอความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่พึ่งพานโยบายรัฐสูง อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้ว การลงทุนเพื่อรองรับอุปสงค์ที่มีอยู่ และการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานโลก ยังคงสามารถเดินหน้าต่อได้

    โดยกระทรวงการคลังคาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังสามารถขยายตัวได้ราว 2.0% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ภายในประเทศ การท่องเที่ยว และการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติแล้ว จากเศรษฐกิจปีนี้โต 2% ไตรมาส 4 โตไม่ต่ำกว่า 1% จากเดิมที่ไม่มีมาตรการขยายตัวเพียง 0.3% 

    นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้รัฐบาลจะอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ แต่ได้เดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นภายใต้นโยบาย “Quick Big Win” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) และเริ่มดำเนินการแล้ว เม็ดเงินได้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึงมือประชาชนและผู้ประกอบการแล้ว ภายใต้แนวคิดหลัก กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และการจายตัว เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อ และดูแลความต่อเนื่องของนโยบายที่ได้เริ่มต้นไว้ ผ่านทั้ง 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก คือ 1.พยุงกำลังซื้อและลดค่าครองชีพ 2.แก้ปัญหาหนี้เสียภาคครัวเรือน 3.เสริมสภาพคล่องและศักยภาพ SMEs ไทย 4.ส่งเสริมการออมและความมั่นคงทางการเงิน และ 5. เร่งลงทุนเพื่ออนาคต สร้างความเชื่อมั่นระยะกลาง-ยาว ส่วน 1 ฐานรากคือ วินัยการคลัง

    โดยมาตรการ Quick Big Win มีเพียง เสาที่ 4 คือ  เรื่องการออมและความมั่นคงทางการเงิน ที่ไม่สามารถเสนอเข้าที่ประชุมครม.ได้ทันก่อนการยุบสภา อย่างไรก็ตาม ยังสามารถปลดล็อกบางมาตรการเพื่อเพิ่มทางเลือกการออมและยกระดับผลตอบแทนให้ประชาชนได้

    โดยได้ผลักดัน โครงการ “พันธบัตรออม Plus” เปิดโอกาสให้ประชาชนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1,000 บาท ซื้อขายตามราคาตลาด ผ่านสาขาธนาคารและแพลตฟอร์ม Bond Connect ที่เชื่อมกับ SETTRADE พร้อมแผนออกพันธบัตรเป็นประจำทุกเดือนในปีหน้า เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงการออมได้ง่ายขึ้น

    นอกจากนี้ ยังปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ให้สามารถรับเงินก้อนเมื่อเริ่มรับบำนาญได้สูงสุด 30% ของเงินเอาประกัน เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีนี้ รวมถึงผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทประกันภัย ช่วยเพิ่มโอกาสเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนกว่า 2.5 แสนล้านบาท เพิ่มสภาพคล่องและผลตอบแทนให้ผู้เอาประกัน

    ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ ย้ำว่า นอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว วินัยการคลัง ถือเป็นรากฐานสำคัญของความเชื่อมั่น โดยรัฐบาลได้จัดทำ กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) อย่างเคร่งครัด ตั้งเป้าลดการขาดดุลไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 คุมหนี้สาธารณะไม่เกิน 70% ต่อ GDP และเพิ่มความโปร่งใสทางการคลัง

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำการใช้จ่ายภาครัฐต้องไม่สร้างภาระการคลังในอนาคต และออกแนวทางกำกับการใช้มาตรา 28 เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน พร้อมย้ำว่า วินัยการคลังไม่ใช่อุปสรรคต่อการพัฒนา แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น การลงทุน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

    “สาระสำคัญคือ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่ระบบยังทำงานได้ การลงทุนยังเดินหน้าได้ และภาครัฐยังทำหน้าที่ดูแลความต่อเนื่องของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่” นายเอกนิติกล่าว
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/735024&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Fx4a9K4qulitxzztFXsJ-

  • เจาะขุมทรัพย์ FoodTech พลิกอาหารไทย สู่เศรษฐกิจแสนล้าน

    เจาะขุมทรัพย์ FoodTech พลิกอาหารไทย สู่เศรษฐกิจแสนล้าน

    ธันวาคม 15, 2025 | By Techsauce Team

    ไทยนับว่าเป็นเจ้าแห่งการเกษตร แต่เราก็สร้าง Waste มหาศาลเช่นกัน ทางแก้ไม่ใช่แค่ทิ้ง… แต่คือการใช้ งานวิจัย + การปรับตัว + บริษัทระดับโลก ที่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อความยั่งยืน
    .
    Techsauce พาไปเจาะลึก 3 มุมมองสำคัญที่จะขับเคลื่อน Food Ecosystem ของไทยให้ไปต่อได้

    • การผสาน Soft Power เข้ากับ Hard Science”เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ และภารกิจเปลี่ยน Waste ให้เป็น Value ด้วยวิทยาศาสตร์ขั้นสูง

