Category: เศรษฐกิจ

  • ว่าที่ รมช.คลัง ชี้ ‘คนละครึ่ง’ มาแน่  ชูเงินหมุนเวียนกว่า 2 แสนล้าน

    ว่าที่ รมช.คลัง ชี้ ‘คนละครึ่ง’ มาแน่ ชูเงินหมุนเวียนกว่า 2 แสนล้าน

    เศรษฐกิจ

    09 ก.ย. 2025 เวลา 7:34 น.

    “วรภัค” ว่าที่ รมช.คลัง ในรัฐบาล “อนุทิน1” ย้ำถึงเวลาฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” หลังค่าครองชีพสูงเศรษฐกิจฐานรากยังเปราะบาง ช่วยลดภาระประชาชน เงินสะพัดกว่า 2 แสนล้าน

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตซีอีโอกรุงไทย ว่าที่ รมช.คลัง ใน ‘รัฐบาลอนุทิน1’ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อคืนวันที่ 8 ก.ย.68 ที่ผ่านมาว่า ถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า “คนละครึ่ง” อาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาอีกครั้ง

    หลายคนยังจำได้ “โครงการคนละครึ่ง” ที่รัฐบาลเคยทำในช่วงวิกฤติโควิด เป็นหนึ่งในมาตรการที่ “ประชาชนรู้สึกได้จริง” ว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพ และยังทำให้ร้านค้าเล็กๆ ท้องถิ่นมีรายได้หมุนเวียนมากขึ้น

    หลักการก็ง่าย ๆ รัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่ายอีก 50% ไม่เพียงช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ยังทำให้เงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจทันที

    ผลลัพธ์ในครั้งนั้นชัดเจนมาก :

    • ประชาชนกว่า 20–28 ล้านคนเข้าร่วม
    • เงินสะพัดในระบบกว่า 2 แสนล้านบาท
    • ร้านค้ารายย่อย และหาบเร่แผงลอยได้ลูกค้ากลับมา

    นายวรภัค ระบุด้วยว่า ในวันนี้ค่าครองชีพยังสูง เศรษฐกิจฐานรากยังเหนื่อยการพิจารณานำ โครงการคนละครึ่ง กลับมา อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกระยะสั้น ที่จะช่วยทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ไปพร้อมกัน

    แน่นอนว่าไม่ใช่คำตอบถาวร แต่ในช่วงที่ประชาชนกำลังรับภาระหนัก การมีมาตรการที่ “สัมผัสได้จริง” อาจเป็นพลังใจ และแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจเดินต่อ

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197940&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18k460PyDQEkB3bG2A8y8K

  • ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์  เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มาตรการคนละครึ่งที่รัฐบาลใหม่จะนำมาใช้นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และ พยุงเศรษฐกิจโดยรวม ให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงยิ่งขึ้น ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ การสร้างกลไกที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนมีการใช้จ่ายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบจากความอ่อนแอของกำลังซื้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

    “มาตรการ “คนละครึ่ง” ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากฐานราก กระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30-35 ล้านคน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังซื้อของฐานรากยังคงอ่อนแอ การที่รัฐบาลเข้ามาเติมเต็มกำลังซื้อให้คนกลุ่มนี้ จึงเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขาสามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น”

    นอกจากนี้มาตรการ “คนละครึ่ง” ยังมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนร้านค้าย่อย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา การที่ผู้บริโภคหันมาใช้จ่ายผ่านมาตรการนี้ จะส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่ร้านค้าขนาดเล็กเหล่านี้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีรายได้และสามารถประคองธุรกิจต่อไปได้  

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์

    อย่างไรก็ดีงบประมาณที่รัฐบาลมีอยู่ 2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง” อาจไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันยังต้องการแรงกระตุ้นต่อเนื่อง

    ดังนั้นจึงควรเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการใช้จ่ายเป็น 3,000 บาทต่อคนเพื่อใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค. 68) ซึ่งเมื่อรวมกับเม็ดเงินจากงบประมาณที่รัฐจะต้องร่วมจ่ายอีก 3,000 บาทต่อคน ประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจากการจับจ่ายใช้สอยไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

