Category: เศรษฐกิจ

  • ประธาน สศช.แนะเร่งปฏิรูปประเทศไทย หวั่นฉุดเศรษฐกิจเติบโตแค่ 1%

    ประธาน สศช.แนะเร่งปฏิรูปประเทศไทย หวั่นฉุดเศรษฐกิจเติบโตแค่ 1%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. กล่าวถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ลดลง ว่า เกิดจากการกลับทิศของ 5 ปัจจัย จากช่วงยุคทองเมื่อทศวรรษ 1990

    ทั้งนี้ แนะนำว่า หากไม่เร่งปฏิรูปประเทศไทย ไม่แก้ปัญหาอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้เพียง 1 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่านั้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mgronline.com/uptodate/detail/9680000117019&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oIlhyBo4b1zX80eii0PrQ

  • กสิกรฯให้แนวต้าน SET วีคหน้าทะลุ 1,300 จุด เกาะติดประชุมเฟด-Fund Flow-ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    กสิกรฯให้แนวต้าน SET วีคหน้าทะลุ 1,300 จุด เกาะติดประชุมเฟด-Fund Flow-ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีหุ้นไทย ในสัปดาห์ถัดไป (8-12 ธ.ค. 68) มีแนวรับที่ 1,250 และ 1,230 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,285 และ 1,305 จุด ตามลำดับ

    โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามได้แก่ การประชุมเฟด (9-10 ธ.ค.)และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) เดือนต.ค.และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

    ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. ของญี่ปุ่นตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ย. ของจีน อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และตัวเลขส่งออก

    ในสัปดาห์ที่ผ่านมา SET Index ดีดตัวขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามแรงซื้อของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์หลังสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้เริ่มคลี่คลายและรัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ ส่งผลให้มีแรงซื้อหุ้นบิ๊กแคปนำโดย กลุ่มแบงก์

    เทคโนโลยีและพลังงานซึ่งได้รับอานิสงส์เพิ่มเติมจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นหลังโอเปกพลัสมีมติไม่เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในไตรมาส 1/2569 นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสหรัฐฯและไทยในรอบการประชุมเดือนธ.ค. นี้

    อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบแคบในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เนื่องจากไร้ปัจจัยใหม่ๆ เข้ามากระตุ้นตลาด

    ขณะที่นักลงทุนกลับมารอติดตามผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า ประกอบกับช่วงปลายสัปดาห์จะเข้าสู่ช่วงหยุดยาวของตลาดในประเทศ

    ในวันพฤหัสบดีที่ 4 ธ.ค. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,273.77 จุด เพิ่มขึ้น 1.36% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อนขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 35,948.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.74% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.87% มาปิดที่ระดับ 216.19 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551590&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Td_dSlzlN3IJ-flELm7tg

  • เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง

    ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงจนกลายเป็นกำแพงกั้นคนไทยจากการมีบ้าน ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ได้เปิดมุมมองต่อทิศทางอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจในปี 2568 ไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมกางแผนธุรกิจที่เน้นการ ‘ช่วยตัวเอง’ และสร้างนวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดในยุคที่ความเสี่ยงคาดเดาไม่ได้

    ผศ.ดร.เกษรา นิยามปี 2568 ว่าเป็นปีแห่งการ ‘วัดมวย’ ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้งมองว่าเป็นปีที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ

    อีกทั้งมีมุมมองว่าภาพรวมว่า ‘ยุคทองของอสังหาริมทรัพย์ได้หมดไปนานแล้ว’ และจะไม่กลับมาบูมเหมือนในอดีตเช่นในช่วงปี 2561-2562 ซึ่งถือเป็นช่วงปีทองของภาคอสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป ปัจจุบันธุรกิจอสังหาฯ กลายเป็นธุรกิจที่ขึ้นลงตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Economic Cycle) ซึ่งมีลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-Shape คือมีทั้งคนที่ไปต่อได้และคนที่ตกลงเหว

    โดยยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายอย่างมากจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินในปีนี้ SENA คาดว่าจะปิดยอดขาย (Sales) ได้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม เดิมตั้งเป้าหมายตัวเลขยอดโอนกรรมสิทธิ์ปีนี้ไว้ที่ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท แต่คาดว่าจะทำได้จริงอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท สาเหตุหลักของส่วนต่างที่หายไปเกิดจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่สูง

    ผศ.ดร.เกษรา อธิบายว่า ปัญหาหลักมาจากรายได้ของผู้กู้โตไม่ทันราคาบ้าน ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (DSR) ไม่เพียงพอ ประกอบกับปัญหาเครดิตบูโร โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ซื้อแบบ Presale หรือผ่อนดาวน์) ซึ่งมักเจอปัญหากู้ไม่ผ่านในงวดโอนสุดท้าย

    อย่างไรก็ดีแม้ ภาพรวมตลาดและยอดโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer) ของอุตสาหกรรมจะลดลง แต่หากดูผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ กำไรของบริษัทไม่ได้ลดลงเลย

    ทั้งนี้ช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 มีกำไรสุทธิรวม 437.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.84 ล้านบาท หรือ 27% จากช่วงเดียวกันปีก่อนมาจากการโอนโครงการหลักในพอร์ตและรายได้ประจำที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายได้ค่าเช่า และโซลาร์

