Category: เศรษฐกิจ

  • ‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ภาษีทรัมป์’ สะดุดส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก-ไทย

    ‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ภาษีทรัมป์’ สะดุดส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก-ไทย

    ‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ภาษีทรัมป์’ สะดุดส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก-ไทย

    รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ทิศทางสงครามการค้าและภาษีทรัมป์กำลังเปลี่ยนแปลงไปด้วยอำนาจถ่วงดุลของกลไกตุลาการของสหรัฐอเมริกา 

    โดยศาลอุทธรณ์กลางแห่งสหรัฐ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยผู้พิพากษาเสียงข้างมาก 7 คนจากองค์คณะ 11 คน มีคำตัดสินว่า การออกคำสั่งขึ้นภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายให้ไว้ และไม่ชอบด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจ เท่ากับฝ่ายบริหารไปก้าวล่วงอำนาจนิติบัญญัติในการตรากฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร 

    ถ้าศาลสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ผลที่ตามมา คือ คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ในการตั้งกำแพงภาษีตอบโต้ทางการค้าในอัตราสูงต่อสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆจะถูกยกเลิกหมด 

    การอ้างอำนาจจากกฎหมาย International Emergency Economic Power Act of 1977 ทุกมาตรการตามคำสั่งประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีจะถูกยกเลิกทั้งหมด ผู้นำเข้าที่เสียภาษีตามมาตรการขึ้นภาษีก่อนหน้านี้ สามารถเรียกคืนภาษีจากรัฐบาลได้ มาตรการกีดกันการค้าผ่านการตั้งกำแพงภาษีสหรัฐฯเมื่อถูกยกเลิกไปจะส่งผลดีต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก การค้าโลก ส่งผลบวกต่อภาคส่งออกและเศรษฐกิจไทย 

    ‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ภาษีทรัมป์’ สะดุดส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโลก-ไทย

    ขณะเดียวกันจะสร้างความไม่แน่นอนต่อการเจรจาต่อรองทางด้านการค้าและภาษีที่สหรัฐฯกำลังดำเนินการอยู่กับประเทศต่างๆ ความไม่แน่นอนและไม่ชัดเจนเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อธุรกรรมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

    อย่างไรก็ตาม คาดว่ามาตรการกีดกันการค้า การขึ้นกำแพงภาษีจะยังไปต่อผ่านกลไกรัฐสภาสหรัฐอเมริกาเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าและฐานะการคลังของสหรัฐฯ แต่ประเมินว่า อัตราภาษีในการจัดเก็บอาจจะไม่สูงมากและกระบวนการในรัฐสภาต้องใช้เวลา หากจะมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรจริงๆผ่านการออกกฎหมายโดยรัฐสภาน่าจะเป็นปีหน้า 

    นอกจากนี้ ความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการเปลี่ยนแปลงระบบการค้าเสรีของโลกจากระบบ Rule-Based เป็น Deal-based อาจมีอุปสรรค ระบบการค้าเสรีแบบพหุภาคีอาจฟื้นตัวขึ้นจากกลไกการถ่วงดุลของศาลต่อฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ            

    ผลของการยกเลิกกำแพงภาษีนำเข้า จะทำให้บริษัทนำเข้าสหรัฐฯสามารถเรียกคืนภาษีได้ โดยยอดภาษีศุลากรที่เก็บได้จนถึงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 75,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนผู้บริโภคที่ต้องจ่ายซื้อสินค้าต่างๆแพงจากอัตราภาษีที่ขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็อาจไม่ได้รับการชดเชยแต่อย่างใด แต่น่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพต่ำลงในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KYC8P0orODYMAIKvg5YFc

  • เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 8 ก.ย.68 ภาคเอกชนจังหวัดกระบี่แสดงความเชื่อมั่นต่อพรรคภูมิใจไทย หลังเห็นผลงานนโยบายที่จับต้องได้จริง พร้อมหนุนโครงการใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้ง “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” “ขยายสนามบินกระบี่” และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาการจราจร

    นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย ผู้แทนภาคเอกชนจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า กระบี่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง และที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายที่หาเสียงไว้หลายเรื่องเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน

    หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ สะพานเชื่อมเกาะลันตา ระหว่าง ต.เกาะกลาง – ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา วงเงิน 1,854 ล้านบาท ระยะทาง 1,825 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร ที่จะทำให้การเดินทางไม่ต้องรอแพขนานยนต์อีกต่อไป ใช้เวลาเพียง 10 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง คาดว่าจะได้ผู้ชนะการประมูลก่อสร้างภายในเดือนกันยายนนี้ ให้ทันปีงบประมาณ 2568 และจะใช้เวลาก่อสร้าง 1,080 วัน คาดเสร็จปี 2571

    อีกโครงการใหญ่คือ การขยายท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ที่กรมท่าอากาศยานดำเนินการ เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 4 ล้านคนต่อปี เป็น 8 ล้านคนต่อปี และเพิ่มขีดความสามารถเที่ยวบินจาก 8 เที่ยวต่อชั่วโมง เป็น 24 เที่ยวต่อชั่วโมง