    • การใช้ Bacteriophages เพื่อแก้โจทย์ Food Safety แต่ความท้าทายคือ ทำอย่างไรให้นวัตกรรมล้ำๆ ตอบโจทย์ลูกค้าได้จริงและแม่นยำ

    • มมองจากองค์กรใหญ่อย่าง Nestlé ที่มองว่า Sustainability คือ การวิ่งมาราธอน ที่ทำคนเดียวไม่ได้
      จึงทำให้ต้องจับมือกับ Startup ผ่านโครงการ Space-F เพื่อผสานความคล่องตัวเข้ากับการสเกล และมาตรฐานคุณภาพระดับโลก

    ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/video/space-f-ep-3&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16w91Jlgx0ThUQtQi65zBR

  • เปิดใจ “เอกนิติ” จาก “ผู้ปฏิบัติ” สู่ “รัฐมนตรีคลัง” โจทย์ใหญ่ Quick Big Win

    เปิดใจ “เอกนิติ” จาก “ผู้ปฏิบัติ” สู่ “รัฐมนตรีคลัง” โจทย์ใหญ่ Quick Big Win

    3. การรับฟัง ‘ผู้ประกอบการ’ 

    การออกแบบนโยบายจะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากเราไม่รับฟังปัญหาที่แท้จริงของ ‘customer’  ในที่นี้หมายถึงผู้ประกอบการ ในเสาที่ 5 – การลงทุนเพื่ออนาคต ได้มีการรับฟังปัญหา และอุปสรรคของนักลงทุนที่ได้รับบัตรส่งเสริม BOI ว่าติดปัญหาอะไร จึงเกิดโครงการ Thailand Fast Pass ขึ้น เพื่อปลดล็อคกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดยจับมือกับผู้ประกอบการพัฒนาหลักสูตรที่ตรงตามความต้องการของตลาด

    เปิดใจ “เอกนิติ” จาก “ผู้ปฏิบัติ” สู่ “รัฐมนตรีคลัง” โจทย์ใหญ่ Quick Big Win

    4. นโยบายเศรษฐกิจ ต้องตั้งอยู่บน ‘วินัยการเงินการคลัง’

    การออกแบบนโยบายเศรษฐกิจ และการดำเนินงานทั้งหมดต้องตั้งอยู่บน ‘วินัยการเงินการคลัง’ โดยปรับแผนการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุลภาครัฐ และแสดงความตั้งใจจริงในการรักษาวินัยการคลัง โดยการคืนหนี้ ธกส. และการออกหลักเกณฑ์ ม. 28 เพื่อจำกัดการใช้นโยบายกึ่งการคลังให้มีความรัดกุม และรอบคอบมากขึ้น

    5. ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ‘เวลา’ และ ‘ความต่อเนื่อง’

    นโยบายจากสัมฤทธิ์ผลสูงสุด ไม่ใช่แค่ ทำได้จริง ตอบโจทย์ปัญหาทั้งระยะสั้นและยาวเท่านั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ ‘เวลา’ และ ‘ความต่อเนื่อง’ เพื่อให้ทุกมาตรการมีผลเป็นรูปธรรม

    นายเอกนิติระบุว่า คนเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลาอันจำกัด หากไม่ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สศช. BOI และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐ และเอกชน ตั้งแต่ ธปท. กลต. ตลท. สมาคมแบงค์รัฐ กกร. NCB ไปจนถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่อาจจะกล่าวถึงไม่หมด

    พร้อมกันนี้ได้ขอบคุณทีมงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ตั้งแต่ผู้ช่วยฯ/เลขาฯ/ทีมที่ปรึกษาทางการ และไม่ทางการ/ทีมหน้าห้องของรองนายกฯ และรมว. คลัง ที่ช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยไม่ได้หยุดพัก ท้ายสุด กราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่เห็นความตั้งใจ ความจริงใจ และให้โอกาสเข้ามาช่วยดูแลเศรษฐกิจของประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wU3QoGDcMA5MoHfplU462

  • ส่องนโยบายเศรษฐกิจ 3 รัฐบาล พยายามกระตุ้น แต่สำเร็จน้อย

    ส่องนโยบายเศรษฐกิจ 3 รัฐบาล พยายามกระตุ้น แต่สำเร็จน้อย

    15 ธ.ค. 256815:09 น.

