Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ยกเครื่องประเทศไทย สู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย เปิดวิสัยทัศน์ ‘ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทําได้’ มุ่งผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ย้ำ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เปิดตัวและกล่าวแสดงวิสัยทัศน์เป็นครั้งแรกในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทําได้” ยศชนันได้สรุปบทบาทการทำงานในฐานะนักวิจัยและนักบริหาร โดยเฉพาะงานวิจัยสำคัญที่เข้าแก้ไขข้อจำกัดของความพิการ และการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากระบบประสาทและสมอง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในการผลักดันประเทศเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    วิสัยทัศน์สำคัญของ ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ให้เห็นว่าวิกฤติที่ไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ครั้งนี้ยศชนันมองว่าเป็นวิกฤติที่คับขันและซับซ้อนกว่า จากการเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว สู่วิกฤติที่ซ้อนทับกับวิกฤติอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (Tech Disruption) ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์(Geopolitics) และความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change)

    ทว่า ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยยังมีความหวัง เสนอการปรับโครงสร้างต่างๆ ใหม่ โครงสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างทางเทคโนโลยี ผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของความเป็นคนไทย ยศชนัน ยืนยันว่าทุกอย่างย่อมเป็นไปได้ และพร้อมนำพาประเทศให้หลุดพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้

    ‘ยศชนัน’ วางเป้าหมายสำคัญของพรรคเพื่อไทยคือการวางรากฐานประเทศสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ด้วยการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ‘ยศชนัน’ เสนอให้พัฒนาเครื่องจักรทางเศรษฐกิจทั้งเครื่องจักรเดิม คือภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ซึ่งยศนันมองว่าการยกระดับต้องเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปพัฒนาในทุกอุตสาหกรรมในทุกรูปแบบ

    ‘ยศชนัน’ ยกตัวอย่างภาคเกษตรกรรม และย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่เคยทิ้งภาคการเกษตร ในการพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเกษตรต้องมาเป็นอันดับ 1 พร้อมยกตัวอย่างว่าภาคการวิจัย คนไทย นักวิจัยไทยมีความสามารถและความรู้ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ รวมถึงแสดงวิสัยทัศน์ในการสร้างความร่วมมือจากรัฐ ส่งเสริมสตาร์ทอัพและคนรุ่นใหม่ให้ก้าวไปในระดับโลก

    ทั้งยังกล่าวถึงการเปิดโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการพัฒนาภาคบริการที่ต้องมีความปลอดภัย ส่งเสริมความสุข โดยที่สำคัญคือยศชนันกล่าวถึงการสนับสนุนด้านกีฬาทุกรูปแบบ และย้ำว่าถึงการสนับสนุนดนตรีและศิลปะ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใน DNA ของคนไทย

    นอกจากการอัพเกรดเครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ‘ยศชนัน’ ยังกล่าวถึงสร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ การรับเทคโนโลยีต่างประเทศ ประเทศไทยต้องเตรียมการพัฒนาคนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย ทำให้ประเทศไทยสามารถรับความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ นำไปสู่การต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีอยู่ไปสู่อุตสาหกรรมคุณภาพสูงได้ด้วยความรู้และงานวิจัย

    เพื่อรอบรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง ‘ยศชนัน’ สรุปการหน้าที่ของภาครัฐไว้ 3 ประการ คือ

    1. การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสร้างความมั่นคงในทุกด้าน

    2. การทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Rule of Law) ยศชนันเสนอการแก้ปัญหาการคอรัปชั่นด้วยการสร้างความโปร่งใสด้วยรัฐบาลดิจิตัล และการสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านคอรัปชั่น

    3 คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งยศชนันเน้นไปที่การสร้างคนคือการศึกษา โดยยศชนันวางเงื่อนไขว่าการพัฒนาการศึกษาจะต้องปรับตัวอย่างไร หากประเทศไทยมีเป้าหมายเป็นระบบเศรษฐกิจคุณภาพสูง การศึกษาในทุกระดับชั้นตลอดจนการอัพสกิล รีสกิลผู้สูงอายุ ทุกองคาพยพเมื่อมีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะสามารถปรับปรุงไปยังเป้าหมายเดียวกันได้

    สุดท้าย ‘ยศชนัน’ สรุปว่าการลงมือทำ และการเดินทางในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่คือการเดินทางเพื่อให้ทุกคนได้กลับมาร่วมกันสร้างประเทศไทยขึ้นอีกครั้ง

    ‘ยศชนัน’ กล่าวว่า ‘การเดินทางของพวกเราในครั้งนี้ คงไม่ใช่แค่การเดินทางของพรรคเพื่อไทยแล้ว แต่เป็นการเดินทางให้พวกเราได้กลับมาช่วยกันสร้างประเทศไทยที่ดีขึ้นอีกครั้ง วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทย จากพรรคที่อาจจะไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของเรา บวกกับคนรุ่นใหม่ของพรรคเพื่อไทย เรากลับมารวมกัน ผมมั่นใจมากว่าเราทำได้’

    และส่งท้ายว่า “เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยทำได้ แน่นอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/ZR8dyICZv&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26lJDbFBnFxFwpejR2fBQU

  • ประวัติ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    ประวัติ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    เปิดประวัติ “บิ๊กตี๋” พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ จากอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ช่อง 5 เพื่อนร่วมรุ่นบิ๊กบี้ อดีตผบ.ทบ. สู่ แคนดิเดตนายกฯ เพียงคนเดียวจากพรรคเศรษฐกิจ

    วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศไทม์ไลน์เลือกตั้งออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันกาบัตรเลือกตั้ง และให้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า พร้อมกำหนดให้วันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และกำหนดให้วันที่ 28-31 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และแจ้งรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    โดยในส่วนของพรรคเศรษฐกิจ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะเสนอชื่อ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ (บิ๊กตี๋) หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ

    สำหรับประวัติ พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ มีชื่อเล่นว่า ตี๋ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 เติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงหล่อพระพุทธรูป เรียนจบมัธยมศึกษา จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล จากนั้นไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 22 (ตท.22) รุ่นเดียวกับ พล.อ. ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ (บิ๊กบี้) อดีตผู้บัญชาการทหารบก หลังจบเตรียมทหารได้รับทุนศึกษาต่อด้านการทหารที่สหรัฐอเมริกา ชีวิตส่วนตัว สมรสกับ พลตรีหญิง วัลลภา กิติญาณทรัพย์

