Category: เศรษฐกิจ

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์เชื่อมั่นครม.มีคนนอกร่วมฟื้นเศรษฐกิจ คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์เชื่อมั่นครม.มีคนนอกร่วมฟื้นเศรษฐกิจ คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์หรือไซด์เวย์อัพ จากความมั่นใจในการฟื้นเศรษฐกิจ หลังมีความชัดเจนออกมาเกี่ยวกับรัฐมนตรีจากภายนอก ประกอบกับ Fund flow ไหลเข้า ส่งผลค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง และความคาดหวังเฟดลดดอกเบี้ยหนุน Sentiment พร้อมให้แนวต้าน 1,275 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    นายวีรวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวไซด์เวย์ หรือไซด์เวย์อัพ โดยที่ยังคงมีแรงหนุนจากปัจจัยในประเทศในการที่เริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งคณะรัฐมนตรีเข้ามาเตรียมเดินหน้าทำงาน โดยเฉพาะรายชื่อรัฐมนตรีที่มาจากคนภายนอก ทำให้ตลาดมีความมั่นใจในการฟื้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกันค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากกระแสเงินทุน (Fund flow) ที่ไหลเข้ามา ยังช่วยหนุนต่อตลาดหุ้นไทยได้ ประกอบกับ Sentiment ของตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวขึ้น จากความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้าวันนี้ปรับตัวส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น

    โดยให้แนวต้าน 1,275 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    *ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (8 ก.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,514.95 จุด เพิ่มขึ้น 114.09 จุด หรือ +0.25%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,495.15 จุด เพิ่มขึ้น 13.65 จุด หรือ +0.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,798.70 จุด เพิ่มขึ้น 98.31 จุด หรือ +0.45%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดลบ ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดที่ระดับ 43,907.55 จุด เพิ่มขึ้น 263.74 จุด หรือ +0.60% และหลังจากตลาดเปิดทำการได้ 15 นาที ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 413.77 จุด หรือ +0.95% แตะระดับ 44,057.58 จุด ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นทะลุระดับ 44,000 จุดเป็นครั้งแรก ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,711.07 จุด เพิ่มขึ้น 77.16 จุด หรือ +0.30% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,811.67 จุด ลดลง 0.84 จุด หรือ -0.02%

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (8 ก.ย.) 1,266.11 จุด เพิ่มขึ้น 1.31 จุด (+0.10%) มูลค่าซื้อขาย 54,546.06 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (8 ก.ย.) 1,414.12 ลบ.

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. (8 ก.ย.) เพิ่มขึ้น 39 เซนต์ หรือ 0.63% ปิดที่ 62.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (8 ก.ย.) อยู่ที่ 4.46 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิด 31.63 แข็งค่าต่อเนื่อง จับตา Flow-ราคาทอง คาดดกรอบวันนี้ 31.60-31.80

    – นักวิเคราะห์ค่าเงินชี้ “เงินบาท แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี” และยังพบสัญญาณ ยังแข็งค่าต่อเนื่อง หลังค่าเงินบาทหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าสุดนำภูมิภาค “กรุงไทย” ชี้มีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 31.50 บาท ต่อดอลลาร์ ธปท.ชี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 7% จากต้นปี นำหน้าสกุลเงินภูมิภาค ย้ำจับตาใกล้ชิด เล็งออกมาตรการสกัดบาทแข็งค่าจากผลกระทบราคาทองพุ่ง แนะเอกชนป้องกันความเสี่ยง

    – “ปลัดคลัง” พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ผ่าน “เป๋าตัง” ได้ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 69 ที่มี 2.5 หมื่นล้านบาท “นักวิชาการ” ชี้ “คนละครึ่ง” 2.0 ต้องปรับเงื่อนไข แนะโมเดลจีนเพิ่มเกณฑ์ใช้จ่ายเงินขั้นต่ำ เร่งใช้จ่ายหมุนเงินเข้าระบบ “ภาคธุรกิจ” แนะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายผ่าน คนละครึ่ง ดำเนินการให้เร็ว ขยายให้ครอบคลุมท่องเที่ยวโรงแรม

