Category: เศรษฐกิจ

  • สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านลุยเปิดงานใหญ่ “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025″เข้าสู่ปีที่ 3 กระตุ้นเศรษฐกิจการรับสร้างบ้าน | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านลุยเปิดงานใหญ่ “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025″เข้าสู่ปีที่ 3 กระตุ้นเศรษฐกิจการรับสร้างบ้าน | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดฉากยิ่งใหญ่ในงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025″ ชูคอนเซปต์ ‘สร้าง อยู่ ดี’ พร้อมรับข้อเสนอจาก 30 บริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ พบกับบ้านใหม่คุณภาพสูงในราคาเดิม ก่อนปรับราคาใหม่ต้นปี 2569 มีแบบบ้านทุกระดับราคากว่า 1,000 แบบ ภายในงานมีเสวนาความรู้ที่น่าสนใจ ‘สถาปนิกทอล์ก’ และ ‘ฮวงจุ้ยเสริมมงคล’ พร้อมส่วนลดพิเศษ ของแถม รางวัลทองคำมูลค่ากว่า 4 แสนบาท โดยตั้งเป้ายอดในงานขายพุ่ง 4,500 ล้านบาท จัดระหว่าง 10 – 14 กันยายน 2568  ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 6

    อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า การจัดงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025” ในคอนเซ็ปต์ ‘สร้าง อยู่ ดี’ มาพร้อมด้วยหลักคิดที่แข็งแรง ทั้งการ “สร้างบ้าน” กับนักสร้างบ้านมืออาชีพ “อยู่” บ้านที่ตรงใจในสไตล์ที่ทุกคนชื่นชอบ และ “ดี” เรื่องมาตรฐาน ความมั่นใจ และบริการหลังการขาย โดยสถานการณ์ในไตรมาส 2/2568 ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านปรับตัวลดลง 10% จากปัจจัยทางเศรษฐกิจ แล้วคาดกว่าในไตรมาส 3 และ 4 ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านจะฟื้นตัวกลับมาได้ โดยมีปัจจัยจากการเติบโตของตลาดต่างจังหวัดที่มีสัดส่วนมากถึง 80% ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สัดส่วน 20%

    งานรับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025 จะเป็นงานที่เปิดโอกาสให้คนไทยได้มีบ้านในฝันง่ายขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้ผู้บริโภคยังสามารถสร้างบ้านในราคาเดิมได้อยู่ โดยบริษัทรับสร้างบ้านที่เข้าร่วมงานยืนยันว่าไม่มีการปรับขึ้นราคาแม้จะอยู่ในช่วงต้นทุนวัสดุก่อสร้าง และค่าแรงปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม ซึ่งคาดการณ์ว่าต้นทุนของการสร้างบ้านจะปรับใหม่อีกครั้งประมาณต้นปี 2569

    การจัดงานนี้เพิ่มแรงกระตุ้นเศรษฐกิจหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทรับสร้างบ้าน บริษัทวัสดุก่อสร้าง สถาปนิก วิศวกร แรงงาน โดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค และยกระดับอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 11,000 คน และสร้างยอดขายรวม 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากภายในงาน 3,500 ล้านบาท และยอดขายที่เกิดขึ้นภายหลังการจัดงานอีก 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจ การเมือง โดยเฉพาะด้านแรงงาน ทางสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้แนะการปรับตัวรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ ด้วยการเตรียมนำเทคโนโลยี และระบบ Project Management มาช่วยบริหารจัดการระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเร่งอบรมช่างและผู้รับเหมาในเครือข่ายให้มีมาตรฐานเดียวกัน ทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคู่มือการก่อสร้างเพื่อให้การทำงานเป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ และลดความผิดพลาดให้น้อยที่สุด

    “การที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. มีข้อเสนอลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% นั้น แม้จะไม่ส่งผลต่อตลาดรับสร้างบ้านโดยตรง เพราะเป็นที่ดินของลูกค้า แต่ถือว่าเป็นกระตุ้นการตัดสินใจสร้างบ้านได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะช่วยผลักดันตลาดให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง”

    ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนา “ฮวงจุ้ยเสริมมงคล” โดยซินแสหมิง ขงเบ้งเมืองไทย หรือ อาจารย์พงศ์สดายุ นาคทอง ที่ปรึกษาด้านศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยที่มีชื่อเสียง และอาจารย์แบงค์ เคลียดวง รวมทั้งกิจกรรม “สถาปนิกทอล์ก” ที่มีสถาปนิกมาให้ความรู้และให้คำแนะนำสำหรับคนที่วางแผนสร้างบ้าน

    ตลอด 5 วันของการจัดงาน ระหว่าง 10 – 14 กันยายน 2568 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 6 จะเต็มไปด้วยข้อเสนอและส่วนลดพิเศษที่น่าสนใจจากบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำกว่า 30 บริษัท พร้อมบริษัทวัสดุจำนวนมากที่จะนำสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ และสถาบันการเงินชั้นนำ ทั้งสินเชื่อ ดอกเบี้ยพิเศษ เข้าร่วมงานในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายของแบบบ้านมากกว่า 1,000 แบบ มีให้เลือกในทุกระดับราคาบ้าน รวมทั้งของแถมรางวัลจากสมาคม เป็นทองคำมูลค่ารวมกว่า 4 แสนบาท รวมถึงสินค้านวัตกรรมในกลุ่มวัสดุ และโปรโมชันจากบริษัทรับสร้างบ้านที่ร่วมออกบูธภายในงาน

    สถาบันการเงินชั้นนำ สำหรับสินเชื่อบ้าน และสิทธิพิเศษภายในงาน มีดังนี้

    1. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 

    • ค่าจดจำนอง 0.50% ของวงเงินกู้
    • ค่าอากรแสตมป์ติดสัญญาเงินกู้ 0.05% ของวงเงินกู้
    • ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย 3 ปี สมัครสินเชื่อตั้งแต่ 10-30 กันยายน 2568 และจดจำนองภายใน 30 ธันวาคม 2568

    2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

    • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3 ปี เฉลี่ย 3.20%
    • ผ่อนต่ำเริ่มต้นล้านละ 2,600 บาท
    • ฟรี! ค่าธรรมเนียมประเมินราคา
    • ฟรี! ค่าจำนอง กรณีกู้ปลูกสร้างบ้านตั้งแต่ 7.00 ล้านบาทขึ้นไป

    3. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ครบรอบ 72 ปี

    • อัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก 0.72 % ต่อปี ถ้าทำนิติกรรมภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 รับสิทธิพิเศษ GHB Reward Privilege รับคะแนนสะสม 100 พ้อยท์
    • กรณีทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ดอกเบี้ยคงที่ต่อเดือนที่ 1-6 0.89 % ต่อปี ยื่นคำขอกู้ อนุมัติ และทำนิติกรรม ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568

    4. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

    • เบี้ยประกันภัยลดสูงสุด 18%
    • เบี้ยเริ่มต้น 3,000 บาท
    • คุ้มครองต่อเนื่องถึง 12 เดือน หลังจากวันที่ส่งมอบงาน
    • เครือข่ายสินไหมครอบคลุมทั่วประเทศไทย
    • คุ้มครองน้ำท่วมและแผ่นดินไหว สูงสุด 30% ของมูลค่างาน

    อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://prop2morrow.com/851016/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/851655/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nYFdou4fxL3avxKgPLMig

  • “อนุทิน” เปิดตัว “ศุภจี” เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ “เอกนิติ” คุมคลังดันนโยบายฟื้นประเทศ

    “อนุทิน” เปิดตัว “ศุภจี” เสริมทัพทีมเศรษฐกิจ “เอกนิติ” คุมคลังดันนโยบายฟื้นประเทศ


    นายกฯ เคียงข้าง “เอกนิติ” และ “ศุภจี” ว่าที่รมว.พาณิชย์ โชว์ภาพทีมเศรษฐกิจใหม่ มุ่งขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “คนละครึ่ง” เดินหน้าสู่ความยั่งยืน

    ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าที่รองนายกรัฐมตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทย เพื่อมาหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  

    ภายหลังการหารือ นายอนุทิน เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการพูดคุยเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานด้านเศรษฐกิจร่วมกัน โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างนายเอกนิติและนางศุภจี เพื่อวางรากฐานแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล

    นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การทำงานของรัฐบาลจะต้องนำความคาดหวังและผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนมาเป็นที่ตั้ง พร้อมเชื่อมั่นในประสบการณ์และความสามารถของทีมงานที่จะช่วยกันขับเคลื่อนบ้านเมือง “รัฐบาลนี้อำนาจอยู่ที่ผู้ปฏิบัติ ส่วนผมมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ตั้งเป้าหมายและทิศทาง คือทำให้ประเทศไทยก้าวหน้าอย่างมั่นคง”

    และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสและประโยชน์อย่างสูงสุด “การบริหารประเทศไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ที่ประชาชนทั้งประเทศเป็นครูและผู้ร่วมตรวจสอบ หากเราทำผิด ประชาชนจะเดือดร้อน ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้รัฐบาลคือรัฐบาลของประเทศไทย “ผมพร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ตราบเท่าที่สิ่งที่นำเสนอออกมานั้นเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน” 