    เศรษฐกิจไทยเผชิญการเติบโตชะลอลงจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก ทำให้นโยบายรัฐบาลพยายามกระตุ้นด้วยมาตรการต่าง ๆ ตั้งแต่ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน, แพทองธาร ชินวัตร และอนุทิน ชาญวีรกูล แต่นโยบายด้านเศรษฐกิจจะไม่มีความต่างมากนัก ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จจริงไม่มากนัก

    เศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 แม้กลับมาเติบโตได้ แต่ฟื้นตัวแบบชะลอลงและเปราะบางอีกครั้ง จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ในขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักเดิมทั้งภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก กำลังมีประสิทภาพลดลง ท่ามกลางเทคโนโลยีโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงในการแข่งขัน

    จากปัญหาเศรษฐกิจไทย ทั้งระบบโครงสร้างและปัยหาเฉพาะหน้า ทำให้ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องรีบและผลักดนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่เเริ่มทำงาน แต่บางรัฐบาลมักจะประกาศ “หวือหวา” ในช่วงต้น แต่ประสบความสำเร็จน้อย บางรัฐบาลก็อาจมีเวลาน้อยไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว นโยบายเหล่านี้มักไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

    ยุครัฐบาล ‘เศรษฐา-แพทองธาร’

    ในยุคนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ยกให้การแก้ปัญเศรษฐกิจไทยเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ในช่วงตลอด 2 ปี (ส.ค. 66 – ส.ค. 68) ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายอย่าง แต่มีกี่มาตรการที่สำเร็จแล้วบ้าง โดยเริ่มจาก

    ดิจิทัลวอลเล็ต

    โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของพรรคเพื่อไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมให้เติบโตอย่างรวดเร็ว (แบบพายุหมุน) และส่งเสริมการบริโภคระดับท้องถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล โดยลักษณะของโครงการ คือ แจกเงินจำนวน 10,000 บาท ให้ประชาชนราว 50 ล้านคน ใช้งบประมาณรวม 500,000 ล้านบาท  ผ่านแอปพลิเคชันดิจิทัลวอลเล็ต (คล้ายกับเป๋าตัง) และจำกัดการใช้เงินในพื้นที่ที่กำหนดผ่านร้านค้าทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการ แต่ไม่รวมร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

    โครงการแบ่งเป็น 3 ระยะ (เฟส) โดยเฟสที่ 1 แจกเงินสดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการรัฐและผู้พิการ จำนวน 14.5 ล้านคน  ใช้งบประมาณ 140,000 – 145,000 ล้านบาท เฟสที่ 2 แจกเงินสดให้กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 3 ล้านคน ผ่านพร้อมเพย์ ใช้งบประมาณ 40,000 ล้านบาท และเฟสที่ 3 ประชาชนทั่วไป ต้องลงทะเบียนผ่านแอปทางรัฐ ประมาณ 33 ล้านคน แต่ในเฟสนี้รัฐบาลเลื่อนโครงการออกไปไม่มีกำหนด เพราะต้องนำงบประมาณไปบรรเทาผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ จากนั้นเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ โครงการนี้ก็สุดลงทันที

    ซอฟต์พาวเวอร์

    นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) รัฐบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแรงงานทักษะสูง สร้างงานและรายได้ ขยายอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่งเสริมการส่งออกสินค้าบริการและสร้างสรรค์ และผลักดันประเทศไทยให้เป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านโครงการ 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (One Family One Soft Power: OFOS) และ Thailand Creative Content Agency (THACCA) ที่มุ่งเน้นพัฒนา 11 อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ตั้งเป้าหมายให้ทุกครัวเรือนไทยมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 บาทต่อปี  พัฒนาแรงงานทักษะสูง 20 ล้านคน  สร้างงาน 20 ล้านตำแหน่ง และสร้างเม็ดเงินขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย มูลค่า 4 ล้านล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังได้มีการจัดงาน SPLASH – Soft Power Forum จำนวน 2 ครั้งใน 2 ปี ที่ผ่านมา เป็นมหกรรมการประชุมและแสดงศักยภาพด้านซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในระดับนานาชาติ

    อย่างไรก็ตาม นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ยังไม่มีกฎหมายรองรับที่ให้อำนาจในการจัดหาแหล่งเงินทุนผ่านกองทุนส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (กองทุน THACCA) รวมถึงการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐอย่างเป็นทางการ หรือสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Thailand Creative Culture Agency) ซึ่งทั้งหมดถูกรวมอยู่ในร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ พ.ศ. … (พ.ร.บ. THACCA) ที่อยู่ระหว่างเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก่อนจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่

    ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท

    รัฐบาลเพื่อไทยมีนโยบายผลักดันอัตราค่าค่าแรงขั้นต่ำให้ถึง 600 บาทต่อวัน ภายใน 4 ปี เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างรายได้ของคนไทยที่มีปัญหา “รวยกระจุก จนกระจาย” และลดความเหลื่อมล้ำ แต่นโยบายนี้ทำได้ไม่ง่าย เพราะภาคเอกชนเสียประโยชน์จากต้นทุนประกอบธุรกิจที่สูงขึ้น จึงมีกระแสต่อต้านจากภาคธุรกิจ ส่งผลคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดไตรภาคี) ที่ประกอบด้วยตัวแทนรัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง มีการประชุมเจรจาต่อรองเรื่องค่าแรงจำนวนหลายครั้ง จนกระทั่งปลายปี 67ได้ข้อสรุปปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่เท่ากันทั่วประเทศ ในอัตรา 337-400 บาทต่อวัน ต่อมากลางปี 68 มีการปรับขึ้นอีกครั้งที่สองในอัตราสูงสุด 400 บาทต่อวัน เฉพาะแค่ในกรุงเทพมหานคร และโรงแรมกับสถานบริการทั่วประเทศเท่านั้น ซึ่งสุดท้ายก็ไม่สามารถปรับขึ้นไปถึง 600 บาท

