Category: เศรษฐกิจ

  • Bitcoin ดิ่งหลุด $86K! เซ่นพิษเศรษฐกิจ-ล้างพอร์ต Long ยับกว่า $169 ล้าน ทำกราฟเสียทรง

    Bitcoin ดิ่งหลุด $86K! เซ่นพิษเศรษฐกิจ-ล้างพอร์ต Long ยับกว่า $169 ล้าน ทำกราฟเสียทรง

    (16 ธ.ค.) – ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญแรงกดดันอย่างหนักอีกครั้ง ล่าสุดราคา Bitcoin (BTC) ร่วงลงกว่า 3.7% ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลุดระดับ 86,000 ดอลลาร์ ลงมาซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 85,900 ดอลลาร์ (อ้างอิงข้อมูลจาก CoinMarketCap ณ เวลาที่รายงาน ราคาอยู่ที่ราว $85,946) 

    ราคา bitcoin วันที่ 16 ธันวาคม 2025 เวลา 9.00 น. จาก coinmarketcap

    การปรับตัวลงครั้งนี้เป็นการขยายช่วงติดลบเพิ่มขึ้นทั้งในรายสัปดาห์และรายเดือน ท่ามกลางบรรยากาศความกลัวที่ปกคลุมตลาด โดยสาเหตุหลักมาจากการรวมตัวกันของ 3 ปัจจัยลบสำคัญ ดังนี้:

    1. ความกังวลต่อข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค (Macro Jitters) ตลาดกำลังอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวอย่างสูงก่อนการเปิดเผยข้อมูลแรงงานสำคัญของสหรัฐฯ ที่ล่าช้ามาและมีกำหนดการประกาศในวันนี้ (16 ธ.ค.) นักลงทุนกังวลว่าหากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลลบต่อสภาพคล่องของสินทรัพย์เสี่ยง ความสัมพันธ์ที่สูงขึ้นระหว่าง Bitcoin กับตลาดหุ้นแบบดั้งเดิม (ซึ่งเห็นได้จากการที่ดัชนี Nasdaq ก็ปรับตัวลงเช่นกัน) ทำให้นักลงทุนเลือกลดความเสี่ยงก่อนเหตุการณ์สำคัญนี้

    2. โดมิโนล้างพอร์ตฝั่งขาขึ้น (Leverage Unwinding) แรงเทขายถูกซ้ำเติมอย่างหนักจากการล้างพอร์ต (Liquidation) ในตลาดอนุพันธ์ ข้อมูลระบุว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีสถานะ Long (ขาขึ้น) ของ Bitcoin ถูกบังคับขายทิ้งมูลค่ารวมกว่า 169.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน การบังคับขายเหล่านี้สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้ราคาดิ่งลงแรงยิ่งขึ้น ที่น่ากังวลคือ แม้ราคาจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ Open Interest (สถานะคงค้าง) กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของ “กับดักกระทิง” (Bull Trap) ที่นักลงทุนบางส่วนยังพยายามสวนเทรนด์

    3. กราฟเทคนิคเสียทรง (Technical Breakdown) ในเชิงเทคนิค Bitcoin ได้หลุดแนวรับสำคัญต่างๆ ลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำสั่งขายอัตโนมัติ แม้ว่าดัชนี RSI จะเริ่มเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ซึ่งอาจหนุนให้เกิดการดีดตัวทางเทคนิคระยะสั้นได้บ้าง แต่ปริมาณการซื้อขายที่เบาบางก็จำกัดแรงส่งขาขึ้น

    จับตาแนวรับสำคัญต่อไป ขณะนี้ดัชนี Fear & Greed บ่งชี้ถึง “ความกลัว” ในระดับสูง (คะแนนอยู่ที่ 21) ตลาดกำลังจับตาดูว่า Bitcoin จะสามารถรักษาระดับเหนือโซนแนวรับจิตวิทยาสำคัญที่ 80,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ หากหลุดจากโซนนี้ อาจเผชิญแรงกดดันให้ลงไปทดสอบจุดต่ำสุดของปี 2025 ที่บริเวณ 74,000 ดอลลาร์ นักลงทุนควรติดตามกระแสเงินทุน ETF และท่าทีของเฟดหลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

    ที่มา: coinmarketcap

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/12/16/bitcoin-plunges-sub-86k-macro-anxiety-derivatives-carnage/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27EQ0PHNti88ZpSLiPWz5q

  • ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 สูงสุดในรอบ 30 ปี

    ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมขึ้นดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 สูงสุดในรอบ 30 ปี

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมประกาศขึ้นอัตราดอกเบียยนโยบายครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะปรับขึ้นจาก 0.5% เป็น 0.75% ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดรอบ 30 ปี ตั้งแต่ปี 1995

    แรงกดดันจากเงินเฟ้อเกินเป้าหมาย

    การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเงินเฟ้อหลักของญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้น 3% ในเดือนตุลาคม แซงเป้าหมายของ BOJ ที่ระดับ 2% ผู้ว่าการ Kazuo Ueda แถลงว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ น้อยกว่าที่คาดกังวล เนื่องจากบริษัทอเมริกันยังไม่ได้ส่งต้นทุนภาษีผ่านไปยังผู้บริโภคเต็มที่

    ความท้าทายของรัฐบาล Takaichi

    การขึ้นดอกเบียยนี้จะช่วยลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับนายกรัฐมนตรี Sanae Takaichi หญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่พยายามหลีกเลี่ยงชะตากรรมของผู้นำคนก่อน Shigeru Ishiba ที่ต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางการเมืองจากความโกรธของประชาชนต่อราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

    แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจใหญ่

    สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมมูลค่า 18.3 ล้านล้านเยน (118 พันล้านดอลลาร์) เพื่อสนับสนุนแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยเหลือครัวเรือน อย่างไรก็ตาม มากกว่า 60% ของการใช้จ่ายมาจากการกู้ยืมของรัฐบาล ซึ่งเพิ่มความกังวลของตลาดต่อสุขภาพการคลังของญี่ปุ่น

    ความกังวลหนี้สินสูง

    ญี่ปุ่นมีอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจใหญ่ โดย IMF คาดการณ์จะแตะระดับ 232.7% ในปีนี้ ผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีทำสถิติสูงสุดใหม่ในช่วงต้นธันวาคม ขณะที่พันธบัตร 10 ปีขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบ 19 ปี

