Category: เศรษฐกิจ

  • ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    Loading…

    ความเหลื่อมล้ำโลกรุนแรง ไทยติดกลุ่มหนักสุดในโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-63&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T0tfEuXw8Fl9c8F9Sw0rp

  • เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง

    ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ตัวเลขยังไม่ดีนัก แม้ว่าประเด็นการ “ยุบสภา” ไม่ได้เป็นเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ของภาคเอกชน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่คาดกว่าจะยังคง “ติดหล่ม” แต่การลดดอกเบี้ยของ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (17 ธ.ค.2568) ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 หรือครั้งสุดท้ายของปี 2568 ก็อาจเป็นปัจจัยหนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME ได้

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า การลดดอกเบี้ยเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ได้ เพราะการลดดอกเบี้ยจะส่งผลดีอย่างชัดเจนคือทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง แม้ว่าปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งไม่ได้สะท้อนสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยก็ตาม แต่ก็ทำให้ภาคการส่งออก และ ท่องเที่ยว ได้รับอานิสงส์ เพราะภาคการส่งออก และ ท่องเที่ยว เป็นฟันเฟืองที่สำคัญของเศรษฐกิจไทย

    Q4 น่ากังวล หวั่น GDP ติดหล่ม 0.3%

    สถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ ยังอยู่ในช่วงกดดัน โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 และ 4 ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะไม่ดี ตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 3 ที่สภาพัฒน์ประกาศออกมานั้นอยู่ที่เพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% ถึง 0.5%, ทำให้ไตรมาสสุดท้าย (ไตรมาส 4) ยิ่งน่าเป็นห่วง

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงได้คลอดนโยบาย Quick Big Win ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อพยุงไม่ให้ GDP ในไตรมาสที่ 4 ตกลงไปเหลือเพียง +0.3% เนื่องจากหากเศรษฐกิจลงไป “ติดหล่ม” ที่ระดับนี้แล้ว จะต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นขึ้นมาได้

    มาตรการอย่างโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 1 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี และทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 89.1 โดยมีเป้าหมายคือต้องดัน GDP ในไตรมาส 4 ให้ขึ้นไปอยู่เหนือ 1% ให้มากที่สุด

    การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว เป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าอาหาร เครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง 

    การเข้าสู่ช่วง ไฮซีซั่น ส่งผลเชิงบวกต่อการบริโภคสินค้าและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เร่งการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองต่อคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น สำหรับการจำหน่ายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และก่อนวันหยุดยาวในเดือนธันวาคม 

    ในส่วนของภาคการค้า การเจรจาการค้าเพื่อขยายตลาดส่งออกไทย อาทิ การค้าข้าวระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (Government-to-Government หรือ G2G) กับจีน (ปริมาณ 5 แสนตัน) และสิงคโปร์ (ปริมาณ 1 แสนตัน) มีส่วนช่วยขยายตลาดส่งออกให้เกษตรกร ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้และกำลังซื้อในระดับภูมิภาค 

    นอกจากนี้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569  (ณ 1 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน 2568) อยู่ที่ 24.18% จากเป้าหมาย 33% ในไตรมาส 1 ยังช่วยให้เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

    ปัจจัยลบรุมเร้า: ปะทะชายแดน-ยุบสภาซ้ำเติม

    อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยลบที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ ได้แก่:

    1. การปะทะชายแดนรอบ 2: การปะทะที่ปะทุขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ แม้ว่าด่านชายแดนจะปิดและยอดซื้อขายเหลือเพียง 0.5% (หายไป 99.5%) ตั้งแต่การปะทะครั้งที่ 1 แล้ว

    แต่การปะทะรอบ 2 ได้สร้างผลกระทบภายในประเทศเพิ่มเติม ทำให้เกิดความชะงักงันในการทำงาน การเรียน การให้บริการในภาคเกษตรกรรม และโรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดตัวลงในบางนิคม นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าหนึ่งเดือน อาจกลายเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

    2. อุทกภัย: น้ำท่วมในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงแม้จะนับรวมไปแล้ว แต่การฟื้นฟูก็ยังคงต้องดำเนินต่อไปในไตรมาสนี้และต่อเนื่องไปถึงปีหน้า

    3. ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม เป็นอีกปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากมาตรการ Quick Big Win หลายตัวที่เป็นซีรีส์ต่อเนื่องอาจไม่สามารถทำต่อได้ ทำให้มาตรการที่คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เครื่องติดต้องสะดุดลง

    เศรษฐกิจไทยปี 69 ยังติดหล่ม แม้กนง.ลดดอกเบี้ย แนะ SME ช่วยตัวเอง เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เศรษฐกิจปี 69 น่าเป็นห่วงหนัก คาด GDP โตเพียง 1.6%

    สำหรับปี 2569 สถานการณ์เศรษฐกิจน่าเป็นห่วงมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่า GDP ไทยในปีหน้าจะเหลือประมาณ 1.6% ถึง 2% สาเหตุสำคัญมาจากการที่เศรษฐกิจโลกหดตัว โดยปีนี้ GDP โลกอยู่ที่ 3.2% แต่คาดการณ์ล่าสุด สำหรับปีหน้าจะเหลือเพียง 3.1% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปีนี้

