Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจซึมยาว โตต่ำศักยภาพ กนง.เอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% คุมเข้มค่าบาท

    เศรษฐกิจซึมยาว โตต่ำศักยภาพ กนง.เอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% คุมเข้มค่าบาท

    Finance

    18 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    กนง.มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน ประคองเศรษฐกิจห่วงเศรษฐกิจซึมยาวโตต่ำกว่าศักยภาพอีก2ปี พร้อมยกระดับดูแล “เงินบาทแข็งค่า” เอกชน ชี้ 3 ข้อดีลดดอกเบี้ย ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ -ดันค่าบาทอ่อน รับห่วง ดอกเบี้ยต่ำจะไร้ความหมาย หากไม่มีการปล่อยเงินกู้

    • กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน
    • การลดดอกเบี้ยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง
    • ชี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการลดดอกเบี้ยถือเป็นกลไกหนึ่งที่ส่งผลทางจิตวิทยาช่วยชะลอการแข็งค่า และ กนง. ได้ยกระดับการติดตามค่าเงินอย่างใกล้ชิด
    • ส่งสัญญาณว่านโยบายการเงินพร้อมเข้ามามีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากนโยบายการคลังมีข้อจำกัดและไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่
    เศรษฐกิจซึมยาว โตต่ำศักยภาพ กนง.เอกฉันท์ ลดดอกเบี้ย 0.25% คุมเข้มค่าบาท

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติเอกฉันท์ “ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ลง 0.25% จาก 1.50% มาอยู่ที่ 1.25% ในการประชุมกนง.ครั้งสุดท้ายของปีเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า คณะกรรมการ กนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง

    รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ด้วยมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25%ต่ำสุดในรอบ 3 ปี

    หากดูในภาพรวม มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพอย่างชัดเจน และมีความเปราะบางจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศและปัจจัยภายนอกที่เข้ามาซ้ำเติม โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจเริ่มชะลอลงมากกว่าที่คาดจากปัจจัยชั่วคราวหลายด้าน ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตในปีถัด ๆ ไปอ่อนแรงลงตามไปด้วย

    โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปี เศรษฐกิจได้รับแรงกดดันจากเหตุการณ์เฉพาะหลายประการ ทั้งในภาคการผลิตและภาคพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้มีผลกระทบจากการปิดโรงงานและโรงงานผลิตเครื่องดื่มบางแห่ง ซึ่งส่งผลต่อภาคการผลิตโดยตรง ต่อมาเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์รุนแรง กระทบต่อทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในวงกว้าง

    ไม่เพียงเท่านั้นเหตุอุทกภัยดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงระยะสั้น แต่การฟื้นฟูพื้นที่คาดว่าจะทอดยาวไปถึงไตรมาส 1 ของปีถัดไป ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง และซ้ำเติมภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีให้ชะลอตัวลงชัดเจนยิ่งขึ้น

    • เศรษฐกิจไทยปี69-70ต่ำกว่าศักยภาพ

    หากมองไปข้างหน้า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงเมื่อเทียบกับปีปัจจุบัน โดยแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจจะอ่อนแรงลงในหลายด้าน การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป การส่งออกข้างหน้าคาดว่าการส่งออกจะชะลอลงอย่างมาก

    โดยคาดขยายตัวที่ประมาณการไว้เพียง 0.6% เป็นผลจากฐานที่สูงในปีปัจจุบันซึ่งคาดว่าจะขยายตัวถึง 12% รวมถึงผลของ Tariff ที่จะเริ่มทยอยซึมเข้ามากดดันความสามารถในการแข่งขัน ทำให้แรงขับเคลื่อนจากภาคส่งออกอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน

    “ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ระดับ 1.5% และ 2.3% สำหรับจีดีพีปี 2569-79 ยังต่ำกว่าศักยภาพที่เคยประเมินไว้ที่ 2.7–2.8% อย่างมีนัยสำคัญ และในภาพรวม ความเสี่ยงยังไปในทิศทางต่ำลง

    สำหรับการประมาณการเศรษฐกิจรอบล่าสุด กนง.ได้ใส่สมมติฐานว่างบประมาณจะล่าช้าออกไปราว 2–3 เดือน ซึ่งจะกระทบจีดีพี ในปีหน้าโดยเฉพาะช่วงงบประมาณปี 2570 ส่วนมาตรการของพรรคการเมือง เช่น การพักหนี้หรือยกหนี้ ยังไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในรอบนี้ เนื่องจากยังต้องรอความชัดเจนของข้อมูล

    ทั้งนี้หากถามว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤติหรือไม่ มองว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติเฉียบพลัน แต่กำลังเผชิญภาวะ “โตช้า ซึม และเปราะบาง” จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน นโยบายการเงินมีบทบาทสำคัญในการประคองและบรรเทาภาระ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอได้ หากไม่มีการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กันไป

