Category: เศรษฐกิจ

  • อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    วันนี้, 07:27น.

              ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยถึงความพร้อมในการป้องกันป้องกันน้ำท่วมเกาะเมืองแหล่งเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ทางเขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำที่ 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นแต่อยู่ต่ำกว่าตลิ่ง 1 – 1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำสุดของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ที่บริเวณเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

              เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เตรียมพร้อมจะยกพนังกั้นน้ำขึ้นในอีก 1 – 2 วันข้างหน้า โดยพนังกั้นน้ำสูง 1.50 เมตร ตลอดความยาว 315 เมตร เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรักษาพื้นที่เกาะเมืองไม่ให้น้ำล้นตลิ่งเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจและโบราณสถานสำคัญ 650 เมตร

              สำหรับ ส่วนที่ไม่สามารถยกผนังกั้นน้ำได้ ทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาจะดำเนินการปั่นคันดิน สูง 1.30 เมตร เพื่อให้สามารถป้องกันน้ำได้ครบ 650 เมตร และทางเทศบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังทุกประตูระบายน้ำ และหากเกิดภาวะฉุกเฉินจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำที่สามารถดำเนินการติดตั้งได้ทันที

               นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกับ พระวชิโรภาส เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร ลงพื้นที่มอบข้าวสารให้กับประชาชนในชุมชนหัวแหลมที่ถูกน้ำท่วมในชุมชนและทางเทศบาลได้ดำเนินการสร้างสะพานไม้เพื่อให้สัญจรไปมาแล้ว โดยประชาชนในเขตเทศบาลได้รับผลกระทบกว่า 24 ชุมชน 240 ครัวเรือน ผู้ประสบอุทกภัยกว่า 752 คน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cl0BWb2xSqZplwtf14koE

  • แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

    แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    เป็นปัญหาใหญ่ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้วมาสู่รัฐบาลปัจจุบัน สำหรับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา

    ซึ่งรัฐบาลชุดที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เสียคะแนนนิยมไปอย่างมหาศาล จากกรณีคลิปเสียงคุยกับ “อังเคิล” ที่ส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องเกี่ยวกับกัมพูชา ซึ่งก็มาท่าทีสนับสนุนให้เปิดด่าน จนเกิดคำถามจากประชาชนว่า เป็นการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศชาติจริงหรือไม่

    กระทั่งมาถึงยุคที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้ก็ยังรอการแก้ไข

    เกิดเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา  เมื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ โดนถล่มยับ หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี สมัยพิเศษ ที่จังหวัดเกาะกง ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่มีกระแสข่าวว่า อาจจะมี “เปิดด่าน” ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเริ่มจากการขนส่งสินค้า และจะเริ่มเปิดในพื้นที่ที่เรียกว่าระดับสาม (พื้นที่ที่ไม่มีความตึงเครียด คือแถวจันทบุรี และตราด) โดยยังไม่มีการพิจารณาอนุญาตให้บุคคลข้ามแดน อ้างว่าเป็นเพราะแรงกดดันมาจากประเทศที่ 3 ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการส่งออกสินค้าผ่านประเทศไทยไม่ได้ ทำให้ต้องมีการชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวในวันถัดมา

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า การผ่อนปรนการผ่านแดน ยังไม่มีการเปิดด่านในขณะนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าว เป็นเพียงการหารือเชิงหลักการ โดยหากมีการดำเนินการในอนาคต จะผ่อนปรนเฉพาะรถขนส่งสินค้า ไม่ใช่บุคคล และต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องจำนวนเที่ยวหรือรายกรณี ขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมและความตึงเครียดในพื้นที่ พร้อมเปิดเผยว่า พล.อ.ณัฐพล ได้ย้ำว่า “การปกป้องอธิปไตยของชาติต้องเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการดูแลปากท้องประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศ”

    ขณะที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษ หัวข้อ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เพื่อการรักษาอธิปไตยของชาติ”ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา โดยช่วงหนึ่ง ได้มีประชาชนรายสอบถาม ความคิดเห็นเรื่องข้อตกลงของจีบีซี ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ตอบอย่างชัดเจนว่า เป็นคำถามที่คนไทยอยากทราบ ตนมองว่าคนไทยทำไมต้องมาเถียงเรื่องเปิด-ปิดด่าน เพราะเรื่องนี้สำคัญ เพราะการเปิด-ปิดด่านส่งผลต่อเศรษฐกิจของเขมร เพราะทรัพยากรสินค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศไทย ซึ่งการปิดด่านทำให้คนไทยไม่สามารถไปเล่นการพนันได้ และทำให้คนข้ามไปเป็นสแกมเมอร์ไม่ได้

    “ฝั่งนั้นมีทั้งบ่อนคาสิโน และที่หลอกลวงทางโซเชียลมีเดียตลอดแนวชายแดน สินค้าบางส่วน เช่นปูนซีเมนต์ น้ำมัน จะกลับมาทำร้ายทหารไทย การทำให้เขาไม่เดือดร้อนรบกับประเทศไทยก็อยู่ได้ เพราะเขามีกินตลอด นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องปิดด่าน มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่าผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตน พี่น้องที่ค้าขายกระทบ ก็ต้องยอมรับว่ากระทบ แต่พี่น้องที่ค้าขายบางคนให้สัมภาษณ์ว่าบางท่านยอมให้ปิดด่านขอให้ประเทศไทยรบชนะเท่านั้น การเปิดด่านทำให้เขาเข้มแข็ง น้ำมันและปูนซีเมนต์ รวมถึงเครื่องอุปโภค บริโภคก็จะเข้าไป ซึ่งมาจากประเทศไทยทั้งนั้น แม้กระทั่งเรื่องการเปิดด่านมีประชาชน ถูกมอมเมาจากบ่อนการพนัน หมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้สิน อันนี้ก็มาจากเรื่องการเปิดด่านจึงไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์ของใคร”

    ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ไม่ใช่รัฐบาลของตน เท่าที่ทราบไม่ได้อยู่ดีๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะเพื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน

    ถัดมา นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เรายังไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เรารอฟังเสียงพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งคำว่าเปิดด่านจะต้องมีการทำข้อตกลงต่างๆ มากมาย ทั้งการเจรจา และทางการทหาร โดยจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยก่อน คือ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งจะต้องไม่มีการยิงกัน หรือมีอาวุธมาจ่อกัน เมื่อเราเข้าไปบริหารประเทศแล้ว ตนเองก็จะให้ข้อสั่งการหรือนโยบายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดใหม่ได้ไปดำเนินการ ทั้งการถอนอาวุธ และกับระเบิด เพื่อการสร้างความมั่นใจว่าเกิดความปลอดภัยกับผู้คนทั้งสองประเทศ ฉะนั้นกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นยังอีกไกล แต่เราก็ต้องไปถึงจุดนั้น

    ทีนี้มาดูความคิดเห็นของคนไทยกันบ้าง โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ  ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด

    ลำดับแรก การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

    ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงภาพรวมของผลสำรวจดังกล่าวว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)

    ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นว่า คนไทยยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเปิดด่าน เนื่องจากไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีความเด็ดขาด ชัดเจน แก้ปัญหาได้จริงและแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