    ผลกระทบต่อเยนและตลาดการเงิน

    ความกังวลต่อ “นโยบายการคลังเชิงรุกอย่างมีความรับผิดชอบ” ของ Takaichi ส่งผลกดดันต่อค่าเงินเยน ซึ่งกระตุ้นเงินเฟ้อเพิ่มเติม เนื่องจากญี่ปุ่นต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเป็นหลัก Takahide Kiuchi จากสถาบันวิจัย Nomura ระบุว่าปัจจัยเหล่านี้จะลดผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำลายเสถียรภาพระยะกลางถึงยาวของเศรษฐกิจและตลาดการเงิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bank-of-japan-rate-hike-30-year-high&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YxAtWVt4hodNVIP2NDY0e

  • โมเดลเศรษฐกิจใหม่จีน ทุบหม้อข้าวแรงงานเอเชีย ดับอนาคต Gen Z

    โมเดลเศรษฐกิจใหม่จีน ทุบหม้อข้าวแรงงานเอเชีย ดับอนาคต Gen Z

    เอเชีย ภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช่วยยกระดับชีวิตผู้คนนับล้าน แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ หลายประเทศต้องรับมือกับ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” 

    ด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากฐานการผลิตที่ถูกคุกคามจาก สินค้าจีนทะลัก เข้ามาด้วยราคาที่ถูกแสนถูก และอีกด้านคือผลพวงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

    สถานการณ์นี้สร้างความคับข้องใจให้กับคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่ต้องดิ้นรนกับค่าแรงขั้นต่ำและค่าครองชีพที่พุ่งสูง คนรุ่นใหม่ต้องตื่นมาพบความจริงที่ว่า

    งานในภาคการผลิตที่เคยสร้างความมั่งคั่งให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่หายากขึ้น ในขณะที่ตำแหน่งพนักงานออฟฟิศสำหรับเด็กจบปริญญาก็มีการแข่งขันสูงจนล้นตลาด

    Great Wall Motor บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากจีน

    จีนทุ่มสุดตัวภาคการผลิต ดันยอดเกินดุลทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ท่ามกลางวิกฤตอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา รัฐบาลจีนตัดสินใจเดิมพันครั้งใหญ่ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

    ผลลัพธ์คือยอดเกินดุลการค้าต่อปีที่พุ่งทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะลดลงก็ตาม

    สินค้าส่วนเกินเหล่านี้จึงถูกระบายออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน สร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่า สหภาพยุโรปอาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หากปักกิ่งไม่แก้ไขความไม่สมดุลทางการค้านี้

    สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน

    อาเซียนรับจบ เมื่อ SME สู้ทุนใหญ่ไม่ไหว

    กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South)  กลายเป็นด่านหน้าที่ต้องรับผลกระทบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ประเทศสมาชิกอาเซียนต้องตกที่นั่งลำบาก เมื่อตลาดสินค้าราคาถูกในประเทศไม่สามารถแข่งขันกับกำลังการผลิตมหาศาลของจีนได้ แม้จะมีการออกมาตรการจำกัดการนำเข้า แต่ก็แทบไม่ช่วยชะลอสินค้าจีนทะลัก

    ความเสียหายพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเป็นหลัก ซึ่งกระทบโดยตรงต่อแรงงานคนรุ่นใหม่

    • อินโดนีเซีย: รายงานจากสถาบัน Lowy ระบุว่าตั้งแต่ปี 2022 มีโรงงานสิ่งทอปิดตัวไปแล้วราว 60 แห่ง สูญเสียงานกว่า 2.5 แสนตำแหน่ง และสมาคมผู้ผลิตเส้นใยฯ คาดการณ์ว่าปี 2025 อาจมีคนเสี่ยง ตกงาน อีกกว่า 5 แสนคน หรือหายไปถึง 1 ใน 4 ของภาคอุตสาหกรรม
    • ไทย: สถานการณ์ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ปีที่ผ่านมาไทยมียอด โรงงานปิดตัว ราว 2,000 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าสินค้าจีนราคาถูกที่ล้นทะลักเข้าไทย เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โรงงานต้องปิดตัวลง ซึ่งบ่อนทำลายตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น (Entry-level) ที่เคยเป็นประตูสู่การก่อร่างสร้างตัวของเด็กไทย

    ภาพจำลองอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์ของจีน

    จับตา “China Shock 2.0”  

    คณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐฯ-จีน (USCC) เตือนว่า ปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดของจีนไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เสื้อผ้าหรือของเล่นเท่านั้น แต่กำลังขยายวงกว้างสู่อุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV), แบตเตอรี่ และหุ่นยนต์ โดยมีภาครัฐหนุนหลังอย่างเต็มสูบ

    นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง David Autor และ Gordon Hanson เรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “China Shock 2.0” ซึ่งอาจสร้างความเสียหายรุนแรงกว่ายุคแรก (ช่วงปี 1999-2007) ที่เคยทำให้ภาคการผลิตของสหรัฐฯ พังทลายและสูญเสียตำแหน่งงานเกือบ 1 ใน 4

    Changan แบรนด์รถยนต์ชื่อดังของจีน

    พิษเศรษฐกิจจุดชนวนการเมือง

    ผลกระทบจาก วิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้จีนเริ่มแปรเปลี่ยนความกดดันให้เป็นความโกรธแค้นทางการเมือง ในหลายพื้นที่ของเอเชีย คนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มหมดศรัทธาในผู้นำประเทศและกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ โดยมองว่ารัฐบาลไม่สามารถปกป้องพวกเขาได้

    เราได้เห็นคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวผ่านการประท้วงในอินโดนีเซีย ติมอร์-เลสเต และฟิลิปปินส์

    คนรุ่นใหม่ที่เบื่อหน่ายกับปัญหาคอร์รัปชันและการ ว่างงาน ได้ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมือง เช่นเดียวกับในเนปาล ที่พลังคนรุ่นใหม่กดดันจนรัฐบาลต้องพ้นจากอำนาจเมื่อเดือนกันยายน

    จีนเองก็ตระหนักถึงปัญหานี้และไม่อยากทำลายเสถียรภาพของเพื่อนบ้าน ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากกำแพงภาษีของทรัมป์ จีนพยายามเรียกร้องให้มีการประสานงานทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    แม้จะมีแสงสว่างอยู่บ้างจากการที่ยอดส่งออกของไทยและเวียดนามไปสหรัฐฯ เติบโตขึ้น (ราว 23% ในเดือนกันยายน) เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตหนีความขัดแย้ง แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้การันตีความมั่นคงในอาชีพให้คนรุ่นใหม่เสมอไป