    นายสักกะภพ ยังยอมรับว่า ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น คณะกรรมการเห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่1.25%ถือว่าอยู่ในระดับต่ำ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับลงมาติดลบที่ -0.33

    ซึ่งการลดดอกเบี้ยช่วยลดภาระดอกเบี้ยของสินเชื่อเดิมที่เป็นอัตราลอยตัว และช่วยต้นทุนสินเชื่อใหม่ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการลดดอกเบี้ยให้ประโยชน์กับธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่ารายย่อยและ SME ดังนั้น ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้

    • กนง.สั่งยกระดับติดตามเงินบาทแข็งค่า

    สำหรับสถานการณ์ “เงินบาท” ในช่วงหลังแข็งค่าขึ้นค่อนข้างเร็วและมาก โดยตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าราว 8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ส่วนหนึ่งมาจากดอลลาร์อ่อนค่าจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) และอีกส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะที่เพิ่มความผันผวน

    นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่ายังมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก ก็ถือเป็นปัจจัยเฉพาะที่เข้ามาซ้ำเติมความผันผวนของค่าเงินบาทในบางช่วงเวลา

    ในมุมของกนง.การติดตามดูแลเงินทุนไหลเข้า โดยเฉพาะตั้งแต่จุดเริ่มต้น เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญค่อนข้างมาก และในแถลงการณ์รอบล่าสุด ได้ยกระดับการสื่อสารเรื่องการดูแลค่าเงินบาทอย่างชัดเจนขึ้น สะท้อนว่าประเด็นอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่ กนง. นำมาพิจารณาในการกำหนดทิศทางนโยบายการเงิน และจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นธปท. ได้เข้าไปดูแลตลาดเงินอยู่แล้ว และมีการดูแลมากกว่าปกติ

    ในส่วนของการดูแลธุรกรรมที่ผิดปกติ ธปท.พบความผิดปกติในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสัดส่วนของการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่เชื่อมโยงกับทองคำในระดับที่สูงกว่าปกติ

    ซึ่งเป็นจุดที่ ธปท. เริ่มเข้าไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด และขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องซึ่งการขอข้อมูลเพิ่มเติมดังกล่าว จะช่วยให้แนวทางในการเข้าไปดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในแง่ขอบเขตและเครื่องมือที่เหมาะสมในการจัดการกับความผันผวนของค่าเงินบาท ซึ่งสิ่งที่เห็นชัดคือ Financial Flow ที่เกี่ยวข้องกับทองคำในบางจังหวะเวลา ซึ่งมีปริมาณสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับธุรกรรมตามปกติ

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังพยายามเข้าไปดูแลธุรกรรมอื่นๆควบคู่กัน โดยมีการประสานงานกับธนาคารพาณิชย์ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบ เพื่อแยกแยะว่าธุรกรรมใดมีลักษณะผิดปกติและส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

    • ห่วงSMEสินเชื่อหด3ปีติด-หนี้เสียสูง

    หนึ่งในประเด็นที่กนง.มีการหารือกันมากคือ ปัญหาของ SME ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวและถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังหลังช่วงโควิด ส่งผลให้รายได้ของ SME เติบโตต่ำลงอย่างชัดเจน ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แม้ SME จะมีความต้องการสินเชื่อ แต่การเข้าถึงยังคงจำกัดเนื่องจากมี Credit Risk สูง สถาบันการเงินจึงยังระมัดระวัง ส่งผลให้สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องเกือบ 3 ปี และคุณภาพสินเชื่อ (NPL) ยังไม่เห็นสัญญาณปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน

    การฟื้นตัวที่ช้าของ SME ยังส่งผลกระทบต่อรายได้แรงงาน เนื่องจาก SME จ้างงานถึงประมาณ 2 ใน 3 ของการจ้างงานทั้งหมด ทำให้รายได้ของแรงงานในภาคการผลิตฟื้นตัวช้ากว่าภาคบริการ และกดดันกำลังซื้อในภาพรวม

    ดังนั้นสิ่งที่ธปท.กำลังร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆคือการเพิ่มเครื่องมือ หรือกลไกสำคัญในการค้ำประกันสินเชื่อ เพื่อลด Credit Risk และช่วยให้ SME ที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โดยอยู่ระหว่างการพัฒนามาตรการเพิ่มเติมที่ทำได้ง่ายและมีข้อจำกัดน้อยกว่าเดิม เพื่อเสริมมาตรการที่มีอยู่แล้ว เช่น การปรับโครงสร้างหนี้

    อย่างไรก็ตาม ในด้านเงินเฟ้อแม้จะอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่ากำลังซื้ออยู่ในภาวะดี เนื่องจากระดับราคาค่าครองชีพได้ปรับขึ้นไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า และยังคงอยู่ในระดับสูง หากรายได้ไม่เติบโตเร็วพอ การบริโภคก็จะถูกกดดันต่อเนื่อง