    – ทีมข่าวแนวหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/914215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-E39vXHEE8zH51M1hit5

  • ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    นางอภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ Business Development Service (BDS) ในการร่วมออกบูธแสดงสินค้าและบริการ ในงาน Thai SME-GP Day 2025 จังหวัดนครปฐม เพื่อเปิดโอกาสในการเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้งได้พบเจอผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้ประกอบการ กว่า 1,500 ราย

    นายอรรถวุธ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในงาน กล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญของเอสเอ็มอี เพราะจังหวัดนครปฐม เป็นเมืองที่สำคัญ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ถึง 400,000 ล้านบาท/ปี หรือเป็นลำดับที่ 9 ของประเทศ โดยมีกว่า 40,000 กิจการ เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น เศรษฐกิจของจังหวัดนครปฐม จึงอาจจะต้องขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสมาถึง

    นายมาโนช ผิวขำ บริษัท เขาจันทร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน กล่าวว่า โครงการ BDS ให้โอกาสในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเดิมยังไม่เป็นที่รู้จักมาก และยังได้รับคำแนะนำทางด้านการทำการตลาด

    ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    นางสาววนิดา ลิ้มดวงเด่น บริษัท จักรวัฒน์นวการ จำกัด กล่าวว่า เมื่อสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS ในกิจกรรมการออกบูธมีการตอบรับที่ดีมาก เพราะได้พบผู้ซื้อโดยตรง ที่สำคัญปกติการทำธุรกิจ ต้องใช้งบประมาณในการทำการประชาสัมพันธ์ทางการตลาด การเข้าร่วมโครงการ BDS ช่วยได้มากในการประชาสัมพันธ์สินค้า

    นายยุพนา สันติเจริญเลิศ บริษัท บี เอ็น ซุพพีเรียมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการ BDS เพราะต้องการให้กิจการเติบโตมากขึ้น และเมื่อเข้าร่วมโครงการ BDS ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจได้มาก โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้ได้มาตรฐาน

    นายปรีชา ลีลาวิไลลักษณ์ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสยาม จำกัด กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ BDS ทำให้ได้เครือข่ายที่กว้างมากขึ้น และโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ระบบ BDS ทำให้ได้อัปเดตเรื่องการตลาด และการต่อยอดทางธุรกิจได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05dc2jVXq87yI91vvM9_F3

  • จีน-สหรัฐฯ เสร็จสิ้นเจรจาการค้าวันแรกที่สเปน คาดขยายเส้นตายขาย TikTok : อินโฟเควสท์

    จีน-สหรัฐฯ เสร็จสิ้นเจรจาการค้าวันแรกที่สเปน คาดขยายเส้นตายขาย TikTok : อินโฟเควสท์

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการประชุมวันแรกกรุงมาดริด ประเทศสเปน ในวันอาทิตย์ (14 ก.ย.) โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาในประเด็นการค้า ความมั่นคง และประเด็นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการกำหนดเส้นตายขายกิจการแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ของจีน โดยการเจรจาในวันแรกได้สิ้นสุดลงหลังจากใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง

    การเจรจาระหว่างคณะผู้แทนที่นำโดยเบสเซนต์และเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กับเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และหลี่ เฉิงกัง หัวหน้าคณะเจรจาการค้าของจีน มีขึ้นที่อาคาร Palacio de Santa Cruz ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศของสเปน โดยการเจรจามีขึ้นเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย.

    การเจรจาครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สี่ในรอบสี่เดือนที่คณะผู้แทนได้พบกันในเมืองต่าง ๆ ของยุโรป เพื่อพยายามรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีและไม่ให้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกันครั้งหลังสุดที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในเดือนก.ค. และได้มีการทำข้อตกลงขยายระยะเวลาพักรบทางการค้าออกไปอีก 90 วันจนถึงวันที่ 10 พ.ย. ซึ่งทำให้ภาษีศุลกากรที่สูงกว่า 100% ของทั้งสองฝ่ายลดลงอย่างมาก และทำให้จีนกลับมาส่งออกแร่หายากให้กับสหรัฐฯ อีกครั้ง

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นที่สเปนในครั้งนี้จะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่คาดว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการที่สหรัฐฯ จะขยายเส้นตายให้กับบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) ในการขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ จากเดิมที่กำหนดเส้นตายไว้ภายในวันที่ 17 ก.ย. มิฉะนั้นแอปพลิเคชัน TikTok จะปิดตัวลงในสหรัฐฯ

    ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกนั้น ทรัมป์เคยลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่มีเป้าหมายเพื่อแบน TikTok ในสหรัฐฯ เว้นเสียแต่ว่า ไบต์แดนซ์จะขายกิจการ Tiktok ในสหรัฐฯ ให้กับบริษัทอเมริกัน แต่คำสั่งนั้นไม่ได้มีผลบังคับใช้ เนื่องจากถูกท้าทายทางกฎหมาย

    ต่อมาในเดือนเม.ย. 2567 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามในกฎหมายที่ให้เวลาไบต์แดนซ์ 270 วันในการขายกิจการ Tiktok โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ ซึ่งหากไบต์แดนซ์ไม่ปฏิบัติตาม แอปพลิเคชัน TikTok จะถูกถอดออกจากแอปต่าง เช่น แอปเปิ้ล สโตร์ (Apple Store) และกูเกิล เพลย์ (Google Play) ตั้งแต่วันที่ 19 ม.ค. 2568

    กระทั่งในเดือนมิ.ย.ปีนี้ ปธน.ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้ TikTok ยังคงดำเนินกิจการในสหรัฐฯ ต่อไปได้อีก 90 วันจนถึงวันที่ 17 ก.ย.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529313&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39eHbAq-Y1r6vE2B1Pmso0

  • การแปรรูปเกษตร เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

    การแปรรูปเกษตร เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก

    การแปรรูปเกษตร เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ใหม่ให้เศรษฐกิจฐานราก


    15/09/2568 | 42 |

    เกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ และขาดช่องทางการจำหน่าย การพัฒนา การแปรรูปเกษตร จึงเป็นคำตอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่า ลดการสูญเสีย และสร้างรายได้ใหม่ให้กับชุมชน


    🔎 การแปรรูปเกษตรคืออะไร?

