Category: เศรษฐกิจ

  • นักวิชาการ สะท้อนข้อเท็จจริง  ปิด-เปิดด่านกับเรื่องขาตินิยม ตีแสกหน้า ‘บิ๊กเล็ก’ ว่าที่รมว.กลาโหม

    นักวิชาการ สะท้อนข้อเท็จจริง  ปิด-เปิดด่านกับเรื่องขาตินิยม ตีแสกหน้า ‘บิ๊กเล็ก’ ว่าที่รมว.กลาโหม

    14 ก.ย.2568-รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง 🇹🇭 ปิดด่าน = ชาตินิยม? … ญี่ปุ่นคือคำตอบ! 🇯🇵 เนื้อหาระบุว่า จากกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า หากรัฐบาลไทยไม่ยอมเปิดด่านไทย-กัมพูชา ตามคำเรียกร้องของรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยเหตุชาตินิยม ญี่ปุ่นคงเข็ดขยาดกับประเทศไทยนั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากสารานุกรม Britannica ได้ให้คำนิยาม ชาตินิยม (Nationalism) คือ อุดมการณ์หรือความสำนึกที่แสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน และความจงรักภักดีอย่างแรงกล้าต่อชาติ โดยถือว่าภาระผูกพันต่อชาติ มีน้ำหนักมากกว่าผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มอื่น

    ซึ่งข้อเท็จจริงที่ผ่านมาปรากฏชัดว่า ประเทศที่สามารถพัฒนาจนมีความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างมีพลเมืองรวมถึงนักการเมือง ที่เห็นประโยชน์ของชาติสำคัญกว่าประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ของประเทศอื่นทั้งสิ้น

    นับจากอดีตถึงปัจจุบัน การตัดความสัมพันธ์ รวมถึงการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เป็นมาตรการที่นานาอารยประเทศมักใช้เพื่อกดดันประเทศที่เห็นว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

    อาทิ กรณีการสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครนนับแต่ปี 2565  สหภาพยุโรปได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียอย่างหนักหน่วงในหลายรูปแบบ เพื่อทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียอ่อนแอ จนแสนยานุภาพในการรบต่ำลง แม้ว่ารัสเซียจะยังมิได้มีการรุกรานประเทศเหล่านี้ก็ตาม

    เช่นเดียวกัน นอกเหนือจากความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติในการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ประเทศญี่ปุ่นได้มีมาตรการเพิ่มเติมด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง เช่น ปี 2542 สมาชิกรัฐสภาได้เสนอกฎหมายเพื่อจำกัดการส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่เป็นภัยคุกคามความมั่นคง รวมถึงเกาหลีเหนือ เนื่องจากมีความกังวลว่า เทคโนโลยีและอุปกรณ์เชิงพาณิชย์อื่นๆ จำนวนมากที่ผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่น อาจถูกประเทศเหล่านั้นนำไปเป็นส่วนประกอบในการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ จนอาจกลับนำไปใช้โจมตีญี่ปุ่น

    ในปี 2552 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยุติการส่งออกและนำเข้าสินค้ากับเกาหลีเหนือ ซึ่งครอบคลุมสินค้าจากประเทศที่ 3 ด้วย ล่าสุด เมษายน 2568 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวเพิ่มอีก 2 ปี  แม้ว่าการระงับการส่งออกสินค้าไปยังเกาหลีเหนือจะทำให้ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างมากก็ตาม  ซึ่งการตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีเหนือดังกล่าว เป็นไปเพื่อตอบโต้การพัฒนาขีปนาวุธ รวมถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาการลักพาตัว และประเด็นกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ แม้ว่าเกาหลีเหนือจะยังมิได้มีการโจมตีญี่ปุ่นแต่อย่างใด

    ดังนั้น เหตุการณ์กองกำลังกัมพูชาโจมตีบ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล และสถานประกอบการ ระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2568 จนทำให้คนไทยและทหารไทยบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นบทเรียนที่รัฐบาลไทยต้องตระหนักว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องยุติความสัมพันธ์ทางการค้ากับกัมพูชา ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ เฉกเช่นที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้เคยกระทำไว้เป็นแบบอย่าง  และเนื่องจากคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่มีสำนึกรักชาติบ้านเมืองอย่างเต็มเปี่ยม และพร้อมจะเสียสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม จึงย่อมเข้าใจความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องปิดด่านเพื่อให้กัมพูชาสิ้นสภาพ จนไม่สามารถเป็นอันธพาลสร้างความหายนะให้กับประเทศไทยได้อีก!

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/861652/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j8k5ayBt4r_9G11YgkrkN

  • เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เหตุใดคนรุ่นใหม่ถึงหางานยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้เชี่ยวชาญจากลิงค์อิน แนะนำอย่างไร ?

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, แคตตี เคย์
      • Role, ผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซี

    ในช่วงห้าปีที่ผ่านมาลิงค์อิน (LinkedIn) แพลตฟอร์มออนไลน์ด้านอาชีพได้สอบถามผู้คนเกือบครึ่งล้านคนว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับอาชีพการงานในปีนี้ และผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างชัดเจน คือ คนหนุ่มสาวมีมุมมองต่อเรื่องนี้ในแง่ลบมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ อย่างมาก

    เมื่อพิจารณาจากพาดหัวข่าวที่ผ่าน ๆ มา ฉันไม่โทษพวกเขาเลย ฉันอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากของบัณฑิตจบใหม่ในการหางานแรกอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2023

    ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกาลดลงมากกว่า 35% ตามการประมาณการบางส่วน ข้อมูลจากลิงค์อิน ระบุว่า 63% ของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) น่าจะเข้ามาแทนที่งานบางอย่างที่พนักงานระดับเริ่มต้นต้องรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน

    เท่าที่ฉันทราบ ฉันเห็นแนวโน้มเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูก ๆ ของตัวเอง ลูกชายวัย 25 ปีของฉันที่จบปริญญาโทพบว่าเขาหางานได้ยาก แฟนสาวของเขาซึ่งมีปริญญาโทสองใบก็กำลังดิ้นรนหางานประจำในสาขาอาชีพของเธอ

    พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของ “คนรุ่นที่ถูกปฏิเสธ” ซึ่งหมายถึงการที่คนหนุ่มสาวส่งเรซูเม่ไปหลายร้อยฉบับแต่กลับถูกปฏิเสธ ทุกอย่างดูแตกต่างจากเมื่อไม่กี่ปีก่อนมาก ตอนที่ลูก ๆ คนโตของฉันเพิ่งเริ่มต้นงานแรก ๆ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    มีข้อถกเถียงกันว่าเอไอ มีส่วนแค่ไหนต่อการหางานยากของคนรุ่นใหม่ แต่จากผลสำรวจใหม่ของ ลิงค์อิน พบว่าคนทำงานมีความกังวล และผู้เชี่ยวชาญ 41% ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของ AI กำลังส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา

    บีบีซีพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้กับ อนีช รามาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสทางเศรษฐกิจของลิงค์อิน และเขาเพิ่งเขียนบทความแสดงความคิดเห็นให้กับ สำนักข่าวเดอะนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับความล้มเหลวในแง่ของบันไดอาชีพ และความหมายของมันต่อคนรุ่นใหม่

    คำบรรยายภาพ, แคตตี เคย์ และอนีช รามาน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายโอกาสทางเศรษฐกิจของลิงค์อิน

    อนีช รามาน มีคำแนะนำเชิงปฏิบัติมากมายเกี่ยวกับทักษะที่เขาคิดว่าคนรุ่นใหม่จำเป็นต้องมีเพื่อประสบความสำเร็จในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และสาเหตุที่เส้นทางการเติบโตในอาชีพการงานแบบคาดเดาได้นั้นไม่แน่นอนอีกต่อไป

    แคตตี เคย์: ฉันเห็นพาดหัวข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ของบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังดิ้นรนในการหางานระดับเริ่มต้นอยู่เรื่อย ๆ มันเกิดอะไรขึ้นและมันมีนัยอย่างไร ?