    พักหนี้เกษตรกร

    นโยบายพักหนี้เกษตร เป็นการลดภาระทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สิน โดยรัฐบาลเริ่มช่วยเหลือลูกหนี้เกษตรกร ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีหนี้ต้นค้างชำระไม่เกิน 300,000 บาท จะได้รับการพักชำระเงินต้นและลดดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยมีทั้งหมด 3 ระยะ (จนถึง 30 ก.ย. 69 )  พร้อมทั้งสนับสนุนค่าใช้จ่ายการพัฒนาศักยภาพเพื่อฟื้นฟูลูกหนี้ ธ.ก.ส. จำนวนประมาณ 300,000 ราย นาน 2 ปี รายละ 3,000 บาท

    ส่งเสริมและดูแลธุรกิจ SMEs

    รัฐบาลออกมาตราการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) มีโครงการขยายวงเงินค้ำประกันสินเชื่อหลายโครงการ เช่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme (PGS) ระยะที่ 11 และโครงการ ‘กระบะพี่ มีคลังค้ำ’ ขยายเวลาค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะเพื่อการพาณิชย์ รวมถึงมีการอบรมเพิ่มทักษะให้กับผู้กอบการและแรงงานในธุรกิจ SMEs แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการจากทางภาครัฐว่ามาตรการดังกล่าวได่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs แล้วกี่ราย

    ลดราคาพลังงาน

    รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภาชูนโยบายแรงด่วนลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ผ่านการบริหารจัดการราคา ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ที่ผ่านมามีมาตรการชั่วคราวเท่านั้น โดยใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าไปอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศชั่วคราว เพื่อไม่ให้ราคาสูงเกินจนกระทบประชาชน จนส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องประสบภาวะเงินกองทุนติดลบหนักเกือบ 1 แสนล้านบาท อีกทั้งรัฐบาลยังมีการลดราคาค่าไฟในช่วงที่ราคาต้นทุนพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้องค์กรกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีภาระหนี้ค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) ที่ ต้องทยอยคืนให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ปตท. ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

    เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว

    การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในนโยบายหลักและความหวังสูงสุดของรัฐบาล เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องจักรสำคัญฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งยกเว้นวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศเป้าหมายสำคัญ การอำนวยความสะดวกในสนามบิน รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรองหรือเมืองน่าเที่ยว 55 จังหวัด เป็นต้น

    ส่งผลให้ในปี 67 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยถึงระดับเป้าหมายของรัฐบาลที่ 35 ล้านคน และปี 68 มีการตั้งเป้าหมายใหม่ไว้ที่ 40 ล้านคน แต่ถูกปรับลดลงในภายหลัง เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลง จนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่สิ้นปี 68 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเหลือเพียง 32 ล้านคน จากหลายปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

    แลนด์บริดจ์ (Land Bridge)

    แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ผ่านการสร้าง 2 ท่าเรือลึก ในจังหวัดชุมพรและระนอง ควบคู่กับเส้นทางขนส่งทางบกระหว่างจังหวัดดังกล่าว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งของภูมิภาค

    ทั้งนี้ เศรษฐา ทวีสิน ได้เดินทางไปโรดโชว์ในหลายประเทศ เพื่อเสนอข้อมูลและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ในขณะที่ตัวโครงการยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและศึกษาโครงสร้างเงินทุน รวมถึงจัดทำร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …

    อย่างไรก็ตามโครงการนี้มีกระแสคัดค้านอย่างมากจากหลายฝ่าย ที่ตั้งข้อสงสัยถึงความคุ้มค่าของโครงการ ทั้งด้านต้นทุนการขนส่งจะลดลงได้จริงหรือไม่ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในทะเลและผืนป่า ผลกระทบต่อที่ดินทำกินและการประกอบอาชีพของคนท้องถิ่น ความเสี่ยงด้านเงินทุนที่ภาครัฐอาจต้องแบกรับภาระหนี้ระยะยาวหากเอกชนไม่สามารถลงทุนได้ตามเป้าหมาย รวมถึงกฎหมายพิเศษที่ให้รัฐบาลมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จในพื้นที่โดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนช่วยตัดสินใจ

    ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก และในปัจจุบันแนวโน้มความต้องการยานยนต์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและราคาต่ำลง รวมไปถึงแนวทางการพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) จึงได้ออกแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามนโยบาย 30@30 หรือแผนแม่บทของไทยที่ตั้งเป้าหมายผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ ภายในปี 73