    การแปรรูปเกษตร คือ กระบวนการนำผลผลิตทางการเกษตรมาผลิตหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบ เช่น การถนอมอาหาร แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษา


    📌 ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    1. เพิ่มมูลค่าสินค้า
      – มะม่วงสดขายกิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าแปรรูปเป็นมะม่วงอบแห้ง ราคาสูงถึง 200 บาท

    2. ลดการสูญเสียผลผลิต
      – ผลไม้ส่วนเกินจากฤดูกาลสามารถแปรรูปเป็นแยม น้ำผลไม้ หรือขนม

    3. สร้างงานใหม่ในชุมชน
      – กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป สร้างงานให้คนท้องถิ่น

    4. เข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น
      – ผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ทันสมัยสามารถขายได้ทั้งในห้างสรรพสินค้าและช่องทางออนไลน์


    📍 ตัวอย่างจากพื้นที่จริง

    📍 จ.จันทบุรี
    กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้แปรรูปทุเรียนเป็นทุเรียนทอด สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับการขายผลสด

    📍 จ.เชียงราย
    วิสาหกิจชุมชนกาแฟแปรรูปเมล็ดกาแฟคั่วบดและบรรจุภัณฑ์ทันสมัย จัดจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออก

    ที่มา : กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423304&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0arTu9uTy5JpRaPCqPW91E

  • ตลาดสินเชื่อแบรนด์เนมโตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์เนม มันนี่’ ปักธง 1,000 ล้านในปี 71

    ตลาดสินเชื่อแบรนด์เนมโตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์เนม มันนี่’ ปักธง 1,000 ล้านในปี 71

    ธุรกิจสินเชื่อแบรนด์เนมยังคงเติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว โดย บริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด (Brandname Money) ผู้นำด้านบริการสินเชื่อเช่าซื้อและขายฝากสินค้าแบรนด์เนมหรู ครบรอบ 1 ปี ด้วยยอดปล่อยสินเชื่อทะลุ 200 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าพอร์ตแตะ 1,000 ล้านบาทในปี 2571 และเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2573

    นายปพน มนัสภากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท เปิดเผยว่า ภายในปีแรกของการดำเนินงาน บริษัทสามารถปล่อยสินเชื่อได้เกินเป้าที่วางไว้กว่า 200 ล้านบาท แบ่งเป็น สินเชื่อขายฝากกระเป๋า นาฬิกา และจิวเวลรี่แบรนด์เนม 150 ล้านบาท, สินเชื่อเช่าซื้อ “ผ่อนไป-ใช้ไป” 30 ล้านบาท และสินเชื่อ “ผ่อนจบ-รับของ” อีก 20 ล้านบาท

    เพื่อฉลองครบ 1 ปี บริษัทได้จัดแคมเปญคืนกำไรให้ลูกค้า ด้วยการลดดอกเบี้ยสินเชื่อขายฝากเดือนแรกเหลือเพียง 0.50% พร้อมเปิดบริการย้ายค่าย โดยแบรนด์เนม มันนี่ จะไถ่ถอนให้ฟรีหากลูกค้ามีภาระดอกเบี้ยสูงกับเจ้าเดิม รวมถึงให้บริการรับสินค้าถึงบ้านโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมประกันความเสียหาย

    ตลาดสินเชื่อแบรนด์เนมโตสวนเศรษฐกิจ ‘แบรนด์เนม มันนี่’ ปักธง 1,000 ล้านในปี 71

    ปัจจุบัน บริษัทมีพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 70 ร้านค้าแบรนด์เนมมือสองทั่วประเทศ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เช่น Bagnifique Brandname, SF Brandname และ Clara Brandname เพื่อสร้าง ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ใช้บริการสินเชื่อ

    นายปพน ระบุว่า สภาวะเศรษฐกิจไม่กระทบต่อธุรกิจสินเชื่อแบรนด์เนม เนื่องจากหากเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคจะนำสินค้าหรูมาขายฝากเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจฟื้นตัว ความต้องการจับจ่ายซื้อแบรนด์เนมก็จะหนุนตลาดสินเชื่อเช่าซื้อให้เติบโต โดยจุดแข็งของบริษัทคือการอนุมัติสินเชื่อรวดเร็วภายใน 1 ชั่วโมง และการพัฒนา Risk Management ด้วยระบบ Credit Scoring และทีมงานติดตามหนี้ที่เข้มแข็ง

    สำหรับแผนระยะกลาง (2569–2571) บริษัทจะเร่งขยายสาขาและจุดรับขายฝากทั่วประเทศ พร้อมพัฒนา AI Risk Model เฉพาะสินค้าแบรนด์เนม เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อรวมแตะ 1,000 ล้านบาทในปี 2571

    ส่วนแผนระยะยาว (ภายในปี 2573) บริษัทวางเป้าหมายระดมทุน IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการขยายพอร์ตสินเชื่อ หลังได้รับความสนใจจากทั้งสถาบันการเงินและบริษัทมหาชนหลายรายที่ต้องการเข้าร่วมทุน

    “เรามองไปไกลกว่าเพียงการปล่อยกู้ แต่ต้องการเป็นแหล่งสร้างสภาพคล่องทางการเงินสำหรับคนรักแบรนด์เนมทั่วประเทศ โดยยึดแนวคิดการปล่อยกู้ที่ไม่กดราคา และเปิดโอกาสให้คนเข้าถึงสินค้าหรูได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน” นายปพนกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/638821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3euoDjnGie9rwDVzEkxfs-

  • จีน-สหรัฐฯ เปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ในมาดริด หารือข้อพิพาท TikTok และภาษีสินค้า

    จีน-สหรัฐฯ เปิดเจรจาการค้ารอบใหม่ในมาดริด หารือข้อพิพาท TikTok และภาษีสินค้า

    คณะผู้แทนจีนและสหรัฐอเมริกาเปิดการเจรจาการค้ารอบล่าสุดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน เพื่อหาข้อยุติข้อพิพาทเรื่อง TikTok และมาตรการภาษีสินค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศจะขึ้น

    คณะเจรจาจีนจะอยู่ในเมืองหลวงของสเปนจนถึงวันพุธ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงรวมทั้งรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง จะพบกับคณะเจรจาสหรัฐฯ ที่นำโดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ณ พระราชวังซานตาครูซ สำนักงานใหญ่กระทรวงการต่างประเทศสเปน

    ความตึงเครียดด้านการค้าขึ้นลง

    ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างปักกิ่งและวอชิงตันผันผวนตลอดปี 2025 โดยทั้งสองฝ่ายขึ้นภาษีซึ่งกันและกันอย่างเป็นขั้นตอน ภาษีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-จีนเคยพุ่งสูงถึงเลขสามหลักในช่วงหนึ่งของปีนี้ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานสับสน

    ต่อมาวอชิงตันและปักกิ่งบรรลุข้อตกลงลดความตึงเครียด โดยลดอัตราภาษีชั่วคราวเหลือ 30% ฝ่ายสหรัฐฯ และ 10% ฝ่ายจีน ในเดือนสิงหาคม ทั้งสองฝ่ายเลื่อนการขึ้นภาษีที่สูงขึ้นออกไปอีก 90 วัน หมายความว่าการพักการขึ้นภาษีจะมีผลถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน

    ข้อพิพาท TikTok กดดันทั้งสองฝ่าย

    ผู้นำระดับสูงจากทั้งสองประเทศจะหารือเรื่องข้อพิพาทแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย TikTok ในระหว่างการประชุมที่มาดริด กำหนดเวลาให้แอปฯ ยอดนิยมนี้หาผู้ซื้อที่ไม่ใช่จีนหรือถูกแบนในสหรัฐฯ ภายในวันที่ 17 กันยายน หลังทรัมป์ขยายเวลาเป็นครั้งที่สาม

    กฎหมายกลางที่กำหนดให้ TikTok ต้องขายหรือถูกแบนด้วยเหตุผลความมั่นคงแห่งชาติ กำหนดมีผลบังคับใช้วันก่อนพิธีสาบานตนของทรัมป์ในเดือนมกราคม กระทรวงพาณิชย์จีนเรียกร้องให้วอชิงตันเมื่อวันศุกร์ว่าทำงานร่วมกับจีนบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและการปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียม

    จีนเปิดการสอบสวนภาคเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ

    จีนเปิดการสอบสวนสองเรื่องเกี่ยวกับภาคเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ ปักกิ่งเปิดการสอบสวนต่อต้านการทุ่มตลาดชิป IC บางประเภทที่มาจากสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์ยังระบุในแถลงการณ์แยกว่าจะเปิดการสอบสวนว่าสหรัฐฯ เลือกปฏิบัติต่อภาคชิปจีนหรือไม่

    การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนเป็นไปอย่างไม่มั่นคง โดยวอชิงตันกล่าวหาปักกิ่งว่าละเมิดข้อตกลงและชะลอการอนุมัติใบอนุญาตส่งออกแร่ธาตุหายาก จีนเป็นผู้ผลิตแร่ธาตุหายากชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/china-us-trade-talks-madrid-tiktok-tariffs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZD0VSKXzuVSaytyF8qCWJ

  • “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    “สว.ภิญญาพัชญ์” หนุน “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงการที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าผลักดันโครงการคนละครึ่ง ว่า ตนเชื่อว่าจะเป็นมาตรการสำคัญในการช่วยกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชน และสนับสนุนรายได้ของร้านค้ารายย่อยและชุมชน

    โครงการคนละครึ่งจะช่วยให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร สามารถจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคได้สะดวกมากขึ้น ร้านค้ารายย่อยในตลาดท้องถิ่นก็สามารถรักษารายได้ ลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มโอกาสในการทำมาค้าขายต่อไป ทั้งนี้ โครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

    น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนเสนอว่ารัฐบาลควรขยายโครงการให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลและท้องถิ่นมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ตนมั่นใจว่าการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่น จะช่วยให้แต่ละจังหวัดและเทศบาลสามารถบริหารจัดการสิทธิ์คนละครึ่งได้ตรงตามความต้องการของประชาชน และหากโครงการคนละครึ่งสามารถเชื่อมโยงกับสินค้าเกษตรกรชุมชน จะช่วยให้ประชาชนสามารถขายสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนได้โดยตรง ลดการพึ่งพาคนกลาง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

    ดังนั้น นี่คือโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะใช้เครื่องมือคนละครึ่งเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000087959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bIs2PAMR4rzi5adS3yKeV

  • สภาทองคำโลก แนะลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์หลักถึงปี 69 รับความเสี่ยงรอบด้าน

    สภาทองคำโลก แนะลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์หลักถึงปี 69 รับความเสี่ยงรอบด้าน

    นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก สภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC) เปิดเผยถึงมุมมองและทิศทางทองคำในอนาคตว่า ทองคำยังคงเป็นหลักประกันความมั่นคงทางการเงินที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

    คุณสมบัติอันโดดเด่นของทองคำในช่วงเวลาที่มีความไม่แน่นอน ยังคงดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนไทยรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ ในขณะที่ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทองคำยังคงมีข้อได้เปรียบสำคัญทั้งในด้านสภาพคล่องและมูลค่าที่ทนต่อวิกฤต ซึ่งช่วยปกป้องนักลงทุนจากพายุเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ผลสำรวจธนาคารกลางประจำปีของสภาทองคำโลก แสดงให้เห็นว่า 95% ของผู้จัดการทุนสำรองเชื่อว่าทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า เราได้เห็นแล้วว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงทยอยซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้จะในอัตราที่ช้าลง โดยเพิ่มขึ้น 166 ตัน ในไตรมาส 2/2568 และถึงแม้จะชะลอตัวลง การซื้อยังคงอยู่ในระดับที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย

    นักลงทุนไทยจึงควรพิจารณาให้ทองคำเป็นสินทรัพย์หลักในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาวจนถึงปี 2569 เนื่องจากการปรับขึ้นของอัตราภาษี ภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางที่ยังไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

    ทั้งนี้  ประเมินความต้องการทองคำมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 2 ประการ โดยประการแรก กระแสการลงทุนที่คึกคักตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรก และคาดว่าจะยังคงดำเนินต่อเนื่อง ประการที่สอง ปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการลงทุนทองคำยังคงอยู่ ได้แก่ แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่

    “นักลงทุนไทยในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเฉพาะแนวโน้มการลงทุนภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ทั่วโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ ด้วยสถานการณ์โลกที่มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น จึงคาดการณ์ได้ว่าการลงทุนในทองคำจะยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น” 

    หลังจากในไตรมาส 2/2568 ความต้องการทองคำโดยรวมของผู้บริโภคในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยปริมาณความต้องการทองคำรวมเพิ่มขึ้นถึง 12 ตัน หรือเติบโต 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ความต้องการเครื่องประดับทองคำในไทยสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก โดยปริมาณลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม 

    แนวโน้มตลาดในภูมิภาคอาเซียนแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยหันมานิยมเครื่องประดับที่มีความบริสุทธิ์ต่ำลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยแสดงความเชื่อมั่นผ่านการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยรายงานการเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเมื่อเทียบรายไตรมาส โดยเพิ่มขึ้นถึง 35% ในทางตรงกันข้าม ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคกลับมีความต้องการทองคำที่ลดลง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ทองคำยังคงเป็นทางเลือกการลงทุนที่ได้รับความเชื่อมั่นและความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย

    ส่วนแนวโน้มตลาดทองคำในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความแข็งแกร่ง โดยมีการพัฒนาอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม ลาว และอินโดนีเซีย

    ตลาดทองคำของไทยที่มีความเข้มแข็งและมีการพัฒนามาอย่างยาวนาน จึงมีโอกาสในการร่วมมือกันผลักดันให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวขึ้นเป็นเสาหลักอันดับสามด้านอุปสงค์ทองคำโลก รองจากจีน เป็นอันดับหนึ่ง และอินเดีย เป็นอันดับสอง 

    สภาทองคำโลก แนะลงทุนทองคำเป็นสินทรัพย์หลักถึงปี 69 รับความเสี่ยงรอบด้าน

    สำหรับภาพรวมการลงทุนทองคำในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ การแปลงทองคำให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้กำลังปรับโฉมวิธีการเข้าถึงและบริหารจัดการการลงทุนทองคำของนักลงทุนยุคใหม่ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง ความคุ้มค่าในการลงทุน และสภาพคล่องในการซื้อขายที่ดีขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนที่มองหาทางเลือกการลงทุนที่คล่องตัวและสะดวกสบาย 

    จากการศึกษาพบว่าคนไทยมองทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวและเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน โดยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มการออมทองคำแท่งในรูปแบบดิจิทัล อาทิ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ได้มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นความต้องการซื้อทองคำในตลาดให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

    ความนิยมในโครงการออมทองและแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้การลงทุนในทองคำเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่และนักลงทุนรายย่อย ส่งผลให้บริการทางการเงินด้านนี้แพร่หลายในวงกว้าง

    อุปสงค์ทองคำที่ยังคงแข็งแกร่งประกอบกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ ก่อให้เกิดนวัตกรรมทางการเงิน โดยกระตุ้นการเติบโตของผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ ซึ่งรวมถึงโซลูชันที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและแพลตฟอร์มออมทองดิจิทัล อันเป็นการผสานทองคำเข้ากับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยที่กำลังพัฒนา

