Category: เศรษฐกิจ

  • ปชป. หารือ สอท. วางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้โจทย์ประเทศ หวัง GDP กลับมาโต 5% : อินโฟเควสท์

    ปชป. หารือ สอท. วางนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แก้โจทย์ประเทศ หวัง GDP กลับมาโต 5% : อินโฟเควสท์

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ร่วมประชุมหารือแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยกับคณะผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค

    นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปชป.เชื่อมาโดยตลอดว่ากลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวจริงคือ ภาคเอกชน และบทบาทของภาครัฐ คือ การสร้างกติกาสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้ทางภาคเอกชนทำงานได้ดีที่สุด วันนี้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวโน้มใหม่ ๆ รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่สะสมมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง จำเป็นจะต้องหาแนวทางใหม่เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจไทยหลุดพ้นจากกับดักหรือหล่มที่เผชิญอยู่

    “วันนี้ผมและผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้วางกรอบทิศทางไว้หลายประเด็น ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยเฉพาะการเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและอัตราการเจริญเติบโตที่นับวันยิ่งถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ที่จำเป็นต้องทำให้อัตราการเจริญเติบโตกลับไปโตที่ประมาณ 5% เพราะหากตัวเลขยังเติบโตในระดับที่ 2% แบบปัจจุบันก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องอื่น ๆ ได้ เช่น สังคมสูงวัย การจัดสวัสดิการแห่งรัฐ ดังนั้นเราต้องแสวงหาเครื่องจักรตัวใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในการที่จะขับเคลื่อนไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคบริการ ให้เกิดการผสมผสานในภาพรวม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่เป็นโจทย์ใหญ่มี 2 เรื่อง คือ

    เรื่องแรก การทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นความท้าทายและต้องยอมรับว่าเป็นตัวสร้างปัญหาปั่นป่วนและทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นต้องเริ่มต้นที่บ้านเมืองที่สุจริตอย่างเอาจริงเอาจัง และให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญและอันตรายตรงนี้

    เรื่องที่สองที่ถือเป็นโจทย์ใหญ่ คือ การพัฒนาทักษะคน โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่เรื้อรังและยืดเยื้อมานาน ที่จะไม่ใช่เรื่องการให้ความรู้อีกต่อไป แต่จะเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้และมีความยืดหยุ่น รวมถึงการมีหลักสูตรที่รับรองเป็นรายทักษะที่มากขึ้นอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับประเทศไทยในการเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากอาเซียนให้เกิดเป็นความร่วมมือระหว่างกัน รวมถึงนโยบายทางการเงินเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงโดยไม่กระทบกับระบบสถาบันทางการเงิน

    หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์พยายามแสวงหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อเข้ามาช่วยเสริมสร้างและผลักดันประเทศให้ไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจาก ส.อ.ท.ที่ตรงกับมุมมองของพรรคฯ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศของพรรคฯ ในอนาคตต่อไป

    ด้ายนายเกรียงไกร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในวันนี้ เปรียบได้กับ “รถที่ติดหล่ม” ต้องใช้แรงมหาศาลในการดึงขึ้นมา ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งเครื่องนโยบายจากภาครัฐ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญความท้าทายหลายอย่าง เช่น 1) มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ 2) ปัญหาสินค้าทุ่มตลาด/สวมสิทธิ์ส่งออก 3) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 4) ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน 5) หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6) ค่าเงินบาทแข็งค่า 7) ผลกระทบจากปัญหาสภาพภูมิอากาศ 8) ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งสังคมผู้สูงอายุ กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณไม่สมดุล คอร์รัปชันและกฎหมายล้าสมัย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ธ.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/550803&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VdK6S7zMMYlCxIckYxpQy

  • ชงที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

    ชงที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

    ครม.เศรษฐกิจ คลอด 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วม ชงครม.พรุ่งนี้ ดึงเงินมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ช่วยพักหนี้ ปล่อยซอฟต์โลน ช่วยประชาชน 2.9 ล้านคน หลังกระทบเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบการออกมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม 4 มาตรการใหญ่ โดยจะเสนอให้กับที่ประชุมครม.พิจารณาในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เห็นชอบ 

    ภายหลังเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจและทรัพย์สินเป็นวงกว้างโดยกระทบกับประชาชนมากกว่า 2.9 ล้านคน และส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

    สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วม ทั้ง 4 มาตรการใหญ่ รัฐบาลเตรียมดึงเงินจากมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาใช้ในการฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ โดยการนำเสนอต่อครม.วันพรุ่งนี้จะแยกออกเป็นกลุ่มหลัก 2 กลุ่ม นั่นคือ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี สรุปได้ดังนี้

    1.การลดภาระหนี้ โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนเกณฑ์ไม่เป็นหนี้เสีย หรือ NPL ด้วย

    ขณะเดียวกันยังมีการให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และการให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

    นอกจากนี้ธปท.และสมาคมธนาคารไทยยังจะผ่อนเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันให้ภาคธุรกิจด้วย

    2.การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า โดยนายกฯกำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท กระทรวงมหาดไทย จะเสนอที่ประชุมครม. วันพรุ่งนี้ เพื่อของบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ขยายเงินทดลองให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำมาใช้จ่ายต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนเกณฑ์ในการเบิกจ่ายให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อมาช่วยประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

    ด้านการประกันภัย สำหรับประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าต่าง ๆ จะจ่ายค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท ส่วนรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมรถยนต์ได้ทันที

    ส่วนกระทรวงแรงงาน ได้ขยายระยะเวลาเงินนำส่งประกันสังคมทั้งหมด ขณะที่ลูกจ้าง จะมีการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในกรณีไม่สามารถทำงานได้ในอัตรา 50% ของค่าจ้างสูงสุดไม่เกิน 180 วัน และจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

    3. การลดภาระค่าใช้จ่าย โดยจะขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม จะประสานกับทางกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท 

    ส่วนผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักได้ 2 เท่า นอกเหนือจากนั้นผู้ที่บริจาคช่วยผู้ประสบภัย และองค์กรสาธารณกุศลต่าง ๆ ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

    4. ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่าง ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการถึงในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น 