    การแก้ปัญหาด้วยการบล็อก สินค้าจีนทะลัก เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ผล เพราะสินค้าเหล่านี้ฝังรากลึกในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของภูมิภาคแล้ว

    ทางออกที่ยั่งยืนคือ ภาครัฐต้องช่วยผู้ประกอบการหาตลาดใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างเครือข่ายป้องกันทางการค้าระดับภูมิภาค แทนที่จะสู้เพียงลำพัง รวมถึงต้องขยายโครงการฝึกทักษะใหม่ให้แรงงาน

    หากปราศจากนโยบายที่รับประกันว่า Gen Z จะได้รับประโยชน์จากการค้าเสรี ความคับข้องใจทางเศรษฐกิจอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่ยากจะควบคุม 

    อ้างอิง: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/financial/735075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw182YBvUDmS8MvoR7Eu_uDu

  • องค์กรต้องกล้าเปลี่ยนผ่าน

    องค์กรต้องกล้าเปลี่ยนผ่าน

    ซึ่ง นิธิ ภัทรโชค ประธาน TMA และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ระบุว่า ศักยภาพขององค์กรไทยกำลังดีดตัวขึ้นจากแรงส่งของดิจิทัล AI และการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง แต่หากไม่เร่งปลดล็อกคอขวดเชิงโครงสร้าง ทั้งผลิตภาพแรงงาน การเข้าถึงทุนของ SME และกฎระเบียบที่ยังไม่คล่องตัว ไทยอาจเสียพื้นที่การแข่งขันในตลาดโลกได้ วันนี้องค์กรต้องกล้าที่จะเปลี่ยนผ่านจริงจัง ปรับโมเดลธุรกิจ ใช้นวัตกรรมยกระดับผลิตภาพ และพัฒนาทักษะคนให้เท่าทันอนาคต หากไทยต้องการยืนแถวหน้าในภูมิภาค เราต้องก้าวข้ามวิธีคิดเดิม ปรับโมเดลการเติบโตของประเทศใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การยกระดับทักษะประชาชนไปจนถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง

     ขณะที่ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวภายหลังการรับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2025 สาขาความเป็นเลิศด้านผู้นํา ว่า แนวโน้มและทิศทางการทำธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น เป็นทศวรรษของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำธุรกิจ และเป็นหน้าที่ของผู้นำที่จะต้องวางวิสัยทัศน์ในการนำองค์กรให้สามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นผู้นำธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในปัจจุบันมีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง การเป็นผู้นำองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการวางวิสัยทัศน์ และสร้างโอกาสให้กับธุรกิจเพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และการเติบโตของภาคธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจที่เป็นมิตรกับชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะสร้างความมั่นคงด้านรายได้ ให้กับชุมชนและสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคม เพราะองค์กรเติบโตเพียงลำพังไม่ได้ 

    เช่นเดียวกับ ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ได้รับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards 2025 สาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ระบุว่า บางจากฯ ได้รับรางวัลสาขาความเป็นเลิศด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน มาจากแนวคิดในการทำธุรกิจของบริษัท ที่ให้ความสำคัญใน 2 ประเด็นหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจประเด็นแรกคือ เรื่องความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรทางการเงิน ที่มาจากการบริหารธุรกิจ และประเด็นที่สองคือ การทำธุรกิจโดยคำนึงถึงชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้เติบโตไปพร้อมกับการเติบโตขององค์กร

    ทั้งนี้การทำกิจกรรมเพื่อชุมชน สังคม และ สิ่งแวดล้อม ของบางจากฯ ไม่ได้แค่ให้เงินลงไปในกิจกรรม CSR เท่านั้น แต่เราออกแบบและวางแผนในการทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนของบริษัท บางจากฯ ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่า เมื่อภาคธุรกิจ ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีความแข็งแรง เมื่อเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ก็จะสามารถก้าวข้ามผ่านทุกวิกฤตได้ และการที่องค์กรจะขับเคลื่อนก้าวข้ามผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจได้ นอกจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรให้มีกำไรและตอบโจทย์การเติบโตและขับเคลื่อนสังคมได้แล้ว สิ่งสำคัญคือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร คือ “หัวใจสำคัญ”

    และปรเมศวร์ นิสากรเสน ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ การบริหารกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) องค์กรที่ได้รับรางวัลพระราชทาน Thailand Corporate Excellence Awards สาขาความเป็นเลิศด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล กล่าวว่า ปูนซิเมนต์ไทยมีหลักการทำงานโดยนำกระบวนการ “2P 2S” โดย P ตัวแรกคือ People P ตัวที่สองคือ Process กระบวนการทำงาน ส่วน S แรกคือ Structure โครงสร้างขององค์กร และ S ตัวที่สองคือ System ระบบการทำงาน จะเห็นว่า บุคลากรเป็นหัวใจสำคัญของเรา เพราะบุคลากรที่มีคุณภาพ จะสามารถพัฒนากระบวนการทำงาน วางโครงสร้างองค์กร และระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าการพัฒนาบุคลากร การให้ความรู้ การ Upskill และ Reskill จะทำให้เรามีบุคลากรที่พร้อมจะขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/915674/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N_73GcS6JKqVJwQ_nznRJ

  • ‘บาทแข็ง’ สะเทือนเศรษฐกิจ  ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจรับไม่ได้-กระทุ้ง ‘แบงก์ชาติ’ ดูแล

    ‘บาทแข็ง’ สะเทือนเศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจรับไม่ได้-กระทุ้ง ‘แบงก์ชาติ’ ดูแล

    Finance

    ‘บาทแข็ง’ สะเทือนเศรษฐกิจ ‘เอกนิติ’ ชี้เศรษฐกิจรับไม่ได้-กระทุ้ง ‘แบงก์ชาติ’ ดูแล

    16 ธ.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    ‘เอกนิติ’ ห่วงเงินบาทแข็งค่า กระทบเศรษฐกิจหนัก งัดมาตรการลดผลกระทบเงินบาท “กสิกรไทย-กรุงไทย” ชี้แข็งค่ารอบ 4 ปีครึ่ง จากดอลลาร์อ่อนค่า ชี้เศรษฐกิจไทยรับไม่ได้ พึ่งส่งออกสูง ทองคำจ่อทำนิวไฮต่อ ชี้ ธปท.แทรกแซงได้จำกัด “ด้านแม่ทองสุก” ชี้ทองคำทำให้เงินบาทแข็งค่าเพียง 7-8%