    พลเอก รังษี เริ่มต้นรับราชการที่ กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ จากนั้นเติบโตได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพัน ในหน่วยรถถังและหน่วยยานเกราะ นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์ในการทำงานด้าน มวลชนและพัฒนาชุมชน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการดูแลและพัฒนาพื้นที่กว่าร้อยหมู่บ้าน และยังนั่งเป็น ที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 และ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ช่วงสุดท้ายของชีวิตก่อนเกษียณอายุราชการ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5)

    เส้นทางสู่การเมือง ของ พลเอก รังษี

    พลเอก รังษี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของ พรรคเส้นด้าย เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2568 ภายหลังจากที่นายคริส โปตระนันทน์ ลาออกจากตำแหน่ง โดยในวันเดียวกันนั้น พรรคเส้นด้ายได้เปลี่ยนชื่อเป็น “พรรคเศรษฐกิจ” (Economic Party: ECON) โดยมี พลเอก รังษี เป็นผู้นำ นายคริส มานั่งเป็นประธานพรรค

    พลเอก รังษี ให้เหตุผลในการเข้าสู่เส้นทางการเมืองว่าเป็น ภารกิจเพื่อชาติ” เน้นการผลักดันนโยบายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศและความมั่นคง โดยเฉพาะระยะหลังที่ไทยมีการปะทะกับกัมพูชาเรื่องชายแดน ทำให้กระแสนิยมของ พลเอก รังษี พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังติดอันดับผลโพลที่คนอยากสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เนื่องจากภาพลักษณ์ที่เป็นผู้นำที่เด็ดขาด อีกทั้งยังประกาศว่า พรรคเศรษฐกิจ “ไม่ใช่สีไหนทั้งนั้น” และ “ไม่ใช่นอมินีพรรคใด” พร้อมชูนโยบายที่เข้มข้นเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน รวมถึงการเสนอกฎหมายลงโทษประหารชีวิตผู้ที่ทำผิด และยังมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2902378&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19rDN1tjBenkvmlXE3OYrE

  • “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    “จุลพันธ์” พร้อมสานต่อ “หวยเกษียณ-ล้างหนี้” แก้วิกฤตเศรษฐกิจ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ที่จัดขึ้นโดยพรรคเพื่อไทย เพื่อเปิดตัวผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคฯ โดยกล่าวว่า วันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นวันที่ตนได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย วันนั้นตนไม่ได้รับเพียงแค่ตำแหน่ง ตนรับเอาความคาดหวังที่พรรคเพื่อไทยจะต้องกลับมาแข็งแรง ต้องกลับมาเป็นความหวังให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยอีกครั้งหนึ่ง ระยะเวลาเพียงเดือนเศษเราไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลง แต่เราทำให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง เรามีการยกเครื่องในการสื่อสารที่มีความรวดเร็ว ฉับไว และเป็นการสื่อสารเชิงรุก เรามีการทำงานในสภาที่เข้มแข็งตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่มีการเกรงใจ เรามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่ประกอบไปคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกภูมิภาคเรามีทีมงานในส่วนของคณะกรรมการนโยบาย ซึ่งรับฟังทั้งเสียงนักวิชาการ และเสียงของประชาชนตัวจริง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยพวกเราทุกคน พวกเรามีความเชื่อในเป้าหมายเดียวกัน พวกเรามีหัวใจดวงเดียวกันหัวใจดวงนั้น คือประชาชน

    นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า 25 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยไม่เคยละทิ้งประชาชน วันนี้ตนยืนอยู่ตรงนี้ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อบอกกับพวกเราทุกคนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้ว พร้อมจัดการยกเครื่องพรรคสู่ภารกิจที่ใหญ่กว่าคือการยกเครื่องประเทศไทย

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนเข้าสู่การเมือง 20 ปีที่แล้ว ตนได้โอกาสจากพรรคเพื่อไทย ได้เป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ ในพื้นที่ชายขอบ แต่ตนเป็นคนมีโอกาสกว่าคนทั่วไป ได้จบการศึกษาปริญญาตรีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีโอกาสเรียนต่อ MBA ที่สหรัฐอเมริกา ได้มีโอกาสทำงานที่สหรัฐอเมริกาอยู่หลายปี ตนทำงานในบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ และความมั่นคงระดับโลก ตนผ่านประเทศที่เจริญที่สุด และกลับมาใช้ชีวิตในชนบทกับประชาชน ได้เห็นความมั่งคั่งสุดขีด และเห็นความทุกข์ยากอย่างถึงที่สุดของประชาชนเช่นเดียวกัน สองภาพนี้ทำให้ความฝันของตนชัดเจน ฝันที่จะใช้ความรู้ทางด้านเศรษฐกิจมาปลดโซ่ตรวนชีวิตให้กับประชาชนคนไทย ตนทำงานต่อเนื่องตั้งแต่ตำแหน่ง สส. ไปเป็นกรรมาธิการด้านการเงินการคลัง ไปเป็นกรรมาธิการด้านการเกษตร ด้านเศรษฐกิจ ไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณ จน กระทั่งมาถึงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตลอด 2 ปีในตำแหน่งรัฐมนตรี ตนได้มีโอกาสทำตามความฝัน คือการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนไปมากมาย แต่แน่นอนว่ามีทั้งอุปสรรค มีทั้งแรงเสียดทาน แต่เราไม่เคยหยุด และเราจะเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง วันนี้ตนมาเสนอตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เพียงเพื่อความฝันของตัวเอง แต่มาขอความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่คือการทำให้คนไทยไร้จน หลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร

    นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยต้องการสร้างพรุ่งนี้ที่ดีกว่า โดยการสร้างหลักประกันเงินออม การปลดหนี้ และสร้างรายได้ใหม่ เพราะนิยามประชาชนในสังคมประชาธิปไตย คือ ความมั่นคง อิสรภาพ และโอกาสของประชาชน ซึ่งตรงกับความคิดของพรรคเพื่อไทยที่ว่า “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ความปรารถนาของตนคือคนไทยต้องไร้จน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่วันนี้ประชาชนจำนวนมากยังคงประสบความลำบากทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้กลับลดลง ของกิน ของใช้ ค่าน้ำ ค่าไฟค่า เดินทางเพิ่มไม่หยุด ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้น ยอดขายผู้ประกอบการลดลง แต่ต้องแบกรับอัตราดอกเบี้ยที่สูง ต้นทุน ค่าเช่าพุ่งไม่หยุด ประชาชนคนไทยหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้การศึกษา หนี้ ธ.ก.ส. หนี้นอกระบบ เราพูดกันตลอดว่า ประเทศไทยเราเข้าสู่สังคมสูงวัย แต่คนไทยแก่ก่อนรวย ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีหลักประกันในชีวิต ไม่มีเงินออม รายได้หลังเกษียณต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่านั้น หลังเกษียณหลายครอบครัวต้องเลือกระหว่างการจ่ายหนี้ กับคุณภาพชีวิต