    จึงเป็นเหตุให้คณะกรรมการฯได้ปรับลดประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปลง โดยเงินเฟ้อปีนี้คาดอยู่ที่ -0.1% ปีหน้าที่ 0.3% และกลับมาอยู่ที่ 1.0% ในปี 2570 โดยแรงฉุดหลักมาจากราคาพลังงานที่ลดลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวที่ 0.8% ในปีนี้และปีหน้า

    “แต่ภายใต้เงินเฟ้อที่ต่ำ ธปท.มองว่ามีโอกาสเกิดเป็นเงินฝืดค่อนข้างต่ำ ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าวอย่างชัดเจน เช่น ราคาสินค้าปรับลดลงเป็นวงกว้าง หรือพฤติกรรมรอซื้อของผู้บริโภค”

    • มติเอกฉันท์สะท้อนใช้นโยบายการเงิน

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  กล่าวว่า มติที่เป็นเอกฉันท์ของกนง.นั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณให้กับตลาดว่าเครื่องมือทางการเงินพร้อมที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยตอบสนองต่อความกังวลของตลาดในทางเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่า และสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัว

    เนื่องจากการยุบสภาทำให้บทบาทของนโยบายการคลังทำได้ไม่เต็มที่ การตัดสินใจลดดอกเบี้ยของกนง.ในครั้งนี้ ก็อาจชี้ให้เห็นว่าเครื่องมือทางการเงินพร้อมที่จะเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่อาจเติบโตช้า 

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลัง หากเศรษฐกิจชะลอตัวลงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายก็อาจจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจต่อได้ โดยหากมีการพิจารณาลดดอกเบี้ยอีกครั้งคงไม่ใช่เพื่อการกระตุ้นความต้องการสินเชื่อ แต่เพื่อลดภาระของผู้ที่มีหนี้อยู่แล้วมากกว่า

    “มองว่าในปัจจุบันยังไม่มีความจำเป็นมากถึงขนาดนั้นที่จะลดดอกเบี้ยลงไปเป็น 1% เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจยังคงอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้

    • สอท.ชี้ช่วยต่อลมหายใจรายย่อย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อยที่สุดจะช่วยส่งผลดีในด้านต่าง ๆ ต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการ ดังนี้

    1. ลดต้นทุนทางการเงินโดยตรงของผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะ SME) ประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดคือการลดต้นทุนทางด้านการเงิน ที่ทำให้ดอกเบี้ยที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้กู้ SME ต้องจ่าย ลดลงตามไปด้วย ช่วยให้ผู้กู้มีภาระเบาลง

    2. ส่งผลทางจิตวิทยาให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงเวลานั้นค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงกว่า 8.1% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

    เช่น เวียดนาม ยังมีค่าเงินที่อ่อนค่าอยู่ที่กว่า 3-3% การลดดอกเบี้ยจึงถูกมองว่าเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัวได้ นอกจากนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ยังถือว่าตรงกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้คาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ซึ่งส่งผลต่อจิตวิทยาตลาดด้วย

    3. เป็นการส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจน การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการสะท้อนว่าภาครัฐต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ภาคเอกชนคาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีในระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายประการ

    เช่น ปัญหาอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ และผลกระทบจากการปะทะกับกัมพูชา ซึ่งทำให้กิจกรรมทางธุรกิจในหลายภาคส่วน เช่น ภาคการเกษตร ภาคโรงเรียน โรงพยาบาล และนิคมอุตสาหกรรม ต้องหยุดชะงัก รวมถึงผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นปลายปี

    • รับยังผวาแบงก์พาณิชย์เมินปล่อยกู้

    ทั้งนี้ แม้ว่าภาคเอกชนจะคาดหวังและมองเห็นผลดีจากการลดดอกเบี้ย แต่ก็ยังมีความกังวลว่าธนาคารพาณิชย์อาจจะยังไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับ SME ภาคเอกชนจึงเรียกร้องขอความร่วมมือจากภาคธนาคารในการช่วยปล่อยสินเชื่อ

    การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็เปรียบเสมือนการให้ออกซิเจนเสริมแก่ปอดของเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ ช่วยให้การหมุนเวียนของกระแสเงินสดดีขึ้นและลดแรงกดดันทางด้านต้นทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถหายใจและเดินหน้าต่อไปได้”

    นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า  การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวจะยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูธุรกิจ แต่กุญแจสำคัญคือการที่สถาบันการเงินทั้งรัฐและเอกชนจะต้องมีความกล้าหาญที่จะให้วงเงินหรือปล่อยสินเชื่อการปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212639&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w9GvkHLvWr49aj6HoSInl

  • กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% ประคองเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 17 ธ.ค.68

    กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% ประคองเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 17 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/DK9tvEtpJng&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-qA2Zkiot6q0IjM0023u5

  • เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    เผยกลยุทธ์ ‘ธุรกิจครอบครัวสู่สากล’ รับมือเศรษฐกิจผันผวนปี 2569

    เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สถาบันรหัสสากล สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (หรือ GS1 Thailand) จัดการประชุมใหญ่ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “GS1 Barcodes เชื่อมโลก เชื่อมเรา สู่การค้าสากล” โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมให้วิสัยทัศน์ในงานประชุมใหญ่ครั้งนี้

    หนึ่งในนั้น นายธีรภาพ อัญญานุภาพ หุ้นส่วนผู้จัดการ และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาบริษัท อัญญานุภาพ คอนซัลติ้ง จำกัด (Aunyanuphap Consulting) บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัว ที่ได้ให้คำปรึกษามามากกว่า 50 กิจการ ได้บรรยายภายใต้แนวคิด “Gongsi go Global” หรือ “กลยุทธ์กงสีสู่สากล”

    ซึ่งเป็นแนวทางสำหรับธุรกิจครอบครัวในการผ่าวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อการเติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน และการปรับตัวภายในองค์กรภายใต้เศรษฐกิจที่ผันผวน

    โดยในเนื้อหาการบรรยาย ภายใต้คำว่าธุรกิจครอบครัว หรือ “กงสี” ที่หลายคนมักมองว่า “เก่าแก่” “มีแต่ปัญหา” เช่น การรอจนไม่ทันโอกาส การยึดติดไม่เปลี่ยนแปลง ทำงานแบบครอบครัว ขาดบทบาทหน้าที่ (Job Description) และระบบวัดผล (KPI) ที่ชัดเจน การไม่วางแผนสืบทอดกิจการ ตัดสินใจจากความเคยชินมากกว่าข้อมูล และแข่งขันผ่านกลยุทธ์การลดราคา

    ซึ่งทำให้หลายกิจการไม่สามารถยืนหยัดในการแข่งขันที่ผันผวนได้ ด้วยเหตุนี้ หากธุรกิจครอบครัวไม่ได้มีการปรับตัวอย่างถูกต้องในยุคเศรษฐกิจผันผวน ก็จะยืนหยัดได้ยากและพลาดโอกาสการเติบโตในระยะยาว หรือซ้ำร้ายคือปิดกิจการลงไป

    ในการบรรยายคุณธีรภาพระบุว่า “กงสีสู่สากลไม่ได้หมายความว่ากิจการจะต้องแข่งขันในตลาดสากล แต่เป็นการปรับระบบบริหารจัดการ และการกำหนดกลยุทธ์ในรูปแบบสากล” ซึ่งกรอบการปรับระบบการบริหารและกำหนดกลยุทธ์ดังกล่าวเรียกว่า MAPT Framework

    MAPT Framework ประกอบด้วย กลยุทธ์การปรับเปลี่ยนองค์กรผ่านแนวคิดผู้นำ / ผู้บริหาร (Mindset) การประเมินองค์กร (Assessment) การวางแผนฝั่งธุรกิจและครอบครัว (Plan) และการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างยั่งยืน (Transform)

    ซึ่งมีเครื่องมือในการปรับใช้ MAPT Framework อย่างครอบคลุมเช่นการสร้างธรรมาภิบาลธุรกิจครอบครัว (ผ่านธรรมนูญครอบครัว ฯลฯ) การปรับโครงสร้างกิจการ (ผ่านบริษัทโฮลดิ้ง ฯลฯ) การบริหารองค์กร (ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กร ฯลฯ) และการวางแผนสืบทอดกิจการ (ผ่านกระบวนการสร้างคนรุ่นใหม่)

    ซึ่งคุณธีรภาพ อัญญานุภาพ ได้แจ้งถึงรายงานธุรกิจครอบครัวไทย (Thailand Family Enterprise Report (TFER)) ในหัวข้อกระบวนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวในยุค AI (Transformation Roadmap for the AI Era) ที่สามารถปรับใช้ภายในปี 2569 (2026) ได้กับธุรกิจครอบครัวทุกรูปแบบที่จะพร้อมให้อ่านได้ทางเว็บไซต์บริษัท www.aunyanuphap-consulting.com ภายในธันวาคมปี 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/revealing-the-strategies-for-family-businesses-going-global/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YmjR74K-lAn2ZWDiQxLfs

  • ส่อง 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2569 ใครได้ไปต่อ ใครควรพอแค่นี้

    ส่อง 10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง ปี 2569 ใครได้ไปต่อ ใครควรพอแค่นี้

       6. ธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น โซล่าเซลล์ ธุรกิจอาหารเสริมสุขภาพและความงาม อยู่ที่ 91.5 คะแนน

       7. ธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลงทุน หรือวางแผนทางการเงิน ธุรกิจเกมส์ อยู่ที่ 90.9 คะแนน

       8. ธุรกิจให้บริการสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ธุรกิจ EV Charging และติดตั้ง ธุรกิจด้านการเงินธนาคาร Fintech และธุรกิจการชำระเงินผ่านระบบ เทคโนโลยี ธุรกิจ EdTech Technology in Education อยู่ที่ 90.1 คะแนน