    อนีช รามาน: มันเป็นเรื่องจริงและสำคัญมาก บัณฑิตจบใหม่และพนักงานระดับเริ่มต้นกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน แต่ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเผชิญกับจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากเอไอ (AI) ทั้งหมดนี้นำไปสู่การว่างงานของคนหนุ่มสาว และอัตราว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนกลุ่มอื่นในประเทศ คนรุ่นเจนซี กำลังรู้สึกมองอนาคตในแง่ร้ายที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น ๆ เท่าที่เราเคยสำรวจ

    แต่นี่คือช่วงเวลาที่เรากำลังเปลี่ยนจากเส้นทางอาชีพแบบคงที่ ไปสู่เส้นทางอาชีพที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันเหมือนกับ “ช่วงเวลาที่ดีที่สุดและช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด” ของ ชาร์ลส์ ดิกเคนส์ นักประพันธ์ชื่อดังของอังกฤษ เลย เพราะฉันคิดว่าถ้าต้องเลือกช่วงเวลาเริ่มต้นอาชีพ ช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมาก เมื่อเอไอ เกิดขึ้นและเรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ อีกด้านหนึ่งของเอไอ ก็จะทำให้ธุรกิจมีตัวเลือกมากขึ้นสำหรับการสร้างอาชีพ

    แคตตี เคย์: บัณฑิตบางรายประสบปัญหามากกว่าคนอื่น ๆ หรือไหม? เมื่อสิบปีที่แล้ว เราทุกคนอยากให้ลูก ๆ เรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตอนนี้เราควรผลักดันพวกเขาไปเรียนสาขาอื่นไหม?

    อนีช รามาน: วิทยาการคอมพิวเตอร์ เคยและยังคงเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจความรู้ แต่เศรษฐกิจความรู้กำลังจะหมดไป และเรากำลังเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่ เมื่อปีที่แล้ว ผมได้เขียนบทความในนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับประเด็นนี้โดยใช้ข้อมูลของลิงค์อิน ที่ว่า 96% ของงานวิศวกรซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์โดยเฉลี่ยมีแนวโน้มที่จะถูกเอไอ มาทำแทนไม่ว่าจะในทันทีหรือในเร็ว ๆ นี้ นี่ไม่ได้หมายความว่างานนั้นจะหายไป แต่หมายความว่า สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เป็นอยู่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เราเริ่มเห็นนายจ้างพูดประมาณว่า “ถ้าคุณมีปริญญาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คุณเรียนวิชาโทปรัชญามาไหม จะได้ช่วยผมคิดเรื่องผลกระทบทางจริยธรรมของสิ่งที่ผมกำลังสร้างอยู่”

    เดิมทีเส้นทางที่คาดเดาได้คือ “ฉันได้ปริญญานี้แล้ว จ้างงานฉันสิ” ซึ่งนั่นมันก็ดีถ้าคุณได้ปริญญามา แต่มันจะไม่ดีถ้าคุณไม่มีเงินพอจะเรียน หรือถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มคนที่มีสิทธิพิเศษในการมีโอกาสได้ปริญญา แต่ตอนนี้ การพูดว่า “ฉันได้ปริญญาแล้ว” ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก และคุณต้องอธิบายความหมายของมัน

    ผมคิดว่างานด้านธุรกิจค้าปลีกจะเริ่มมีคุณค่ามากขึ้นในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ หากคุณสามารถพูดได้ว่าคุณทำงานที่ต้องแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัว นั่นคือสิ่งที่นายจ้างมองหา

    เราเป็นปัจเจกบุคคลที่มีประสบการณ์เฉพาะตัว พลังงานเฉพาะตัว และความยืดหยุ่นเฉพาะตัว นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราได้รับการว่าจ้าง และการแสดงออกถึงสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถควบคุมได้

    อนีซ กล่าวอีกว่า คนรุ่นเดียวกันที่กำลังประสบปัญหาในการหางานแรกนั้น ยังเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้าน AI อีกด้วย และกำลังนำแนวคิดใหม่ ๆ มาให้ว่าธุรกิจต่างๆ ควรทำแตกต่างออกไป

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    แคตตี เคย์: ฉันเห็นแบบสำรวจลิงค์อิน ของผู้บริหาร 3,000 คน [ในสหรัฐอเมริกา] และ 63% ของพวกเขาเชื่อว่าเอไอ จะเข้ามาแทนที่งานระดับเริ่มต้น ดังนั้นกลุ่มคนเจนซี ก็จะได้รับผลกระทบอยู่แล้วหรือไม่ ? ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเล่าเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับตัวเองอย่างไร บางทีงานระดับเริ่มต้นเหล่านั้นอาจจะไม่มี เพราะบริษัทต่าง ๆ จะมอบงานเหล่านี้ให้กับปัญญาประดิษฐ์

    อนีช รามาน: เราไม่รู้แน่ชัด แต่เรารู้ว่าในการสำรวจนั้น มีเปอร์เซ็นต์เท่ากันที่ระบุว่าพนักงานระดับเริ่มต้นได้นำมาซึ่งไอเดียแนวคิดใหม่ ๆ ที่มีคุณค่าต่อการเติบโตทางธุรกิจ คนรุ่นเดียวกันที่กำลังประสบปัญหาในการหางานแรกนั้นก็เป็นคนที่ใช้เอไอ เป็นหลัก และกำลังนำมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ธุรกิจควรทำแตกต่างออกไปในขณะที่พยายามปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจแบบใหม่นี้

    เมื่อเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เราเปลี่ยนจากงานในฟาร์มมาเป็นงานในโรงงาน หรือจากโรงงานมาเป็นออฟฟิศ การเปลี่ยนแปลงหรือดิสรัปชันย่อมเกิดขึ้นมาก่อน เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้อยู่ ที่ลิงค์อิน เรามีข้อมูลว่า 70% ของงานโดยเฉลี่ยจะเปลี่ยนไปภายในปี 2030 เราทุกคนจะมีงานใหม่ แม้ว่าเราจะไม่เปลี่ยนงานก็ตาม แต่ก็มีงานประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้นเช่นกัน

    ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว อินฟลูเอนเซอร์ ยังไม่จัดกว่าเป็นอาชีพเลย หรือ 20 ปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ก็ยังไม่นับเป็นอาชีพงาน ดังนั้น เรายังไม่เห็นงานประเภทนั้นเลยนอกจากงานด้าน AI

    ดังนั้น หากคุณเป็นพนักงานระดับเริ่มต้น ใช่ ตอนนี้คุณกำลังถูกบริษัทต่าง ๆ คำนวณว่าควรปรับเปลี่ยนอย่างไร บางบริษัทจะใช้การคิดคำนวณแบบเก่าสำหรับสมการใหม่ และคิดว่าทุกอย่างเกี่ยวกับการลดขนาด แต่บางบริษัทจะตระหนักว่าเราต้องดึงคนเหล่านี้เข้ามา ซึ่งจะช่วยเราสร้างสายธุรกิจใหม่และคิดในมุมมองที่แตกต่าง

    แคตตี เคย์: คุณจะพูดอะไรกับคนอายุ 22 ปีที่กำลังเรียนจบมหาวิทยาลัยและกำลังประสบปัญหาการหางานยาก หรือกับพ่อแม่ที่วิตกกังวลของพวกเขา ?

