Category: เศรษฐกิจ

  • ‘คลัง’ ปลดล็อกกฎกระทรวงผลิตสุรา รับรายย่อย-เกษตรกร ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ‘คลัง’ ปลดล็อกกฎกระทรวงผลิตสุรา รับรายย่อย-เกษตรกร ดันเศรษฐกิจฐานราก

    เศรษฐกิจ

    ‘คลัง’ ปลดล็อกกฎกระทรวงผลิตสุรา รับรายย่อย-เกษตรกร ดันเศรษฐกิจฐานราก

    03 ธ.ค. 2025 เวลา 12:20 น.

    ‘คลัง’ ปลดล็อกกฎกระทรวงผลิตสุรา รับรายย่อย-เกษตรกร ดันเศรษฐกิจฐานราก

    “คลัง” ปรับกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568 มุ่งลดกำแพงกั้นผู้ประกอบการรายย่อย-วิสาหกิจชุมชน เอื้อการผลิตเบียร์-สุรากลั่นชุมชน พร้อมเชื่อมโยงผลผลิตเกษตรไทยสู่การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม

    นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ล่าสุดกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

    สาระสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ คือการ “รื้อโครงสร้าง” หลักเกณฑ์การขอใบอนุญาตผลิตสุราเดิมที่เคยตั้งมาตรฐานไว้สูงเกินความจำเป็นสำหรับรายเล็ก โดยปรับให้มีความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับขนาดของธุรกิจ (Scale) ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เพื่อเปิดโอกาสให้สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย สามารถเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมสุราได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    ทั้งนี้ กฎกระทรวงฉบับใหม่ได้ปรับปรุงใน 3 ประเด็นหลักเพื่อเอื้อต่อภาคธุรกิจ ได้แก่

    1.เพิ่มประเภทใบอนุญาต ครอบคลุมทั้งการผลิตเบียร์และสุรากลั่น ให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้ผลิตรายย่อย

    2.ขยายช่องทางจำหน่าย ปลดล็อกข้อจำกัดให้ผู้ผลิต “เบียร์สด” (สุราแช่) มีช่องทางการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางขึ้น

    3.ยืดหยุ่นสถานที่ตั้ง ปรับข้อกำหนดด้านสถานที่ตั้งโรงงานให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้ประกอบการรายย่อย

    อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยังคงเน้นย้ำเรื่องมาตรฐาน โดยผู้ประกอบการทุกขนาดต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคและไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง

    ขณะที่ในมิติทางเศรษฐกิจมหภาค การปรับกฎกระทรวงครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากโดยตรง ผ่านการส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศมาแปรรูปเป็นสุรา ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ข้าวโพด และผลไม้เมืองร้อนต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยดูดซับอุปทานส่วนเกินและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรไทย

    นอกจากนี้ ยังมีการวางโครงสร้างเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยเปิดทางให้สามารถนำเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง ไปต่อยอดในอุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้กับพืชผลทางการเกษตรหลักของประเทศอีกทางหนึ่ง

    “การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ จะเป็นสปริงบอร์ดให้ผู้ประกอบการรายย่อยพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้ผลิตสุรามาตรฐานสากล ซึ่งกรมสรรพสามิตพร้อมสนับสนุนการเติบโตนี้ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและผู้บริโภคตามหลักธรรมาภิบาล” นายพรชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1210394&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NQ-M4mae9d6KBm-wmeYFB

  • “เอกนิติ” ชี้ 4 ประเด็น รีเซตเศรษฐกิจไทย ดันยุทธศาสตร์ไทย ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน”

    “เอกนิติ” ชี้ 4 ประเด็น รีเซตเศรษฐกิจไทย ดันยุทธศาสตร์ไทย ปีหน้าเป็น “ปีแห่งการลงทุน”

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 3 ธ.ค. 2568, 12:01 1

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Thailand’s Economic Reset ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ในงาน Dinner Talk : Go Thailand 2026 – Beyond Survival โอกาสไทยในวิกฤตจัดโดยฐานเศรษฐกิจว่าประเทศไทยต้องมีการ Reset ในปัญหาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 

