Category: เศรษฐกิจ

  • เพชรเทียมกระทบเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ บอตสวานาเร่งหาทางเลือกใหม่

    เพชรเทียมกระทบเศรษฐกิจแอฟริกาใต้ บอตสวานาเร่งหาทางเลือกใหม่

    บอตสวานาและประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกาใต้กำลังเผชิญกับการท้าทายครั้งใหญ่จากการแพร่กระจายของเพชรเทียมที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งคุกคามเศรษฐกิจที่สร้างความมั่งคั่งมาจากเพชรธรรมชาติ บอตสวานาได้เปิดตัวกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งรัฐเพื่อวางรากฐานสำหรับอนาคตที่มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และหลากหลายมากขึ้น

    วิกฤตเศรษฐกิจจากเพชรเทียม

    เพชรเป็นแหล่งรายได้หลักของบอตสวานา คิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และร้อยละ 80 ของการส่งออก ตามข้อมูลกองทุนการเงินระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้บริโภคหันไปใช้เพชรเทียมราคาถูกที่ผลิตในจีนและอินเดีย ราคาเฉลี่ยของเพชรธรรมชาติ 1 กะรัตได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

    ราคาเพชรลดลงจากจุดสูงสุด 6,819 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2022 เหลือ 4,997 ดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2024 ตามข้อมูลจากสภาเพชรโลก บอตสวานาที่มีพื้นที่เป็นทะเลทรายร้อยละ 70 ได้รับการยกระดับจากความยากจนด้วยการค้นพบเพชรในทศวรรษ 1960 แต่ปัจจุบันเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบจากการแข่งขันของเพชรเทียม

    ระบบสาธารณสุขใกล้ล่มสลาย

    เมื่อเงินสำรองต่างประเทศหมดลง รัฐบาลต้องหันไปกู้หนี้เพื่อเติมเงินคงคลังแผ่นดิน เงินทุนของรัฐบาลลดลงจนระบบสาธารณสุขเกือบจะล่มสลายในเดือนสิงหาคม ทำให้ประธานาธิบดี ดูมา โบโก ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน

    สำนักจัดอันดับเครดิต S&P ได้ลดระดับเครดิตระยะยาวของบอตสวานาลงหนึ่งขั้นเป็น ‘BBB’ และประกาศแนวโน้มเชิงลบในวันศุกร์ โดยอ้างถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของตลาดเพชรเทียม เพชรสังเคราะห์ได้ครองตลาดโลกประมาณร้อยละ 20 ตามมูลค่า และสูงถึงร้อยละ 50 ตามปริมาณในส่วนของแหวนหมั้นในสหรัฐอเมริกาในปี 2025

    ประเทศอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบ

    เลโซโธซึ่งมีขนาดเล็กก็ได้รับผลกระทบ โดยเพชรมีส่วนสนับสนุนถึงร้อยละ 10 ของ GDP มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ ในเดือนนี้เหมืองเพชรที่ใหญ่ที่สุดคือ เลตแซง ประกาศจะปลดพนักงาน 1 ใน 5 โดยอ้างผลกระทบด้านราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดลงลงด้วยเช่นกัน

    ยุทธศาสตร์การตลาดใหม่

    เพื่อรักษาตลาดเพชรธรรมชาติไว้ แองโกลา บอตสวานา นามิเบีย แอฟริกาใต้ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้ให้คำมั่นในเดือนมิถุนายนที่จะจัดสรรร้อยละ 1 ของรายได้ประจำปีจากเพชรเพื่อการตลาดเพชรธรรมชาติ การรณรงค์นี้จะได้ปรับคุณค่าของเพชรธรรมชาติให้เป็น ‘ผลิตภัณฑ์หรูหรา’ และเป็นที่ปรารถนา