    ปัจจุบันการส่งเสริมอยู่ช่วงในระยะที่ 1 มาตรการ EV3 และระยะที่ 2 มาตรการ EV3.5 ซึ่งล่าสุดได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อลดผลกระทบต่อกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก ได้แก่ ขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ  เปลี่ยนวิธีการนับจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตชดเชยที่ได้มีการส่งออกไปต่างประเทศ กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำกับดูแลการจ่ายเงินอุดหนุน ทบทวนการขอรับสิทธิและการนับจำนวนการนำเข้าเพื่อนำมาผลิตชดเชย และขยายเวลาการนับมูลค่าเซลล์แบตเตอรี่

    แก้หนี้นอกระบบ

    เศรษฐา ทวีสิน ประกาศปัญหาหนี้นอกระบบเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เนื่องจากเป็นปัญหาที่กัดกร่อนสังคมไทยและเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอื่น ๆ ในสังคมตามมา นโยบายแก้ปัญหาหนี้นอกระบบจึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน โดยรัฐบาลใช้ กระทรวงมหาดไทย เป็นแกนหลักในการรับลงทะเบียนและไกล่เกลี่ยหนี้ให้กับลูกหนี้นอกระบบ เพื่อลดดอกเบี้ยและมูลหนี้ที่ไม่เป็นธรรม หากสำเร็จจะโอนหนี้เข้าสู่ระบบ ผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เช่น ธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

    ทั้งนี้หลักจากปิดลงทะเบียน 109 วัน มีประชาชนมาลงทะเบียนรวมทั้งสิ้น 153,400 ราย สามารถดำเนินการไกล่เกลี่ย และยุติเรื่อง ทำให้มูลหนี้ลดลง 1,203.57 ล้านบาท

    ศูนย์กลางการเงินของโลก

    ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. … (ร่าง พ.ร.บ. Financial Hub) เป็นกฎหมายที่รัฐบาลเพื่อไทย ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาคและระดับโลก (ศูนย์รวมธุรกรรมทางการเงินทุกรูปแบบ) โดยมุ่งปรับโครงสร้างกฎระเบียบให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจการเงินสมัยใหม่ เปิดทางให้สถาบันการเงินและธุรกิจการเงินระหว่างประเทศเข้ามาลงทุนและตั้งฐานในไทย พร้อมจัดตั้งหน่วยงานกำกับเฉพาะเพื่อดูแลและอำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและมาตรการจูงใจอื่น ๆ เพื่อเป็นการดึงดูดเงินทุน บุคลากร และเทคโนโลยีทางการเงินจากทั่วโลก

    ด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แสดงความกังวลถึงการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน จะกลายเป็นแหล่งฟอกเงินผิดกฎหมาย กระทบต่อความเชื่อถือของระบบการเงินหลักและสร้างความเสียหายต่อประเทศในระยะยาวได้ โดยเสนอแนะต้องแยกออกจากระบบการเงินในประเทศ กำหนดขอบพื้นที่ให้ชัดเจน และเตรียมหน่วยงานกำกับดูแลให้พร้อม

    ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ. Financial Hub อยู่ในขั้นตอนเตรียมเข้าบรรจุในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงยังไม่ได้มีการพิจารณาและรับรองให้เป็นกฎหมายอย่างสมบูรณ์

    สถานบันเทิงครบวงจร

    สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เป็นแนวคิดที่รัฐบาลเพื่อไทย ต้องการพัฒนาให้เป็นโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่รวมกิจกรรมแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่และความบันเทิงในพื้นที่เดียวกันกลางกรุงเทพมหานคร  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้ประเทศ โดยจุดขายที่สำคัญ คือ บ่อนกาสิโน ที่ถูกกฎหมายแห่งแรกของประเทศ กระทรวงคลังคาดใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1-2 แสนล้านบาท

    แม้รัฐบาลจะพยายามอย่างมากในการประชาสัมพันธ์ถึงข้อดีของสถานบันเทิงครบวงจร จะช่วยสร้างรายได้ให้รัฐมากถึง 1-4 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่ก็มีหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าจะทำให้เกิดธุรกิจสีเทาและทำลายภาพลักษณ์ประเทศ  รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่เห็นด้วย จนท้านที่สุด ครม. มีมติเป็นต้องถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ออกจากระเบียบวาระการประชุมขของสภาผู้แทนราษฎร ช่วงต้นเดือน ก.ค. 68

    บ้านเพื่อคนไทย

    บ้านเพื่อคนไทย เป็นแนวนโยบายของภาครัฐที่มุ่งแก้ปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางระดับล่าง ผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยราคาประหยัด การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และเงื่อนไขการผ่อนชำระที่เหมาะสม รวมถึงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบขนส่งรองรับ เพื่อให้ประชาชนสามารถมีบ้านหลังแรกเป็นของตนเองอย่างยั่งยืน โดยนำที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มาดำเนินโครงการ จำนวน 25 พื้นที่ทั่วประเทศ