    ดร.ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลควรนำกลับมาใช้คือ  “Easy E-receipt” (ช้อปลดหย่อนภาษี)  เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อที่สูง ซึ่งมีจำนวนประมาณ 5-8 ล้านคน และสามารถทำได้ทันทีในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. นี้ เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในปีถัดไป ซึ่ง Easy E-receipt ไม่ได้ใช้เงินจากงบประมาณในปีนี้ แต่เป็นการลดภาระภาษีที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณระยะสั้นของรัฐบาล

    ค้าปลีก เด้งรับ “คนละครึ่ง” ชงเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาท ดันเงินสะพัด 1.8 แสนล้าน

    อีกหนึ่งมาตรการที่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงคือ มาตรการกระตุ้นการจ้างงานแบบคนละครึ่ง โดยรัฐร่วมจ่าย 50% และเอกชนเจ้าของกิจการร่วมจ่าย 50% ในการจ้างงานเด็กจบใหม่หรือผู้ที่ต้องการมีงานทำ ซึ่งนอกจากจะแก้ไขปัญหาการว่างงาน ยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน และเมื่อประชาชนมีรายได้ ก็จะมีเงินไปจับจ่ายใช้สอย จะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นการสร้างวงจรบวกทั้งในด้านการจ้างงานและการบริโภค

    “กลยุทธ์ที่สำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลต้องทำหลายมาตรการพร้อมๆ กัน เพราะการดำเนินมาตรการเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่ช่วยเท่าไร การผสมผสานมาตรการคนละครึ่งที่เน้นกลุ่มกำลังซื้อกลางถึงล่าง ร้านค้าย่อย มาตรการ Easy E-receipt ที่เน้นกลุ่มกำลังซื้อสูง และมาตรการจ้างงานที่สร้างรายได้ จะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสูงสุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ssfaCiAbAhgqCs-mDYTHk

  • วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2568 ว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 32,000 คน และมียอดรับชมผ่าน Live Facebook กว่า 167,370 ครั้ง รวมการเข้าถึงทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 30 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท

    “ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า งานมีความเป็นไทยชัดเจนและกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดง การจำหน่ายสินค้า อาหารไทย – อาหารถิ่นจากทุกภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มโซนอาหารถิ่นให้มากขึ้นในปีต่อไป ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับ Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม” นายประสพ กล่าว

    นายประสพ กล่าวอีกว่า โดยตลอดทั้ง 5 วัน ของการจัดงาน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น. ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 4 ภาค โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมหลากหลายที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ร้านอาหารอร่อยยกมาจากทั่วประเทศกว่า 180 ร้าน ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เป็นไปตามแนวคิด “ไทยดี” ที่ถ่ายทอดความงดงามและคุณค่าใน 4 มิติ คือ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    “ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายผู้ประกอบการ และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ที่ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน Soft Power ไทย ผ่านมิติทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายเชิงรุกเพื่อให้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้กับทุกเจเนอเรชัน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ” ปลัด วธ. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/955477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mL6H5Zj5ITeLxbxwXVq98

  • เศรษฐกิจและหนี้นอกระบบของไทย

    เศรษฐกิจและหนี้นอกระบบของไทย

    ไทยติดกับดักการเป็นประเทศรายได้ปานกลางมานานมากกว่า 3 ทศวรรษ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 5% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 2% เมื่อรวมกับปัจจัยลบหลากหลายด้าน อาทิ การเมืองที่ไม่แน่นอน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ตลอดจนการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา ทำให้เศรษฐกิจไทยโดนแซงหน้า

    ต่อเรื่องนี้ ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย แสดงความเห็นว่า ระหว่างปี 2569-2573 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่เฉลี่ย 2.1% เมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยของโลกที่ 3.1%, อาเซียน 3.6%, มาเลเซีย 4%, อินโดนีเซียและเวียดนาม 5%, ฟิลิปปินส์ 6.1% และอินเดีย 6.5% ไทยอยู่รั้งท้าย