    อีกทั้งบริษัทฯ ใช้กลยุทธ์ Cost Control, การเน้น Efficiency และการมีรายได้เสริมจากโมเดลใหม่ๆ เข้ามาช่วยพยุงกำไรไว้ แทนที่จะพึ่งพายอดโอนเพียงอย่างเดียว

    นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) สำคัญกว่ากำไรทางบัญชีในระยะสั้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งกระแสเงินสด สำคัญที่สุด หากไตรมาสไหนขาดทุนทางบัญชีนิดหน่อยแต่กระแสเงินสดยังหมุนเวียนได้ จ่ายเงินพนักงานและซัพพลายเออร์ได้ ก็ถือว่าธุรกิจยังไปต่อได้ ไม่เดือดร้อน

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง 1

    ภาพ: ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA

    เศรษฐกิจปีหน้ายังน่าห่วงไร้สัญญาบวกที่ชัดแจน

    มุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจปี 2569 อาจจะไม่ได้ดีไปกว่าปีนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจปี 2569 ยังไม่เห็นสัญญาณบวกที่ชัดเจน ปัจจัยหลักคือ ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่เปรียบเสมือนสารพิษกัดกินกำลังซื้อ การลดราคาสินค้า 10% แทบไม่ช่วยอะไรเพราะหนี้ของผู้บริโภคตึงตัวจนกู้ไม่ผ่าน

    ความหวังเดียวคือการแก้หนี้ครัวเรือนให้ได้ผลจริง และการลดดอกเบี้ยที่ต้องส่งผลให้ภาระผ่อนต่อเดือน (DSR) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากข้อมูลในปีนี้ของบริษัท ดังนี้

    • แนวราบ ‘รีเจกต์’ หนักกว่าคอนโด สิ่งที่น่าตกใจคือปัจจุบันยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ในโครงการแนวราบ ทั้งบ้านและทาวน์เฮาส์ กลับสูงกว่าคอนโดมิเนียม โดยพุ่งสูงถึง 50% ในบางทำเล หรือหรือในบางทำเลยอดปฏิเสธสินเชื่อในสูง 80% ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบประมาณ 4-5 ปี สาเหตุหลักมาจากหนี้ครัวเรือนที่ตึงตัวจนการลดราคาสินค้าก็ช่วยไม่ได้มากนัก รวมถึงพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคต้องการสินค้าพร้อมอยู่ (Ready to Move) มากขึ้น ส่วนคอนโดมิเนียมกลุ่มพรีเซลที่รอโอน (Balloon payment) ก็มีความเสี่ยงทิ้งดาวน์สูงที่สุด
    • สงครามราคาในตลาดล่าง ตลาดระดับราคาไม่แพง (Affordable) มีการแข่งขันดุเดือด โดยเฉพาะทำเลชานเมืองอย่างรังสิต-ลำลูกกา ที่ผู้ประกอบการทุกรายกระโดดลงมาเล่น ทำให้เกิดสงครามราคาเนื่องจากสินค้าทดแทนกันได้ง่าย

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง 2

    ภาพ: ตัวอย่างโครงการบ้านของ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA

    ความเสี่ยงที่ต้องจับตา จากพื้นฐานธุรกิจ สู่ภัยที่คาดเดาไม่ได้

    SENA มองความเสี่ยงในปีหน้าแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้

    • ความเสี่ยงพื้นฐาน (Fundamental Risks) ได้แก่ ปัญหารายได้คนไม่โตตามราคาบ้าน หนี้เสีย ดอกเบี้ย และต้นทุนก่อสร้าง รวมถึงความไม่ชัดเจนของ ‘ผังเมือง’ ที่บางครั้งผู้ประกอบการซื้อที่ดินโดยอิงจากร่างผังเมืองเดิม แต่เมื่อประกาศใช้จริงกลับเปลี่ยนไป ทำให้ทำอะไรไม่ได้
    • ความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ (Unpredictable Risks) คือโจทย์หินที่สุด เช่น ภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ, โรคระบาดใหม่, น้ำท่วม หรือสงคราม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักธุรกิจประเมินล่วงหน้าได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบรุนแรง

    กลยุทธ์การปรับตัวปี 69 เน้น Resilience-Economy of Scope

    สำหรับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจในปี 2569 ในการรับมือภาพเศรษฐกิจที่จะยังไม่ดีขึ้นจากภาพในปีนี้ เมื่อพึ่งพาหรือรอตัวช่วยปัจจัยภายนอกไม่ได้ เพราะมาตรการกระตุ้นมักเป็นระยะสั้นเหมือนฝึกชู้ตบาส แต่ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อให้เศรษฐกิจแข็งแรงในระยะยาวSENA จึงปรับตัวด้วยกลยุทธ์ ‘ช่วยตัวเอง’ ดังนี้

    1. เปลี่ยน Mindset สู่ความยืดหยุ่น (Resilience) โดยเลิกเสียเวลาคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต แต่เน้นจัดองค์กรให้พร้อมรับแรงกระแทก ยืดหยุ่นทั้งด้านการเงิน คน และสินค้า พร้อมปรับเปลี่ยนสถานการณ์หน้างานได้ทันที

    2. กลยุทธ์ Economy of Scope โดยลูกค้ามี 3 ทางเลือก โดยเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณการผลิต (Economy of Scale) มาสู่การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด เมื่อลูกค้าหนึ่งคนเดินเข้ามา ต้องปิดการขายให้ได้ด้วย 3 ทางเลือก ดังนี้