    เพชรธรรมชาติคิดเป็นรายได้ประมาณร้อยละ 30 ของ GDP บอตสวานา

    เพชรธรรมชาติคิดเป็นรายได้ประมาณร้อยละ 30 ของ GDP บอตสวานา

    เพชรเทียมที่ผลิตในห้องแล็ปมีราคาถูกกว่า และแทบจะเหมือนกับเพชรธรรมชาติ

    เพชรเทียมที่ผลิตในห้องแล็ปมีราคาถูกกว่า และแทบจะเหมือนกับเพชรธรรมชาติ

    เพชรธรรมชาติผ่านการถหลอมลึกลงไปใต้พื้นโลกเป็นเวลานับพันล้านปี

    เพชรธรรมชาติผ่านการถหลอมลึกลงไปใต้พื้นโลกเป็นเวลานับพันล้านปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/synthetic-diamonds-impact-southern-africa-economy-botswana-alternatives&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_WRBr-nK_qS3Ks_OmMlw0

  • นักวิชาการ มธ. เห็นด้วยกับ รมต.เศรษฐกิจคนนอก แนะเร่งประกาศ Quick wins 4 เดือน

    นักวิชาการ มธ. เห็นด้วยกับ รมต.เศรษฐกิจคนนอก แนะเร่งประกาศ Quick wins 4 เดือน

    13 กันยายน 2568 ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม อาจารย์คณะวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และผู้อำนวยการสถาบันอาณาบริเวณศึกษา (TIARA) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้เทคนิคการมองอนาคต (Foresight and Futures Studies) เปิดเผยในมุมมองของนักวิชาการเกี่ยวกับรัฐบาลอนุทิน ที่มีรัฐมนตรีคนนอกมาคุมกระทรวงเศรษฐกิจว่า สิ่งที่ประชาชนเฝ้าติดตามมากที่สุดและเป็นบทพิสูจน์ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการดึงบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจมาร่วมรัฐบาลในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นปัจจัยบวกเชิงสัญลักษณ์ต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคประชาชนเป็นอย่างมาก ส่วนตัวมองว่าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มีหน้าตาสวย แต่จะสร้างผลงานได้มากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเป็นอิสระ และการเปิดโอกาสให้เขาเหล่านั้นสามารถทำงานได้ตามความคิดของเขา

    ผศ.ดร.ธันยพร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำคือการประกาศแผนงานระยะเร่งด่วน (Quick wins) ให้ชัดเจนว่าในระยะ 4 เดือนนี้ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการอะไรได้บ้าง ซึ่งต้องเป็น Quick wins 4 เดือน ที่เกิดจากการวางแผนร่วมกันแบบสอดประสานกันของกระทรวงที่รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน โดยสิ่งที่คาดหวังในเดือนแรก คือการประกาศความพร้อมของคณะทำงานในแต่ละกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถสอดประสานการทำงานร่วมกันแบบข้ามกระทรวงได้ โดยไม่แบ่งแยกต่างฝ่ายต่างทำกันไปแบบเดี่ยวๆ พร้อมกับการเร่งประกาศนโยบายลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน รวมไปถึงการฉายภาพให้เห็นถึงมาตรการที่ชัดเจนในการรับมือกับเรื่องภาษีทรัมป์

    ผศ.ดร.ธันยพร สุนทรธรรม

    ส่วนเดือนที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญไปที่การช่วยเหลือ บรรเทาแรงกดดันให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สามารถเดินต่อไปได้ หรือจะเป็นการเร่งออกมาตรการอำนวยความสะดวกให้โครงการลงทุนใหม่ๆ เช่น การตั้งโรงงาน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักร ฯลฯ ขณะที่เดือนที่สาม ควรมุ่งเน้นความสำคัญไปที่การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ โดยจัดทำกิจกรรมการเชิญชวนการลงทุน (Investment Roadshow) ดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ Next Gen เช่น อุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ฯลฯ

    “ระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน คงไม่สามารถทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะลงทุนในทันที แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงบันดาลใจเริ่มต้นให้เกิดการหันมามองโอกาสและความเป็นไปได้ของประเทศไทยมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าในช่วงแรกรัฐมนตรีคนนอกอาจต้องใช้เวลาปรับตัวมากพอสมควร เนื่องจากบางท่านคุ้นชินกับวิธีการทำงานแบบเอกชน บางท่านคุ้นเคยกับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากระบบราชการ” ผศ.ดร.ธันยพร กล่าว