    – โผอนุทิน 1 ยังไม่นิ่ง เก้าอี้ “รมว.กลาโหม” ยังไม่ชัดเอาใคร อนุทิน โพสต์ภาพ “บวรศักดิ์” ตอบรับรองนายกฯ แล้ว รัฐบาล 4 เดือนโควตาคนนอกคึกคัก 6 กระทรวง 6 คน “ศุภจี” จากดุสิตธานีมานั่ง รมว.พาณิชย์ “บิ๊กป้อม” ประกาศไม่รับตำแหน่ง พร้อมอยู่เบื้องหลังช่วยเหลือ “กล้าธรรม” ผวาชื่อถูกตีกลับส่ง “อามินทร์-นเรศ” นั่งแทน “เท้ง” ยังกั๊กแนวคิด พท. แถลงนโยบายปุ๊บไม่ไว้วางใจปั๊บ เหน็บต้องการตรวจสอบหรือล้างแค้น “บิ๊กอ้วน” จ่อนั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.นัดสุดท้ายอำลาเก้าอี้

    – ผอ.ท่าอากาศยานภูเก็ต มั่นใจไฮซีซันนี้ภูเก็ตคึกคักแน่ สายการบินต่างชาติจองบินเข้าเพียบ รัสเซียบินเข้าเพิ่มเป็นอันดับหนึ่ง “แอร์ฟรานซ์” เตรียมบินเข้ามาครั้งแรก คาดผู้โดยสารทะลุวันละ 70,000 คนเหมือนปี 62 อย่างแน่นอน

    *หุ้นเด่นวันนี้

    – ICHI (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 14 บาท คาดกำไรไตรมาส 3/68 ที่ 360 ลบ. +12% q-q, +1% y-y ได้แรงหนุนมูลค่าตลาดชาเขียวเดือน ก.ค.กลับมา +2.1% y-y เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส แนวโน้มรายได้ ก.ค. ฟื้นตัว q-q และดีต่อใน ส.ค.แม้เป็น Low Season ผู้บริหารมั่นใจว่าแนวโน้ม H2/68 จะดีกว่า H1/68 เราประเมินกำไรปี 68 ที่ 1.3 พันลบ. -3% y-y และกลับมาเติบโต +7% y-y ในปี 69 จุดเด่นคือ Dividend Yield ที่สูงราว 10% ต่อปี รวมถึงเป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์บวกจากโครงการ “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลนำกลับมา

    – TASCO (ดีบีเอสฯ) “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 16.70 บาท คาดจะได้อานิสงส์น้ำท่วมทำให้ต้องซ่อมถนนในหลายพื้นที่ รวมทั้งยังมีเงินงบประมาณปี 68-69 สร้างถนนต่อเนื่อง นอกจากนั้นคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งทั่วไปด้วย แนวโน้มกำไร H2/68 คาดว่าจะเพิ่ม HoH จากความต้องการซื้อยางมะตอยในประเทศเพิ่มขึ้น ประเมินกำไรสุทธิปี 68-69 ขยายตัว 15% และ 13% หนุนโดยรายได้และมาร์จิ้นที่ดีขึ้น

    – BCPG (ลิเบอเรเตอร์) ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงถัดไป มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก จากการทยอยเริ่ม COD โครงการต่างๆ และคาดจะไม่มีการตั้งด้อยค่าในจำนวนมากอย่างช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ผสานรายได้จากการขายไฟใน US จะปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/68 เป็นต้นไป จากการปรับค่าความพร้อมจ่ายที่เร่งขึ้นแบบก้าวกระโดดตามความต้องการไฟฟ้าที่รองรับ datacenter ที่เพิ่มขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10JiMwu1dZIs_hSTXC36bJ

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียร่วง 3.1% วิตกเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงาน

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียร่วง 3.1% วิตกเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงาน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยเวสต์แพค แบงกิง คอร์ป (Westpac Banking Corp) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคออสเตรเลียปรับตัวลง 3.1% มาอยู่ที่ระดับ 95.4 จุดในเดือนก.ย. เนื่องจากภาคครัวเรือนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการปลดพนักงานจำนวนมาก

    ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 100 บ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นลบต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นบวก โดยเดือนก.ย.นับเป็นเดือนที่ 43 ที่ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่มีการสำรวจในปี 2517 รองจากช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในต้นคริสต์ทศวรรษ 1990

    ผลสำรวจดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ธนาคารเอเอ็นแซด กรุ๊ป โฮลดิงส์ (ANZ Group Holdings) คาดการณ์ว่าจะมีพนักงาน 3,500 คนต้องออกจากธนาคารฯ ภายในปีหน้า และสถาบันเวสต์แพค–เมลเบิร์น (Westpac–Melbourne Institute) เปิดเผยดัชนีคาดการณ์การว่างงานเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนก.ย.

    ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงการคาดการณ์ที่ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ผ่านมานั้น ภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเคยเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจออสเตรเลียในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR880IQ9RFNK70IIY9NH47RRVTK6IYDW&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vtpWkrWBxzVko971U3F9C

  • ผอ.สำนักงบฯ ยัน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีพอสนองนโยบายรัฐบาล อนุทิน ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำคนละครึ่งได้

    ผอ.สำนักงบฯ ยัน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีพอสนองนโยบายรัฐบาล อนุทิน ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำคนละครึ่งได้

    9 ก.ย.2568- ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า พร้อม ยืนยันว่างบประมาณมีพอ

    เมื่อถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ใช่ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท จะสามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 68 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากสามารถดำเนินการทัน ก็ต้องทำเลย.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/858473/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw005cqJXP8Di2OVG3VsRxiG

  • คลังพร้อมลุย “คนละครึ่ง” ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านได้เลย

    คลังพร้อมลุย “คนละครึ่ง” ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านได้เลย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ ภายใต้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า หากรัฐบาลใหม่ดำเนินโครงการนี้จริง ภายหลังการแถลงนโยบายแล้ว สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะมีระบบรองรับอยู่แล้ว คือ แอปพลิเคชันเป๋าตัง สำหรับงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการนั้น หากเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 จะใช้งบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของปี 69 ที่มีวงเงินอยู่ 25,000 ล้านบาท แต่หากต้องใช้งบประมาณมากกว่านั้น สามารถปรับเปลี่ยน โดยโยกงบจากงบประมาณกลางมาใช้ได้

    ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการเฟสใหม่ อาจมีเพียงเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ แต่หากร้านค้าใด ที่เคยเข้าร่วมโครงการครั้งก่อนแล้วยังไม่ลบแอปฯถุงเงิน ก็ยังใช้งานต่อได้ เพราะยืนยันตัวตนไว้แล้ว หากนโยบายชัดเจน กระทรวงการคลังก็จะเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังปรับรายละเอียดโครงการได้อีก ขึ้นกับนโยบายรัฐบาล เช่น ปรับสัดส่วนใช้เงิน พิจารณาสินค้าที่ร่วมรายการ รัฐบาลต้องการให้ใช้ต่อเดือนเท่าใด เป็นต้น ส่วนจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการว่าใส่เงินลงไปเท่าใด และให้ใช้เท่าไรต่อวัน ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะประเมิน

    “ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดต่างๆ ได้ ต้องรอนโยบายรัฐบาล แต่ทางเทคนิค ระบบมีความพร้อม มีเงินงบประมาณรองรับ และพร้อมดำเนินการ”

    ส่วนนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า สนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่นำโครงการ คนละครึ่งกลับมา เพราะจะช่วยกระตุ้นได้ทั้งภาคบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว และเสนอให้ สนับสนุนต่อโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งได้ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.68 มีนักท่องเที่ยวลงทะเบียนรับสิทธิ์ 2.14 ล้านคนใช้สิทธิ์สำเร็จ 484,130 สิทธิ์ ยังมีสิทธิ์คงเหลือ 15,874 สิทธิ์ จากทั้งสิ้น 500,000 สิทธิ์ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะสิ้นเดือนก.ย.68 เมื่อถึงเวลานั้น จึงจะคำนวณได้ว่า ยังเหลือวงเงินที่จะใช้ได้อีกเท่าใด

    ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจบอบช้ำมานาน ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และพ่อค้าแม่ขายที่เป็นรากหญ้า เข้าใจว่า ช่วง 4 เดือนนี้ รัฐบาลใหม่คงแก้ปัญหาไม่ทัน แต่อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน โดยระยะสั้น เร่งกระตุ้นใช้จ่ายปลายปี และวางแผนการท่องเที่ยวปีหน้าแบบบูรณาการ รวมถึงออกมาตรการพยุงเอสเอ็มอี ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ซอมบี้ เพราะกระแสเงินสดหมดแล้ว และยังแบกดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ช่วงโควิด

    “อยากเห็นเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการเพิ่มกำลังซื้อประชาชน พ่อค้าแม่ขายด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เพราะจะช่วยพยุงเศรษฐกิจรากหญ้าได้ทันที รวมทั้งเร่งช่วยเอสเอ็มอี ร้านค้ารายย่อย ด้วยการใช้มาตรการภาษี โดยให้บุคคลธรรมดาเก็บใบกำกับภาษีจากร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีได้ในปี 70 ไม่เกิน 20,000 และนิติบุคคลใช้ใบกำกับภาษีจากการจัดงานเลี้ยง ประชุมสัมมนา เลี้ยงรับรองไปลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไม่เกิน 200,000 บาท เร่งออกซอฟต์โลน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ดอกเบี้ยไม่เกิน 2.5% รวมถึงทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี 68 ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภายในประเทศแบบเร่งด่วน และแผนระยะยาวของปี 69 เป็นต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2881582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sJ1e7X2mlae19F5ZAR3HJ