    พร้อมทั้งได้มีการมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป 

    รองนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้มอบหมายให้ถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยขอให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่าง ๆ ทั้งการแก้ปัญหาในระยะสั้น และการเตรียมความพร้อมระยะยาว โดยกระทรวงต่างประเทศ จะขอความช่วยเหลือกับประเทศที่ได้มีปัญหาประสบอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการที่จะดูแล

    นอกจากนี้นายกฯ ยังได้มอบหมายกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูและให้หน่วยราชการต่าง ๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัยเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2899245&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3310_Vx4olN0AXgkutHy5G

  • สุทิน ชี้ อนุทิน อยากใช้นามสกุล หลีกภัย แต่ เจอภัย จริง เป็นโอษฐภัยร้ายแรงที่สุด

    สุทิน ชี้ อนุทิน อยากใช้นามสกุล หลีกภัย แต่ เจอภัย จริง เป็นโอษฐภัยร้ายแรงที่สุด

    สุทิน ชี้ อนุทิน อยากใช้นามสกุล หลีกภัย แต่ เจอภัย จริง เป็นโอษฐภัยร้ายแรงที่สุด

    วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.51 น.

    วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายสุทิน วรรณบวร อดีตผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า หากหนูพูดว่าอยากมีนามสกุลหลีกภัย แต่กลับได้นามสกุลเจอภัยจริง นับว่าเป็น “โอษฐภัยร้ายแรงที่สุด”

    ทั้งนี้ เมื่อวานที่ผ่านมา (1ธ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในงานมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายงบประมาณ ปี 70 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีช่วงหนึ่ง นายอนุทิน เผยว่า “นโยบายที่ได้แถลงมานี้ ปีนี้อาจจะต้องมีการมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา 4 ภัย ที่ตนได้กล่าวเมื่อสักครู่ ผมอยากจะนามสกุลหลีกภัย แต่กลายเป็นนามสกุลเจอภัย เจอเข้าไป 4 ภัย คือภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยสังคม และภัยธรรมชาติ ในช่วง 1 ปีนี้ มีรัฐบาลก่อนหน้านี้ดูแลมาจนถึงเดือนสิงหาคม

    ทั้งนี้ตั้งแต่เดือนกันยายนมาจนถึงปัจจุบัน เราพบภัยเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เราถึงต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ได้ช่วยกันทำให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งทุกท่านคงรู้สึกได้ว่าพี่น้องประชาชนมีความพึงพอใจเชื่อมั่นและเราจะยังทำต่อไป และจะต้องทำเฟส 2 ให้ได้เพื่อให้พี่น้องประชาชนมีขวัญกำลังใจ มีความมุ่งมั่น และเชื่อมั่นว่าชีวิตของพวกเขารัฐบาลจะดูแลและเขาจะต้องเดินต่อไป รัฐบาลจะต้องอยู่เคียงข้างเขา พวกเราทุกคนต้องอยู่เคียงข้างเขาในการที่จะนำพาให้ผ่านพ้นภัยเศรษฐกิจ ชื่อของมันเป็นภัย แต่มันเป็นทุกข์แสนสาหัสของพี่น้องประชาชน เราเป็นข้าราชการ เราบริหารราชการแผ่นดิน คือความผาสุขของพี่น้องประชาชน สิ่งเหล่านี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องนำพี่น้องประชาชนเดินพ้นจากภัยเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุดและเดินไปด้วยกัน”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/931857&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x0fIoOQ7oCYTRjArpHiiC

  • วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    มหาอุทกภัยที่พัดถล่มจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะ “หาดใหญ่–สงขลา” ไม่เพียงกวาดล้างชุมชน ธุรกิจ และสาธารณูปโภค หากยังเปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจของภาคใต้ทั้งภูมิภาคไปอย่างสิ้นเชิง น้ำระดับสามเมตรที่ขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงได้เผย “ความจริงอันโหดร้าย” ว่าระบบเตือนภัยและการบริหารจัดการภัยพิบัติของไทยยังไม่พร้อมรับมือปรากฏการณ์สุดขั้วของยุคโลกเดือดอีกต่อไป

    ความรุนแรงที่เกินกว่าคาดการณ์: เศรษฐกิจใต้กระทบทั้งระบบ

    หาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของภาคใต้ ถูกน้ำท่วมแบบฉับพลันจนหลายพื้นที่มิดหลังคา ตลาดกิมหยง–หัวใจการค้า ถูกทำลายแทบทั้งย่าน ความเสียหายไม่ได้จำกัดเฉพาะร้านค้าและบ้านเรือน แต่ลามถึงธุรกิจนำเข้า–ส่งออก โรงแรม คลังสินค้า และโครงข่ายการเดินทางของทั้งภูมิภาค

    เศรษฐกิจสงขลาดึง GDP ใต้กว่า 3% และมีบทบาทเป็น “ศูนย์กลางซัพพลายเชน” ทั้งปัตตานี พัทลุง และนราธิวาส หากหาดใหญ่ล้มทั้งเมือง ห่วงโซ่เศรษฐกิจใต้จะชะงักตามเป็นโดมิโน

    น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ภัยพิบัติท้องถิ่น แต่คือ “ภัยเศรษฐกิจระดับภูมิภาค”

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    รัฐบาลอนุทินเผชิญแรงกดดันหนักที่สุดเสียงวิจารณ์ที่หนีไม่พ้น

    รัฐบาลอนุทินเผชิญแรงกดดันหนักที่สุดตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายกฯ ลงพื้นที่หาดใหญ่หลายครั้ง แต่ยิ่งลงพื้นที่ เสียงประชาชนยิ่งดังขึ้นทั้งคำชื่นชมและคำวิจารณ์ที่รุนแรงถึงการบริหารงานที่ขาดเอกภาพ

    นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับ “ความบกพร่องเชิงระบบ” ทั้งในส่วนท้องถิ่น (เทศบาล–อบจ.) ส่วนจังหวัด (ผู้ว่าฯ–ฝ่ายความมั่นคง) และส่วนกลาง โดยยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
    “ระบบ Single Command ไม่เข้มแข็งเหมือนช่วงโควิด”

    ในอีกด้าน พรรคฝ่ายค้านนำโดยพรรคเพื่อไทยโจมตีหนักว่า
    “รัฐบาลล้มเหลวซ้ำซาก ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากโควิด”