    ทางด้านนางศุภจี  กล่าวเปิดใจถึงความมุ่งมั่นที่เข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้ว่า ตนมีความตั้งใจเหมือนนายกรัฐมนตรี พูดไปแล้วว่าระยะเวลาสั้น ๆ นี้ เป็นระยะเวลาที่มีความท้าทาย และมีความสำคัญมาก ประเทศเราต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าจะระยะเวลาสั้นแค่ไหน

    “ดิฉันในฐานะที่มีโอกาสได้ทำงานมาหลากหลาย รวมถึงงานระหว่างประเทศด้วย ตั้งใจจะนำเอาประสบการณ์ ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมด มาทุ่มเทให้ในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีธงเดียวกับนายกฯ คือทำประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนให้ได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ”

    ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมชื่นชมและคาดหวังผลงานต่อจากนี้ นางศุภจี กล่าวว่า ขอบคุณที่ได้รับการชื่นชม และได้รับการคาดหวัง ถือเป็นกำลังใจที่ดีอย่างยิ่ง และจะยิ่งเป็นกำลังใจที่ทำให้ทุกคนไม่ผิดหวัง ดังนั้นก็จะประสานมือกับทีมงานทุกคนภายใต้นโยบายของนายกฯ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ในการทำเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาให้ได้ ภายในระยะเวลาอันสั้น  ยอมรับเป็นความท้าทาย แต่ก็มีความตั้งใจที่จะสามารถทำได้ คงทำไม่ได้ทุกอย่าง แต่เราจะเลือกสิ่งที่ทำแล้วเกิดผลอย่างดีที่สุด ให้ได้มากที่สุดในระยะเวลาที่เรามี

    เมื่อถูกถามต่อว่าในระยะเร่งด่วนอยากจะทำอะไรเป็นลำดับแรก นางศุภจี กล่าวว่า ขออนุญาต เนื่องจากตนยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ และต้องรอนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของภาพใหญ่ด้วย ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนก็ต้องรอดูว่านโยบายหลักภายใต้การนำของนายกฯ เป็นอะไร และเรามีหน้าที่เสริมในเป้าประสงค์เดียวกัน เพื่อทำประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ ดังนั้นจึงขอยังไม่พูดว่าจะทำอะไรก่อนหลัง

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการดูแลระเบียบการเงิน การคลัง ในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ว่า จากที่ตนอยู่กระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีกรุณาเห็นประโยชน์ เพราะตนเห็นกลไกในการขับเคลื่อนอยู่แล้ว ก็จะพยายาม เพราะเป็นนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศไปแล้ว ซึ่งได้เตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆ เอาไว้แล้ว ส่วนรายละเอียดต่างๆ ขอให้มีการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการก่อน

    เมื่อถามว่า รายละเอียดโครงการ “คนละครึ่ง” 60:40 จริงหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ก็เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ว่าจะต้องให้เกิดประโยชน์ กับประชาชนแลประเทศชาติเป็นหลัก แม้มีเวลาจำกัด เราก็ต้องฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ในระยะยาวให้ได้และให้ เกิดความยั่งยืน ซึ่งเป็นหลักการที่นายกรัฐมนตรี มอบไว้ให้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/35260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L8Hxmy9GBs6ak6fz_sqp1

  • เอกชนหวังรัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง

    เอกชนหวังรัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ปากท้อง

    กรุงเทพฯ 10 ก.ย. – เอกชนหวังรัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาเศรษฐกิจ -ปากท้องชาวบ้าน – ช่วย SME ฝ่าวิกฤต ชมทีมเศรษฐกิจ รมต.คนนอกออกมาดี หวังทำงานไปในทิศทางเดียวกันกับโค้วตาพรรคร่วมฯ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ของรัฐบาลภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า ตามที่ได้เห็นโผ ครม.ของนายอนุทิน ตามสื่อ ก็ต้องขอบคุณนายกฯ อนุทิน ที่รับฟังภาคเอกชน โดยก่อนหน้านี้ กกร.เคยบอกเอาไว้ว่าอยากได้ทีมเศรษฐกิจที่เป็นคนเก่ง เป็นคนดี มีประสบการณ์ กล้าตัดสินใจทำงานได้ทันที ซึ่งขณะนี้รายชื่อรัฐมนตรีคนนอก โดยเฉพาะทีมที่มีรายชื่อออกมา ไม่ว่าจะเป็น รมว.คลัง และรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์  ซึ่งมีประสบการณ์การทำงาน โดยเฉพาะที่กรมสรรพากรที่ได้พัฒนาการใช้ดิจิทัลมาสร้างความง่าย สะดวก และโปร่งใสให้กับผู้เสียภาษี และความเป็นลูกหม้อกระทรวงการคลัง จึงเชื่อว่าจะสามารถทำงานได้ทันที และยังมีนายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็น รมช. ที่มีความเข้าใจในเองการเงิน การคลัง และยังเป็นทีมงานนายพิชัย ชุณหวชิร อดีต รมว.คลัง จึงมั่นใจว่าการทำงานสามารถต่อติดได้ทันที 2 แรงแข็งขันของกระทรวงการคลังน่าจะเอาอยู่

    ส่วน รมว.ต่างประเทศ ตามข่าวคือ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นลูกหม้อกระทรวงการต่างประเทศ มีประสบการณ์มากมาย จึงเชื่อว่าจะมีเครือข่ายคอนเนกชั่น มีความเข้าใจในบริบทที่ดี ส่วน รมว.พาณิชย์ ที่มีรายชื่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ก็ผ่านงานบริษัทระดับโลกมากมาย คิดว่าในเรื่องการต่างประเทศไม่น่ามีปัญหา แต่อาจจะติดนิดเดียวที่ท่านไม่เคยอยู่ในระบบราชการมาก่อน อาจจะต้องใช้เวลาปรับจูน

    อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเท่านี้ ยังมีอีกหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงท่องเที่ยว กระทรวงเกษตร กระทรวงดิจิทัลฯ ซึ่งต้องทำงานร่วมกัน แต่ทั้งนี้รัฐมนตรีของกระทรวงดังกล่าวเป็นโควตาของคนในพรรคร่วม สิ่งที่ฝากคือ โควตาคนนอกที่ตอนนี้ออกมาค่อนข้างดีทางด้านเศรษฐกิจ แต่สำหรับโควตาพรรคร่วม ที่ต่างคนต่างมาจากคนละพรรค สิ่งที่จะทำอย่างไรให้มีการออกแบบการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งต้องเป็นคนที่มีบารมีเป็นคนที่จะตัดสินใจ เนื่องจากรัฐบาลมีเวลาสั้นตาม MOA คือมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ทุกนาทีมีค่ามากต้องทำงานอย่างเต็มที่ทุกวินาที และทุกคนทราบว่าปัญหาใหญ่ตอนนี้คือปัญหาเศรษฐกิจ ทำอย่างไรจะฟื้นกำลังซื้อ ลดค่าครองชีพพ สร้างรายได้ให้ประชาชน ลดหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังกดทับกำลังซื้อ ทำอย่างไรที่จะให้ภาคส่งออกที่เจอปัญหาความท้าทายรอบด้านทั้งภาษี การแย่งตลาด การไหลบ่าของสินค้าราคาถูกซึ่งส่งผลกระทบต่อ SME ไทย เหล่านี้คือภารกิจเร่งด่วน ซึ่งหลักในตอนนี้อยู่ที่กระบวนการทำงานร่วมกันของรัฐมนตรีคนนอก กับรัฐมนตรีที่อยู่ในระบบโควตา ในด้านเศรษฐกิจ จะทำอย่างไรให้การทำงานร่วมกันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ตรงจุด และรวดเร็วให้ทันการ โดยเฉพาะปัญหาการเงิน เงินกู้ SME เอสเอ็มอีต้องการการกระตุ้น การเติมเงิน และเรื่องความมั่นคง ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย กัมพูชา ยิ่งนานมูลค่าการค้าก็ยิ่งเสียหายมาก โดยรวมวันละ 500 ล้านบาท ซึ่งทำให้ได้รับผลกระทบทั้งซัพพลายเชน ทั้งการลงทุน การนำเข้าวัตถุดิบ

