Category: เศรษฐกิจ

  • หุ้นไทยปิดพุ่ง 9.98 จุด ปัจจัยบวกใน-ตปท.หนุน คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดหั่นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดพุ่ง 9.98 จุด ปัจจัยบวกใน-ตปท.หนุน คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดหั่นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    SET ปิดวันนี้ที่ 1,288.03 จุด เพิ่มขึ้น 9.98 จุด (+0.78%) มูลค่าซื้อขาย 46,753.07 ล้านบาท นักวิเคราะห์เผยตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นรับแรงหนุนทั้งปัจจัยใน-นอก โดยในประเทศตอบรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและโผ ครม. ส่วนปัจจัยต่างประเทศคาดการณ์เฟดปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% สัปดาห์หน้า คืนนี้เกาะติดตามตัวเลข CPI สหรัฐหากอ่อนตัวเป็นปัจจัยหนุน แนวโน้มพรุ่งนี้ยังมีโมเมมตัมเชิงบวก SET มีลุ้นขึ้นไปแตะแนวต้าน 1,300 จุด แนวรับ 1,275 จุด

    • SET ปิดวันนี้ที่ 1,288.03 จุด เพิ่มขึ้น 9.98 จุด (+0.78%) มูลค่าซื้อขาย 46,753.07 ล้านบาท
    • การซื้อขายหุ้นวันนี้ดัชนีปรับตัวขึ้นแดนบวกตลอดวัน โดยทำจุดสูงสุดที่ 1,291.64 จุดนิวไฮรอบ 7 เดือน และทำจุดต่ำสุดที่ 1,279.48 จุด
    • ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้เพิ่มขึ้น 254 หลักทรัพย์ ลดลง 187 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 211 หลักทรัพย์

    นายวิจิตร อายะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นมา โดยมีโมเมมตัมดีได้รับแรงหนุนทั้งปัจจัยภายในและภายนอก

    ปัจจัยในประเทศ ไทยได้ผ่านการปลดล็อกการเมือง คาดหวังรัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ รายชื่อรัฐมนตรีที่มีรายงานข่าวออกมาก็ได้รับการตอบรับดีเช่นกัน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี(ครม.) คนนอกกระทรวงสำคัญที่เริ่มเปิดตัวออกมาแล้ว ติดตามต่อไปที่จะประกาศรายชื่อครม.ทั้งหมด และการแถลงนโยบายของรัฐบาล

    ส่วนปัจจัยภายนอกคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ย หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอ ซึ่งตัวเลขจ้างงานอ่อนตัว ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สหรัฐออกมาต่ำกว่าคาด และคืนนี้ติดตามตัวเลข CPI สหรัฐ โดย FedWatch Tool คาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% และยังให้น้ำหนักราว 10% ว่าเฟดอาจจะปรับลดดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมสัปดาห์หน้า ซึ่งหากปรับลด 0.50% จะเป็น Positive Surprise

    แนวโน้มตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้คาดว่าจะโมเมมตัมบวกขึ้นต่อ มีลุ้นขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 1,300 จุด หลังจากวันนี้ดัชนี SET สามารถทำนิวไฮใหม่ในรอบ 7 เดือน ส่วนแนวรับ 1,275 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    • PTT มูลค่าการซื้อขาย 4,244.85 ล้านบาท ปิดที่ 33.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,083.94 ล้านบาท ปิดที่ 154.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.50 บาท
    • THAI มูลค่าการซื้อขาย 1,587.82 ล้านบาท ปิดที่ 14.50 บาท ลดลง 0.30 บาท
    • CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,569.17 ล้านบาท ปิดที่ 47.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
    • KBANK (XD) มูลค่าการซื้อขาย 1,524.51 ล้านบาท ปิดที่ 167.50 บาท ลดลง 1.00 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/528828&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eKKY6YhpGt3GgoiVk_ZNg

  • หุ้นไทยปิดบวก 9.98 จุด รับความหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดลดดอกเบี้ย

    หุ้นไทยปิดบวก 9.98 จุด รับความหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ-เฟดลดดอกเบี้ย

    ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 9.98 จุด โบรกฯ ชี้รับความวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่-กระแสเฟดลดดอกเบี้ย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหววันพรุ่งนี้ 1,280-1,300 จุด

