Category: เศรษฐกิจ

  • ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.39 น.

    ‘ส.อ.ท.’ชง 5 เรื่องเร่งด่วนถึง‘รัฐบาลอนุทิน’ ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    15 กันยายน 2568 นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และนายกุลิศ สมบัติศิริ ณ ห้อง Passion (802) ชั้น 8 ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

    การหารือครั้งนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI (การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) GO Innovation (การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม) GO Global (การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก) และ GO Green (การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ทางด้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำหนดนโยบายเร่งด่วนในระยะเวลา 4 เดือนเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย

    1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ค่าครองชีพ ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าขนส่งต่างๆ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอย่างเร่งด่วน

    2. ด้านความมั่นคง มุ่งแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

    3. ด้านภัยธรรมชาติ ต่อยอดการพัฒนาระบบเตือนภัยที่เคยริเริ่มไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมเร่งชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติให้ทันการณ์

    4. ด้านภัยสังคม มุ่งปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง โดยสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกวาดล้างปัญหาภัยสังคมในทุกรูปแบบ

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย- กัมพูชา เราต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น

    “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ” นายอนุทิน กล่าว

    ทั้งนี้ ทางผู้บริหาร ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก

    สำหรับกรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

    ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    ด้านการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงถึงสถานะความเปราะบางของ SME ไทย ณ เดือนมิถุนายน 2568 ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่ม SME คิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อ SME) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท

    ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้ “มาตรการ Fast Track เพื่อ SME” ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้ SME ที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับ SME ที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    ด้านนายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ได้สะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแก้ไขปัญหาด่านศุลกากร รวมถึงการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อสร้างความชัดเจนในกฎระเบียบการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้า เข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan ให้ผู้ประกอบการเพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่ม SME ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา เพิ่มเติมจากมาตรการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือ EXIM Bank ออกมา รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    “การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต” นายเกรียงไกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/914398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tzvehAko6XaHEHWlmouV2

  • เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    เศรษฐกิจจีนเดือนส.ค.ชะลอตัวต่ำสุดในรอบปี-การบริโภค-การส่งออกอ่อนแอ

    วันนี้, 13:00น.

              สำนักสถิติแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ผลผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมของจีนในเดือนส.ค.ชะลอตัวสู่ระดับต่ำสุดในรอบปีที่ร้อยละ 5.2 ต่ำสุดนับแต่เดือนส.ค.2567และ ต่ำกว่าร้อยละ 5.7 ในเดือนก.ค.อีกทั้งต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้คือ ร้อยละ 5.7 ขณะที่ยอดขายปลีก ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการบริโภค เติบโตร้อยละ 3.4 ในเดือนส.ค.ต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เป็นผลจากความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ และการส่งออกของจีน อ่อนแอลงตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก

              ด้านนายลินน์ ซอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัท ING เชื่อว่า ภาวะอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนจะทำให้เกิดแรงกดดันต่อคณะผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของจีนในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ที่ร้อยละ 5 ในปีนี้ และเพื่อป้องกันภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีมูลค่า 19 ล้านล้านดอลลาร์  

              ขณะเดียวกัน นักลงทุนเอกชนของจีนต่างรอดูความชัดเจนในเรื่องทิศทางการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯและมาตรการของรัฐบาลจีนในการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากภาวะความไม่มั่นคงของตลาดแรงงาน และปัญหาวิกฤตที่ยืดเยื้อเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน

    #เศรษฐกิจีน

    #ชะลอตัวในเดือนสิงหาคม

    ที่มา: reuters

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154603&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RaT2ZoZwphMIBIeCyVo4y

  • คนไทยป่วย ‘เบาหวาน’ พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    คนไทยป่วย ‘เบาหวาน’ พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    สหพันธ์เบาหวานนานาชาติ (IDF) เผยคนไทยป่วยเบาหวานพุ่ง 6 เท่าในรอบ 20 ปี ตัวเลขนี้ยังมีผู้ป่วยที่ไม่รู้ตัวอีกร้อยละ 33.3% ทำไทยสูญเศรษฐกิจในปี 2024 ปีเดียว 1.3 แสนล้านบาท!