    “ใน 4 เดือนนี้ทำแค่นี้ก่อน คิดว่าจะช่วยประเทศได้เยอะ และเป็นการประคองจนกว่าจะมีการเลือกตั้งมีรัฐบาลถาวรในอนาคตต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว. -517-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สมุทรปราการ 8 ก.ย.- สมุทรปราการอ่วม! ระดับน้ำยังท่วมสูง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ด้าน สพท. สั่งปิดแล้ว 25 โรงเรียน ปรับให้สอนแบบออนไลน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สพท. สั่งปิด 25 โรงเรียนจังหวัดสมุทรปราการ 1 วัน พร้อมปรับการเรียนเป็นแบบออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ถนนสายสำคัญหลายเส้นถูกน้ำท่วม บางแห่งสูงกว่า 30 เซนติเมตร รวมถึงตรอกซอกซอยต่าง ๆ โดยบางพื้นที่น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ขณะเดียวกันหลายจุดยังคงมีน้ำท่วมขัง ระบายออกไม่ได้ เนื่องจากระดับน้ำในคลองสายหลักสูง ประกอบกับน้ำทะเลหนุน เจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำ หากฝนไม่ตกลงมาซ้ำ คาดว่าบ่ายวันนี้สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเกิดเหตุ หนุ่มวัย 17 ปี เข็นรถจักรยานยนต์ฝ่าน้ำ ถูกไฟรั่วจากแบริเออร์ก่อสร้างบนถนนแพรกษา ช็อตเสียชีวิตต่อหน้าเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่เร่งสอบหาสาเหตุและป้องกันเหตุซ้ำ -สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 8 ก.ย. – ศาลสั่งจำคุก 4 ปี “ลูกเกด ชลธิชา” สส.ประชาชน คดี ม.112 คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ 2 ปี 8 เดือน ส่าสุดศาลให้กันประกันตัวแล้ว กำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาต วันนี้ ( 8 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.595/65 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี เป็นจำเลยในความผิด ดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ม.4 (3) จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63 จำเลยได้โพสต์ข้อความ ลงในเฟซบุ๊กตัวเอง เกี่ยวกับราษฎรสาส์น […]

    กรุงเทพฯ 7 ก.ย. – โผ ครม. “อนุทิน 1” รื้อทั้งยวง หลัง “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว ทำภูมิใจไทยต้องเกลี่ยใหม่ “ไชยชนก” ดีอี “ซาบีดา” วัฒนธรรม รอเปิดคนนอก “กลาโหม-ยุติธรรม” แว่วพลตำรวจโท อดีตรองผู้การภาค 3 ติดโผ จับตา “ศักดิ์ดา” ร่วมด้วย​ ด้าน “นิพนธ์” จ่อดันลูกสาวเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโผ ครม.ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ประมาณ 12 ที่นั่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล […]

    ชัยภูมิ 7 ก.ย.-น้ำท่วมหนักใน 3 อำเภอของจังหวัดชัยภูมิ หลังฝนตกหนักตลอดทั้งคืน สภาพภายในวัดดอนไผ่ ริมถนนชัยภูมิ-นครสวรรค์ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (7 ก.ย.) หลังพายุฝนกระหน่ำตลอดทั้งคืน ระดับน้ำท่วมสูง 50 เซนติเมตร พระสงฆ์ต้องอพยพหนีน้ำท่วมไปฉันอาหารอยู่บนที่สูง ขณะนี้ระดับน้ำยังไม่ลดลง นอกจากนี้ ยังเกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ย่านเศรษฐกิจในตัวอำเภอแก้งคร้อ และอำเภอบ้านเขว้า น้ำป่าสีแดงขุ่นไหลเข้าท่วมถนนสาย 225 ชัยภูมิ-นครสวรรค์ รวมถึงร้านค้า บ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะที่วัดกลางโนนแดง และวัดดอนไผ่ สาเหตุมาจากกรมทางหลวงก่อสร้างถนน 4 เลน ตัดผ่านบ้านโนนแดง ต.โนนแดง อ.บ้านเขว้า ทำให้น้ำป่าที่ไหลมาจากเขาภูแลนคา ไม่สามารถไหลไปลงแม่น้ำชีได้.-สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    10 ก.ย. – เหตุสลด จนท.สวนสัตว์เอกชนแห่งหนึ่งถูกสิงโตรุมขย้ำจนเสียชีวิต ขณะลงจากรถ ทางสวนสัตว์เร่งหาสาเหตุลงไปทำไม ทั้งที่เจ้าตัวทราบกฎของสวนสัตว์ดีอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวอินเดียบันทึกเหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เอกชนแห่งหนึ่งลงจากรถ ก่อนถูกสิงโตตัวแรกเข้ามากัดจากทางด้านหลัง แล้วลากไปให้เพื่อนสิงโตอีก 4 ตัว รุมขย้ำ โดยในคลิปเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดิ้นขัดขืน และไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนนอนแน่นิ่งและถูกรุมกัดจนเสียชีวิต ขณะที่ พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์ อดีตอาจารย์และแพทย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า หรือเป็นที่รู้จักในฐานะหมอที่มาช่วยเหลือคดีการเสียชีวิตของแตงโม ซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์สิงโตรุมขย้ำเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ ระบุว่า วันนี้ตนมาเที่ยวสวนสัตว์ โดยได้ขับรถเข้าไปในโซนซาฟารี ขณะนั้นมีรถนักท่องเที่ยวหลายคันเข้าชม เมื่อมาถึงบริเวณโซนสิงโต พบว่ามีรถของเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ซึ่งเป็นรถของสวนสัตว์จอดอยู่คันเดียว ตอนนั้นตนเองก็รู้สึกผิดสังเกต เพราะช่วงเวลาดังกล่าวไม่ใช่ช่วงเวลาให้อาหารสัตว์ และเจ้าหน้าที่รายนี้อยู่คนเดียว ได้ลงมายืนข้างนอกรถ ฝั่งคนขับ โดยเปิดประตูรถทิ้งไว้ แต่ไม่ได้ทำอะไร แค่ยืนเฉยๆ ลักษณะยืนหันหน้าเข้าหารถ หันหลังให้สัตว์ ซึ่งตนรู้สึกแปลกใจอย่างมาก แต่เนื่องจากมีต้นไม้บัง ตนก็เลยไม่เห็นว่าในมือถืออะไร จากนั้นประมาณ 3 นาที มีสิงโตตัวหนึ่งค่อยๆ ย่องมาข้างหลัง ก่อนตะครุบเข้าทางด้านหลังเจ้าหน้าที่ทันที โดยเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวไม่ได้มีท่าทีขัดขืน ดิ้นรนต่อสู้ หรือร้องขอชีวิตแต่อย่างใด หลังจากนั้นสิงโตตัวอื่นๆ ก็ค่อยๆ […]

    ร้อยเอ็ด 10 ก.ย. – เจ้าหน้าที่เร่งซ่อมแซมถนนสายบ้านทรายมูล-โพธิ์ตาก ซึ่งเสมือนพนังกั้นน้ำยัง หลังถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนขาด เมื่อช่วงเช้าวานนี้ โดยต้องปรับแผนนำเสาไฟฟ้ามาวางขวางเป็นแนวบิ๊กแบ็ก เพื่อให้แล้วเสร็จภายในคืนนี้. – สำนักข่าวไทย

    เชียงใหม่ 10 ก.ย. – อุบัติเหตุรถบรรทุกน้ำดื่มแหกโค้งพุ่งชนเสาไฟฟ้าที่ จ.เชียงใหม่ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 1 ราย สร้างความเสียหายหนัก เสาไฟฟ้าล้มกว่า 70 ต้น บ้านเรือนเสียหาย 20 หลัง สาเหตุเกิดจากอะไร. – สำนักข่าวไทย

    พรรคภูมิใจไทย 10 ก.ย.-“ศุภจี” เปิดใจครั้งแรก ขอนำประสบการณ์ที่มีทั้งหมด ทุ่มเททำงานระยะสั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอบคุณเสียงชื่นชม-ความคาดหวัง เป็นกำลังใจทำงาน รับทำไม่ได้ทุกเรื่อง แต่จะเลือกทำสิ่งที่เกิดผลอย่างดีที่สุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดใจถึงความมุ่งมั่นที่เข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้ว่า ตนมีความตั้งใจเหมือนนายกฯ พูดไปแล้วว่า ระยะเวลาสั้นๆ นี้ เป็นระยะเวลาที่มีความท้าทาย และมีความสำคัญมาก ประเทศเราต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าจะระยะเวลาสั้นแค่ไหน “ดิฉันในฐานะที่มีโอกาสได้ทำงานมาหลากหลาย รวมถึงงานระหว่างประเทศด้วย ตั้งใจจะนำเอาประสบการณ์ ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมด มาทุ่มเทให้ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีธงเดียวกับนายกฯ คือ ทำประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนให้ได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ” นางศุภจี กล่าว เมื่อถามว่า สังคมชื่นชมและคาดหวังผลงานต่อจากนี้ นางศุภจี กล่าวว่า ขอบคุณที่ได้รับการชื่นชม และได้รับการคาดหวัง ถือเป็นกำลังใจที่ดีอย่างยิ่ง และจะยิ่งเป็นกำลังใจที่ทำให้ทุกคนไม่ผิดหวัง ดังนั้นก็จะประสานมือกับทีมงานทุกคนภายใต้นโยบายของนายกฯ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ทำเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาให้ได้ ภายในระยะเวลาอันสั้น เมื่อถามว่า ถือเป็นการบ้านที่หนักหรือไม่ เพราะเข้ามาในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศเป็นแบบนี้ นางศุภจี กล่าวว่า […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1583927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oKj5jDj6QoiCiqlXmAlhS

  • เศรษฐกิจสหรัฐ แย่กว่าที่คิดไว้ วิกฤติจ้างงาน  กดดัน ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย

    เศรษฐกิจสหรัฐ แย่กว่าที่คิดไว้ วิกฤติจ้างงาน กดดัน ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย

    ต่างประเทศ

    เศรษฐกิจสหรัฐ แย่กว่าที่คิดไว้ วิกฤติจ้างงาน กดดัน ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย

    10 ก.ย. 2025 เวลา 9:54 น.

