Category: เศรษฐกิจ

  • กกร. เรียกร้อง รัฐบาลตรวจสอบ ส่งออกทองคำไปกัมพูชาเพิ่มขึ้น เกี่ยวโยง ธุรกิจใต้ดินหรือไม่

    กกร. เรียกร้อง รัฐบาลตรวจสอบ ส่งออกทองคำไปกัมพูชาเพิ่มขึ้น เกี่ยวโยง ธุรกิจใต้ดินหรือไม่

    กกร. เรียกร้อง รัฐบาลตรวจสอบ ส่งออกทองคำไปกัมพูชาเพิ่มขึ้น เกี่ยวโยง ธุรกิจใต้ดินหรือไม่

    12 กันยายน 2568, 12:28น.

              ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ตั้งข้อสังเกตสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและรุนแรง ส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติบางอย่างในการส่งออกทองคำ โดยเฉพาะการส่งออกไปกัมพูชา ล่าสุดเดือนม.ค.-ก.ค. 2568 ไทยส่งออกทองคำไปกัมพูชา เป็นอันดับ 2 รองจากสวิสเซอร์แลนด์ มูลค่ากว่า 2,149 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 68,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.3% คิดเป็นสัดส่วน 28.2% เทียบกับการส่งออกทองคำทั้งหมด ถือเป็นอัตราที่สูงมาก ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ จึงเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องนำไปหารือกับรัฐบาลใหม่ต่อไป

              ถ้าเทียบแล้วกัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ ทำไมไทยถึงมีสัดส่วนการส่งออกทองคำไปค่อนข้างเยอะ ทำให้ได้เงินตราต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก ต้องแลกเป็นเงินบาท ความต้องการเงินบาทจึงเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าบาทแข็งค่า และกัมพูชามีปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ที่ค่อนข้างเยอะ กกร.ตั้งข้อสังเกตและกังวลว่า เรื่องนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจใต้ดินหรือไม่ เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ กกร.ยังไม่ได้ยืนยัน 100% ว่า เกี่ยวพันหรือไม่ แต่อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่คาดไม่ถึง เพราะเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ การส่งออกทองคำไปกัมพูชา อาจจะมีทั้งถูกและไม่ถูกกฎหมาย อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อตรวจสอบ หากพบปัญหาจะได้แก้ให้ตรงจุด

              สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาล และธปท.เร่งทำ คือ แยกมูลค่าการค้าทองคำออกมาก่อน เพื่อพิจารณาว่า มีความผิดปกติอย่างไรบ้าง และให้ธปท.เข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทให้เหมาะสม ไม่ใช่ว่า ประเทศอื่นแข็งค่าระดับหนึ่ง แต่ของไทยแข็งรุนแรงจนผิดปกติ หรือเวลาค่าเงินอ่อน ไทยก็มักอ่อนมากกว่าประเทศอื่น ส่งผลกระทบผู้ประกอบการไทยในทุกภาค ทั้งภาคการส่งออก ภาคเกษตร ภาคการท่องเที่ยวกระทบหมด

              อย่างไรก็ตาม หากมองในความเป็นจริงเศรษฐกิจไทยไม่ดี และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพิ่งลดดอกเบี้ยไป 0.25% ตามข้อเท็จจริง ค่าเงินบาทต้องอ่อนค่า แต่กลับแข็งขึ้น ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถือเป็นเรื่องผิดปกติ

              สำหรับราคาทองคำในประเทศ ล่าสุดเมื่อเวลา 11.47 น. ทองเพิ่มขึ้น 150 บาท จากการเคลื่อไหว 3 ครั้ง ทำให้

    +++ทองแท่งรับซื้อบาทละ 54,650 บาท ขายออก 54,750 บาท

    +++ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 53,560.28 บาท ขายออก 55,550 บาท

    #ส่งออกทองคำผิดปกติ

    #ไทยกัมพูชา

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DnnaY5sOvHB1JP5Oza7Wz

  • นักวิชาการจุฬาฯ เตือน ปิดด่านชายแดนทำเศรษฐกิจไทยเสียหาย-นักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น

    นักวิชาการจุฬาฯ เตือน ปิดด่านชายแดนทำเศรษฐกิจไทยเสียหาย-นักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น

    นักวิชาการจุฬาฯ เตือน ปิดด่านชายแดนทำเศรษฐกิจไทยเสียหาย-นักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น

    เมื่อวันที่ 12 ก.ย.68 รศ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความระบุว่า

    “โปรดเข้าใจเถิดว่า การเปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชาให้กับการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศ เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศไทย

    จากกรณีสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้ร้องขอให้รัฐบาลไทยเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และอนุญาตให้มีการส่งสินค้าข้ามแดนได้ แต่กลับถูกทัวร์ชาตินิยมไทย รุมประณามอย่างรุนแรง เพราะเข้าใจว่าสินค้าจากไทยจะทำให้กัมพูชาเข้มแข็งขึ้น เพราะคนไทยเชื่อว่าเราต้องลงโทษกัมพูชาให้ย่อยยับทางเศรษฐกิจ และเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย …. นี่เป็นความเชื่อที่ผิดทั้งสิ้น ดังนี้

    1. สินค้าที่บริษัทญี่ปุ่นต้องการส่งข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่เป็นชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ที่ผลิตในลักษณะ supply chain เช่น ประเทศหนึ่งผลิต และส่งไปประกอบในอีกประเทศหนึ่ง เป็นต้น ฉะนั้น หาก supply chain ถูก disrupt ประเทศที่เกี่ยวข้องล้วนได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งหมด

    2. สถานทูตญี่ปุ่นกล่าวว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่านนี้ เข้ามาลงทุนในไทยและกัมพูชา ตามนโยบาย Thailand Plus ที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2562 หรือในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นโยบายนี้มุ่งชักชวนให้นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้หันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยไทยมีไอเดียว่า บริษัทต่างชาติสามารถผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่เน้นใช้แรงงานไร้ฝีมือในกัมพูชาได้ (เพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน) แล้วส่งชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศไทยได้ โดยได้รับการยกเว้นภาษี (ใช้ประโยชน์จากเขตการค้าเสรีของ AEC) ส่วนประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใช้เทคโนโลยี่ชั้นสูง และรัฐบาลไทยยังจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับนักลงทุนต่างชาติ

    3. เมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยก็พานักลงทุนกว่า 20 ราย ไปทัวร์กัมพูชา ไปเยี่ยมชมเขตเศรษฐกิจพิเศษของกัมพูชา เพื่อหาทางจับคู่ทำการลงทุนตามแนวคิด Thailand Plus

    4. การปิดด่านชายแดนจึงกระทบต่อภาคการผลิตของบริษัทต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทสัญชาติไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย แต่พวกเขาไม่กล้าปริปาก เท่าที่ได้รับข้อมูลมา บริษัทญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนไปใช้การขนส่งทางอากาศและทางเรือแทน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละหลายร้อยล้านบาท คำถามคือ เขาไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง แต่เขาเข้ามาลงทุนด้วยความเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะอำนวยความสะดวกให้เขาตามที่ได้ตกลงกันไว้ แต่รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้เขาได้ ด้วยเหตุผลเรื่องชาตินิยมและความเกลียดชังชาวเขมร

    พวกเขาคงเข็ดกับประเทศไทย และในอนาคตอันใกล้ คงได้ข้อสรุปว่าประเทศไทยไม่สามารถสร้างมั่นใจให้นักธุรกิจต่างชาติได้เลย อินฟลูไม่กี่คนก็สามารถขัดขวางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศได้

    5. การปิดด่านย่อมทำให้การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในไทย ได้รับผลกระทบด้วยแน่นอน แม้ว่าสินค้านั้นจะเป็นของบริษัทญี่ปุ่น แต่รายได้จากการส่งออกนับเป็นรายได้ของประเทศไทยด้วย หุ้นส่วนก็เป็นคนไทย แรงงานก็เป็นคนไทย

    6. ที่น่าสนใจคือ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รมต.กลาโหม ดูจะมีความเข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดี ท่านจึงเสนอให้เปิดด่าน ทั้งนี้ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ท่านเป็นนายทหารที่สวมหมวกฝ่ายการเมืองด้วย จึงได้รับข้อมูลที่รอบด้านมากขึ้น แต่ที่น่าตกใจคือ ลูกน้องของท่าน มทภ.2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ชายแดนเป็นส่วนใหญ่ (ยกเว้นขณะนี้ ที่กำลังเดินสายเลคเชอร์ในเมืองใหญ่) กลับเสนอความเห็นสวนทางแบบไม่เกรงใจผู้บังคับบัญชาเลย … ท่านอาจจะมีความรู้เรื่องการรบดี แต่ท่านยังต้องทำความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจสังคมการเมืองและการต่างประเทศเพิ่มเติมอีกมาก

    7. ไทยส่งออกไปกัมพูชาเดือนละประมาณหมื่นล้านบาท จริงๆ แม้แต่การห้ามส่งสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำไปยังกัมพูชา ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่าแน่ๆ คือฝ่ายไทย ทั้งเจ้าของโรงงานและแรงงานไทย ขณะที่สินค้าเหล่านี้ กัมพูชาสามารถหันไปซื้อจากเวียดนามและจีนได้ แถมราคาถูกกว่าด้วยซ้ำ เราจะต้องสูญเสียตลาดในกัมพูชาที่นักธุรกิจไทยใช้เวลาสร้างสมมากว่า 30 ปีอย่างนั้นหรือ? คนไทยอยู่กับการใช้อารมณ์ จนมองข้ามผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับตนเองในระยะยาวหรืออย่างไร?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lAksJ1BJc2CbxqtMRCqih

  • แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ:  ถ้อยแถลงของอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์ / คุณไม่สามารถนิ่งเฉยได้

    แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ: ถ้อยแถลงของอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์ / คุณไม่สามารถนิ่งเฉยได้

    แปลเป็นไทยได้ดังนี้ครับ:

    ถ้อยแถลงของอิหร่านในคณะมนตรีความมั่นคงเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์ / คุณไม่สามารถนิ่งเฉยได้

    🔹อามีร์ซาอีด อีราวานี เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำองค์การสหประชาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของอิสราเอลต่อกาตาร์อย่างรุนแรง โดยกล่าวว่าคณะมนตรีความมั่นคงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการกระทำการรุกรานที่ชัดเจนเช่นนี้ได้ แต่จำเป็นต้องออกมติที่มีผลผูกพันภายใต้บทที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ.

  • “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,131 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย  

    *** หลังจากโครงการ “คนละครึ่ง” เคยเป็นนโยบาย Quick Win ของรัฐบาลชุดก่อน ภายใต้การบริหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงสถานการณ์โควิด-19 ล่าสุดรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศชัดเจนว่า โครงการนี้จะกลับมาอีกครั้ง โดยมีการปรับปรุงรูปแบบ และเกณฑ์การเข้าร่วมให้ทันสมัย และตอบโจทย์กลุ่มประชาชนที่อยู่ในระบบภาษี

    *** ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงการดำเนินโครงการนี้ว่า โครงการ “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ จะปรับสูตรการจ่ายเงินเป็น 60:40 สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ และผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยรัฐจะร่วมจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กลุ่มที่อยู่ในระบบภาษี แสดงความรับผิดชอบ และใช้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ ขณะนี้มีประชาชนกลุ่มดังกล่าวประมาณ 11 ล้านคน

    *** แนวคิด คือ ให้สิทธิพิเศษกับคนที่อยู่ใน “ระบบภาษี” ซึ่งรวมถึงผู้ยื่นแบบภาษีด้วย ไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีจริง แต่ต้องอยู่ในระบบเพื่อสร้างความรับผิดชอบทางการเงิน และส่งเสริมวินัยทางภาษีของประชาชน สำหรับประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ถือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จะยังคงได้รับสิทธิในอัตราเดิม 50:50 รัฐจ่าย 50% ประชาชนจ่าย 50% โดยหลักเกณฑ์การใช้สิทธิส่วนใหญ่ จะยังคงเหมือนโครงการเดิมประมาณ 80-90% เพื่อให้ประชาชนคุ้นเคยและเข้าถึงสิทธิได้ง่าย

    *** สำหรับ “งบประมาณ” หากโครงการสามารถเริ่มต้นได้ภายในเดือนตุลาคม 2568 จะใช้เงินจากงบประมาณปี 2569 ภายใต้กรอบงบกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 25,000 ล้านบาท หากมีความจำเป็นต้องขยายโครงการออกไปมากกว่านี้ อาจพิจารณาเกลี่ยงบจาก รายการ “งบกลาง” มาสมทบเพิ่มเติม เพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ต้องรอการหารือกับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพื่อกำหนดรายละเอียดของงบประมาณและขนาดของโครงการอย่างรอบคอบ แม้โครงการจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจ และ “กระตุ้นกำลังซื้อ” แต่ยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้านก่อนนำไปปฏิบัติจริง 

    *** ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คนที่ 32 ออกมาระบุว่า ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง” ครั้งนี้ จะสามารถใช้สิทธิได้ภายใน 4 เดือน หลังจากประกาศเริ่มโครงการ เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568

    สำหรับ กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีและแสดงความรับผิดชอบด้านภาษี ส่วน “ประชาชนทั่วไป” และ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ยังคงได้สิทธิในรูปแบบเดิม ซึ่งจะช่วยสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโครงการ ทั้งนี้ รัฐบาลเน้นให้โครงการคงความง่ายต่อการเข้าใจ ใช้งานสะดวก และเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ

    ***ขณะเดียวกัน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าในการฟื้น “โครงการคนละครึ่ง” ของรัฐบาลอนุทิน …ภาคเอกชนกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่า สนับสนุนมาตรการนี้อย่างกว้างขวาง โดยเปรียบว่า เป็น “ยาดมชูกำลัง” ระยะสั้น ที่สามารถสร้างแรงกระตุ้นกำลังซื้อได้จริงในยามเศรษฐกิจอ่อนแรง พร้อมเสนอปรับเงื่อนไข เพิ่มสิทธิประโยชน์ และต่อยอดสู่ระบบรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืน

    *** ผู้ประกอบการดิจิทัลและเครือข่ายร้านอาหาร เช่น LINE MAN Wongnai, Grab และ สมาคมภัตตาคารไทย ต่างยืนยันว่า พร้อมสนับสนุนโครงการเต็มที่ โดยเสนอให้กระทรวงการคลังใช้ฐานข้อมูลร้านค้าจากรอบก่อน ๆ เพื่อป้องกันความยุ่งยากในการลงทะเบียนใหม่ และสามารถเดินหน้าได้ทันที

    “ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ระบุว่า “เรามีฐานข้อมูลร้านค้าในระบบที่สามารถเชื่อมต่อและพร้อมใช้งานทันที รัฐไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์” สำหรับข้อเสนอที่ “ภาคเอกชน” หยิบยกขึ้นมาอย่างกว้างขวางคือ การเพิ่มวงเงินสิทธิ์จาก 150 บาทต่อวัน เป็น 200 บาทต่อวัน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้น โดยเห็นว่าระดับ 150 บาท อาจไม่เพียงพอในภาวะค่าครองชีพสูง  

                              “คนละครึ่ง”รีเทิร์น กระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ยุครัฐบาลอนุทิน

    *** สำหรับองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ ทั้ง หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นพ้องว่า “คนละครึ่งรีเทิร์น” เป็นมาตรการที่เหมาะสมต่อการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงสั้น โดยเฉพาะเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่น การบริโภคภายใน และดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ก็เตือนว่า ต้องมีมาตรการเสริมระยะกลาง-ยาว เช่น ปฏิรูประบบภาษี การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการลงทะเบียน และ การจัดทำโครงการที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการฉุกเฉิน วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทย ชี้ว่า มาตรการนี้จะได้ผล หากรัฐบาลใช้เป็น “สะพานเชื่อม” ไปสู่การสร้างรัฐสวัสดิการ ลดความเหลื่อมล้ำ และดึงผู้ประกอบการออกจากระบบเศรษฐกิจนอกระบบ

    *** เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนต่อโครงการ “คนละครึ่ง” ภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” ชัดเจนว่า แม้จะเป็นมาตรการเฉพาะหน้า แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนต่อการฟื้นกำลังซื้อ ขณะที่ข้อเสนอจากเอกชน-ทั้งการเพิ่มวงเงินสิทธิ์ ยืนยันไม่เก็บภาษีย้อนหลัง และการต่อยอดสู่ระบบที่ยั่งยืน สะท้อนความคาดหวังว่ารัฐบาลจะไม่เพียง “ปลุกพลังจับจ่าย” ชั่วครั้งชั่วคราว แต่สามารถปักหมุดไปสู่การสร้าง ระบบรัฐสวัสดิการที่มั่นคงและครอบคลุมในอนาคต…
        
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/638698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IbeCLl5VzYGfNp_HaNqIJ

  • ‘วราวุธ’ กังวล ‘เปิดด่าน’ หากสูญเสียอธิปไตย แม้จะมีเศรษฐกิจที่ดีแต่ก็ไร้ประโยชน์

    ‘วราวุธ’ กังวล ‘เปิดด่าน’ หากสูญเสียอธิปไตย แม้จะมีเศรษฐกิจที่ดีแต่ก็ไร้ประโยชน์

    “วราวุธ” ลั่น เก็บกู้ระเบิดไม่ใช่หน้าที่ของทหารไทย บอกกัมพูชาเป็นคนวางก็ต้องกู้เอง แนะเปิดด่านชายแดนตรวจสอบคนเข้าออกให้ชัด

    12 กันยายน 2568 – ที่กระทรวง พม. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กำลังจะมีการเปิดด่านบริเวณจังหวัดจันทบุรี-ตราด ว่า มีความกังวลพอสมควร เพราะการที่จะให้คนต่างชาติเข้ามา โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาต้องตรวจสอบให้ดีว่าเป็นบุคคลจำพวกใดและมีวัตถุประสงค์ใด เพราะการที่รับคนเข้ามาจำนวนมากเกินไปจะเป็นผลร้าย หรือแม้แต่การที่ระบุว่าจะร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด ก็เป็นสิ่งที่แปลกใจทั้งในฐานที่เป็นคนไทย และหัวหน้าพรรค ซึ่งจะต้องเป็นกำลังใจให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ในการทำหน้าที่บริเวณตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

    นายวราวุธ ยังกล่าวอีกว่า บริเวณตามแนวตะเข็บชายแดนพบกลุ่มเปราะบางมากพอสมควร คงต้องฝากเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ของ พม. ในการดูแลพี่น้องกลุ่มเปราะบาง การทำแผนที่ที่กำหนดไว้ในการอพยพและดูแลกลุ่มคนเปราะบาง โดยประสานงานกับฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายปกครอง เพื่อนำอุปกรณ์และข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงดูแลให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย โดยมีการอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน

    “ผมยังสงสัยว่าทำไมทหารไทยต้องไปกู้ทุ่นระเบิด เพราะเราไม่ได้เป็นคนไปวาง ทำไมต้องมาร่วมกัน และต้องให้ฝ่ายเขมรผู้ที่วางทุ่นระเบิดไปกู้เสีย ดังนั้นการที่จะปิดด่านไว้เช่นนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยและพี่น้องประชาชน เป็นส่ิงที่พวกเราชาวชาติไทยพัฒนาให้ความสำคัญที่สุด ถ้าหากว่าความปลอดภัยไม่มีแล้ว อธิปไตยไม่มีแล้ว ก็ที่จะมีเศรษฐกิจที่ดี ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ขอเป็นกำลังใจให้ทหารหาญ แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการกู้ทุ่นระเบิดอย่าเอาทหารไทยไปกู้เลย เพราะมันไม่ใช่เรื่องของเรา”

    เมื่อถามว่า มองว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะดีขึ้นหรือไม่ เพราะว่าเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ที่การแสดงความยินดีมาจากผู้นำกัมพูชา นายวราวุธ กล่าวว่า ตนคิดว่าเมื่อคุณพูดเราจะฟัง เมื่อคุณทำเราจะเชื่อ การพูดแสดงความยินดี รัฐบาลไทยยินดีรับฟังแต่ขอให้ทำให้เห็นเสียก่อน เราถึงจะเชื่อถึงสันติสุข ความสงบสุขจะเกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/860550/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j1uR_owZ3Cz7JqXuxF_V_

  • ‘TDRI’ เปิดความท้าทายครม.ใหม่ ปรับโครงสร้าง แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว

    ‘TDRI’ เปิดความท้าทายครม.ใหม่ ปรับโครงสร้าง แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม 

    ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ชงรัฐบาลอนุทินสร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน

    รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย คือ 

    • กรอ.ด้านกำลังคนโดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
    • กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง

    ‘TDRI’ เปิดความท้าทายครม.ใหม่ ปรับโครงสร้าง แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาว

    • กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติ้ง  

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน 

    หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    เสียงตอบรับดีตั้ง “มืออาชีพ” นั่งรมต.

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    “อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้”

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว  ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่าง ๆ  ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    เสนอว่าที่รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่รับมือสงครามการค้า

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด

    แนะว่าที่รมว.พลังงงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุด้วยว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด “”ไทย+1” (Thailand Plus One)

    “นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638682&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ETWDI3G-Wo5xY1iurSrn2

  • ทีดีอาร์ไอ เปิดความท้าทาย ครม.ใหม่ แนะลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    ทีดีอาร์ไอ เปิดความท้าทาย ครม.ใหม่ แนะลุยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  
        
    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง
        
    เสียงตอบรับดีตั้ง “มืออาชีพ” นั่งรมต. เสนอแก้รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง ดึงคนนอก ไฮโปรไฟล์ร่วมบริหารประเทศในอนาคต 

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้ 

    “อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้

    อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้” ดร.สมเกียรติระบุ 

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว  ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่าง ๆ ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น 

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    โจทย์ท้าทาย รมต.ป้ายแดง เสนอว่าที่รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดันกม.สำคัญให้เดินต่อ

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง 

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด 

    แนะว่าที่รมว.พลังงงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน 

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุด้วยว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม 

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด “”ไทย+1” (Thailand Plus One) 

    “นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้” ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966747&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CV_khH-Nxpb1fKnvHpddx

  • จีนขึ้นแท่นผู้นำโลก ครองสิทธิบัตรเศรษฐกิจดิจิทัลปี 67 แตะ 5 แสนฉบับ : อินโฟเควสท์

    จีนขึ้นแท่นผู้นำโลก ครองสิทธิบัตรเศรษฐกิจดิจิทัลปี 67 แตะ 5 แสนฉบับ : อินโฟเควสท์

    สำนักบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีนรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (11 ก.ย.) ว่า จีนครองอันดับหนึ่งของโลกในด้านจำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2567 โดยมีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างโดดเด่น

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุมัติในอุตสาหกรรมเหล่านี้สูงแตะ 5 แสนฉบับในปี 2567 เพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบรายปี โดยข้อมูลนี้ได้รับการเผยแพร่ในการประชุมประจำปีทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ทรัพย์สินทางปัญญาในยุคดิจิทัล”

    จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการถือครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสัดส่วนการถือครองสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวของจีนคิดเป็น 60% ของทั้งหมดทั่วโลก ขณะที่จำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนเพิ่มขึ้นจาก 21,000 ฉบับในปี 2559 เป็น 52,000 ฉบับในปี 2567

    ขณะเดียวกัน มี 95 ประเทศและภูมิภาคได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในจีน เมื่อนับถึงสิ้นปี 2567 โดยจำนวนสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวรวมอยู่ที่ 4.07 แสนฉบับ คิดเป็น 43.7% ของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ทั้งหมดที่นักประดิษฐ์ต่างชาติถือครองในจีน