    ด้าน ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศโลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ คือผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยสถาบันสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปี 2025 ที่รายงานว่า ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 30 จากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว และเป็นประเทศที่รั้งอันดับท้ายๆ ในภูมิภาค โดยอยู่ในอันดับที่ 11 จากทั้งหมด 14 ประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยเต็มไปด้วยปัญหาระยะสั้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นตัวชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลายอย่างมาจากการสะสมกันของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไข

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในระยะสั้นของรัฐบาลที่มีระยะเวลาไม่มากนัก สิ่งที่ควรเร่งทำคือการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ซึ่งความไม่เชื่อมั่นเกี่ยวข้องกับการมองไม่เห็นถึงความแน่นอนของฉากทัศน์การเมืองไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ เช่น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ มีการเลือกตั้งเมื่อใด ฯลฯ ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนทางการเมืองด้วย

    “การเร่งสร้างความชัดเจนเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ทำได้ จริงอยู่ว่ามันอาจจะไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่การมีความชัดเจนในเส้นทางทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคนในประเทศได้ว่าการขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐบาลครั้งนี้คือการลุกขึ้นมาแก้ปัญหา พูดจริงทำจริงตามกรอบระยะเวลาที่ได้ให้สัญญาไว้แล้วคืนเสียงให้กับประชาชนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนตัวเชื่อการที่รัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีได้ เขาจะต้องทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีกลไกนอกระบบประชาธิปไตยเข้ามาทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน และหยุดชะงักการพัฒนาเศรษฐกิจ” ศ. ดร.ภวิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S8Nx0-p83m9zUKwZ53cde

  • จากการ ‘เริ่มทำ’ สู่พลังการเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย: บันทึกจากการสมัครผู้ว่าการ ธปท.

    จากการ ‘เริ่มทำ’ สู่พลังการเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย: บันทึกจากการสมัครผู้ว่าการ ธปท.

    ปี 2568 ผมตัดสินใจสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่เพราะ ‘อยากเป็น’ แต่เพราะ ‘อยากทำ’ – ทำในสิ่งที่เชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นในเชิงโครงสร้าง

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด และสรุปได้อย่างไม่มีข้อสงสัยว่า เรากำลังติดกับดักการเติบโตต่ำ ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง และความไม่ทั่วถึงในการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ความท้าทายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเครื่องมือชุดเดิมที่เน้นแต่เสถียรภาพโดยละเลยประสิทธิภาพและความทั่วถึง

    ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์มหภาคที่มีประสบการณ์ทำงานในภาคการเงิน ผมเชื่อว่า ‘ระบบเศรษฐกิจการเงิน’ คือกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ แต่ในปัจจุบันกลไกนี้ยังทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะถูกจำกัดด้วยโครงสร้างสถาบัน ข้อมูลไม่สมบูรณ์ กลไกจูงใจที่บิดเบี้ยว และพื้นที่เชิงนโยบายที่ไม่เปิดกว้างพอให้เกิดนวัตกรรมหรือของใหม่

    ด้วยเหตุนี้ ผมจึงตัดสินใจลาออกจาก SCB อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 31 มีนาคม เพื่อทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการเตรียมข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับตำแหน่งนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่า ถ้าจะอาสาเป็น “หัวหน้าทีมออกแบบระบบเศรษฐกิจการเงินไทย” คนต่อไป จะต้องมองปัญหาทั้งองค์รวม มีแนวทางที่ชัดเจนจับต้องได้ และสามารถลงมือทำได้จริง

    ข้อเสนอ: ระบบเศรษฐกิจการเงินที่ “ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ และเสถียรภาพ”

    ผมและทีมงานเล็กๆ ได้ทำงานหนักตลอด 2 เดือนเพื่อพัฒนาแนวคิดที่ตอบโจทย์นี้ เราเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ แล้วออกแบบข้อเสนอใน 3 มิติหลัก ได้แก่