    การเติบโตของทองคำดิจิทัลในประเทศไทยสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่น่าประทับใจของประเทศ โดยสภาทองคำโลกเชื่อว่าตลาดไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัลและการยกระดับมาตรฐานของทองคำ โดยมีนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ 

    ทั้งนี้ ทองคำดิจิทัลถือเป็นช่องทางการลงทุนรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจอย่างมาก โดยมีข้อดีที่โดดเด่น คือ ความสะดวกในการใช้งาน ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปร้านทองเพื่อซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ และไม่ต้องกังวลเรื่องการตรวจสอบคุณภาพทองด้วยตนเอง 

    อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่นๆ ผู้ลงทุนควรพิจารณาปัจจัยสำคัญต่างๆ ด้วยความรอบคอบ โดยต้องตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีทองคำจริงเป็นสินทรัพย์อ้างอิงหรือไม่ พิจารณาต้นทุนการลงทุนทั้งหมด รวมถึงค่าพรีเมียมที่อาจสูงกว่าการซื้อทองคำแบบดั้งเดิม และศึกษาเงื่อนไขการซื้อขายและการทำธุรกรรมต่าง ๆ อย่างละเอียด ไม่ต่างจากเวลาเราซื้อสินทรัพย์ประเภทอื่น

    ล่าสุด สภาทองคำโลก ได้เปิดตัว Gold247 เพื่อปฏิรูปตลาดทองคำระดับโลกและตอบสนองความต้องการของนักลงทุนและผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน Gold247 ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและปรับปรุงการเข้าถึงตลาดทองคำ การพัฒนานี้จะเอื้อประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักลงทุน ผู้บริโภค หน่วยงานกำกับดูแล และผู้กำหนดนโยบาย

    ดังนั้น โครงการ Gold247 จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางรากฐานสู่อนาคต ที่จะผลักดันให้ทองคำก้าวขึ้นมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย

    Gold247 หรือโครงการครอบคลุมด้านการแปลงระบบสู่ดิจิทัลและการสร้างมาตรฐาน ประกอบด้วย 1) ระบบตรวจสอบความน่าเชื่อถือทองคำแท่ง (Gold Bar Integrity: GBI) 2) หน่วยมาตรฐานทองคำ (Standard Gold Unit) และ 3) ทองคำดิจิทัลขายส่ง (Wholesale Digital Gold)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/730393&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07D0BPshuo0SxO_MVxEldA

  • เจาะลึก “ภารกิจหิน” คั่งค้างกระทรวงเศรษฐกิจ ส่งไม้ต่อ “ครม.อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ-คนไทยกินดีอยู่ดี

    เจาะลึก “ภารกิจหิน” คั่งค้างกระทรวงเศรษฐกิจ ส่งไม้ต่อ “ครม.อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจ-คนไทยกินดีอยู่ดี

    “หลังพายุใหญ่ ฟ้าสดใสเสมอ” เช่นเดียวกับ “รัฐบาลใหม่” ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังสร้าง “ความหวังใหม่” ให้คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะการเลือกสรรผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆเข้ามาเป็น “ดรีมทีม” พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยให้ผงกหัวขึ้นมาได้ ภายในเวลาสั้นๆของการบริหารประเทศ

    เหมือนอย่างที่ “นายกฯหนู” ได้พูดไว้ตั้งแต่วันแรกในการฟอร์มทีมรัฐบาลว่า “รัฐบาลนี้ไม่มีช่วงฮันนีมูน ไม่มีวันหยุด วันลา จะเดินหน้าทำงานโดยเร็วที่สุด” เพราะเชื่อว่า “นายกฯคนใหม่” ของเราน่าจะรู้ดีว่าภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติ หากประคองไว้ไม่อยู่ในเวลานี้ เศรษฐกิจไทยก็มีโอกาสลื่นไถลตกเหว

    ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกที่กำลังเผชิญกับผลกระทบอย่างหนักของมาตรการภาษีตอบโต้สหรัฐฯ และถูกซ้ำเติมจากค่าเงินบาทแข็ง ในขณะที่กำลังซื้อจากต่างประเทศ และเสน่ห์ที่เคยดึงดูดใจของการท่องเที่ยวไทยเริ่มน้อยลง เพราะมีสถานที่ใหม่ๆ ประเทศใหม่ๆ ที่เวอร์จิน น่าตื่นตาตื่นใจ น่าค้นหา และราคาย่อมเยากว่า มาเป็นคู่เปรียบเทียบ

    ยิ่งไปกว่านั้นการสะสมของความเปราะบางทางการเงินของคนไทยกลุ่มรายย่อย เอสเอ็มอี ที่กำลังลุกลามไปยังธุรกิจรายใหญ่ เป็นปัญหาที่น่าห่วงและต้องเร่งจัดการ ไม่ว่าจะเป็นสภาพคล่องที่ตึงมือ รายได้ไม่พอใช้ ขอสินเชื่อใหม่ยาก ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ปัญหาหนี้เสียรุนแรงขึ้น ภายใต้สภาวะค่าครองชีพที่สูง สินค้าเกษตรราคาตก ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมถึงปัญหาเก่าแก่เชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมบ่มหนองมายาวนานที่ต้องการการแก้ไข

    อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาแบบ “วันแมนโชว์” ให้นายกฯหนู รับหน้าเสื่อทั้งหมด หรือปล่อยให้ “คนนอก” เข้ามาเป็น “เดอะแบก” รับภาระทั้งหมด คงไม่ได้

    เพราะทุกกระทรวงเศรษฐกิจ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะต้องร่วมขับเคลื่อนทุกองคาพยพ หมุนฟันเฟืองของเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน ทั้งการสะสางงานค้างเก่าที่ต้องผลักดันให้สำเร็จ และการริเริ่มงานใหม่ที่จะช่วยกู้ชีพเศรษฐกิจไทยได้ ซึ่งทั้งหมดมีแนวทางที่ต้องทำอย่างไร มีงานค้างงานเก่าที่ต้องสะสางอย่างไรบ้าง

    “ทีมเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมมาให้แล้ว…ดังนี้

    สานต่อ 20 บาทตลอดสาย–แลนด์บริดจ์

    เริ่มต้นจากกระทรวงคมนาคม ในฐานะกระทรวงเกรด A และผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล เป็นที่รู้กันว่ารัฐบาลก่อนได้ผลักดันนโยบายเรือธง “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย”มาโดยตลอด ทั้งการเร่งรัดผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วม เพื่อเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้โครงการเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งล่าสุดผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ของวุฒิสภา

    เสมือนเป็น “มวยยก 4 ที่เหลือแค่ยกที่ 5” ซึ่งหากกฎหมายเหล่านี้ผ่าน และมีผลใช้บังคับได้ จะเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลชุดใหม่นำไปใช้สานต่อโครงการ “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ให้ประชาชนได้ใช้อย่างไร้รอยต่อ

    ส่วนโครงการที่หากไม่พูดถึงคงไม่ได้ โดยเฉพาะ “โครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 และโครงการทางด่วนพิเศษระหว่างเมือง M82” ที่ รมว.คมนาคมคนใหม่ควรเร่งรัดให้เสร็จตามกำหนดภายในสิ้นปีนี้ เพราะเส้นทางพระราม 2 ที่ก่อสร้างเป็นทางยกระดับ จะเป็นเส้นทางสำคัญช่วยแก้ปัญหาจราจรติดขัด และเป็นเส้นทางหลักมุ่งสู่ภาคใต้