    สัญญาณของการหดตัวนี้เห็นได้ชัดเจนจากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์และความต้องการใช้ ลดลงทั่วโลก ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูง การหดตัวของเศรษฐกิจโลกจึงส่งผลกระทบอย่างมาก ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจึงจำเป็นต้องเร่งหามาตรการช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเพื่อประคับประคองสถานการณ์

    วอนรัฐคุมเข้ม “สินค้าเถื่อน” หนุนจัดซื้อจัดจ้าง Made in Thailand

    เกรียงไกร กล่าวว่า ปัญหาสินค้าเถื่อนที่ทะลักเข้ามาจากทุกทิศทาง ไม่ได้ลดลงเลย และมีแนวโน้ม “ยิ่งพูด ยิ่งเพิ่ม” ผู้รับผิดชอบทุกฝ่ายถูกขอให้รับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจังและ “อย่าล้อเล่น”

    ภาคเอกชนได้เสนอให้มีการกระตุ้นการจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศ (Made in Thailand ) โดยเสนอให้บรรจุเรื่องนี้ เข้าไปอยู่ในแพ็คเกจ Quick Big Win โดยหวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีตัวชี้วัดผลงาน ในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผ่านสัญลักษณ์ Made in Thailand ของสภาอุตสาหกรรมฯ

    การดำเนินการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ของคนไทยที่ผลิตภายในประเทศ ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียน มีสภาพคล่อง และนำไปสู่การสร้างงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศต้อง “ช่วยตัวเองก่อน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/735147&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18qFPl1kGz7NcQehlhDvJ_

  • เอกฉันท์!‘กนง.’ลดดอกเบี้ย0.25% คงจีดีพีปี68ที่2.2%ครึ่งปีหลังชะลอ

    เอกฉันท์!‘กนง.’ลดดอกเบี้ย0.25% คงจีดีพีปี68ที่2.2%ครึ่งปีหลังชะลอ

    เอกฉันท์! ‘กนง.’ มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.50% ต่อปี เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมคงจีดีพีปี 68 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปี 69 เหลือ 1.5% ส่วนปี 70 ที่ 2.3%

    17 ธ.ค. 68 – นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธ.ค. 2568 ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที พร้อมทั้งยังคงคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ไว้ที่ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์จีดีพี ปี 2569 เหลือ 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.6% ก่อนประเมินว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2570 ที่ 2.3%

    โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า ส่วนในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว และเศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง

    ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

     “เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดยเอสเอ็มอีถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท” นายสักกะภพ ระบุ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/916883/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qreQ2Z3lyZzNGq0oh0rny

  • กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%   ประคองเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี

    กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25%  ประคองเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี

    กนง.มีมติเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 1.25% ส่งสัญญาณช่วยลูกหนี้ลดภาระ–ประคองเศรษฐกิจในช่วงปลายปี หลังคาดการณ์เศรษฐกิจปี2569 แล ะปี2570 มีแนวโน้มชะลอตัว

    วันนี้ (27 ธ.ค.2568) นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีขอสหรัฐ

     ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงาน และอาหารสดเป็นสำคัญขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัว และคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลงโดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน และนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้  

    สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้า และภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูงในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน และการเข้าถึงสินเชื่อ

    ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 – 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1-0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

    อ่านข่าว:

    “สมเด็จพระราชินี” ทรงนำทัพคว้าเหรียญทองซีเกมส์ การแข่งขันเรือใบประเภท SSL47

    “อนุทิน” เผย ยึดฤกษ์​สะดวกเปิดตัวแคนดิเดตนายก​ฯ ภูมิใจไทย

    10 ธุรกิจเด่น-ร่วง ม.หอการค้า เผย ธุรกิจไหนทำแล้วมีโอกาสรวยปี2569  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/500166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DTvWn1RHKmuvmL3CwFhqa

  • ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ฟันธง ‘กนง.’ ลดดอกเบี้ย  0.25% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    ‘นักเศรษฐศาสตร์’ ฟันธง ‘กนง.’ ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    Finance

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    นักเศรษฐศาสตร์ประเมินที่ประชุม กนง. 17 ธ.ค.68 นี้ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ เงินเฟ้อต่ำ สินเชื่อติดลบ หนี้เสียเพิ่ม เงินบาทแข็งค่า ปัจจัยการเมือง และภูมิรัฐศาสตร์

    • นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%
    • เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอจากปัจจัยลบทั้งภายใน และภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเมื่อนโยบายการคลังมีข้อจำกัดจากการยุบสภา
    • การลดดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระหนี้ และเสริมสร้างความเชื่อมั่น
    • ไม่ได้มุ่งหวังเพื่อกระตุ้นสินเชื่อโดยตรง เนื่องจากภาคครัวเรือน และธุรกิจยังคงเปราะบาง
    • ชี้ดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษที่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจได้

    ประชุมคณะกรรมการนโยบายการ (กนง.) เงินวันนี้( 17 ธ.ค.68) ถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของปี 2568 และถือเป็นการประชุมครั้งที่สองของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

    ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแอลง ทั้งจากปัจจัยภายใน และปัจจัยต่างประเทศที่เข้ามากระทบ ยิ่งไปกว่านั้นไทยยังถูกซ้ำเติมจากปัญหาทางการเมืองจากการ “ยุบสภา” ที่ส่งผลให้เวลานี้รัฐบาลทำได้เพียงเป็นรัฐบาลรักษาการ นั่นหมายความว่า “กระสุนทางการคลัง” หลังจากนี้อาจถูกจำกัดลง

    ทำให้เวลานี้ทุกฝ่ายมองว่า “ภาคการเงิน” ควรจะกลับมายืนเป็น “กองหน้า” โดยการ “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจหลังจากนี้ไม่ให้ทรุดไปมากกว่าที่ควรจะเป็น

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า กนง.น่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัจจัยซ้ำเติมทุกด้าน ที่เอื้อต่อการลดดอกเบี้ย

    ทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ,เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ,การเติบโตของสินเชื่อติดลบต่อเนื่อง,หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)ที่เพิ่มสูงขึ้น,ค่าเงินบาทที่แข็งค่า นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และปัจจัยเฉพาะกิจ

    เช่น ผลกระทบจากน้ำท่วม, ผลกระทบจากความขัดแย้งการสู้รบระหว่างไทยกัมพูชา, ความเสี่ยงจากการเจรจาภาษีทางการค้ากับสหรัฐ
    รวมถึงความเสี่ยงด้านการคลังที่นโยบายการคลังไม่สามารถใช้กระตุ้นได้เนื่องจากอยู่ในช่วงยุบสภา เมื่อรวมทุกประเด็นแล้วจึงไม่มีเหตุผลในการคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปได้

    “ในเวลานี้ ภายใต้นโยบายการคลังไม่มีช่องว่างให้ใช้ในการกระตุ้นเพิ่มเติม เพราะอยู่ในภาวะยุบสภา บทบาทในการดูแลเศรษฐกิจจึงตกอยู่กับนโยบายการเงินมากขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่นโยบายการเงินควรเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นด้วย”

    • ห่วงขาดเครื่องมือรับเสี่ยงในอนาคต 

    อย่างไรก็ตามมองว่า ปัญหาสำคัญที่ กนง.กำลังประเมินอยู่คือ หากลดดอกเบี้ยในตอนนี้ จะทำให้ “กระสุนในการดำเนินนโยบาย” เหลือน้อยลง หากเกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจหรือภาคการเงินขึ้นในอนาคต

    การเก็บกระสุนสำรองเอาไว้ใช้ในยามวิกฤติอาจมีประโยชน์มากกว่าหรือไม่ ดังนั้นภายใต้กระสุนเหลือน้อยลง กนง.อาจต้องเริ่มคิด และประเมินหาเครื่องมืออื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้เพิ่มเติมได้ เพราะไม่เช่นนั้นเราจะกลายเป็นผู้ที่ขาดเครื่องมือในการรับมือในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้การลดดอกเบี้ยย่อมมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะเป็นการลดต้นทุน ทำให้คนสามารถกระตุ้นอุปสงค์ได้มากขึ้น แต่อีกด้านต้องพิจารณาเช่นกัน เพื่อไม่ให้การลดดอกเบี้ยกลายเป็น wasted bullet” หรือกระสุนที่เสียเปล่า

    ทั้งนี้หากจะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายมีผล และไม่เสียเปล่า สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นมากขึ้น คือ การสื่อสารของ ธปท. เพื่อส่งผ่านนโยบายการเงินให้มากขึ้น ทำอย่างไรให้ธนาคารพาณิชย์มีแรงจูงใจในการปล่อยกู้เพิ่มขึ้น และส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะหากมีการลดดอกเบี้ยแล้วธนาคารพาณิชย์กลับไม่ลดตามเลยซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ดังนั้นการลดดอกเบี้ยนั้นก็อาจไม่ช่วยอะไรเลย และจะกลายเป็นกระสุนที่สูญเปล่า

    นอกจากนี้ ธปท.ควรใช้เครื่องมืออื่นๆ นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ซึ่งรวมถึงการใช้เครื่องมือที่ ธปท.เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น เรื่องของการแก้ปัญหาหนี้,การมองหามาตรการด้านเครดิต การกำหนดนโยบายแบบเจาะจงเป้าหมาย และการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน (soft loan)เพื่อสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อแบบเจาะจงเป้าหมาย (targeted lending)อย่างต่อเนื่อง

    • หวังส่งต่อประโยชน์ถึงมือรายย่อย 

    การลดดอกเบี้ยโดยตรงบริษัทขนาดใหญ่มักจะได้รับประโยชน์อยู่แล้ว แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ธนาคารอาจไม่ค่อยกล้าปล่อยสินเชื่อ ได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยด้วย

    สำหรับดอกเบี้ยนโยบาย หาก กนง.ลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 1.25% จากอัตราเดิม 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในภาวะปกติ ยกเว้นช่วงที่ประเทศเจอวิกฤติ ที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด 0.5% ช่วงวิกฤติโควิด ดังนั้นหากมีการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ จะทำให้อัตราดอกเบี้ยไปอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่ไม่ใช่ “วิกฤติ”

    หากการลดดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นแล้ว แต่เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้นในปีหน้า ก็อาจมีความจำเป็นในการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่การลดดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษ ปัญหาเศรษฐกิจที่โตช้าในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านอุปสงค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประเด็นด้านอุปทาน และความสามารถในการแข่งขันด้วย การลดดอกเบี้ยเป็นเหมือนการกินยาระยะสั้นเพื่อซื้อเวลาให้ประเทศไปทำอย่างอื่น เพื่อฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ”

    สำหรับการคาดการณ์ผลประชุม กนง.ครั้งนี้ มองว่าหากไม่ออกมาเอกฉันท์ ก็อาจเห็นเสียง 5 ต่อ 2 เสียงให้ลดดอกเบี้ยลง

    • ‘ดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษ’

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT คาดการณ์ว่า ตลาดส่วนใหญ่ได้คาดการณ์การลดดอกเบี้ยไปแล้ว โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจปีหน้าที่เติบโตช้า เงินเฟ้อต่ำ ปัญหาการเมือง ปัญหาชายแดน ปัญหาน้ำท่วม รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาในการประชุม กนง.คือ การสื่อสารมากกว่าตัวการลดดอกเบี้ย เพราะหาก กนง.ลดดอกเบี้ยในลักษณะ Dovish Cut เพื่อเน้นไปที่การเติบโตเศรษฐกิจ อาจทำให้ตลาดตีความว่าการลดดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า ซึ่งอาจกระตุ้นการเก็งกำไร และเพิ่มความผันผวนในตลาด

    ในทางกลับกัน หาก กนง.เลือกการลดดอกเบี้ยแบบ Hedge Cut หรือลดแต่ยังกังวล โดยสื่อสารให้ชัดเจนถึงความเสี่ยง และข้อจำกัดของนโยบายการเงิน อาจช่วยลดความผันผวน และการคาดการณ์ของตลาดได้

    อย่างไรก็ตามมองว่า การลดดอกเบี้ยไม่ใช่คำตอบทั้งหมด ไม่ได้ช่วยให้สินเชื่อขยายตัวหรือเร่งเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการบรรเทาภาระของผู้มีหนี้ และช่วยเสริมความเชื่อมั่น ซึ่งผลเชิงบวกจะเริ่มเห็นชัดในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า

    • ลดดอกเบี้ยช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจ และความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด  กล่าวว่า คาดการณ์ กนง.ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุมครั้งนี้ และอีก 0.25% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 เพื่อเป็นการพยุงเศรษฐกิจ โดยการลดดอกเบี้ยครั้งนี้อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นดีมานด์ของสินเชื่อในภาพรวม เนื่องจากสถานะทางการเงินของฝั่งครัวเรือน และธุรกิจรายย่อย (SME)​ ยังคงเปราะบาง

    ทั้งนี้ ภายใต้สิ่งที่น่าห่วงในปัจจุบันคือ ธนาคารพาณิชย์ตระหนักถึงความกังวลจากการที่อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำ (MRR) ของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลดลงค่อนข้างช้า ซึ่งสะท้อนการส่งผ่านนโยบายการเงินที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร

    ธนาคารพาณิชย์มีความต้องการที่จะช่วยเหลือลูกค้า โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง แต่เรายังต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งยังต้องการความช่วยเหลือจากมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ เช่น มาตรการส่งเสริม SME ไม่ว่าจะเป็นรีสกิลอัปสกิล เพื่อให้เราสามารถปล่อยสินเชื่อได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

    • ห่วงเศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาหนี้สูง

    ทั้งนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยแม้จะปรับลดลงมาอยู่ที่ 85% ต่อจีดีพี แต่ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สูงประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำ ส่งผลให้ภาคครัวเรือนได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย

    โดยเฉพาะในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งในอนาคตอาจลุกลามไปถึงกลุ่มผู้มีรายได้สูงด้วย
    จากข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้ปานกลางค่อนสูง หรือตั้งแต่ 30,000 บาท ไปจนถึง 50,000 บาท เริ่มมีความห่วงกังวลในเรื่องของภาระหนี้ที่เพิ่มมากขึ้น โดยกว่า 12% ยอมรับว่า “หนี้เป็นปัญหาหนัก” สำหรับครอบครัว ทำให้ฝั่งครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อนำมาชำระหนี้ และอาจยังไม่มีการก่อหนี้ผ่านการขออนุมัติสินเชื่อใหม่

    ดังนั้นความต้องการสินเชื่อที่ลดลงจึงส่งผลต่อสภาพคล่องของสินเชื่อโดยตรง ดังนั้นมาตรการภาครัฐจึงมีความจำเป็น โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน มาตรการการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน และการค้ำประกันสินเชื่อให้แก่ SME โดยต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมรายได้ภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SME เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RUjQDUBYTGVgkRtqbSv2Z

  • ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    ธุรกิจใหม่ยังเดินหน้า! 11 เดือน ปี 2568 จดทะเบียนบริษัทกว่า 80,000 ราย สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

    วันนี้ 17 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อมูลการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม–พฤศจิกายน 2568 พบว่ามีการจัดตั้งบริษัทใหม่รวมทั้งสิ้น 80,064 บริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย และการเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องของภาคเอกชน