    รายงานล่าสุดจาก International Diabetes Federation (IDF) Diabetes Atlas  ชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์โรคเบาหวานที่น่าเป็นห่วงในประเทศไทย โดยพบว่า

    จำนวนผู้ใหญ่ (20-79 ปี) ที่เป็นโรคเบาหวานในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 6.36 ล้านคนในปี 2024 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.63 ล้านคนภายในปี 2050

    ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 1.5 ล้านคนในปี 2000 และ 4.0 ล้านคนในปี 2011 ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเบาหวานพุ่ง 6 เท่าในรอบ 20 ปี และติดอันดับที่ 4 ของประเทศที่มีจำนวนผู้ใหญ่เป็นโรคเบาหวานสูงที่สุดในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก

    คนไทยป่วย 'เบาหวาน' พุ่ง 6 เท่าใน 20 ปี สูญเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้าน

    คนไทยไม่รู้ตัวเบาหวานอีกกว่า 33.3% 

    สิ่งที่น่ากังวลจากรายงานดังกล่าวคือ ในปี 2024 มีผู้ป่วยเบาหวานถึง 33.3% หรือประมาณ 2.12 ล้านคน ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา ขณะเดียวกัน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นเบาหวาน (Impaired Glucose Tolerance – IGT) ก็พบในคนไทยจำนวนมาก โดยในปี 2024 มีผู้ที่มีภาวะ IGT ถึง 8.97 ล้านคน และผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดผิดปกติขณะอดอาหาร (Impaired Fasting Glucose – IFG) 4.37 ล้านคน ภาวะเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญของการเกิดโรคเบาหวานในอนาคต

    ทั้งนี้ IGT เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าว่าอาการมีโอกาสพัฒนาไปเป็นเบาหวานในอนาคต ซึ่งคนที่อยู่ในภาวะนี้ก็มักมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย มักจะมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose: FPG) อยู่ในช่วง 100–125 mg/dL (หรือ 5.6–6.9 mmol/L)

    สูญเศรษฐกิจไปแล้วหลักแสนล้านบาท

    โรคเบาหวานยังสร้างภาระด้านสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ในปี 2024 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานทั้งหมดในประเทศไทยสูงถึง 4,116.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 136,473 ล้านบาท

    โดยเฉลี่ยแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 647.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือ ประมาณ 20,574 บาท ต่อปี แม้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดจากโรคเบาหวานในกลุ่มอายุ 20-79 ปีจะลดลงจาก 78,846 รายในปี 2011 มาอยู่ที่ 34,752 รายในปี 2024  แต่สัดส่วนการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานยังคงอยู่ที่ 8.5% ของผู้เสียชีวิตในช่วงวัยดังกล่าว

    เบาหวานในกลุ่มเด็ก

    รายงานดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเบาหวาน ที่ขยายไปถึงกลุ่มสตรีมีครรภ์ โดยในปี 2024 พบว่ามีทารกแรกเกิดถึง 155,434 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์ (Hyperglycaemia in Pregnancy – HIP) และมีอัตราความชุกของภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus – GDM) สูงถึง 26.5% สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งมักพบในเด็กและวัยรุ่น

    ในปี 2024 มีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ทุกช่วงอายุประมาณ 20,689 คน และในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น (0-19 ปี) มีจำนวน 4,623 คน ซึ่งปัญหาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นมักเกิดในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ตอนต้น ระดับความรุนแรงของโรคคือทำให้ร่างกายไม่ผลิตอินซูลิน ส่งผลให้ต้องฉีดอินซูลินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/730405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32s6u82DS1fsCFqlFH3Gcu

  • ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68

    ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68

    เผยแพร่:

    ปรากฎการณ์ ‘อายัดบัญชีเงิน’เขย่าเศรษฐกิจทั้งระบบกฎหมายดีแต่ใช้ไม่เป็น : ถอนหมุดข่าว 15/09/68 Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist02/watch/mlVPk1O2sCg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dJe1uaXdywK8tpqdhahtz

  • กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”  วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น.

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระ


    15/09/2568 | 16 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน จัดพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยกย่องตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข”

    วันนี้ (10 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานในพิธีอัญเชิญโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) โดยมีนายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงาน พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ที่ได้รับรางวัลตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดีเลิศระดับจังหวัด จำนวน 76 คน และผู้ที่ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ”อยู่เย็น เป็นสุข” ดีเด่นระดับจังหวัด จำนวน 76 คน

    พิธีในครั้งนี้เป็นไปด้วยความสง่างามและสมพระเกียรติ โดยมีข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน และผู้แทนชุมชนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแสดงความยินดีและสักขีพยาน การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการน้อมนำศาสตร์พระราชา และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

    ในการนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน เยี่ยมชมนิทรรศการและร่วมกิจรรมภายในงานวันพัฒนาชุมชน ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568 (14th Community Development Day 2025) ใน Theme CDD Next

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 10/09/2568 00:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/265315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sAVVYf6gEWqpmvHjNiyHz

  • เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    เศรษฐกิจกัมพูชาแย่แล้วหรือยัง และความขัดแย้งกับไทยบ่อนทำลายการเติบโตแค่ไหน?