    อนีช รามาน: สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ เป็นตัวของตัวเอง เรื่องราวของการทำงาน นับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก คือเรื่องราวของเทคโนโลยีในการทำงาน ไม่ใช่มนุษย์ในการทำงาน เราได้ฝึกฝนผู้คนให้เป็นผู้จัดการงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี บัดนี้ เราจะพลิกสถานการณ์นั้นและนำมนุษย์มาเป็นศูนย์กลางของการทำงาน

    คุณต้องเข้าใจอย่างแท้จริงว่า ความอยากรู้อยากเห็นเฉพาะตัวของคุณคืออะไร และอะไรเป็นแรงผลักดันของคุณ เริ่มเข้าใจอย่างแท้จริงว่าคุณจะไปถึงจุดที่ไม่มีใครเอาชนะคุณในการเป็นคุณได้อย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cjd134l2r8lo.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0udWp2DRc5U9kzAM4l9dTX

  • ธนาคารไทยเครดิต เคียงข้างลูกค้าทุกคน ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี

    ธนาคารไทยเครดิต เคียงข้างลูกค้าทุกคน ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี

    ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สอดคล้องตามมติของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบในด้านภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวในครึ่งปีหลัง

    นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารไทยเครดิตพร้อมเคียงข้างลูกค้าทุกคนให้ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูงประกอบกับแนวโน้มมีการชะลอตัวในครึ่งปีหลังนี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% ต่อปี การปรับลดครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการดำเนินธุรกิจที่ต้องการเคียงข้างลูกค้าทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม โดยปัจจุบันลูกค้ากลุ่มรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของธนาคาร ได้รับผลกระทบในด้านภาระต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเข้มแข็งในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน”

    ธนาคารได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง ดังนี้
    • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี จาก 8.68% ต่อปี เป็น 8.43% ต่อปี
    • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี จาก 9.95% ต่อปี เป็น 9.70% ต่อปี
    • อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลดลง 0.25% ต่อปี จาก 9.18% ต่อปี เป็น 8.93% ต่อปี

    การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะช่วยให้ลูกค้ามีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น เพิ่มความสามารถในการรับมือกับการปรับตัวของเศรษกิจที่ผันผวน สร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ตามความมุ่งมั่นของธนาคารที่พร้อมสนับสนุนโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่เท่าเทียม รวมทั้งมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และสนับสนุนให้ผู้ลูกค้ามีเครื่องมือที่จำเป็นไปปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ตามปรัชญาของธนาคาร “Everyone Matters – ทุกคนคือคนสำคัญ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241673&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W0-LpMu2AZ5E_gNDHsEIq

  • กัมพูชาจะกลายเป็นเหมือนเนปาลหรือไม่? ถ้าปิดด่านและกดดันทางเศรษฐกิจต่อ

    กัมพูชาจะกลายเป็นเหมือนเนปาลหรือไม่? ถ้าปิดด่านและกดดันทางเศรษฐกิจต่อ

    ผมได้ยินบางความเห็นที่บอกว่า หากเราปิดด่านชายแดนต่อไป จะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อระบอบตระกูลฮุน จนกระทั่งเมื่อคนกัมพูชาอดอยากปากแห้ง ไม่มีงานทำ ไม่มีอะไรจะกิน ก็จะลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มระบอบฮุนจนพินาศ

    บางคนชี้ว่าสถาพของกัมพูชาจะคล้ายกับเนปาล ซึ่งประชาชนทนไม่ไหวจนต้องล้มรัฐบาลและไล่ล่าพวกนักการเมือง

    แต่นี้เป็นการ “ฝันหวาน” จนเกินไปของคนไทยโดยคิดว่าทุกประเทศที่มีรัฐบาลอันชั่วร้ายจะต้องพบจุดจบแบบเนปาล

    ผมขอสรุปสั้นๆ ว่า มันแทบเป็นไปไม่ได้ในกรณีของคนกัมพูชา

    ผมขอชี้ให้เห็นว่าในกรณีของเนปาลนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากการเปิดโปงพวก Nepo Kid ที่เป็นลูกหลานอวดร่ำอวดรวยของนักการเมืองฟิลิปปินส์ พอเนปาลเอาอย่างบ้างก็ไม่เพียงแค่เปิดโปง แต่ไล่ล่าตัวเป็นๆ กันเลยทีเดียว

    กระนั้นก็ตาม ต้นตำรับแนวคิดนี้คือฟิลิปปินส์ไม่ได้ลงมือไล่ล่าและล้มรัฐบาลแบบเนปาล ปัจจุบันคนฟิลิปปินส์ก็ยัง “ฝันหวาน” กับการโค่นนักการเมืองกันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าก่อม็อบ

    เพียงแค่นี้จะเห็นแล้วว่าเงื่อนไขและปัจจัยของแต่ละประเทศไม่นั้นต่างกันลิบลับ จะเอามาเทียบโดยไม่พิจารณาลักษณะเบื้องหลังของประเทศนั้นๆ ไม่ได้

    ในกรณีของคนกัมพูชา ผมขอเรียกว่าเป็น “มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม”

    เราจะเห็นว่าแม้กัมพูชาจะยากจนและ รายได้ต่อหัวต่ำ สกุลเงินก็ไร้ค่า โรงพยาบาลไม่พอ โรงเรียนคุณภาพต่ำ ฯลฯ ถือเป็นประเทศยากจนอันดับต้นๆ ของเอเชีย 

    แต่คนกัมพูชาก็ยังยินดีอยู่ในระบอบตระกูลฮุนโดยไม่มีใครกล้าท้าทาย นอกจากจะไม่ท้าทายยังยกย่องบูชาราวกับเป็นพระมาโปรด

    สาเหตุก็คือ คนกัมพูชามีความคิดวิเคราะห์ (Critical thinking) น้อย หากมีทักษะการวิเคราะห์สูง พวกเขาก็คงเห็นว่า “ตัวเองอยู่ในประเทศสลัมแท้ๆ” และควรจะต่อต้านรัฐบาลที่ทำให้ชีวิตผู้คนตกต่ำตั้งแต่หลายปีที่แล้ว

    อีกสาเหตุก็คือ คนกัมพูชามีความตื่นตัวทางการเมือง (Political awareness) น้อย หากตื่นตัวทางการเมืองสักนิด ก็จะควรจะต่อต้านระบอบฮุนที่กดขี่ทางการเมือง ปิดปากฝ่ายตรงข้าม และกอบโกยผลประโยชน์เข้าพวกตน

    แค่เพียงสองข้อนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนกัมพูชา “จงรักภักดี” หรือ “จมปลัก” ไปกับระบอบฮุนไปอีกนานแสนนาน

    นี่เองที่ผมเรียกว่า “มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม” ซึ่งต่างจากปรเะทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ที่พร้อมจะต่อต้านรัฐบาลของตนทุกเมื่อ

    แม้แต่คนเมียนมาพร้อมที่จะสู้รัฐบาลเผด็จการได้ทุกเมื่อ หรือแม้แต่คนลาวก็พร้อมที่จะวิจารณ์ “พรรครัฐ” อย่างตรงไปตรงมา ท่าทีแบบนี้จะสร้างเสริมพัฒนาการทางการเมืองและการตระหนักรู้สถานะของประเทศตนที่แท้จริง และจะทำให้ “เจริญรุ่งเรือง” เมื่อทุกอย่างสุกงอมแล้ว 