    โดยเดือนที่มีการจดทะเบียนบริษัทใหม่สูงสุด คือ เดือนมกราคม 2568 จำนวน 8,862 บริษัท ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นปีที่ผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ขณะที่เดือนเมษายน 2568 มีจำนวนการจดทะเบียนต่ำที่สุดที่ 6,325 บริษัท สอดคล้องกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์

    สำหรับวันที่มีการจดทะเบียนบริษัทมากที่สุด คือ วันที่ 8 สิงหาคม 2568 จำนวน 779 บริษัท รองลงมา ได้แก่ วันที่ 9 กันยายน 2568 จำนวน 767 บริษัท และวันที่ 9 มกราคม 2568 จำนวน 716 บริษัท ซึ่งพบว่าหลายวันที่มีการจดทะเบียนสูง เป็นวันที่มีเลขซ้ำหรือเลขมงคล สะท้อนพฤติกรรมผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ

    รองโฆษกฯ ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของภาคธุรกิจไทยที่ยังคงปรับตัว เดินหน้า และมองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยรัฐบาลจะเดินหน้าสนับสนุนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63360&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24qTqfj0acTS3j5SBmUVcg

  • ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6/2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6/2568

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท 

    rn

     

    rn

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    rn

     

    rn

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    rn

     

    rn

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    rn

     

    rn

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    rn

     

    rn

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    rn

     

    rn

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    rn

     

    rn

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    rn

    17 ธันวาคม 2568

    rn

     

    rn”}}” id=”start-of-text”>

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568

    คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสดเป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดย SMEs ถูกกดดันด้านสภาพคล่องจากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท 

    คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ทั้งนี้ เศรษฐกิจในปี 2570 มีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังถูกกดดันจากการแข่งขันที่สูง ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจมีเพิ่มเติม ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งสะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูงโดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการขยายตัวของสินเชื่อและสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ สรอ. ปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำสกุลภูมิภาคตามการปรับคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ยกระดับการติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาแนวทางดำเนินการกับธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงเศรษฐกิจการเงินและพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีจำกัดในการรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

    ธนาคารแห่งประเทศไทย

    17 ธันวาคม 2568

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/mpc/news-20251217-ZJSmv2EY.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HZdZnzRltWgKbz2v8qxg5

  • คาดเศรษฐกิจปี69โตต่ำรอบ30ปี

    คาดเศรษฐกิจปี69โตต่ำรอบ30ปี

    นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ปรับลดการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ลงจาก 2.1% เหลือ 2% แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าคือในปี 2569 เพราะปีหน้าถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในช่วงวิกฤติ แต่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะโตต่ำเพียง 1.5% ซึ่งหากไม่รวมปีที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปีนี้จะเป็นปีแรกในรอบ 3 ทศวรรษหรือ 30 ปีที่เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 2% ซึ่งไม่อยากให้การโตต่ำระดับนี้กลายเป็น New Normal ของเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ การชะลอลงของเศรษฐกิจไทยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าผลกระทบของภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯที่ชัดเจน  และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะการส่งออกสินค้าจีนมาไทยที่เพิ่มขึ้นกว่า 30% และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ จำนวนท่องเที่ยวต่างประเทศที่แม้้ว่่จะดีขึ้นกว่าปีนี้ แต่ยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดมาก รวมทั้ง ข้อจำกัดการคลังที่มีสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางการเมือง ไทยจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่  โดยSCB EIC ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% ภายในครึ่งแรกของปี 2569 เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท 

    “การยุบสภาเร็วขึ้นกว่าไทม์ไลน์เดิมจะทำให้การเบิกจ่ายงบลงทุนปี 2569 ต่ำกว่าปกติ แต่อาจช่วยให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าน้อยลง  หากเป็นไปตามสมมติฐานที่่ว่า เราจะสามารถได้รัฐบาลใหม่ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.ปีหน้า จะทำให้ งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้าเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนข้างหน้ายังสูง หากมีการเลื่อนการเลือกตั้ง หรือ การจัดตั้งรัฐบาล่าช้าออกไป อาจจะทำให้ งบประมาณฯ ปี 2570 ล่าช้ามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ซึ่งจะกรีะทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะมีข้อจำกัดมากขึ้นอยู่แล้ว จากแรงกดดันปฏิรูปการคลังเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งจะเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติงและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว”

    นายยรรยง กล่าวต่อว่า SCB EIC ยังมองว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา และความไม่แน่นอนทางการเมืองจะจบลงได้เร็ว เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศทที่เตรียมจะเข้ามาในประเทศไทยเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปจะส่งผลให้เม็ดเงินสนับสนุนเศรษฐกิจภาครัฐไม่ต่อเนื่อง การเจรจากับสหรัฐฯ ล่าช้า หรือเสียเปรียบมากขึ้น ลดความเชื่อมั่นการลงทุนและบริโภค และยังเสี่ยงที่จะถูกปรับลดเครดิต เรตติ้งของประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2902353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ysk3hGB5K9dJs8n6mMeig

  • พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ธุรกิจ

    17 ธ.ค. 2025 เวลา 5:50 น.