    นอกจากนั้น ยังต้องเร่งผลักดัน แก้ไข จัดทำร่าง พ.ร.บ.ระเบียง เศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่ง พ.ร.บ.นี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะผลักดันให้เกิด โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย และอันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำผลักดัน โดยล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำลังเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในลำดับต่อไป

    หากโครงการต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ประชาชนและประเทศได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด พรรคการเมืองใดเป็นผู้ริเริ่มก็ตาม จะได้รับเสียงชื่นชมจากประชาชนแน่นอน เพราะคนไทยคงไม่ติดว่าใครเป็นคนคิด แต่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นในยุคใครมากกว่า

    คลังเร่งอัดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    กระทรวงการคลัง ถือเป็นหน่วยงานสำคัญที่จะต้องออกมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตไม่น้อยกว่า 2% โดยภารกิจแรกที่ต้องเร่งดำเนินการคือ เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 ที่ยังคงค้างท่อ และยังรอการอนุมัติ ซึ่งต้องเร่งทำสัญญาโครงการต่างๆก่อนวันที่ 30 ก.ย.68 เพื่อให้ใช้ทันสิ้นปีงบ 68 และมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

    หากรัฐบาลต้องการใช้ “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ ก็ต้องเร่งอนุมัติภายในเดือน ก.ย.–ต.ค.68 เพื่อให้ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจปี 69 ที่มีวงเงินอยู่ 25,000 ล้านบาทได้ทันที

    นอกจากนี้ ต้องเร่งคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอื่นๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน และพยุงเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายของปี ซึ่งอาจใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐ ช่วยอัดเม็ดเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

    ถัดมาคือ เจรจาภาษีตอบโต้สหรัฐฯ แม้สหรัฐฯกำหนดภาษีนำเข้าไทยไว้ที่ 19% แล้ว แต่กระทรวงการคลังต้องร่วมพิจารณาอัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นทางเทคนิคอื่นๆ เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ที่ได้รับผลกระทบด้วย ขณะเดียวกัน ต้องเร่งเคลียร์ประเด็นปัญหาการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยมาตรการภาษี และภาษีบุหรี่ ที่ทำให้การจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตลดลง และยังมีบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนขายเกลื่อนเมือง หาซื้อได้ง่ายมาก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

    ส่วน การปรับโครงสร้างภาษี ถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ และเป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องเริ่มดำเนินการและต้องอนุมัติปรับโครงสร้างไว้ก่อนให้ได้ เพื่อจะได้ดำเนินการตามแผนงาน (โรดแม็ป) ที่กำหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังทำให้รัฐมีรายได้ เพียงพอกับรายจ่าย และจัดทำงบประมาณแบบสมดุลโดยเร็ว จากปัจจุบันรัฐบาลทำงบประมาณแบบขาดดุลราว 860,000-870,000 ล้านบาท

    3 โจทย์หนัก ธปท. “แก้หนี้–ดอกเบี้ย–ค่าเงิน”

    สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการและรอการตัดสินใจ ยังคงเป็นการดำเนินนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับนโยบายการคลัง เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงซบเซาให้ฟื้นตัวขึ้นมา และคงกำลังการใช้จ่ายของคนไทยให้ยังไปต่อได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ทำให้เสถียรภาพของเศรษฐกิจระยะยาวเสียไป

    โดยเรื่องแรกที่ตัดสินใจในช่วงที่เหลือของปีนี้คือ การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ต่อปี ว่าควรจะลงอีกมากน้อยเท่าไรถึงจะเพียงพอที่จะช่วยให้ประชาชนหายใจหายคอออกกันบ้าง ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากกระสุนดอกเบี้ยที่มีอยู่ ให้ได้มากที่สุด และสอดคล้องกับภาพรวมเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่ลดแล้วแต่ธนาคารพาณิชย์ไม่ลดตาม

    อีกเรื่องสำคัญที่กำลังเป็นประเด็นร้อนขณะนี้คือ การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้เหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจจริงของประเทศ และเอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการนำเข้า และส่งออก รวมทั้งการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เพราะค่าเงินบาทที่แข็งค่าในปัจจุบัน เป็นอัตราที่เกินพื้นฐานของเศรษฐกิจ และบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย

    ส่วนเรื่องสุดท้าย คือ การแก้หนี้ครัวเรือนของคนไทยที่อยู่ในระดับสูง และป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสียเพิ่มขึ้นจนสร้างปัญหากับระบบการเงินของประเทศ อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน ธปท.ก็ต้องดูแลให้มีการปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นในระดับที่เหมาะสมที่จะเติมสภาพคล่องให้กับประชาชน และเอสเอ็มอี

    ภารกิจทั้งหมดนี้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ “วิทัย รัตนากร” ที่จะรับไม้ต่อจากผู้ว่าการเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ และทีมผู้บริหาร ธปท. ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่

    DE เดินหน้าลุยปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์

    ฝั่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลชุดก่อนตั้งใจขับเคลื่อนอย่างจริงจัง มีการคลอดกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ยกระดับการปราบปรามอาชญากรทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้น กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ ค่ายโทรศัพท์มือถือ โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลต้องยกระดับดูแลลูกค้าและร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าต่อเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและตรงจุด ยังมีความจำเป็นต้องออกกฎหมายลูกอีกร่วม 10 ฉบับ ซึ่งรอ รมว.ดีอี คนใหม่เข้ามาขับเคลื่อน

    รวมทั้งสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (ศูนย์ AOC 1441) ซึ่งมีภารกิจสำคัญเร่งด่วนจากนี้คือ การเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เช่น หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีธนาคาร และข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ระบุตัวตนของผู้กระทำผิดได้เร็วขึ้น ในอนาคตจะสามารถรู้ได้ทันทีว่าบัญชีใดเป็นบัญชีม้า โดยไม่ต้องรอกระบวนการสืบสวนแบบเดิมที่ใช้เวลานานกว่า

    นอกจากนั้น ยังเดินหน้าผลักดันให้ระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Office) ให้แต่ละกระทรวง ทบวง กรม นำไปใช้เต็มรูปแบบเปลี่ยนระบบเอกสารแบบเดิมที่ต้องใช้กระดาษ เซ็นด้วยลายมือและส่งเอกสารทางไปรษณีย์ มาเป็นระบบดิจิทัล 100% ซึ่งขณะนี้

    DE นำร่องไปก่อนแล้ว, การเดินหน้านโยบายคลาวด์กลางภาครัฐ (Government Data Center and Cloud Service หรือ GDCC) และการขับเคลื่อนเพื่อสร้างระบบนิเวศด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ของประเทศ ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือบอร์ด AI แห่งชาติ เพื่อสร้างความพร้อมในการก้าวสู่ยุค AI ของไทยอย่างรอบด้าน DE ยังมีร่างกฎหมายสำคัญอีก 3 ฉบับที่จ่อรอขออนุมัติ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ฉบับใหม่ แก้ไขให้ทันสถานการณ์ เพราะกฎหมายเดิมใช้มา 91 ปีแล้ว, ร่าง พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยาฉบับใหม่ที่ปรับให้ทันสมัยและร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. … เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล กำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มให้เป็นธรรม โปร่งใส