    เศรษฐกิจสหรัฐ แย่กว่าที่คิดไว้ ตัวเลขการจ้างงานจริงลดลงมากกว่าที่เคยรายงานไว้ถึง 1.2 ล้านตำแหน่ง กดดัน ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย 0.5% ในการประชุม FOMC วันที่ 16-17 ก.ย.68 นี้

    สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า “เศรษฐกิจสหรัฐ” มีสัญญาณที่น่ากังวล เมื่อตัวเลขการจ้างงานจริงลดลงมากกว่าที่เคยรายงานไว้ถึง 1.2 ล้านตำแหน่งในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา การลดลงอย่างรุนแรงนี้สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อธนาคารกลางสหรัฐ หรือ “เฟด” ให้พิจารณาปรับ “ลดอัตราดอกเบี้ย” ในการประชุม FOMC ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 17-18 ก.ย.68 นี้

    รายงานล่าสุดของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เผยว่าก่อนหน้านี้มีการรายงานตัวเลขการจ้างงานสูงเกินจริงไปถึง 911,000 ตำแหน่ง แต่ตัวเลขที่แท้จริงที่หายไปนั้นอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเฟดจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษในการตัดสินใจนโยบายทางการเงิน

    คาด ‘เฟด’ ลดดอกเบี้ย 3 ครั้งติด

    แอนดรูว์ โฮลเลนฮอร์สต์ นักเศรษฐศาสตร์จาก Citigroup ชี้ว่าหากเฟดรู้ข้อมูลนี้เร็วกว่านี้ พวกเขาคงลดอัตราดอกเบี้ยไปนานแล้ว และตัวเลขนี้ยังตอกย้ำคำพูดของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่เคยกล่าวหาว่าเฟดดำเนินการแก้ไขนโยบายช้าเกินไป

    โฮลเลนฮอร์สต์ มองว่าตัวเลขการจ้างงานที่ลดลงอย่างน่าตกใจนี้ ถือเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 0.5% ในการประชุมวันที่ 17 กันยายน 68 นี้ และวิเคราะห์ว่า “เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด น่าจะตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.25% เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นชอบง่ายขึ้น  รวมทั้งส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งอาจรวมถึงในการประชุมเดือนต.ค.ด้วย

    นักลงทุนในตลาดการเงินตอนนี้มั่นใจ 100% ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ยังมีหลายฝ่ายที่มองว่าเฟดอาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยถึง 0.5% เลยก็เป็นได้

     FedWatch ของ CME Group ซึ่งใช้วิเคราะห์การคาดการณ์ของตลาดชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในการประชุมที่เหลืออีก 3 ครั้ง ของปีนี้ ซึ่งแตกต่างจากสัปดาห์ที่แล้วที่การคาดการณ์ยังไม่ชัดเจนเท่านี้

    เฮเธอร์ ลอง หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Navy Federal Credit Union กล่าวว่า “เศรษฐกิจสหรัฐ ตอนนี้แทบจะไม่มีการจ้างงานเพิ่มเลย และเป็นแบบนี้มานานแล้ว พร้อมเรียกร้องให้เฟดต้องลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. ต.ค.และธ.ค. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าทำเนียบขาวควรเร่งทำข้อตกลงการค้ากับ “จีน” ให้จบ เพื่อสร้างความแน่นอนทางธุรกิจและกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ กลับมาลงทุนและจ้างงานอีกครั้ง

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1198146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qOmx1XM551retqjYRovfS

  • ส.อ.ท.วอนทีมเศรษฐกิจใหม่ทำงานทิศทางเดียวกัน จี้รัฐเร่งแก้บาทแข็ง

    ส.อ.ท.วอนทีมเศรษฐกิจใหม่ทำงานทิศทางเดียวกัน จี้รัฐเร่งแก้บาทแข็ง

    ส.อ.ท.วอนทีมเศรษฐกิจใหม่ทำงานทิศทางเดียวกัน จี้รัฐเร่งแก้บาทแข็ง

    วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.40 น.

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ตอบรับเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะได้ผู้บริหารที่มีฝีมือ เพียงแต่ต้องประสานกับภาคราชการให้ราบรื่น เพราะหากเทียบกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ทุกคนล้วนผ่านการทำงานกับข้าราชการมาก่อน

    ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจที่เหลืออยากให้ นายอนุทิน ให้ความสำคัญเช่นกัน ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษกิจและสังคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อต้องทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับคลัง พลังงาน และพาณิชย์ ซึ่งพบว่าทั้ง 4 กระทรวงมีรัฐมนตรีมาจากพรรคร่วมรัฐบาล จึงอยากให้นายอนุทินสร้างกลไกที่ทำให้รัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกกระทรวงทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ต่างคนต่างทำเหมือนในอดีต ต้องสร้างกลไกการทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพให้ได้

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ปัจจุบันเอกชนภาคการส่งออกกำลังเผชิญกับสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าอย่างหนัก ขณะนี้แข็งเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค โดยตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าขึ้น 7% หลายฝ่ายคาดว่าจะแข็งค่าถึงระดับ 31.50 บาท เรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กังวลมาก จึงเตรียมนำเสนอต่อรัฐบาล ทั้งกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยจะนำเสนอทันทีหลังคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีผลและเริ่มทำงาน

    “ค่าเงินบาทที่แข็งค่าไม่เพียงกระทบการส่งออก ยังกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว อาจทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหันไปเที่ยวประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งไทย เช่น เวียดนาม และเงินถูกกว่า โดยความผิดปกติหนึ่งที่รัฐบาลต้องเร่งเข้าไปดูแลและแก้ปัญหาคือ การส่งออกทองที่สูงมาก โดยเฉพาะการส่งออกทองไปกัมพูชาเพิ่มขึ้นผิดปกติ เรื่องนี้ต้องหาสาเหตุ เบื้องต้นอาจแยกดุลทองคำออกมา โดยจะหารือกับกระทรวงการการคลังและธปท.ในเร็วๆนี้”นายเกรียงไกรกล่าว

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ มาตรการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นโครงการที่ดีในช่วงระยะสั้น โดยเป็นมาตรการหนึ่งในการเพิ่มกำลังซื้อด้วยการลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งขณะนี้เรามีแพลตฟอร์มที่มีความพร้อม เพียงแต่อาจจะต้องมีการปรับเงื่อนไขเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับการใช้ โดยข้อดีของมาตรการดังกล่าวคือการกระจายไปได้เร็ว กว้าง และลึก ซึ่งถือว่าเปนหัวใจสำคัญ เนื่องจากหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา แม้ว่าจะมีเม็ดเงินจริงแต่เป็นการกระจุกตัว ไม่กระจายตัว

    “วันนี้ปัญหาของไทยก็คือ รากหญ้า รวมถึงประชาชนทั้งประเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จากมาตกรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมา ดังนั้น จึงต้องสร้างให้เกิดกำลังซื้อ และทำให้เม็ดเงินดังกล่าวเหล่านี้ลงไปให้ลึกและกว้างที่สุด โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ”นายเกรียงไกรกล่าว

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส่วนการเพิ่มวงเงินเป็น 200 บาทตามข้อเสนอของภาคธุรกิจนั้น มองว่าเป็นการเพิ่มให้เหมาะสมตามสถานการณ์ ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวนั้นเห็นด้วย หรือแม้กระทั่งมีการออกสูตรที่เรียกว่า 60 : 40 และ 50 : 50 ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจากประสบการณ์ที่เคยมีโครงการดังกล่าวนี้มาก่อนหน้านั้น จึงมองว่าอะไรที่เป็นโครงการที่ดีสามารถนำกลับมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องคิดใหม่ และมีข้อพิสูจน์แล้วว่าได้ผล เป็นที่นิยม เพราะฉะนั้นก้แค่นำมาปรับเงื่อนไขเล็กน้อยให้มีความเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญก็คือจะต้องแม่นยำ กระจายให้ทั่วถึง ให้ลึกที่สุด และถึงมือผู้บริโภค รวมถึงพ่อค้า แม่ค้ารายย่อย เพราะวันนี้ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่คนที่ได้รับผลกะทบหนักที่สุดคือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งเปราะบางที่สุด

     ขณะที่การท่องเที่ยวที่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่สำคัญในครึ่งปีหลัง หรือช่วง 4 เดือนของรัฐบาล เพราะว่าเป็นช่วงไฮซีซั่น แม้ 6 เดือนแรกที่ผ่านมาจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่ต้องเทียบกับช่วง 6 เดือนของปีห่อนหน้า ซึ่งพบว่านักท่องเที่ยวหายไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ช่วง 6 เดือนหลังที่เป็นช่วงไฮซีซั่นรัฐบาลจะต้องรีบเร่งนำเม็ดเงินลงไป ซึ่งจากตัวเลขเดิมที่เข้ามา การใช้จ่ายกระจุกตัวแค่ 5 จังหวัด และเป็นโรงแรม 4-5 ดาวของต่างประเทศ เม็ดเงินไม่ได้เป็นรายได้ของคนไทยมากนัก