    แต่โครงการนำร่อง (2568-2569) จะมีพื้นที่โครงการ 4 พื้นที่บริเวณสถานีรถไฟ คือ พื้นที่โครงการบางซื่อ กม.11(วิภาวดี), พื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่เชียงราก จังหวัดปทุมธานี และพื้นที่สถานีธนบุรี ซึ่งได้เริ่มลงทะเบียนและเปิดจองสิทธิ์ พร้อมดูห้องตัวอย่าง ในช่วง ม.ค. 68 และจับสลากผู้ได้สิทธิในช่วง ก.ค. – ต.ค. 68 แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ โครงการนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

    รัฐบาลดิจิทัล

    รัฐบาลดิจิทัล เป็นนโยบายที่ต้องการให้ระบบราชการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในการให้บริการประชาชนและบริหารงานภาครัฐ โดยเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จ และการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เช่น ระบบ Digital ID, e-Service, e-Payment และการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการกำหนดนโยบาย ซึ่งมีสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน เป้าหมายสำคัญคือเพิ่มความสะดวก โปร่งใส ลดต้นทุนของรัฐและประชาชน พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ

    ปัจจุบันประเทศไทยใช้แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย พ.ศ. 2566–2570 เป็นแผนหลักในการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล โดยในยุครัฐบาลเพื่อไทย ได้ดำเนินการนโยบายนี้ต่อจากรัฐบาลก่อนหน้า เช่น ผลักดันให้บริการภาครัฐทยอยรวมอยู่ในแอปพลิเคชัน ‘ทางรัฐ’  การผลักดันกฎหมายร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ที่อยู่ในขั้นตอนเสนอต่อวุฒิสภาพิจารณา ออกกฎกระทรวงการต่ออายุใบอนุญาตขับรถผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องเดินทางไปที่กรมการขนส่งทางบก  และอนุมัติโครงการจัดทำนโยบายส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและอวกาศ พร้อมอนุมัติวงเงิน 2,000 ล้านบาท สนับหนุนพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ 3 ด้าน คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ ความปลอดภัยในโลกดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล”  รวมถึงการผลักดันให้ภาครัฐใช้ ระบบ e-Office ให้ได้ถึง 1 ล้าน User ภายในปี 68 เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเป็นสังคมไทยไร้กระดาษ

    ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ

    ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของไทยที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนของไทยที่อยู่ในสัดส่วนค่อนข้างสูงกว่า 90% เข้าขั้นมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลเศรษฐา และแพทองธาร จึงประกาศให้เป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินงาน  โดยได้ออกมาตรการใหญ่แก้ปัญหาดังกล่าวร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ โครงการคุณสู้เราช่วย ที่มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายเล็กที่ประสบปัญหาการชำระหนี้ โดยใช้แนวคิดให้ลูกหนี้ “ตั้งใจสู้” ปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาชำระหนี้ตามศักยภาพ

    ขณะที่ภาครัฐและสถาบันการเงิน “เข้ามาช่วย” ด้วยการผ่อนปรนเงื่อนไข เช่น การยกเว้นหรือลดดอกเบี้ย ชะลอการชำระเงินต้น ขยายระยะเวลาผ่อน และงดการดำเนินคดีในช่วงเข้าร่วมโครงการ เพื่อบรรเทาภาระทางการเงิน ลดความเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย และเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้

    ธปท. รายงานผลโครงการคุณสู้เราช่วย ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงสิ้นสุดการลงทะเบียน (12 ธ.ค. 67 – 30 ก.ย. 68) มีลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ รวมทั้งสิ้น 9.4 แสนราย ครอบคลุมยอดหนี้ 6.2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ สถาบันการเงินอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติได้รับความช่วยเหลือตามโครงการฯ โดย ณ วันที่ 30 ก.ย. 68 ดำเนินการไปแล้ว 6.2 แสนราย คิดเป็น 66% ของลูกหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติทั้งหมด ครอบคลุมยอดหนี้ 4.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 71% ของยอดหนี้ลงทะเบียนที่มีคุณสมบัติทั้งหมด

    พลังงานสีเขียว

    รัฐบาลเศรษฐา และแพทองธาร มีนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนในประเทศมากขึ้น เช่น การผลักดันกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ในบ้านเรือนและสถานประกอบการ, คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบแผนซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Direct PPA) ปริมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ให้แก่บริษัทชั้นนำของโลกที่เข้ามาลงทุน Data Center, จัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ แม้จะมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น แต่ก็ยังคงถูกนักวิชาการวิพากษ์วิจารณ์ถึงปริมาณไฟฟ้าสำรองประเทศที่อาจสูงเกินความจำเป็น รวมถึงแผนสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่จำนวนหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีโรงฟ้านิวเคลียร์ สัดส่วน 1% ของพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดอยู่ในแผนดังกล่าวด้วย

    มาตรการควิกวิน ‘อนุทิน’

    หลัง อนุทินชาญ วีรกูล ได้รับให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศมาตรการเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 68 ภายใต้ข้อจำกัดระยะเวลาของรัฐบาลที่จะยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งภายใน 4 เดือน มีดังนี้