    • ‘เอกนิติ’  ชี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าสุดในรอบกว่า 4 ปี เป็นสิ่งที่เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักไม่สามารถยอมรับได้ 
    • สาเหตุหลักของเงินบาทที่แข็งค่ามาจากปัจจัยภายนอก เช่น การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ, ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น และกระแสเงินทุนไหลเข้าตามปัจจัยฤดูกาลท่องเที่ยว
    • ผลกระทบโดยตรงคือ ภาคการส่งออกมีรายได้ลดลงเมื่อแลกกลับเป็นเงินบาท และภาคการท่องเที่ยวมีความน่าสนใจน้อยลงเนื่องจากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวสูงขึ้น
    • เตรียมเร่งรัดการนำเข้าของภาครัฐ
    • ขณะที่ ธปท. ได้เพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมของผู้ค้าทองคำเพื่อลดความผันผวน

    สำหรับการเคลื่อนไหวของ เงินบาท พบว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยวานนี้ เงินบาทแข็งค่าสุดที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นในรอบกว่า 4 ปีครึ่ง นับตั้งแต่กลางปี 2564 โดยแข็งค่านำประเทศอื่นในภูมิภาค

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงเกือบ 20 จุด มาปิดตลาดที่ 1,273.40 จุด หวังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าสุดรอบ 4 ปี ได้หารือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมยอมรับว่าปัจจัยหลักเกิดจากทิศทางการเงินโลก

    โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่งผลให้เม็ดเงินไหลจากที่ต่ำไปที่สูง และเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสเงินทุน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า แม้ทางกระทรวงการคลัง จะเคารพความเป็นอิสระการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.แต่ได้สื่อสาร และประสานความเข้าใจว่าสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปเป็นสิ่งที่เศรษฐกิจไทยรับไม่ได้ 

    สำหรับสาเหตุสำคัญ คือ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก การที่ค่าเงินมีความผันผวนหรือแข็งค่าขึ้นขนาดนี้ ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่ยังไม่พร้อมรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบในส่วนกระทรวงการคลังมอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่ทำได้ทันที ได้แก่

    1.) การเร่งนำเข้าของภาครัฐสั่งการให้รัฐวิสาหกิจ และภาคราชการ อาศัยจังหวะที่เงินบาทแข็งค่า เร่งนำเข้าเครื่องจักรหรือสินค้าที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าเงิน

    2.) การบริหารหนี้สาธารณะมอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ดูแลเรื่องการคืนหนี้ต่างประเทศ แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากไทยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศไม่มากนัก แต่ทางกระทรวงการคลัง พยายามดำเนินการในส่วนที่ทำได้เพื่อช่วยดูแลค่าเงิน

    นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารทีมวิจัย ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทอยู่ภาวะ “แข็งค่าขึ้นมาก” โดยทำจุดแข็งค่าสุดที่ระดับ 31.45-31.44 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดรอบ 4 ปีครึ่ง นับตั้งแต่กลางปี 2564

    ทั้งนี้ เงินบาทเริ่มแข็งค่า และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นตั้งแต่สิ้นเดือนพ.ย.ที่ค่าเงินบาทยังอยู่ที่ระดับ 32.20 บาทต่อดอลลาร์ แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทมาอยู่ที่ 31.47 บาทต่อดอลลาร์ เป็นการแข็งค่าขึ้น 2.3% และรอบ 1 เดือน เงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.97%

    ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 

    1.) การอ่อนแอของค่าเงินดอลลาร์จากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แม้เฟดลดดอกเบี้ยตามคาด แต่นักลงทุนมองว่ามีโอกาสลดดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

    2.) การปรับตัวขึ้นอย่างมากของราคาทองคำในตลาดโลกต่อเนื่องที่เป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค จากความเชื่อมโยงของทองคำ และเงินบาทที่ระดับสูง

    3.) ปัจจัยทางเทคนิคในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หลังค่าเงินบาทได้หลุดผ่านแนวรับสำคัญหลายระดับต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การหลุดระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์ และหลุด 31.50 บาทต่อดอลลาร์ การหลุดแนวรับสำคัญกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติมจากผู้เล่นในตลาด ซึ่งยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

    สำหรับแนวโน้มระยะสั้น มองว่า sentiment ของค่าเงินดอลลาร์ยังไม่ฟื้นตัว ค่าเงินบาทอาจมีโอกาสทดสอบระดับ 31.4 บาทต่อดอลลาร์ได้ และหากหลุดแนวรับดังกล่าวอาจเห็นเงินบาทไปสู่ 31 บาทต่อดอลลาร์ได้

    เงินบาทแข็งค่ามาจากผลของฤดูกาล

    นายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่ามาก โดยส่วนหนึ่งมาจากความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับราคาทองคำ ที่เริ่มกลับมีบทบาทอีกครั้ง หลังราคาทองคำมีแนวโน้มขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High) อีกครั้ง

    ซึ่งเงินบาทได้รับแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นตามไปด้วย และจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า 

    นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท คือ ปัจจัยด้านฤดูกาล หรือ Seasonality เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว แม้การท่องเที่ยวอ่อนแอลงจากช่วงก่อนหน้าแต่กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิยังอยู่ในฝั่งที่เข้ามาซื้อเงินบาท

    และหากย้อนดูสถิติในอดีตพบว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ของเดือนธ.ค.เงินบาทมักมีแนวโน้มแข็งค่าถึง 7 ครั้งจากทั้งหมด 10 ครั้ง และหากมองกรอบรายไตรมาส โดยเฉพาะไตรมาส 4 ภายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าไตรมาสนี้ถึง 7 ครั้งเช่นเดียวกัน สะท้อนถึงการแข็งค่าที่มาจากปัจจัยเฉพาะจากฤดูกาลเป็นสำคัญที่มีผลต่อค่าเงินบาทในระดับทั้งรายเดือน และรายไตรมาส

    สิ่งที่น่าสังเกตคือ บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มมีข้อจำกัดเข้าไปแทรกแซงค่าเงินหรือไม่ เนื่องจากไทยเคยถูกจับตาประเด็นการแทรกแซงค่าเงินจากสหรัฐทำให้การเข้าไปดูแลเงินบาทระวังมากขึ้น

    เงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออก-ท่องเที่ยว

    สำหรับผลกระทบจากการที่เงินบาทแข็งค่ามองว่า ส่งผลหลายด้านทั้งด้านการส่งออก และท่องเที่ยว โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยิ่งซ้ำเติมการส่งออกไทยช่วงที่เจอผลกระทบทั้งจากเศรษฐกิจชะลอตัว และมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับดีลทางการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ และมีสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาเข้ามากระทบ