    “สิ่งที่พูดมาตลอดก็คือจะทำให้อย่างไรให้ท่องเที่ยวเมืองรองเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น จีน ซึ่งประสบความสำเร็จ โดยที่เม็ดเงินเหล่านั้นไปเร็ว และลึกที่สุด โดยจะทำให้โรงแรมในต่างจังหวัด ประชาชนจะได้ขายของได้จากการเดินทาง และจับจ่ายใช้สอย ซึ่งมองว่านี่คือโรงแรม และธุรกิจของคนไทย 100%”นายเกรียงไกรกล่าว

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/913299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZPvKbpiJi5C4ao7AuXkOk

  • ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น(คะแนนเสียง)เศรษฐกิจสีเงิน

    ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น(คะแนนเสียง)เศรษฐกิจสีเงิน

    “คนละครึ่ง” รีเทริ์นอีกรอบต.ค.นี้ ตามเสียงเรียกร้องประชาชน พ่อค้า-แม่ขาย รัฐบาล “อนุทิน 1” เด้งรับทันควัน โครงการสุดฮอทยุครัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งขณะนั้นไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด -19  ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่่ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ในภาวะเงินในกระเป๋าเท่าเดิม แต่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น

    โครงการ “คนละครึ่ง” จึงเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงจุดที่สุดในเวลานี้ อย่างน้อยช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มหาบเร่ แผงลอย และร้านค้าขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบ

    โดยในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องถึง 5 เฟส ตั้งแต่ปี 2563 – 2565 ใช้งบกว่า 2.3 แสนล้านบาท แม้ว่าจะใช้เงินกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ประชาชนมองว่าคุ้มค่า รัฐบาลออกครึ่งหนึ่ง ประชาชนออกครึ่งหนึ่ง การตัดสินใจใช้จ่ายง่ายขึ้น ทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจมหาศาล

    ข้อมูลจากกระทรวงการคลังและสำนักเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่าตลอดโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมกันกว่า 4.2 แสนล้านบาท

    ล่าสุด รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ฟื้นโครงการคนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ในเวอร์ชั่น “ คนละครึ่ง 2.0” ให้ประชาชนซื้อขายแบบกระตือรือร้นมากขึ้นและไม่สนใจว่าจะถูกกล่าวหาว่าเลียนแบบนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ เพราะมองว่าประชาชนได้ปีระโยชน์และยังกระตุ้นเศรษฐกิจในท้ายปีได้อีกด้วย

    มาแน่ คนละครึ่ง เวอร์ชั่น 2.0 คนไทยเตรียมกระเป๋าตังให้พร้อม

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตซีอีโอกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลังในรัฐบาลอนุทิน1 โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า “คนละครึ่ง” อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาอีกครั้ง?แต่คราวนี้จะกลับมาในเวอร์ชั่น “ คนละครึ่ง 2.0” ให้ประชาชนซื้อขายแบบกระตือรือร้นมากขึ้น รายละเอียดของเวอร์ชั่นใหม่มีโอกาสแล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อไป

    หลายคนยังจำได้โครงการ คนละครึ่ง ที่รัฐบาลเคยทำในช่วงวิกฤตโควิด เป็นหนึ่งในมาตรการที่ “ประชาชนรู้สึกได้จริง” ว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพและยังทำให้ร้านค้าเล็ก ๆ ท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้น หลักการก็ง่ายๆรัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายอีก 50% ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ยังทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจทันที

    ผลลัพธ์ในครั้งนั้นชัดเจนมาก ประชาชนกว่า 20–28 ล้านคนเข้าร่วม เงินสะพัดในระบบกว่า 2 แสนล้านบาท ร้านค้ารายย่อยและหาบเร่แผงลอยได้ลูกค้ากลับมา

    นายวรภัคระบุด้วยว่าในวันนี้ค่าครองชีพยังสูง เศรษฐกิจฐานรากยังเหนื่อยการพิจารณานำ โครงการคนละครึ่ง กลับมาอาจเป็นอีกหนึ่งทางออกระยะสั้นที่จะช่วยทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ไปพร้อมกัน แน่นอนว่าไม่ใช่คำตอบถาวร แต่ในช่วงที่ประชาชนกำลังรับภาระหนัก การมีมาตรการที่ “สัมผัสได้จริง” อาจเป็นพลังใจและแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจเดินต่อ

    นายแบงก์ ชี้คนละครึ่ง “รัฐสวัสดิการ” ตรงจุด-ยั่งยืน

    ขณะที่ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับโครงการ “คนละครึ่ง”ว่าหลายคนอาจคิดว่า “คนละครึ่ง” คือโครงการแจกเงินช่วงโควิด แต่จริงๆ แล้ว มันคือก้าวแรกของความตั้งใจที่จะสร้าง ระบบสวัสดิการแห่งรัฐที่ตรงจุดและยั่งยืน เพราะโครงการเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตโควิด เนื่องจากรัฐบาลต้องหาทางช่วยทั้งประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและร้านค้าธุรกิจเล็ก ให้พอประคองตัวไปได้ แต่เจตนาที่แท้จริง ไม่ใช่การ “แจก” อย่างเดียว

    • ประชาชน: ลดภาระค่าครองชีพ โดยออกแบบให้ไม่ใช่แค่รอรับเงิน แต่ต้องมีแรงจูงใจให้ออกมาทำงานและพัฒนาตัวเอง
    • ร้านค้า: เปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าระบบ ได้แต้มต่อในการแข่งขันกับธุรกิจใหญ่
    • รัฐ: ดึงเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบและวางรากฐานภาษี

    หลักคิดสำคัญ คือ “ประชาชนลดภาระ ร้านค้าเพิ่มรายได้” รวมทั้งเป็นการทดสอบว่าประเทศไทยจะก้าวไปสู่ รัฐสวัสดิการแบบยั่งยืน โปร่งใส โดยอาศัย เทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนได้อย่างไร เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุด โครงการถูกออกแบบโดยมี 3 แกนหลักของแนวคิดคือฝั่งประชาชน ควรแบ่งประชาชนเป็น 3 กลุ่ม

    1.กลุ่มรายได้น้อย  ได้สิทธิ์ในรูปแบบที่ช่วยลดต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น ช่วย ค่าเดินทางสาธารณะ ปัจจัยยังชีพ สำหรับคนเมือง หรือ แจก ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ ให้กับเกษตรกร โดยไม่ต้องร่วมจ่าย (point system) 2.กลุ่มคนชั้นกลาง – ใช้ระบบ co-payment แต่ไม่ถึง 50:50 เช่น 30:70 สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น อาหารและยา และ3.กลุ่มผู้มีรายได้สูง จ่ายภาษี – ได้สิทธิ์คืนภาษีคล้าย “ชอปช่วยชาติ” (tax rebate) แต่เจาะจงให้นำสิทธิไปใช้กับสินค้าไทย หรือใช้กับธุรกิจ SME

    ส่วนฝั่งร้านค้า นายปิติ กล่าวว่า โครงการตั้งใจสร้าง “แต้มต่อ” ให้กับร้านค้าขนาดกลาง ขนาดเล็กของไทย ไม่ใช่ช่วยรายใหญ่ จึงมีแนวคิดกำหนดเพดานสิทธิ์ และบังคับให้ร้านเข้าระบบ VAT และภาษี เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบที่โปร่งใสและยั่งยืนให้คนได้ดี

    ฝั่งงบประมาณ/แหล่งเงิน โดยเป้าหมายระยะยาว คือ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัว รัฐต้องสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น โดยเฉพาะการปฏิรูป VAT ให้เป็น multi-tier เหมือนหลายประเทศที่ใช้ เพื่อให้ระบบการคลังแข็งแรงขึ้น และให้โครงการสวัสดิการดำเนินต่อไปได้ โดยไม่กลายเป็นภาระการคลังในอนาคต แต่ด้วยข้อจำกัดช่วงโควิด ‘คนละครึ่ง’ ภาคหนึ่งจึงเป็นได้เพียงก้าวแรก ของความมุ่งหวังที่จะพัฒนาสู่ภาคสองที่สมบูรณ์ขึ้น ด้วยการต่อยอดสู่ Negative Income Tax, การปฏิรูปภาษี และระบบลงทะเบียนที่รอบด้าน รัดกุม ยิ่งขึ้น

    ดังนั้นหากวันนี้รัฐบาลจะนำ “คนละครึ่ง” กลับมาอีกครั้ง จึงหวังว่า มันจะถูกขยับขึ้นเป็น ภาคต่อ ที่ไม่ใช่เพียงแค่กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นการปูทางไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ,หนุน SME ให้เติบโตอย่างแข็งแรง ,ลดเศรษฐกิจนอกระบบ ดึงทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีที่เป็นธรรม และสร้างสวัสดิการที่ยั่งยืนโดยไม่ทิ้งภาระการคลังให้คนรุ่นหลัง 