    แต่มนุษย์ประเภทอย่างคนกัมพูชาจะไม่มีวันลุกฮือต่อต้านผู้กดขี่ตนเองทำให้ “ไม่มีอนาคต” ยิ่งกว่านั้น หากรัฐบาลผู้กดขี่ยังใช้วิธีอันชั่วร้ายด้วยการโยนความผิดให้กับ “ปัจจัยภายนอก” คนพวกนี้ก็จะเชื่อว่า “พวกข้างนอก” ทำให้พวกเขาลำบาก และยิ่งยกย่องเชิดชู “เผด็จการภายใน” ที่ช่วยปกป้องพวกเขา

    เช่น หากมีการปิดล้อมทางเศรษฐกิจโดยไทยต่อกัมพูชา (เช่น ปิดด่าน ไปจนถึงปิดท่าเรือ และปิดน่านน้ำ) จนกระทั่งเศรษฐกิจของกัมพูชาถึงจุดต่ำสุด

    เพียงแค่ระบอบฮุนโฆษณาชวนเชื่อว่าไทยเป็น “มารร้าย” ที่ทำให้คนกัมพูชาต้องอยู่อย่างอดอยาก คนกัมพูชาก็พร้อมที่จะเชื่ออย่างสุดหัวใจ 

    ดังนั้น ต่อให้ไทยปิดด่าน กัมพูชาก็จะไม่เกิดการลุกฮือเหมือนเนปาล แต่คนกัมพูชาจะหาเหตุผลร้ายแปดประการมาโทษไทยเท่านั้น
     
    นี่คือ “อวิชชา” ของการเป็น “มนุษย์ที่ว่านอนสอนง่ายต่ออระบอบอำนาจนิยม” ของคนกัมพูชา คือมองไม่เห็นแสวงสว่างอื่นๆ เลย นอกจากแสงจากระบอบฮุน

    อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ข้างต้นเป็นการวิเคราะห์ “สถานการณ์ระยะสั้น” 

    ในระยะสั้นคนกัมพูชาจะเชื่อถือระบอบเผด็จการเพราะอย่างน้อยการสนับสนุนเผด็จการก็ยังดีกว่าปล่อยให้ไทยเอาชนะ “พวกเดียวกันเอง” 

    หากประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะกวาดล้างเผด็จการระบอบฮุนที่เป็นตัวการความขัดแย้งทั้งมวลและยังเป็นผู้เลี่ยงดูธุรกิจสีเทาที่ทำลายคนไทยและคนทั่วโลก – ประเทศไทยสามารถดำเนินการแบบ “สถานการณ์ระยะยาว” และมีความดุดันมากกว่าปิดด่าน

    เช่น การทำการปิดกั้นทางเศรษฐกิจในวางกว้าง ไม่ว่าจะเป็น การสร้างอุปสรรคทางการค้า (เก็บภาษีในอัตราสูง) การอายัดทรัพย์สินนักการเมืองกัมพูชา และการห้ามคนไทยเดินทางเข้ากัมูชาและห้ามคนกัมพูชาเดินทางมายังไทย 

    พวกนี้คือ “อาวุธทำลายล้างสูงในสงครามเศรษฐกิจ” 

    ในระยะยาวนานนับปี มันจะค่อยๆ บ่อนทำลายความอดทนต่อระบอบเผด็จการของคนกัมพูชา หากเมื่อถึงจุดขีดสุดที่เหมือนฟางเส้นสุดท้าย พวกเขาก็จะเปลี่ยนเป้าหมายจากการโจมตีไทย มาเป็นการขับไล่ระบอบฮุน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ “โหดร้าย” ต่อประชาชนกัมพูชาอย่างมาก และประเทศไทยไม่ควรกระทำต่ำช้าเหมือนกัมพูชาที่ใช้พลเรือนเป็น Collateral damage เหมือนกับที่กัมพูชาเข่นฆ่าพลเรือนไทยอย่างเลือดเย็น

    ในสถานการณ์ระยะยาว สิ่งที่ชอบธรรมกว่าและกอปรด้วยเมตตาธรรมมากกว่า คือการทำแคมเปญเปิดโปงความชั่วร้ายของระบอบฮุน ซึ่งคอร์รัปชั่นอย่างเลวร้าย ทำการสนับสแกมเมอร์ สนับสนุนการค้ามนุษย์ และเมินเฉยต่อคุณภาพชีวิตประชาชน

    พูดง่ายๆ คือ หากจะชนะในระยะยาว จะต้องทำ “สงครามโฆษณาชวนเชื่อ” ต่อโลกภายนอกและบอกความจริงกับประชาชนภายในกัมพูชา 

    ในช่วงเวลานี้จะต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองในกัมพูชา แต่ป้อน “ความจริง” ให้คนกัมพูชาได้ตระหนัก แล้ว “ความเคลื่อนไหว” จะปรากฏในที่สุด
     
    ผมจะยกตัวอย่างประเทศหนึ่งซึ่งถูกปิดกันทางเศรษฐกิจมายาวนาน คือ เวเนซุเอลา 

    เวเนฯ ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรต่างกรรมต่างวาระ ทั้งคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่การเมืองไปจนถึงการคว่ำบาตรระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ทำให้ประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันแห่งนี้มีสภาพเศรษฐกิจมี่เหมือนยาจก

    สาเหตุแห่งการคว่ำบาตรมีหลายประการ ทั้งเรื่องความเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด การที่รัฐบาลกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และการที่เวเนซุเอลาเป็นศัตรูทางอุดมการณ์กับสหรัฐฯ (เข้าข้างรัสเซียและอิหร่าน)

    สภาพของเวเนฯ นั้นคล้ายกัมพูชา ผิดกันตรงที่เวเนฯ รวยน้ำมัน ส่วนกัมพูชาไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

    เวเนฯ ถูกปิดกั้นทางเศรษฐกิจมานานหลายปี ประชาชนเริ่มโทษรัฐบาล แต่ถึงที่สุดแล้วจากผลสำรวจของ Datanalisis ในปี 2023 พบว่าชาวเวเนซุเอลา 74% ไม่สนับสนุนการคว่ำบาตร โดย 30% เชื่อว่าปัญหาของเวเนซุเอลาเกิดจากการคว่ำบาตร 

    ประชาชนรู้ดีว่าต้องโทษรัฐบาลที่เป็นตัวการที่ทำให้ประเทศถูกคว่ำบาตร แต่พอการคว่ำบาตรกินเวลานานๆ เข้าและไม่บรรลุเป้าหมาย ชาวเวเนฯ เริ่มไม่สนับสนุนการคว่ำบาตร ต่างจากตอนแรกที่คนส่วนใหญ่เห็นใจต่อแนวทางนี้

    ยังไม่นับการที่ รัฐบาลเวเนฯ มักจะกล่าวโทษ “ศัตรูภายนอก” ว่าเป็นตัวการความยาลำบาก การปั่นหัวแบบนี้นานๆ เข้าก็ทำให้คนเวเนฯ ไม่มีกะใจจะต่อต้าน “ศัตรูภายใน” ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขายากลำบาก

    เช่นการที่รัฐบาลเวเนฯ กล่าวว่าวิกฤตการเมืองในประเทศ คือ”การรัฐประหารที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเพื่อโค่นล้ม (รัฐบาลมาดูโร) และควบคุมสำรองน้ำมันของประเทศ”

    เช่นกัน ระบอบฮุนก็อาจอ้างได้ว่า “วิกฤตในกัมพูชาเกิดขึ้นเพราะไทยต้องการดินแดนของกัมพูชา” พื่อปลุกระดมคนในประเทศให้เบี่ยงเบนจากปัญหา

    ดังนั้น การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ เช่น ปิดด่าน สั่งห้ามเข้าประเทศ การอายัดทุน ฯลฯ จะไม่ได้ผลง่ายๆ แถมยังอาจได้ผลตรงกันข้าม ที่เลวร้ายกว่านั้นคือจะส่งผลให้วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม คือ ทำให้ประชาชนตาดำๆ ต้องซวยไปด้วย 