    1.ประเทศไทยวันนี้ในเรื่องของเศรษฐกิจ ประเทศเราเศรษฐกิจโตต่ำลงเรื่อยๆจากที่เคยโตเฉลี่ย 7%ในช่วงทศวรรษ2540  มาปัจจุบันเศรษฐกิจโตแค่ 2%  การที่เศรษฐกิจไทยเราโตต่ำนั้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเรากินบุญเก่ามาตลอด โดยมาจากการลงทุนในอดีต เราไม่ได้ลงทุนอย่างจริงจังมานาน โดยก่อนปี 2540 การลงทุนรวมอยู่ที่40% ของจีดีพี ปัจจุบันการลงทุนเหลือแค่ 22% เท่านั้น

    “ถ้าประเทศไทยเปรียบเป็นโรงงานของเราก็เก่ามาก ผลิตของไม่เป็นที่ต้องการ แม้กระทั่งการไปขายข้าวเราก็ยังขายข้าวแบบเดิม อุตสาหกรรมรถยนต์ที่คนใช้รถไฟฟ้า และไฮบริดมากขึ้น เราจะทำอย่างไร การท่องเที่ยวที่ไม่สามารถเติบโตเป็น wellness destination ซึ่งทั้งหมดต้อง Resetใหม่”นายเอกนิติ กล่าว 

    ดังนั้นได้มีการหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยว่า ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจในปีหน้าจะเป็นปีแห่งการลงทุน เราต้อง Reset เรื่องของการลงทุน จากที่ผ่านมาเราโตด้วยการส่งออก  ประเทศไทยเราพึ่งพาการส่งออกทั้งในเรื่องของพึ่งพาการส่งออกสินค้าและบริการ การเติบโตของเศรษฐกิจ ต้องแก้หนี้ครัวเรือน และช่วยSMEs ให้มีลมหายใจ เพื่อให้การเติบโตในประเทศเข้มแข็ง

    2.การเติบโตของเศรษฐกิจไทยต้องมุ่งเสถียรภาพ ต้องไม่ใช่โตระยะสั้น หรือไม่มีเสถียรภาพ เพื่อให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งในเรื่องของการคลังเราต้องรักษาเสถียรภาพ โดยก่อนปี 2540 เรามีปัญหาเรื่องสถาบันการเงินและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จึงมาเจอเรื่องวิกฤติปี 2540 

    การเติบโตต้องเน้นในเรื่องการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจแม้ว่า ปัจจุบัน NPL ของไทยอยู่ที่ไม่ถึง 3% เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20% ซึ่งสถาบันการเงินเราเข้าแข็ง ทุนสำรองเราแข็งแรงมากในปัจจุบันเกินดุลบัญชีเดินสะพัด4% เทียบกับหนี้ระยะสั้นมากกว่า 2.5%  ซึ่งสถานการณ์ต่างจากปี 2540 แต่การคลังเราอ่อนแอ ซึ่งเราโดนใบเหลืองทำให้ Outlook เราโดนปรับลดลงเป็น Negative ซึ่งเราแก้โดยการคืนหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.) และเราทำแผนเรื่องการคลังระยะปานกลาง เพื่อลดการขาดดุลให้ต่ำลงเรื่อยๆโดยมีเป้ามาต่ำกว่า 3% ของจีดีพีให้ได้ภายในปี 2572 

    3.ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ และมีความเหลื่อมล้ำสูง คนมีรายได้ 20% กินสัดส่วนรายได้ 50% และคนที่รายได้น้อย 20% มีรายได้น้อยมาก แค่ 6% ของประเทศ และผู้มีรายได้น้อยเป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก  ขณะที่SMEs เราขาดสภาพคล่องและความสามารถในการผลิตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น จึงมีการนำเอามาตรการสนับสนุน SMEs เข้า ครม.ในวันนี้ และมีแพคเกจที่ออกมาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และให้มาตรการภาษีให้รายใหญ่ช่วย SMEs รวมทั้งมาตรการการเร่งจ่ายเงินในส่วนของคู่ค้าทั้งรายใหญ่ และภาครัฐ โดยใช้การวางบิลผ่านระบบ PromtBiz เพื่อสร้างสถาพคล่องSMEs ระยะยาว 