    เพราะ “คนละครึ่ง” ไม่ใช่โครงการประชานิยม แต่คือ ก้าวแรกสู่รัฐสวัสดิการของไทย ที่ทุกฝ่ายรัฐ เอกชน และประชาชนร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น หมายเหตุ: โครงการ “คนละครึ่ง ภาคแรก” เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาล ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ ธนาคารกรุงไทย ภาคธุรกิจ และประชาชน ที่เชื่อมั่นและร่วมลงมือสร้างโครงการนี้ให้สำเร็จ

    ด้านนาย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานหอการค้าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวกับ “ไทยพีบีเอสออนไลน์” ว่า เห็นด้วยกับการฟื้นโครงการคนละครึ่ง ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนมีการเรียกร้องให้รัฐบาลนำโครงการคนละครึ่งกลับมาหรือมาตรการที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนให้เกิดการใช้จ่าย แม้ว่าจะเป็นการกระตุ้นในระยะสั้น แต่ถือว่าเป็นโครงการที่ดี แต่ทั้งนี้รัฐบาลควรมีมาตรการระยะกลางและระยาวรองรับเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

    เป็นมาตรการที่ดีต่อประชาชนและร้านค้า เพราะเป็นมาตการที่เห็นผลเร็วและทุกคนมีโอกาสเข้าถึงเงินไม่ใช่อยู่ดีๆมีเงินเข้ากระเป๋า ซึ่งไม่เกิดการกระตุ้นอย่างแท้จริง และพ่อค้าแม่ค้ายังได้รับผลประโยชน์ เกิดการแข่งขันพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ทำให้การค้าขายมีความคึกคักมากขึ้น

    รองประธานหอการค้าไทย กล่าวอีกว่า อะไรดีก็ควรสานต่อทำให้ดี อะไรที่ค้างท่อก็ควรทำให้เสร็จเดินต่อให้สุด ซึ่งภาคเอกชนพร้อมที่จะจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน

    คลัง เผย ลงทะเบียนผ่าน “เป๋าตัง” แอปเดิม

    สำหรับรายละเอียดของโครงการ “คนละครึ่ง” กระทรวงการคลังออกมายืนยันแล้วว่าระบบการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” มีความพร้อมสมบูรณ์และสามารถเริ่มโครงการได้ทันที หากคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณ โดยคาดว่าโครงการใหม่จะสามารถเริ่มต้นได้เร็วที่สุดภายในเดือนต.ค.นี้ ข้อมูลเบื้องต้น โครงการ “คนละครึ่ง” รอบใหม่นี้อาจมีเงื่อนไขที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง คือ สัดส่วนการร่วมจ่ายที่เปลี่ยนไป

    โดยผู้เสียภาษีอาจได้รับสิทธิ์ในอัตรา 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังคงได้รับสิทธิ์ในอัตรา 50:50 โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนขึ้นคือต้องการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย หาบเร่แผงลอย ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากมาตรการนี้ แต่อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและเงื่อนไขที่แน่ชัดยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอีกครั้ง

    อ่านข่าว:

     ผู้ค้า-เอกชนหนุนรับ “คนละครึ่ง” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปี 

    “ข้าวไทย” หืดจับ พณ.-เอกชน กระชับส่วนแบ่ง “ตลาดข้าว”ส่งออก

    “เนื้อโคขุน” สุรินทร์ ของดีเมืองไทย รสชาตินุ่ม อร่อยลิ้น ไร้กลิ่นสาบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nCwxbBdYnx-Q8XrdbaJE3

  • รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกของปี 2568 แม้จะขยายตัวได้ดีถึง 3.0% แต่ยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายประการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งสามารถกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องเตรียมรับมือ

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการดูแลภาคการส่งออกให้สามารถปรับตัวและแข่งขันในสถานการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภายในประเทศและการปรับโครงสร้างภาคการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในระยะยาว ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวในอนาคต 

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 โดยระบุว่า ภัยคุกคามจากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แม้จะมีตัวเลขการขยายตัวที่ดีในครึ่งปีแรกก็ตาม แต่ความผันผวนในหลายภาคส่วนยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    จากการแถลงภาวะเศรษฐกิจและสังคมล่าสุด สภาพัฒน์ได้เน้นย้ำประเด็นที่ต้องจับตามอง ได้แก่ ผลกระทบจากมาตรการภาษีและการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่สภาพัฒน์กังวลมากที่สุด

    เพราะสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย อีกทั้งยังอาจลุกลามไปยังห่วงโซ่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่พึ่งพาตลาดส่งออก

    รัฐบาลใหม่ปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ พยุงเศรษฐกิจฝ่ามรสุมครึ่งปีหลัง

    ขณะเดียวกัน ปัญหาภาระหนี้สินทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจที่ยังคงสูงอยู่เป็นประวัติการณ์ก็เป็นข้อจำกัดสำคัญที่กระทบต่อการเติบโตของอุปสงค์ภายในประเทศ ทำให้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงมีความเปราะบาง นอกจากนี้ มาตรฐานการให้สินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงินยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟู

    ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ซึ่งอาจเกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่อาจลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง 

    นอกจากนี้ ภัยธรรมชาติที่เกิดจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ เช่น ภัยแล้งและน้ำท่วม ยังเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลต่อผลผลิตภาคเกษตรกรรม ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรและสร้างแรงกดดันต่อระดับราคาสินค้าเกษตร 

    รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวิระกุล นายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาบริหารในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายมากมาย

    การฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจึงเป็นภารกิจที่สำคัญที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจตกต่ำมากกว่าที่เป็นอยู่ การเลือกตัวรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 

    รัฐมนตรีที่เปิดเผยหน้าตาและได้รับเสียงตอบรับที่ดี ได้แก่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ที่มีประสบการณ์ในการบริหารเศรษฐกิจการคลัง การจัดเก็บภาษี และการบริหารที่ดินของรัฐ

    ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการดำรงตำแหน่งนี้ และมีความคาดหวังว่าจะสามารถนำพากระทรวงไปสู่ความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยประสบการณ์ที่โดดเด่นในหลายองค์กรระดับชาติและนานาชาติ

    ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โครงการ “คนละครึ่ง” อาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน รวมถึงช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่ประสบความสำเร็จในระยะสั้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่จะทำให้เม็ดเงินที่ใส่เข้าไปในระยะแรกอาจไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน  

    ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเสริมทัพด้วยมาตรการภาษีต่าง ๆ เช่น การใช้มาตรการ Easy E-receipt เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยกระชากเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำเกินไป

    วิเคราะห์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,130 วันที่ 11 – 13 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638478&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rxzklEZs95k8yXq8Ln0Sn

  • “สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีมเศรษฐกิจ

    “สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีมเศรษฐกิจ

    กทม.10ก.ย.-“สุขุม” ชี้สังคมมีความหวัง หลัง “อนุทิน” เซ็ตทีม ครม.เศรษฐกิจ ฟื้นนโยบายคนละครึ่ง

    นายสุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองและแนวทางการบริหารประเทศ ภายหลังการเข้ารับตำแหน่งของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้เริ่มสร้างความหวังใหม่ให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะการกำหนดกรอบเวลาการทำงานที่ชัดเจน และการเร่งเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่ประชาชนรอคอย

    นายสุขุม ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเร่งด่วน คือการแสดงฝีมือให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์โดยเร็ว ก่อนที่จะเดินเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้สร้างผลงานเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรื้อฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” ที่เคยสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวาง

    “วันนี้ไม่มีใครสนใจแล้วว่าใครคิด ใครเริ่มต้น สังคมสนใจเพียงว่าใครทำให้สำเร็จ ใครทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ หากภูมิใจไทยเดินหน้านโยบายนี้อย่างจริงจัง ก็ย่อมจะได้คะแนนนิยมกลับคืนมา” นายสุขุม กล่าว

    อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง ยังมองว่า การจัดทัพ คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ชุดใหม่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากความเป็น “มืออาชีพ” ที่มีความรู้ความสามารถ และได้รับความเชื่อมั่นจากสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของประชาชน ที่กำลังเผชิญปัญหาปากท้องและต้องการทีมงานที่สามารถแก้ไขได้จริง

    “สิ่งที่เราเห็นคือนายกฯ พยายามตอบสนองสังคมในประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุด คือเศรษฐกิจ และค่าครองชีพ การที่เลือกคนนอกที่มีความเก่งกาจเข้ามา ก็เป็นการอ่านใจประชาชนได้อย่างถูกต้อง ทำให้สังคมมีความหวังมากขึ้น” นายสุขุม กล่าว.-319.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    Top Viewed • อ่านมากสุด