    ดังนั้นสถานการณ์นี้อาจยิ่งมีผลลบต่อภาคการส่งออกมากกว่าผลบวก รวมทั้งกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยยิ่งทำให้การท่องเที่ยวไทยมีความน่าสนใจน้อยลงจากค่าเงินบาทที่แพงขึ้น ต้องจ่ายมากขึ้น จากเดิมที่ท่องเที่ยวอ่อนแอจากประเด็นความปลอดภัย

    ดังนั้นจากเงินบาทแข็งค่าอาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกท่องเที่ยวประเทศอื่น

    เข้มธุรกรรมซื้อขายเงินตราผู้ค้าทอง

    นางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท.กล่าวว่า ธปท.สั่งให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของกลุ่มผู้ค้าทองคำที่อาจส่งกระทบความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อให้การขายเงินตราต่างประเทศ

    สะท้อนธุรกรรมการส่งออกทองคำที่เกิดขึ้นจริง ลดความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกิจกรรมเศรษฐกิจจริง

    โดยกำหนดให้สถาบันการเงินต้องเรียกตรวจเอกสารหลักฐานจากร้านทองในทุกธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าอย่างครบถ้วน

    เช่น เอกสารเรียกเก็บเงิน และใบขนทองคำภายใน 2 วันทำการ นับจากวันที่ร้านทองส่งมอบเงินตราต่างประเทศ เพื่อยืนยันว่าการขายเงินตราเกิดจากการส่งออกทองคำจริง ไม่ใช่การทำธุรกรรมเพื่อวัตถุประสงค์อื่น

    สำหรับประเด็นการหารือกับผู้ค้าทองคำ คาดจะอยู่ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ถึงการทำ hearing ตามประกาศกระทรวงการคลัง 

    ผู้ค้าทองหารือ ธปท.22 ธ.ค.นี้

    นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ หรือ แม่ทองสุก เปิดเผย กรุงเทพธุรกิจว่า ในผลกระทบของเงินบาทแข็งค่าต่อราคาทองนั้น จากการศึกษาพบว่ามีผลกระทบเพียงประมาณ 7-8% เท่านั้น ไม่ใช่ 80-90% โดยการแข็งค่าของเงินบาท และการขึ้นของราคาทองคำต่างก็มาจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งในประเด็นนี้ทาง ธปท.เข้าใจมากขึ้น

    ทั้งนี้ ธปท.จะเรียกผู้ค้าทองกลุ่มเป้าหมายประชุมออนไลน์ร่วมกัน ในวันที่ 22 ธ.ค.2568 จะมีข้อมูลใดบ้างที่ต้องนำส่ง ธปท.และการพิจารณาร่วมกันเพื่อให้การปฏิบัติไม่เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ค้าทอง เนื่องจากมีต้นทุนในการรวบรวมข้อมูล การทำระบบต่างๆ โดยเฉพาะร้านขนาดกลางและขนาดเล็ก

    ทั้งนี้ ผู้ค้าทองกลุ่มเป้าหมายของ ธปท.คาดว่า มีราว 20 รายที่เข้าข่ายต้องรายงานข้อมูลกับ ธปท.ซึ่งผู้ค้าทองขนาดใหญ่ 5 ราย มีความพร้อมอยู่แล้ว เช่น MTS GOLD คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีระบบจัดเก็บข้อมูลอยู่แล้ว

    ผู้ส่งออกได้รับเงินบาทน้อยลง

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สหรัฐส่งสัญญาณชัดเจนเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ย และมีแนวโน้มพิจารณาลดต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินทุนบางส่วนเคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐเข้ามาเอเชีย

    โดยไทยถูกมองเป็นหนึ่งในจุดหมายน่าสนใจจากความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพรัฐบาล และเศรษฐกิจทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาพักในประเทศเพิ่มขึ้น

    อย่างไรก็ดี เงินทุนไหลเข้าดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งกระทบต่อภาคการส่งออกเพราะส่วนใหญ่ชำระเป็นเงินดอลลาร์

    รวมทั้งเมื่อเงินบาทแข็งค่าทำให้ผู้ส่งออกได้รับเงินบาทลดลงต่อเงินดอลลาร์หนึ่งหน่วย หากเปรียบเทียบค่าเงินบาทจากระดับเดิมราว 32.5-33 บาทต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 31.5 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับรายได้จากการส่งออกหายไปราว 6% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง และจะสะท้อนผลกระทบต่อยอดส่งออกในช่วงเดือนนี้ชัดเจน

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์   ศิลาวงษ์  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1212257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FRwch_JfeR-j6yQYJ9reP

  • หวั่นเศรษฐกิจไทยไม่รอดพิษบาทแข็ง“คลัง”สั่งเร่งนำเข้า-ใช้หนี้นอก-ธปท.ออกกฎคุมเข้มซื้อขายทอง

    หวั่นเศรษฐกิจไทยไม่รอดพิษบาทแข็ง“คลัง”สั่งเร่งนำเข้า-ใช้หนี้นอก-ธปท.ออกกฎคุมเข้มซื้อขายทอง

    “คลัง” ห่วงบาทแข็งค่าหนักสุดในรอบมากกว่า 4 ปี ชี้เศรษฐกิจไทยรับไม่ได้ เหตุพึ่งพาส่งออกสูง สั่งเร่งรัฐวิสาหกิจนำเข้าเครื่องจักร-บริหารหนี้ต่างประเทศ  ด้านธปท. สั่งการให้เข้มงวดธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของร้านทอง เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท นัดหารือร้านทองทำความเข้าใจรายงานการซื้อขายทองสัปดาห์หน้า

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากสุดในรอบ 4 ปีนั้น กระทรวงารคลัง ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า เป็นไปตามทิศทางการเงินโลก โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เม็ดเงินไหลจากที่ต่ำไปสู่ที่สูงและเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสเงินทุน

    “ผมและผู้ว่าฯธปท. ได้หารือกันอย่างใกล้ชิด  แต่การบริหารจัดการเรื่องค่าเงินบาท เป็นอำนาจของธปท ซึ่งมีความอิสระในการดำเนินนโยบาย แต่ได้สื่อสารและประสานความเข้าใจว่า ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่เศรษฐกิจไทยรับไม่ได้ สาเหตุสำคัญคือโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักการที่ค่าเงินมีความผันผวนหรือแข็งค่าขึ้นขนาดนี้ ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่ยังไม่พร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้”