    คนละครึ่งพลัส

    โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 1 ของรัฐบาลอนุทิน มุ่งเน้นช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันให้แก่ระชาชน เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มการบริโภคที่จะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบประมาณ 88,000 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในช่วงปลายปี 68 ให้เติบโต 0.22% ขณะที่โครงการนี้ใช้งบประมาณในการดำเนิน 44,000 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายคนไทยจำนวน 20 ล้านคน

    แบ่งเป็น ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะได้ 2,400 บาทต่อคน และผู้ที่ไม่ยื่นแบบภาษีจะได้ 2,000 บาทต่อคน ตลอดโครงการ ลักษณะโครงการนี้เป็นการกระตุ้นการบริโภคของประชาชน โดยที่ภาครัฐจะช่วยจ่าย 50% สูงสุด 200 บาทต่อคนต่อวัน ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่น ‘เป๋าตัง’ กับร้านค้าที่ร่วมโครงการเท่านั้น สามารถใช้จ่ายได้ถึงสิ้นปี 68

    Thailand FastPass ‘ทางด่วนการลงทุน’

    Thailand FastPass เป็นกลไกที่เรียกว่า “ทางด่วนการลงทุน” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อเร่งรัดให้โครงการลงทุนสำคัญสามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น โดยลดขั้นตอนและเวลาการพิจารณาอนุมัติ รวมถึงการประสานงานด้านใบอนุญาตต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องการเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งจะมุ่งช่วยโครงการที่พร้อมลงทุนจริงและมีมูลค่าสูง เฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ดิจิทัล และ AI เป็นต้น เพื่อให้เงินลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับบัตรสิทธิ Thailand FastPass จะต้องมีเงื่อนไข คือ มีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 20% ของมูลค่าการลงทุนรวม ภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ได้รับบัตร

    ในวันที่ 11 ธ.ค. 68 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้คัดเลือก 16 โครงการแรกได้รับสิทธิ Thailand FastPass ซึ่งมีเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท อยู่ในกลุ่มอุุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท

    สร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill)

    มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) สร้างบุคลากรทักษะสูง 1 แสนคน เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลยุคอนุทิน ในการพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมอนาคตและให้ทันกับโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว  เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), เอไอ (AI) และ เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) โดยใช้เงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สนับสนุนมหาวิทยาลัย/สถาบันฝึกอบรม ที่จะเป็นหน่วยงานแม่ข่าย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจัดฝึกอบรมและยกระดับทักษะของกำลังคนระดับ ปวส. ขึ้นไป โดยจัดอบรมแบบ Bootcamp, Online, Onsite รวมทั้งการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ ให้กับคนไทย 1 แสนคน แบ่งเป็น นักศึกษา จำนวน 30,000 คน และคนทำงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) จำนวน 70,000 คน

    สำหรับหลักสูตรจะต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือองค์ความรู้ขั้นสูงที่จะช่วยยกระดับ ขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ และต้องได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเงินสนับสนุนจะครอบคลุมค่าฝึกอบรม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยงระหว่างฝึกงาน และค่าตอบแทนผู้ดูแล การฝึกงาน ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายในเดือน ม.ค. 69 และดำเนินการฝึกอบรมให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน นับจากวันออกบัตรส่งเสริม

    ปิดหนี้ไว ไปต่อได้

    กระทรวงการคลัง ร่วมกับ ธปท. และภาคสถาบันการเงิน ออกมาตรการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’  ทำโครงการแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) เริ่มตั้งแต่ปี 69 โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) หรือหนี้เสีย เพื่อผ่อนภาระให้กับลูกหนี้ ช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดจบหนี้ หลุดพ้นจากสถานะการเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้โดยเร็ว และมีประวัติการชำระหนี้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคต จะเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมให้เติบโตได้

    เงื่อนไข คือ ลูกหนี้ที่มีภาระหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกันตั้งแต่ในอดีตจนถึงวันที่ 30 ก.ย. 68 เท่านั้น และอยู่ภายใต้ผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งในไทย รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย โดยลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนประมาณ 3.4 ล้านราย หรือ 4.76 ล้านบัญชี เป็นภาระหนี้จำนวนประมาณ 122,000 ล้านบาท

    มาตรการนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก ลูกหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ ธนาคารรัฐ (SFIs) จะถูกขายและโอนให้กับ AMC  ได้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) และบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) เพื่อนำไปปรับโครงสร้างหนี้ ด้วยการเสนอเงื่อนไขที่เหมาะสมกับความสามารถของลูกหนี้มากขึ้น เช่น ลดดอกเบี้ย ไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม การจ่ายชำระเพียงบางส่วนเพื่อปิดบัญชี เป็นต้น และกลุ่มที่สอง ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยธนาคารรัฐแต่ละแห่งจะปรับโครงสร้างลูกหนี้ของตนเอง