    พาณิชย์แก้ราคาพืชผล–ค่าครองชีพ–ดันส่งออก

    ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งแก้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวเปลือกนาปรัง ที่แบบเกี่ยวสดเหลือตันละ 3,500 บาท ต่ำสุดในรอบเกือบ 20 ปี ส่วนแบบแห้งเหลือ 5,500–6,000 บาท จากช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาตันละ 8,000–9,000 บาท แม้รัฐบาลที่แล้วไฟเขียวงบกว่า 7,286 ล้านบาท ช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้ และราคาข้าวตกต่ำ ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    ส่วนข้าวเปลือกนาปีปี 68/69 ที่ผลผลิตจะออกราวๆเดือน ก.ย.เป็นต้นไปนั้น ยังต้องจับตาราคาจะตกต่ำหรือไม่ แม้รัฐบาลก่อนออกมาตรการช่วยเหลือ ทั้งไร่ละ 1,000 บาท และมาตรการสร้างเสถียรภาพราคา รวมวงเงินเกือบ 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่นๆที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล กำลังจะออกสู่ตลาด และต้องเตรียมมาตรการรับมือแต่เนิ่นๆ ทั้งมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จับตาใกล้ชิดเช่นกันว่าจะยืนราคาที่ กก.ละ 9.80 บาท ได้นานเพียงใด หลังจากเมื่อเร็วๆนี้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดราคารับซื้อหน้าโรงงานในกรุงเทพฯและปริมณฑล กก.ละ 9.80 บาท โดยเฉพาะหากเปิดนำเข้าจากสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งรัดผลักดันการส่งออกปีนี้ให้ได้ตามเป้าหมายขยายตัว 2-3% จากปีก่อน พร้อมๆกับเร่งหาตลาดใหม่ และรักษาตลาดเก่า เพื่อลดผลกระทบจากภาษีตอบโต้สหรัฐฯ อีกทั้งยังต้องเจรจาทางเทคนิคกับสหรัฐฯให้เสร็จสิ้น โดยเฉพาะกฎถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้สินค้าไทยได้รับสิทธิ์เสียภาษีนำเข้าที่ 19%, เจรจาสุขอนามัยสำหรับการเปิดนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น เนื้อหมู ฯลฯ รวมถึงเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ยังค้างอยู่ให้สำเร็จ โดยมีหลายฉบับที่ตั้งเป้าหมายเสร็จในปี 68

    นอกจากนี้ ต้องเร่งแก้ปัญหาการทะลักของสินค้าไร้คุณภาพ และสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่ถูกสหรัฐฯใช้มาตรการภาษี จนต้องหาทางระบายสู่ประเทศอื่น และแก้ปัญหานอมินี หลังจากคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาเรื่องนี้สิ้นสภาพไปพร้อมกับตัวรัฐมนตรี รวมทั้งช่วยเหลือเอสเอ็มอีอยู่รอดได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

    และที่ลืมไม่ได้ คือ การแก้ปัญหาค่าครองชีพ การดูแลราคาสินค้า ช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเรื่องนี้น้อยกว่าภารกิจด้านอื่น

    แก้สัญญาสัมปทานก๊าซธรรมชาติอ่าวไทย

    เลาะเลียบมากระทรวงพลังงาน ที่มีงบประมาณปีละ 3,000– 4,000 ล้านบาท แต่เนื้องานที่รอ รมว.พลังงานคนใหม่ หยิบมาสานต่อกลับมีมากมาย อาทิ แก้กฎหมายพลังงานกว่า 180 ฉบับ ที่ยังทำไม่สำเร็จ เช่น 1.โครงการโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก ที่อดีต รมว.พลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีแนวคิดจัดตั้งโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็กในประเทศ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และลดนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป

    สศช.เตือนเร่งแก้ปญหาก่อนเกิด “วงจรปีศาจ”

    2.การแก้ไขสัญญาสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ได้รับสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้ ภาครัฐได้ประโยชน์มากขึ้น 3.นโยบายจัดสรรก๊าซธรรมชาติสำหรับภาค ปิโตรเคมีที่ได้ทบทวนนโยบายการจัดสรร เพื่อให้เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ 4.การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน แม้ส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีนโยบายที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น กำหนดทิศทาง ส่งเสริมพลังงานชีวมวล (biomass) และชีวภาพ (biogas) ที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงการจัดทำแผนแม่บทพลังงานหมุนเวียนฉบับใหม่

    5.ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ให้เป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 6.จัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ เพื่อความมั่นคงของประเทศ (SPR) เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ ในระดับที่รัฐบาลควบคุมได้ โดยหลักการ คือ จะนำน้ำมันสำรองมาดูแล ปัญหาราคาน้ำมันแทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    7.การสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารในสังกัด อาทิ การเสนอชื่อผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนใหม่ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา, การสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ที่สรรหาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ยังไม่ได้, การจัดทำแผนพลังงานชาติ (National Energy Plan) ที่เลื่อนการพิจารณาออกไป

    ดันอุตสาหกรรมเป้าหมายดึงเงินลงทุน

    ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีงานค้างที่ต้องทำอย่างเร่งด่วน อาทิ 1.ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่เน้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่มีเป้าหมายดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น

    2.ผลักดันร่าง พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรมฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาลักลอบทิ้งกากของเสีย และยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมทั้งระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นกฎหมายฉบับแรก ที่จัดการกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมายเดิม เพราะจะเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น สำหรับผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเถื่อนหรือทุนสีเทา ที่ลักลอบ ทิ้งกากพิษ, มาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยเดิม ที่อาจรวมถึงการจัดตั้งกองทุน เพื่อการจัดการกากอุตสาหกรรมด้วย

    3.เร่งปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรมให้เสร็จ เพื่ออำนวย ความสะดวกในการประกอบกิจการให้มากขึ้น เช่น ยกเลิกหรือลดขั้นตอนการขออนุญาตที่ไม่จำเป็น 4.เร่งยกร่าง พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและทุ่มตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่อเอสเอ็มอีไทย

    5.เตรียมจัดหามาตรการรองรับ กรณีข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักร ไทย กับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด ผู้ถือหุ้นของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ที่คณะอนุญาโตตุลาการได้เลื่อนการ ออกคำชี้ขาด หรือคำตัดสินออกไปหลายรอบแล้ว จนล่าสุดจะครบกำหนด การออกคำชี้ขาดหรือคำตัดสินวันที่ 30 ก.ย.นี้ ตามที่ทั้ง 2 ฝ่ายร้องขอ ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่เชื่อว่าจะเจรจาให้ได้ข้อยุติ