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เอาตัวเลขเศรษฐกิจมาพูด เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่อาจสะท้อนคราบน้ำตา ไม่อาจสะท้อนเอาความเครียด ความลำบาก ความสิ้นหวัง ความไม่มั่นคงในชีวิตของประชาชนคนไทยได้มีคำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้หรือไม่ นี่คือโจทย์ใหญ่ของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

    วันนี้ตนจึงมาเสนอ 2 นโยบายเร่งด่วนที่สามารถทำได้ทันที คือ หวยเกษียณ ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่สานต่อ พวกเราจะทำให้ได้ภายใน 3 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล คนไทย 34 ล้านคน ยังคงซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง วันที่ 1 และ 16 ยังเป็นความหวังของคนไทยจำนวนมาก แต่ด้วยหวยเกษียณเงินทุกบาทจะไม่หายไป จะกลายเป็นเงินออม เราไม่ต้องการปรับพฤติกรรมการเสี่ยงโชคของประชาชนคนไทย แต่เราต้องการให้ผู้สูงอายุมีเงินก้อนในยามแก่ชรา เพื่อไปเสริมกับเบี้ยยังชีพ กับสวัสดิการประเภทอื่นๆ ถ้าเลือกได้เชื่อว่าไม่มีผู้สูงอายุไหนที่อยากเป็นภาระ ต้องพึ่งพาลูกหลาน เมื่อเราสามารถทำหวยเกษียณ สร้างความมั่นคงให้กับสูงอายุในด้านการเงิน สุดท้ายนั่นคือการปลดล็อกอิสรภาพทางการเงินให้กับลูกหลานท่านเอง “หวยเกษียณ” จึงเป็นการเปลี่ยนการเสี่ยงโชคสู่หลักประกัน หวยเกษียณจึงเป็นการเปลี่ยนความหวังระยะสั้นให้เป็นความมั่นคงในระยะยาว

    ขณะที่อีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วน คือ การล้างหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ปัญหาหนี้ของคนไทยไม่ใช่ปัญหาส่วนบุคคลอีกต่อไป นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งชีวิตประชาชน ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยไม่ให้เจริญเติบโต ตลอด 2 ปีของการเป็นรัฐบาล รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมายังรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เราได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้เกษตรกร แก้หนี้นอกระบบ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงงานสร้างอาชีพ เราช่วยประชาชนไปแล้ 6 ล้านราย ลดภาระหนี้ไปแล้ว 400,000 ล้านบาท เราจะไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหาหนี้สินแต่เพียงลำพัง

    นายจุลพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมวื่า หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะสานต่อนโยบายล้างหนี้ ดังนี้

    กลุ่มแรก คือ หนี้นอกระบบ เราจะให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องมีหลักประกัน เพื่อให้ท่านไปปิดหนี้นอกระบบเพราะเรารู้ว่าหนี้นอกระบบไม่ใช่แค่เรื่องเงินแต่คือความรุนแรง มันคือการข่มขู่ การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราต้องการคืนอิสรภาพจากความหวาดกลัวให้กับพี่น้องประชาชน

    กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่เป็นหนี้เสีย NPL ทำให้รายได้ทั้งหมดกลายเป็นดอกเบี้ย ทำให้ประชาชนขาดโอกาส ประเทศติดหล่ม จะดีหรือไม่หากรัฐบาลของเพื่อไทยจะทำให้คนเป็นหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท จ่ายเพียงแค่ 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาทแล้วกลบหนี้ของท่านออกไปได้ นี่ไม่ใช่ให้การปลดหนี้ประชาชน แต่เป็นการปลดล็อคประเทศทางเศรษฐกิจ

    กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มเกษตรกรพี่น้องเกษตรกรเผชิญกับความผันผวนทางด้านราคา ภัยธรรมชาติ พรรคเพื่อไทยเราเสนอตัวที่จะพักหนี้ให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งพักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปีในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อต่ออายุ ต่อลมหายใจให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง

    กลุ่มที่สี่ คือ ผู้สูงอายุวัยเกษียณ เราอยากให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างมั่นคง ผู้สูงอายุต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการพึ่งพาลูกหลานทางด้านการเงิน เราจะปลดหนี้เสียให้กับผู้สูงวัยในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท นี่คือการปลดหนี้เสียให้ผู้สูงอายุ คืนความสุขในบั้นปลายให้กับคนไทยทุกคน

    กลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่เป็นลูกหนี้ดี ชำระตรงจ่ายตรงครบทุกงวด คนเหล่านี้ควรได้รับรางวัลเช่นเดียวกัน พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการหากท่านผ่อนดีครบ 1 ปี เราจะจ่ายให้ฟรี 1 งวดสำหรับยอดเงินไม่เกิน 100,000 บาท การแก้หนี้ประชาชน ไม่ใช่การแจกเงิน ไม่ใช่ประชานิยม แต่คือการซ่อมฐานรากของระบบเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้เราสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

    นายจุลพันธ์ ย้ำว่า เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่อาจสะท้อนความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำ ความลำบาก ของพี่น้องประชาชน พรรคเพื่อไทยจะทำพรุ่งนี้ที่ดีกว่าให้พรรคเพื่อไทยจะต้องทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี พร้อมย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า นี่คือนิยามของคำว่าประชาชนในระบอบประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะยกเครื่องประเทศไทยเพราะมีแต่พรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ทำได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000121006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BMBMMEYg_mRQ4vTp4DdHk

  • กกต.ชี้ขัดข้อกม. ‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ไม่น่าจะทำได้

    กกต.ชี้ขัดข้อกม. ‘คนละครึ่งพลัส’เฟส 2 ไม่น่าจะทำได้

    16 ธันวาคม 2568, 16:50น.

              นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยอมรับว่า คงไม่สามารถดำเนินโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ เฟส 2 ได้แล้ว ภายหลังจากได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยืนยันว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้

              ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้ยุบสภาไปแล้ว ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้รัฐบาลกลับมาเป็นปกติก่อน

    #คนละครึ่งพลัสเฟส2

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157531&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VJ30rKWevW5_lgu4hrRIp

  • เอวัง!‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ไปต่อไม่ได้ขัดข้อกฎหมาย

    เอวัง!‘คนละครึ่ง พลัส เฟส2’ไปต่อไม่ได้ขัดข้อกฎหมาย

    เอวัง! ‘เอกนิติ’ แจงถก กกต. แล้วยืนยันเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส2 ไม่ได้ ชี้ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน ระบุ ครม.รักษาการผูกพันงบไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ

     16 ธ.ค. 68 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ยอมรับว่าคงไม่สามารถดำเนินโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ได้แล้ว ภายหลังจากได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งยืนยันว่าไม่น่าจะทำได้ เพราะติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญแล้วคณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้

     “ก็ดูแล้วมันน่าจะทำไม่ได้ หารือคุยกัน กกต. แล้ว ได้รับการยืนยันว่าติดขัดเรื่องข้อกฎหมายจึงไม่น่าจะทำได้ ส่วนมาตการอื่น ๆ ก็ไม่น่าจะทำได้เช่นกัน เพราะ ครม.รักษาการไม่สามารถผูกพันงบประมาณได้ตามรัฐธรรมนูญ” นายเอกนิติ ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916217/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LtwEU6q9dqHWw3yxA-LNN

  • ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี

    ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี

    Logo

    Loading

    Header หน้าใน - ข่าวประชาสัมพันธ์

    1. หน้าหลัก
    2. Recommend
    3. ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี

    ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี


    16/12/2568 | 50 |

    “ผมให้ความมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะทำงานกับหน่วยราชการ ทหาร ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยกันนำพาภาคเศรษฐกิจ ภาคการค้า ผ่านช่วงวิกฤตนี้ให้ไปได้ด้วยดี”

    นายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย
    รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
    16 ธ.ค. 68


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/455438&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zxlDhAOZFbpun6WHPT1OH

  • ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นี้

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นี้

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ นักลงทุนรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสัปดาห์นี้

    ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลง ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ระมัดระวัง นักลงทุนเตรียมรับมือกับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจำนวนมากในช่วงปลายสัปดาห์นี้

    นักลงทุนประเมินรายงานข่าวเกี่ยวกับผู้สมัครตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และถ้อยแถลงจากผู้กำหนดนโยบาย เพื่อหาสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

    ข้อมูลเศรษฐกิจที่ตลาดจับตา ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ซึ่งมีกำหนดประกาศในสัปดาห์นี้ รวมถึงรายงานยอดค้าปลีก ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจ และอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ข้อมูลการจ้างงานเดือนตุลาคมล่าช้าเนื่องจากการปิดหน่วยงานภาครัฐในช่วงต้นไตรมาส

    ก่อนหน้านี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลงรายวันรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ จากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้สิน

    นักลงทุนยังประเมินรายงานข่าวที่ระบุว่า การเสนอชื่อ นายเควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟด ได้รับแรงต้านจากบุคคลใกล้ชิดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ตลาดยังคงคาดการณ์อย่างกว้างขวางถึงตัวเต็งที่จะเข้ารับตำแหน่งแทนนายเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งจะครบวาระในเดือนพฤษภาคม โดยความคาดหวังต่อประธานเฟดที่มีท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงิน ได้หนุนการคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า

    ดัชนี S&P 500 ลดลง 9.95 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 6,816.34 จุด 

    ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 135.14 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 23,060.03 จุด 

    ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 41.43 จุด หรือ 0.09% ปิดที่ 48,416.62 จุด

    ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

    ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในวันจันทร์ โดยนักลงทุนชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านอุปทานจากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลา กับความกังวลภาวะอุปทานล้นตลาด รวมถึงผลกระทบจากความเป็นไปได้ของข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

    สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดลดลง 56 เซนต์ หรือ 0.92% ที่ระดับ 60.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

    ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ ปิดที่ 56.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 62 เซนต์ หรือ 1.08%

    ทองคำปรับขึ้น ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์

    ในตลาดโลหะมีค่า ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นและเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 7 สัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ขณะที่ราคาเงินยังเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้ก่อนหน้า

    ราคาทองคำในตลาดสปอตเพิ่มขึ้น 0.2% อยู่ที่ 4,310.79 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

    ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปรับขึ้น 0.13% อยู่ที่ 4,305.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/735052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ca9f-q-5mzb1tXF7l8qJ5

  • เปิดวิสัยทัศน์แรก 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ชู “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เบอร์ 1 ชิงเลือกตั้ง 69  – BBC News ไทย

    เปิดวิสัยทัศน์แรก 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ชู “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” เบอร์ 1 ชิงเลือกตั้ง 69 – BBC News ไทย

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดตัวนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรค 3 คน โดยมีชื่อของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ บุตรชายของนายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 1 พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท.

    พรรคเพื่อไทย เปิดตัวบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกฯ ในบัญชีของพรรค ในงาน “ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้” ที่จัดขึ้น ณ ที่ทำการพรรค ถ.วิภาวดี ในวันนี้ (16 ธ.ค.) โดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. ระบุว่าจากการหารือภายใน พท. พิจารณาว่า ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นบุคคลเหมาะสมที่สุดสำหรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทั้งสามคนมีคุณสมบัติครบถ้วนและมีความพร้อมทำงานได้เท่าเทียมกัน

    “เราต้องการคนที่จะมาเป็นนายกฯ ที่จะสามารถนำพาประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง สามารถนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่เศรษฐกิจซึ่งต้องนำเอาเทคโนโลยีเอไอ ใช้ความรู้สมัยใหม่เข้ามาบวกผสานเพื่อที่จะสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้าได้ จากการหารือภายในแล้ว มีความชัดเจนว่าบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุดในขณะนี้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในนามของพรรคเพื่อไทย คือ คุณยศชนัน” นายจุลพันธ์กล่าว

    การเปิดตัวครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 3 ที่พรรค พท. เสนอชื่อนายกฯ ในบัญชีภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 โดย ศ.ดร.ยศชนัน ถือเป็นคนจากตระกูล “ชินวัตร” คนที่ 5 ที่ก้าวเข้ามาชิงตำแหน่งนายกฯ หลังจากประเทศไทยมีนายกฯ จากตระกูล “ชินวัตร” และ “วงศ์สวัสดิ์” รวมแล้ว 4 ราย

    บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่พรรค พท. เปิดตัวทั้ง 3 ราย ในวันนี้

    ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สายตรง “ชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์”

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    คำบรรยายภาพ, ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เชน” ปัจจุบันอายุ 46 ปี เป็นแคนดิเดตนายกฯ พท. คนเดียวในการเปิดตัวครั้งนี้ ซึ่งเป็นสายตรงจากตระกูลชินวัตร

    เขาเป็นบุตรชายของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ คนที่ 26 กับนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ๊แดง” ซึ่งเป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้อดีตนักวิจัยผู้นี้มีศักดิ์เป็นหลานชายของนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

    ในเส้นทางการเมือง เขาเคยสังกัดพรรค พท. และเคยลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 เมื่อปี 2557 และชนะเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งดังกล่าวถูกประกาศเป็นโมฆะ นอกจากนี้เขายังมีส่วนร่วมในกิจกรรมของพรรค โดยเป็นวิทยากรและผู้นำความคิดในโครงการ Pheu Thai Young Professionals Program (YPP)

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • การเลือกตั้ง สส.