    การปรับโครงสร้างหนี้ของทั้งสองส่วนนี้ รัฐบาลคาดว่ามีบัญชีลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้นประมาณ 2.36 ล้านบัญชี คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 62,400 ล้านบาท

    เที่ยวดีมีคืน

    รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ด้วยการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 68 ต่อเนื่องถึงปี 69 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี  ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่

    (1) มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้นำค่าที่พักและค่าบริการร้านอาหาร ที่จ่ายให้ผู้ประกอบการ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ถึงวันที่ 15 ธ.ค. 68 มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง ไม่เกิน 20,000 บาท โดยแบ่งเป็นค่าที่พักหรือร้านอาหารที่มี ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบทั้งกระดาษหรือ e-Tax Invoice ไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีได้รับ e-Tax Invoice เท่านั้น สามารถหักเพิ่มได้อีกไม่เกิน 10,000 บาท ขณะที่การท่องเที่ยวในเมืองรอง ครอบคลุม 55 จังหวัดและบางพื้นที่ในอีก 15 จังหวัด นำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุด ไม่เกิน 30,000 บาท

    (2) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลที่จัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าห้องสัมมนา ค่าที่พัก ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายอื่นเพื่อการอบรมสัมมนา รวมถึงค่าบริการผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่จ่ายช่วงระยะเวลากำหนด ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. ถึงวันที่ 15 ธ.ค. 68  มาหักเป็นรายจ่ายได้มากกว่าปกติ โดยหักได้ 2 เท่า หากจัดในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง และหักได้ 1.5 เท่า หากจัดในพื้นที่อื่น ทั้งนี้ต้องจ่ายให้ผู้ประกอบการที่จดทะเบียน มูลค่าเพิ่ม (VAT) และมีใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ยกเว้นค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ก็ได้  แต่มีใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ได้ และกรณีจัดสัมมนาต่อเนื่องหลายพื้นที่ ให้แยกหักตามพื้นที่ได้ หรือส่วนที่แยกไม่ได้ให้หักได้ 1.5 เท่า.

    (3) มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ 69 (Front Load) กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ 69 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินทั้งหมดตั้งแต่เดือน ต.ค. 68 ถึง 31 ม.ค. 69 โดยให้จัดกิจกรรมในแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก นอกจากนี้ กำหนดให้มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท. และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมทั้งกระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางจะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรมในผประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    (4.) มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม โดยสามารถนำรายจ่ายจากการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยาย หรือทำให้ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการดีขึ้น (ไม่ใช่ซ่อมแซมตามสภาพเดิม) มาหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง ระหว่างวันที่ 29 ต.ค. 68 – 31 มี.ค. 69 ครอบคลุมอาคารโรงแรมถาวรและเฟอร์นิเจอร์ที่ยึดติดกับอาคารถาวร โดยหักเท่าแรกเป็นค่าเสื่อมราคาตามปกติ และทยอยหักเท่าที่ 2 ภายใน 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี เริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน  ทั้งนี้รัฐบาลยังเตรียมแหล่งเงินกู้รองรับการปรับปรุงโรงแรมผ่าน ธนาคารออมสิน

    (5.) มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 69 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น

    สนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นการให้เงินทุนสนับสนุนผู้ประกอบการไทยปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยจะสนับสนุนเงินทุนในสัดส่วน 30 – 50% ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อบริษัท ครอบคลุมการลงทุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การปรับปรุงประสิทธิภาพกิจการเดิมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีดิจิทัล 2. การวิจัยและพัฒนา (R&D) 3. การปรับเปลี่ยนกิจการเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว

    ผู้ยื่นขอใช้สิทธิตามมาตรการนี้ ต้องเป็นนิติบุคคลที่มีหุ้นไทย ไม่น้อยกว่า 51% ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตร อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ถ้าเป็นผู้ประกอบการทั่วไป มีเงื่อนไขลงทุนขั้นต่ำ 50 ล้านบาท แต่กรณีเป็นผู้ประกอบการ SMEs ที่ขึ้นทะเบียนในโครงการ SME ONE ID ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ต้องลงทุนขั้นต่ำ 20 ล้านบาท ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอภายใน เดือน ม.ค. 69 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน นับจากวันออกบัตรส่งเสริม

    จากมาตรการทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นมาตรการเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเกือบทั้งสิ้น เช่น การแจกเงิน การจูงจงใจด้วยการลดหย่อนภาษี การลดราคาพลังงานชั่วคราว เป็นต้น ในขณะที่มาตรการแก้โครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวมีเพียงเล็กน้อย เช่น การแก้ปัญหานี้สินครัวเรือน และการสนับสนุนเงินทุนผู้ประกอบการปรับปรุงเทคโนโลยีเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นการจะพาเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากปากเหวของปัญหาเชิงโครงสร้าง “อาจยังคงอีกไกล”

    บทความที่เกี่ยว:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_AyvMUW-F3B4KdB-3xJlm