    สภาพัฒน์แนะเร่งทำ 5 มาตรการ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือสภาพัฒน์) วิเคราะห์ว่า มี 5 มาตรการที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ ในสิ้นปีนี้ เริ่มจาก 1.ภาคการท่องเที่ยว ที่เคยเป็นเครื่องยนต์หลัก แต่ล่าสุด ณ เดือน ก.ค.68 รายได้กลับติดลบจากปีก่อน จึงต้องมีมาตรการ ฟื้นฟูเร่งด่วน 2.การลดต้นทุนและภาระของภาคส่งออก โดยไม่ควรออกมาตรการที่ซ้ำเติม เช่น การปรับค่าแรงที่กดดันผู้ประกอบการ 3.สนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ หลังจากธนาคารเน้นปล่อยกู้รายใหญ่ ทำให้เอสเอ็มอีเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปี

    4.การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะที่การส่งออกไปสหรัฐฯถูกกีดกันและตลาดจีนแข่งขันยาก โดยย้อนรอยความสำเร็จของมาตรการ Made in Thailand 5.หลีกเลี่ยงใช้มาตรการที่ใช้เงินจำนวนมาก หรือหากจำเป็นต้องใช้ ก็ขอให้เป็นทางออกสุดท้าย เพราะภาระการคลังสูงขึ้นต่อเนื่องและมีความเสี่ยงที่หนี้สาธารณะจะทะลุ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในปีหน้า

    นอกจากนี้ ต้องเดินหน้านโยบายเพิ่มศักยภาพกองทุนหมู่บ้านกว่า 79,600 แห่งทั่วประเทศ ผ่านโครงการ SML จัดสรรตามขนาดกองทุน S=200,000 บาท, M=300,000 บาท และ L=400,000 บาท ที่รัฐบาล ก่อนเริ่มไว้ โดยใช้งบปี 68 กว่า 11,000 ล้านบาท และเติมเข้าไปอีก 4,000 ล้านบาทในช่วงกลางปี เพื่อให้ครอบคลุมกองทุนที่ยังตกหล่น

    แต่ ณ เดือน ก.ย.68 มีเพียง 14,721 กองทุน ที่ผ่านการอนุมัติและทยอยโอนเงินให้ แต่ที่เหลือยังไม่ได้เงิน เพราะติดปัญหาการตรวจเล่มโครงการ และการกลั่นกรองเอกสารจากส่วนกลาง ทำให้โครงการคืบหน้าไม่เต็มที่ และรัฐบาลใหม่ต้องเร่งเคลียร์เอกสารที่ค้าง พร้อมวางระบบตรวจสอบให้การเบิกจ่ายถึงมือทุกกองทุนอย่างโปร่งใส

    ทั้งนี้ สภาพัฒน์คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 68 จะเติบโต 1.8–2.3% แต่อาจต่ำกว่านี้ได้ หากไม่มีมาตรการเร่งด่วนเข้ามาประคอง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาหนี้เสียภาคธุรกิจที่สูงขึ้น หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ “วงจรปีศาจ” (Diabolic Loop) ที่หนี้เสียฉุดรั้งภาคการเงินและภาคธุรกิจ ซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ชะลอตัวแรงกว่าเดิม

    “อนุทิน” ต้องตัดสินใจมหาบิ๊กโปรเจกต์

    ขณะเดียวกัน ยังมีอีกหลายโครงการที่ทำให้เศรษฐกิจไทย “ติดหล่ม” เพราะความล่าช้า และไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จได้ตามแผน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบิน ดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นหนึ่งใน โครงการโครงสร้างพื้นฐานหลักของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังฉุด “เมืองการบินภาคตะวันออก–อู่ตะเภา” ให้ติดหล่ม

    เนื่องจากแผนธุรกิจสนามบินใหม่นี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ผู้โดยสาร จะเดินทางเชื่อมจากดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ด้วยระบบราง แต่สัญญา โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ยังติดปัญหาการแก้ไขเงื่อนไขร่วมทุนกับ เอกชน, การตรวจสอบโดยอัยการสูงสุด และการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จ

    หากรถไฟฟ้ายังไม่สามารถเดินหน้าได้ เมืองการบินจะขาดแรง ดึงดูดนักลงทุนและสายการบิน ขณะที่เอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ลงทุนไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้ Notice to Proceed (เอกสารจากผู้ว่าจ้างให้เริ่มต้นทำงานตามสัญญา)

    ดังนั้น รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งเคลียร์สัญญาและส่งมอบพื้นที่ของ รถไฟ ควบคู่กับเจรจาสิทธิประโยชน์เมืองการบิน มิฉะนั้นความล่าช้า ทั้ง 2 โครงการนี้ จะก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะล้มเป็นโดมิโนไปพร้อมกัน

    พิสูจน์ฝีมือดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ส่วนการท่องเที่ยวที่เคยเป็นความหวังสำคัญของเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญแรงกดดันหนักในปี 68 เมื่อครึ่งปีแรกจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงราว 5% เหลือประมาณ 16.7 ล้านคน ขณะที่รายได้จากต่างชาติช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.) ปีนี้ อยู่ที่ 895,157 ล้านบาท หดตัว 4.2% จากปีก่อน ธุรกิจโรงแรมและที่พัก คาดว่า รายได้ทั้งปีจะหดตัวอีก 4.5% สะท้อนกำลังใช้จ่ายที่ลดลง ขณะที่ตลาดหลักอย่างจีนยังซบเซา ต่อเนื่อง แม้ตลาดระยะไกลจากยุโรปและอเมริกาขยายตัว แต่ยังเป็น คำถามว่า จะทดแทนการหดตัวของตลาดระยะใกล้ได้หรือไม่

    แม้ปีนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 39 ล้านคน แต่ล่าสุด อาจทำได้เพียง 34-35 ล้านคน ขณะที่ผู้ประกอบการโรงแรมยังเผชิญภาระต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400 บาท

    สะท้อนว่า การท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักกำลังกลาย เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ไข อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไทย (ไฮซีซัน) ยังเปิดโอกาสให้ประเทศสร้างรายได้กลับมาได้ หากสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและกระตุ้นการใช้จ่ายได้สำเร็จ

    ตลาดทุนร้อง “กิโยตีน” กฎหมาย

    ฝั่งตลาดทุน สิ่งที่ต้องดำเนินการด่วน คือ เดินหน้า “กิโยตีนกฎหมาย” ที่เคยศึกษามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกในการ ประกอบธุรกิจ ใบอนุญาตต่างๆที่ใช้หลักการยื่นเอกสาร การพิจารณาการอนุญาตต่างๆผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบออนไลน์

    รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจสมัยใหม่ (New Economy) ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ การปรับปรุงกฎหมายมหาชนและกฎหมายหลักทรัพย์ เรื่องหุ้นหลายประเภท Dual class, การฟ้องคดีโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในคดีสำคัญ และการประชุม การส่งเอกสาร ที่ลดต้นทุน ให้เสร็จปลายปี

    พร้อมกับยกร่างกฎหมายแบบ Omnibus ที่แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับให้แล้วเสร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยการสนับสนุนของทุกพรรคการเมือง และสนับสนุนมาตรการทางภาษี แก่บริษัทจดทะเบียนของโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (Jump+) และโครงการ TISA ที่ส่งเสริมการออมเพื่อการลงทุนระยะยาว

    หากปรับปรุงแก้ไข และออกกฎหมายเหล่านี้ได้สำเร็จ จะเป็น ประโยชน์กับทุกพรรคการเมือง ที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2882714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oA0rXYyV4U1LO5BU3cFjy