    • A woman in a yellow, patterned headscarf and half-brown, half-yellow T-shirt is holding up the cracked screen of her smartphone.

    • สภาพบ้านเรือนของประชาชนใน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอาวุธหนัก ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเป็นอาวุธจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อ 14 ธ.ค.

    • Two Australian police officers standing guard at the scene of a shooting at Bondi beach.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในด้านประวัติการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส อาร์ลิงก์ตัน (University of Texas at Arlington) สหรัฐอเมริกา, โดยวิทยานิพนธ์และงานวิจัยของเขามุ่งเน้นการใช้คลื่นสมอง (EEG) และเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCI) เพื่อช่วยเหลือผู้พิการและพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ

    เส้นทางการทำงานของ ศ.ดร.ยศชนัน คือการเป็นนักวิชาการและอาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ เขาเคยดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล และถูกจับตามองว่าจะมีชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตตัวเต็งที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แพทองธาร 2 เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม ขณะนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้ออกมาปฏิเสธชัดเจนว่ายังไม่คิดรับตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ โดยขอทำงานด้านวิชาการต่อไป พร้อมระบุว่า “การเมืองเป็นเรื่องของอนาคต” อย่างไรก็ดี ในระหว่างนั้นเขายังได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลด้านบริหารจัดการและบุคคลภายใต้รัฐบาลพรรค พท.

    ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า เขามีความเชื่อมั่นในตัวบุตรชาย พร้อมยืนยันว่าตนจะไม่แทรกแซงหรือชี้นำการตัดสินใจของลูกชาย เพราะถือว่าเป็นเรื่องของบ้านเมืองที่สำคัญกว่าเรื่องส่วนตัวของครอบครัว

    หลังการเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสีแดง ศ.ดร.ยศชนัน ตอบคำถามสื่อเกี่ยวกับกระแสวิจารณ์เรื่องความเป็นเครือญาติของตระกูลชินวัตรโดยมองว่า สิ่งนี้เป็น “ข้อได้เปรียบมากกว่าข้อเสีย” โดยเขาเปรียบเปรยสถานะของตนเองว่า “เราอาจจะเป็นคนตัวเล็ก ๆ บนมือของยักษ์ใจดีตัวหนึ่ง [ทำให้] เราสามารถมองเห็นได้ไกลขึ้น”

    เมื่อถูกถามว่าการเป็นหลานของอดีตนายกฯ ทักษิณ ถือเป็นจุดแข็งหรือจุดอ่อน เขาย้ำว่าเป็นข้อได้เปรียบ และระบุว่าพรรคมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อประชาชน

    จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. นักการเมืองจากเชียงใหม่

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ปัจจุบันอายุ 50 ปี เป็นบุตรชายของนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรค พท.

    จุลพันธ์เป็นทายาทของตระกูลการเมืองใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ และได้รับความไว้วางใจให้เป็นหัวหน้าพรรค พท. เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ก่อนได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันนี้ (16 ธ.ค.)

    จุลพันธ์สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาการบริหารธุรกิจ (MBA) จากวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา

    เขาสั่งสมประสบการณ์ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่มาแล้วถึง 5 สมัย เริ่มต้นเป็น สส. ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ขณะที่ในการเลือกตั้งปี 2566 เขาเป็นหนึ่งใน สส. เพียงสองคนของพรรค พท. ที่ยังคงสามารถรักษาที่นั่งในเชียงใหม่ เขต 5 ไว้ได้ ท่ามกลางการยึดพื้นที่ 7 เขตของพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ซึ่งถือเป็น “เมืองหลวง” ทางการเมืองของพรรค พท.

    ในช่วง 4 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายจุลพันธ์มีบทบาทเด่นชัดในฐานะฝ่ายค้านและขุนพลเศรษฐกิจของพรรค เขาทำหน้าที่เป็น “วิปฝ่ายค้าน” ตัวหลัก และมีผลงานในการอภิปรายในด้านการใช้งบประมาณ รวมถึงการใช้ “พ.ร.ก. กู้เงินโควิด”

    ต่อมาเขาก้าวเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลแพทองธาร ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และมีความเกี่ยวพันกับโครงการเรือธงสำคัญของพรรคคือ โครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้เดินหน้าไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น และถูกจดจำในฐานะนโยบายที่ทำไม่สำเร็จ

    ด้านชีวิตครอบครัว นายจุลพันธ์สมรสกับ น.ส.วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส.เชียงราย สังกัดพรรคเดียวกัน ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย การสมรสครั้งนี้ถือเป็นการเกี่ยวดองกันของสองบ้านใหญ่ทางการเมืองแห่งภาคเหนือ

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีหลายสมัยในหลายพรรค

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    อีกหนึ่งรายชื่อที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. คือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นักการเมืองอาวุโสผู้มีประสบการณ์ในสนามการเมืองยาวนานถึง 25 ปี

    ปัจจุบันนายสุริยะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคและที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค เขายังเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และเคยเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

    นายสุริยะจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 388

    เขาเติบโตด้วยบทบาทในแวดวงธุรกิจ โดยเคยเป็นประธานกรรมการบริษัทในกลุ่มซัมมิท ได้แก่ บริษัท ซัมมิทอิเล็คโทรนิค คอมโพเนนท์ จำกัด และบริษัท ซัมมิท แอดวานซ์ แมททีเรียล จำกัด รวมถึงเคยเป็นกรรมการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และกรรมการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย

    นายสุริยะเริ่มต้นอาชีพการเมืองในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมถึงตำแหน่งเลขาธิการพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และผ่านการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายกระทรวง ทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในสมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร

    ในเอกสารประวัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ในบัญชี ที่ผลิตโดยพรรค พท. ระบุว่า ในช่วงที่นายสุริยะดำรงตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ภายใต้รัฐบาลทักษิณ เขาได้ผลักดันนโยบายสำคัญอย่างการจัดตั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และการแปรรูป ปตท.