    • ทางเลือกที่ 1 ซื้อโอนปกติ สำหรับลูกค้าที่มีความพร้อม
    • ทางเลือกที่ 2 LivNex (เช่าออมบ้าน) สำหรับคนที่อยากซื้อแต่กู้ไม่ผ่าน ผ่อนตรงกับโครงการ 3 ปี เพื่อสร้างเครดิตเสมือนเข้า “โรงเรียนเตรียมกู้”
    • ทางเลือกที่ 3 RentNex (เช่าเพื่ออนาคต) เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่อยากมีภาระผูกพันระยะยาว ให้เช่าอยู่ก่อน โดยสามารถนำค่าเช่ามาหักเป็นเงินต้นได้หากตัดสินใจซื้อในอนาคต กลยุทธ์นี้ช่วยเปลี่ยน “ความสูญเสีย” (ลูกค้ารีเจกต์) ให้กลายเป็น ‘รายได้’ (Recurring Income) และเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ให้องค์กร

    เสนาฯ กางแผนฝ่าวิกฤตเน้น ‘กระแสเงินสด’ พร้อมปรับกลยุทธ์ธุรกิจปี 69 พัฒนาสินค้ากระตุ้นยอดขาย ในช่วง ‘ยุคทองอสังหาฯ’ ที่หมดลง 3

    ภาพ: ตัวอย่างโครงการคอนโดมิเนียมของ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA

    3. บริหารสต็อกเดิมแทนการเปิดโครงการใหม่ ปีหน้า SENA จะระมัดระวังการเปิดโครงการใหม่ โดยเน้นระบายสต็อกคงค้าง (Inventory) ที่มีอยู่กว่าหมื่นล้านบาท โดยใช้วิธีคิดแบบ Product Development กับสินค้าเดิม เช่น นำห้องที่เหลือขายมาตกแต่งใหม่ หรือปรับปรุงฟีเจอร์ให้เหมือนสินค้าใหม่ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการ ‘ของพร้อมอยู่’ มากกว่าพรีเซล

    โดยจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยมาก ประมาณ 3-4 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเฟสต่อเนื่องจากโครงการเดิม ไม่เน้นการซื้อที่ดินใหม่เพื่อเปิดโครงการทันที โดยเน้นระบายสินค้าสร้างเสร็จพร้อมขาย (Ready to Move) ที่มีอยู่ประมาณ 5,000 ยูนิต มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท โดยใช้วิธีคิดใหม่คือ แม้ไม่มีโครงการใหม่ แต่จะพัฒนาสินค้าเดิมเสมือนใหม่ ตลอดเวลา เช่น การปรับปรุงห้อง การตกแต่ง หรือเปลี่ยน Layout ในตึกที่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อกระตุ้นยอดขาย

    4. Life Long Trusted Partner และ Sustainability โดยมองข้ามช็อตจากการขายแล้วจบ ไปสู่การดูแลตลอดชีวิต (Life Long) ผ่านบริการหลังการขาย พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟพร้อมแบตเตอรี่ทุกหลังในเซกเมนต์บน และการจัดการขยะ (Waste Management) อย่างจริงจัง เพื่อสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืน

    ผศ.ดร.เกษรา ทิ้งท้ายว่า ในยุคที่ตลาดเป็นของผู้เช่าและกำลังซื้อเปราะบาง ทางรอดคือการปรับตัวและสร้างช่องทางให้คนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้นผ่านนวัตกรรมการเงิน โดยไม่รอความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sena-plan-crisis-cash-flow/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yif9Z-nVrVouCGMwfEfd2

  • 10 คำที่คนไทยค้นหาบน Google มากสุดปี 2025 “คนละครึ่ง” อยู่แค่อันดับ 2 แชมป์คืออะไร?

    10 คำที่คนไทยค้นหาบน Google มากสุดปี 2025 “คนละครึ่ง” อยู่แค่อันดับ 2 แชมป์คืออะไร?

    สรุปคำค้นหายอดนิยม 2025 คนไทยแห่ค้นหา “AI” และโครงการรัฐ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” มาแรงที่สุด

    ในปี 2025 ที่ผ่านมา พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของคนไทยบน Google เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะกระแสเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ควบคู่ไปกับความสนใจเรื่องปากท้องจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ข้อมูลจาก Google Thailand ปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยกำลังตื่นตัวกับเทรนด์โลกและระวังภัยรอบตัวไปพร้อมกัน

    เปิด 10 อันดับคำค้นหายอดนิยมประจำปี 2025

    จากสถิติการค้นหาตลอดทั้งปี นี่คือ 10 อันดับคำค้นหาที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุด ซึ่งสะท้อนไลฟ์สไตล์ ความกังวล และความสนใจของผู้คนในปีนี้ได้อย่างชัดเจน:

    อันดับ คำค้นหา หมวดหมู่หลัก
    1 Gemini เทคโนโลยี/AI
    2 เที่ยวไทยคนละครึ่ง เศรษฐกิจ/โครงการรัฐ
    3 ChatGPT เทคโนโลยี/AI
    4 แผ่นดินไหว ข่าว/ภัยพิบัติ
    5 คนละครึ่ง พลัส เศรษฐกิจ/โครงการรัฐ
    6 สงคราม ส่งด่วน บันเทิง/ซีรีส์ไทย
    7 กุญแจกลางใจ บันเทิง
    8 iPhone 17 เทคโนโลยี/อุปกรณ์
    9 DeepSeek เทคโนโลยี/AI
    10 คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์ บันเทิง/ซีรีส์ไทย