    ปี 2568 ธุรกิจรับจบทุกปัจจัยลบ เผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งจีดีพีไทยโตรั้งท้ายอาเซียน มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป มองปี 69 อุตสาหกรรมสื่อโฆษณายังไม่ฟื้น คาดเงินสะพัด 86,271 ล้านบาท โตต่ำ 0.64%

    ส่วน 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดไม่เติบโต เหตุการเมือง เศรษฐกิจฉุดรั้ง ฝากความหวังรัฐบาลใหม่ ขอมืออาชีพบริหารประเทศ นโยบายประกาศไว้ต้องทำให้เห็นผลลัพธ์จริง

    นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUP เปิดเผยว่า จากคาดการณ์เศรษฐกิจไทย(จีดีพี) ปี 2569 จะขยายตัวระดับต่ำ 1.6-2% ถือว่าเป็นอัตรารั้งท้ายของภูมิภาคอาเซียน ทั้งที่ภูมิภาคนี้ถือเป็นตลาดใหม่และเทียบกับทั่วโลกจีดีพีมีการเติบโตในระดับสูงสุด

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ทั้งนี้ หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ฟื้นตัว หรือกลับมาเติบโต คือสถานการณ์ทางการเมืองเป็นตัวฉุดรั้ง เพราะหากพิจารณาหลากตัวแปรลบ เช่น การเผชิญกับภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค

    สำหรับแนวโน้มปีหน้าปัจจัยลบที่ทุกภาคส่วนเจอในปี 2568 จะยังคงอยู่ครบไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโตต่ำ กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง แม้จะมีสัญญาณดีลดลงบ้างเล็กน้อย ภาษีทรัมป์ที่จะมีผลต่อการส่งออกของไทยปีหน้า ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เป็นต้น ที่เหลือคือความไม่แน่นอน และเหตุการณ์ไม่คาดคิดจะมีอะไรเข้ามาซ้ำเติมหรือไม่

    “ปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยถือว่าดีหมด แต่อยู่ที่การบริหารจัดการ นโยบายการขับเคลื่อนประเทศ ที่ทำให้เอื้อต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันกับประเทศต่างๆ ส่วนจีดีพีไทยที่ไม่โตต่ำ รั้งท้ายอาเซียน หากมองภาพใหญ่แฟ็คเตอร์เราดีหมด ผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยธรรมชาติเราเจอน้อยกว่า แต่จีดีพีกลับต่ำ”

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    จากปัจจัยลบข้างต้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่งผลต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2569 คาดการณ์ขยายตัว 0.64% หรือมีมูลค่า 86,271 ล้านบาท ทั้งนี้ หากพิจารณาจากตัวเลขของผู้ประกอบการสินค้า เจ้าของแบรนด์รายเล็ก ซึ่งใช้จ่ายงบโฆษณาตรงกับแพลตฟอร์ม รวมถึงใช้อินฟลูเอนเซอร์สื่อสารการตลาด คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณายังสะพัดมูลค่า 110,603 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 มูลค่า 108,900 ล้านบาท

    “ยังมีงบโฆษณาที่ไม่ได้ถูกเก็บตัวเลข ซึ่งจากการหารือกับสมาคมโฆษณาต่างๆ รวมถึงมีเดียเอเยนซี ประเมินว่าอุตสาหกรรมยังมีเงินสะพัดหลักแสนล้านบาท”

    สื่อดั้งเดิมวูบต่อเนื่อง

    ส่วนการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ปี 2569 ที่ลดลงยังเป็นสื่อดั้งเดิม (Tradional media) เช่น ทีวี 28,958 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 31,137 ล้านบาท และลดเหลือ 1 ใน 3 ของตลาด วิทยุ 2,292 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 2,388 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ 293 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 488 ล้านบาท และนิตยสาร 73 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 อยู่ที่ 183 ล้านบาท ด้านสื่อดิจิทัล ยังเติบโตใน 3 แพลตฟอร์มหลัก รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ อีกหมวดคือสื่อโฆษณานอกบ้านยังคงเติบโตต่อเนื่อง ตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคใช้ชีวิตนอกบ้าน ไปดูคอนเสิร์ต

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ด้านภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาปี 2568 มีมูลค่า 85,727 ล้านบาท ลดลง 0.6% ถือเป็นการตกอยู่ในสถานการณ์ไม่เติบโตต่อเนื่องมา 5 ปีแล้ว

    “อุตสาหกรรมสื่อโฆษณาหดตัวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เผชิญวิกฤติโควิด-19 ระบาด จากก่อนหน้านั้นเจอพายุดิสรัปชัน ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนกระทบการเติบโต พอพ้นโควิดได้คาดการณ์จะเห็นการฟื้นตัว แต่ไม่ฟื้นเลย ไม่มีการเติบโตมา 5 ปีแล้ว ซึ่งการฟื้นตัวจะเกิดได้ ต้องพึ่งพาการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และอยู่ที่แผนบริหารจัดการ การดำเนินนโยบายของรัฐ หากจะโทษ ต้องโทษการเมือง โทษรัฐบาลที่ทำให้ประเทศเราแย่ขนาดนี้ จีดีพีไทยกี่ปีก็ไม่ดีเมื่อเทียบกับอาเซียน”