    เมื่อย้ายมารับตำแหน่ง รมว.คมนาคม ก็ได้เร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ และพัฒนานโยบายสายการบินราคาประหยัด

    หลังถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปีจากคดียุบพรรคไทยรักไทยในปี 2550 นายสุริยะยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏตัวในงานเปิดตัวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อปี 2552 เคียงข้างแกนนำคนสำคัญ แม้สถานะทางกฎหมายจะยังจำกัดอยู่ก็ตาม

    กระทั่งในปี 2561 เขาจึงกลับมาสู่สมรภูมิการเมืองในบทบาทหัวหน้ากลุ่ม “สามมิตร” เครือข่ายการเมืองที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวางซึ่งตัดสินใจนำสมาชิกกลุ่มเข้าร่วมงานทางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเปิดทางให้เขากลับมานั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม เป็นสมัยที่สามในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

    เมื่อมีกระแสการจัดทัพใหม่ก่อนเลือกตั้งปี 2566 นำสุริยะและสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มสามมิตรกลับคืนสู่พรรคการเมืองสีแดงอีกครั้ง เขากลับมาดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน รวมทั้งรัฐบาลแพทองธาร

    นายสุริยะยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ จากใน “คดีคลิปเสียง” สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อเดือน ส.ค. 2568

    ต่อมาในเดือน ต.ค. นายสุริยะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งปี 2569 ของพรรค พท.

    แม้จะมีกระแสข่าวว่าเขาเคยขู่จะพา สส. ราว 70 คน ออกจากพรรคเพื่อกดดันให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในวันที่ 22 ต.ค. โดยที่กระแสข่าวยังระบุว่าเขาถูกวางตัวเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ นายสุริยะ ยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวใด และระบุว่าเป็น “การใส่ร้าย” โดยเขายืนยันว่าจุดมุ่งหมายของตนคือการดึง สส. เพิ่มเติมเพื่อให้พรรคมีครบ 200 คนตามที่ตั้งเป้าไว้สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 และพร้อมสนับสนุนผู้นำรุ่นใหม่

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    ชูนโยบายแก้หนี้-รถไฟฟ้า 20 บาท-สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ในวันนี้ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. ยังได้นำเสนอวิสัยทัศน์และชุดนโยบายโดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาสภาวะวิกฤตของประเทศและวางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

    • ตั้งเป้าคนไทย “ไร้จน” ผ่านหวยเกษียณ-ล้างหนี้โครงสร้าง

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่าพรรค พท. มีเป้าหมายคือการทำให้คนไทย “ไร้จน” และหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร โดยเปิดรายละเอียดของนโยบายด้านเศรษฐกิจ ดังนี้

    1.หวยเกษียณ พรรค พท. เสนอเปลี่ยนเงินจากการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้กลายเป็นเงินออมสำหรับผู้สูงอายุ โดยตั้งเป้าทำได้ภายใน 3 เดือน

    2.การล้างหนี้เชิงโครงสร้าง เสนอสานต่อนโยบายแก้หนี้ โดยมุ่งเป้ากลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่ม ทั้งกลุ่มหนี้นอกระบบ เสนอการให้สินเชื่อรายละ 50,000 บาท ดอกเบี้ยต่ำ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน, กลุ่มหนี้เสีย หรือ NPL (ไม่เกิน 2 แสนบาท) จะสามารถจ่ายเพียง 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาท เพื่อปลดหนี้, กลุ่มเกษตรกร จะพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 ปี ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท, กลุ่มผู้สูงอายุ (วงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท และกลุ่มผู้ที่ชำระหนี้ตรงเวลาครบ 1 ปี เสนอจ่ายให้ฟรี 1 งวด สำหรับยอดเงินไม่เกิน 1 แสนบาท

    • ฟื้นรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย-บ้านเพื่อคนไทย

    ด้านนายสุริยะ เสนอนโยบายในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและคมนาคม โดยเสนอนโยบายดังนี้

    1. รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นายสุริยะยืนยันว่าหากพรรค พท. เป็นแกนนำรัฐบาล ประชาชนจะได้ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายภายใน 3 เดือน นอกจากนี้ ยังเสนอว่าจะมีการพัฒนาระบบขนส่งเสริม (Feeder) ด้วยรถเมล์แอร์ราคา 10 บาท และปรับปรุงรถเมล์ร้อนทั้งหมดให้เป็นรถเมล์แอร์โดยคงราคาเดียวกับรถร้อน

    2.บ้านเพื่อคนไทย เขาระบุว่าเป็นนโยบายที่เริ่มดำเนินการแล้วใน 4 โครงการนำร่อง โดยตั้งเป้าให้ไทยสามารถมีบ้านในทำเลที่ดี ใกล้คมนาคม ใกล้งาน ใกล้เมือง และจ่ายไหวได้จริง

    • วางรากฐานสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ผ่านเศรษฐกิจมูลค่าสูง

    ศ.ดร.ยศชนัน ออกมานำเสนอนโยบายการวางรากฐานพาไทยสู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยเน้นย้ำหัวใจสำคัญคือการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงให้เกิดขึ้นจริง โดยระบุว่าจำเป็นต้องมีการยกระดับ “เครื่องยนต์เดิม” เริ่มจากการพัฒนาภาคการเกษตรด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) ควบคู่กับการพัฒนาห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain Logistics) เพื่อเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นอาหารขั้นสูง

    ส่วนภาคอุตสาหกรรม เขาชี้ว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรต่าง ๆ มาใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์กายภาพ (Physical AI) พร้อมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยให้การสนับสนุนในมิติของกีฬา ดนตรี และศิลปะ

    ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวถึงการสร้าง “เครื่องยนต์ใหม่” โดยมุ่งดึงดูดเทคโนโลยีใหม่และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย เพื่อยกระดับเกษตรไทยผ่านงานวิจัยเช่น การเพิ่มมูลค่าสมุนไพร ขณะเดียวกันก็ผลักดันอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้ไทยเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้วยการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) และเทคโนโลยีชิปควบคู่กันไป

    ในส่วนของภาคบริการ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่านโยบายนโยบายจะเน้นไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ และการผลักดันไทยเป็นศูนย์รวมการวิจัยทางคลินิก โดยตั้งเป้าหมายความยั่งยืนด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ก่อนปี 2050

    ศ.ดร.ยศชนัน นำเสนอวิสัยทัศน์ด้วยว่าภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านกฎหมาย และประกาศทำ “สงครามกับคอร์รัปชัน” ด้วยระบบรัฐบาลดิจิทัล ตลอดจนเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถรับและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    .