    ขณะเดียวกัน ประชาชนจำนวนมากได้รับการแจ้งเตือน Cell Broadcast จริง แต่ยังไม่เชื่อว่าฝนจะหนักถึงขั้นท่วมทั้งเมือง จึงไม่อพยพทันเวลา ปรากฏการณ์นี้ชี้ชัดว่า “ช่องโหว่ความเชื่อมั่น” ระหว่างรัฐกับประชาชนยังลึกและกว้างอย่างน่ากังวล

    วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เปิดจุดอ่อนรัฐไทย บทเรียนสู่การปฏิรูปใหญ่

    มาตรการเยียวยาเร่งด่วน: อัดมาตรการการเงิน–ภาษี–ชดเชย

    รัฐบาลรีบออกชุดมาตรการฉุกเฉิน 8 ข้อ ตั้งแต่พักหนี้ 1 ปี เงินกู้เพื่อการยังชีพและซ่อมบ้านแบบปลอดดอกเบี้ย ไปจนถึง

    • เงินชดเชย 9,000 บาทต่อครัวเรือน
    • เยียวยาผู้เสียชีวิต 2 ล้านบาท (เฉพาะพื้นที่ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน–สงขลา)
    • บังคับบริษัทประกันจ่ายสินไหมเร็วขึ้น
    • มาตรการพิเศษเพื่อช่วยผู้ประกอบการ SMEs

    แม้เป็นการอัดฉีดแรงเพื่อประคองประชาชน แต่คำถามสำคัญคือ เพียงพอหรือไม่ เมื่อหาดใหญ่ต้องฟื้นเมืองที่เสียหายเกือบทั้งโซนเศรษฐกิจ

    สาธารณูปโภคพังทั้งระบบ: น้ำ–ไฟ–สัญญาณ และภูเขาขยะหลังน้ำลด

    งานหนักที่สุดหลังน้ำลดคือการฟื้นฟูสาธารณูปโภค ไฟฟ้ากลับมาได้เร็วที่สุด แต่ระบบประปายังทำงานได้เพียง 45% เพราะท่อแตก–โคลนล้น–ระบบปั๊มเสียหาย

    อีกภาระมหึมาคือ “ภูเขาขยะหลังน้ำท่วม” ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ ซากสัตว์ รถยนต์กว่า 8,000 คันที่ต้องยกออกจากถนน ประชาชนย้ายเองไม่ได้ รัฐต้องจัดกำลังเข้าลาก

    หาดใหญ่กำลังสู้กับทั้ง “ขยะมหาศาล–โครงสร้างพัง–เศรษฐกิจหยุดนิ่ง” พร้อมกัน

    โจทย์ใหญ่อนาคต: ฟื้นหาดใหญ่ต้องคิดใหม่ทั้งระบบ ไม่ใช่ซ่อมตามรอยเดิม

    รัฐบาลกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อออกแบบ “แผนฟื้นฟูหาดใหญ่ครั้งใหญ่ที่สุด” เพราะการสร้างเมืองหลังมหาอุทกภัยต้องคิดทั้ง

    • ระบบผังเมือง
    • คลองระบายน้ำ
    • คลังพักน้ำ
    • ระบบเตือนภัย
    • สาธารณูปโภคใหม่ที่รองรับน้ำท่วมขนาด 300 มม./วัน
    • โมเดลบริหารภัยพิบัติแบบเสถียร (War Room–Single Command)

    นี่คือเวลาที่ประเทศไทยต้องยอมรับว่า การซ่อมแซมเฉพาะหน้าไม่พออีกต่อไป หากไม่สร้าง “โครงสร้างใหม่” ความเสียหายครั้งนี้จะเกิดซ้ำและหนักกว่าเดิม

    เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/734353&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WT1yTxhfP5dVyMGbdm2_M

  • ปลุกรัฐรับมือ “น้ำท่วม” ทำเศรษฐกิจ “อัมพาต” เสียหายกว่าแสนล้าน

    ปลุกรัฐรับมือ “น้ำท่วม” ทำเศรษฐกิจ “อัมพาต” เสียหายกว่าแสนล้าน

    ตัวเลขกระทรวงการคลัง ประเมินความเสียหายจากปัญหาอุทกภัยทั่วประเทศทุกภูมิภาค ระบุว่าส่งผลกระทบโดยรวมต่อระบบเศรษฐกิจสูงถึง 500,000ล้านบาท หากไล่เลียงตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค. 2568เมื่อไทย เผชิญสภาพอากาศที่แปรปรวนจากมรสุมและร่องมรสุมที่พัดผ่าน และหย่อมความกดอากาศต่ำจากประเทศเพื่อนบ้าน

    หอการค้าไทย ได้ประเมินความเสียหาย “น้ำท่วมภาคเหนือ” ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท หรือ 0.17% ของ GDP โดยพบว่า ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด คิดเป็นพื้นที่มากกว่า 1,166,992 ไร่ และมูลค่าความเสียหายสูงถึง 24,553 ล้านบาท หรือ 82.3% ของมูลค่าความเสียหายทั้งหมด รองลงมาคือภาคบริการ ซึ่งได้รับความเสียหายเป็นมูลค่า 5,121 ล้านบาท ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 171 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยที่

    สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกรุงศรี คาดว่าพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในปี 2568 เฉพาะเหนือความเสียหายพื้นที่เกษตรจะอยู่ที่ 9.5 ล้านไร่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินราว 3.7 พันล้านบาท ขณะที่มูลค่าสินค้าเกษตรเสียหาย 1.99 หมื่นล้านบาท (กรณีฐาน) ทำให้ความเสียหายรวมกันอยู่ที่ 2.36 หมื่นล้านบาท หรือ -0.13% ของ GDP ยังไม่ร่วมความเสียหายในพื้นทีรับน้ำในภาคอย่างอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ประชาชนได้รับความเดือนร้อนกว่า 72,000 หลังคาเรือน แต่เงินชดเชยที่รัฐบาลจ่ายให้กับประชาชนกลับเล็กน้อยกว่า เพียง 9,000 บาทต่อหลังคาเรือน