    ดัชนีตลาดหุ้นไทย วันนี้ (11 ก.ย.2568) ปิดตลาดที่ 1,288.03 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 9.98 จุด หรือปรับเพิ่มขึ้น 0.78% มูลค่าการซื้อขาย 46,753.07 ล้านบาท ระหว่างวันขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 1,291.74 จุด และลงไปต่ำสุดที่ 1,279.48 จุด แบ่งตามประเภทนักลงทุน สถาบันในประเทศ ซื้อสุทธิ 1,199.74 ล้านบาท บัญชี บล. ซื้อสุทธิ 15.89 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ซื้อสุทธิ 1,483.72 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศ ขายสุทธิ 2,699.36 ล้านบาท  

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งแดนบวก เพราะได้แรงหนุนจากกระแสการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกอบกับคาดหวังนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นทูลเกล้าในเร็วๆนี้ 

    นอกจากนี้ ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีทิศทางที่ดี เพราะ TSMC รายงานยอดขายขยายตัวได้ 33% ในเดือน ส.ค. จึงเห็นแรงเก็งกำไรใน DELTA (เชิงจิตวิทยา) 

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคืนนี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) Bloomberg Consensus คาดการณ์ที่ 2.9%YoY

    สำหรับแนวโน้มวันพรุ่งนี้ (12 ก.ย.2568) ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1,280-1,300 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    PTT มูลค่าการซื้อขาย 4,244.85 ล้านบาท ปิดที่ 33.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,083.94 ล้านบาท ปิดที่ 154.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.50 บาท

    THAI มูลค่าการซื้อขาย 1,587.82 ล้านบาท ปิดที่ 14.50 บาท ลดลง 0.30 บาท

    CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,569.17 ล้านบาท ปิดที่ 47.75 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

    KBANK(XD) มูลค่าการซื้อขาย 1,524.51 ล้านบาท ปิดที่ 167.50 บาท ลดลง 1.00 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iyGnin_TZBH9ime8TQf9P

  • มองเศรษฐกิจ ‘กัมพูชา’ ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม ‘โซลาร์เซลล์จีน’

    มองเศรษฐกิจ ‘กัมพูชา’ ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม ‘โซลาร์เซลล์จีน’

    ต่างประเทศ

    มองเศรษฐกิจ ‘กัมพูชา’ ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม ‘โซลาร์เซลล์จีน’

    11 ก.ย. 2025 เวลา 14:22 น.

    “อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์” เคยได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดแขนงหนึ่งในกัมพูชา จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนจีน กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ ก่อนที่ภาษี 3,403% จากสหรัฐ จะทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

    “อุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์” เคยได้ชื่อว่าเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดแขนงหนึ่งในกัมพูชา เคยมีมูลค่าการส่งออกข้ามทวีปสูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์ (ราว 7.73 หมื่นล้านบาท) ในปี 2566 ก่อนที่หลังจากนั้นไม่ถึงสองปี ความเฟื่องฟูนี้จะถึงคราว “ล่มสลาย” เมื่อตัวเลขการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ลดลงถึง 99% เหลือเพียงหลัก 4.4 ล้านดอลลาร์ (ราว 141 ล้านบาท)

    นิกเกอิเอเชียรายงานว่า อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาเป็นตัวอย่างชั้นดีของการผ่านจุดสูงสุดและต่ำสุดจากผลกระทบ “สงครามการค้า” ระหว่างสหรัฐกับจีน

    ทัง เมงฮุต ผู้ประกอบการและผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลชาวกัมพูชา ยังไม่ยอมแพ้แม้ว่าจะเผชิญทางเลือกที่สาหัสทั้งคู่ไม่ว่าจะยอมรับภาษีนำเข้าอัตรา 3,403%” หรือการ “ปิดกิจการ” 

    โรงงานของเขาซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก “กลุ่มทุนจีน” อย่าง  Venus Energy และ VCOM Power System ได้ยกเลิกการผลิตโมดูลพลังงานแสงอาทิตย์ที่ต้องเสียภาษีนำเข้าโหดจากสหรัฐในปีนี้ และหันมาผลิตแผงโซลาร์เซลล์แบบฟิล์มบางที่เสียภาษีนำเข้าเพียง 19% แทน สินค้าตัวนี้ที่ชาวกัมพูชาเรียกว่าแผงโซลาร์เซลล์ “พิเศษ” พกพาได้สะดวกกว่าและมีราคาแพงกว่าแผงโซลาร์ปกติที่เคยเป็นสินค้าส่งออกใหญ่ที่สุดของกัมพูชา รองจากเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าเดินทางเท่านั้น