    นอกจากความพยายามในการขยายตลาดส่งออก ลดความเสี่ยงต่อการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวแล้ว การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังเป็นทางออกที่ไทยไม่สามารถพลาดโอกาสได้อีกแล้ว และ 1 ในหนทางทั้งหมดคือการทำให้เศรษฐกิจนอกระบบของไทยขยับขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจในระบบ

    ข้อมูลของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สสว.และกรมสรรพากร พบว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่มาก คิดเป็นสัดส่วน 48% ของจีดีพี เทียบกับ 14% ของเวียดนาม, 30% ของมาเลเซีย, 18% ของอินโดนีเซีย, 40% ของฟิลิปปินส์ และ 26% ของเกาหลีใต้

    เศรษฐกิจนอกระบบครอบคลุมกิจกรรม ตั้งแต่ร้านค้ารายย่อยผู้ค้าออนไลน์ แรงงานนอกระบบประกันสังคม หาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง โรงแรมที่ไม่ได้รับใบอนุญาต หนี้นอกระบบ หวยใต้ดิน ธุรกิจสีเทา เช่น ค้ายาเสพติด พนันออนไลน์ ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบ 53% หรือเกินครึ่งหนึ่ง มีคน 11-12 ล้านคนที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีคนเสียภาษี 4 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 71 ล้านคน

    เวิลด์แบงก์ประเมินว่า เศรษฐกิจนอกระบบทำให้เกิดความท้าทายมากมาย ตั้งแต่รายได้ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ, ความยากจนและความเหลื่อมล้ำสูง, การกำกับดูแลที่ด้อยกว่า, ผลิตภาพในระดับต่ำกระทบความสามารถในการรับมือกับปัญหาของประเทศนั้นๆ นำไปสู่ความอ่อนแอต่อการบังคับใช้กฎหมาย การคอร์รัปชันในวงกว้าง และอาจกระทบต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจากการเข้า-ออกนอกประเทศของเงินบาท ที่ไม่สามารถตรวจสอบร่องรอยได้ นอกจากนั้น เศรษฐกิจนอกระบบยังเกี่ยวพันแยกไม่ออกจากหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    จากการสำรวจหนี้นอกระบบไทย โดยความร่วมมือของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและธนาคารกรุงไทยเมื่อเดือน พ.ย.2567 พบครัวเรือนไทย 78% มีหนี้ ขณะที่ 22% ไม่มีหนี้ ในจำนวน 78% ดังกล่าว 48% มีหนี้ทั้งในและนอกระบบ ส่วนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียว 38% และหนี้นอกระบบอย่างเดียว 14% โดยนิยามหนี้จากการสำรวจในครั้งนี้ครอบคลุมหนี้ที่ต้องคืนทุกประเภทแม้ไม่มีดอกเบี้ย

    งานวิจัยชิ้นนี้พบว่า หนี้นอกระบบอาจมีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท หรือ 13% ของหนี้ครัวเรือนรวม สูงกว่าที่หน่วยงานราชการประเมินไว้ ลูกหนี้ส่วนใหญ่อยู่ในแรงงานนอกระบบ เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย เกษตรกร ผู้มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่ผ่านเกณฑ์กู้เงินจากธนาคาร โดยวัตถุประสงค์ของการกู้ ไม่ได้เพื่อการใช้จ่ายเกินตัวตามความเข้าใจของคนอื่นเสมอไป แต่ส่วนใหญ่ 70% ของหนี้นอกระบบ เป็นการกู้เพื่อประกอบธุรกิจขนาดเล็ก ผ่อนรถ เลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว

    และยังมีความซับซ้อน เช่น มีการกู้เงินในระบบมาใช้หนี้นอกระบบหรือกลับกัน, เจ้าหนี้นอกระบบบางรายปล่อยกู้โดยอิงตามความสามารถของลูกหนี้ในการกู้เงินในระบบ, การเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยกู้เงินนอกระบบมาปล่อยกู้ให้ลูกหนี้นอกระบบอีกทอด ส่วนเวลาจะจ่ายดอกเบี้ย ลูกหนี้ 79% จะเลือกจ่ายหนี้นอกระบบก่อน กลัวที่พึ่งแหล่งสุดท้ายหายไปเพราะเงินกู้นอกระบบมีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่ายกว่า ส่วนหนี้ในระบบยอมปล่อยให้ธนาคารฟ้อง หรือรอรัฐบาลช่วยเหลือ รอลดค่าปรับ

    ในมุมของธนาคารพาณิชย์และผลกระทบต่อเสถียรภาพการเงิน หนี้นอกระบบที่ไม่มีข้อมูล หลักฐานเหล่านี้ทำให้การประเมินเพื่อปล่อยสินเชื่อผิดพลาดได้ และเมื่อลูกหนี้มักเลือกชำระดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบก่อน ทำให้หนี้เสียในภาคธนาคารสูง ลดลงได้ยาก หากหนี้นอกระบบเติบโตไปเรื่อยๆ จะกระทบกำลังซื้อของประชาชนในระยะยาว กรณีมีการชำระหนี้ ก็แค่การเปลี่ยนมือของเงินเท่านั้น ไม่เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

    เรื่องนี้ ผยง ศรีวณิช มีทางออก นอกจากการช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านมาตรการ “คุณสู้ เราช่วย” แล้ว 1 ในหลายทางออกคือต้องทำให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ โดยเขาประเมินว่า หากเศรษฐกิจนอกระบบของไทยลดลงจาก 48% ของจีดีพี ลงมาเหลือสัก 35% เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นทันที

    วิธีการคือการใช้นโยบายสวัสดิการ Negative Income Tax หรือที่กระทรวงการคลังตั้งชื่อให้เข้าใจง่ายๆว่า “เงินโอนแก้จน คนขยัน” คาดว่าจะนำมาใช้ภายในปี 2570 หลักการคือให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นแบบภาษี ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ส่วนหากไม่ถึงเกณฑ์จะได้รับสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐแทน นอกจากนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบแล้วยังเป็นการช่วยเหลือคนที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ได้ตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น.

    ศุภิกา ยิ้มละมัย

    คลิกอ่านคอลัมน์ “The Issue” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2881475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Praf-cCn5mGargrqomlYO

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกก่อนการเก็บภาษีทรัมป์ที่เหลือ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีปี 2568 มาที่ 1.8% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งมีการชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคลดต่ำลง ขณะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้ง ซึ่งต้องมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้ามาแทรกแซงความเป็นอิสระของเฟด จึงทำให้ตลาดการเงินคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยอย่างเร็วและแรง โดยเริ่มในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ความผันผวนและความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ เริ่มส่งผลให้การจ้างงานในสหรัฐฯ เริ่มชะลอลงและทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินดอลลาร์ฯ ถูกบั่นทอนลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนมาเกือบ 10% แล้วในปีนี้

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 มาอยู่ที่ 1.8% จาก 1.5% จากแรงหนุนการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก่อนมาตรการภาษีฯ ตามมาตรา 232 และภาษีสินค้าอ้อมผ่านประเทศที่สาม (Transshipment) มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวลงน้อยกว่าที่คาดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 ส่งผลให้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคนั้น ลดต่ำลง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ยังมีความท้าทายจากผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากภาษีสหรัฐฯ การท่องเที่ยวที่ชะลอตัว และปัจจัยทางการเมือง ที่ยังต้องติดตาม ขณะที่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะที่เหลือของปี 2568 นั้น มองว่า กนง.มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งมาควบคู่กับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่

    นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% อาจเสี่ยงโดนภาษี Transshipment ของสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องจักร เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 27% ของสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขณะที่ ประเมินว่าอัตราภาษีเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Effective rate) ของไทยน่าจะอยู่ที่ราว 26% ต่ำกว่ามาเลเซีย แต่สูงกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย โดยไทยมีสัดส่วนสินค้าที่โดนภาษีสูงกว่า 19% เกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ทำให้ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งดูแลภาคการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบลูกโซ่ที่จะมีต่อธุรกิจและแรงงาน

    ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 232 ว่าจะมีผลกระทบต่อไทยชัดเจนมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสินค้าไทยเผชิญประเด็นภาษีดังกล่าวในสัดส่วนเพียง 12.3% ของมูลค่าสินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยทั้งหมด มาที่สัดส่วน 19.5% หลังการประกาศเริ่มเก็บภาษีนำเข้า Semiconductor ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงราวไตรมาส 4 ของปีนี้ ทั้งนี้ Semiconductor เป็นกลุ่มสินค้าที่จะถูกเก็บภาษีสูงถึง 100-300% แม้ว่าในรอบแรก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มี Semiconductor เป็นส่วนประกอบ เช่น ฮาร์ดดิสก์ และคอมพิวเตอร์ จะยังไม่ถูกเก็บภาษีดังกล่าวก็ตาม ผลกระทบจากการเก็บภาษีข้างต้น คาดว่าจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออก Semiconductor ของไทยพลิกจากเติบโตด้วยเลขสองหลักในปีนี้ เป็นการหดตัวลงราว 4.8% ในปี 2569 เนื่องจากตลาดสหรัฐฯ ครองสัดส่วนส่งออก Semiconductor ไทยสูงถึง 16.2%

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/09/576676/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ea49nkbQ5s0KAr6t2a9Fg

  • เปิดไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทย รัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ก่อนยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

    เปิดไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทย รัฐบาล ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ก่อนยุบสภาฯ และเลือกตั้งใหม่

    เศรษฐกิจและการเมืองไทยจะเดินหน้าอย่างไรต่อ ภายใต้รัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ที่มีกรอบเวลาทำงาน 4 เดือน ก่อนจัดการเลือกตั้งใหม่ตามข้อตกลงกับพรรคประชาชน

    บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ สรุปไทม์ไลน์เศรษฐกิจและการเมืองไทยที่น่าจะเกิดขึ้นในช่วง 9 เดือนข้างหน้า ก่อนที่ประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งในระหว่างนี้คาดว่ารัฐบาลชุดนี้อาจจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจได้จำกัด และเน้นไปที่มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเป็นหลัก เช่น โครงการคนละครึ่ง และเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีอยู่เดิม เช่น รถไฟฟ้าสายต่างๆ รถไฟความเร็วสูง 

    ไทม์ไลน์ รัฐบาลอนุทิน

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-politics-anutin-timeline/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L8R4CuXkVjVkSAz8CK6pO

  • แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ

    แกร็บ พร้อมหนุน “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเผยว่ามีร้านค้าที่ร่วมคนละครึ่งยอดขายเติบโตขึ้นสูงถึง 5 เท่า

    จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เตรียมฟื้นโครงการคนละครึ่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ในช่วงโควิด-19 โดยกระทรวงการคลัง ยืนยันพร้อมเดินหน้าทันทีคาดเดือน ต.ค. 68 เป็นต้นไปนั้น

    ล่าสุด น.ส.จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า Grab ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อเช้าที่ผ่านมาโดยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งร้านขนาดเล็กและขนาดกลางที่น่าจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

    ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลที่ Grab เคยสนับสนุนโครงการเมื่อสามปีที่แล้วพบว่าโครงการนี้สามารถสร้างผลเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า

    หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab พร้อมร่วมผลักดันทั้งในรูปแบบของแคมเปญการตลาด การให้ส่วนลด หรือโปรแกรมแพ็คเกจเพื่อจูงใจร้านค้าต่างๆ

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/942956/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34l9DT0SRSBv8wm8Xcwi9c

  • สสว. แถลงความสำเร็จโครงการส่งเสริม MSME เปลี่ยนผ่านสู่ Green Business ขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่ธุรกิจสีเขียว พร้อมรับมือกติกาการค้าโลกใหม่สู่ตลาดสากล