    ขณะเดียวกันยังมี โครงการขยายถนนและสร้างสะพานข้ามแยก บนถนนสายหลัก เพื่อบรรเทาการจราจร ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันโดยพรรคภูมิใจไทยขณะร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา

    นายเอกวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายอื่นๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมอันดามัน (กระบี่–พังงา–ภูเก็ต) และ ท่าเทียบเรือเพื่อการโดยสารทางน้ำ หากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนของภาคใต้ พร้อมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยบริหารจะตอบสนองความต้องการของประชาชนและเอกชนได้มากขึ้น และหากทำผลงานดี ก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445668&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mj0R5ILQfI4oExbKkx3qo

  • ดาวโจนส์ปิดบวก 114.09 จุด คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดาวโจนส์ปิดบวก 114.09 จุด คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ (8 ก.ย.) ขานรับการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED)  จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดทำนิวไฮ โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นบรอดคอม (Broadcom)

    • ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 45,514.95 จุด เพิ่มขึ้น 114.09 จุด หรือ +0.25%,
    • ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,495.15 จุด เพิ่มขึ้น 13.65 จุด หรือ +0.21% และ
    • ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,798.70 จุด เพิ่มขึ้น 98.31 จุด หรือ +0.45%

    ทั้งนี้ เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ และให้น้ำหนัก 12% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมครั้งนี้ หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค.ที่ต่ำกว่าคาด

    ดาวโจนส์ปิดบวก 114.09 จุด คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ

    บริษัทโบรกเกอร์หลายแห่งได้ปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยนักวิเคราะห์ของ Barclays คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยจำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปีนี้ เทียบกับที่เคยคาดไว้ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ขณะที่ Standard Chartered คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นสองเท่าจากที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้

    ผลการสำรวจประจำเดือนส.ค.ของเฟดสาขานิวยอร์กพบว่า ชาวอเมริกันมีความกังวลต่อตลาดแรงงาน ท่ามกลางความวิตกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานใหม่ นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่าผู้บริโภคมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับสถานะทางการเงินในปัจจุบัน ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตยังคงทรงตัว

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อในสัปดาห์นี้ โดยทางการสหรัฐฯ จะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนส.ค.ในวันพุธนี้ และจากนั้นจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนส.ค.ในวันพฤหัสบดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/638327&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n4mUEeMC3i3fRTnJOWDah

  • อัปเดต โผ ครม.อนุทิน ‘7 โควตาคนนอก’ ทีมเศรษฐกิจ ผสมสายตรงการเมือง

    อัปเดต โผ ครม.อนุทิน ‘7 โควตาคนนอก’ ทีมเศรษฐกิจ ผสมสายตรงการเมือง

    การเมือง

    09 ก.ย. 2025 เวลา 6:16 น.

    โผ ครม.อนุทินเกือบ 100% ภูมิใจไทยกวาด 16 เก้าอี้ โชว์ทีมเศรษฐกิจ 7 โควตาคนนอก ดึง”บวรศักดิ์”รับภารกิจแก้ รธน. ส่วน รมว.กลาโหม ยังลุ้น 2 นายพล รมว.ยุติธรรม ปิดจบ สายตรงบุรีรัมย์

    ความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ของรัฐบาลภูมิใจไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โผ ครม.ชุดใหม่ มีดังนี้ 

    พรรคภูมิใจไทย ได้โควตา 16 ตำแหน่ง 

    1. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ควบ รมว.มหาดไทย 
    2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย 
    3. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม 
    4. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.คมนาคม
    5. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    6. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม 
    7. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม 
    8. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    9. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    อัปเดต โผ ครม.อนุทิน '7 โควตาคนนอก' ทีมเศรษฐกิจ ผสมสายตรงการเมือง

    โควตาคนนอก 7 ตำแหน่ง

    จากแวดวงต่างๆ ที่ไม่ใช่นักการเมือง ซึ่งได้รับการยืนยันแล้ว ได้แก่       
    10. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็น รมว.คลัง 
    11. นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย  เคยเป็นประธานที่ปรึกษา นายพิชัย ชุณหวชิร อดีต รมว.คลัง ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร  เป็น รมช.คลัง 
    12. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็น รมว.พลังงาน 
    13. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็น รมว.การต่างประเทศ 
    14. รมว.ยุติธรรม เป็นโควตาคนนอก ล่าสุด ปรากฎชื่อ พล.ต.ต.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล อดีตรองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธร ภาค 3   
    15. ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะมารับตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย  
    16. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) จะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ 

    อัปเดต โผ ครม.อนุทิน '7 โควตาคนนอก' ทีมเศรษฐกิจ ผสมสายตรงการเมือง  

    พรรคกล้าธรรม ได้โควตา 7 ตำแหน่ง  

    17. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.เกษตรและสหกรณ์ 
    18. นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่ เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ 
    19. นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์         
    20. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 
    21. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็น รมว.ศึกษาธิการ 
    22. นายองอาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี เป็น รมช.ศึกษาธิการ
    23. นายอัครา พรหมเผ่า เป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 