    เซินฉางอวี่ หัวหน้าสำนักบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน กล่าวว่า สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าบริษัทต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาในอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1556TTXaQEcBEvRYyWwQku

  • TDRI เปิดความท้าทายครม.ใหม่

    TDRI เปิดความท้าทายครม.ใหม่

    “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” เปิดความท้าทายครม.ใหม่ แนะลุยปรับโครงสร้าง แก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวควบคู่กระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอตั้งกรอ.ย่อย 3ชุด เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ ชี้ไทยถูกจับตาลดเครดิตเรตติง เพราะภาระหนี้สาธารณะสูง แนะทบทวนนโยบายใช้งบมากแต่ไม่คุ้มค่า หวังว่าที่ขุนคลัง มีแผนหารายได้ชัด เรียกความเชื่อมั่นได้ พร้อมฝากโจทย์ รมต.คนนอกโชว์ฝีมือ ขณะเดียวกันเตือนรัฐบาลระวังอย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาว   

    ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีข้อเสนอถึงการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ว่า นอกจากมาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เห็นว่ารัฐบาลควรเน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่ไปด้วย ถึงแม้ว่าไม่ได้ทำให้ประชาชนเห็นผลงานได้ทันที แต่การปรับโครงสร้างเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศมีความสำคัญมากและรัฐบาลก็จะได้เครดิตในฐานะผู้ริเริ่ม ทั้งนี้การปรับโครงสร้างที่สามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจคือ การแก้กฎระเบียบการอนุมัติ-อนุญาตต่าง ๆ ซึ่งทีดีอาร์ไอ เคยศึกษาวิจัยแล้วพบว่า หากทำในเรื่องที่สำคัญ เช่น การเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้าจะมีตัวคูณทางเศรษฐกิจมหาศาล และยังแก้ปัญหาโครงสร้างได้อีกทางหนึ่งด้วย

    ชงรัฐบาลอนุทิน สร้างกลไกร่วมรัฐ-เอกชน มุ่งยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทย

    นอกจากนี้รัฐบาลควรสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนที่ทำหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว ลักษณะเดียวกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) แต่การทำงานของกรอ.ในอดีตมุ่งเน้นในบางประเด็น และส่วนใหญ่เป็นปัญหาระยะสั้น จึงควรมีกรอ.ในรูปแบบที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยใน 3 ด้านผ่านกรอ.ชุดย่อย คือ 1. กรอ.ด้านกำลังคน โดยรัฐและเอกชนควรร่วมมือกันฝึกทักษะแรงงานให้คนไทยมีโอกาสทำงานที่ใช้ทักษะสูง ซึ่งจะทำให้มีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนจำนวนหนึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศได้ เพราะขาดแรงงานที่มีทักษะเพียงพอ กลไกรัฐร่วมเอกชนนี้จะทำหน้าที่นำความต้องการของภาคเอกชนมา เพื่อให้ภาครัฐฝึกกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยึดโยงกับพื้นฐานข้อมูลจริงในตลาดแรงงาน ซึ่งทีม Big Data ทีดีอาร์ไอได้มีการสำรวจความต้องการจากเอกชนในทุกไตรมาส ทำให้พบปัญหากำลังคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 2. กรอ.ด้านนวัตกรรม ประเทศไทยประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าที่ราคาถูกกว่าได้ เช่นสินค้าจีน แม้ว่าการสร้างนวัตกรรมต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรริเริ่มทำให้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ โดยเอาความต้องการของเอกชนเป็นตัวตั้ง และ 3. กรอ.ด้านกฎระเบียบ ทำหน้าที่ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ โมเดลเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และภาครัฐซึ่งประกอบด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันเสนอไปก่อนหน้านี้

    เตือนสร้างสมดุลรายรับ-จ่าย ทบทวนนโยบายใช้เงินมากเห็นผลน้อย หวั่นภาระหนี้สาธารณะสูงทำไทยถูกลดเครดิตเรตติง  

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรทบทวนรายรับรายจ่ายภาครัฐให้สมดุลกัน เพราะที่ผ่านมาภาระหนี้สาธารณะของไทยอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจจะถูกลดเครดิตเรตติง ซึ่งจะเกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น เมื่อจะออกพันธบัตร รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพงขึ้น และเป็นภาระต่อหนี้สาธารณะ เช่นเดียวกับภาคเอกชน หากจะออกตราสารหนี้ก็จะต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนว่ารายจ่ายด้านใดที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยแต่ใช้เงินมาก และตัดลดงบประมาณในส่วนที่ไม่คุ้มค่าลง ขณะเดียวกันจะต้องมีแผนในการหารายได้ ซึ่งคาดหวังกับ รมว.คลังคนใหม่ คือดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่มีประสบการณ์การหารายได้ภาครัฐมาก่อน โดยเคยเป็นทั้งอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต จึงน่าจะมีแนวทางในการหารายได้ที่ชัดเจน สามารถทำให้นักลงทุน และ Credit Rating Agency เชื่อมั่นได้ว่าประเทศไทยจะไม่สร้างที่หนี้สาธารณะสูงเกินไปจนถูกลดเครดิตเรตติง