    สสว. แถลงความสำเร็จโครงการส่งเสริม MSME เปลี่ยนผ่านสู่ Green Business ขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่ธุรกิจสีเขียว พร้อมรับมือกติกาการค้าโลกใหม่สู่ตลาดสากล

    สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน Finance Connect จัดงานแถลงความสำเร็จโครงการขับเคลื่อนให้ MSME ปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ตอบสนองต่อมาตรฐาน/การกีดกันทางการค้า ปีงบประมาณ 2568 โดยนางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงาน สสว. เป็นผู้แถลงความสำเร็จ พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ประกอบการ MSME จำนวน 54 ราย ที่ผ่านการพัฒนาศักยภาพเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจสีเขียว (Green Transformation) ณ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568

    โครงการนี้เกิดขึ้นจากการที่สหประชาชาติประกาศเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดมาตรการลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 55 ในปี 2030 รวมถึงการใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569 ซึ่งจากรายงานสถานการณ์ MSME ปี 2564 พบว่า MSME ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิดเศรษฐกิจ BCG มี 1,155,461 ราย ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 4,125,721 คน แต่ยังพบว่า MSME ร้อยละ 73.2 ยังไม่มีใบรับรอง/มาตรฐานของธุรกิจ และ MSME ส่วนใหญ่ร้อยละ 67 ยังไม่พร้อม เนื่องจากมีความกังวลต่อเงินลงทุน มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจยั่งยืน

    โดย สสว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงริเริ่มโครงการนี้เพื่อช่วยให้ MSME สามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถเข้าถึงมาตรฐานสากลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ 1) ศึกษาและรวบรวมมาตรฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวระดับนานาชาติ และการส่งเสริมผู้ประกอบการด้าน Green Financing 2) ยกระดับ MSME กลุ่มเป้าหมายให้สามารถปรับตัวตอบสนองต่อความต้องการของตลาดโลกที่เน้น Green Economy ภายใต้ SDG และ3) พัฒนากลไกและเชื่อมโยงผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อน MSME ให้ปรับตัวกับมาตรการด้านการค้าที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสีเขียว

    จากการดำเนินโครงการ มีผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วม 92 ราย และผ่านการคัดเลือก 54 ราย จาก 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ โรงแรม ภาคการผลิต ก่อสร้าง ขนส่ง และการเกษตร และได้ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1) บริษัท เอ็มทีเอส รีไฟเนอรี่ แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมทองคำกว่า 60 ปี ที่แม้จะมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาต่อยอดผ่านโครงการ เพื่อยกระดับสู่มาตรฐานสีเขียวระดับสากล 2) โรงแรม ลันตานา พัทยา โฮเทล & รีสอร์ท จังหวัดชลบุรี ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติ จากทีมที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาสู่การเป็นโรงแรมที่ได้มาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากล ช่วยลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างจุดแข็งทางการตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ3)บริษัท เอสทีพร็อพเพอร์ตี้ (99) จำกัด จังหวัดสตูล ผู้ประกอบการด้านธุรกิจก่อสร้างแบบครบวงจร ที่นำความรู้และคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาไปขับเคลื่อนองค์กรสู่ Green Business โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การให้ความรู้ การให้คำปรึกษาเชิงลึก จนถึงการลงมือปฏิบัติจริง เปิดช่องทางการเงินสีเขียว รองรับอนาคต

    ภายในงานยังมีการนำเสนอรายงานผลการศึกษาและดูงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมผู้ประกอบการด้านธุรกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการพัฒนากลไกด้านการเงินที่รองรับกับเศรษฐกิจสีเขียว (Green Financial Gateway) เพื่อให้ผู้ประกอบการ MSME ได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมและมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่ยั่งยืน