    ท่ามกระแสต่อต้านการเปิดด่านที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทีมีความคาดหวังจากคนไทยจำนวนหนึ่งว่าการปิดด่านแบบยืดเยื้อจะยิ่งบั่นทอนสภาพเศรษฐกิจของกัมพูชา และเมื่อเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลงจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนกระทั่งนำไปสู่การยุติความขัดแย้งกับไทย

    แต่สภาพเศรษฐกิจของกัมพูชาในเวลานี้เป็นอย่างไรกันแน่?

    อนาคตไม่สดใสเหมือนเดิม
    เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ว่าเศรษฐกิจกัมพูชากำลังเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่รุนแรง เช่น ความขัดแย้งทางการค้า ความตึงเครียดในภูมิภาค และความเปราะบางทางการเงินภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะชะลอตัวลงจาก 6% ในปี 2567 เหลือ 4.8%

    คณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำโดยนายเคนิชิโร คาชิวาเสะ ระหว่างการปรึกษาหารือประจำปีตามมาตรา 4 ของกองทุน ณ กรุงพนมเปญ คณะผู้แทนได้หารืออย่างกว้างขวางกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกัมพูชา ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) ผู้นำธุรกิจ และพันธมิตรเพื่อการพัฒนา 

    เคนิชิโร คาชิวาเสะ ระบุว่า เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แรงผลักดันนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงต้นปี 2568 

    อย่างไรก็ตาม คาดว่าในปี  2568 การเติบโตจะชะลอตัวลง เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทย แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม เริ่มส่งผลกระทบต่ออุปสงค์จากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และการส่งเงินกลับประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.8% แต่ความเสี่ยงด้านลบยังคงสูงอยู่

    ปัญหากับไทยปัญหากับทรัมป์
    เคนอิจิโร คาชิวาเสะ ยอมรับถึงความพยายามของรัฐบาลกัมพูชาในการกำหนดอัตราภาษีให้เอื้ออำนวยมากขึ้นกับการค้า โดยอัตราภาษี 19% มี่โดนนัลด์ ทรัมป์กำหนดกับกัมพูชาแม้ว่ายังต่ำกว่าที่ประกาศไว้ในตอนแรกอย่างมาก และใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกในกัมพูชายังคงต้องแบกรับต้นทุนบางส่วน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ภาคธุรกิจ 

    นอกจากนี้ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ การลดลงของเงินโอนและรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นสองปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณาในการคาดการณ์ที่ปรับปรุงใหม่ของเรา แม้ว่าการคาดการณ์การเติบโต 4.8% จะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปีที่แล้ว แต่การลดภาษีของรัฐบาลที่ประสบความสำเร็จก็ช่วยลดผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

    IMF เตือนว่าความขัดแย้งทางการค้าและชายแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นอาจยิ่งทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นสองเสาหลักของเศรษฐกิจกัมพูชาอ่อนแอลง ซึ่งการท่องเที่ยวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของกัมพูชา แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลับลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 และยังคงประสบปัญหาในการฟื้นตัว ปีที่แล้ว กัมพูชาต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    หวังทำเงินจากสนามบินเตโช
    ความคาดหวังที่จะทำเงินจากการท่องเที่ยวมีเพิ่มมากขึ้น หลังจากกัมพูชาเพิ่งเปิดให้บริหารท่าอากาศยานนานาชาติเตโชตาเขมา โดยรัฐบาลกัมพูชาหวังว่าท่าอากาศยานแห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการบินหลักแห่งใหม่ของเมืองหลวง และจะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ ท่าอากาศยานแห่งใหม่นี้จะสามารถรองรับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศได้มากถึง 13 ล้านคนต่อปี โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับผู้โดยสารได้ถึง 50 ล้านคนภายในปี 2593

    นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต กล่าวบนโซเชียลมีเดียว่า สนามบินแห่งใหม่จะให้บริการเที่ยวบินคุณภาพสูงแก่ผู้โดยสารในและต่างประเทศ ขยายการเชื่อมต่อทางอากาศของกัมพูชากับโลก และสร้างแรงกระตุ้นใหม่ๆ ให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อาจไม่ง่ายนัก เพราะอีกความเสี่ยงสำคัญมาจากภาวะทรุดตัวของการท่องเที่ยว ก็คือ สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6% ของสินเชื่อทั้งหมด โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มการท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์