    “ก่อนหน้านี้เรามีบริษัทอยู่ 5 แห่ง แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2 แห่ง” เมงฮุตกล่าวกับนิกเกอิเอเชีย “แต่หากมีการเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้น เราก็ทำไม่ได้อีกต่อไป”

    มองเศรษฐกิจ 'กัมพูชา' ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม 'โซลาร์เซลล์จีน'

    อุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาซึ่งเพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น ได้รับแรงหนุนการลงทุนจากจีน แต่การโจมตีอย่างต่อเนื่องของสหรัฐต่อการผลิตของทุนจีนในประเทศที่สาม กำลังผลักดันให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนทิศทางหรือปิดตัวลงไป

    ในช่วงที่พีกที่สุดปี 2566 กัมพูชาเคยส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นสินค้าภาคการผลิตที่ไม่ใช่สิ่งทอที่มีการส่งออกมากที่สุดของกัมพูชา แซงหน้าสินค้าในกลุ่มยางรถยนต์และจักรยาน ในขณะที่การส่งออกรวมไปสหรัฐเพียงแค่ตลาดเดียวยังมีมูลค่าทะลุ 9 พันล้านดอลลาร์  

    มองเศรษฐกิจ 'กัมพูชา' ในวันรุ่งและร่วง ผ่านอุตสาหกรรม 'โซลาร์เซลล์จีน'

    ระหว่างปี 2561 – 2565 มีโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ที่เปิดดำเนินการในกัมพูชาทั้งหมดถึง 12 แห่ง โดยมีการจ้างแรงงานหลายพันคน แต่ข้อมูลล่าสุดจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตของกัมพูชาพบว่าตัวเลขเหล่านี้กำลังปรับตัวลดลงมาก โดยกัมพูชาส่งออกแผงโซลาร์เซลล์เพียง 4.4 ล้านดอลลาร์ในช่วงหกเดือนแรกของปีนี้

    สหรัฐสอบใหญ่โซลาร์เซลล์อาเซียน

    ผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ส่วนใหญ่เริ่มเปิดกิจการในกัมพูชา ในช่วงจังหวะที่สหรัฐกำลังสอบสวนเกี่ยวกับสินค้าเมดอินไชน่าตามที่ผู้ผลิตโซลาร์เซลล์ในสหรัฐยื่นฟ้องพอดี ในภายหลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ขยายเป้าหมายการสอบสวนไปยังแผงโซลาร์เซลล์จาก “กัมพูชา มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม” ตั้งแต่ปี 2561 โดยอ้างว่าประเทศเหล่านี้เป็นทางผ่านส่งออกของประเทศอื่นๆ และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐยังได้ขยายการสอบสวนนี้ไปยัง “อินโดนีเซีย ลาว และอินเดีย” ด้วย

    โรงงานในกัมพูชาที่เพิ่งตั้งพอจะมีเวลาได้หายใจช่วงสั้นๆ เนื่องจากอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ให้เวลาปรับตัวโดยเริ่มบังคับใช้การเก็บภาษีลงโทษในช่วงกลางปี ​​2567 หลังจากนั้นอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์ของกัมพูชาก็เริ่มซบเซาลง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รับไม้ต่อก็ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับธุรกิจอีกครั้ง ด้วยการเก็บภาษีศุลกากร “ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ระหว่าง 534 – 3,403% 

    ภาษีนำเข้าโซลาร์เซลล์จาก “กัมพูชา” นั้นสูงกว่าที่เรียกเก็บจากอีกสามประเทศ โดย “มาเลเซีย” อยู่ระหว่าง 14.64 – 168.8% “ไทย” อยู่ระหว่าง 263.74 – 799.55% และ “เวียดนาม” อยู่ระหว่าง 68.15 – 542.64% นิกเกอิเอเชียพบว่าโรงงานบางแห่งในกัมพูชาต้องปิดตัวลง 

    บริษัท Solar Long PV Tech ในเมืองสีหนุวิลล์ ซึ่งเพิ่งส่งออกตามคำสั่งซื้อของ BYD America เมื่อเดือนธ.ค. ที่ผ่านมา ได้ปิดกิจการลงแล้วในปีนี้จากการเปิดเผยของอดีตพนักงานรายหนึ่ง ซึ่งเปิดเผยด้วยว่าเจ้านายของเขาซึ่งเป็นชาวจีนได้เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว

    แมทธิว ไนซ์ลี หุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายและล็อบบี้ยิสต์ Akin Gump ในสหรัฐกล่าวว่า ขอบเขตของภาษีศุลกากรดูเหมือนจะขยายวงกว้างขึ้น จากเดิมที่เก็บภาษีกับแผงโซลาร์เซลล์ก็ขยายไปสู่ชิ้นส่วนประกอบของโซลาร์เซลล์และแผ่นเวเฟอร์ด้วย ปัจจุบันบริษัทของเขากำลังเจรจาภาษีให้กับลาว และยังเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้กับรัฐบาลกัมพูชาด้วย แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางของทรัมป์กำลังพลิกนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ

    “รัฐบาลทรัมป์เป็นกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมในการพยายามหักล้าง… เศรษฐศาสตร์แบบริคาร์โด (แนวทางเศรษฐกิจที่พัฒนาโดยดาวิด ริคาร์โด เน้นทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ) เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างได้ทั้งหมดที่นี่ เราต้องพึ่งพาการนำเข้าบ้าง” ไนซ์ลีกล่าวและเชื่อว่าความพยายามนี้จะไม่สำเร็จ “ครั้งสุดท้ายที่เราลองทำแบบนี้คือในช่วงทศวรรษ 1930 ด้วยภาษีสมูธ ฮอว์ลีย์ และทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่รุนแรงขึ้น”

    เนื่องด้วยกัมพูชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด จึงเคยได้รับการอนุเคราะห์สิทธิ GSP ในการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีอากรนำเข้าจากสหรัฐตลอดช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา แต่สภาคองเกรสสหรัฐได้ยุติการต่ออายุโครงการนี้ไปเมื่อช่วงปลายปี 2563 การเจรจาเรื่องภาษีศุลกากรจึงเป็นเรื่องใหม่สำหรับกัมพูชา ซึ่งแตกต่างจากศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคอย่าง มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม

    “ในอดีตเรื่องนี้ไม่ได้สำคัญเท่าไรนัก เพราะเรามีข้อยกเว้น (จีเอสพี) และปริมาณการส่งออกของกัมพูชาโดยทั่วไปมีน้อยมาก…แต่เมื่อจีนเปลี่ยนเส้นทางการผลิต เราก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับจีน” เอ็ดวิน แวนเดอร์บรูกเกน หุ้นส่วนอาวุโสของบริษัทที่ปรึกษาด้านภาษีแอนเดอร์เซนในกัมพูชากล่าว และเสริมว่า “เราเป็นเหยื่อที่ถูกลูกหลงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1198392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3on94aVWzqNHZeye2Wstx-

  • ทีมเศรษฐกิจ ภท.เชื่อ “คนละครึ่ง” จะเริ่มได้ภายใน 2 สัปดาห์ หลัง ครม.ใหม่ทำงาน

    ทีมเศรษฐกิจ ภท.เชื่อ “คนละครึ่ง” จะเริ่มได้ภายใน 2 สัปดาห์ หลัง ครม.ใหม่ทำงาน

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หนึ่งในทีมเศรษฐกิจของพรรค กล่าวถึงความชัดเจนในการดำเนินโครงการคนละครึ่ง ว่า ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำลังเก็บข้อมูล และทำการบ้านอย่างหนัก พร้อมยืนยันว่า มีงบประมาณแน่นอน

    ทั้งนี้ เบื้องต้นจะใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2568 จำนวน 2.5 หมื่นล้าน ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีใหม่เข้ามาทัน ก็สามารถนำงบประมาณส่วนนี้มาใช้ได้ แต่ต้องดูจากการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีผลต่อโครงการนี้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หลังคณะรัฐมนตรีใหม่เริ่มทำงาน จะดำเนินโครงการดังกล่าวได้ภายใน 2 สัปดาห์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000087212&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aHxuTxFLKjiuCUGfNIq5C