    นางสาวปณิตา ชินวัตร กล่าวว่า “โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจัดอบรม แต่คือการลงมือปฏิบัติจริงเพื่อยกระดับธุรกิจ MSME สู่มาตรฐานความยั่งยืนในระดับสากล ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรองรับกติกาการค้าโลกใหม่ที่เน้นความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน”

    สสว. พร้อมดำเนินการต่อเนื่องในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ MSME ให้สามารถปรับตัวและก้าวทันโลกในยุคของเศรษฐกิจสีเขียว โดยจะขยายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ และพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจยั่งยืนอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/955611&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zur6BEt_4C4zawuwr7SEc

  • แกร็บหนุนคนละครึ่ง! ลดค่าครองชีพ-อุ้มร้านอาหาร

    แกร็บหนุนคนละครึ่ง! ลดค่าครองชีพ-อุ้มร้านอาหาร

    ในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะค่าอาหารที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นการเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังภาคเอกชนหลายรายเข้าหารือกับ พรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันนโยบายดังกล่าว

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผย Grab เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทย เรื่องการเดินหน้าโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ในวันนี้ และพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่หากรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าโครงการ โดยเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กและรายกลางที่มีจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจไทย

    Grab อ้างอิงข้อมูลจากการสนับสนุนโครงการเมื่อ 3 ปีก่อน พบว่า ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า สะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งต่อผู้ประกอบการและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab ยืนยันความพร้อมที่จะร่วมผลักดันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการทำแคมเปญการตลาด มอบส่วนลด ไปจนถึงการจัดแพ็กเกจพิเศษเพื่อดึงดูดร้านค้าเข้าร่วมให้มากที่สุด โดยตั้งเป้าให้มาตรการสามารถช่วยทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/grab-bhumjaithai-government-pay-half-shop-food-cost-living&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw096mdhBr-XvjTLCEOHgIWC

  • จับตา ตลาดหุ้นไทย หลังเคาะโผ ครม. เศรษฐกิจนายกฯ ‘อนุทิน’ พร้อมออกมาตรการ…

    จับตา ตลาดหุ้นไทย หลังเคาะโผ ครม. เศรษฐกิจนายกฯ ‘อนุทิน’ พร้อมออกมาตรการ…

    ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และเริ่มเห็นโฉมหน้า ครม. เศรษฐกิจ พร้อมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะตามมา โดยเฉพาะโครงการ ‘คนละครึ่ง’ จะมาช่วยดัน SET Index ไปได้ไกลแค่ไหน

    สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) สัมภาษณ์รายการ Morning Wealth ในมุมมองของ InnovestX มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรอบนี้อาจมีปริมาณเงินไม่มากนักสำหรับเงินที่จะใช้ดำเนินโครงการคนละครึ่ง และรัฐบาลชุดนี้มีอายุการทำงานสั้นเพียง 4-6 เดือน ซึ่งน่าจะทำให้การแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างเป็นเรื่องยาก นโยบายที่คาดว่าจะออกมาจึงคล้ายคลึงกับรัฐบาลชุดก่อนๆ คือเน้นการใช้งบประมาณไม่มาก แต่ส่งผลในวงกว้าง ทำได้ง่าย รวดเร็ว และเป็นมาตรการระยะสั้น

    โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่น่าจะประกาศออกมาเร็วที่สุดและมีผลต่อตลาดหุ้น ได้แก่

    1. โครงการ ‘คนละครึ่ง’ มีโอกาสที่จะมีมากกว่าหนึ่งเฟส

    2. มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซันและภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

    3. โครงการ ‘ช้อปดีมีคืน’ สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่

    ทั้งนี้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ InnovestX ประเมินว่า หากมีวงเงินประมาณ 30,000-50,000 ล้านบาท จะสามารถกระตุ้น GDP ได้ประมาณ 0.13% ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนี SET Index ปรับเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 10 จุด

    อย่างไรก็ตาม หากมีมาตรการเพิ่มเติมในวงเงินที่ใกล้เคียงกัน ก็อาจดัน GDP เพิ่มขึ้นเป็น 0.2% และ SET Index เพิ่มขึ้น 20 จุดได้