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า  ในส่วนของกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในส่วนที่ทำได้ทันที ได้แก่ 1.การเร่งนำเข้าของภาครัฐ สั่งการให้รัฐวิสาหกิจและภาคราชการ อาศัยจังหวะที่เงินบาทแข็งค่า เร่งนำเข้าเครื่องจักรหรือสินค้าที่จำเป็นต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากค่าเงิน 2.การบริหารหนี้สาธารณะ มอบหมายให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ดูแลเรื่องการคืนหนี้ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้มีข้อจำกัดเนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ต่างประเทศไม่มากนัก แต่ทางกระทรวงการคลังก็พยายามดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้เพื่อช่วยดูแลค่าเงิน

    ด้านนางสาวพิมพ์พันธ์ เจริญขวัญ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้าของกลุ่มผู้ค้าทองคำซึ่งอาจส่งผลเพิ่มความผันผวนของค่าเงินบาท โดยให้สถาบันการเงินต้องเรียกตรวจหลักฐานการขายทองกับคู่ค้าต่างประเทศจากร้านทองทุกธุรกรรม นอกจากนี้ ยังต้องเรียกเอกสารเรียกเก็บเงินและใบขนทองคำภายใน 2 วันทำการ นับจากวันที่ร้านทองส่งมอบเงินตราต่างประเทศด้วยเพื่อให้มั่นใจว่า การขายเงินตราต่างประเทศเกิดจากการส่งออกทองคำจริง ทั้งนี้การที่ ธปท. ออกมาเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมการซื้อขายเงินตราของกลุ่มผู้ค้าทอง ถือเป็นการเพิ่มความเข้มงวดต่อธุรกรรมที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท 

    ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน (hearing) โดยเสนอให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องให้ ธปท.รับทราบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามธุรกรรม ประเมินผลกระทบต่อค่าเงินบาท และพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้องและเหมาะสมต่อไป โดยอาจมีการหารือและชี้แจงแนวทางการรายงานแก่ร้านทอง โดยน่าจะเป็นช่วงต้นสัปดาห์หน้า

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มองทิศทางค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ยังแข็งค่าต่อเนื่อง หลังจากเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค.เงินบาทซื้อขายใกล้ระดับแข็งค่าสุดในรอบมากกว่า 4 ปี เงินบาท เปิดตลาดที่ระดับ 31.53 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากช่วงปิดตลาดเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 31.61 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เน้นย้ำถึงความเสี่ยงด้านลบต่อภาคแรงงานในสหรัฐฯ สำหรับปัจจัยในประเทศ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในการประชุมวันที่ 17 ธ.ค.เพื่อรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจจากการคลังที่จำกัดมากขึ้นจากการยุบสภา ทำให้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายจำเป็นต้องมีบทบาทมากขึ้นในการประคองความเชื่อมั่น ทั้งนี้ ในช่วงปิดตลาดค่าเงินบาทปรับตัวขึ้นแข็งต่อมาอยู่ที่  31.43 บาทต่อดอลาร์ฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2902089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rY-8S0AzV3QCZ8UeCXB2R

  • ดาวโจนส์ปิดลบ 41.49 จุด นลท.จับตาข้อมูลเศรษฐกิจประเมินดอกเบี้ยเฟด : อินโฟเควสท์

    ดาวโจนส์ปิดลบ 41.49 จุด นลท.จับตาข้อมูลเศรษฐกิจประเมินดอกเบี้ยเฟด : อินโฟเควสท์

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับลงเล็กน้อยในวันจันทร์ (15 ธ.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในสัปดาห์นี้ รวมทั้งติดตามความคืบหน้าในการสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ และการแสดงความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

    • ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,416.56 จุด ลดลง 41.49 จุด หรือ -0.09%
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,816.51 จุด ลดลง 10.90 จุด หรือ -0.16% และ
    • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,057.41 จุด ลดลง 137.76 จุด หรือ -0.59%

    นักวิเคราะห์จากบริษัท BMO Family Office กล่าวว่า นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขายและจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร เพื่อประเมินว่าข้อมูลเหล่านี้จะสนับสนุนให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่

    กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ จะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนต.ค.และพ.ย. ในวันนี้ (16 ธ.ค.) และจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนพ.ย.ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ธ.ค. นอกจากนี้ จะมีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจอีกหลายรายการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีก, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขจ้างงานของภาคเอกชนจาก ADP และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการจาก S&P Global

    นักลงทุนประเมินรายงานข่าวที่ว่า การเสนอชื่อเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาวให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่นั้น กำลังเผชิญกับแรงต้านจากบุคคลที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ในช่วงที่ผ่านมา แฮสเซตต์ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุก ถือเป็นตัวเก็งที่จะเข้ามานั่งตำแหน่งประธานเฟดแทนเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะครบวาระในเดือนพ.ค.ปีหน้า

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังประเมินความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่เฟด โดยจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์กกล่าวว่า การที่เฟดตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้นโยบายการเงินของเฟดอยู่ในสถานะที่ดี ขณะที่สตีเฟน มิแรน ผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนถึงพลวัตของอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริง

    หุ้น 8 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์พุ่งขึ้น 1.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคปรับตัวขึ้น 0.88% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.04% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 0.76%

    สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น IRobot ผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ “รูมบา” (Roomba) ทรุดตัวลง 72.7% หลังจากบริษัทยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์จากการล้มละลาย

    หุ้น ServiceNow ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ร่วงลง 11.5% หลังมีรายงานว่าทางบริษัทกำลังเจรจาซื้อกิจการสตาร์ตอัป Armis

    ส่วนหุ้น Tesla ดีดตัวขึ้น 3.5% หลังจากอีลอน มัสก์ ซีอีโอของบริษัทเปิดเผยว่า Tesla กำลังทำการทดสอบแท็กซี่ไร้คนขับ (robotaxis)

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/553808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1l6DeHN5RRQDp6haW-5j3A

  • เศรษฐกิจไทยกังวลอะไรหลัง “ยุบสภา”

    เศรษฐกิจไทยกังวลอะไรหลัง “ยุบสภา”

    จะว่าเป็นเรื่อง “เซอร์ไพรส์” ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา นายกฯ “อนุทิน” ได้เกริ่นถึงการยุบสภามาสักพักหนึ่งแล้ว โดยมีการคาดการณ์กันด้วยซ้ำว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นในวันที่ 12 ธ.ค.แต่ด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้หลายคนอาจจะแปลกใจอยู่เล็กน้อย