    • ความทั่วถึง (Inclusion): เช่น ระบบบัญชีหลายระดับ (Tiered Account Services) และโครงการศูนย์ข้อมูลเครดิตเชิงพาณิชย์ (Commercial Credit Reference) เพื่อให้ประชาชนและ SME เข้าถึงบริการทางการเงินที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับบริบทของตน
    • ประสิทธิภาพ (Efficiency): เช่น กลไก Credit Mediator เพื่อเชื่อมข้อมูลและประเมินความเสี่ยงร่วมระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน ลดอุปสรรคในการปล่อยสินเชื่อ
    • เสถียรภาพ (Stability): เช่น การใช้มาตรการ Countercyclical Capital Buffer (CCyB) อย่างยืดหยุ่น การปรับปรุงการดำเนินนโยบายการเงิน และการพัฒนาระบบจัดการหนี้เสียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ข้อเสนอทั้งหมดนี้ถูกออกแบบให้อยู่ภายใต้บทบาทของ ธปท. และสามารถดำเนินการได้ทันที ไม่ได้เป็นแค่แนวคิดในอากาศ แต่มี Execution Plan กำกับทุกโครงการ และอ้างอิงจากกรณีศึกษาจริงจากต่างประเทศ

    (เอกสารแสดงวิสัยทัศน์ฯ ฉบับเต็ม ฉบับย่อ และเอกสารนำเสนอวิสัยทัศน์ฯ)

    ประสบการณ์ในกระบวนการสรรหา

    เมื่อถึงวันยื่นใบสมัคร ผมเดินทางไปด้วยตัวเอง เพราะรู้สึกว่านี่คืออีกหนึ่งประสบการณ์ในชีวิตที่สำคัญและน่าจดจำ จากนั้นใช้เวลาอีก 3 สัปดาห์ในเตรียมแผนการนำเสนอวิสัยทัศน์ (ที่ประกอบไปด้วย แผนการทำงาน ผู้เกี่ยวข้อง ตัวชี้วัดความสำเร็จ ฯลฯ) อย่างไรก็ดี การนำเสนอได้ถูกจำกัดเวลาไว้เพียง 10 นาที และมีเวลาตอบคำถามจากรรมการฯ อีก 20 นาที

    แม้เวลาจะสั้น แต่ผมใช้โอกาสนี้นำเสนอภาพใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านบทบาท ธปท. จาก ‘ผู้รักษาเสถียรภาพ’ สู่ ‘ผู้ออกแบบระบบเศรษฐกิจการเงิน’ ที่ทำงานเชิงรุก มีบทบาทมากขึ้นกับภาคเศรษฐกิจจริงและชีวิตประชาชน

    หลังนำเสนอ ผมรู้ว่าผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หวัง และท้ายที่สุดก็มีผู้สมัครท่านอื่นได้รับการคัดเลือก

    แม้ไม่ได้ถูกเสนอชื่อ แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมีค่ามาก – มิตรภาพ คำแนะนำ ความหวัง และพลังสนับสนุนจากผู้คนหลากหลายที่เห็นความตั้งใจและเนื้อหาของข้อเสนอ แล้วช่วยส่งต่อ ช่วยแชร์ ช่วยแสดงความคิดเห็น หรือแม้แต่ส่งแรงใจมาให้โดยไม่รู้จักกันมาก่อน

    มื้ออาหารและเครือข่ายเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

    คืนวันหลังทราบผล อาเตา อาหงิด ชวนผมกับน้อยไปทานข้าวที่บ้านในบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนมื้ออาหารจะเริ่มขึ้น อาเตาหยิบมือถือขึ้นมาโทร พอปลายสายรับ แกพูดขำๆ พร้อมกับรอยยิ้มว่า

    “จ๋วง…มึงว่างไหม มากินข้าวกับท่านผู้ว่าฯ สอบตกกัน”

    ทุกคนหัวเราะ แล้วอีกฝ่ายตอบว่า 

    “อ๋อ ไปกินกับเครือข่ายบรรยงเหรอพี่…”

    แกตอบทันที

    “เครือข่ายบรรยงก็มีกูคนเดียวนี่แหละ และเท่าที่นั่งอยู่ตรงนี้”

    เสียงหัวเราะตามมาอีกครั้ง ผมไม่ได้พูดอะไรแต่เถียงในใจ ผมรู้ว่าเครือข่ายของผมมีมากกว่านั้น เครือข่ายของผมคือทุกคนที่ยังเชื่อว่า “ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเปลี่ยนแปลงได้” คือผู้ที่พร้อมส่งต่อแนวคิด สนับสนุนข้อเสนอ แนะนำ เสนอแนะ แสดงความเห็น เพื่อให้เสียงของนโยบายที่ดีถูกได้ยินและต่อยอดต่อไป