    แม้จะทุกข์ยากขนาดนี้แล้ว คนเวเนฯ หรือแม้แต่คนกัมพูชาก็จะไม่ลุกฮือต่อต้าน

    ดังนนั้น วิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและเสียหายน้อยกว่าต่อประชาชน (หากอยากจะให้กัมพูชาเป็นแบบเนปาล” ก็คือ “ต้องทำแบบเนปาล” คือการเปิดโปงความฉ้อฉลของ “ลูกหลานนักการเมือง” และ “ลูกหลานในเครือข่ายตระกูลฮุน” ที่อยู่ดีมีสุขบนความทุกข์ของประชาชนกัมพูชา

    ในท่ามกลางความขัดสนที่เกิดจากสงครามของสองประเทศ “ข้อเท็จจริง” เรื่องความฉ้อฉลของระบอบฮุน จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนความคิดของคนกัมพูชาได้ดีที่สุด 

    ไม่ใช้วิธีสร้างความทุกข์รวมหมู่ ที่จะทำให้คนกัมพูชายิ่งเป็นแนวร่วมกับระบอบที่กดขี่พวกเขา

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – ผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญระหว่างการประท้วงหน้ารัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ประณามการห้ามใช้โซเชียลมีเดียและการทุจริตของรัฐบาล (ภาพโดย PRABIN RANABHAT / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35387&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00OFBtMQTOcv–FvUlJKfq

  • ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    ภาวะเศรษฐกิจและการเงินประจำสัปดาห์ โดย : วิจัยกรุงศรี

    ภาคการผลิตและส่งออกของกลุ่มประเทศแกนหลัก คาดเผชิญแรงกดดันสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังจากผลกระทบของกำแพงภาษีการค้า ด้านภาคท่องเที่ยวของไทยยังมีสัญญาณอ่อนแรง

    •สหรัฐ

    ธนาคารกลางสหรัฐฯส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ย หลังเศรษฐกิจและตลาดแรงงานเสี่ยงชะลอตัวมากขึ้น ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสัน โฮล ประธานเฟดส่งสัญญาณถึงโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะอันใกล้นี้จากความเสี่ยงต่อการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่นโยบายการค้าคาดว่าจะกระทบต่อเงินเฟ้อเพียงชั่วคราว ดังนั้น ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจและดุลความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป เฟดจึงอาจต้องปรับเปลี่ยนท่าทีด้านนโยบายการเงิน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประธานเฟดจะมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น (Dovish) แต่ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความไม่แน่นอนต่อการพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยได้ในระยะถัดไป

    ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ หลายตัว เช่น ตัวเลขการจ้างงาน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมถึงดัชนีการใช้จ่ายส่วนบุคคล ยังคงบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการชะลอตัวที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะเดียวกัน แม้ว่าเงินเฟ้อฝั่งอุปทานอาจขยับสูงขึ้นจากผลของนโยบายปรับขึ้นภาษีทางการค้า แต่อัตราเงินเฟ้อฝั่งอุปสงค์มีแนวโน้มชะลอตัวตามภาพเศรษฐกิจโดยรวม จากประเด็นดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2-3 ครั้งในปีนี้

    •ญี่ปุ่น

    ภาคบริการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่ภาคการผลิตและส่งออกยังเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโต ในเดือนกรกฎาคม ยอดส่งออกหดตัวมากสุดในรอบ 4 ปีที่ -2.6% YoY ขณะเดียวกันจำนวนผู้ที่เดินทางเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 4.4% YoY สู่ระดับ 3.4 ล้านคน ด้านกระทรวงการคลังเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในคำของบปี 2569-2570 ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณสำหรับพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวสู่ระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี ที่2.6% ซึ่งส่งผลให้การตั้งงบชำระหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราว 30 ล้านล้านเยน

    ภาคบริการยังคงขยายตัวอย่างเข้มแข็งในไตรมาสสอง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังโตต่อเนื่อง รวมถึงตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้คาดว่าจะหนุนให้ค่าจ้างปรับขึ้นได้ต่อ และช่วยประคับประคองการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตและส่งออกมีโอกาสหดตัวต่อเนื่องท่ามกลางอุปสรรคจากกำแพงภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น สะท้อนจากยอดส่งออกของญี่ปุ่นที่หดตัวมากขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กดดันเศรษฐกิจมากขึ้นในระยะถัดไป จากปัจจัยดังกล่าว วิจัยกรุงศรีคาดว่า BOJ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปีนี้เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องของเศรษฐกิจ

    •ไทย

    ภาคท่องเที่ยวไทยยังมีสัญญาณอ่อนแรง วิจัยกรุงศรีคาดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้มีแนวโน้มลดลงเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในเดือนกรกฎาคมมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.61 ล้านคน หดตัว -15.9% YoY สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 1.24 แสนล้านบาท ลดลง -14.7% สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 19.3 ล้านคน ลดลง -6.4% YoY สร้างรายได้ 8.95 แสนล้านบาท ลดลง -4.2%

    ภาคท่องเที่ยวของไทยยังเผชิญปัจจัยลบสำคัญจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ต่ำกว่าปีที่แล้วท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัย ในช่วง 7 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวจีนลดลง -34.9% YoY เหลือเพียง 2.62 ล้านคน หรือประมาณ 40% ของระดับก่อนโควิด-19 ในปี 2562 ขณะเดียวกันไทยยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่งในเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเวียดนามที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนปัจจัยดังกล่าวทำให้ภาคท่องเที่ยวไทยในปีนี้ยังไม่สดใส ล่าสุดวิจัยกรุงศรีคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งถือเป็นการลดลงรายปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 หลังการระบาดของโควิด-19 ในปี 2563

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ruC62p17-eyg4Pz6JllPf

  • EXIM “ฟิทช์”การันตีเครดิต พร้อมป้อนเงินทุนผู้ส่งออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    EXIM “ฟิทช์”การันตีเครดิต พร้อมป้อนเงินทุนผู้ส่งออก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า  บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ EXIM BANK ที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ซึ่งเป็นอันดับเครดิตสูงที่สุดแสดงถึงโอกาสต่ำที่สุดในการผิดนัดชำระหนี้เมื่อเทียบกับธนาคารและบริษัทอื่นในประเทศท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ ‘BBB+’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) เทียบเท่าอันดับเครดิตของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 สะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและบทบาทเชิงนโยบายที่สำคัญของ EXIM BANK ในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสนับสนุนให้เกิดการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของธนาคารในการขับเคลื่อนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดต่างประเทศและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า EXIM BANK เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อการดำเนินนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทยขณะเดียวกัน EXIM BANK เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเพียงแห่งเดียวที่ให้บริการประกันการส่งออกและการลงทุนระหว่างประเทศเพื่อคุ้มครองผู้ส่งออกและนักลงทุนจากความเสี่ยงทางการค้าและการเมือง

    พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนแก่ผู้ประกอบการ SMEs สอดคล้องกับพันธกิจของ EXIM BANK ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยนอกจากนี้เงินกองทุนของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและมีโอกาสจะได้รับการเพิ่มทุนอีกจากรัฐบาลเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างเงินทุนของธนาคารและเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคต

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/14/577835/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zggt5HoLTlkeZ2mVQx-RG