  • กรมวิชาการเกษตร ชู

    กรมวิชาการเกษตร ชู

    กรมวิชาการเกษตร ชู “เห็ดเศรษฐกิจ” สร้างอาชีพ ช่วยเกษตรกรอีสานล่าง 7 จังหวัด


    11/09/2568 | 12 |

    กรมวิชาการเกษตร ชู “เห็ดเศรษฐกิจ” สร้างอาชีพ ช่วยเกษตรกรอีสานล่าง 7 จังหวัด
    วันที่ 11 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น ณ ฟาร์มเห็ด ปณิธานฟาร์ม อำเภอสนม จังหวัดสุรินทร์ นายชำนาญ  ชื่นตา ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ร่วมเป็นเกียรติในงานถ่ายทอดเทคโนโลยี “การผลิตเห็ดเศรษฐกิจในพื้นที่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ชุมชน โดยมีนางวิลาวัณย์ ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีเปิด 
    โดยการผลิตเห็ดเศรษฐกิจถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกร เนื่องจากเป็นอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี มีความต้องการของตลาดสูง และสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงอาหาร ยา หรือพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน โครงการนี้เกิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ด้วยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตเห็ดเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ยโสธร ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และนครราชสีมา 
    การจัดงานในครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายได้มาแลกเปลี่ยนความรู้และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดทำโรงเรือน การผลิตก้อนเชื้อเห็ด การแปรรูปผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทำการตลาด โดยใช้สวนเห็ดปณิธานฟาร์มเป็นพื้นที่ต้นแบบที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของชุมชนในการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน 
     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/422647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3s_o4WWbr0WghE9h1amh0_

  • เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย เลิกเสียเวลากับการเมือง

    เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย เลิกเสียเวลากับการเมือง

    เร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย เลิกเสียเวลากับการเมือง

    ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญวิกฤตหลายชั้น การที่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศใช้เวลาเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา ควรเป็นโอกาสทองในการเลิกเล่นการเมือง และเริ่มแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะในขณะที่นักการเมืองยังคิดถึงอำนาจ และ เสียงเลือกตั้ง ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากต้นทุนที่สูงขึ้น การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และหนี้สินที่ท่วมท้น

    รายงาน “Reinvent Thailand” และข้อมูลจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า เศรษฐกิจไทยไม่สามารถรอการเมืองได้อีกต่อไป เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงจาก 7% ในอดีตเหลือตํ่ากว่า 3% หลังโควิด-19 และขณะนี้คาดว่า จะขยายตัวเพียง 1.8-2.2% ในปี 2568

    ผู้ประกอบการส่งออกกว่า 6,356 ราย ที่มีการจ้างงาน 1.6 ล้านคน กำลังเผชิญผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ SMEs กว่า 1.9 แสนรายที่มีการจ้างงาน 1.4 ล้านคน ต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น คนไทยกว่า 25 ล้านคน มีภาระหนี้เฉลี่ย 540,000 บาทต่อคน เหล่านี้ไม่ใช่ตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นชีวิตจริงของคนไทยที่ต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้

    อัตราการว่างงานในระบบเพิ่มขึ้นเป็น 2.07% ในไตรมาสที่สอง มีผู้เสมือนว่างงาน 2.1 ล้านคน สูงขึ้น 5% จากปีก่อน ภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้าง และ ภาคเกษตร ชะลอตัว สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน SMEs และ ครัวเรือนรายได้น้อย ปัญหาเหล่านี้ไม่สนใจว่า ใครเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ต้องการการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

    ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความเหลื่อมลํ้ารายได้ที่รุนแรง โดยครัวเรือนกลุ่มรายได้สูงสุดครอบครองรายได้ 48% ของประเทศ ขณะที่กลุ่มรายได้ตํ่าสุดมีเพียง 6% เศรษฐกิจนอกระบบที่มีธุรกิจถึง 78% ของธุรกิจทั้งหมด ปัญหาเหล่านี้สะสมมาเป็นสิบปี ไม่ใช่เกิดขึ้นใน 4 เดือน

    การประกาศนโยบาย 4 ด้านของ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ได้แก่ เศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และ ภัยสังคม เป็นการตอบสนองปัญหาเฉพาะหน้าที่ถูกต้อง แต่ที่สำคัญคือ การขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์

    การลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ แก้ปัญหาหนี้สิน การปราบปรามยาเสพติด และ การพนันออนไลน์ การพัฒนาระบบเตือนภัย เป็นนโยบายที่ประชาชนสามารถเห็นผลได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องรอดูผลการเลือกตั้ง

    การตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% เป็น 1.50% เป็นตัวอย่างของการทำงานที่เน้นประโยชน์ของประเทศมากกว่าการเมือง การตัดสินใจนี้มุ่งช่วยเหลือ SMEs และ กลุ่มเปราะบางโดยตรง ไม่ได้คำนึงถึงว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองใด

    การประกาศว่า “ไม่มีวันหยุด ไม่มีพักร้อน” ของนายกรัฐมนตรี จะมีความหมายเมื่อเน้นการทำงานที่มีผลลัพธ์ ไม่ใช่การประชุม หรือ การแถลงข่าวที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ประชาชนต้องการเห็นการลดลงของค่าครองชีพ การเพิ่มขึ้นของโอกาสทำงาน การลดลงของปัญหายาเสพติด ไม่ใช่การรายงานความคืบหน้าทางการเมือง

    4 เดือนนี้เป็นโอกาสสุดท้าย ที่จะพิสูจน์ว่าระบบการเมืองไทย สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้จริง โดยไม่ต้องเสียเวลากับการต่อรองทางการเมือง การโจมตีกัน หรือ การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

    ความสำเร็จจะวัดจากการที่ประชาชนรู้สึกว่า ชีวิตดีขึ้น ธุรกิจมีความมั่นใจในการลงทุน และ ประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่จากคะแนนความนิยม หรือ การสำรวจความคิดเห็นทางการเมือง

    เศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาให้เสียกับเกมการเมือง ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหยุดเล่นการเมือง และ เริ่มแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะอนาคตของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับการกระทำในวันนี้ ไม่ใช่สัญญาหาเสียงในวันพรุ่งนี้

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,130 วันที่ 11 – 13 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/638524&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IPSsmDc0u_HPA5v0IyMAm

  • ปักหมุด ‘เทศกาลทองคำลาว’ ครั้งแรก พลิกทองคำสู่พลังใหม่เศรษฐกิจ-การลงทุน

    ปักหมุด ‘เทศกาลทองคำลาว’ ครั้งแรก พลิกทองคำสู่พลังใหม่เศรษฐกิจ-การลงทุน

    เมื่อทองคำกลายเป็นเวทีระดับชาติ

    หากมองย้อนไป ทองคำไม่ใช่แค่เครื่องประดับหรือสินทรัพย์เก็บมูลค่า แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองในวัฒนธรรมลาวมาเนิ่นนาน ปี 2025 ลาวเลือกที่จะนำ ‘ทองคำ’ ก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ด้วยการจัดงาน ‘เทศกาลทองคำลาว 2025’ ขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

    เทศกาลจัดนี้ขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อเฉลิมฉลองสามวาระใหญ่ของชาติ ครบรอบ 70 ปีการก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว 50 ปีการสถาปนาประเทศ และ 105 ปีวันคล้ายวันเกิดของอดีตประธานาธิบดีไกสอน พมวิหาร

    แต่งานนี้ไม่ใช่เพียงการรำลึกถึงอดีต หากแต่เป็นการวางหมากอนาคต เพราะ ‘ทองคำ’ ถูกหยิบมาเป็นตัวแทนของทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ที่จะถูกเล่าใหม่ผ่านนิทรรศการ แฟชั่นโชว์ และกิจกรรมสร้างสรรค์ ผสานการเสวนาทางธุรกิจและการลงทุน ที่ตั้งใจจะพาลาวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอย่างสง่างาม

    ดร.จันทอน สิทธิไซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทองคำลาว (LBB) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงาน ย้ำว่า เทศกาลนี้จะไม่เพียงจุดไฟในอุตสาหกรรมทองคำ แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในภาพรวม โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 30,000 คน ทั้งจากในและต่างประเทศ

    ก้าวใหม่ของธนาคารทองคำลาว

    ความน่าสนใจอีกด้านหนึ่งของเทศกาลปีนี้ คือการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ แอปพลิเคชัน LBB PLUS ผลงานใหม่ของธนาคารทองคำลาว หรือ Lao Bullion Bank (LBB)

    เพียงเวลา 8 เดือนนับตั้งแต่ก่อตั้ง LBB ได้พิสูจน์ว่า ‘ทองคำ’ สามารถก้าวพ้นการเป็นสินทรัพย์นอกระบบ มาสู่ระบบการเงินได้จริง ด้วยการเปิดบัญชีมากกว่า 4,000 บัญชี คิดเป็นทองคำรวม 1 ตัน และทันทีที่เปิดตัว LBB PLUS ในวันแรก ก็มียอดเปิดบัญชีใหม่ถึง 5,000 บัญชี

    LBB PLUS ไม่ได้เป็นเพียงแอปธนาคารทั่วไป แต่คือแพลตฟอร์มที่ให้ผู้ใช้ซื้อขายทองคำแบบ real time พร้อมบริการฝาก ถอน และโอนเงิน ผ่านสมาร์ตโฟนตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นการ ‘รีแบรนด์’ ทองคำให้ทันสมัย เชื่อมโลกดิจิทัลกับสินทรัพย์ที่มั่นคงที่สุดชนิดหนึ่ง