    ปัญหาประชากรที่น้อยลงต้องเร่งการทำ Reskills Upskills ให้คนไทยเก่งมากขึ้น เช่นการทำโครงการคนละครึ่งพลัสที่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเพิ่มความสามารถให้กับพ่อค้าแม่ค้าให้เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่เก่งขึ้น เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ขณะที่การดึงคนที่เป็นบุคคลที่มีความสามารถเปิดให้คนที่มีเก่งมากๆเข้ามาทำงานกับคนไทย แต่ไม่ใช่เรื่องการเข้ามาแบบเป็นแสกมเมอร์ 

    4.ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม จากการที่เราเห็นปัญหาที่หาดใหญ่ ที่มาจากปัญหาโลกร้อน เราจะรองรับมันอย่างไร เพราะปัญหานี้จะมาอีกในอนาคต โดยจำเป็นเรื่องการถอดบทเรียนซึ่ง ครม.ได้มอบให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานทำงานในเรื่องนี้ เพื่อให้สามารถถอดบทเรียน หาทางป้องกัน และเราต้องทำในเรื่องที่สอดคล้องกับกติกาโลกในส่วนที่ส่งเสริมเรื่องเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM การเงินสีเขียว (Green loan) ที่เป็นโอกาสของธุรกิจไทย 

    นอกจากเรื่องของ Reset 4 ด้าน เราต้องผลักดันเรื่องของการลงทุน ที่สำคัญคือเรื่องของพลังงานสะอาด โดยต้องปลดล็อกเรื่องของการลงทุนในเรื่องของพลังงาน เช่น เรื่องของการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) 

    ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยังให้ความสนใจคือสาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) อุตสาหกรรมอาหาร (Food Processing) สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Printed Circuit Board (PCB)  นอกจากนั้นยังมีการอัปเกรดฐานการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า (EV) และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ได้เข้าไปดูในเรื่องของปัญหาคือโครงการจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมแล้ว และพร้อมจะลงทุนจริง ซึ่งมีกว่า 80 โครงการ ที่มีมูลค่าประมาณ 460,000 ล้านบาท กลับติดปัญหาไม่สามารถลงมือได้จริง เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า การขออนุญาต และที่ดินเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงปลดล็อก โดยให้เป็นการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นการลงทุนกองทุน Infrastructure Fund โดยมีกลไกในเรื่องนี้อยู่แล้วสามารถทำได้และช่วยในเรื่องนี้เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยสามารถเติบโตได้ด้วย ซึ่งถืเป็นการปลดล็อกทั้งการลงทุน และศักยภาพการลงทุน 

    นอกจากนั้นต้องคิดในเรื่องการปลดล็อกให้ผู้สูงอายุกลับมาทำงาน ซึ่งคนไทยจำนวนมากที่เกษียณโดยยังไม่พร้อมโดยให้ผู้สูงอายุสามาถกลับมาทำงานได้ ซึ่งเราอาจต้องเปิดใจในเรื่องการรับหมอ พญาบาล  จากต่างประเทศเข้ามาทำงานได้ เรื่องนี้ต้องเปิดใจเหมือนสิงคโปร์ ที่ทำในเรื่องนี้เพื่อให้เศรษฐกิจไปได้ 

    นอกจากนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าสู่ในเรื่องของกรีนซัพพลายเชนให้ได้  และซัพพลายเชนของโลกให้ได้ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยให้มาตรการทางภาษีเข้ามาช่วย ซึ่งจะลงทุนในอนาคต และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยคิดอย่างจริงจังเพื่อลงทุน

    “โอกาสสุดท้ายที่เราจะ จะผลักดันการลงทุน คุ้มค่า สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก การลงทุนในคน และการลงทุนที่ตรงกับความต้องการของโลกเพื่อดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ โลกยุคใหม่เพื่อให้ไทยนั้นสามารถที่เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง โตอย่างมีเสถียรภาพ และมีความยั่งยืน” นายเอกนิติ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/64mfw0qhz6ea&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UyKBAuTWqEqnfb2vXtyaj

  • กกร.ชี้น้ำท่วมใต้ ฉุดเศรษฐกิจโตไม่เกิน 2%  : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ธ.ค.68