    แม้ผมจะไม่ได้โอกาส ‘ได้ทำ’ ในตำแหน่งนั้น แต่ผมได้ ‘เริ่มทำ’ ไปแล้ว และหวังว่าการเริ่มทำของผมจะช่วยจุดประกายให้คนอื่นลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้…ให้กับเศรษฐกิจไทย

    เปลี่ยนเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน

    สุดท้ายผมขอขอบคุณ ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการสรรหา ที่เปิดโอกาสให้ผมได้แสดงวิสัยทัศน์ 

    ขอบคุณ ผู้ร่วมอุดมการณ์ทุกคน ที่ร่วมแลกเปลี่ยน ถกเถียง พัฒนาแนวคิดกันอย่างเข้มข้น

    ขอบคุณ ผู้ใหญ่หลายท่าน ที่ให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา

    ขอบคุณ ทีมเล็กๆ ที่ร่วมกันทำงานใหญ่ และทุ่มเทอย่างเต็มที่ตลอดสามเดือนด้วยใจโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ

    และขอบคุณ ทุกเสียงที่ส่งกำลังใจให้ ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่

    ผมยังมีความหวังและจะยังคงใช้ความรู้ ความสามารถที่มี ทำหน้าที่บนบทบาทต่อไปให้ดีที่สุด เศรษฐกิจไทยจะเปลี่ยนได้ ถ้าเราออกมาอาสาทำงานเพื่อสาธารณะกันมากขึ้น 

    มาช่วยกัน #เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย กันครับ

    ภาพ: peshkov/Getty Images 

    อ้างอิง​

    ABOUT THE AUTHOR

    สมประวิณ มันประเสริฐ

    นักเศรษฐศาสตร์มหภาค นักบริหาร และนักการเงิน ที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งงานวิชาการ งานที่ปรึกษาเชิงนโยบายในภาครัฐ และการบริหารยุทธศาสตร์องค์กรในภาคการเงินการธนาคาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/former-bot-candidate-shares-vision/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hi1nvZBLS3IUBLwS5lMBb

  • “ซูเปอร์โพล”ชี้ ประชาชน 58.9% มองข้อเสีย “เปิดด่านไทย-กัมพูชา” มากกว่าข้อดี ย้ำความมั่นคงสำคัญกว่าเศรษฐกิจ

    “ซูเปอร์โพล”ชี้ ประชาชน 58.9% มองข้อเสีย “เปิดด่านไทย-กัมพูชา” มากกว่าข้อดี ย้ำความมั่นคงสำคัญกว่าเศรษฐกิจ

    “ซูเปอร์โพล”ชี้ ประชาชน 58.9% มองข้อเสีย “เปิดด่านไทย-กัมพูชา” มากกว่าข้อดี ย้ำความมั่นคงสำคัญกว่าเศรษฐกิจ แนะ 4 ข้อถึงรัฐบาล

    เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,158 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2568

    ผลการสำรวจที่ค้นพบ สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด โดยลำดับแรกคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก

    นอกจากนี้ ประชาชนร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด และร้อยละ 10.8 อยู่ในระดับปานกลาง ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปัญหา “ความไว้วางใจต่อผู้นำประเทศ” เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเปิดด่านถูกมองในเชิงลบมากกว่าบวก

    “ผลสำรวจโดยภาพรวมสะท้อนชัดเจนว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)” ผศ.ดร.นพดล กล่าว

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวสรุปว่า ผลโพลนี้ทำให้เห็นชัดว่า “ประชาชนเลือกความมั่นคงของชาติเป็นอันดับแรก” และยังไม่เชื่อมั่นในกัมพูชา การเปิดด่านหากปราศจากมาตรการที่รัดกุม จะไม่เพียงแต่สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคง แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของสังคมไทยในรัฐบาลเองด้วย ข้อเสนอแนะที่น่าพิจารณา มีดังนี้

    1.ชะลอการเปิดด่าน จนกว่าจะมีมาตรการและหลักประกันด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน

    2.สร้างเงื่อนไขเจรจา กับรัฐบาลกัมพูชาให้แสดงความจริงใจและความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และแรงงานผิดกฎหมาย ก่อนที่จะเปิดด่าน

    3.เสริมกลไกการสื่อสารสาธารณะ ให้ประชาชนเห็นประโยชน์ที่เป็นจริง หากรัฐบาลมุ่งมั่นจะเดินหน้า พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนของชุมชนชายแดนเป็นกลุ่มความต้องการพิเศษ

    4.จัดลำดับความมั่นคงเป็นวาระแห่งชาติในหัวใจของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้การดำเนินนโยบายใด ๆ ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีและความรู้สึกมั่นคงของคนไทย

    #ซูเปอร์โพล #เปิดด่านไทยกัมพูชา #ความมั่นคง #เศรษฐกิจชายแดน #การเมืองไทย #ความสัมพันธ์ไทยกัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yX0QB6UcRTAELE1V8mW8T

  • แบงก์ชาติ เร่งปรับแนวทาง อายัดบัญชี ลดผลกระทบประชาชนสุจริต

    แบงก์ชาติ เร่งปรับแนวทาง อายัดบัญชี ลดผลกระทบประชาชนสุจริต

    ‘แบงก์ชาติ’ ชี้แจง กรณีแบงก์อายัดบัญชีที่โยงกับบัญชีม้า หลังศปอท.-ธนาคารพาณิชย์ ขยายการติดตามเส้นทางเงิน เพื่อกักเงินคืนผู้เสียหายมากที่สุด ส่งผลให้บัญชีประชาชนสุจริตถูกระงับมากขึ้น ลั่นเตรียมปรับแนวทาง เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

    (13 กันยายน) ดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับระบบการชำระเงินและคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้แจงว่า จากกรณีที่มีข่าวการอายัดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้านั้น บัญชีที่ได้รับผลกระทบจะเป็นบัญชีที่อยู่ในเส้นทางเงินที่รับโอนจากบัญชีม้าเท่านั้น 

    ซึ่งที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) และธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ได้ยกระดับการจัดการบัญชีม้า โดยขยายขอบเขตการติดตามเส้นทางเงินให้กว้างขึ้น เพื่อกักเงินที่โยงกับบัญชีม้ามาคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด จึงทำให้การระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากขึ้น

    จากความกังวลที่เกิดขึ้น ธปท. ได้หารือกับ ศปอท. และ ธพ. แล้ว และเห็นชอบร่วมกันเบื้องต้นว่าจะเร่งปรับแนวทางการอายัดบัญชีและกระบวนการปลดอายัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนสุจริต โดยจะมีการหารือร่วมกันพรุ่งนี้ และจะเริ่มดำเนินการได้ทันที

    สำหรับประชาชนสุจริตที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมา ท่านสามารถติดต่อยกเลิกการระงับ โดยติดต่อไปยังศูนย์ AOC 1441 ต่อ 2 ได้

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/bot-account-freeze-reform-citizen-protection/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1prKbL752g4sSCByEYlg45

  • ‘นักวิชาการ’ แนะรัฐบาลใหม่เร่งปลดล็อก 3 โจทย์ใหญ่ ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน

    ‘นักวิชาการ’ แนะรัฐบาลใหม่เร่งปลดล็อก 3 โจทย์ใหญ่ ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน

    เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง “4 เดือน” ชี้ชะตาปี 69 นักวิชาการ แนะรัฐบาลใหม่เร่งปลดล็อก 3 โจทย์ใหญ่ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เผชิญความท้าทายสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนโยบายเศรษฐกิจที่หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นกำลังซื้อ อาทิ

    โครงการคนละครึ่ง ที่จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงการผลักดันนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนและส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น นอกจากนี้ การส่งเสริมการลงทุนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ จะเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

    รศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “กรุงเทพธุรกิจ” โดยชี้ว่า รัฐบาลใหม่มีเวลาจำกัดเพียง 4 เดือนในการพิสูจน์ฝีมือ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง

    รศ.ดร.อธิภัทร กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งจัดการกับ 3 โจทย์หลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิต คือ

    1. กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแก้ไขปัญหาความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูง โดยเน้นมาตรการที่