  • เอกชนรับไม่ได้บาทแข็งรุนแรง สวนเศรษฐกิจ จี้รัฐ-แบงก์ชาติดูแลด่วนจี๋ ปล่อยไว้ตายหมู่แน่ | เดลินิวส์

    เอกชนรับไม่ได้บาทแข็งรุนแรง สวนเศรษฐกิจ จี้รัฐ-แบงก์ชาติดูแลด่วนจี๋ ปล่อยไว้ตายหมู่แน่ | เดลินิวส์

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้กังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นการแข็งค่าที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี และสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    ดร.พจน์ เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

     • ภาคการส่งออก ต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก เนื่องจากราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลต่อยอดขายและรายได้จากต่างประเทศ

     • ภาคการท่องเที่ยว ความแข็งค่าของเงินบาททำให้ประเทศไทยมีต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดแรงจูงใจในการเดินทางมาไทย

     • ภาคเกษตรกรรม เกษตรกรไทยที่พึ่งพาการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าเงิน โดยเฉพาะข้าวนาปี และพืชไร่ที่กำลังจะออกมา

    ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งรุนแรงกว่าประเทศอื่น หอการค้าไทยชี้ว่า การแข็งค่าของเงินบาทครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก

     1. เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะต่อไป ทำให้ค่าเงินของหลายประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ

     2. ปัจจัยด้านทองคำ ประเทศไทยมีการถือครองทองคำจำนวนมาก และราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการขายทองคำออกมาเป็นเงินตราต่างประเทศ และแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้มีความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่ค้าอย่างผิดปกติ รวมถึงมี fund flow ที่เข้ามาประเทศด้วย ซึ่งอาจจะมาจากพวก Crypto ด้วย

    นอกจากนี้ยังมี ปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ได้แก่

     • มาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ที่หลายประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป กำลังทบทวนหรือพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากเงินบาทแข็ง

     • ข้อจำกัดด้านการแทรกแซงค่าเงิน การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นอาจทำให้ไทยถูกเพ่งเล็งว่า “บิดเบือนค่าเงิน” โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ การเจรจาภาษีการค้าและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐ ที่กำลังดำเนินอยู่ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องวางนโยบายอย่างรอบคอบ

    ข้อเสนอของหอการค้าไทย

    ที่ผ่านมา หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เคยเสนอแนวทางว่า ควรแยกดุลทองคำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อค่าเงินได้ตรงจุด พร้อมทั้งเสนอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาจัดการดูแลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย จะทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า

    ดร.พจน์ ย้ำว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้ภาครัฐจะใช้เงินทุนสำรองเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจต้องใช้เงินจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเปล่าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งพิจารณามาตรการที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    “เงินบาทที่แข็งค่าเกินไป ไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย แต่กลับทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เราจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5096471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mLaKhUMCkSgqVbVzxCXgb

  • SCB EIC ชี้เมื่อดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของระบบการเงินโลกอีกต่อไป – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ชี้เมื่อดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของระบบการเงินโลกอีกต่อไป – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KEY SUMMARY

    สินทรัพย์สหรัฐฯ เริ่มเผชิญปัญหาความเชื่อมั่น สะท้อนจากตลาดการเงินช่วงที่ผ่านมา

    ปรากฏการณ์ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า พร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อดอลลาร์สหรัฐ และสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่ลดลง ผลจากความไม่แน่นอนและความสุดโต่งของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายการค้า ส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ

    สหรัฐฯ สูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจมาพักใหญ่แล้ว สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจึงลดบทบาทลงไปบ้าง แต่โลกยังคงเชื่อมั่นว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลัก

    ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกปรับลดลง ขณะที่จีนและประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ทำให้ความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐปรับลดลงไปบ้าง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ กีดกันการเข้าถึงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ หลายประเทศจึงต้องกระจายความเสี่ยงออกจากการถือดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศลงบ้าง อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศของโลกอยู่

    นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์สหรัฐฯ เสื่อมถอยลง และเร่งกระบวนการ Dedollarization

    แม้ในระยะสั้นจะเห็นดอลลาร์สหรัฐผันผวนตามความไม่แน่นอนและความสุดโต่งของนโยบายประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ในระยะต่อไป นโยบายเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง ทั้งประเด็นความไม่ยั่งยืนของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากแผนการคลังในระยะสั้น-ปานกลางที่จะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่อย่างต่อเนื่อง และประเด็นคุณภาพสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เสื่อมถอย โดยเฉพาะความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นผู้ดูแลเสถียรภาพของดอลลาร์สหรัฐโดยตรง

    ตอนนี้ยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถทดแทนบทบาทของดอลลาร์สหรัฐได้ในโลก

    อาจมองได้ว่าดอลลาร์สหรัฐมี 2 ฐานะหลักในระบบการเงินโลก คือ (1) เป็นสื่อกลางชำระเงินของธุรกรรมการค้า
    และการลงทุนระหว่างประเทศ และ (2) เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe asset) ในการรักษามูลค่าทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถทดแทนดอลลาร์สหรัฐ ได้ทั้ง 2 บทบาทหลักนี้ บางสกุลอาจเหมาะจะใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ แต่ก็อาจไม่เหมาะที่จะถือไว้เป็นทุนสำรองฯ หรือบางสกุลอาจเหมาะสมที่จะถือเป็นทุนสำรองฯ แต่ก็อาจไม่เหมาะสมที่จะใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

    SCB EIC มองว่า ดอลลาร์สหรัฐจะยังเป็นสกุลเงินหลักในระบบการเงินโลกในระยะข้างหน้า แต่ความสำคัญจะทยอยลดลง

    ประเมินว่าดอลลาร์สหรัฐจะยังเป็นสกุลเงินหลักในระบบการเงินของโลกต่อไป เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของสหรัฐฯ นับว่ามีความก้าวหน้าที่สุดในโลก ตลาดการเงินสหรัฐฯ จึงมีขนาดใหญ่และมีความลึก แต่ความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐ จะทยอยลดลงจากความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยลดลง หลายประเทศอาจมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง และอาจใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าการลงทุนมากขึ้น

    ประเทศไทยสามารถใช้สกุลเงินอื่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและถือสินทรัพย์ปลอดภัยหลายสกุลขึ้น

    ความผันผวนของเงินดอลลาร์สหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเปิดอย่างไทยโดยตรง ทั้งด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    และมูลค่าสินทรัพย์ต่างประเทศที่ถือครอง ภาครัฐและภาคเอกชนไทยจึงควรพิจารณากระจายความเสี่ยง ทั้งการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยจากหลากหลายประเทศมากขึ้น และการใช้สกุลเงินอื่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินในสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอนจากนโยบายของสหรัฐฯ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/08/576279/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uYRdOuV3hYcNDv6AhtCQK

  • คนละครึ่งฟื้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    คนละครึ่งฟื้นเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    วันที่ 8 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนชาวยะลาขานรับโครงการ “คนละครึ่ง” หลังรัฐบาลประกาศนำกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูกำลังซื้อ และช่วยเหลือร้านค้าชุมชน ทำให้เกิดความสนใจอย่างมากในกลุ่มประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในอำเภอเบตง หลายคนเห็นว่ามาตรการนี้เคยใช้ได้ผลจริง และช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายซื้อของที่คึกคักและมีความหวังว่าการกลับมาใช้อีกครั้งจะช่วยพยุงเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

    นายสุรทัต ทิพย์มณี พ่อค้าผลไม้ในตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง กล่าวว่า หากโครงการนี้กลับมา เงินจะหมุนสะพัด พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ดีขึ้น และชาวบ้านมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ใช้จ่ายแบบคนละครึ่งตรงใจกว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียว เพราะช่วยกระตุ้นตลาดให้คึกคักและสร้างรายได้ต่อเนื่อง ส่วนพ่อค้าแห้ง นายดือรอแม เปาะอามา เสริมว่า โครงการนี้ประชาชนเข้าใจและเคยใช้มาก่อน ทำให้รากหญ้ามีกำลังซื้อเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด หากนำมาใช้อีกครั้งจะช่วยให้ตลาดคึกคักและผู้คนออกมาจับจ่ายมากขึ้น