    ยุคแห่ง AI ครองเมือง

    เทรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้คือการเติบโตของ AI โดยคำว่า Gemini พุ่งทะยานสู่อันดับ 1 ตามด้วย ChatGPT และ DeepSeek แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มนำ AI มาประยุกต์ใช้ทั้งเรื่องงานและความบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเขียนโค้ด แต่งเพลง หรือสร้างวิดีโอ นอกจากนี้ คำค้นหาเชิงคำถามเพื่อเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือเหล่านี้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ปากท้องต้องมาก่อน โครงการรัฐยังฮิต

    ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นเรื่องหลักที่คนไทยให้ความสำคัญ ส่งผลให้คำค้นหาเกี่ยวกับโครงการรัฐติดอันดับต้นๆ เสมอ โดยปีนี้ เที่ยวไทยคนละครึ่ง คว้าอันดับ 2 ไปครอง ขณะที่ คนละครึ่ง พลัส ก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะวิธีการลงทะเบียนและเงื่อนไขต่างๆ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

    เกาะติดสถานการณ์ภัยพิบัติและบันเทิง

    นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีและปากท้อง คนไทยยังเกาะติดสถานการณ์รอบตัวอย่างใกล้ชิด ทั้งข่าวสารบ้านเมืองและความบันเทิง โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจดังนี้:

    • ข่าวและภัยพิบัติ: คำว่า “แผ่นดินไหว” ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในหมวดข่าว สะท้อนความตื่นตัวเรื่องความปลอดภัย รวมถึงการค้นหาข้อมูลน้ำท่วมและพายุต่างๆ
    • ความบันเทิง: ซีรีส์ไทยเรื่อง “สงคราม ส่งด่วน” และ “คุณพี่เจ้าขาดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” มาแรงที่สุด ส่วนฝั่งเกาหลีต้องยกให้ Squid Game 2 ที่กลับมาทวงบัลลังก์
    • การท่องเที่ยว: เทรนด์เที่ยวเมืองรองกำลังมาแรง โดยเฉพาะกำแพงเพชรและสุโขทัย ส่วนต่างประเทศเน้นเส้นทางธรรมชาติและวัฒนธรรมแปลกใหม่อย่าง ภูฏาน

    สรุปภาพรวมปี 2025

    ภาพรวมของคำค้นหายอดนิยมปี 2025 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าคนไทยพร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยใช้ AI เป็นตัวช่วยหลักในการดำเนินชีวิต ขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งความสนใจในสวัสดิการรัฐและการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9860738/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rMqCwNHL1DG1xSSaOJWxA

  • รายงาน OECD เตือนวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ รุนแรงขึ้นใน 30 ปี พร้อมเสนอ 6 นโยบายบูรณาการเร่งด่วน | SDG Move

    รายงาน OECD เตือนวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ รุนแรงขึ้นใน 30 ปี พร้อมเสนอ 6 นโยบายบูรณาการเร่งด่วน | SDG Move

    องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) เผยแพร่รายงาน “Environmental Outlook on the Triple Planetary Crisis: Stakes, Evolution and Policy Linkages” ซึ่งนำเสนอการวิเคราะห์แนวโน้มด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการประเมินนโยบายที่ใช้รับมือกับประเด็นท้าทายสำคัญระดับโลกในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำถึงวิกฤติหลักสามประการที่เชื่อมโยงกันที่มนุษย์โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ (triple planetary crisis) ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ ซึ่งกำลังกดดันระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมทั่วโลกอย่างรุนแรง พร้อมให้ข้อเสนอแก่รัฐบาลดำเนินมาตรการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ด้วยแนวทางที่บูรณาการเพิ่มขึ้น

    รายงานฉบับนี้ ได้ระบุว่าวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ ล้วนมีปัจจัยขับเคลื่อนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากร ความต้องการด้านอาหาร ปุ๋ย รวมถึงการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ตั้งแต่ที่ดิน พลังงาน วัสดุ ไปจนถึงน้ำ ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2563 – 2593 โดยคาดว่าจำนวนประชากร การใช้น้ำ และความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้นราว ร้อยละ 25 ขณะที่การใช้พลาสติกและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า

    อย่างไรก็ตาม หากยังคงใช้นโยบายในรูปแบบเดิมวิกฤติทั้งสามด้านจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี  2563 – 2593 โดยคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 2.1 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในช่วงกลางศตวรรษ ส่งผลให้ชนิดพันธุ์บนบกหลายกลุ่มลดจำนวนลงมากยิ่งขึ้น และแม้ปริมาณมลพิษทางอากาศบางประเภทจะมีแนวโน้มลดลง แต่ส่วนเกินของไนโตรเจน (nitrogen surplus) จะเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ใน 3 และการรั่วไหลของพลาสติกสู่สิ่งแวดล้อม อาจเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านมลพิษที่ยังคงรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ รายงานนำเสนอ “กลไกนโยบาย 6 ประการ” ที่สามารถช่วยส่งเสริมการพัฒนามาตรการที่มีความสอดประสานและบูรณาการ ได้แก่