    กกร.ชี้น้ำท่วมใต้ ฉุดเศรษฐกิจโตไม่เกิน 2% : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 3 ธ.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/nlD2P75xkQ8&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S1CcptYM40FVAiSwnlh-2

  • เศรษฐกิจไทย ในปี 2569 ‘น่าห่วง’ กกร.คาด GDP โตต่ำสุดที่ 1.6%

    เศรษฐกิจไทย ในปี 2569 ‘น่าห่วง’ กกร.คาด GDP โตต่ำสุดที่ 1.6%

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 น่าห่วง! คาดชะลอลงอีกจากแรงบีบภาษีสหรัฐฯ น้ำท่วมใต้ สินค้าจีนเสี่ยง over supply อีกระลอก แนะรัฐ-เอกชน เร่งฟื้นฟู-เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ Reinvent Thailand ยกระดับการแข่งขันของไทย

    วันที่ 3 ธ.ค. ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. เป็นประธานในการประชุม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง

    โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    “กกร.ประเมินว่า GDP ไทยในปี 2569 ขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.6-2.0% ส่งออกอยู่ในกรอบติดลบ 1.5-0.5% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.2-0.7% ขณะที่ปี 2568 การขยายตัวของ GDP ไทยอยู่ในกรอบ 2% ส่งออกขยายตัว 10% เงินเฟ้อ 0.0%”

    ทั้งนี้ ปีหน้ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้นโดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ

    ขณะที่ อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟูและยังส่งผลกระทบต่อรายได้

    โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% – 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    ภาพ: DNY59/Getty Images

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-gdp-1-6-worrying-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-wS2ppgWKbIPe8iSMBIMZ

  • สโคป ประกาศยอดขาย สโคป หลังสวน แตะ 90% สวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมคงราคาพิเศษถึงสิ้นปี ก่อนปรับขึ้นปีหน้า

    สโคป ประกาศยอดขาย สโคป หลังสวน แตะ 90% สวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมคงราคาพิเศษถึงสิ้นปี ก่อนปรับขึ้นปีหน้า

    บริษัท สโคป จำกัด ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพระดับอัลตร้าลักชัวรี่ เปิดเผยความสำเร็จของโครงการแฟลกชิป สโคป หลังสวน ซึ่งสามารถทำยอดขายรวมแตะ 90% ภายในปีนี้ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดระดับบน และความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีต่อคุณภาพงานออกแบบและมาตรฐานการอยู่อาศัยของแบรนด์ สโคป

    นายยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของ สโคป หลังสวน มาจากการผสานองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ทำเลถนนหลังสวนซึ่งเป็น Rare Location กรรมสิทธิ์การครอบครองที่ดินมีอยู่อย่างจำกัด, งานออกแบบระดับสากลร่วมกับ Thomas Juul-Hansen และ KPF, การเลือกสรรวัสดุคุณภาพที่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด รวมถึงแนวคิด Well-Being ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของผู้อยู่อาศัยทั้งด้านกาย ใจ และสังคม

    ในปี 2567 SCOPE Langsuan สร้างยอดขายรวมกว่า 1,600 ล้านบาท และยังคงเติบโตต่อเนื่องในปี 2568    แม้ภาพรวมตลาดอสังหาฯเผชิญการแข่งขันสูงและแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกหลายด้าน ยืนยันบทบาทของ สโคป หลังสวน ในฐานะโครงการเรือธงที่แข็งแกร่งที่สุดในพอร์ตของบริษัท

    จากดีมานด์ทั้งในและต่างประเทศที่ยังแข็งแรง และเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าที่ให้ความเชื่อมั่นและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ในเทศกาลส่งท้ายปีเก่านี้ สโคปจึงประกาศยืน“ราคาพิเศษปัจจุบัน” สำหรับ 10 ยูนิตสุดท้ายถึงสิ้นปี 2568 ก่อนจะปรับขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2569 โดยคาดว่าราคาขายเฉลี่ยใหม่ของโครงการจะอยู่ราว 650,000 บาทต่อตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นราว 10% จากปัจจุบัน