    นอกจากนี้ นายอภิชาติ พคพงษ์พันธ์ พ่อค้าแผงหมู กล่าวว่าตนเองเคยใช้โครงการในยุครัฐบาลก่อนหน้า และเห็นว่าเป็นมาตรการที่ดี เพราะจำกัดวงเงินรายวัน ทำให้ประชาชนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม การกลับมาใช้อีกครั้งจึงเป็นเรื่องที่น่าต้อนรับและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างแท้จริง

    เจษฎา สิริโยทัย ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ยะลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1306333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pq_gUnFJMME0moL1Rr-PJ

  • “ผอ.สำนักงบฯ” ยืนยันมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงพอสนองนโยบาย “รบ.อนุทิน”

    “ผอ.สำนักงบฯ” ยืนยันมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงพอสนองนโยบาย “รบ.อนุทิน”

    “ผอ.สำนักงบประมาณ” ยืนยันงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ มีพอสนองนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ชี้ดึงงบประมาณปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำ “คนละครึ่ง” ได้ แต่ต้องภายใน 30 ก.ย.นี้

    วันนี้ (9 ก.ย.2568) เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 9 ก.ย.2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า พร้อม ยืนยันว่า งบประมาณมีพอ เมื่อถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ใช่ รวมถึงงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    เมื่อถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท จะสามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 68 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากสามารถดำเนินการทัน ก็ต้องทำเลย

    อ่านข่าว : “บวรศักดิ์” นั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 1 ชื่อครบส่งตรวจคุณสมบัติ 7-10 วัน  

    โผ ครม.อนุทิน 1 ชัดเจน ภท. 12 ที่นั่ง “กลาโหม-ยุติธรรม” รอคนนอก 

    “สมชาย” มองความท้าทายงานด้าน ศก.ในความดูแล “รมว.โควตาคนนอก” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IMigpb2D2cbu91cHh0tDz

  • InnovestX  มองว่า  หุ้นวันนี้ มาตรการเศรษฐกิจยังชี้นำตลาด

    InnovestX มองว่า หุ้นวันนี้ มาตรการเศรษฐกิจยังชี้นำตลาด

    InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX  คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์/พักฐาน นักลงทุนยังติดตามนโยบายเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่หากมีมาตรการที่ดีอาจเป็นปัจจัยชี้นำการเลือกตั้งครั้งหน้า หนุนให้รัฐบาลใหม่มีโอกาสออกมาตรกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ส่วนการที่คุณศุภจีรับตำแหน่ง รมว. พาณิชย์หนุนความเชื่อมั่น อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว แต่ยังไม่มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้เป็นสัญญาณที่ดีนัก ด้านเทคนิคคาดพักฐานสั้น หากไม่หลุด 1260/1250 ยังไม่เสียแนวโน้ม แนวต้านประเมินที่ 1275/1280

    ประเด็นสำคัญ

    • ปลัดคลังเผยโครงการ “คนละครึ่ง” จะพร้อมดำเนินการได้เร็วที่สุดใน ต.ค. 2568 หากรัฐบาลใหม่ตัดสินใจเดินหน้าโครงการ เนื่องจากระบบมีความพร้อมอยู่แล้ว ส่วนงบประมาณที่นำมาใช้จะสามารถใช้งบปี 2569 ได้ทันที และยังมีงบกระตุ้น ศก. ที่โยกกลับสู่งบกลางอีกราว 2.5 หมื่นลบ. เราประเมินจะมีผลต่อ GDP ราว 0.1% เป็นบวกต่อ TNP, CBG, OSP, HTC, ICHI, TVO และบวกทางอ้อมต่อ CPAXT, BJC และ CPALL
    • ธปท. เผยตั้งแต่ต้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 7% นำสกุลเงินในภูมิภาค เป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์, นโยบายการเงินสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายมากขึ้นเป็นบวกต่อหุ้นที่มีหนี้หรือรายจ่ายในรูปของดอลลาร์ เช่น โรงไฟฟ้า (GPSC และ BGRIM) และสายการบิน (AAV และ THAI) และหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ (KCE, HANA และ DELTA) และอาหาร (TU, CPF และ GFPT) ซึ่งมีรายได้ในรูปดอลลาร์
    • สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ต่อการนำเข้าเม็ดพลาสติก PET มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. ทำให้อัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวพุ่งขึ้นเป็น 27-28% จากเดิมที่ 6.5% มองเป็นบวกต่อ IVL ซึ่งมีฐานการผลิตรายใหญ่ในสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ มีความต้องการเม็ดพลาสติก PET สูง 
    • IEA ประเมินตลาด LNG จะเข้าสู่ภาวะล้นตลาดนับตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป จากความต้องการจากตลาดหลักอย่างจีนที่ชะลอลง ขณะที่กำลังการผลิตใหม่ในสหรัฐฯ เริ่มต้นเร็วกว่าแผนและการ์ตาเตรียมกลับมาส่งออกอีกครั้งในช่วงปลายปี 2569 มองเป็นบวกในระยะยาวต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง ได้แก่ GPSC, GULF และ BGRIM
    • มูลค่าการส่งออกของจีนใน ส.ค. 2568 ขยายตัวเพียง 4.4%YoY ชะลอลงจากเดือนก่อนและต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ กดดันจากการส่งออกสู่สหรัฐฯ ที่หดตัวมากถึง 33%YoY เป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ส่วนนำเข้าขยายตัว 1.3%YoY ชะลอลงจากเดือนก่อนและต่ำกว่าคาด