    ทั้งนี้หากแบ่งเป็นการเกษตร ความเสียหายมากที่สุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 24,553 ล้านบาท จากการทำลายพืชผลทางการเกษตรจำนวนมาก รองลงมาเป็นภาคท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนมูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 2,000 ล้านบาท เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมถูกตัดขาด และสถานที่ท่องเที่ยวถูกน้ำท่วม และภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ในวงจำกัดกว่าภาคเกษตรมูลค่าเสียหายประมาณ 171 ล้านบาท

    ยังไม่รวมความเสียหายอื่นๆ เช่น ทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย บ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 43,000 หลังคาเรือน ชีวิตและสุขภาพ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดการกัดเซาะดินและตลิ่ง การปนเปื้อนของสารเคมี และมลพิษในแหล่งน้ำ

    โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนัก จ.เชียงราย ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 6,412 ล้านบาท รองลงมาเป็น จ.พะเยา เสียหาย 3,292 ล้านบาท จ.สุโขทัย เสียหาย 3,042 ล้านบาท ส่วนภาคอีสาน อย่างจ.หนองคาย เสียหาย 201.17 ล้านบาท และจ.สกลนคร เสียหายประมาณ 110.85 ล้านบาท ส่วนจ.เชียงใหม่คาดว่าความเสียหายมากกว่า 2,000 ล้านบาท

    ล่าสุดช่วงปลายเดือนพ.ย.2568 “ภาตใต้” เกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เรียกได้ว่าในรอบหลายสิบปีก็ว่าได้ สร้างเสียหายและสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างเรียกคืนไม่ได้หลายคนสิ้นเนื้อประดาตัว มีประชาชนเดือนร้อนกว่า 2.19 ล้านคน กระทบเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท

    เศรษฐกิจอัมพาต 10 จังหวัด เสียหาย 4 หมื่นล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ (พ.ย.68) มีผู้ที่ได้รับผลกระทบ 2.19 ล้านคน 798,695 ครัวเรือน ใน 10 จังหวัด สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านใน 1 เดือน กระทบ GDP ที่ 0.22% ซึ่งความเสียหายประมาณจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกปิดชั่วคราว ตลาด-ห้างสรรพสินค้าปิดกิจการ การคมนาคมหยุดชะงัก นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยกเลิกการท่องเที่ยว ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูง จากการยกเลิกเที่ยวบินกิจกรรมระดับชาติถูกยกเลิก โดยเฉพาะซีเกมส์ 2025 ที่ถูกย้ายออกจากสงขลาทั้งหมด

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    สำหรับมูลค่าความเสียหาย หากจำแนกภาคเศรษฐกิจ พบว่า การท่องเที่ยวและบริการเสียหายมากกว่า 22,440 ล้านบาท เกษตรกรรม 10,720 ล้านบาท / การผลิตและสาธารณูปโภค 6840 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลที่ภาคบริการเสียหายหนักที่สุด เนื่องจากมีการยกเลิกการจองและปิดสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น ธุรกิจค้าปลีกร้านอาหารและโรงแรมในเมืองหลักปิดกิจการชั่วคราว และผลกระทบต่อเนื่องจากการยกเลิกกิจกรรมระดับชาติ คือ ซีเกมส์ ที่ทำลายความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจ

     “น้ำท่วมใต้” มหาอุทกภัย รุนแรงอันดับ2 รองจากปี2554

    จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ เบื้องต้นกระทรวงการคลังได้ประเมินว่า ส่งผลให้เกิดความเสียหายในกรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย

    เสียงจากผู้ประกอบการ ต้องการ เงินสด ไม่ใช่“หนี้สิน โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยเร็วที่สุด 56.5% คือ เงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย 14.7% ต้องการให้ซ่อมแซมสาธารณูปโภค และ 10.6% ต้องการช่วยทำความสะอาดพื้นที่

    ส่วนข้อเสนอเชิงรุก ขอให้มี 3 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1. อัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง 2. เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และ3. จัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ พร้อมปรับบทบาท สินเชื่อ ให้เป็นทางเลือกเสริม ไม่ใช่มาตรการหลัก ซึ่งมาตรการหลัก คือ “เงินเยียวยา” โดยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loans) ควรมีไว้ใช้สำหรับการลงทุนฟื้นฟูในระยะถัดไป ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อย่างไรก็ตาม จากผลกระทบสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ หอการค้าไทย ประเมินว่า จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผล กระทบต่อ GDP ไทย จากเติบโต 2% เหลือ 1.9% ในปี 2568

    ด้านศูนย์วิจัยกสิกร ประเมินความเสียหายจาก น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรอย่างสวนยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะกระทบผลผลิตยางพาราและปาล์มน้ำมัน เสียหาย 6,698 ล้านบาทใน 1 เดือน โดยยางพาราและปาล์มน้ำมันเสียหายจากน้ำท่วม เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกหลักอยู่ในภาคใต้ โดยยางพารามีพื้นที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ 57% จากทั้งประเทศ แหล่งผลิตหลักอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สงขลา และนครศรีธรรมราช ส่วนปาล์มน้ำมันมีพื้นที่ปลูกอยู่ในภาคใต้ 86% จากทั้งประเทศ แหล่งผลิตหลักอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร แบ่งเป็นความเสียหายของผลผลิตยางพารา 0.83 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 4,456 ล้านบาท และความเสียหายของผลผลิตปาล์มน้ำมัน 3.4 แสนตัน คิดเป็นมูลค่า 2,242 ล้านบาท

    คาดท่องเที่ยวปี 69 หนุนเศรษฐกิจ ขยายตัว 1.6%

    ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวอีกว่า หอการค้าได้ ได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% โดยเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยการส่งออกที่โต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ( ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% โดยการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    สำหรับปัจจัยบวกที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวที่ที่ 35 ล้านคน และสร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ อุปสงค์ในประเทศขยายตัว การบริโภคภาคเอกชนและการลงทุน คาดว่า จะขยายตัวที่ 2% และการลงทุนในงบลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 18.2% โดยมีเป้าเบิกจ่ายงบลงทุนสูงถึง 70% ในงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ภาคเกษตรได้ประโยชน์จากสภาพอากาศมีความเป็นกลางและปริมาณน้ำเพียงพอ และเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่า จะอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท

    ลุ้น “ภาษีสหรัฐฯ” ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม

    ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ภาษีสหรัฐฯ โดยคาดว่า การส่งออกของไทยในปี 68 จะหดตัว -1.0% จากการที่ไทยถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% ทั้งปี รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่อาจสูงถึง 40% หากการเจรจา Local Content ไม่สำเร็จ / ปัจจัยการเมือง หากงบประมาณรายจ่ายปี 2570 และการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า อาจฉุด GDP ลง -0.32%

    เช่นเดียวกับ หนี้ครัวเรือน โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังสูงอยู่ที่ 86.3% ซึ่งกดดันให้สถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยสินเชื่อ รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญเพราะหากมีการปิดด่านชายแดนตลอดทั้ง ปี 69 คาดว่า จะสร้างความเสียหายต่อมูลค่าส่งออกกว่า 1.4 แสนล้านบาทและกระทบกับ GDP ประมาณ -0.74% การค้าโลกชะลอ กดดันภาคการส่งออกสินค้าของไทย

    มหาอุทภัยที่เกิดขึ้นกับคนไทยในหลายจังหวัดรอบนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่หลังจากนี้ สิ่งที่รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการคือ มาตรการรับมือและการเตรียมตัวตั้งรับกับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้ประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนตั้งคำถามอีกว่า “รัฐบาล” กำลังทำอะไรอยู่?และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องหากลไกและวิธีรับมือ ให้ทันกับสถานการณ์และให้เกิดความเสียหายให้น้อยที่สุด

    อ่านข่าว:

    ทางรอดวิกฤต “กุ้งไทย” บุกตลาดสหรัฐฯ หลัง “อินเดีย”โดนภาษีอ่วม

    “รถน้ำท่วม” เคลมประกันอย่างไร คปภ.เผยเกณฑ์ประเมินค่าเสียหาย

    ทีดีอาร์ไอ ห่วงเศรษฐกิจโตช้า กระทบปากท้อง-คนไทยหมดหวังย้ายประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/359061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hu_BtHITNc-9SrxW0SQNV

  • ไขคำตอบ ทำไม น้ำท่วม หาดใหญ่กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง GDP วูบเหลือ 1.9% แม้เสียหายเป็นรองปี 54

    ไขคำตอบ ทำไม น้ำท่วม หาดใหญ่กระทบเศรษฐกิจไทยรุนแรง GDP วูบเหลือ 1.9% แม้เสียหายเป็นรองปี 54

    หอการค้าไทย เผย น้ำท่วมภาคใต้ เสียหายหนัก 40,000 ล้านบาท ในเดือนเดียว เป็นรองแค่น้ำท่วมปี 54 ชี้ภาคท่องเที่ยวและบริการหนักสุด ฉุด GDP ไทยเหลือ 1.9%

    วันที่ 2 ธ.ค. ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ฝนตกและน้ำท่วมในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายเป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้

    อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังประเมิน ส่งผลให้เกิดความเสียหาย 500,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบ กับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีมูลค่าความเสียหายราว 1.4 ล้านล้านบาท กรณีนี้จึงถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับที่ 2 ของไทย

    ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินเบื้องต้นในกรอบระยะเวลา 1 เดือน ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ 10 จังหวัด มีประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 2.19 ล้านคน หรือราว 798,600 ครัวเรือน

    โดยจังหวัดสงขลา ได้รับผลกระทบสูงสุด คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ นครศรีธรรมราช ตามด้วยพัทลุง

    โดยระยะเวลา 1 เดือน ประเมินว่าจะมีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน ในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือรวมกว่า 40,000 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหาย 0.22% ต่อ GDP ซึ่งความเสียหายประมาณจากระบบเศรษฐกิจที่เป็นอัมพาต

    ทำไมเศรษฐกิจกระทบหนัก ธุรกิจท้องถิ่นเข้าขั้นโคม่า แม้เสียหายเป็นรอง ปี 54

    ธนวรรธน์ ระบุว่า ภาคท่องเที่ยวและบริการมีมูลค่าความเสียหายมากที่สุด สูงถึง 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของภาคการท่องเที่ยว และจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวภาคใต้ หาดใหญ่จำนวนมากในช่วง พ.ย.-ม.ค. ขณะเดียวกัน ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหารและโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว ธุรกิจท้องถิ่นเข้าขั้นโคม่า

    “โดยเฉพาะการยกเลิกซีเกมส์ที่สงขลา เป็นหนึ่งในจังหวัดเจ้าภาพ ย้ายการแข่งขัน 10 ชนิดกีฬา 109 เหรียญทองไปที่กรุงเทพทั้งหมด สูญเสียโอกาสการตลาด การใช้จ่ายนักเที่ยว 5,000 คน ทำลายความเชื่อมั่นนานาชาติ และโอกาสทางเศรษฐกิจ รองลงมาคือ ภาคเกษตรกรรม ราว 10,000 ล้านบาท และภาคการผลิตและสาธารณูปโภค อีกประมาณ 6,840 ล้านบาท”


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    นอกจากนี้ จากการสำรวจผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ ระบุว่า อาจต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูมากกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต็อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เสียหาย

    โดยสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐเร่งด่วนที่สุด คือ “เงินสด” ไม่ใช่ “หนี้สิน” มองว่ารัฐบาลควรอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชย เพื่อให้ถึงมือผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

    ขณะที่มาตรการ “สินเชื่อ” ควรเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่มาตรการหลัก นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาล เร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และจัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาพร้อมใช้งานโดยเร็ว

    ปรับลด GDP ไทยปี 2568 เหลือ 1.9%

    ทั้งนี้ หอการค้าไทย ยังได้ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2568 ลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2% ซึ่งส่งออกโต 11.1% และการลงทุนของภาครัฐ 6.4% แต่ถูกฉุดรั้งด้วยการอุปโภคภาครัฐที่หดตัวแรงในไตรมาสที่ 3 และผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ช่วงปลายปี

    โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 (ณ ธ.ค.68) จะขยายตัวชะลอลงที่ 1.6% จากการท่องเที่ยว การบริโภคภาคเอกชน /การลงทุนของภาครัฐและเอกชน จะเป็นแรงหนุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีหน้า

    ภาพ : Sirachai Arunrugstichai / Getty images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/hatyai-flood-gdp-crash-1-9/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tKlDAw-KCHFslNcHxOPP3