    1. ปิดช่องว่างด้านองค์ความรู้และการประเมินผล
    2. เพิ่มการพิจารณาความเชื่อมโยงของประเด็นสิ่งแวดล้อมในรายงานและแผนระดับชาติ
    3. ปรับทิศการจัดสรรงบประมาณและเงินทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
    4. ป้องกันและลดผลกระทบที่ไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
    5. ปฏิรูประบบการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน
    6. ยกระดับและปรับแนวคิดระบบอาหาร (food systems) ใหม่

    การรับมือวิกฤติทั้งสามด้านจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการเชิงนโยบายอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างการดำเนินงานที่สอดประสานกัน เพราะการแก้ไขวิกฤติหลักสามประการจำเป็นต้องมีนโยบายที่เชื่อมโยงทุกมิติเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง

    ● อ่านข่าวและบทความที่เกี่ยวข้อง
    “Still Only One Earth” โลกยังคงมีเพียงแค่ใบเดียว – ชวนอ่าน บทเรียนจาก 50 ปี ของนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของ UN 
    OECD เผยแพร่ ‘ข้อมูลสถิติด้านสุขภาพ ฉบับปี 2568’ หวังประเทศต่าง ๆ เปรียบเทียบ-ปรับใช้ระบบสุขภาพที่หลากหลายและดีขึ้น 
    FAO เผยความคืบหน้า SDGs ด้านอาหาร-เกษตร 2025 ความไม่มั่นคงทางอาหารกระทบประชากรโลก 28% ทำให้ยังไม่บรรลุเป้าหมาย 
    SDG Updates | การประชุม ‘Stockholm+50’ ครบรอบ 50 ปี จุดกำเนิดความร่วมมือพหุภาคีเพื่อสิ่งแวดล้อมโลก 
    – SDG Updates | ดัชนีวัดผลการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม (EPI) กับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ
    #SDG3 สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
    – (3.9) ลดจำนวนการตายและการเจ็บป่วยจากสารเคมีอันตรายและจากมลพิษและการปนเปื้อนทางอากาศ น้ำ และดิน ให้ลดลงอย่างมาก ภายในปี 2573
    #SDG6 น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล
    #SDG12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
    – (12.2) บรรลุการจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในปี พ.ศ. 2573
    – (12.3) ลดของเสียอาหาร (food waste) ของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหาร (food loss) ตลอดการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี พ.ศ. 2573 
    #SDG13 การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
    – (13.1) เสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่ออันตรายและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศในทุกประเทศ
    – (13.2) บูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในนโยบาย ยุทธศาสตร์ และการวางแผนระดับชาติ
    #SDG14 ทรัพยากรทางทะเล
    #SDG15 ระบบนิเวศบนบก
    – (15.5) ปฏิบัติการที่จำเป็นและเร่งด่วนเพื่อลดการเสื่อมโทรมของถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และภายในปี พ.ศ. 2563 ปกป้องและป้องกันการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม
    – (15.9) บูรณาการมูลค่าของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปสู่การจัดทำแผน กระบวนการพัฒนา ยุทธศาสตร์การลดความยากจน และบัญชีทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ภายในปี พ.ศ. 2563
    #SDG17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
    – (17.1) เสริมความแข็งแกร่งของการระดมทรัพยากรภายในประเทศ โดยรวมถึงการสนับสนุนระหว่างประเทศไปยังประเทศกำลังพัฒนา เพื่อปรับปรุงขีดความสามารถของประเทศในการเก็บภาษีและรายได้อื่นๆ ของรัฐ

    เเหล่งที่มา :
    OECD Report Calls for More Synergistic Responses to Triple Planetary Crisis (IISD)
    Environmental Outlook on the Triple Planetary Crisis (OECD)

    • Praewpan Sirilurt

      Knowledge Communication | มนุษย์ผู้เชื่อว่า “การสื่อสารสามารถเชื่อมต่อความรู้สึกของกันและกันได้” ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน หรือเผชิญกับอะไรอยู่ การสื่อสารจะช่วยบอกเล่าเรื่องราวส่งไปให้แก่ผู้อื่นได้รับรู้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sdgmove.com/2025/12/05/oecd-triple-planetary-crisis/amp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aCKwFdTjoyXOQ3-UHFOUC

  • สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป สมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ชลบุรี ร่วมสนับสนุนงานกาชาด 2568 มอบเงิน 200,000 บาท ผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย | TOPNEWS

    สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป สมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ชลบุรี ร่วมสนับสนุนงานกาชาด 2568 มอบเงิน 200,000 บาท ผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย | TOPNEWS

    เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเตรียมความพร้อมสำหรับการออกร้านของ กองบัญชาการกองทัพไทย ในงาน กาชาดประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–21 ธันวาคม 2568สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ทางสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป และสมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ได้ร่วมให้การสนับสนุนกิจกรรมการกุศลในครั้งนี้

    ผู้แทนฝ่ายต่าง ๆ ที่เข้าร่วมมอบเงินประกอบด้วย

    • พันเอก Kai-Yu Shih ผู้อำนวยการกองประสานงานทหาร
      สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

    • ดร. ดุง ซี-ชิ (Andy)
      ประธานสภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกไต้หวัน
      สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