    ปัจจัยลบทุบแบรนด์ใช้จ่ายเงินลดลง

    ปัจจัยลบรายล้อมธุรกิจทั้งปี ยังส่งผลให้แบรนด์ใช้จ่ายเงินลดลง ปัจจุบันเห็นการประหยัดงบโฆษณาราว 15% มีการชะลอการเปิดตัวแคมเปญสื่อสารการตลาด เปิดตัวสินค้า โดยงบที่ลดลงไม่นับรวมกับการโยกงบประมาณไปใช้ในกิจกรรมการตลาดอื่นๆ ส่วนการแข่งขันของสินค้า กลยุทธ์ราคายังรุนแรง เนื่องจากเจ้าของแบรนด์ สินค้าต้องการเห็นผลลัพธ์ยอดขายหลังใช้งบตลาด

    “สินค้าเล่นราคากันหมด เพราะผู้บริโภคไม่มีเงิน นักการตลาดก็ติดอยู่กับยอดขาย จึงต้องสู้ด้วยราคา แม้การสร้างแบรนด์จะเป็นสิ่งที่ต้องทำก็ตาม”

     นายภวัต กล่าวอีกว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด เป็นปีที่รับจบจากปัจจัยลบทุกมิติ ทั้งน้ำท่วมต้นปี ปลายปี ผลกระทบจากแผ่นดินไหวเมียนมา ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การส่งออก ภาษีทรัมป์

    เลือกตั้งปลุกเม็ดเงินโฆษณาสะพัด

    สำหรับความหวังในปี 2569 การเลือกตั้งจะมีส่วนทำให้เม็ดเงินโฆษณาสะพัดบ้าง โดยเฉพาะรายการข่าว หากมีการจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ นโยบายของผู้นำ พรรคการเมืองต่างๆ แม้ไม่มีนัยมากนัก แต่แบรนด์สินค้าอาจแทรกตัวไปสื่อสารการตลาด และยังมีความคาดหวังจากบิ๊กอีเวนต์ที่จะเกิดขึ้น เช่น เทศกาลดนตรีทูมอร์โรวแลนด์ ฟุตบอลโลก 2026 เป็นต้น

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    ส่วนความคาดหวังหลังเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า อยากเห็นการเมืองไทยมีเสถียรภาพหรือมีความนิ่ง มีความชัด ได้ผู้บริหารประเทศที่เป็นมืออาชีพมาบริหารชาติบ้านเมือง ขณะที่นโยบาย 5 เสาหลัก เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ลดภาระหนี้ประชาชน การช่วยเหลือเอสเอ็มอี ฯ ถือเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวก ซึ่งตอนนี้ยังไม่ปรากฏ

    “ควิก บิ๊ก วินจากนโยบาย 5 เสาหลัก คิดมาดีแล้ว ในฐานะภาคธุรกิจซื้อ เพราะเป็นการกระตุ้นยอดขาย เพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภค ช่วยเอสเอ็มอี เพราะเป็นฟันเฟืองของประเทศ หากล้มหายตายจาก 1 ราย อาจขยายเป็นสิบเป็นร้อยราย แผนชัด แต่กลับไม่เห็นทำได้เป็นที่ประจักษ์ หรือผลลัพธ์เชิงบวก” 

    พิษการเมือง-เศรษฐกิจ ฉุดอุตสาหกรรมโฆษณา 5ปี ‘ไร้การเติบโต’

    อย่างไรก็ตาม บทสรุปอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2568 มูลค่าควรจะมีการเติบโต เนื่องจากมีตัวแปรราคาหรือเงินเฟ้อกระตุ้น แต่ภาพจริงกลับติดลบ

    “ความหวังตอนนี้คือภาครัฐ เพราะประชาชนสู้เต็มที่แล้ว 5 เสาหลัก เป็นนโยบายที่ครอบคลุมทุกมิติ แต่สิ่งที่เอกชนอยากเห็นคือผลงานเป็นรูปธรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOkHDxHdsu4MZDcYiVFHK

  • ชาวเช็กวางแผนใช้เงินเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ ในช่วงคริสต์มาสนี้

    ชาวเช็กวางแผนใช้เงินเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ ในช่วงคริสต์มาสนี้