     กลยุทธ์การลงทุน

    ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนฟื้นตัว โดยคาด Fund Flow จะทยอยไหลเข้าและประเมินแนวต้านที่ 1280/1300 ส่วนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองคดีชั้น 14 ในวันที่ 9 ก.ย. นี้คาดจะสร้างความผันผวนต่อตลาดน้อยลงจากที่คาดไว้เดิม ส่วนปัจจัยต่างประเทศสำคัญติดตาม ได้แก่ CPI ส.ค. ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดเพิ่มขึ้น 2.9%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.7%YoY ใน ก.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามคาดหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อใน ก.ย. นี้ ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันที่ 11 ก.ย. นี้คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม กลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy”

    ล็อกเป้าลงทุนประจำสัปดาห์

    ช่วงสั้นมอง SET มีแนวโน้มจะปรับขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจน คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ กลยุทธ์ลงทุนแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีม หลักและ 3 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาด 2H68 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดีทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2.หุ้นปันผลคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตในระยะสั้น คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไร 1H68 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB HMPRO (XD 10 ก.ย.) และ KKP (XD 10 ก.ย.) 

    3.Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ 1) หุ้น Laggard Play คาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อ โดยเลือกหุ้น SET50 ราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก มี PBV และ PER 2568F < -1SD มีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมี ESG Ratings A-AAA) แนะนำ BDMS CPALL CRC MTC PTT WHA 2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือดอลลาร์อ่อนค่า(บาทแข็ง) แนะนำ กลุ่ม REITs (DIF) กลุ่มอสังหาฯ (AP SIRI) กลุ่มเช่าซื้อ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BCPG GULF) และ 3) หุ้นที่ได้อานิสงส์การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    Daily Top Picks

    DIF: ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากดอกเบี้ยขาลง สถิติชี้ว่าราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนการประชุม กนง. ที่มีการลดดอกเบี้ย โดย INVX คาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมวันที่ 8 ต.ค. นอกจากนี้คาดกำไรหลัก 3Q68 โต YoY และ QoQ จากดอกเบี้ยที่ทยอยลด ประเมินราคาเป้าหมายระยะสั้นไว้ที่ 8.80 บาท

    HMPRO: มองราคาหุ้นมีแรงหนุนระยะสั้นจากความต้องการซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้นหลังน้ำท่วมในบางพื้นที่ SSS โฮมโปรหดตัวลงในอัตราที่ช้าลง จากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กลับสู่ระดับปกติ ในขณะที่ฐานต่ำของ SSS จะช่วยหนุนให้ SSS ใน 2H68 ปรับตัวดีขึ้นจาก 1H68 ประเมินราคาเป้าหมายระยะสั้นไว้ที่ 8.10 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/256647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dYN2nxwQF4cNTKp5F8hCS

  • SET แกว่งไซด์เวย์/พักฐาน รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน

    SET แกว่งไซด์เวย์/พักฐาน รอติดตามนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน

    SET แกว่งไซด์เวย์/พักฐาน กรอบ 1,250-1,280 จุด นักลงทุนรอติดตามนโยบายเศรษฐกิจ กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” แนะนำ DIF และ HMPRO

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินว่า ตลาดแกว่งไซด์เวย์/พักฐาน นักลงทุนยังติดตามนโยบายเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่หากมีมาตรการที่ดี อาจเป็นปัจจัยชี้นำการเลือกตั้งครั้งหน้า หนุนให้รัฐบาลใหม่มี โอกาสออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม ส่วนการที่คุณศุกจีรับตำแหน่ง รมว. พาณิชย์ หนุนความเชื่อมั่น อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว แต่ยังไม่มีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้เป็นสัญญาณที่ดีนัก ด้านเทคนิคคาดพักฐานสั้น หากไม่หลุด 1260/1250 ยังไม่เสียแนวโน้ม แนวต้านประเมินที่ 1275/1280