       9. ธุรกิจประกันภัย ประกันภัยชีวิต ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ไม่มีแอลกอฮอล์ ธุรกิจที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อม อยู่ที่ 89.3 คะแนน

       10. ธุรกิจ EV ธุรกิจการบิน ธุรกิจร้านเสริมสวย ต่อผม ต่อเล็บ ธุรกิจดูแลเกี่ยวกับสภาพผม ธุรกิจตู้ยอดเหรียญเครื่องดื่ม อาหาร และธุรกิจเครื่องสะดวกซัก ธุรกิจด้านกีฬา เช่น ให้บริการสนาม อุปกรณ์ อยู่ที่ 89.1 คะแนน

    นอกจากนี้ ยังพบว่า 10 ธุรกิจดาวเด่นในปี 2568 ไม่ติดดาวเด่นในปี 2569 ได้แก่ ธุรกิจ Soft Power ไทย เช่น ซีรีส์ ภาพยนตร์ ธุรกิจโฆษณาและสื่อออนไลน์ งานคอนเสิร์ต มหกรรมจัดแสดงสินค้า ธุรกิจ Event ธุรกิจการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม

    10 อันดับธุรกิจดาวร่วงในปี 2569

    1. ร้านให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Cafe) ธุรกิจจำหน่ายและผลิตอุปกรณ์บันทึกข้อมูล อยู่ที่ 7.5 คะแนน
    2. ร้านขายหนังสือ แผงหนังสือ และสื่อสิ่งพิมพ์ อยู่ที่ 8.3 คะแนน
    3. .ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่ไม่มี Platform Online ส่งหนังสือพิมพ์ อยู่ที่ 9.5 คะแนน
    4. ร้านโชห่วย (Traditional Trade) อยู่ที่ 10.2 คะแนน
    5. ธุรกิจผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อยู่ที่ 11.7 คะแนน
    6. ธุรกิจถ่ายเอกสาร อยู่ที่ 13.6 คะแนน
    7. ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ไม่แบบดั้งเดิม ไม่มีการออกแบบดีไซน์ อยู่ที่ 14.5 คะแนน
    8. ธุรกิจของเล่นเด็ก อยู่ที่ 15.5 คะแนน
    9. ธุรกิจร้านถ่ายรูปและล้างอัดภาพแบบดั้งเดิม อยู่ที่ 16.0 คะแนน
    10. ธุรกิจรถยนต์มือสอง อยู่ที่ 17.8 คะแนน

    ปี 2569 คือปีแห่งการ “ประคองตัว” ในช่วงครึ่งปีแรก และรอจังหวะ “ฟื้นตัว” จากแรงกระตุ้นทางการเมืองในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางความผันผวนของการค้าโลกที่ไทยต้องเร่งปรับแก้เกมภาษีให้ทันท่วงที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861169&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fITp2LBdWT094fuUiNmLT

  • มติเอกฉันท์! กนง.ลดดอกเบี้ย ร้อยละ 0.25  มีผลทันที

    มติเอกฉันท์! กนง.ลดดอกเบี้ย ร้อยละ 0.25 มีผลทันที

    17 ธันวาคม 2568, 14:12น.

              นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ระบุว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที  

              คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจนและมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี ในการประชุมครั้งนี้ 

              เศรษฐกิจไทยในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 2.2 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ที่ลดลง รวมทั้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า สำหรับเศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว

              อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 2569 และ 2570 ปรับลดลงเทียบกับประมาณการเดิม โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ -0.1 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และคาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ รวมทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด ทั้

              ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2568 2569 และ 2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางลดลงเล็กน้อยแต่ยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157562&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xZxZGgCuqTBwc35qSEWld

  • “มหาดไทย” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในการประชุม “Coop” ไทย – ลาว ครั้งที่ 8 ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หนุนผลักดันการค้าไทย – ลาว

    “มหาดไทย” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในการประชุม “Coop” ไทย – ลาว ครั้งที่ 8 ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หนุนผลักดันการค้าไทย – ลาว

    “มหาดไทย” ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ในการประชุม “Coop” ไทย–ลาว ครั้งที่ 8 ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หนุนผลักดันการค้าไทย-ลาว แตะ 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2570 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนทั้ง 2 ประเทศในวาระเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 75 ปี

    (16 ธ.ค. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายอัธยา นวลอุทัย ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมแผนความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ครั้งที่ 8 ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (The 8th Cooperative Plan Meeting: Coop) ณ ห้องประชุมจันทรา 3 โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โดยมี นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ Mr. Sanya Sayakone อธิบดีกรมเจรจาและความร่วมมือสากลของ สปป.ลาว เป็นประธานร่วม ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศเข้าร่วม

    การประชุมครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–17 ธันวาคม 2568 เพื่อสรุปร่างกรอบความร่วมมือ และเร่งขับเคลื่อนกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทย–ลาวสู่เป้าหมาย 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2570 ควบคู่การยกระดับการค้าชายแดนและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตไปด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม และได้หารือแนวทางความร่วมมือที่มุ่ง “อำนวยความสะดวก–ลดต้นทุน–เพิ่มโอกาส” ให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ โดยประเด็นหลักครอบคลุมการ เร่งยกระดับด่านการค้าและการอำนวยความสะดวกการค้าชายแดน การส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมถึงการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงถนน ราง และสะพาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และต่อยอดการเดินทาง/ท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยกรอบแนวคิดและการประชุมต่าง ๆ จะได้นำเสนอต่อที่ประชุม Coop ระดับรัฐมนตรี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ต่อไป

    นอกจากนี้ ในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ลาว รัฐบาลไทยและรัฐบาล สปป.ลาว จะได้ร่วมกันเปิดใช้ “สะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ)” เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดน และลดต้นทุนและระยะเวลาขนส่งข้ามแดน การส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ อันจะเกิดประโยชน์ด้านการเสริมสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/63375&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JEQ86RSDQeJmTYS5QsdiD

  • เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 อ่อนแรง หนุนกนง.ลดดอกเบี้ยส่งท้ายปี

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 อ่อนแรง หนุนกนง.ลดดอกเบี้ยส่งท้ายปี

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ไตรมาส 3/68 พบว่า ขยายตัวเพียง 1.2% แต่ชะลอตัวลง 0.6% จาก 2.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

    เมื่อปรับผลของฤดูกาลรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 จีดีพีไทยขยายตัว 2.4% และคาดว่า ทั้งปี 2568 จีดีพีไทยจะขยายตัว 2.0% ชะลอลงจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 และแนวโน้มปี 2569 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% โดยมีค่ากลางที่ 1.7% 

    ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ครั้งล่าสุดเมื่อ 8 ตุลาคม 2568 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี โดยที่ 2 เสียงเห็นว่า นโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องและภาระหนี้

    โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง จึงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.50% เป็น 1.25%  

    เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 อ่อนแรง หนุนกนง.ลดดอกเบี้ยส่งท้ายปี

    อย่างไรก็ตาม กรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน(policy space) ที่มีจำกัด โดยเห็นว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 2.2% และ 1.6% ตามลำดับ 

    ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังปี 2568 และ 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกา 

    ส่วนนักลงทุนและนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า จีดีพีไทยไตรมาส 3/2568 ที่ออกมา 1.2% นั้น ค่อนข้างอ่อนแอ และอาจกระตุ้นให้ คณะกรรมการกนง.ที่จะมีการประชุมครั้งสุดท้ายของปีในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้  

    ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์,หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน)เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แม้ท่าทีของกนง.ไม่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยเห็นได้จากกรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถที่จำกัด (policy space) แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจรวมถึงสภาพแวดล้อมทางการเงินในปัจจุบันสามารถที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ 0.25% ต่อปี  

    ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ผลิตภัณฑ์,หัวหน้าฝ่ายบริหารการลงทุนและที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ฟินันเซีย โซรัส จำกัด (มหาชน)

    “ส่วนตัวมองว่า Policy Space จะกว้างหรือแคบนั้น ไม่สามารถใช้บริบทแบบเดิมได้ในปัจจุบัน เพราะขนาดของการเติบโตของเศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมากแล้ว จึงคาดว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบการประชุมครั้งที่ 6 ของปี วันที่ 17 ธันวาคมนี้ และมีโอกาสเห็นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับ 1.0% ในปีหน้า หลังจากสิ้นปีนี้ปรับลดสู่ระดับ1.25%” 

    สอดคล้องกับนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า TISCO ESU คาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.50% เหลือ 1.25% ในรอบการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ และอาจลดต่อเนื่องในรอบแรกของปี 2569 เหลือ 1.00% น่าจะเป็นจุดสิ้นสุดวัฎจักรดอกเบี้ย “ขาลง” 

    นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU)  ขณะที่ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจและผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)คาดว่ากนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบการประชุมครั้งสุดท้ายของปี2568 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาระทางการเงินของภาคเอกชน 

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจและผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)

    พร้อมระบุถึงหลายเหตุผลในการลดอกเบี้ยนโยบาย อาทิ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงที่เหลือของปีนี้มีแนวโน้มที่จะอยู่ในแดนลบต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนเมษายน และคาดอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2568 อาจกลับมาติดลบอีกครั้งในรอบ 5 ปี ที่ -0.1% 

    ขณะที่ภาคท่องเที่ยวมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทั้งปัจจัยความกังวลด้านความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย  

    อีกทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นในช่วงที่ผ่าน ไม่ว่า โครงการแจกเงินหมื่น โครงการคนละครึ่งพลัส /เที่ยวดีมีคืน ซึ่งเมื่อหมดแรงส่งจากมาตรการเหล่านี้ครัวเรือนจำต้องกลับมาพึ่งพารายได้ปกติ ซึ่งยังเติบโตช้าและไม่แข็งแรงพอจึงมีแนวโน้มที่การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 จะชะลอตัว 