    และยังหวังรายได้จากจีน
    จากรายงานของ NAI 500 ระบุว่า ที่ผ่านมา การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเงินทุนไหลเข้าจากจีนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเติบโตทาเศรษฐกิจของกัมพูขา แต่การไหลกลับของกระแสเงินทุนทำให้เกิดแรงกดดันด้านสินค้าคงคลังในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองชายฝั่ง ขณะเดียวกัน แม้ว่าการท่องเที่ยวจะดีขึ้น แต่ก็ยังคงมีความไม่สมดุลในทุกตลาด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับปี 2562 ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญเนื่องจากกระแสเงินสดจากการเข้าพักโรงแรมถูกนำไปใช้เพื่อชำระคืนเงินกู้ธนาคาร ซึ่งมักได้รับการค้ำประกันโดยอิงจากสมมติฐานเชิงบวกก่อนปี 2563 อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นการก่อสร้าง (ที่อิงกับทุนจีน) ถูกระงับ และมูลค่าที่ดินไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป 

    เมื่อวันที่ 10 กันยายน ขณะเข้าร่วมงาน Belt and Road Forum ครั้งที่ 10 ในประเทศจีน ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรองประธานสภาพัฒนาคนที่ 1 ของกัมพูชา กล่าวในบทสัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวจากส “สำนักข่าวธุรกิจแห่งศตวรรษที่ 21” 《21世纪经济报道》 ของจีนว่า กัมพูชามีนโยบายการลงทุนที่เสรีและเปิดกว้างที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ทำให้กัมพูชาเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่เหมาะสำหรับบริษัทจีน

    ซุน จันทอล ยืนยันความสำคัญและความสำเร็จของกรอบความร่วมมือ “หกเหลี่ยมเพชร” จีน-กัมพูชาอย่างเต็มที่ โดยได้นำเสนอเขตเศรษฐกิจพิเศษพนมเปญให้เป็นต้นแบบของความร่วมมือจีน-กัมพูชา ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้มีบริษัทประมาณ 200 แห่ง และได้สร้างงานหลายพันตำแหน่งให้แก่ชุมชนท้องถิ่น

    โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo by TANG CHHIN Sothy / AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QbuhO5IQ6_xKJ513jDaIK

  • “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    “นายกฯ อนุทิน” ถกเอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ| เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    ชื่นมื่น! ส.อ.ท. ต้อนรับ นายกฯ อนุทิน หลังนำทัพ ว่าที่ ครม. ถกหารือ เอกชน หาแนวทางกู้วิกฤตเศรษฐกิจ หวังประเทศไทยเดินหน้า

    #อนุทิน #เศรษฐกิจ #นายก #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200900&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j2N_xpo3LpQbA6Jhrh0fd

  • ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    ส.อ.ท. ชง 5 เรื่องเร่งด่วน รัฐบาล “อนุทิน” ดันเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง

    วันนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ประกอบด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายธนกร วังบุญคงชนะ นายวรภัค ธันยาวงษ์ และนายกุลิศ สมบัติศิริ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม มุ่งเสริมศักยภาพการแข่งขันและยกระดับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย

    โดยได้ชี้ให้เห็นถึงภาพรวมความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทยและแนวทางการขับเคลื่อนตามนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI (การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์) GO Innovation (การสร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม) GO Global (การยกระดับห่วงโซ่อุปทานสากลและการขยายสู่ตลาดโลก) และ GO Green (การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ซึ่งจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันให้อุตสาหกรรมไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    ขณะที่นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องใช้ทุกวิธีในการแก้ปัญหาทั้งทางด้านการทหาร ทางการทูต และการหารือกับฝ่ายกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

    ในเรื่องของผู้ประกอบการ จะสนับสนุนให้มีการลงทุน และผลิตสินค้าภายในประเทศมากขึ้น ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศอื่น ขณะเดียวกันเรามีประเทศคู่แข่งเยอะ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องตื่นตัว เพื่อความอยู่รอดของประเทศ และต้องเร่งหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ด้วยในเรื่องส่งเสริมการลงทุน ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่มั่นใจว่าเราจะใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตและทำให้ทุกฝ่ายเกิดความคล่องตัวมากขึ้น “ดรีมทีม จะเป็น เรียลทีม ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เราจะใช้หลักการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาประเทศชาติ”