    แม้ว่าเศรษฐกิจเช็กจะยังมีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ แต่การใช้จ่ายในช่วงคริสต์มาสของสาธารณรัฐเช็กยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักจากปีที่ผ่านมา จากรายงานการวิจัยของสมาคมธนาคารเช็กและบริษัทวิจัย Ipsos พบว่า ผู้ซื้อชาวเช็กวางแผนที่จะใช้จ่ายโดยเฉลี่ย 12,600 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 19,500 บาท ในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 12,500 เช็กคราวน์ในปี 2024 โดยอันดับที่ 1 ของการใช้จ่ายเป็นการซื้อของขวัญให้กับคนในครอบครัว ซึ่งครึ่งหนึ่งของครัวเรือนทั้งหมดคาดว่าจะใช้จ่ายมากถึง 5,000 เช็กคราวน์สำหรับของขวัญ ในขณะที่อีกหนึ่งในห้าจะใช้จ่ายระหว่าง 5,000 ถึง 10,000 เช็กคราวน์ การใช้จ่ายอันดับที่ 2 คือ อาหารและเครื่องดื่มซึ่งคาดว่าจะมีการใช้จ่ายประมาณ 3,000 เช็กคราวน์ต่อครัวเรือน ตามมาด้วยของตกแต่ง ซึ่งมักจะอยู่ต่ำกว่า 1,000 เช็กคราวน์ ทั้งนี้ การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในปี 2023 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12,000 เช็กคราวน์ แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าครอบครัวชาวเช็กพยายามรักษาสมดุลระหว่างการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยในช่วงเทศกาลกับความระมัดระวังทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปัจจุบันค่าครองชีพยังคงสูงอยู่ ซึ่งมีผู้บริโภคเพียงประมาณร้อยละ 2 ของชาวเช็กที่กู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายในช่วงเทศกาล และจำนวนเงินมักจะต่ำกว่า 5,000 เช็กคราวน์ ส่วนใหญ่มักใช้ซื้อของเล่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน “ข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังคงมองว่าการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อของขวัญคริสต์มาสเป็นความคิดที่ไม่ดี” Mr. Filip Hanzlík ที่ปรึกษาด้านกฎหมายและรองผู้อำนวยการบริหารของสมาคมธนาคารเช็กกล่าว เขาเน้นย้ำว่าความตระหนักรู้ทางการเงินและนิสัยการใช้จ่ายอย่างรอบคอบยังคงแข็งแกร่งแม้จะมีสิ่งล่อใจผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น 

    จากผลสำรวจเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่เผยแพร่โดย Alma Career สาขาเช็ก ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้านทรัพยากรบุคคลของยุโรป รายงานว่าโบนัสคริสต์มาสยังคงไม่เท่าเทียมกันในตลาดแรงงาน โดยรูปแบบการให้รางวัลสิ้นปีที่พบได้บ่อยที่สุดไม่ใช่เงินเดือนเดือนที่ 13 ที่คงที่ แต่เป็นโบนัสตามผลงานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผลประกอบการทางเศรษฐกิจของบริษัท โดยจำนวนเงินจะอยู่ระหว่าง 22,000 ถึง 46,000 เช็กคราวน์ ตามข้อมูลปี 2023 จากหอการค้าเช็กการจ่ายเงินจำนวนมากนี้มีจุดประสงค์สองประการ คือ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาพนักงานที่มีทักษะ แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเหลื่อมล้ำเมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนตามระดับรายได้ สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำที่สุด (ต่ำกว่า 33,500 เช็กคราวน์) โอกาสที่จะได้รับโบนัสเป็นประจำหรือเป็นครั้งคราวอยู่ที่ร้อยละ 46 สำหรับพนักงานในกลุ่มรายได้ปานกลาง (รายได้ 33,500 ถึง 100,000 เช็กคราวน์) ความน่าจะเป็นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และไม่น่าแปลกใจสำหรับพนักงานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุด (สูงกว่า 100,000 เช็กคราวน์) โอกาสที่จะได้รับรางวัลสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 67 ซึ่งยืนยันถึงความเหลื่อมล้ำตามรายได้ที่ชัดเจนในตลาดแรงงานของเช็ก สำหรับปีนี้ พนักงานยังเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับเงินที่จะได้รับมีเพียงร้อยละ 15 ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ได้รับคำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่าจะได้รับโบนัสในเดือนธันวาคมปี 2025 และพนักงานส่วนใหญ่ร้อยละ 55 ยังคงกังวลใจหรือไม่คาดหวังว่าจะได้รับโบนัสเลย 

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นแนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาลคริสต์มาสของทุกปี โดยผู้บริโภคจะใช้จ่ายเงินไปกับของขวัญและงานเลี้ยง ดังนั้น สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ขนม สินค้าเพื่อสุขภาพ/ความงาม และของใช้/ของตกแต่งบ้าน จึงมีโอกาสเติบโตสูงในช่วงดังกล่าว ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจส่งออกสินค้าของขวัญ หรือแพ็กเกจของขวัญพรีเมียม รวมถึงสินค้าเพื่อจัดงานเลี้ยงในบ้านสามารถพิจารณากลยุทธ์ในการจัดโปรโมชันเพื่อให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาล ทั้งนี้ ประมาณ 1 ใน 4 ของครัวเรือนเช็กจะซื้อของขวัญใกล้ถึงคริสต์มาส (Last-minute) แม้จะเสี่ยงต่อราคาที่สูงขึ้นก็ตาม ส่วนที่เหลือจะเลือกซื้อของขวัญล่วงหน้า 1–3 เดือน เพื่อรอโปรโมชันหรือราคาที่เหมาะสม โดยช่วงเดือนปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีการจัดโปรโมชัน Black Friday และ Cyber Monday เป็นประจำทุกปีที่สามารถกระตุ้นยอดขายได้เป็นจำนวนมาก โดยผู้บริโภคเช็กให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นต่อผู้ขายและรีวิวสินค้า โดยเฉพาะในช่วงโปรโมชั่นใหญ่ เพราะมีสินค้าจำนวนมากและข้อเสนอจากหลากหลายบริษัท ดังนั้น การมีรีวิวจริง นโยบายคืนสินค้า ช่องทางการชำระเงินที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/z78gfn3as1o0p1qoxm6gbj2b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KN1hMAh-IG-kzZaObyQG2