    • Mr. Hsu Deng Yue (William) หรือ เติง-เย้ ฉี
      นายกสมาคมนักธุรกิจไต้หวัน ชลบุรี

    • ผู้จัดการบริษัท เอ็มเอ็มดี จ๊อบ เซอร์วิส จำกัด

    ทั้งนี้ ผู้แทนทั้งหมดได้ร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนกิจกรรมการกุศลสำหรับการออกร้านงานกาชาดประจำปี 2568 เป็นจำนวน 200,000 บาท โดยส่งมอบให้กับ สมาคมแม่บ้านกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมี สำนักงานผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้รับมอบในครั้งนี้

    กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมืออันดีระหว่างไทยและไต้หวัน ในการสนับสนุนงานสังคมสงเคราะห์และกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1414349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSf0j3rYVzT5pnvpkKHcH

  • ประธานาธิบดีอิหร่านได้ส่งสาร เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยถึงพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีของไทย โดยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอด 70 ปีของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองชาติ

    ประธานาธิบดีอิหร่านได้ส่งสาร เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยถึงพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีของไทย โดยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอด 70 ปีของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองชาติ

    ประธานาธิบดีอิหร่านได้ส่งสาร เพื่อแสดงความยินดีเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยถึงพระมหากษัตริย์และนายกรัฐมนตรีของไทย โดยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตตลอด 70 ปีของทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นฐานของสายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันยาวนานกว่า 400 ปีระหว่างสองชาติ

    ในสารที่ส่งถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ พระมหากษัตริย์ไทย นาย มาซูด เปเซซเคียน ได้อวยพรเนื่องในวันชาติของราชอาณาจักรไทยแก่พระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนชาวไทย โดยย้ำว่า สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและราชอาณาจักรไทยกำลังก้าวเข้าสู่วาระครบรอบ 70 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต แต่สายสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทั้งสองชาติมีอายุยาวนานกว่า 400 ปี

    การมีชาวอิหร่านทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา ได้วางรากฐานแห่งความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างสองชาติ และก่อให้เกิดมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงสร้างแรงบันดาลใจต่อความร่วมมือฉันมิตรจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเขามั่นใจว่าเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์นี้จะยังคงดำเนินต่อไปเพื่อความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

    ประธานาธิบดีอิหร่านยังได้ส่งสารในโอกาสเดียวกันถึงนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน–ไทย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 400 ปี จะเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปีของการเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตในปีนี้ และข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานร่วมกันของทั้งสองชาติและศักยภาพที่มีอยู่ เราจะได้เห็นการพัฒนาและการเสริมสร้างความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกด้านที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจ

  • ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

    ผลิตภาพแรงงานต่ำ ปัญหาเชิงโครงสร้างฉุดศักยภาพการแข่งขันเวียดนาม

    เนื้อข่าว 

    ในบริบทที่เศรษฐกิจภูมิภาคมีการแข่งขันรุนแรงและเผชิญการปรับตัวด้านโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ระดับผลิตภาพแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำยังคงเป็นปัจจัยจำกัดสำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจเวียดนาม โดยผลิตภาพของสถานประกอบการภายในประเทศยังด้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น เช่น ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตลอดจนเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการที่ได้รับเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ซึ่งดำเนินกิจการในเวียดนาม ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวได้พัฒนาเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาคอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการ และระบบห่วงโซ่อุปทาน โดยจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านมาตรการเร่งด่วนในระยะสั้นควบคู่กับการปรับปรุงเชิงโครงสร้างในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

    image.png

    ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามอยู่ในระดับต่ำมาจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะการบริหารจัดการ โดยผู้ประกอบการภายในประเทศจำนวนมากยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีระดับปานกลางถึงระดับต่ำ และมีการประยุกต์ใช้ระบบอัตโนมัติ (automation) ในสัดส่วนที่จำกัด ขณะที่ประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น มาเลเซียและไทย ได้ยกระดับการใช้ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมสำคัญอย่างแพร่หลายแล้ว นอกจากนี้ สมรรถนะด้านการจัดการซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิผลการใช้ปัจจัยการผลิต ยังคงเป็นจุดอ่อนของผู้ประกอบการเวียดนาม โดยหลายกิจการยังดำเนินงานบนพื้นฐานประสบการณ์ส่วนบุคคลมากกว่าการบริหารจัดการโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน (data-driven management) ประกอบกับการขาดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน และระบบติดตามประสิทธิภาพอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียด้านผลิตภาพในกิจกรรมประจำวันอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการต่างชาติภายใต้เงินทุน FDI ช่องว่างด้านเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และระบบบริหารจัดการมีความเด่นชัดมากขึ้น เนื่องจากสถานประกอบการ FDI โดยทั่วไปมีสายการผลิตที่ทันสมัย ใช้ระบบบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า (lean management) เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกที่มีประสิทธิภาพสูง และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ

    ในมิติของคุณภาพแรงงาน เวียดนามยังประสบข้อจำกัดด้านทักษะอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัดส่วนแรงงานที่ผ่านการอบรมอย่างเป็นระบบยังมีไม่มาก ขณะที่ทักษะด้านดิจิทัลก็ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของกระบวนการผลิตยุคใหม่ แม้ผู้ประกอบการจะลงทุนในเครื่องจักรหรือซอฟต์แวร์เพิ่มขึ้น แต่ประสิทธิภาพการผลิตก็ไม่สามารถยกระดับได้ตามเป้าหมาย หากแรงงานไม่สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง ส่งผลให้ข้อจำกัดด้านทักษะแรงงานกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการยกระดับผลิตภาพของภาคธุรกิจในภาพรวม

    ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องกำหนดจุดเริ่มต้นสำคัญที่ควรดำเนินการก่อน (strategic interventions) และเดินหน้าปรับปรุงแบบเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง โดยในระยะสั้น ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากหรือเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร แต่ควรเริ่มจากการจัดระเบียบกระบวนการทำงานให้ได้มาตรฐาน ลดงานที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า (non-value-added activities) และประยุกต์ใช้แนวทางจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า เช่น LEAN Kaizen และ 5S ซึ่งช่วยยกระดับผลิตภาพได้อีกร้อยละ 5–10 โดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยังสามารถทยอยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นรายขั้นตอน เช่น ระบบบริหารคลังสินค้า (warehouse management/ tracking) ระบบตรวจสอบสถานะการผลิต (production monitoring) และระบบวางแผนคำสั่งซื้อ (order planning) ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและทรัพยากร

    สำหรับด้านแรงงาน แนวทางที่มีประสิทธิผลและประหยัดต้นทุนที่สุดคือการยกระดับทักษะแรงงานใหม่ (retraining) ให้ตรงกับความต้องการจริงของสถานประกอบการ โดยความร่วมมือกับสถาบันอาชีวศึกษาและศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือดิจิทัล และการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท Hung Yen Garment Corporation ชี้ว่า การอบรมทักษะด้านการบริหารสายการผลิตเพียงหลักสูตรเดียวสามารถลดจำนวนงานผิดพลาดได้ร้อยละ 20 สะท้อนถึงประสิทธิผลที่จับต้องได้จากการลงทุนในทักษะแรงงาน

    ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องยกระดับยุทธศาสตร์ให้เข้มแข็งกว่าเดิม ทั้งการลงทุนด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนจากระบบการผลิตแบบเดิมไปสู่โรงงานอัจฉริยะ (smart factories) ที่ใช้เทคโนโลยี IoT ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการก้าวไปสู่กระบวนการผลิตที่มีมูลค่าสูงในห่วงโซ่อุปทานโลก แทนการทำงานอยู่แค่ขั้นตอนการประกอบทั่วไปเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องพัฒนาระบบสนับสนุนด้านบุคลากรให้เข้มแข็งขึ้น เช่น จัดทำโครงการอบรมภายในองค์กร และเสริมทักษะให้วิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2568)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    รายงานเศรษฐกิจเวียดนามปี 2568 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ระบุว่า แม้เวียดนามจะสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเติบโตต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ แต่ประเทศยังประสบข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะระดับผลิตภาพแรงงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 ภายใต้สถานการณ์ที่สัดส่วนประชากรวัยทำงานเริ่มลดลงหลังผ่านช่วงที่แรงงานมีจำนวนมาก ส่งผลให้การเติบโตระยะต่อไปต้องอาศัยการใช้ทรัพยากรทั้งทุนและแรงงานให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    แม้ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.24 ต่อปี ยังไม่ถึงเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ร้อยละ 6.5 และยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ไทย จีน และอินโดนีเซีย โดยข้อมูลปี 2566 ระบุว่า หากวัดตามกำลังซื้อเทียบเท่า (Purchasing Power Parity: PPP) ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามมีมูลค่าเพียงร้อยละ 11.2 ของสิงคโปร์ และอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของไทยและจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างด้านศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันที่ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

    OECD ระบุว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของเวียดนามยังมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้านที่ส่งผลโดยตรงต่อระดับผลิตภาพแรงงาน ได้แก่ (1) คุณภาพแรงงานยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม แม้อัตราการฝึกอบรมจะเพิ่มขึ้น แต่แรงงานจำนวนมากยังขาดทักษะเทคนิคขั้นสูงและทักษะดิจิทัลที่จำเป็น (2) การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มยังอยู่ในระดับต่ำ และการใช้เทคโนโลยียังไม่ล้ำสมัยพอที่จะผลักดันการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (3) โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นหลัก ทำให้ศักยภาพในการเข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยีใหม่ และระบบการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากลยังคงจำกัด

    ในระยะสั้น OECD เสนอว่า เวียดนามควรเร่งยกระดับผลิตภาพโดยการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับลักษณะการผลิตของแต่ละสถานประกอบการมาใช้ พร้อมกับพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง การปรับปรุงขั้นตอนการทำงานด้วยระบบบริหารจัดการที่ลดความสูญเปล่า การยกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขนาดใหญ่ในทันที นอกจากนี้ ภาคธุรกิจควรปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานที่ต้องการทักษะเทคนิคมากขึ้น เช่น ระบบอัตโนมัติในระดับกลาง เทคโนโลยีด้านสารสนเทศ และบริการสนับสนุนการผลิตรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