    ดูทั้งหมด

    สมุทรปราการ 8 ก.ย.- สมุทรปราการอ่วม! ระดับน้ำยังท่วมสูง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ด้าน สพท. สั่งปิดแล้ว 25 โรงเรียน ปรับให้สอนแบบออนไลน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สพท. สั่งปิด 25 โรงเรียนจังหวัดสมุทรปราการ 1 วัน พร้อมปรับการเรียนเป็นแบบออนไลน์ เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง หลังฝนตกหนักทั้งคืน ถนนสายสำคัญหลายเส้นถูกน้ำท่วม บางแห่งสูงกว่า 30 เซนติเมตร รวมถึงตรอกซอกซอยต่าง ๆ โดยบางพื้นที่น้ำได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ขณะเดียวกันหลายจุดยังคงมีน้ำท่วมขัง ระบายออกไม่ได้ เนื่องจากระดับน้ำในคลองสายหลักสูง ประกอบกับน้ำทะเลหนุน เจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำ หากฝนไม่ตกลงมาซ้ำ คาดว่าบ่ายวันนี้สถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเกิดเหตุ หนุ่มวัย 17 ปี เข็นรถจักรยานยนต์ฝ่าน้ำ ถูกไฟรั่วจากแบริเออร์ก่อสร้างบนถนนแพรกษา ช็อตเสียชีวิตต่อหน้าเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่เร่งสอบหาสาเหตุและป้องกันเหตุซ้ำ -สำนักข่าวไทย

    กรุงเทพฯ 8 ก.ย. – ศาลสั่งจำคุก 4 ปี “ลูกเกด ชลธิชา” สส.ประชาชน คดี ม.112 คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ 2 ปี 8 เดือน ส่าสุดศาลให้กันประกันตัวแล้ว กำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาต วันนี้ ( 8 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณา 901 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.595/65 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือลูกเกด สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี เป็นจำเลยในความผิด ดูหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 , พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ม.4 (3) จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พ.ย.63 จำเลยได้โพสต์ข้อความ ลงในเฟซบุ๊กตัวเอง เกี่ยวกับราษฎรสาส์น […]

    กรุงเทพฯ 7 ก.ย. – โผ ครม. “อนุทิน 1” รื้อทั้งยวง หลัง “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว ทำภูมิใจไทยต้องเกลี่ยใหม่ “ไชยชนก” ดีอี “ซาบีดา” วัฒนธรรม รอเปิดคนนอก “กลาโหม-ยุติธรรม” แว่วพลตำรวจโท อดีตรองผู้การภาค 3 ติดโผ จับตา “ศักดิ์ดา” ร่วมด้วย​ ด้าน “นิพนธ์” จ่อดันลูกสาวเป็นรัฐมนตรีป้ายแดง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโผ ครม.ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยจะได้เก้าอี้รัฐมนตรีส่วนใหญ่ประมาณ 12 ที่นั่ง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี นั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล […]

    ชัยภูมิ 7 ก.ย.-น้ำท่วมหนักใน 3 อำเภอของจังหวัดชัยภูมิ หลังฝนตกหนักตลอดทั้งคืน สภาพภายในวัดดอนไผ่ ริมถนนชัยภูมิ-นครสวรรค์ อำเภอบ้านเขว้า จังหวัดชัยภูมิ เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (7 ก.ย.) หลังพายุฝนกระหน่ำตลอดทั้งคืน ระดับน้ำท่วมสูง 50 เซนติเมตร พระสงฆ์ต้องอพยพหนีน้ำท่วมไปฉันอาหารอยู่บนที่สูง ขณะนี้ระดับน้ำยังไม่ลดลง นอกจากนี้ ยังเกิดน้ำท่วมใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง ย่านเศรษฐกิจในตัวอำเภอแก้งคร้อ และอำเภอบ้านเขว้า น้ำป่าสีแดงขุ่นไหลเข้าท่วมถนนสาย 225 ชัยภูมิ-นครสวรรค์ รวมถึงร้านค้า บ้านเรือนประชาชน โดยเฉพาะที่วัดกลางโนนแดง และวัดดอนไผ่ สาเหตุมาจากกรมทางหลวงก่อสร้างถนน 4 เลน ตัดผ่านบ้านโนนแดง ต.โนนแดง อ.บ้านเขว้า ทำให้น้ำป่าที่ไหลมาจากเขาภูแลนคา ไม่สามารถไหลไปลงแม่น้ำชีได้.-สำนักข่าวไทย

    ข่าวแนะนำ


    ร้อยเอ็ด 10 ก.ย. – ผลพวงอุทกภัยจากพายุหนองฟ้า ทำพนังกั้นลำน้ำยัง บ้านทรายมูล ต.ขวาว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ทรุดตัวและขาด ส่งผลมวลน้ำทะลักท่วมนาข้าวเกือบพันไร่ เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด ภาพนาทีน้ำจากตอนบนในพื้นที่ อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ไหลทะลักท่วมพื้นที่ ทำให้พนังกั้นลำน้ำยัง บ้านทรายมูล ต.ขวาว อ.เสลภูมิ ถูกน้ำกัดเซาะจนทรุดและขาดกว้างประมาณ 5 เมตร ยาว 6 เมตร และเอ่อเข้าท่วมนาข้าวของชาวบ้าน 3 ตำบล คือ ต.ขวาว, ต.นางาม และ ต.นางาม ชาวบ้านและผู้นำชุมชนต้องระดมเครื่องจักรกล ถุงบิ๊กแบ็ก เข้าอุดพนังที่ขาด เพราะวิตกว่ามวลน้ำจำนวนมากจะทำให้นาข้าวที่กำลังหว่านปุ๋ยรับรวง จำนวนเกือบ 1,000 ไร่ เสียหาย จนไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ด ได้สั่งการให้ ปภ. ประสานนำเครื่องจักรกลหนักเข้าเสริมกั้นน้ำ นำถุงบิ๊กแบ็ก 280 ถุง เข้า จัดวาง […]

    กทม. 10 ก.ย.-สิงโตในสวนสัตว์เอกชน ทำร้ายเจ้าหน้าที่ ลากไปรุมกัด อาการสาหัส นักท่องเที่ยวบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ พ.ต.อ.นิรุชพล โยธามาตย์ ผกก.สน.คันนายาว เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (10 ก.ย.68) ได้รับรายงานว่า เกิดเหตุสิงโตทำร้ายเจ้าหน้าที่ ภายในสวนสัตว์ของเอกชน จากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ลงไปให้อาหาร โดยไม่ปฏิบัติตามกฎของบริษัท จึงทำให้ถูกสิงโตรุมทำร้าย เบื้องต้นอาการสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาล ประสานพนักงานสอบสวนเชิญตัวเจ้าหน้าที่ของสวนสัตว์มาสอบปากคำ และลงบันทึกประจำวัน โดยยังไม่มีญาติของเจ้าหน้าที่ที่ถูกทำร้ายมาแจ้งความแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในคลิปเป็นเหตุการณ์ที่นักท่องเที่ยวบันทึกไว้ได้ บริเวณส่วนจัดแสดงสิงโต มีรั้วขนาดใหญ่เปิดให้รถเข้า-ออก เป็นพื้นที่เปิด ให้นักท่องเที่ยวขับรถเข้าไปด้านใน มีป้ายกำกับชัดเจนห้ามเปิดกระจกและห้ามลงจากรถ ด้านในจะมีรถของสวนสัตว์จอดดูแลความปลอดภัย และบางช่วงมีการจัดแสดงโชว์ให้อาหารสิงโตที่อยู่ด้านใน.-สำนักข่าวไทย

    เกาะกง 10 ก.ย. – “พล.อ.ณัฐพล” แถลงผลหารือ GBC สมัยพิเศษ ที่เกาะกง มุ่งแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากนี้จะมีการดำเนินการถอนอาวุธหนักภายใน 4 สัปดาห์ โดยให้คณะกรรมการไอโอที ร่วมสังเกตการณ์ด้วย และเก็บกู้ทุ่นระเบิดใน 1 สัปดาห์ ต้องแล้วเสร็จใน 1 เดือน ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างไทย-กัมพูชา .-สำนักข่าวไทย