    สำหรับผู้ที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูงบนทำเลหายากที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง 10 ยูนิตนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการสินทรัพย์คุณภาพที่จะอยู่อาศัยเอง หรือนักลงทุนที่ต้องการสินทรัพย์ระดับพรีเมียมในย่านที่มีซัพพลายจำกัด และมีแนวโน้มเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง ก่อนมีการปรับราคาขึ้นอย่างเป็นทางการในปีถัดไป

    พร้อมกันนี้ สโคป ยังเปิดเผยทิศทางธุรกิจปี 2569 โดยเตรียมเดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมาตรฐานสากล แห่งใหม่ในทำเลคุณภาพ พร้อมยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยผ่าน ACQUA ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการไลฟ์สไตล์ ผ่าน 4 บริการซิกเนเจอร์ ได้แก่ TasteCraft, Housekeeping Prestige, Wellness Sanctuary, และ Lifestyle Atelier ซึ่งออกแบบเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่ม UHNWI ในทุกมิติของการใช้ชีวิต

    นายยงยุทธกล่าวปิดท้ายว่า “เรามุ่งเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ สโคป ในฐานะผู้นำตลาด Ultra Luxury Residential อย่างแท้จริง ด้วยการพัฒนาโครงการที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านดีไซน์ คุณภาพ แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยตามแนวคิด Well-Being อย่างลึกซึ้ง พร้อมจับโอกาสจากแนวโน้มเศรษฐกิจและสภาวะดอกเบี้ยที่มีทิศทางดีขึ้นในปีหน้า”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1550038&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YdYYYHjFAbHTWRxj3M1aZ

  • ครม. คลอด พ.ร.บ.ลดโลกร้อน หนุนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    ครม. คลอด พ.ร.บ.ลดโลกร้อน หนุนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    วินทร์ กุมภเศรษฐ์ เผยแพร่เมื่อ : 3 ธ.ค. 2568, 11:52 1

    ครม.เห็นชอบหลักการ “พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ตั้งกองทุนภูมิอากาศ–ภาษีคาร์บอน–ระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ ()พ.ร.บ.) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือพ.ร.บ.ลดโลกร้อน ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ เพื่อยกระดับระเบียบฯ ปี 2550 ขึ้นเป็นกฎหมายแม่บทด้าน climate ของประเทศ รองรับพันธกรณี UNFCCC และเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางปี 2593-สุทธิเป็นศูนย์ปี 2608

    สำหรับร่างกฎหมางกฎหมายฉบับนี้เป็นกรอบใหญ่ในการจัดการก๊าซเรือนกระจกของไทยทั้งระบบ โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ตั้ง 4 คณะกรรมการหลัก นำโดยคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และท่าทีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ พร้อมจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศเป็นนิติบุคคลของรัฐ ใช้รายได้จากเครื่องมือด้านคาร์บอนต่าง ๆ มาหนุนการลงทุนและการปรับตัวของภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก–แผนการปรับตัวระดับชาติ ให้ทุกหน่วยงานรัฐเดินตามเป้าหมายเดียวกัน

    รวมถึงการวางระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และกลไกปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) พร้อมกำหนดให้คาร์บอนเครดิตเป็นทรัพย์สินที่ซื้อขายและโอนได้ โดยกำหนดภาษีคาร์บอน สำหรับสินค้าบางประเภท ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บ โดยต้องออกกฎหมายลำดับรองกำหนดอัตราและวิธีการให้สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลัง และวางมาตรฐานกลางในการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็น taxonomy อ้างอิงสำหรับนโยบาย การลงทุน และการจัดสรรเงินทุนสีเขียว

    นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติเกี่ยวกับบทลงโทษ กรณีไม่รายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือรายงานเท็จ เพื่อให้มาตรการด้านคาร์บอนมีผลบังคับใช้จริง และสร้างแรงจูงใจให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามกฎหมาย หลังจากนี้กระทรวงทรัพฯ จะเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องภาษีคาร์บอน ระบบ ETS และ CBAM อย่างรอบคอบ โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องการ “คุ้มครองโลก-คุ้มครองคนไทย” ไปพร้อมกัน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการ และภาระค่าครองชีพของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/5x485okv8mbc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01ohxob8hUPQ_r5TgefOtd

  • กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 1.6-2.0%

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในฐานะเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ของ กกร. ธันวาคม 2568 GDP อยู่ที่ 2.0 เปอร์เซ็นต์ ด้านการส่งออก 10.0 เปอร์เซ็นต์ และ เงินเฟ้อ 0.0 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ ปี 2569 จากการประมาณการ ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 1.6 เปอร์เซ็นต์ ถึง 2.0 เปอร์เซ็นต์ การส่งออก -1.5 เปอร์เซ็นต์ ถึง -0.5 เปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้อ 0.2 – 0.7 เปอร์เซ็นต์

    ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษีการสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000116229&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05WAjsSKxiJ4r9FE7C4puP

  • กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปัญหารุมเร้า มองปี 69 ขยายตัวแค่ในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปัญหารุมเร้า มองปี 69 ขยายตัวแค่ในกรอบ 1.6-2.0%

    กกร.เผยเศรษฐกิจไทยปัญหารุมเร้า ปี 69 ขยายตัวแค่ในกรอบ 1.6-2.0% รับผลกระทบจากศก.จีนยังไม่โต-มาตรการภาษีของสหรัฐฯไม่นิ่ง ดันการแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากขึ้น ฉุดภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศตก

    3 ธ.ค. 2568 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยในฐานะเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ โดยกรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2568-2569 ของ กกร. ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 2.0% ด้านการส่งออก 10.0% และ เงินเฟ้อ 0.0% ขณะที่ ปี 2569 จากการประมาณการ ณ ธ.ค. 68 GDP อยู่ที่ 1.6% ถึง 2.0% การส่งออก -1.5% ถึง -0.5% และเงินเฟ้อ 0.2% ถึง 0.7%

    ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

    ขณะที่อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง(ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    “กกร.ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  ครอบคลุมการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น การช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ การลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบกิจการ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน และสถานประกอบการให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด”นายเกรียงไกร กล่าว

    โดย กกร. ได้ให้ความช่วยเหลือ ประชาชนที่ประสบอุทกภัย อาทิ สมาคมธนาคารไทยร่วมกับธนาคารสมาชิก ได้บริจาคเงินช่วยเหลือผ่านสภากาชาดไทยจำนวน 50 ล้านบาท ซึ่งได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มอบเงินบริจาคและสิ่งของมูลค่า 7.8 ล้านบาท และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินโครงการ “พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย”เพื่อเร่งฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

    ทั้ง การส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ การรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการมอบส่วนลดสินค้าราคาพิเศษ ทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้นระยะกลางและระยะยาว

     นอกจากนี้ กกร.ให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงานเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการ ขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

     รวมถึง กกร. และเครือข่าย Zero Corruption ประเมินว่าการแก้ปัญหาทุจริตของไทยจำเป็นต้อง “ยกระดับกลไกเชิงระบบ” มากกว่าเพียงมาตรการรณรงค์ จึงเสนอกรอบขับเคลื่อน 6 ด้านที่เน้นการปฏิรูปทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ได้แก่ 1.การปลูกฝังจิตสำนึก 2. นโยบายต่อต้านการทุจริต 3. ระบบบริหารความเสี่ยง 4.เทคโนโลยี 5. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายไตรมาสที่มุ่งผลลัพธ์จับต้องได้ ได้แก่ การประกาศเจตนารมณ์ “เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และเร่งให้ธุรกิจเข้าร่วม CAC เพื่อสร้างมาตรฐานต่อต้านสินบนในระดับอุตสาหกรรม การใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ

    อย่างไรก็ตาม การสำรวจค่าสินบนใบอนุญาตในหน่วยงานรัฐและเปิดเผย “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อผลักดันใบอนุญาตโปร่งใส การจัดเวทีความรู้สกัดทุนเทา–บัญชีม้า การรณรงค์ “เรียกรับ–เราร้อง” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการผลักดันกฎหมายเร่งด่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD และ OGP ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเป็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล โดยมุ่งเปลี่ยนระบบกำกับดูแลประเทศให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดต้นทุนคอร์รัปชันของภาคธุรกิจ และสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    “กกร. ขอขอบคุณรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ความสำคัญและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนในประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงาน และมีมติ กพช. เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 ให้ภาคอุตสาหกรรมคงการใช้โครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติที่อ้างอิง Pool gas ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และบรรเทาภาระให้กับทั้งภาคเอกชนและประชาชน ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมกันวางแผนและกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรมอย่างสมดุล”นายเกรียงไกร กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/908274/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SiEuh_nD7IrZN53E4r_HB