    เสียงตอบรับดีตั้ง “มืออาชีพ” นั่งรมต. เสนอแก้รธน. ปรับระบบเลือกตั้ง เอื้อนายกฯ เข้มแข็ง ดึงคนนอก ไฮโปรไฟล์ร่วมบริหารประเทศในอนาคต 

    ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวถึงโฉมหน้าครม.ชุดใหม่ ที่มีสัดส่วนคนนอกหลายคนว่า เป็นบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งจากภาคธุรกิจและภาคราชการที่จะมาช่วยบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถือว่ามีเสียงตอบรับที่ดีจากสังคม ในเวลาเดียวกันก็มีรัฐมนตรีที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชน เพราะเป็นตัวแทนจากพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา เมื่อมาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ หรือเทคโนแครต รวมทั้งผู้บริหารภาคเอกชนถือเป็นจุดที่สร้างสมดุลที่ดีได้ แต่ก็มีความท้าทายในเรื่องของระยะเวลาการทำงานจำกัดเพียง 4 เดือนนี้

    “อยากเห็นโมเดลในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคตจากการที่รัฐบาลดึงผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารประเทศ เพราะปัญหาประเทศจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลอนุทินสามารถตั้งคนนอกได้จำนวนมาก เป็นผลมาจากการที่พรรคประชาชนยอมโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ โดยไม่ขอรับเก้าอี้ในครม.ทำให้มีเก้าอี้รัฐมนตรีเหลือพอที่จะเชิญคนนอกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกันนายกฯ ก็เล็งเห็นโอกาสในการสร้างผลงานจากรัฐมนตรีคนนอกเหล่านี้ อย่างไรก็ตามในภาวะปกติระบบการเมืองแบบรัฐสภาที่ประเทศไทยใช้อยู่ ประชาชนเลือกส.ส. และส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องจัดตามการเจรจาต่อรองตำแหน่งตามโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้นการนำคนนอกที่มีความสามารถเข้ามาจึงเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะภายใต้ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จึงควรออกแบบกติกาให้ได้มืออาชีพที่เป็นบุคคลภายนอกเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรีได้” ดร.สมเกียรติระบุ

    ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า เพื่อให้เกิดระบบที่จะได้ทั้งคนที่มีความสามารถ และคนที่ใกล้ชิดและรู้ปัญหาประชาชนควบคู่กันไป จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่มีข้อตกลงกันว่าจะแก้ในประเด็นต่าง ๆ อยู่แล้ว  ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีระบบการเลือกตั้งที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมจากพรรคเล็กจำนวนมาก ทำให้นายกฯต้องเกรงใจพรรคเหล่านี้ ตลอดจนบ้านใหญ่และบรรดามุ้งต่าง ๆ  ในพรรคเพื่อรักษาเสียงในสภาให้เพียงพอ ดังนั้นควรยกเลิกระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ทำให้เกิด “พรรคปัดเศษ” จำนวนมาก เปลี่ยนไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ทำให้เหลือพรรคการเมืองจำนวนไม่มาก เพื่อให้พรรคแกนนำรัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศมากขึ้น ไม่อ้างว่าทำนโยบายไม่สำเร็จเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมมือ ซึ่งจะทำให้มีแรงจูงใจในการใช้ผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น

    นอกจากนี้ควรเพิ่มอำนาจนายกฯ โดยการลดอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระ เช่น อำนาจตีความในเรื่องจริยธรรม รวมถึงการที่รัฐธรรมนูญทำให้ยุบพรรคการเมืองได้ง่าย ซึ่งถือเป็นทำลายเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน ดังนั้นการขยับโมเดลจากระบบที่ทำให้นายกฯอ่อนแอ และมีพรรคการเมืองหลายพรรค ไปสู่ระบบที่นายกฯเข้มแข็งมากขึ้นและมีพรรคการเมืองจำนวนลดลง การเมืองก็จะได้สมดุลที่ดีขึ้นระหว่างการได้คนที่ใกล้ชิดและเข้าใจประชาชนกับการได้คนมีความสามารถมาบริหารประเทศ ในขณะที่ได้รัฐบาลที่เข้มแข็ง

    โจทย์ท้าทาย รมต.ป้ายแดง เสนอว่าที่รมว.พาณิชย์ ลุย FTA หาตลาดใหม่ให้สินค้าไทย รับมือสงครามการค้า คาดหวังรองนายกฯ กฎหมายผลักดันกม.สำคัญให้เดินต่อ