    ทั้งนี้ ช่วงสั้นมอง SET มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น หลังสถานการณ์การเมืองไทยมีความชัดเจนขึ้น รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นการลงทุนฟื้นตัว โดยคาด Fund Flow จะทยอยไหลเข้าและประเมินแนวต้านที่ 1280/1300 ส่วนคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองคดีชั้น 14 ในวันที่ 9 ก.ย. นี้ คาดจะสร้างความผันผวนต่อตลาดน้อยลงจากที่คาดไว้เดิม 

    ส่วนปัจจัยต่างประเทศสำคัญติดตาม ได้แก่ CPI ส.ค. ของสหรัฐฯ โดยตลาดคาดเพิ่มขึ้น 2.9%YoY เร่งตัวขึ้นจาก 2.7%YoY ใน ก.ค. ซึ่งหากเป็นไปตามคาดหรือไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อใน ก.ย. นี้ ขณะที่การประชุมนโยบายการเงินของ ECB ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คาดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำให้ “Selective Buy” ใน 2 ธีมหลัก และ 3 ธีมเทรดดิ้ง ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้

    1. หุ้น Earnings Play ซึ่งคาดครึ่งหลังปี 2568 ผลการดำเนินงานจะยังเติบโตดี ทั้ง HoH และ YoY แรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลและจากปัจจัยบวกที่มีเฉพาะตัว ได้แก่ ADVANC BCPG GULF SCC

    2. หุ้นปันผลคุณภาพดี (SET100 ที่มี SET ESG Ratings A ขึ้นไป) เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตในระยะสั้น คาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งแรกปี 2568 และให้ Div. Yield เกิน 2% แนะนำ PTT TTB HMPRO (XD 10 ก.ย.) และ KKP (XD 10 ก.ย.)

    3. Trading Idea : สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร แนะนำ (1) หุ้น Laggard Play คาดได้อานิสงส์หาก Fund Flow ไหลเข้าต่อ โดยเลือกหุ้น SET50 ราคาหุ้นปรับขึ้น QTD ต่ำกว่า SET และ Valuation ถูก มี PBV และ PER 2568 F < -1SD มีพื้นฐานดี (กำไรเติบโต ฐานะการเงินแข็งแกร่งและมี ESG Ratings A- AAA) แนะนำ BDMS CPALL CRC MTC PTT WHA 

    2) หุ้นที่คาดได้อานิสงส์จากดอกเบี้ยขาลงและ/หรือดอลลาร์อ่อนค่า (บาทแข็ง) แนะนำ กลุ่ม REITS (DIF) กลุ่มอสังหาฯ (AP SIRI) กลุ่มเช่าซื้อ (MTC) และกลุ่มโรงไฟฟ้า (GPSC BCPG GULF) 

    3) หุ้นที่ได้อานิสงส์การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาล กลุ่มค้าปลีก (CPALL GLOBAL) กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL) กลุ่มนิคม (AMATA) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC)

    สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้ ได้แก่ DIF ราคาหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากดอกเบี้ยขาลง สถิติชี้ว่าราคาหุ้นมักจะปรับตัวขึ้นล่วงหน้าหนึ่งเดือนก่อนการประชุม กนง. ที่มีการลดดอกเบี้ย โดย INVX คาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ย 25bps ในการประชุมวันที่ 8 ต.ค. นอกจากนี้ คาดกำไรหลักไตรมาส 3/2568 โต YoY และ QoQ จากดอกเบี้ยที่ทยอยลด ประเมินราคาเป้าหมายระยะสั้นไว้ที่ 8.80 บาท

    HMPRO มองราคาหุ้นมีแรงหนุนระยะสั้นจากความต้องการซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้นหลังน้ำท่วมในบางพื้นที่ SSS โฮมโปรหดตัวลงในอัตราที่ช้าลง จากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กลับสู่ระดับปกติ ในขณะที่ฐานต่ำของ SSS จะช่วยหนุนให้ SSS ในช่วงครึ่งหลังปี 2568 ปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก ประเมินราคาเป้าหมายระยะสั้นไว้ที่ 8.10 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JROZy-gaLP0qJhhxizvM5