  • ปลัดกระทรวงดีอี ยืนยันการระงับธุรกรรมจำกัดเฉพาะวงเงินต้องสงสัยเอี่ยว บัญชีม้า

    ปลัดกระทรวงดีอี ยืนยันการระงับธุรกรรมจำกัดเฉพาะวงเงินต้องสงสัยเอี่ยว บัญชีม้า

    วันนี้ (14 กันยายน) ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานประชุมร่วมกับตัวแทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ตัวแทนสถาบันการเงิน, ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการการอายัดบัญชี หลังมีผู้ถูกอายัดบัญชีที่สุ่มเสี่ยงเป็นบัญชีม้าจำนวนมาก และกรณีนี้พบมีประชาชนทั่วไปได้รับความเดือดร้อน โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ 

    ปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ถกเถียงกันในประเด็นการคัดกรองบัญชีว่า ต้องใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยกประเภทระหว่างบัญชีทั่วไปและบัญชีม้า รวมถึงการสกัดกั้นบัญชีนั้น มีการตรวจสอบผ่านระบบใด และใครคือผู้มีอำนาจในการสรุปว่าบัญชีใดสมควรจะถูกอายัด ขณะเดียวกัน ยังได้หารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหา

    หลังการประชุมที่ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้น เป็นกลไกที่นำมาใช้สำหรับติดตามช่วยผู้เสียหายที่ถูกกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอก ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถระงับการใช้บัญชีชั่วคราวเพื่อไม่ให้มีการโอนเงินของผู้เสียหายต่อ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่การอายัด เป็นเพียงการระงับการทำธุรกรรมชั่วคราว และเป็นการระงับวงเงินเฉพาะจำนวนที่ต้องสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเงินที่ได้จากกลุ่มอาชญากรทางออนไลน์ ไม่ใช่การระงับการทำธุรกรรมทั้งหมด 

    ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประสานงานผ่านศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (AOC) เพื่อให้เร่งจำแนกบัญชีของบุคคลธรรมดา และกลุ่มบัญชีซึ่งเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ 

    สำหรับการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีข้อมูลทางการเงินตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็จะทำให้ทราบว่า บัญชีที่แจ้งมาเป็นบัญชีบุคคลทั่วไปหรือเป็นบัญชีม้าที่แอบอ้างแจ้งข้อมูลเพื่อหวังให้ธนาคารปลดล็อควงเงินหรือไม่ 

    โดยเท่าที่ได้รับรายงาน ทราบว่าขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบแจ้งข้อมูลผ่านศูนย์ AOC ประมาณ 600-700 คน คาดว่าจะสามารถแก้ปัญหาของผู้แจ้งทั้งหมดได้ภายใน 24 ชั่วโมง ส่วนปัญหาที่ได้รับแจ้งว่า การให้บริการผ่านศูนย์ AOC ติดขัดเนื่องจากมีคู่สายไม่เพียงพอนั้น เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ปัญหา รวมถึงประสานเจ้าหน้าที่จากสถาบันการเงินเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อให้กระบวนการรวดเร็วยิ่งขึ้น 

    ศ.พิเศษ วิศิษฏ์ยืนยันว่า การระงับธุรกรรมลักษณะนี้เป็นคนละส่วนกับการอายัดบัญชีที่ตำรวจและ ปปง. ดำเนินการ พร้อมกำชับให้ผู้เสียหายประสานข้อมูลผ่านสายด่วน AOC โดยตรงเพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคอลเซ็นเตอร์อาศัยสถานการณ์ดังกล่าวสวมรอยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่โทรหา เพราะศูนย์ฯ ไม่มีนโยบายโทรหาผู้เสียหายก่อน

    ศ. พิเศษ วิศิษฏ์ยังระบุว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีมติให้สร้างกลไกตรวจสอบเพื่อเพิกถอนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีซึ่งถูกล็อคไว้ชั่วคราว สำหรับแยกบุคคลทั่วไปกับผู้ที่กระทำความผิดแล้วแอบอ้างเข้ามาในระบบ AOC

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/permanent-secretary-confirms-limited-suspension/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_z0B7SiTf0iolkpFXi4_F

  • ดีอี เร่งปลดล็อก! ‘บัญชีผู้บริสุทธิ์’ สกัดบัญชีม้า

    ดีอี เร่งปลดล็อก! ‘บัญชีผู้บริสุทธิ์’ สกัดบัญชีม้า

    ดีอี เคลียร์ปมบัญชีถูกระงับ ชี้เป็นมาตรการกันมิจฉาชีพ ยันปลดล็อกให้ผู้บริสุทธิ์เร็วที่สุด

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ แถลงผลการประชุมด่วนร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หลังเกิดกระแสความกังวลว่าประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูก ‘ระงับบัญชีธนาคาร’

    ปลัดดีอี ย้ำว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการอายัดทั้งบัญชี แต่เป็น ‘การระงับธุรกรรมชั่วคราว’ ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 โดยธนาคารจะระงับเฉพาะวงเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อป้องกันการฟอกเงิน และติดตามเส้นทางการเงินของ ‘บัญชีม้า’ ซึ่งมิจฉาชีพใช้รับโอนเงินจากการหลอกลวงออนไลน์

    De-suspicious-transaction-fake-account-aoc-unlock-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ที่ประชุมยังเห็นชอบกลไก ‘ปลดล็อกบัญชี’ สำหรับผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้ ศูนย์ปฏิบัติการ AOC 1441 ภายใต้การกำกับของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) เป็นผู้ตรวจสอบและเพิกถอนการระงับ เมื่อพบว่าเจ้าของบัญชีไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ขณะนี้ได้มีการปลดล็อกบัญชีไปแล้วบางส่วน และจะเร่งดำเนินการต่อเนื่อง

    การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการทำงานผ่านการจัดตั้งศูนย์ประสานงานทำงานร่วมกัน ระหว่าง ศปอท. ธปท. ธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบบัญชีดังนี้
    1.เส้นทางการเงิน รูปแบบทางการเงินของบัญชีว่ามีลักษณะเป็นการทำธุรกรรมปกติหรือไม่
    2.เจ้าของบัญชีมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับการอายัดบัญชีของ ปปง. และตำรวจหรือไม่

    ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถโทรติดต่อ สายด่วน AOC 1441 กด 2 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและคืนสิทธิ์ได้ โดยธนาคารจะเป็นผู้แจ้งผลการปลดล็อกให้เจ้าของบัญชีทราบ ขณะที่ศูนย์ AOC จะไม่ติดต่อประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากแก๊งมิจฉาชีพ

    ปลัดดีอีระบุว่า มาตรการนี้มีเป้าหมาย ‘ปิดกั้นเส้นทางการเงินมิจฉาชีพ’ แต่ในขณะเดียวกันภาครัฐและสถาบันการเงินต้องสร้างสมดุลในการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ และจะเร่งตรวจสอบ-ปลดล็อกให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนที่ทำธุรกรรมทางการเงินปกติ

    อย่างไรก็ตาม บัญชีของประชาชนทั่วไปที่ถูกระงับชั่วคราว เมื่อมีคำสั่งจาก ศปอท.ให้ปลดล็อกแล้ว ธนาคารจะเป็นผู้แจ้งให้เจ้าของบัญชีได้รับทราบ โดยศูนย์ AOC จะทำหน้าที่รับเรื่อง และประมวลผลข้อมูลเท่านั้น จะไม่ติดต่อกับประชาชนโดยตรง เพื่อป้องกันการแอบอ้างจากมิจฉาชีพ สำหรับมาตรการดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เพื่อปิดกั้นเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพ ที่ก่ออาชญากรรมออนไลน์สร้างความเสียหายให้กับประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/de-suspicious-transaction-fake-account-aoc-unlock&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10h13FDauR5cxqFrlC2T0a

  • จากเสียงในกรง สู่เสียงของโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    จากเสียงในกรง สู่เสียงของโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ

    14 ก.ย. – นกปรอดหัวโขน หรือที่เรียกกันว่า “นกกรงหัวจุก” กำลังจะถูกถอดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพื่อพัฒนาเป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ แต่การเพาะเลี้ยงนกจะต้องไม่กระทบต่อประชากรในธรรมชาติ ดังนั้น กรมอุทยานฯ จึงศึกษาข้อมูลวิชาการรอบด้าน ก่อนถึงขั้นตอนปลดล็อกตามกฎหมาย.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สน.บางซื่อ 12 ก.ย. – อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดัง กลายเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ ถูกหลอกลงทุนเทรดหุ้น สูญเงินกว่า 38 ล้านบาท ตำรวจนครบาลเร่งสอบสวน อายัดเงินทันกว่า 3 ล้านบาท ขยายผลโยงบัญชีม้ากว่า 20 บัญชี จากกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ถูกเครือข่ายมิจฉาชีพหลอกลงทุน เสียหายกว่า 38 ล้านบาท พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล เดินทางมาร่วมสอบปากคำผู้เสียหายด้วยตัวเอง ที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา พล.ต.ต.พัลลภ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว พนักงานธนาคารได้ตรวจพบความผิดปกติการถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหาย แล้วโอนเงินไปยังบัญชีอื่น 3 บัญชี ซึ่งเป็นบัญชีนิติบุคคล หรือบริษัท เป็นจำนวนเงินกว่า 1 ล้าน 9 แสนบาท จึงได้อายัดไว้ก่อนและติดต่อจากศูนย์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบไปยังผู้เสียหาย ก่อนทราบว่าผู้เสียหายได้เอาเงินไปลงทุนเทรดหุ้น พร้อมให้ผู้เสียหายตรวจสอบว่า เงินที่โอนไปลงทุนนั้นสามารถถอนออกจากบัญชีในระบบบริษัทได้หรือไม่ ปรากฏว่าผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินได้ เจ้าหน้าที่จึงแน่ใจว่าถูกเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง […]

    พรรคประชาธิปัตย์ 12 ก.ย.-“เฉลิมชัย” ไขก๊อกจากหัวหน้าพรรค ปชป. แบบไม่บอกกล่าว ด้าน “ชัยชนะ” ยันไม่มีขัดแย้ง ในพรรครักกันดี ไม่มีแพแตก นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยื่นหนังสือลาออกจากหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ว่า ตนก็เพิ่งทราบข่าว โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้ามาก่อน แต่ยืนยันว่าในพรรคไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งอะไร รักกันดี ทุกคนแต่การตัดสินใจลาออกครั้งนี้เป็นอย่างไรต้องไปถามนายเฉลิมชัยเอง แต่ยืนยันว่า หัวหน้าพรรคกรรมการบริหารพรรค ทุกคนมีความรักใคร่กันดี และตนเชื่อว่านายเฉลิมชัยก็เป็นคนหนึ่งที่รักพรรคประชาธิปัตย์ และทำงานให้กับพรรคมาโดยตลอด ซึ่งตนก็รู้สึกเสียดายและใจหายซึ่งที่ผ่านมานายเฉลิมชัย ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือบอกอะไร สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จะดำเนินการอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับพรรคและตามกฎหมาย โดยต้องเรียกประชุมวิสามัญ เพื่อนเลือก หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคใหม่เมื่อถามว่าบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรนั้น นายชัยชนะกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องทำหน้าที่กันต่อไป ส่วนกรรมการบริหารพรรคก็มาเลือกคัดสรรกันใหม่ และหลังจากนี้ต้องรอดูว่าใครจะเข้ามาบริหารพรรค และกำหนดนโยบายทิศทางพรรคอย่างไร แต่ตนก็เป็นสมาชิกพรรคคนหนึ่งที่ยังยืนหยัด อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อถามว่าการที่นายเฉลิมชัย ลาออกตอนนี้ เป็นสัญญาณอะไรหรือไม่เนื่องจาก มีไทม์ไลน์ จะยุบสภา ภายใน สี่ เดือน จะไปสังกัดพรรคอื่นหรือไม่ ได้ชัยชนะกล่าวว่าอย่ามองเช่นนั้น เพราะตนเชื่อว่านายเฉลิมชัย […]

    ทำเนียบ 12 ก.ย.- “รมต.สุชาติ​” ตั้งคณะกรรมการสอบ​เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ​ ปม​ทรัพย์สิน​-​สีกา​ หลังถูกร้องสะพัดว่อนโซเชียล​ คาด​ไม่เกิน​ 1 สัปดาห์รู้ผล​ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย นายสุชาติ​ ตันเจริญ​ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเปิดเผยว่า​ มีข้อร้องเรียน ถึงพฤติกรรมของเจ้าอาวาส วัดโสธรวรารามวรวิหาร เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง เข้าข่ายกระทำความผิดพระธรรมวินัย อีกทั้งยังมีข้อมูลเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยการร้องเรียนเป็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ เป็นเจ้าคณะจังหวัด และเป็นพระสังฆาธิการด้วย ดังนั้นจึงต้องให้ความเป็นธรรม ทั้งกับผู้ร้องและประชาชน รวมถึงตัวเจ้าอาวาสด้วย เพราะหากไม่เป็นความจริงจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน​ ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ​ โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง​ รวมถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ​ และให้ผู้ตรวจของสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะไม่ทราบว่าในโลกออนไลน์พูดเพื่อความสนุกสนานหรือไม่ แต่ยอมรับว่าตนก็ได้ยินเรื่องนี้มานาน มีเค้าโครง​ ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ผู้ร้องสบายใจ​ แต่หากเจ้าอาวาสทำผิดก็ต้องแบบว่าไปตามระเบียบกฎหมาย และต้องแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการต่อไป เมื่อถามว่าวางกรอบระยะเวลาการตรวจสอบไว้เท่าใด นายสุชาติ​ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วาง แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ของตน ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ และตนก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทน […]

    เมืองทองธานี 12 ก.ย.- นายกฯ โต้ข่าว เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บอก ขอเป็นรัฐบาลอย่างเป็นทางการก่อน ชี้ ขั้นตอนยังมีอีกเยอะ เชื่อประชาชนเข้าใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสความชัดเจนในการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ก็ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว เมื่อถามถึง กระแสการต่อต้านการเปิดด่าน นายกรัฐมนตรีระบุ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ยังไม่ใช่รัฐบาลของตน เมื่อถามต่อว่า ท่าทีของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 และ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ที่คัดค้านการเปิดด่าน เพราะอาจจะเป็นการส่งเสริมบ่อนการพนันและสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า เท่าที่ตนทราบไม่ได้อยู่ดี ๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะ เมื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติที่อย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้ตนยังไม่สามารถไปสั่งการหรือให้นโยบายอะไรได้ เมื่อถามว่า […]

    ข่าวแนะนำ


    กรุงเทพฯ 14 ก.ย. – พรรคเพื่อไทย ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากประชาชน หลังผลเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 7 เชียงราย อย่างไม่เป็นทางการ “สง่า” ชนะขาด “สุทัศน์” จากพรรคประชาชน เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความภายหลังผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 อย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ชนะขาดนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครของพรรคประชาชน หมายเลข 2 โดยระบุว่า พรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชน ที่ให้ความไว้วางใจเลือกผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย จากพรรคเพื่อไทย ทีมงานทุกคน พร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ เพื่อชีวิตที่ดี เพื่อไทยทุกคน.-316-สำนักข่าวไทย