    ดร.สมเกียรติ ยังฝากโจทย์ซึ่งเป็นความคาดหวังของสังคมไปถึงรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า โจทย์หนึ่งที่สำคัญของว่าที่รมว.พาณิชย์ คือการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี โดยเฉพาะความตกลงการค้าเสรีฉบับใหญ่ที่ค้างอยู่ คือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ซึ่งมีความสำคัญต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และกระจายความเสี่ยงของไทยท่ามกลางการกีดการค้าโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา การทำ FTA นี้จึงมีความสำคัญ แต่ต้องยกระดับกองทุน FTA ให้สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบให้ปรับตัวได้จริง

    ในส่วนของ ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านกฎหมาย อยากเห็นการผลักดันกฎหมายที่อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจต่าง ๆ ของประชาชน การทำ “กิโยติน” กฎหมายที่ถ่วงการพัฒนาประเทศ ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง ซึ่งศ.ดร.บวรศักดิ์ ได้พยายามผลักดันมาก่อน เมื่อได้มาดูแลด้านกฎหมาย จึงคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันการดำเนินการให้สำเร็จได้ในเวลาที่จำกัด


    แนะว่าที่รมว.พลังงงาน ดันตลาดไฟฟ้าเสรี หนุนว่าที่รมว.อุตฯ ลุยโรงงานไม่ได้มาตรฐาน 

    ดร.สมเกียรติ ยังระบุด้วยว่า ในส่วนของว่าที่รมว.พลังงาน ประชาชนอยากเห็นการปฏิรูปการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ปัจจุบันบริษัทชั้นนำจำนวนมากอยากมาลงทุนในประเทศไทยแต่ยังติดเรื่องไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ขาดแคลน เพราะไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากตลาดไฟฟ้าได้ง่าย และบางบริษัทที่ลงทุนอยู่อาจถอนการลงทุนไปต่างประเทศ หากยังไม่สามารถซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้  ในเวลาเดียวกันหากภาครัฐทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าเสรีจะช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนได้อีกทางหนึ่งจากการขายไฟที่เหลือใช้จากโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้  ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมนั้น อยากเห็นการตรวจมาตรฐานโรงงานจากนักลงทุนต่างชาติที่ผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐานมอก. และปล่อยมลพิษต่าง ๆ สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชน ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมไทยจากการตัดราคาด้วยการผลักภาระสู่สังคม

    ชี้โจทย์ใหญ่ รมว.บัวแก้ว ลดระดับความขัดแย้งเพื่อนบ้าน กระทบชาวบ้าน-ธุรกิจ 

    ส่วนโจทย์ของกระทรวงต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ คือ การปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านให้กลับมาสูสภาวะปกติ ลดระดับความขัดแย้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไทยและธุรกิจที่พึ่งพาการค้า การลงทุนต่างประเทศได้กลับมาทำธุรกิจกันตามปกติ ในช่วงที่มีการปิดชายแดนซัพพลายเชนที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศไทยได้ ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงว่า หากอยู่ในภาวะแบบนี้เป็นไปยาวนานอาจทำให้บริษัทที่เกี่ยวข้องในไทยพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ดังนั้นการลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของการผลิตในภูมิภาคตามแนวคิด “”ไทย+1” (Thailand Plus One)

    “นอกเหนือไปจากการปรับโครงสร้าง และการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ข้อควรระวังของรัฐบาลชุดใหม่ คืออย่าให้เกิดเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก หรือการฝ่าฝืนกฎหมายของคนในรัฐบาลเอง เพราะต่อให้สร้างผลงานดีเพียงใด แต่ถ้ามีเรื่องอื้อฉาวเข้ามาก็ยากที่จะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากประชาชนได้” ดร.สมเกียรติกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/KpViQsqa&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jUY5s_oYZB3TcL-6Pcp7c

  • สุราษฎร์ธานี จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด มาจำหน่ายกันอย่างจุใจ 3 วันเต็ม

    สุราษฎร์ธานี จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด มาจำหน่ายกันอย่างจุใจ 3 วันเต็ม

    ภูมิภาค

    สุราษฎร์ธานี จัดมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค ยกขบวนสินค้าราคาประหยัด มาจำหน่ายกันอย่างจุใจ 3 วันเต็ม

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 12 ก.ย. 68  ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายบันดาล สถิรชวาล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค จังหวัดสุราษฎร์ธานี ” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ SMEs วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมจำนวนมาก

    สำหรับงานมหกรรมธงฟ้าฯ จัดขึ้นโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ บรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาประหยัด พร้อมทั้ง เปิดโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ผลิตท้องถิ่น เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่

    ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพดี กว่า 1,000 รายการ ครอบคลุมทุกหมวด ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ในราคาพิเศษ ระหว่างวันที่ 12 – 14 กันยายน 2568 รวม 3 วันเต็ม.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/446221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BP7HyLK-AnXDltitophXJ