  • หอการค้าไทย ชี้ความเสียหายน้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

    หอการค้าไทย ชี้ความเสียหายน้ำท่วมใต้ ซัดเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท

    หอการค้าไทย ประเมินความเสียหายน้ำท่วมใน 10 จังหวัดภาคใต้ ทำเศรษฐกิจพัง 4 หมื่นล้านบาท ภาคการท่องเที่ยว-บริการ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ฉุด GDP ทั้งปีโตลดลงเหลือ 1.9%

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบน้ำท่วม ที่ หาดใหญ่ จ.สงขลา จะมีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหนักสุด จากที่ช่วงนี้เป็นฤดูการท่องเที่ยว หรือ ไฮซีซั่นของภาคใต้ ส่งผลจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ ที่คาดไว้ 33 ล้านคน ลดลงเหลือ 32.8 ล้านคน หรือ 2 แสนคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทบต่อ GDP ให้ลดลงราว 0.22%

    ทำให้หอการค้าได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ของไทยในปี 68 นี้ ลงเหลือ 1.9% จากเดิมที่คาดไว้ 2% ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากผลกระทบและความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจการค้าใหญ่ของภาคใต้

    โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบเงินสดเยียวยาโดยตรง เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูกิจการและซ่อมแซมทรัพย์สิน มากกว่าการขอสินเชื่อที่สร้างภาระหนี้สินเพิ่ม และมีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน 3 ด้าน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ได้แก่ การอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรง การเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นฟูทำความสะอาดพื้นที่ประสบภัย

    ขณะที่ในปี 69 ประเมินว่า GDP มีแนวโน้มขยายตัวได้แค่ 1.6% ชะลอตัวลงจากปีนี้ โดยปัจจัยที่เป็นตัวฉุดรั้ง คือ ความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้า และข้อจำกัดทางการเงิน ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญที่ต้องระวัง ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูง และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงมีอยู่ และกระทบต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/economy/morning/452587&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pklNjejEOWHgzFi5ropX8

  • คลัง – พาณิชย์ ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ลดภาระหนี้  ลดค่าใช้จ่าย สร้างอาชีพ ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

    คลัง – พาณิชย์ ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ลดภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่าย สร้างอาชีพ ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

    คลัง – พาณิชย์ ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ลดภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่าย สร้างอาชีพ ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว


    2/12/2568 | 10 |

    คลัง – พาณิชย์ ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ลดภาระหนี้ 
    ลดค่าใช้จ่าย สร้างอาชีพ ให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
    บทสรุป
        นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อหารือผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่เสียหายหนักและกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ที่ประชุมได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการลดภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่าย ประกันภัย การประกอบอาชีพ และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค โดยยึดหลักความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ภายใต้แนวคิด “Quick Big Recovery” พร้อมเร่งฟื้นฟูเมืองและช่วยเหลือประชาชนทุกด้าน โดยกำหนดแผนเป็น 3 ระยะ คือระยะที่ 1: 
    การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ระยะที่ 2 และ 3 การเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน เพื่อให้ภาคประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาตรการ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน 
    ส่งสิ่งของจำเป็นให้ประชาชนใน 6 จังหวัดภาคใต้ ระยะเยียวยา จัดงาน “เยียวยาลดค่าครองชีพ–สร้างอาชีพ” 
    ลดราคาสินค้าจำเป็น สูงสุด 80% และระยะฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นฟูกิจการได้โดย
    ไม่ติดขัด นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่อยู่บนหลักการรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบาย 5 ด้านของรัฐบาล
    รายละเอียด
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 6/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมประชุม
    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกช่วงบ่ายของวันจันทร์จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ แต่เมื่อสัปดาห์
    ที่ผ่านมามีสถานการณ์น้ำท่วมเกิดขึ้นในหลายจังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 
    ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้ร่วมกันออกมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาให้กับประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว 
    โดยเหตุการณ์อุทกภัยในครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในเรื่องของเศรษฐกิจ จังหวัด ผู้ประกอบการ และประชาชน จึงได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องให้มาร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้นำหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สมาคมทางด้านธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ลงพื้นที่เพื่อให้ได้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น และเร่งทำการฟื้นฟูให้กลับมามีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างรายได้และทำให้โอกาสต่าง ๆ กลับคืนจังหวัด และเร่งนำประชาชนกลับเข้าบ้านให้เร็วที่สุด
    เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ได้นำนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และทีมงานด้านเศรษฐกิจ ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เพื่อสำรวจความเสียหาย และหารือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อวางแผนการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ รวมถึงเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยภาคเอกชน 
    ทั้งสภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้าจังหวัด ได้มีข้อเสนอที่อยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุน โดยให้นายเอกนิติ 
    รับข้อเสนอต่าง ๆ ของภาคเอกชน ไปเร่งจัดทำแนวทางการช่วยเหลือที่เหมาะสมโดยเร็วต่อไป
    ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้เริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นมาก น้ำลดลงแล้วเกือบ 100% โดยผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ยังดูแลฟื้นฟูสภาพเมืองทุกวัน แต่ยังมีอีกมากที่ต้องเร่งฟื้นฟูเยียวยา โดยจะใช้มติของที่ประชุม กนศ. เร่งดำเนินการเพื่อที่จะนำเสนอให้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 พร้อมขอเน้นย้ำถึงการช่วยเหลือฟื้นฟูจะต้องเร่งดำเนินการไปข้างหน้า 
    ซึ่งไม่ได้มีแค่เพียงมิติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะต้องเร่งดูแลทั้งการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ต ให้กลับมาเป็นปกติให้เร็วที่สุด และต้องคำนึงถึงเรื่องสุขภาพของผู้ประสบอุทกภัย ทั้งสุขภาพจิต สุขภาพกาย 
    โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เร่งดำเนินการ
    ในเรื่องนี้ ให้ประชาชนที่ประสบภัยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
    นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่น ๆ เช่น การปรับปรุงวิธีการเตือนภัยอย่างเร่งด่วน ซึ่งได้หารือกับ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแล้ว จะได้ไปหาแนวทาง วิธีการ และหาแพลตฟอร์มในการยกระดับการเตือนภัยให้เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเรื่องสำคัญในเบื้องต้นที่จะเร่งดูแลประชาชน คือ การจ่ายเงินเยียวยา ทั้งเยียวยาในรายครัวเรือนและของผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยนำเสนองบประมาณ
    ในการเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตและครอบครัวผู้ประสบภัยเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 ธันวาคม 2568
    โดยที่ประชุมได้รับทราบมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ของกระทรวงการคลัง และหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งเห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย และมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS “SME Spring Board by สสว.” และ มาตรการ “THAI SME-GP Plus” ซึ่งจะได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
    ภายหลังการประชุม นายเอกนิติ เปิดเผยว่า มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเงิน ภาษี การประกันภัย การประกอบอาชีพ และการฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค โดยยึดหลักความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ภายใต้แนวคิด “Quick Big Recovery” มีรายละเอียด ดังนี้
    ระยะที่ 1: การช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน เป็นการให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ได้แก่ (1) การจัดหาสิ่งของอุปโภคและบริโภคจำเป็นและขาดแคลน (2) การจัดหาที่พัก/ศูนย์พักพิง (3) การจัดหาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ไฟฟ้า ประปา อินเทอร์เน็ต เป็นต้น (4) การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยการดำเนินมาตรการภาษีสนับสนุนการบริจาค และ (5) การเร่งรัดให้จ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงาน 
    ระยะที่ 2 – 3: การเยียวยาและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการประคับประคองและบรรเทาภาระความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อให้ภาคประชาชน ธุรกิจ และเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยมีการดำเนินการ ดังนี้ 
    1. การลดภาระหนี้ สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 
    12 เดือน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาการพักชำระหนี้ (คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0 ต่อปี) รายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
    2. การเก็บเงินไว้ในกระเป๋า/ส่งเงินให้ถึงมือ เช่น การให้สินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ 
    เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก การให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก 
    การสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเสียหาย การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินชดเชยที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลธรรมดาที่ประสบอุทกภัย
    ตามจำนวนค่าเสียหายที่เกิดขึ้น การขยายเวลากำหนดเวลาการนำส่งเงินสมทบของนายจ้างและผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ เป็นต้น
    3. การลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักรและชิ้นส่วนเพื่อทดแทนหรือซ่อมแซมความเสียหายจากอุทกภัย การยกเว้นการเก็บค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุ
    ที่ประสบอุทกภัย การงดหรือลดค่าปรับให้แก่คู่สัญญาที่ทำจัดซื้อจัดจ้าง การลดค่าน้ำประปาในพื้นที่อุทกภัย 
    การเตรียมจัดงานธงฟ้าเยียวยาค่าครองชีพ โดยเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดหลังน้ำลดและอุปโภคบริโภคจำเป็น เป็นต้น
    4. ด้านอื่น ๆ เช่น รัฐวิสาหกิจตรวจสอบความปลอดภัยตามที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด เป็นต้น พร้อมทั้งได้มอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัยได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่อไป
    ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มาตรการในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ประกอบด้วยการช่วยเหลือ–เยียวยา–ฟื้นฟูผู้ประสบภัยภาคใต้ แบ่งเป็น 3 ระยะ
    ระยะที่ 1: ช่วยเหลือเร่งด่วน (ดำเนินการแล้ว) กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนและมณฑลทหารบก
    ที่ 42 จัดส่งสิ่งของจำเป็นเข้า 6 จังหวัดภาคใต้ ครอบคลุมสงขลา สตูล พัทลุง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส 
    ระยะที่ 2: การเยียวยา (ธันวาคม 2568 – มกราคม 2569) 
    1. จัดงาน “เยียวยาลดค่าครองชีพ” และ “สร้างอาชีพ” ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง เปิดจุดขาย Mobile Unit 3 จุด ครอบคลุมพื้นที่ที่เข้าถึงยาก จัดบูธแฟรนไชส์ พร้อมทุนสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ SME D Bank และจัดบูธ ธนาคารให้คำปรึกษาการเข้าถึงสินเชื่อ
    2. จัดแคมเปญลดราคาวัสดุก่อสร้างสูงสุด 80% ร่วมกับไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮม รวม 40 สาขาในภาคใต้ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อช่วยลดภาระซ่อมแซมบ้านเรือน
    ระยะที่ 3: การฟื้นฟูเศรษฐกิจ 
    – ส่งเสริมอาชีพผ่านแฟรนไชส์ราคาประหยัด 
    – เปิดจุดจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ 20 ครั้ง และจัดงานแสดงสินค้าภาคใต้ 4 ครั้ง ในสงขลา กระบี่ ตรัง พัทลุง พร้อมไลฟ์สด การจับคู่ธุรกิจ และคลินิกสินเชื่อฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ 
    – จัดงานสินค้าจังหวัดชายแดนใต้ในกรุงเทพฯ  
    – ฟื้นฟูผู้ประกอบการสินค้า GI ที่ได้รับผลกระทบ
    – ประสาน EXIM Bank จัด Mobile Unit ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและช่วยเข้าถึงเงินทุนฟื้นฟูกิจการ
    ขณะเดียวกันยังให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงพาณิชย์ เร่งอำนวยความสะดวกด้านเอกสารจดทะเบียนธุรกิจ การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและใบอนุญาตต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นฟูกิจการได้โดยไม่ติดขัด ส่วนการลงพื้นที่ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้รับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการโดยตรง โดยมีข้อเสนอทั้งด้านซอฟต์โลน การผ่อนชำระหนี้ การลดหย่อนภาษี ตลอดจนการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และกิจกรรม MICE ในพื้นที่ 
    นอกจากนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดการสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ได้กำหนดกรอบวงเงินงบประมาณไว้จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 ในขณะที่ยังมีภาระค่าใช้จ่ายผูกพัน และรายจ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายจำนวนมาก ซึ่งการจัดทํางบประมาณนี้จะทําให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสําคัญ แก้ไขปัญหาสําคัญให้กับประชาชน วางรากฐานให้กับประเทศ โดยยึดแนวทางจากแผนการคลังระยะปานกลาง 
    ปี 2569-2573 ที่ต้องการการลดการขาดดุลของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับรัฐบาลในอนาคตและรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม อยู่บนหลักการรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 
    1. ด้านเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการกระตุ้นการใช้จ่าย การเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง และการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ OECD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาคมโลก ดึงดูดการลงทุนต่างชาติ 
    2. ด้านความมั่นคง เน้นแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี ดำเนินนโยบายการต่างประเทศ
    เชิงรุกพาประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก 
    3. ด้านสังคม จัดการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางเทคโนโลยี อาชญากรรมข้ามชาติ และยาเสพติด รวมทั้งป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 
    4. ด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลจะพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ประสบภัยธรรมชาติ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 
    ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของทุกประเทศ โดยผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็น 0 ภายในปี 2593 ด้วยการดำเนินมาตรการ ลดการเผาในภาคการเกษตร สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พลังงานแสงอาทิตย์ และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล
    5. ด้านการบริหารภาครัฐ ปฏิรูปกฎหมาย มุ่งสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล การให้บริการต่าง ๆ ต้องมีความสะดวก รวดเร็ว มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส อำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชนและประชาชน รวมทั้งปรับปรุง แก้ไข หรือยกเลิก กฎหมาย กฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ
    นอกจากนี้รัฐบาลยังให้ความสำคัญการวางรากฐานของประเทศ ทั้งด้านการศึกษา ต้องพัฒนาศักยภาพของคนไทยได้ตลอดช่วงชีวิต ระบบสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคให้รองรับกับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะระบบคมนาคมและโลจิสติกส์ให้เชื่อมโยงกันทั้งทางอากาศ ราง ถนน และทางน้ำ รวมถึงสนับสนุนพลังงานทดแทน ยกระดับความสามารถการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/449947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tO4tbLdmc_Ch7HcppgKcF

  • คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลการท่องเที่ยว | TOPNEWS

    คณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือ

    วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 – 15.00 น.นายสถาปัตย์ สุขะหุต คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี นายนรพล ตันติมนตรี) เดินทางเข้าพบ นายเสริฐ ไชยยานันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน และคุณธีร์วรา ริพล รองประธานคณะทำงานเพื่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจจังหวัดน่าน (คลัสเตอร์ท่องเที่ยว) ณ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดน่านและภาคเหนือ

    การหารือครั้งนี้ ให้ความสำคัญกับสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดน่าน และพื้นที่ภาคเหนือ รวมถึงปัญหา อุปสรรคที่พบในปัจจุบัน โดยเฉพาะมาตรการ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่น การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภายในจังหวัดน่าน ทั้งด้านการอำนวยความสะดวก การจัดการจราจร การดูแลแหล่งท่องเที่ยว และมาตรการรองรับนักท่องเที่ยว การบูรณาการความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง หน่วยงานในพื้นที่ และภาคเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน ยืนยันว่า พร้อมนำข้อเสนอแนะและข้อมูลจากการหารือครั้งนี้ไปใช้ในการพัฒนาการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงอย่างสมบูรณ์

    กัลยา สองเมืองแก่น ผู้สื่อข่าว TopNewsทั่วไทย จ.น่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1410794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PNDEObkuISI__RKxpDEOw

  • เศรษฐกิจสาหัส! “บริษัทจำกัด“ ยอดขายทรุด-กำไรตก รายได้ 9 เดือนวูบ

    เศรษฐกิจสาหัส! “บริษัทจำกัด“ ยอดขายทรุด-กำไรตก รายได้ 9 เดือนวูบ

    ต้นกุมภาฯ อีจัน เผยแพร่เมื่อ : 2 ธ.ค. 2568, 11:32 1

    วันนี้ (2 ธ.ค.68) นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ และสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 817 บริษัท คิดเป็น 98.7% จากทั้งหมด 828 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 กันยายน 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 602 บริษัท คิดเป็น 73.7% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

    ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 12,432,596 ล้านบาท ลดลง 6.0% ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 6.6% และ 1.2% ตามลำดับ ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 844,047 ล้านบาท ลดลง 7.3% 

    อย่างไรก็ดี บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการควบรวมกิจการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ บจ. มีกำไรสุทธิ 886,814 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.8% 

    ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายลดลง 0.7% และมีกำไรจากการดำเนินงาน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1.2% และ 16.4% ตามลำดับ ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.56 เท่า ณ ช่วงเดียวกันในปีก่อน

    สำหรับงวดไตรมาส 3/2568 เทียบกับไตรมาส 3/2567 บจ. ส่วนใหญ่มียอดขายลดลง แต่มีกำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 21.0% และ 31.4% ตามลำดับ เนื่องจาก บจ. ในธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมีราคาส่วนต่างค่าการกลั่นต่ำผิดปกติในปีก่อน ทั้งนี้ หากไม่รวม บจ. ในหมวดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ บจ. มียอดขายและมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 11.9% และ 3.2% ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 5.3%

    นายสรวิศกล่าวว่า นอกจากความท้าทายของราคาน้ำมันที่ลดลงแล้ว เศรษฐกิจไทยซึ่งเติบโตในอัตราชะลอลง และค่าเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนกับยอดขาย บจ. ไทยในไตรมาส 3 โดยเกือบทุกหมวดธุรกิจมียอดขายลดลง และกระทบกับภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 

    โดยเฉพาะหมวดบริการซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของประเทศ เริ่มมีผลประกอบการลดลงอย่างชัดเจนในไตรมาส 3 สำหรับหมวดธุรกิจที่ยังเติบโตได้ดี คือ หมวดธุรกิจประกันภัย ตามแนวโน้มการออมและการประกันความเสี่ยงของสัมคมผู้สูงอายุ และหมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยบวกจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต” นายสรวิศ กล่าว

    ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2568 มียอดขายรวม 151,127 ล้านบาท ลดลง 3.6% ต้นทุนขาย 111,422 ล้านบาท ลดลง 4.0% ทำให้มีกำไรขั้นต้น 39,705 ล้านบาท ลดลง 2.2% ทั้งนี้ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2.2% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 9,702 ล้านบาท ลดลง 13.5% และมีกำไรสุทธิรวม 3,722 ล้านบาท ลดลง 38.9%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ejan.co/economics/3k2lu3ckfufc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cpgtkE2aTvNjwESkzSrSx