    เชียงราย 14 ก.ย. – ผลคะแนนเลือกตั้ง สส.เชียงราย เขต 7 แทนตำแหน่งที่ว่าง (อย่างไม่เป็นทางการ) ณ เวลา 19.39 น. “สง่า พรมเมือง” พรรคเพื่อไทย คะแนนนำโด่งทิ้งคู่แข่ง “สุทัศน์ ยาละ” พรรคประชาชน กว่า 2 หมื่นคะแนน ขณะที่เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย โพสต์ขอบคุณประชาชนเทคะแนนให้ “สง่า” คว้าชัย. – สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 14 ก.ย. – ดีอีเร่งปลดล็อกระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า แจงระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชี ยังคงทำธุรกรรมได้ปกติ ส่วนบัญชีม้าจะไม่ปลดล็อกเด็ดขาด พร้อมแจงการอายัดบัญชีทำได้เฉพาะกรณีที่มีหมายจากตำรวจเท่านั้น ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมการดำเนินมาตรการเพิกถอนการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราวในบัญชีที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าของมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นผลมาจากการบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ เปิดเผยว่า ตามที่มีกรณีประชาชนได้รับผลกระทบจากการระงับบัญชีธนาคารชั่วคราว ซึ่งเป็นมาตรการในการตรวจสอบและปิดกั้นบัญชีม้าของมิจฉาชีพ เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน และนำเงินจากการก่ออาชญากรรมออนไลน์ของมิจฉาชีพกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย เป็นกลไกตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ตามมาตรา 6 และมาตรา 7 ซึ่งธนาคารมีหน้าที่ในการระงับการทำธุรกรรมทางการเงินเป็นการชั่วคราว โดยจะมีการระงับจำนวนเงินเฉพาะที่โอนออกไปจากบัญชีต้องสงสัยเท่านั้น ไม่ได้ระงับทั้งบัญชีแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีธนาคารนั้นยังคงสามารถทำธุรกรรมได้อยู่ตามปกติ ในส่วนของการอายัดบัญชีเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการอายัดบัญชี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยมีหมายอายัดเท่านั้น ทั้งนี้ […]

    อุทัยธานี 14 ก.ย.- แม่เศร้าลูกชาย ซึ่งเป็น จนท.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา หายตัวปริศนา 3 วัน หลังออกเวรไปเร่ขายลอตเตอรี่ แต่จนถึงขณะนี้ ยังติดต่อไม่ได้ นางจำรัส อายุ 57 ปี ชาวบ้านบึงเจริญ หมู่ 9 ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี นำเบาะแส เป็นภาพจากกล้องวงจรปิด มอบให้สื่อมวลชน ช่วยเป็นกระบอกเสียง ในการตามหาลูกชาย คือนายเอกฉัตร อายุ 39 ปี ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยทับเสลา ต.ระบำ อำเภอลานสัก จ.อุทัยธานี หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนาน 3 วัน โดยภาพวงจรปิดเมื่อวันที่ 7 กันยายน นายเอกฉัตรนำแผงลอตเตอรี่มาขาย ที่ร้านของชำของแม่ ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ สีแดงออกไป กระทั่งล่าสุด วันที่ 11 กันยายน กล้องอีกจุดจับภาพนายเอกฉัตร ขี่รถจักรยานยนต์ สีเขียว ทะเบียน 1ขอ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/agriculture-1585501&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FcIfzYHndWUkbkB2tqZm-

  • พาณิชย์แนะผู้ค้าไทยใช้ออนไลน์เพิ่มยอดขายให้ปัง! เจาะตลาดสินค้าแฟชั่นในฝรั่งเศส : อินโฟเควสท์

    พาณิชย์แนะผู้ค้าไทยใช้ออนไลน์เพิ่มยอดขายให้ปัง! เจาะตลาดสินค้าแฟชั่นในฝรั่งเศส : อินโฟเควสท์

    น.ส.สุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้า และโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำอยู่ ตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์

    ล่าสุดได้รับรายงานจากนายนิษณะ ทวีพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ถึงการสำรวจตลาดอีคอมเมิร์ซสินค้าแฟชั่นที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และโอกาสในการส่งสินค้าแฟชั่นไทยเข้าไปจำหน่าย โดยทูตพาณิชย์ได้รายงานข้อมูลของสมาพันธ์ผู้ประกอบการค้าอีคอมเมิร์ซแห่งฝรั่งเศส (FEVAD) ระบุว่า ภาพรวมตลาดการค้าออนไลน์ประจำปี 2024 ทั้งการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการมีมูลค่า 175,000 ล้านยูโร จากจำนวนธุรกรรมทั้งหมด 2.6 พันล้านรายการ ในส่วนของยอดขายสินค้า มีมูลค่า 66,900 ล้านยูโร ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดที่เคยทำได้ในปี 2021 ที่ 67,000 ล้านยูโร

    หลังจากที่มูลค่าการขายสินค้าอยู่ในระดับทรงตัวตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสจำนวน 41.6 ล้านคน ได้ทำการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขึ้น 2.2 ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2023 โดยมีจำนวนการซื้อเฉลี่ย 62 รายการต่อคนต่อปี และมีมูลค่าเฉลี่ยต่อการซื้ออยู่ที่ 68 ยูโร ซึ่งใกล้เคียงกับระดับของปีก่อนหน้า

    โดยมูลค่าและจำนวนการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนั้น พบว่า ผู้บริโภคสินค้าออนไลน์กว่า 60% นิยมซื้อสินค้าในหมวดหมู่แฟชั่นและเครื่องแต่งกายเป็นหลัก ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยม เช่น Shein, Temu และ Amazon และแนวโน้มดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนการซื้อขายสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกายผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นเป็น 23% จาก 21% ในปี 2023 คิดเป็นมูลค่ารวม 7.7 พันล้านยูโร

    นอกเหนือจากเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายแล้ว สินค้าประเภทอื่นที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคชาวฝรั่งเศสบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่ รองเท้า 49% ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม 47% และของเล่น 43% โดยสินค้ามือสอง ยังเป็นสินค้าอีกหนึ่งประเภทที่ได้รับความนิยม โดยพบว่าผู้บริโภคออนไลน์ 51% มีพฤติกรรมเลือกซื้อสินค้ามือสอง และในจำนวนนั้น 39% เป็นสินค้าประเภทแฟชั่นและเสื้อผ้ามือสอง

    ส่วนแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปี 2024 ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสามอันดับแรก ได้แก่

    อันดับที่ 1 เว็บไซต์ Amazon มีปริมาณผู้เข้าชม 41.05 ล้านคนต่อเดือน (36.88 ล้านคน ปี 2023)

    อันดับที่ 2 เว็บไซต์ Leboncoin มีปริมาณผู้เข้าชม 29.63 ล้านคนต่อเดือน (27.57 ล้านคน ปี 2023) ซึ่งขายสินค้ามือสองเป็นหลัก และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับประกาศขายหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์

    อันดับที่ 3 เว็บไซต์ E.Leclerc แพลตฟอร์มออนไลน์ของห้างค้าปลีก E.Leclerc มีปริมาณผู้เข้าชม 20.58 ล้านคนต่อเดือน (16.63 ล้านคน ปี 2023) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นสองอันดับ จากอันดับที่ 5 ในปีก่อนหน้า

    ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าความนิยมในการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในฝรั่งเศส จะยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะการทำตลาดผ่านสื่อออนไลน์ดังเช่น Tiktok Facebook Instagram ยังคงเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยในการส่งเสริมการขายได้เป็นอย่างดี

    “โดยปัจจุบันผู้บริโภคฝรั่งเศส 75% สามารถเข้าถึงสื่อต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ดังนั้นผู้ประกอบการไทย ควรพิจารณานำเสนอสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น และการใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อสารจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายได้เป็นอย่างดี” น.ส.สุนันทากล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QNkWZXtw31J-V3hQFK6L9