    ทั้งนี้ นายเกรียงไกรกล่าวว่า ส.อ.ท. ได้นำเสนอแนวทางในการส่งเสริมอุตสาหกรรม 5 เรื่องหลักในระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย

    1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า

    2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs

    3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ

    4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

    5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

    สำหรับประเด็นเกี่ยวกับการรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ได้ชี้แจงว่าปัจจุบันไทยถูกสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีอัตราที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. แต่จะมีการเรียกภาษีอยู่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 สำหรับการเรียกเก็บภาษีอัตราที่ 19% ใช้กับสินค้าที่ตกอยู่ในขอบเขตของมาตรการนี้โดยรวมยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เหล็กและอลูมิเนียม ทองแดงกึ่งสำเร็จรูป เพราะสินค้ากลุ่มนี้มีกรอบกฎเกณฑ์ต่างหาก สำหรับกรณีที่ 2 เรียกเก็บภาษีอัตราที่ 40% จะบังคับใช้เมื่อสินค้าถูกพิจารณาว่า เกิดจากการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สาม หรือมีกรณี transshipment โดยสินค้าในกรณีนี้จะต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์โดย U.S. Customs and Border Protection (CBP) ก่อน และหากพบว่ามีการสวมสิทธิ์จริงจะถูกเรียกเก็บอัตรานี้ และขณะนี้ ยังไม่มีหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) ที่ชัดเจน ภาครัฐจึงต้องติดตามแนวปฏิบัติของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสหรัฐฯ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการคำนวณ RVC ตลอดจนการส่งเสริมผู้ประกอบการในการปรับตัว (Transformation) เพื่อปรับซัพพลายเชน (Supply Chain) ของไทยให้มีความยืดหยุ่นและทันสมัย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ภาครัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกด้านการค้าระหว่างประเทศ กำกับดูแลสินค้าให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ (Made in Thailand: MiT)

    นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงสถานะความเปราะบางของเอสเอ็มอีไทย ณ เดือนมิ.ย. ว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่มเอสเอ็มอีคิดเป็น 243,026 ล้านบาท และยอดหนี้คงค้างรวม (สินเชื่อเอสเอ็มอี) คิดเป็น 3,119,525 ล้านบาท

    ดังนั้น ส.อ.ท. จึงนำเสนอแนวทางส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งทุน ภายใต้มาตรการ Fast Track เพื่อเอสเอ็มอี ประกอบด้วย โครงการค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน (Emergency Credit Guarantee) ที่อนุมัติได้ภายใน 3-7 วัน โดยรัฐบาลอุดหนุนค่าธรรมเนียมช่วงแรก และเพิ่มสัดส่วนการค้ำประกันสูงกว่าปกติ เช่น 80–100% เพื่อธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อทันทีให้เอสเอ็มอีที่ต้องการสภาพคล่องเร่งด่วน สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง ด่วนพิเศษ 1% ผ่านกองทุนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยให้ธนาคารรัฐเป็นผู้ดำเนินการ และเปิดช่องทางด่วน (Express Lane) สำหรับสินเชื่อวงเงิน 5-10 ล้านบาท รวมทั้งสำหรับเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบภาษี โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน เพื่อเติมสภาพคล่องระยะสั้นให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และลดความเสี่ยงที่จะลุกลามเป็น NPL และมาตรการ “Hair Cut” สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้เสีย (NPL) เพื่อให้ลูกหนี้สามารถชำระหนี้ที่เหลือได้และปิดบัญชี รวมทั้งลดปริมาณหนี้เสียในระบบโดยรวม

    นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงแนวทางการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต โดยเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง และเอื้อต่อการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันมาตรการสนับสนุนพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ภาครัฐเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประเทศในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยราคาที่เป็นธรรม และมีความมั่นคงด้านพลังงาน

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปรับโครงสร้างการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนส่วนเกินที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า รวมทั้งปรับลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีประวัติการชำระตามกำหนด เพื่อบรรเทาภาระด้านการเงิน และเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

    ขณะที่ นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ตนขอสะท้อนปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ทั้งในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแก้ไขปัญหาด่านศุลกากร รวมถึงการเจรจาระดับทวิภาคี เพื่อสร้างความชัดเจนในกฎระเบียบการค้าชายแดน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