    ในระยะยาว OECD เสนอให้เวียดนามเร่งลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนาโรงงานอัจฉริยะที่เชื่อมต่อระบบ IoT ใช้ปัญญาประดิษฐ์ และวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพัฒนากรอบกฎหมายที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม นอกจากนี้ เวียดนามจำเป็นต้องสร้างระบบพัฒนาบุคลากรที่เข้มแข็ง ให้มีวิศวกร ช่างเทคนิค และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าสูงกว่า และลดการพึ่งพาการผลิตมูลค่าต่ำในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    การประเมินของ OECD ยังชี้ว่า หากเวียดนามสามารถดำเนินมาตรการยกระดับผลิตภาพอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจจะมีโอกาสเติบโตบนฐานโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ลดความเสี่ยงจากการติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) และเพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไปยังอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ในทางตรงกันข้าม หากการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเกิดความล่าช้า ช่องว่างด้านผลิตภาพระหว่างเวียดนามกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาจขยายตัวมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันด้านการผลิต การส่งออก และความมั่นคงของการเติบโตในระยะยาว

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การที่ผลิตภาพแรงงานของเวียดนามยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนแฝงในกระบวนการผลิตสูงขึ้นและลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในบางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเปิดช่องว่างการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรกล การเกษตรแปรรูป และบริการโลจิสติกส์ที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความจำเป็นของเวียดนามในการยกระดับเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ ยังอาจเพิ่มความต้องการนำเข้าเครื่องจักร อะไหล่ และโซลูชันดิจิทัลจากไทย ซึ่งเป็นโอกาสเชิงพาณิชย์โดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย

    อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามยังเผชิญความเสี่ยงจากผลิตภาพแรงงานของท้องถิ่นที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานอาเซียน เช่น ความล่าช้าในกระบวนการผลิต คุณภาพงานไม่สม่ำเสมอ และต้นทุนการฝึกอบรมเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับระบบการจัดการภายใน โดยใช้กระบวนการบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็วและลดความสูญเปล่า การกำหนด KPI ที่ชัดเจน การใช้ระบบติดตามผลการผลิตแบบเรียลไทม์ รวมถึงการร่วมมือกับสถาบันฝึกอบรมในพื้นที่ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และสายการผลิตที่ไทยต้องการควบคุมคุณภาพ

                   ในระยะยาว แนวโน้มที่เวียดนามจะลงทุนในโรงงานอัจฉริยะและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น IoT และ AI จะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นผู้จัดหาระบบ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์สนับสนุนการผลิต ตลอดจนเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรม แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเวียดนามยกระดับผลิตภาพแรงงานได้ในระยะกลางถึงยาว ความสามารถในการแข่งขันก็จะสูงขึ้นและอาจลดความได้เปรียบเชิงต้นทุนของผู้ประกอบการไทยได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรมองเวียดนามไม่ใช่เพียงฐานการผลิต แต่เป็น ตลาดเทคโนโลยีและบริการอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต พร้อมทั้งพัฒนาความร่วมมือเชิงลึกเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/w8ku6spq3gdglwxgq4finkep&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08Xqoh3DVV0DFqX1xSo-5P

  • ”ศุภจี“ จับมือ “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเป็น ประตูการค้า อาหารและบริการสู่ตะวันออกกลาง

    ”ศุภจี“ จับมือ “รมว.พาณิชย์ซาอุฯ” หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ตั้งเป้าเป็น ประตูการค้า อาหารและบริการสู่ตะวันออกกลาง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ GAFT กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตนพร้อมด้วยนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจของซาอุฯ เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง

    นางศุภจี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ตนเดินทางมาเยือนหลังรับตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาคที่เริ่มจาก “ความเชื่อใจ (trust)” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยวางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC ซึ่งในการหารือวันนี้ รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้าเพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น “แหล่งความมั่นคงทางอาหาร” ให้แก่ซาอุฯได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯ ให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง

    “วันนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ “วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030” ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว” นางศุภจีกล่าว

    ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5) ก๊าซธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/114996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CuyhP8y7-FMbPEgbuWXnw

  • แบงก์ชาติอินเดียลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อต่ำ เปิดทางกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติอินเดียลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อต่ำ เปิดทางกระตุ้นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในวันนี้ (5 ธ.ค.) โดยชี้ว่าเงินเฟ้อที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และแนวโน้มราคาที่ไม่รุนแรง ช่วยเปิดช่องให้สามารถเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด

    คณะกรรมการนโยบายการเงินของ RBI ซึ่งมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรีโป (repo rate) ลงเหลือ 5.25% ส่งผลให้ตั้งแต่เดือนก.พ. 2568 เป็นต้นมา RBI ได้ลดดอกเบี้ยรวมทั้งสิ้น 1.25% หลังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในเดือนส.ค.และต.ค.

    เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน และช่วยให้ผลของการลดดอกเบี้ยส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น RBI ยังประกาศทำธุรกรรมในตลาดเปิด (OMO) มูลค่า 1 ล้านล้านรูปี หรือประมาณ 1.114 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงทำสวอปเงินตราต่างประเทศอีก 5 พันล้านดอลลาร์

    ด้านผู้ว่าการธนาคารกลาง ซานเจย์ มาลโฮตรา ระบุว่า เศรษฐกิจอินเดียกำลังก้าวเข้าสู่ช่วง “โกลดิล็อกส์” (Goldilocks) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ยาก โดยเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตได้ดี ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/551587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HIczZ-YAuYW_mwyc2uBGc