    ที่มาของภาพ, Pheu thai Party/Handout

    ไม่ห่วงปรากฎการณ์สส.ย้ายพรรค

    งานเปิดตัวแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสการเปิดตัวนักการเมืองที่เดินทางเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใทย รวมถึงอดีตนักการเมืองภายใต้เงาพรรคเพื่อไทยหลายราย

    ผู้สื่อข่าวสอบถามนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งปี 2569 ถึงสถานการณ์ดังกล่าวพร้อมตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยยังคงยืนเป้าหมายเดิมที่ 200 ที่นั่งหรือไม่ นายสุริยะตอบว่า การย้ายพรรคของนักการเมืองไปยังพรรคอื่นเป็นเรื่องที่รับรู้กันมานาน และแม้จำนวน ส.ส. ที่รวมตัวกันกับพรรคภูมิใจไทยจะอยู่ราว 130 คน แต่เพื่อไทยยังเชื่อมั่นในเป้าหมายของตน

    “ในอดีต ส.ส. ที่ย้ายออกไปจากพรรคเพื่อไทย พอไปแล้วก็ปรากฏสอบตกไปหลายท่านเลย ผมถึงเชื่อว่า สิ่งที่ประชาชนยังจำได้ก็คือ นโยบายที่เราทำไป แล้วมันประสบความสำเร็จ ภาพตรงนั้นผมคิดว่าเป็นภาพที่ยังอยู่ในความทรงจำของประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องกระสุน กระแสต่างๆ ผมเชื่อในที่สุดเราต้องไปใกล้เคียงกับ 200 ส.ส. ครับ”

    เขายังกล่าวถึงการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2563 โดยระบุว่าการทำโพลในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นเหตุให้ผู้สมัครประมาท จนทำให้พรรคไม่ได้จำนวนที่ใกล้เคียง 200 ที่นั่งแม้ควรจะได้ พร้อมย้ำว่าปัจจุบันเพื่อไทยปรับวิธีสื่อสารโดยเน้นโซเชียลมีเดียมากขึ้น จึงยังเชื่อว่าเป้าดังกล่าวเป็นไปได้

    ไม่กังวลความท้าทายจากกระแสชาตินิยม ชี้ไทยต้องปรับการสื่อสาร-ห่วงความปลอดภัยประชาชน

    เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นงานหนักของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ที่จะต้องต่อสู้กับทั้งอำนาจ เงินทุน และกระแสชาตินิยม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ยอมรับว่ามีความกังวลในทุกประเด็นที่กล่าวมา อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่า “ความเชื่อมั่นในประชาชน” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของพรรค โดยมองว่าปัจจัยที่จะทำให้พรรคสามารถฝ่าฟันความท้าทายดังกล่าวได้ คือการมุ่งเน้นการทำงานเชิงนโยบาย ควบคู่ไปกับการลงพื้นที่เพื่อพูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิด

    สำหรับคำถามถึงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตทั้ง 3 คน ในการรับมือสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา นายจุลพันธ์ระบุว่า พรรคเพื่อไทยขอยืนยันจุดยืนในการปกป้องอธิปไตย แต่การดำเนินการทั้งหมดควรต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และใช้หลักการตอบโต้ที่ได้สัดส่วน

    “มีภาพข่าวในลักษณะที่ว่าเราใช้เรื่องของ Air Strike (การโจมตีทางอากาศ) และตรงจุดนี้เนี่ย จะเป็นจุดซึ่งอาจจะเป็นปัญหากับประเทศไทยในระยะยาว เพราะฉะนั้นเนี่ย เป็นสิ่งซึ่งเราอยากจะให้รัฐบาลมีการพิจารณาและปรับเปลี่ยนท่าที”

    เขายังชี้ให้เห็นด้วยว่า “การสื่อสารของรัฐไทยกับต่างประเทศ” เป็นจุดอ่อนที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากภาพข่าวที่เผยแพร่ออกไปส่งผลให้ไทยถูกมองในแง่เสีย พร้อมกับย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในสถานการณ์นี้คือความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

    ด้านศ.ดร.ยศชนันตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงนโยบายความมั่นคงตามแนวชายแดนกัมพูชา–เมียนมา เขายืนยันว่า “อธิปไตยคือลำดับความสำคัญสูงสุด” (Sovereignty would be the priority) ควบคู่ไปกับการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c157x0wn8jlo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37hRhip_-yvdYL2kysP4GU

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยปี 2569 โตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) พร้อมเปิด 7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Key highlights

    • เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2568 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้ ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น
    • เปิด 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2569
    1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบไทยอย่างไร? การส่งออกเสี่ยงจะหดตัว 1.5% จากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ การแข่งขันรุนแรงขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ขณะที่ท่องเที่ยวแม้เริ่มฟื้นตัว ขยายตัวประมาณ 4% แต่ยังจะต่ำกว่าระดับก่อนโควิดค่อนข้างมาก โดยมีความท้าทายจาก Tourism war ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น และความกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยเพิ่มเติมจากกรณีขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่รุนแรงขึ้
    2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร?  รายได้แรงงานโตช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่เปราะบางขึ้น จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนเมื่อเทียบกับรายได้ยังอยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงการชำระหนี้ที่เริ่มกระจายไปยังกลุ่มรายได้กลาง-สูงมากขึ้น ครัวเรือนจึงมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่ายท่ามกลางกระบวนการลดหนี้ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง (Debt deleveraging
    3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ? การลงทุนภาคเอกชนยังจะขยายตัวได้บ้างจากแรงหนุนของเม็ดเงินต่างประเทศในอุตสาหกรรมใหม่ผ่านการส่งเสริมของ BOI เป็นสำคัญ แต่การลงทุนลักษณะนี้จะมี Import content สูง ทำให้การลงทุนอาจไม่สร้างประโยชน์ได้เต็มที่ต่อการผลิตในประเทศในระยะสั้น และอาจเพิ่มความเสี่ยง Transshipment tariff กับสหรัฐฯ ในช่วงข้างหน้า ขณะที่การลงทุนของธุรกิจไทยทั้งด้านเครื่องจักรและด้านก่อสร้างจะมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา และอัตรากำลังการผลิตที่ยังต่ำ
    4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่? ในปี 2568 แม้ กนง จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SME ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2569 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปีหน้า เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท รวมทั้งเพื่อยกระดับเงินเฟ้อที่น่าจะอยู่ต่ำกว่าเป้าในปีหน้า แต่การเข้าถึงสินเชื่อของครัวเรือนและ SME น่าจะยังท้าทายต่อเนื่อง เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SME ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SME อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องมาพร้อมมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME ด้วย
    5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร? การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง และการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้น จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
    6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน? เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเป็นทางออกของประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาครัฐจำเป็นต้องสานต่อสิ่งที่เริ่มไว้แล้วและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)
    7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด? ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนบนความท้าทาย 5 ด้าน คือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลกกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบางความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐการแข่งขันรุนแรงในประเทศและต่างประเทศ และแรงกดดันจากเมกะเทรนด์ ภาพรวมธุรกิจในปี 2569 จะยังมีแนวโน้มชะลอตัว ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจ (Subsegment) ที่สามารถปรับตัวและรับมือความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดีจะมีโอกาสเติบโตและใช้ประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจที่รองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสความยั่งยืน และธุรกิจที่เจาะตลาดที่มีศักยภาพเติบโต
    • เศรษฐกิจโลกปีหน้าจะชะลอลงจากผลกำแพงภาษีสหรัฐฯ ชัดเจนขึ้น
      • SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวชะลอลงเหลือ 2.5% (จาก 2.7% ปีนี้) ปัจจัยกดดันหลักจากมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่จะทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง หลังเร่ง Frontloading
        แต่เศรษฐกิจโลกจะได้แรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน 
        AI โดยเฉพาะในสหรัฐฯ และนโยบายการเงินการคลังผ่อนคลาย แม้ข้อจำกัดนโยบายเริ่มชัดขึ้น
      • อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ปีหน้าจะต่ำลงอีก แต่อาจลดเพิ่มไม่มากจากปัญหาเงินเฟ้อ Fed มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ขณะที่ ECB จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 2 สวนทางกับ BOJ ที่จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 1% ในช่วงกลางปีหน้า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/12/16/603578/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Dduc17mBrQwydWe3vhcMF

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.48 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.53 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ทว่าโดยรวมเงินดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อย่าง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการทยอยปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุเหนือจุดสูงสุดก่อนหน้า ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงนี้ จากความกังวลแนวโน้มอุปทานน้ำมันตลาดโลก หลังการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีความคืบหน้ามากขึ้น ก็มีส่วนกดดันเงินบาทได้บ้าง (อย่างน้อยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท) ผ่านโฟลว์ธุรกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมัน

    บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง เพื่อรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน ขณะเดียวกัน แรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ก็ยังคงมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะ Broadcom -5.6%, Oracle -2.7% ทว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็พอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Defensive เช่น กลุ่ม Healthcare และ Utilities ส่งผลโดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.16% แต่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลดลง -0.59%

    ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +0.74% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มธนาคารส่วนใหญ่ รวมถึงการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น จะช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรป ทว่าภาพดังกล่าวกลับกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน อาทิ Rheinmetall -4.4%

    ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ 4.15%-4.19% หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อย่าง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด อนึ่ง บรรยากาศระมัดระวังตัวของตลาดการเงินสหรัฐฯ ในช่วงนี้ ก็มีส่วนจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน โดยเรายังคงแนะนำให้ ผู้เล่นในตลาดรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ (Buy on Dip) บอนด์ระยะยาว เน้นในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเท่านั้น อาทิ ระดับบอนด์ยีลด์เกิน 4.20% ก็จะเป็นระดับที่มีความน่าสนใจ และสามารถทยอยเข้าซื้อได้

    ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ และผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก (BOE, ECB และ BOJ) ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 98.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 98.1-98.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะพอได้แรงหนุนบ้างจากภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด ทว่า ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างก็เลือกที่จะทยอยขายทำกำไรการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงนี้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ อย่างรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ราคาทองคำมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นเล็กน้อยและแกว่งตัวแถวโซน 4,330 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในเดือนพฤศจิกายน และข้อมูลตลาดแรงงานบางส่วนของเดือนตุลาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ ในเดือนตุลาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนธันวาคม ซึ่งรายงานข้อมูลดังกล่าวจะสะท้อนว่า การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมล่าสุดนั้น เหมาะสมหรือไม่ และแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของเฟดในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งอังกฤษ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวก็มีส่วนส่งผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซน รวมถึงรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (ZEW Survey) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB)

    ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.50 น. ของเช้าวันพุธ ที่ 17 ธันวาคม นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการส่งออกและนำเข้าของญี่ปุ่น ในเดือนพฤศจิกายน

    และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังร้อนแรงอยู่

    สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงมั่นใจว่า เงินบาท (USDTHB) ยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น และมีโอกาสที่จะแข็งค่ามากกว่าระดับ สิ้นปีแถว 31.85+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ตามที่เราคาดการณ์ไว้ในรายงานบทวิเคราะห์ Global FX Outlook 2026 ได้ (สามารถอ่านได้ใน LineOA หรือขอรับบทวิเคราะห์ฉบับบเต็มจากทาง Sales ของ Krungthai Global Markets) โดยจากการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังอยู่ในแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน (เราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์)

    อย่างไรก็ดี เรามองว่า ในช่วงนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทควรชะลอลงบ้าง เนื่องจากผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ ในคืนนี้ ที่ตลาดจะทยอยรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ ตั้งแต่ช่วง 20.30 น. เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงขึ้น ตามการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว โดยจากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา เราพบว่า เงินบาทมีกรอบการแกว่งตัว +/- 1.0SD ในช่วง 30 นาที หลังรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ราว +0.50%/-0.39%

    โดยหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาดมาก โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง หนุนให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น กดดันราคาทองคำและเงินบาท โดยเงินบาทก็เสี่ยงที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

    ในทางกลับกัน หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดก็อาจไม่ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็คาดหวังการลดดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง ในปี 2026 ไปมากแล้ว ทำให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจย่อตัวลงบ้าง แต่ต้องติดตามว่า ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ เพราะในช่วงนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ทำให้การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ อาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ไม่ยาก และในกรณีดังกล่าว อาจเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 31.40 บาทต่อดอลลาร์ ได้

    เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

    มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.40-31.75 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/982213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xJuWTY3Ahh3SqkB-Ro2vW