  • กกร. ชี้เศรษฐกิจไทย 2569 ชะลอแรง กำลังผลิตจีนล้น อุทกภัยใต้ฉุดรายได้

    กกร. ชี้เศรษฐกิจไทย 2569 ชะลอแรง กำลังผลิตจีนล้น อุทกภัยใต้ฉุดรายได้

              นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการ สมาคมธนาคารไทย และนายธวัชชัย เศรษฐจินดา กรรมการเลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีทิศทางชะลอตัวลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนที่อยู่ในภาวะ over supply ปัจจัยหลักจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้จีนต้องปรับกลยุทธ์หันมาพึ่งพาภาคการส่งออกมากขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจ เป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ซึ่งจะส่งผลสืบเนื่องให้ธุรกิจไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น อุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟู และยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาท หรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0% สำหรับในปี 2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

              โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 ถึง 2.0% โดยมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ อาทิ มาตรการภาษี การสนับสนุนเงินทุน และการให้แต้มต่อผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนของรัฐบาลที่ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบออกมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย

              ส.อ.ท. ดำเนินโครงการ ‘พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย’ เพื่อเร่งฟื้นฟูให้โรงงานสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ ทั้งการส่งผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาในการซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ การรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว

               กกร.ให้ความสำคัญต่อการลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการและเสริมความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเห็นชอบมติ ครม. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การวางหลักประกันของนายจ้างในการนำคนต่างด้าวมาทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่กฎกระทรวงปี 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องวางหลักประกัน 1,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 คน ซึ่งสร้างภาระต้นทุนในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จึงได้ปรับเป็นระบบอัตราหลักประกันแบบขั้นบันไดตามจำนวนแรงงานเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการรายเล็ก เปิดโอกาสให้นำเงินหลักประกันส่วนที่ได้รับคืนมาเสริมสภาพคล่องของกิจการ ขณะเดียวกันยังคงหลักเกณฑ์ความรับผิดชอบของนายจ้างต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

               กกร. และเครือข่าย Zero Corruption ประเมินว่าการแก้ปัญหาทุจริตของไทยจำเป็นต้อง“ยกระดับกลไกเชิงระบบ” มากกว่าเพียงมาตรการรณรงค์ จึงเสนอกรอบขับเคลื่อน6 ด้านที่เน้นการปฏิรูปทั้งภาคธุรกิจ ภาครัฐ และโครงสร้างข้อมูลของประเทศ ได้แก่ 1) การปลูกฝังจิตสำนึก 2) นโยบายต่อต้านการทุจริต 3) ระบบบริหารความเสี่ยง 4)เทคโนโลยี 5) การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และ 6) แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) รายไตรมาสที่มุ่งผลลัพธ์จับต้องได้ ได้แก่ การประกาศเจตนารมณ์ “เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ” และเร่งให้ธุรกิจเข้าร่วม CAC เพื่อสร้างมาตรฐานต่อต้านสินบนในระดับอุตสาหกรรม การใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ การสำรวจค่าสินบนใบอนุญาตในหน่วยงานรัฐและเปิดเผย “10 สินบนที่ไม่ยอมทน” เพื่อผลักดันใบอนุญาตโปร่งใส การจัดเวทีความรู้สกัดทุนเทา–บัญชีม้า การรณรงค์ “เรียกรับ–เราร้อง” ผ่าน Corruption Watch เพื่อให้ประชาชนแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัย

              รวมถึงการผลักดันกฎหมายเร่งด่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD และ OGP ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกวางเป็นข้อเสนอสำคัญต่อรัฐบาล โดยมุ่งเปลี่ยนระบบกำกับดูแลประเทศให้ตรวจสอบได้มากขึ้น ลดต้นทุนคอร์รัปชันของภาคธุรกิจและสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    #เศรษฐกิจไทยปี69ชะลอตัว