    ชี้ความเชื่อมั่นและการเมือง ปัจจัยหนุนสำคัญตลาดหุ้น

    สิทธิชัย กล่าวต่อว่า ก่อนที่เศรษฐกิจจะดีขึ้นได้ ความเชื่อมั่นต้องดีขึ้นก่อน ในอดีตที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมักจะซบเซาในช่วงที่มีปัญหาการเมือง แต่คาดว่าปัญหาการเมืองในครั้งนี้อาจจะไม่รุนแรงเท่าอดีต

    นอกจากนี้ ในเชิงของ Valuation ก่อนหน้าที่จะมีปัญหาการเมือง ตลาดหุ้นไทยเคยซื้อขายที่ระดับ P/E ประมาณ 14 เท่า แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 13.3 เท่า การปิดแกปส่วนต่างนี้อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีอัพไซด์เพิ่มขึ้นอีก 35 จุด จากประเด็นการเมืองที่ชัดเจนขึ้น

    ส่องโฉมหน้า ครม. เศรษฐกิจใหม่ นโยบาย 4 เดือน 4 ด้าน

    การเข้ามาของรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่ เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ว่าที่รัฐมนตรีพาณิชย์, ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. ว่าที่รัฐมนตรีพลังงาน

    โดย InnovestX มองว่านโยบายหลักจะเน้นไปที่ ‘4 เดือน 4 ด้าน’ ได้แก่

    1. ด้านเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย ลดค่าครองชีพ ลดค่าพลังงาน และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นนโยบายต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน

    2. กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา คาดว่าจะเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนขึ้นในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะผลกระทบต่อจังหวัดบุรีรัมย์

    3. การเจรจาสงครามการค้ากับสหรัฐฯ แม้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีพาณิชย์เพียงฝ่ายเดียว แต่การลดภาษีและการเยือนอาเซียนของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤกษิกายน อาจนำมาซึ่งความชัดเจน

    4. ปัญหาชายแดน การคลี่คลายปัญหาชายแดน

    อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดถัดไป

    ประเมินทิศทางการลงทุนและเป้าหมาย SET Index ปลายปีนี้

    InnovestX ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ

    Valuation ที่น่าสนใจ

    • ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ช่วยลดแรงขาย
    • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังจะเข้ามา
    • ความชัดเจนทางการเมือง และการคลี่คลายปัญหาชายแดนไทยกับกัมพูชา
    • แนวโน้มการลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี
    • บรรยากาศการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐฯ และจีนที่ปัจจัยกดดันเริ่มลดลง

    ขณะที่ InnovestX ประเมินกรอบการลงทุนไปจนถึงปี 2569 โดยมีโอกาสที่ SET Index จะปรับตัวเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 1,350 – 1,400 จุด หลังจากประเมินว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

    เปิดลิสต์กลุ่มหุ้นที่น่าจับตารับอานิสงส์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    สำหรับนักลงทุน InnovestX แนะนำกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

    1. หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

    • กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL, GLOBAL แต่ CPALL ปรับตัวขึ้นมาแล้ว รวมถึง BJC
    • กลุ่มท่องเที่ยว คือ CENTEL
    • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม จาก AMATA จากความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
    • กลุ่มวัสดุก่อสร้างกับโครงสร้างพื้นฐาน คือ SCC

    2. หุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า

    • กองทุน คือ DIF, LHFG
    • กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คือ AP, SPALI
    • กลุ่มเช่าซื้อ คือ MTC
    • กลุ่มโรงไฟฟ้า คือ BCPG

    3. สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง จากการเก็งกำไรจากหุ้นที่เคยได้ประโยชน์จาก ‘คนละครึ่ง’ ในอดีต ได้แก่ CBG, TNP, OSP, HTC, ICHI, TVO แต่หุ้นกลุ่มนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/stock-market-anutin-cabinet/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BTGZo3z-wzgTh4Kwq33Wo