    สำหรับระยะเร่งด่วน ควรมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายด้านการโลจิสติกส์ให้แก่ผู้ประกอบการ ผ่านการเสริมช่องทางโลจิสติกส์เดิม การเพิ่มเรือชายฝั่งในการส่งสินค้าเข้าในช่องทางที่ไม่ใช่ชายแดนที่มีอาณาเขตติดกัน เช่น จันทบุรี และตราด และการพิจารณาอนุญาตให้ส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน ที่จะนำไปเข้าสู่กระบวนการผลิตใน Supply Chain ได้ในด่านที่ไม่มีความขัดแย้ง รวมทั้งการเยียวยาผู้ประกอบการที่ต้องขนส่งในช่วงที่ทั้งสองประเทศมีความขัดแย้ง โดยขอให้นำค่าขนส่งที่ชัดเจน มาใช้หักค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่าได้

    สำหรับระยะสั้น เสนอแนะให้พิจารณา Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ เพื่อรักษาสภาพคล่องของกลุ่มเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา หรือผู้ที่มีหลักฐานการค้าขายต่อเนื่องกับกัมพูชา เพิ่มเติมจากมาตรการที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ออกมา รวมทั้งขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พิจารณาให้สิทธิประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมที่อยู่ใน Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ เพื่อจูงใจให้มีการลงทุนในไทยสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากกัมพูชา

    ในส่วนของมาตรการระยะยาว พิจารณาตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะให้ทั้งสองประเทศกลับมาทำการค้าร่วมกัน และมีการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย สร้างความเจริญเติบโตร่วมกันให้กับภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. ยังได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยได้เสนอให้ภาครัฐเร่งศึกษาและแยกแยะผลกระทบจากธุรกรรมทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี และการโอนเงินแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านระบบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน พร้อมทั้งเสนอให้ส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ในการค้าระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน+3 และสนับสนุนผู้ประกอบการในการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น FX Options และ Forward Contract ด้วยมาตรการช่วยลดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

    สำหรับกลไกความร่วมมือในอนาคต ส.อ.ท. เห็นควรให้ขับเคลื่อนการหารือผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และจัดให้มีเวทีระดมความคิดเห็นในประเด็นเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น มาตรการภาษีสหรัฐฯ การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันหาทางออกที่เป็นรูปธรรม

    “การพบปะในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมที่จะสนับสนุนและทำงานเคียงข้างรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อนำพาเศรษฐกิจไทยสู่ความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต”

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2882952&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Tqwh8aY8BeESVzUWYk4Gu

  • อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    อนุทิน ย้ำ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี | เที่ยงทันข่าว | 15 ก.ย. 68

    เบื้องต้น นายอนุทิน กล่าวว่าในที่ประชุมว่า วงนี้จริงๆก็เป็นวงพี่น้องกันทั้งนั้น รู้จักกันมานานแล้ว วันนี้ในฐานะที่ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นนายกฯ และเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องขับเคลื่อน เพื่อให้ทุกอย่างที่เป็นปัญหาอยู่ได้รับการแก้ไข คลี่คลาย แม้ตอนนี้จะอยู่ในขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในสัปดาห์นี้ แต่เราคงไม่ให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ก็เลยมีการประสานประสานกันกับสภาอุตสาหกรรมฯ เพราะรัฐบาลและผู้นำทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ต้องไปคู่กัน แยกกันไม่ได้ เราต้องเอาภาคเศรษฐกิจมาขับเคลื่อนประเทศไทย เพื่อทำให้เกิดความมั่นคง แข็งแกร่งในมิติอื่นๆ หากเศรษฐกิจดี คุณภาพชีวิตดี และสังคมจะได้มีความสุข

    #บอยชิงร้อย #เศรษฐกิจ #รัฐมนตรี #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #เที่ยงทันข่าว
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_4n2rZirHwZn8JoSE-uJf

  • จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    จับตา นายกฯ ถก ส.อ.ท.-รมต.เศรษฐกิจ รับมือบาทแข็ง-ภาษีสหรัฐ

    วันนี้ (15 กันยายน พ.ศ. 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายธนกร วังบุญคงชนะ, และนายวรภัค ธันยาวงษ์ ณ ส.อ.ท. เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย 

    ทั้งนี้ การประชุมมุ่งประเด็นสำคัญหลายเรื่อง อาทิ

    • การเตรียมรับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดส่งออก
    • ข้อเสนอเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย เช่น ผลักดันแนวนโยบาย 4GO ได้แก่ GO Digital & AI, GO Innovation, GO Global, GO Green
    • มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในเรื่องสภาพคล่อง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    • การแก้ปัญหาการค้าชายแดน และสินค้าทุ่มตลาด/สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
       

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730427&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qa6k4HfuqgS4uECzfeiB2