    ดร.จันทอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทองคำลาว (LBB) มองว่า การดึงทองคำเข้าสู่ระบบธนาคาร คือการเพิ่มเงินสำรองให้ประเทศ และทำให้ค่าเงินกีบมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่สถิติชี้ชัดว่า ลูกค้าถึง 98% เป็นคนลาว ที่เหลืออีก 2% เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่คือคนไทย

    โรงกลั่นทองคำ: หมากใหญ่ของอาเซียน

    วิสัยทัศน์ของ LBB ไม่หยุดแค่การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะขณะนี้ธนาคารกำลังลงทุนกว่า 5,000 ล้านบาท สร้างโรงกลั่นแร่ทองคำแห่งใหม่ในลาว คาดว่าจะเดินเครื่องได้ภายในปีนี้

    โรงกลั่นดังกล่าวถูกออกแบบให้ใช้พลังงานไฟฟ้าสีเขียวที่มีต้นทุนต่ำกว่าไทย รองรับการผลิตทองได้ต่อเนื่องราว 20 ปี ขณะเดียวกัน ยังเป็นหมากยุทธศาสตร์ที่เปิดทางให้สมาคมทองคำลาวเจรจาความร่วมมือกับประเทศในอาเซียน ตั้งแต่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไปจนถึงไทย

    แนวคิดคือการรวมตัวกันผลิตทองคำในภูมิภาค เพื่อลดต้นทุนและสร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลก “ถ้าเราหันมาถือทองร่วมกัน ค่าเงินภูมิภาคนี้จะมั่นคงขึ้น” ดร.จันทอน กล่าว

    ไทย-ลาว: มิตรภาพสู่พันธมิตรทองคำ

    ท่ามกลางการขับเคลื่อนครั้งนี้ ไทยไม่ได้ยืนอยู่นอกวง แต่กลับมีบทบาทสำคัญในฐานะพันธมิตร ทั้งในมิติของสมาคมทองคำไทยที่เตรียมร่วมผลิตทองในโรงกลั่นลาว และภาคเอกชนไทยที่มีเครือข่ายโรงงานและเครื่องประดับอยู่แล้ว

    เมื่อวิสัยทัศน์ของลาวถูกผลักดันโดยธนาคารทองคำและเทศกาลทองคำระดับชาติ เชื่อมกับศักยภาพของไทยในฐานะผู้เล่นหลักด้านทองคำภูมิภาค สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ ‘งานเทศกาล’ หรือ ‘การเปิดตัวแอป’ หากแต่คือจุดเริ่มต้นของ ยุคทองคำอาเซียน ที่สองประเทศเพื่อนบ้านจะก้าวเดินเคียงข้างกันบนเวทีเศรษฐกิจภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/laos-first-gold-festival/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C_mV5P4hvpE1Si4SzXU2K

  • ข่าวดีร้านอาหาร! ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวคึกคัก

    ข่าวดีร้านอาหาร! ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวคึกคัก

    ข่าวดีร้านอาหาร! ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ช่วงบ่าย คาดดันยอดขายพุ่ง 25% หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวคึกคัก

    วันที่ 11 กันยายน 2568 – นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ หลังรัฐบาลประกาศ “ปลดล็อก” การจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ซึ่งถือเป็นความสำเร็จหลังจากที่ทางชมรมได้ผลักดันและเรียกร้องมาต่อเนื่องยาวนานถึง 5 ปี

    นายสรเทพ กล่าวขอบคุณรัฐบาลทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านชุดที่ผ่านมา ที่ร่วมกันรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ และตัดสินใจยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติปี 2515 ซึ่งเคยห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยมองว่ากฎหมายฉบับนี้ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน ที่เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่กฎเก่าที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงบ่าย กลับเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสทางธุรกิจ และยังส่งผลต่อประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวอีกด้วย” นายสรเทพกล่าว

    จากการประเมินของชมรมฯ คาดว่าการปลดล็อกครั้งนี้จะช่วยเพิ่มยอดขายของร้านอาหารและธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ถึง 20-25% โดยเฉพาะในช่วงเวลาบ่าย ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวและลูกค้าชาวต่างชาตินิยมรับประทานอาหาร พร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในลักษณะการพบปะพูดคุยอย่างผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นยอดขายของอาหาร ขนม และเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ ภายในร้าน ส่งผลโดยรวมต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ

    นายสรเทพยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจำนวนมากแสดงความไม่พอใจเมื่อต้องเผชิญข้อจำกัดนี้ บางรายถึงขั้นปฏิเสธการสั่งอาหารในช่วงบ่าย ส่งผลให้ผู้ประกอบการสูญเสียรายได้โดยไม่จำเป็น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842190/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25rbdAJtGFaN0H5SLKjrAI

  • ภาคธุรกิจไทยอ้าแขนรับ ‘รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก’ เชื่อมืออาชีพเข็นไทยขึ้นได้

    ภาคธุรกิจไทยอ้าแขนรับ ‘รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก’ เชื่อมืออาชีพเข็นไทยขึ้นได้

    ทั้งนี้ภาคธุรกิจแสดงความมั่นใจต่อ ครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มาจากคนนอก ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละวงการ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ พลังงาน การคลัง และพาณิชย์ การแต่งตั้งบุคคลเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางเข้ามาช่วยประเทศ การประกาศนโยบาย ห้ามพัก ห้ามเหนื่อย ห้ามป่วย ห้ามลา ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน สะท้อนถึงความพร้อมในการทำงานและมุ่งมั่นสร้างผลงานในระยะสั้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว และอาจสร้างบรรทัดฐานให้กับรัฐบาลชุดต่อไป สร้างความหวังให้กับประเทศโดยรวม

    สำหรับภาคธุรกิจมีข้อเสนอสำคัญที่ต้องการเห็นจาก ครม. ชุดนี้ คือการใช้โอกาสในปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเคลื่อนย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะจากผลของการเกิด FTA สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการเชื่อมโยงการลงทุนเหล่านี้กับผู้ประกอบการชาวไทยทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่ รายกลาง ไปจนถึงรายเล็ก

    ภาคธุรกิจไทยอ้าแขนรับ ‘รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนนอก’ เชื่อมืออาชีพเข็นไทยขึ้นได้

    ทั้งหมดเพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแทนที่จะปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาพร้อมซัพพลายเชนของตนเอง ซึ่งอาจกลายเป็นการนำคู่แข่งเข้ามา รัฐบาลจำเป็นต้องมองภาพนี้ให้ชัดเจน และวางแผนช่วยเหลือผู้ประกอบการในการจัดวางห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) หรือสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถยกระดับขึ้นมาได้อีกครั้ง ภาคธุรกิจคาดหวังว่า ครม. ชุดใหม่จะช่วยผลักดันสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้ดีขึ้น

    ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมชี้ว่ามีเวลาเพียง 4 เดือนในการเร่งดำเนินการเรื่องด่วน ประเด็นสำคัญคือการดึงดูดการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ซึ่งเป็นปีครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน นับเป็นโอกาสอันดีที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งคาดว่าจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในอีก 2-3 ปีข้างหน้า การดึงดูดบริษัทจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้เข้ามาลงทุน และสร้างความต่อเนื่องกับคนไทย ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในช่วง 4 เดือนจากนี้ไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859711&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vZBlipBY2KIfNunC8D4XG

  • หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.62 จุด หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม | เดลินิวส์

    หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 6.62 จุด หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม | เดลินิวส์

    ตลาดหุ้นไทยเปิดบวก 6.62 จุด หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ด้านเฟดลดดอกเบี้ยง่ายขึ้น

    เปิดตลาดหุ้นไทยภาคเช้าของวันที่ 11 ก.ย. 68 ดัชนีเปิดที่ 1,284.67 จุด เพิ่มขึ้น 6.62 จุด มูลค่าซื้อขาย 2,536.88 ล้านบาท โดย บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์/แกว่งขึ้น ยังติดตามความคืบหน้าในการจัดตั้ง ครม. และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่เพิ่มเติมจากโครงการคนละครึ่ง เป็นความหวังของตลาด ส่วนปัจจัยภายนอก ตัวเลข PPI สหรัฐออกมาต่ำกว่าคาดมาก หนุนเฟดลดดอกเบี้ยได้ง่ายขึ้นในการประชุมสัปดาห์หน้า ตลาดติดตาม CPI คืนนี้ต่อ ทางเทคนิคหากยังไม่หลุด 1,265/1,255 จุด ยังไม่เสียแนวโน้มการแกว่งขึ้น แนวต้านประเมินที่ 1,285/1,290 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5102900/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0omNedK4teVNyGHsAfYqr9