    #กกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/157094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VJjxYtlvaboPIFskWcEti

  • ห่วงเศรษฐกิจปีหน้าโตต่ำกว่า 2% เหตุภาษีการค้ายังไม่จบ

    ห่วงเศรษฐกิจปีหน้าโตต่ำกว่า 2% เหตุภาษีการค้ายังไม่จบ


    กกร.ประเมินเศรษฐกิจปี’69 ชะลอตัว ผลกระทบจากภาษีสหรัฐ สินค้าทะลักแข่งเข้าไทย ชี้น้ำท่วมใต้ฉุดรายได้วูบ 3 หมื่นล้านบาท วอนแบงก์ชาติดูแลบาทแข็งค่า ทุบส่งออกและท่องเที่ยว

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)  เปิดเผย ว่าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมาอยู่ที่ 1.6 -2.0%  จากผลกระทบมาตรการภาษีของสหรัฐฯที่ยังไม่แน่นอน การแข่งขันจากสินค้านำเข้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งกระทบภาคการผลิต การจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยเฉพาะการฟื้นฟูจากอุทกภัย ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่าน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับศักยภาพของธุรกิจ สร้างความแข็งแกร่งตลอด Supply Chain  ด้วยหลักคิด “พี่ช่วยน้อง” รวมถึงส่งเสริมการใช้ Local  content และสินค้า Made in Thailand ผ่านกลไกต่างๆ

    สำหรับอุทกภัยในภาคใต้ ส่งผลต่อชีวิตและทรัพย์สินของครัวเรือนและธุรกิจอย่างมาก บางพื้นที่เป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง(ระดับ 4) เทียบเคียงกับเหตุการณ์สึนามิในปี 2547 สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาทที่จำเป็นต้องซ่อมแซมฟื้นฟูและยังส่งผลกระทบต่อรายได้ โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 2568 สูญเสียรายได้ราว 2-3 หมื่นล้านบาทหรือ 0.1% ถึง 0.2% ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีขยายตัวได้เพียง 2.0%  โดยในปี2569 ประเมินผลกระทบต่อรายได้ราว 9 หมื่นล้านบาท

    ทางกกร.ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นวงกว้าง จึงเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน  ครอบคลุมการลงพื้นที่มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นการช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ การลดภาระทางการเงินให้กับประชาชนและผู้ประกอบกิจการรวมถึงมาตรการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โรงงาน และสถานประกอบการให้กลับสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด

    ทั้งนี้ กกร.สนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อวางแนวทางป้องกันและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งมาตรการระยะสั้นระยะกลางและระยะยาว 

    นอกจากนี้กกร.ยังมีความกังวล ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากอีกปัจจัยที่กกร.มีความกังวลคือเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก โดยช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาแข็งค่าขึ้น 7% เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาครองจากมาเลเซีย ซึ่งมีผลกระทบต่อการส่งออก เมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าอย่างเวียดนามแล้ว ค่าเงินดองอ่อนค่าลง 3%  ขณะเดียวกันยังกระทบต่อการท่องเที่ยวด้วย

    ” อยากฝากให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ดูแลเรื่องค่าเงินบาท ที่น่าแปลกใจว่า เวียดนามทำอย่างไรให้ค่าเงินดองอ่อนได้ไม่ผิดเกณฑ์ของสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานเศรษฐกิจในแนวโน้มชะลอตัวแต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นสวนทางกัน “

    ด้านนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า  เศรษฐกิจปีหน้าต้องยอมรับว่ายังคงเหนื่อย โดยเท่าที่มีการประเมินกันนั้นจีดีพีปีหน้ากรอบการเติบโตจะประมาณ 1.5-1.8% จากปัจจัยท้าทายในความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ยังไม่รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้

    ขณะที่สภาพคล่องในระบบและระดับหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในภาวะน่ากังวล ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานกำกับจำเป็นต้องเร่งพิจารณามาตรการดูแลอย่างจริงจัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/38159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hx863dA84skyTpq65F8qY