    2. นโยบายภาษี โดยจัดเตรียมมาตรการรับมือกับนโยบายภาษีนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะ “ภาษีทรัมป์” ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทย

    3. เสถียรภาพการคลัง โดยต้องสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังของประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมทั้งของภาครัฐและเอกชน

    นอกจากนี้ รศ.ดร.อธิภัทร ยังเสนอว่ารัฐบาลควรพิจารณาจัดตั้ง “สถาบันการคลังอิสระ” เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์และประเมินต้นทุนของโครงการต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา และยังให้ความเห็นถึงแนวทางเพิ่มรายได้ของภาครัฐ โดยชี้ว่า “ภาษี VAT” ไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่รัฐบาลสามารถเร่งการจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจนอกระบบและทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ไม่มีความจำเป็นได้

    “4 เดือน” ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง

    ในมุมมองของ รศ.ดร.อธิภัทร ระยะเวลา 4 เดือนเป็นทั้ง “จุดอ่อน” และ “จุดแข็ง”  โดยจุดอ่อน คือ ไม่สามารถออกนโยบายที่ต้องแก้ไขกฎหมายได้ทันที แต่ จุดแข็ง คือ การทำงานจะต้องมีความชัดเจนและมุ่งเน้นไปยังเป้าหมายหลัก ทำให้รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นถึง “ผลงานที่จับต้องได้” ในช่วงเวลาที่กำหนด

    สุดท้ายนี้ รศ.ดร.อธิภัทร ได้ฝากถึงรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ว่า ควรทบทวนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น “คนละครึ่ง” โดยพิจารณาถึงความคุ้มค่าและสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้สาธารณชนเข้าใจถึงเหตุผลและประโยชน์ของนโยบายอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Lr1KCN5j8wIY2n_0B8UD

  • โซเชียลระอุ! ประชาชนจันทบุรีกังวล เปิดด่านชายแดน หลัง GBC เสนอฟื้นเศรษฐกิจ

    โซเชียลระอุ! ประชาชนจันทบุรีกังวล เปิดด่านชายแดน หลัง GBC เสนอฟื้นเศรษฐกิจ

    13 กันยายน 2568 11:18 น. อธิคม สิงขรณ์ // จันทบุรี ภูมิภาค

    เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2568 เวลา 09.10 น. ด่านชายแดนถาวร จ.จันทบุรี ยังปฏิบัติการตามกฎระเบียบปกติ แม้จะมีการหารือเกี่ยวกับการเปิดด่านระหว่างไทย-กัมพูชาในวงกว้าง ด่านทั้งสองแห่งใน อ.โป่งน้ำร้อน ได้แก่ ด่านถาวรบ้านแหลม ต.เทพนิมิต และ ด่านถาวรบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ เปิด-ปิดตามเวลาปกติ ตั้งแต่ 09.00-15.00 น. โดยอนุญาตเฉพาะแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศและด้านมนุษยธรรม

    บรรยากาศการค้าขายฝั่งไทยยังเป็นปกติ แต่ยังไม่มีการเปิดด่านเพื่อการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าผลการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จะสร้างความหวังให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    ผู้ประกอบการค้าชายแดนและผู้ส่งออกชี้ว่า การปิดด่านทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นซบเซา รายได้ลดลงแทบเป็นศูนย์ แม้จะเข้าใจว่าสถานการณ์ความไม่สงบเป็นเรื่องของรัฐบาลกลาง แต่เห็นว่าการเปิดด่านไม่กระทบต่ออธิปไตย และจันทบุรีสามารถเป็นพื้นที่นำร่องในการผ่อนปรนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

    ขณะเดียวกัน ประชาชนทั่วไปและกระแสโซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ยังคง กังวลต่อการเปิดด่าน หลายคนไม่เชื่อใจความจริงใจของกัมพูชา และหวั่นว่าการเปิดด่านอาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติ แม้จะขาดรายได้ แต่ประชาชนหลายคนยอมรักษาความมั่นคงและอธิปไตยไว้ก่อน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพสร้างความชัดเจนก่อนเปิดด่าน