    แต่ที่สนใจว่า คือ ในแวดวงเศรษฐกิจและการเมืองกลับมีกระแสข่าวลือ และคาดเดากันไปต่างๆนานา ว่า “หลังการยุบสภาครั้งนี้จะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปจริงหรือไม่ หรือจะมีเหตุสะดุดบางอย่างเกิดขึ้น”

    อย่างไรก็ตาม หากว่ากันไปตามกฎหมาย เมื่อมีการยุบสภาแล้ว การเลือกตั้งใหม่ต้องจัดขึ้นภายใน 45-60 วัน นับจากวันที่ยุบสภา ซึ่งในกรณีนี้คาดว่าจะอยู่ระหว่างวันที่ 26 ม.ค.-10 ก.พ.2569

    ขณะเดียวกัน เมื่อสอบถามความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ส่วนใหญ่ไม่ได้ตกใจอะไรมาก คล้ายว่าจะ “ชินชา” กับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “จิตวิญญาณ” ของสังคมไทยไปแล้ว และด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ยังไม่มีการลงทุนใหม่ หรือการขยายกิจการที่วางแผนเอาไว้ล่วงหน้า เพียงแต่อาจจะเสียดายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลเตรียมไว้และยังไม่ได้นำออกมาใช้ทันเวลา

    สิ่งที่นักธุรกิจจับตาจริงๆ คือ ความไม่แน่นอนระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงช่วงหลังการเลือกตั้ง ที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มเข้าสู่โหมดรอดูทิศทาง (wait-and-see) ที่สำคัญหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า หรือเจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมไม่ได้สักที สุญญากาศลากยาวออกไปการลงทุนต่างประเทศที่กำลังจะเข้ามาชะลอตัว และอาจกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ การเบิกจ่ายงบประมาณ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    และหากถามว่า “ปัจจัยสำคัญ” ที่เป็นตัวชี้เป็นชี้ตายการเลือกตั้งในครั้งนี้ หลักๆ น่าจะเป็น 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ การตอบสนองต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งการรบในสนามจริง และการรบในสงครามข่าวสารและการฑูต ซึ่งอาจจะต่อเนื่องถึงนโยบายทางการทหาร รวมทั้งการจัดการกับสแกมเมอร์ และการค้ามนุษย์ข้ามชาติ

    ส่วนอีกประเด็นที่เป็นจุดตายตลอดกาลของประเทศไทย คือ นโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างคนละครึ่ง เที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ตอนนี้ทุกพรรคน่าจะใช้ในการหาเสียงเป็นพื้นฐานกันแล้ว คนไทยน่าจะต้องการมาตรการที่เป็น “รัฐสวัสดิการ” ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้กับคนไทยในระยะยาวมากกว่าการถูกหลอกด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้นต่อเนื่อง

    ท้ายที่สุด สิ่งที่คนไทยน่าจะมีบทเรียนมากขึ้นคือ การเลือกตั้งอย่างมีสติ ไม่เลือกจากผลประโยชน์ที่เขาให้ มองถึงรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งว่าเราต้องการให้ประเทศไทยเดินไปทางไหน

    หลังจากต้องเผชิญกับเกมการเมือง และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดกลายเป็นฝ่ายค้าน หรือการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 คนใน 2 ปีและการมีรัฐบาลอายุสั้นที่ทำให้คนไทยฝันค้าง.

    มิสเตอร์พี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2902016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FqQuTFTZ85MaVeFsJXCUg

  • ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของชิลี

    ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของชิลี

    นาย โฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ผู้สมัครฝ่ายขวาจากพรรครีพับลิกันและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของชิลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยเอาชนะผู้สมัครจากฝ่ายซ้าย นาง ฌาเน็ตต์ จารา (Jeannette Jara) สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสมัยประธานาธิบดีกาเบรียล โบริช ไปด้วยคะแนน 7.3 ล้านเสียงต่อ 5.2 ล้านเสียง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58.16 ของจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 12.5 ล้านคน นับเป็นการได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของชิลี ตลอดการหาเสียงนายคาสต์ เน้นประเด็นด้านความมั่นคง การอพยพ อาชญากรรม และฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยกล่าวว่าชิลีเป็นประเทศที่กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายและความไม่มั่นคง เขาให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยและปราบปรามการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด รวมถึงดำเนินการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างเข้มงวด และนำพาประเทศกลับสู่ยุคทองของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกต่อผู้สนับสนุนในฐานะว่าที่ประธานาธิบดี นายคาสต์กล่าวว่า “ชิลีจะกลับมาเป็นอิสระจากอาชญากรรม และเป็นอิสระจากความหวาดกลัวอีกครั้ง เขาให้คำมั่นว่าจะสร้างกำแพงกั้นตามแนวชายแดนทางตอนเหนือของชิลี สร้างเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงที่สุด และเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมากกว่า 300,000 คน[1] ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเวเนซุเอลา ทั้งนี้ นายคาสต์จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของชิลีอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยเขาได้เตือนผู้อพยพผิดกฎหมายว่า พวกเขาควรออกเดินทางออกจากชิลีก่อนวันดังกล่าว หากต้องการมีโอกาสกลับเข้ามาชิลีอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจนของการเลือกตั้งในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างมากจากผลงานของรัฐบาลฝ่ายซ้ายในปัจจุบัน ชัยชนะของนายคาสต์แสดงให้เห็นถึงการกลับมามีอำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาในภูมิภาคลาตินอเมริกาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนตินา เอกวาดอร์ คอสตาริกา และเอลซัลวาดอร์

    บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต.ฯ

    ชัยชนะของนาย โฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ กระแสรัฐบาลอนุรักษ์นิยมในชิลีกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาอาชญากรรมและการอพยพผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญที่เปลี่ยนไปของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากประเด็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ไปสู่ประเด็นความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ แม้ว่าชิลียังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในลาตินอเมริกา แต่ปัญหาอาชญากรรมรุนแรงกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยชิลีมีดัชนีการก่ออาชญากรรมอยู่ที่ 60.5[1] ต่อประชากร 1 แสนราย สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 26 ของโลก ในการนี้ สคตฯ ขอสรุปนโยบายหลักของนาย โฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ดังนี้

    1. มาตรการด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางสังคม เพิ่มงบประมาณและการดำเนินการของรัฐด้านความมั่นคง สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ชายแดนทางเหนือของชิลี สร้างกำแพงคูน้ำและการเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด สร้างเรือนจำเพิ่มขึ้น และเพิ่มเจ้าหน้าที่ราชฑัณฑ์ใหม่อีก 5,000 นาย เพิ่มกำลังตำรวจและทหารในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