    นอกจากนี้ หากมองไปในปีหน้ายังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งทั่วประเทศอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลรักษาการในการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การอนุมัติโครงการลงทุนใหม่ และการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม บทบาทของการใช้จ่ายภาครัฐจึงอาจลดน้อยลงในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า 

    เช่นเดียวกับศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ และอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า เพื่อให้นโยบายการเงิน ช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้

    หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,158 วันที่ 18 – 20 ธันวาคม  พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/646743&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hi3JmzE-O1r7OQAV2Z27q

  • กนง. ใช้ยาแรง! หั่นดอกเบี้ยด่วนเหลือ 1.25% พยุงเศรษฐกิจทรุด เตือนนักลงทุนระวังภาวะซึมยาว

    กนง. ใช้ยาแรง! หั่นดอกเบี้ยด่วนเหลือ 1.25% พยุงเศรษฐกิจทรุด เตือนนักลงทุนระวังภาวะซึมยาว

    (17 ธ.ค. 68) – คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สร้างความฮือฮาส่งท้ายปีด้วยมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงทันที 0.25% สู่ระดับ 1.25% ต่อปี การตัดสินใจใช้ “ยาแรง” ในครั้งนี้สะท้อนความกังวลอย่างหนักต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังชะลอตัวลงอย่างชัดเจนกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางมรสุมปัจจัยลบที่รุมเร้า ทั้งภาวะการบริโภคภายในประเทศที่แผ่วลง ผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ที่กดดันภาคการส่งออก และสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่ยืดเยื้อ

    ภาพส่วนหนึ่งของเอกสารผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน

    เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ มาจากการประเมินภาพเศรษฐกิจที่ดูมืดมนลงกว่าเดิม กนง. ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ในปีหน้า (2569) เหลือเพียง 1.5% และมองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 จะพลิกกลับไปติดลบที่ -0.1% ซึ่งสะท้อนถึงภาวะกำลังซื้อที่หดหายและเศรษฐกิจที่ซึมเซา ขณะที่สัญญาณเตือนภัยในระบบการเงินเริ่มดังขึ้นจากการที่สินเชื่อรวมในระบบหดตัวต่อเนื่อง และสถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยกู้

    สถานการณ์ดังกล่าวซ้ำเติมวิกฤตสภาพคล่องของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่เผชิญปัญหาซับซ้อน ทั้งจากการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากลำบาก คุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลง และแรงกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่ง กนง. ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพร้อมพิจารณาแนวทางดูแลหากมีความเคลื่อนไหวที่ผันผวนจนสร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจมากเกินไป

    กนง. ย้ำว่านโยบายการเงินจะยังคงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว โดยพร้อมปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าลำพังนโยบายการเงินมีขีดจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงจำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทยในระยะยาวควบคู่กันไป

    สำหรับนัยต่อภาพรวมการลงทุนในประเทศ ข่าวการลดดอกเบี้ยถือเป็นปัจจัยบวกระยะสั้นต่อตลาดหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนการเงินลดลง เช่น กลุ่มไฟแนนซ์และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงส่งผลดีต่อราคาตราสารหนี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังสูงสุด เนื่องจากต้นเหตุหลักของการลดดอกเบี้ยครั้งนี้มาจากการมองเห็น “ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย” ซึ่งเป็นปัจจัยลบพื้นฐานสำคัญที่อาจกดดันผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนให้แย่ลงได้ในระยะกลางถึงยาว

    ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/12/17/mpc-cuts-interest-rate-1-25-economic-slowdown-risks/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw147bcF8ttPprrvxe2V7-X7

  • กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหตุเศรษฐกิจชะลอ จับตาเงินฝืด

    กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหตุเศรษฐกิจชะลอ จับตาเงินฝืด

    Loading…

    กนง.หั่นดอกเบี้ย 0.25% เหตุเศรษฐกิจชะลอ จับตาเงินฝืด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-64&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yg2do4hXKUDH1En2cDOkD

  • ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค  พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ตลาดคริสต์มาสเวียนนาคึกคัก – พาส่องพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมวิเคราะห์เศรษฐกิจออสเตรียไตรมาสสุดท้าย ส่งท้ายปี 2025

    ท่ามกลางบรรยากาศคริสต์มาสอันสวยงามทั่วออสเตรียในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคมในปี 2025 นี้   แสงไฟระยิบระยับจากไฟประดับเมืองและตลาดคริสต์มาสอาจฉายภาพความรื่นเริงที่ดูเหมือนปกติสุข แต่หากมอง  ลึกลงไปในตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือช่วงเวลาที่เปราะบางและท้าทายที่สุดครั้งหนึ่งของสาธารณรัฐออสเตรีย โดยภาคการท่องเที่ยวได้กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยังพอมีกำลังขับเคลื่อน GDP ของประเทศที่กำลังตกอยู่ในภาวะชะลอตัว (Stagnation) 