    มหาดไทย 10 ก.ย.- “ภูมิธรรม” เผยเตรียมไปเยี่ยม “ทักษิณ” มองไม่ได้ทำผิดมาตั้งแต่ต้น เป็นเพราะอำนาจจัดการจนเป็นรัฐบาลนอกระบบ รับเห็นภาพนายใหญ่ในชุดนักโทษ แล้วสะเทือนใจ ยกเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย คนหนึ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกจำคุกในเรือนจำคลองเปรม ซึ่งจากนี้จะมีกรอบเวลาให้เข้าเยี่ยมได้ มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าใครจะเข้าไปเยี่ยมบ้าง ว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ความรู้สึกส่วนตัว ตนต้องไปเยี่ยมนายทักษิณแน่นอน เพราะตนไม่ได้รู้สึกว่าท่านได้ทำอะไรผิดมาตั้งแต่ต้นทาง ตลอดจนถึงปัจจุบัน ถูกกระทำโดยอำนาจการจัดการ ในการเข้าสู่การเป็นรัฐบาลนอกระบบ เพราะฉะนั้นหลายสิ่งหลายอย่างที่ตั้งขึ้นมา รอวันพิสูจน์ ซึ่งในสายตาตนนายทักษิณเป็นนักสู้คนหนึ่ง และเมื่อวานเห็นภาพนายทักษิณ สวมชุดคอกลมสีฟ้า และดูเหมือนจะกล้อนผมด้วยก็สะเทือนใจ ตนคิดว่าท่านพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าจะหนีไปเลยก็ไปได้ เพราะอยู่นอกประเทศอยู่แล้ว และก็อยู่เมืองนอกไม่ได้ลำบาก ซึ่งการที่ตัดสินใจกลับมา ถือว่าเป็นคนที่รับผิดชอบต่อตัวท่านเอง และประชาชนที่เคารพนับถือท่าน ในสายตาตนนายทักษิณเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยคนหนึ่ง เมื่อถามว่า เรื่องนายทักษิณจะกระทบกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะการที่นายทักษิณยอมรับโทษนั้นอาจจะมีทั้งกระแสเห็นใจและตีกลับหรือชื่นชมว่าได้ทำตามกระบวนการยุติธรรม นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนั้นเป็นความรู้สึกต่างๆของผู้คน จะรู้สึกอย่างไรก็เป็นไปตามความรู้สึกของคนเหล่านั้น แต่ตนเชื่อว่าคนที่เห็นใจและเข้าใจมีเยอะอยู่ และเรื่องพรรคเพื่อไทยไม่ต้องกังวล เราก็จะอยู่ […]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1583779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ag8pNKLNwu_dKNL2GFUAN

  • สมาคม

    สมาคม

    สมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

      บุษกร ภู่แส

      กรุงเทพธุรกิจ

       ในห้วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมือง ประเทศไทย หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับการโหวตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อยและกรอบเวลา เพียง 4 เดือนก่อนเลือกตั้งใหม่ สิ่งที่ตามมา หลังการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี คือการจับตา “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ที่นายอนุทิน ดึง “คนนอก” มาเข้าร่วมอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นักการทูต มากประสบการณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

      สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ภาพรวมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีการดึงคนนอก 3 คน เข้ามาร่วมคณะทำงานด้วย ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ ในด้านนั้นๆ อยู่แล้ว ไม่ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรวมทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็มีประสบการณ์ด้าน ต่างประเทศอยู่แล้ว และด้วยข้อจำกัด ด้านเวลาของรัฐบาลเพียงแค่ 4 เดือน จึงมองว่า น่าจะทำให้การบริหารงานไม่ต้องมานับหนึ่งหรือมาเรียนรู้งานกันใหม่

      “คณะรัฐมนตรีใหม่ชุดนี้คือทีม ที่ ‘ไม่ต้องนับหนึ่ง’ เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์ตรงในด้านที่รับผิดชอบ จึงเชื่อว่าจะเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องแม้เวลาจะมีไม่มาก”

       เชียร์ต่อยอด ‘คุณสู้เราช่วย’

       หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนแรงคาดหวัง ของภาคอสังหาริมทรัพย์คือการสานต่อ โครงการดีจากรัฐบาลก่อนโดยเฉพาะนโยบาย ที่ช่วยให้ประชาชนฐานรากสามารถเข้าถึง ที่อยู่อาศัย ผ่านสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ได้รับเสียงตอบรับ ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้วไม่ต้องรื้อ เรายินดีหากรัฐบาลชุดใหม่จะต่อยอด โดยเฉพาะการเปิดทาง ให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่ออย่างเท่าเทียม”

       พร้อมกันนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่อ่อนไหว อย่างกรณี ปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน หากปล่อยให้ยืดเยื้อ หรือกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ

       หนุนดึงคนเก่งสร้างความเชื่อมั่น

       ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

       “นี่คือโอกาสทองของรัฐบาลใหม่ ที่จะพิสูจน์ฝีมือให้เห็นผลงานจริง แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือนก็ตาม”

        ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเลือกเดินนโยบายในแนวทาง “Quick Win” ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ชัดเจนในเวลาอันสั้น เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน การฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการตรึงเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

       อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมของการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีจะได้รับเสียงตอบรับเชิงบวก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามข้อจำกัดด้านเวลา และงบประมาณ ที่ทำให้การขับเคลื่อน นโยบายเศรษฐกิจต้องดำเนินอย่างรอบคอบ “รัฐบาลอนุทิน” จึงอาจต้องเลือกทำ เฉพาะสิ่งจำเป็น และหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างภาระทางการคลัง เช่น การแจกเงิน หรือมาตรการลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุม ชัดเจน

       “มาตรการใดที่ออกมา ต้องเน้น สร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะสั้น โดยไม่ทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว”

       4 เดือนชี้ชะตาอนาคตการเมือง-เศรษฐกิจ

       แม้รัฐบาลนี้จะถือเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ด้วยเสียงข้างน้อยและวาระสั้น แต่การเริ่มต้นอย่างมีทิศทาง พร้อมทีมเศรษฐกิจที่มากประสบการณ์ ถือเป็นจุดแข็งที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ หากบริหารจัดการอย่างมีเป้าหมาย

       ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงไม่เพียง คาดหวังว่าจะมีนโยบายกระตุ้นออกมา เท่านั้น แต่ต้องการเห็นความชัดเจน ความต่อเนื่อง และความเป็นมืออาชีพ ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่จะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จริง ก่อนที่เสียงของประชาชนจะสะท้อนกลับมาอีกครั้งในคูหาเลือกตั้ง

       “รัฐบาลอนุทิน” กับภารกิจ 120 วัน ก่อนเลือกตั้งอาจไม่สามารถปฏิวัติเศรษฐกิจ ได้ทั้งหมด แต่สามารถ “ปูทาง” และ “ส่งสัญญาณ” ถึงทิศทางที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้ตลาด และนักลงทุน ภายใต้ทีมเศรษฐกิจที่มากด้วยประสบการณ์ภายใต้เวลาที่จำกัด

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้ว ไม่ต้องรื้อ เรายินดี หากรัฐบาลชุดใหม่ จะต่อยอด โดยเฉพาะ การเปิดทางให้ประชาชน เข้าถึงสินเชื่อ อย่างเท่าเทียม”  สุนทร สถาพร

       “อาจต้องเลือกทำเฉพาะ สิ่งจำเป็น เลี่ยงนโยบาย ประชานิยมที่สร้างภาระการคลัง เช่น แจกเงิน ลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุมชัดเจน” ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zEd7i2FDw3gL3jXQ2-FQi

  • เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

    เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

     
              คืบหน้า โครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้ง พร้อมปรับเงื่อนไขใหม่อะไรบ้าง ช่วยเหลือทั้ง ร้านค้า-ประชาชน ได้รับประโยชน์มากขึ้น

    คนละครึ่ง
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

              จากกรณี รัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าเริ่มโครงการคนละครึ่งได้ในเดือนตุลาคม 2568 โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ทางแอปฯ เป๋าตัง รวมทั้งเตรียมจูงใจร้านค้าให้เข้าร่วมโครงการ ด้วยการไม่เก็บภาษีย้อนหลังด้วยนั้น

              อ่านข่าว : รัฐบาล ไม่เก็บภาษีย้อนหลังร้านค้าเข้าร่วมคนละครึ่ง – เพิ่มสิทธิประโยชน์ประชาชนอีก

               วันที่ 9 กันยายน 2568 ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ที่เตรียมจะนำกลับมาใช้อีกครั้ง เบื้องต้นมีแนวทางสำคัญที่น่าสนใจนี้ 

    การใช้งาน และลงทะเบียน

              – ยังคงใช้งานผ่าน เป๋าตัง ผู้ที่เคยใช้งานแล้วไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

              – ผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม สามารถลงทะเบียนใหม่ได้

    เล็งเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวัน

              เดิม :  กำหนดวงเงินใช้จ่ายต่อวัน 150 บาท

              ใหม่ : เตรียมปรับเพิ่มเป็น 200 บาทต่อวัน

    คนละครึ่ง

    ขยายสิทธิ์เพิ่มจำนวน

              – มีแนวคิดขยายจำนวนสิทธิ์ ให้ครอบคลุมผู้เข้าร่วมมากขึ้น

    เพิ่มรูปแบบการใช้จ่าย (50:50 หรือ 60:40)

              ประชาชนทั่วไป: รูปแบบ 50:50 (เหมือนเดิม) รัฐออกครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง 

              กลุ่มผู้เสียภาษี: อาจเป็นแบบ 60:40 มีสิทธิพิเศษจูงใจคนในระบบภาษี โดยรัฐช่วยออกให้มากขึ้น (รอพิจารณาตามข้อกฎหมายและวินัยการคลัง)

    การช่วยเหลือเรื่องภาษี

              ร้านที่เข้าร่วมโครงการ 

              – อาจมีมาตรการ ลดหย่อนภาษี สำหรับผู้เข้าร่วมในระบบ 

              – ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง

    จะเปิดให้ใช้งานได้เมื่อไหร่

              – สามารถเริ่มต้นได้ภายใน 4 เดือน

    ขอบคุณข้อมูลจาก Thaipbs, ข่าวช่อง 3
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view294863.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lpa_wITZZPaJawlKeyZkd