    2. มาตรการด้านการย้ายถิ่นฐาน ในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมามีการอพยพผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศชิลีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการหลั่งไหลเข้าประเทศชิลีของชาวเวเนซุเอลา จากประมาณ 10,000 คนในปี 2561 เป็น 337,000 คนในปี 2566 หัวใจสำคัญของนโยบายการย้ายถิ่นฐานของนายคาสต์ คือ การเนรเทศผู้อพยพที่มีสถานะผิดกฎหมายทั้งหมด โดยได้กำหนดเวลา 90 วันในการออกจากประเทศโดยสมัครใจ มิเช่นนั้น รัฐบาลจะติดตามและเนรเทศพวกเขาและอาจต้องเผชิญกับการลงโทษหรือจำคุก 

    3. มาตรการด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีแผนที่มุ่งเน้นการลดงบประมาณของรัฐบาลและการลดขั้นตอนทางราชการ เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยนายคาสต์เสนอให้ตัดงบประมาณของชิลี 6 พันล้านเหรียญสหรัฐจากงบ 82 พันล้านเหรียญสหัรฐภายใน 18 เดือน เขายังมีแผนที่จะตรวจสอบบัญชีของรัฐบาลกลางและปราบปรามสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองของพนักงานรัฐ ใช้แนวทางเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลดกฎระเบียบและสร้างแรงจูงใจในการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน ลดความซับซ้อนของการจัดเก็บภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และลดข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการพลังงานและเหมืองแร่ นอกจากนี้ เขายังวางแผนที่จะลดภาษีในด้านต่าง ๆ เช่น ลดอัตราภาษีลงลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 27 เหลือร้อละ 23 และลดภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกด้วย

    ผลกระทบต่อประเทศไทย นโยบายทางเศรษฐกิจของชิลีภายใต้รัฐบาลของนายโฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ สคต.ฯ คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการค้าระหว่างไทยกับชิลี เนื่องจากจุดยืนที่สนับสนุนนโยบายการตลาดเสรี มุ่งเน้นการลดภาษี การลดกฎระเบียบ ปรับปรุงกลไกการค้าเสรีที่มีอยู่ และส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน ทั้งนี้ สคต.ฯ คาดว่านโยบายต่างประเทศของนายคาสต์ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ จะเอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจของชิลี โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าของประเทศไทย รวมถึงการสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลและความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะยาว โดยในปัจจุบัน มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย – ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 1,118.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.04) โดยไทยได้ดุลการค้าที่ 120.40 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญของชิลีจากไทย อาทิ (1) รถยนต์และส่วนประกอบ (พิกัดศุลกากรที่ 87) รวมมูลค่า 290.80 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.40 (2) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (พิกัดศุลกากรที่ 84) รวมมูลค่า 110.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.89 และ (3) ปลากระป๋อง (พิกัดศุลกากรที่ 16) รวมมูลค่า 59.19 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.51 เป็นต้น

    __________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    ธันวาคม 2568


    [1] https://worldpopulationreview.com/country-rankings/crime-rate-by-country


    [1] chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://www.ine.gob.cl/docs/default-source/demografia-y-migracion/publicaciones-y-anuarios/migraci%C3%B3n-internacional/estimaci%C3%B3n-poblaci%C3%B3n-extranjera-en-chile-2018/sintesis-epe2023.pdf?sfvrsn=cc51129c_10

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/v3ak60zdcl1z0dhyb3k6pead&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14bhzFwoCgLMysNFm5MyaS

  • ‘เอกนิติ’แจงศก.ไทยรับไม่ได้หลังบาทแข็งโป๊ก ถกธปท.ดูแลใกล้ชิด

    ‘เอกนิติ’แจงศก.ไทยรับไม่ได้หลังบาทแข็งโป๊ก ถกธปท.ดูแลใกล้ชิด

    ‘เอกนิติ’ แจงเศรษฐกิจไทยรับไม่ได้หลังบาทแข็งโป๊ก เร่งหารือแบงก์ชาติ ประสานนโยบายดูแลใกล้ชิด พร้อมมอบนโยบายคลังช่วยบรรเทา โยนส่วนราชการ-รัฐวิสาหกิจพิจารณานำเข้าวัตถุดิบที่จำเป็น กระทุ้ง สบน. เร่งคืนหนี้ต่างประเทศ

     15 ธ.ค. 68 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวถึงสถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาทขณะนี้ ว่า ได้มีการหารือกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น แม้จะเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของนโยบายการเงิน ซึ่งต้องมีความเป็นอิสระ แต่มองว่าในสภาพเศรษฐกิจขณะนี้จะต้องมีการทำงานที่ประสานกันมากขึ้น เพราะเห็นว่าเงินบาทที่แข็งค่ามากเกินไปจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจไทยคงรับไม่ได้อย่างแน่นอน แม้จะต้องยอมรับว่าการแข็งค่าของเงินบาทส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเงินโลกที่ผันผวน จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งส่งผลทำให้เงินไหลจากที่ต่ำไปสู่ที่สูง

     ทั้งนี้ ยืนยันว่ากระทรวงการคลังยังเคารพในความเป็นอิสระของนโยบายการเงิน แต่สถานการณ์ค่าเงินในขณะนี้จำเป็นจะต้องทำงานสอดประสานกันมากขึ้น ซึ่งในส่วนของคลังนั้น สิ่งที่พยายามทำคือได้มอบนโยบายให้ส่วนราชการไปดูว่านโยบายการคลังจะสามารถช่วยบรรเทาสถานการณ์นี้ได้อย่างไรบ้าง เช่น อาจจะให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบเร่งดำเนินการมากขึ้น รวมถึงการเร่งคืนหนี้ต่างประเทศของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่าจะสามารถทำได้แค่ไหน ซึ่งตรงนี้จะเป็นกลไกเสริมที่มองว่านโยบายการเงินและนโยบายการคลังจะต้องทำงานร่วมกัน

     “คำว่าเศรษฐกิจรับไม่ได้ หมายถึง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยรับไม่ได้ เพราะพื้นฐานโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเราเป็นประเทศส่งออก เพราะฉะนั้นการที่ทิศทางค่าเงินในตลาดโลกมีความผันผวนขนาดนี้ จึงมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่พร้อมที่จะรองรับ ซึ่งเรื่องนี้ได้หารือกับ ธปท.อย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/915416/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dLxJerxgTSJISwROS78et