    จากข้อมูลล่าสุดของ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งออสเตรีย (WIFO) ที่เปิดเผยเมื่อต้นไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ระบุชัดเจนว่าเศรษฐกิจออสเตรียปีนี้คาดการณ์ขยายตัวต่ำเพียงประมาณ 0.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลพวงจากภาคการผลิตและส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลท่องเที่ยวฤดูหนาว (Winter Season 2025/2026) โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมที่เป็นเดือนไฮไลต์ WIFO คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายภาคเอกชนในหมวดบริการท่องเที่ยวและสันทนาการจะยังคงประคองตัวอยู่ได้ แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Harmonised Index of Consumer Prices: HICP) จะยังทรงตัวในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะราคาพลังงานและค่าบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองคือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เน้นการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น นอกจากนี้ ตัวเลขจาก Statistik Austria ชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้า (Arrivals) จะมีแนวโน้มฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด (ปี 2019) แต่จำนวนคืนที่พักแรมเฉลี่ยกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังคงยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ระดับพรีเมียม ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

    ขณะที่บรรยากาศในกรุงเวียนนาช่วงเดือนธันวาคม 2025 ตลาดคริสต์มาสยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล สภาหอการค้าเวียนนา (Wirtschaftskammer Wien) ประเมินว่าตลาดคริสต์มาสกว่า 17 แห่งทั่วเมืองเวียนนาจะสร้างมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้หลายร้อยล้านยูโรในปีนี้ แต่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องเผชิญคือภาวะเงินเฟ้อซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เป็นผลสะท้อนจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงงานในภาคบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามข้อตกลงสหภาพแรงงานล่าสุด โดยจากผลสำรวจของ Deloitte เผยว่า ผู้บริโภคชาวออสเตรีย 31% วางแผนที่จะใช้จ่ายกับอาหารและเครื่องดื่มน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ขณะที่ 28% จะลดการใช้จ่ายกับการซื้อของขวัญในช่วงเทศกาลนี้เช่นกัน โดยเหตุผลหลักคืออัตราเงินเฟ้อที่สูงอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ดี ภาพของนักท่องเที่ยวที่กลับมาหนาแน่นบนถนนการค้าหลักในเมืองเวียนนาอย่าง Graben และ Kärntner Straße อาจสะท้อนว่าเสน่ห์ของเวียนนายังมีอำนาจเหนือป้ายราคาที่แพงขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดของผู้ประกอบการที่ต้องงัดกลยุทธ์ทั้งด้านคุณภาพและราคามาแข่งขันกัน อีกหนึ่งประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามคือ การขาดแคลนแรงงาน (Labor Shortage) ข้อมูลจากกรมการจัดหางานออสเตรีย (AMS) รายงานว่าภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารยังคงขาดแคลนแรงงานกว่าหมื่นตำแหน่งทั่วประเทศในฤดูหนาวนี้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องจำกัดเวลาให้บริการ ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการทำรายได้ในช่วงพีคซีซัน ปัญหานี้อาจสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของออสเตรียที่พึ่งพาภาคบริการจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน

    ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
    จากภาพรวมเศรษฐกิจและแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรีย สำนักงานฯ เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคออสเตรียที่เน้นความคุ้มค่า (Value-for-Money) มากขึ้น โดยมุ่งนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ เช่น ของฝากพรีเมียม และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันตลาดนักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มีความพิเศษและแตกต่าง ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้จุดแข็งของไทยในด้านการบริการ (Hospitality) นำเสนอและยกระดับบริการต่างๆ เช่น Thai Massage & wellness, Thai Food Experience (เช่น คลาสเรียนทำอาหารไทย) หรือกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าเพิ่ม นอกจากนี้ การสื่อสารด้านความยั่งยืนและมาตรฐานแรงงานที่ตรวจสอบได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดยุโรปมากขึ้น การส่งเสริมความร่วมมือกับร้านค้า โรงแรม และผู้จัดกิจกรรมท้องถิ่น เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งชาวออสเตรียและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมไปถึงการนำเสนอสินค้าที่ช่วยลดภาระแรงงาน เช่น สินค้าพร้อมจำหน่ายหรือสินค้าที่จัดเก็บง่าย ถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้ในระยะยาวเช่นกัน

    ธันวาคม 2568
    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา
     

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล:. https://www.statistik.at/ https://www.statistik.at/ https://www.wko.at/wien
    https://www.deloitte.com/at/ https://www.ams.at/ 

    เครดิตภาพ : https://www.vienna.at/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c2hb57jaill708k59166wytl&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GtXlKTVCMNLKjgDKOhsTh