    สรุปได้ว่าในจันทบุรี ความเห็นยังแตกต่างอย่างชัดเจน ภาคธุรกิจเร่งเปิดด่านฟื้นเศรษฐกิจ ส่วนประชาชนทั่วไปและในโซเชียลมีเดียยังคงกังวลเรื่องความมั่นคงและอธิปไตย ต้องการให้ปิดด่านไว้จนกว่าจะมั่นใจว่าฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650990&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IiOlNNHcJvxSQ59MSDn-y

  • ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ธุรกิจรายเล็กหนี้เสียพุ่ง สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-189&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GGgRgCEpbp18HlwLQVgj6

  • “สภาอุตสาหกรรมโคราช” ห่วงเปิดด่านชายแดน ดันต้นทุน-บาทแข็ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    “สภาอุตสาหกรรมโคราช” ห่วงเปิดด่านชายแดน ดันต้นทุน-บาทแข็ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    13 กันยายน 2568 08:40 น. ประสิทธิ์วนะชกิจ/ข่าวนครราชสีมา ภูมิภาค

    วันที่ 13 กันยายน 2568 นางธิดารัตน์ รอดอนันต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มจะเปิดด่านชายแดนกับประเทศกัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมของจังหวัดนครราชสีมา แม้โคราชจะไม่มีพื้นที่ติดชายแดนโดยตรง แต่การค้าชายแดนกลับมีผลกระทบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างมันสำปะหลัง ที่ช่วงปิดด่านทำให้หัวมันจากฝั่งกัมพูชาลดลง กระทบต่อปริมาณที่ลานมันและโรงงานได้รับ

    ผู้แทนภาคอุตสาหกรรมระบุว่า สิ่งสำคัญคือความมั่นคงของประเทศ โดยกองทัพภาคที่ 2 มีบทบาทสำคัญในการดูแลสถานการณ์ชายแดนให้คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม มูลค่าการค้าระหว่างไทย–กัมพูชามีมากกว่า 160,000 ล้านบาทต่อปี เมื่อด่านปิด ผู้ประกอบการต้องใช้เส้นทางลาวในการส่งออกสินค้า ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังซบเซา

    สำหรับเอสเอ็มอีในโคราช คาดว่าผลกระทบไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากธุรกิจที่พึ่งพาชายแดนมักอยู่ใกล้พื้นที่แนวชายแดนโดยตรง แต่โรงงานที่ใช้วัตถุดิบจากกัมพูชายังต้องหาทางชดเชย แม้จะกระทบบ้างแต่ไม่มากนัก สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือกำลังซื้อในประเทศที่ลดลง ทั้งนี้ ภาคธุรกิจยังจับตานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น “คนละครึ่ง” ที่อาจช่วยเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอี ขณะเดียวกันยังเรียกร้องให้ดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศสูงกว่าคู่แข่งราว 10–15% ส่งผลให้เสียเปรียบด้านการส่งออก ภาคอุตสาหกรรมย้ำว่า สิ่งที่ต้องการที่สุดจากรัฐบาล คือการรักษาความมั่นคงชายแดนควบคู่กับการเร่งเจรจาเปิดการค้า เพราะหากทำได้ทั้งสองด้าน จะเป็นผลดีต่อทั้งผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650963&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1so3X_XKzLVwmcf-RTDPE7

  • “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” อย่าให้เกิดทุจริต-เล่นพรรคเล่นพวก

    “ทีดีอาร์ไอ” เปิดความท้าทาย “รัฐบาลใหม่” เตือน! อย่าให้เกิดทุจริต เล่นพรรคเล่นพวก คนในรัฐบาลฝ่าฝืนกฎหมายเอง และควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้นควบคู่ระยะยาว

    วันที่ 13 ก.ย.2568 ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่า รัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมาก และรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคน ว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม แต่ก็ควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง

    ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ที่ชัดเจน

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุอีกว่า นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คือ อย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้

    นอกจากนี้ ดร.สมเกียรติ ยังมองว่า รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) จึงควรมี กรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่าน กรอ.ชุดย่อย คือ

    1.กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ

    2.กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้

    3.กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือ การเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ ดร.สมเกียรติ เผยว่า ต้องปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น

    RELATED

    TOP การเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/256978/amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aiMThmTigB3H-37oi8XUW