    อัปเดต โผ ครม.อนุทิน '7 โควตาคนนอก' ทีมเศรษฐกิจ ผสมสายตรงการเมือง

    พรรคพลังประชารัฐ ได้โควตา 4 ตำแหน่ง  

    23. นายสันติ พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.สาธารณสุข 
    24. นายวรโชติ สุคนธ์ขจร สส.เพชรบูรณ์ รมช.สาธารณสุข
    25. นางสาวตรีนุช เทียนทอง เป็น รมว.แรงงาน 
    26. ตำแหน่ง รมว.กลาโหม ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยมีชื่อ พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวเต็ง และล่าสุด มีชื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการ รมช.กลาโหม จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ถูกจับตาว่าเป็นตั๋วพิเศษ แทรกเข้ามา    
    27. พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด น้องรักของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีชื่อเป็นแคนดิเดต รมช.กลาโหม

    กลุ่มนายสุชาติ ชมกลิ่น พรรครวมไทยสร้างชาติ 16 เสียง ได้โควตา 3 ตำแหน่ง 

    28. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
    29. นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม                                          
    30. จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม 

    กลุ่มนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ จากเพื่อไทย 8 เสียง ได้โควตา 2 ตำแหน่ง 

    31. นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รอเคาะตำแหน่ง                                         
    32. ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย รอระบุชื่อบุคคล และกระทรวง

    กลุ่มนายนิพนธ์ บุญญามณี จากประชาธิปัตย์ 3 เสียง ได้โควตา 1 ตำแหน่ง

    33. นางสาวนิธิยา บุญญามณี ลูกสาวของนายนิพนธ์ เป็น รมช.พาณิชย์   
     
    สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งหมด รวมกันต้องไม่เกิน 35 คน ซึ่งไม่รวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

    อัปเดต โผ ครม.อนุทิน '7 โควตาคนนอก' ทีมเศรษฐกิจ ผสมสายตรงการเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1197926&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Fui9rjuXqXmgkwGoTVk2J

  • OTOP Upskill เติมพลังความคิดใหม่ ยกระดับโค้ชด้านการตลาด สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

    OTOP Upskill เติมพลังความคิดใหม่ ยกระดับโค้ชด้านการตลาด สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

    OTOP Upskill เติมพลังความคิดใหม่ ยกระดับโค้ชด้านการตลาด สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน


    8/09/2568 | 27 | |

    OTOP Upskill เติมพลังความคิดใหม่ ยกระดับโค้ชด้านการตลาด สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

    กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าพัฒนาและยกระดับศักยภาพบุคลากรผ่านโครงการ OTOP Upskill โดยจัดอบรมในหัวข้อ “OTOP Growth Mindset : การพัฒนากรอบความคิดสู่การเป็นที่ปรึกษาโอทอป” เพื่อสร้างโค้ชด้านการตลาดยุคใหม่ที่สามารถถ่ายทอดความรู้และเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการยกระดับผลิตภัณฑ์และขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน เป็นวิทยากร ถ่ายทอดแนวคิด Growth Mindset และทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ไม่เพียงแต่ช่วยให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรสามารถพัฒนาศักยภาพการตลาด แต่ยังต่อยอดสู่การเป็น “OTOP Certified Coach” ที่พร้อมให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ประกอบการในชุมชนอย่างแท้จริง การอบรมครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายโค้ช OTOP ที่จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันสินค้าและบริการของชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน อันเป็นรากฐานของเศรษฐกิจชุมชนที่แข็งแรงและยั่งยืน

    Growth Mindset คือการมองว่า ความรู้และความสามารถสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจาก Fixed Mindset ที่เชื่อว่าทักษะมีเพดานจำกัด สำหรับผู้สนับสนุนงาน OTOP แนวคิดนี้ช่วยให้บุคลากรเปิดใจเรียนรู้เทคโนโลยี เครื่องมือการตลาดสมัยใหม่ และแนวโน้มผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การมี Growth Mindset ทำให้เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนพร้อมที่จะเป็น “ที่ปรึกษา” ไม่ใช่แค่ “ผู้ปฏิบัติงาน” อีกต่อไป แต่สามารถ ชี้แนะแนวทาง แก้ปัญหา และสร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้ประกอบการเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ

    #OTOPUpskill

    #OTOPGrowthMindset

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #เศรษฐกิจฐานรากมั่นคงชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    อ้างอิงวันที่ : 8/09/2568 00:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/263561&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fJcr6vqYVPcELb0GeMMSo

  • ‘คนละครึ่ง’ ยังตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ เเนะทำควบคู่นโยบายระยะยาว

    ‘คนละครึ่ง’ ยังตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ เเนะทำควบคู่นโยบายระยะยาว

    ‘คนละครึ่ง’ ยังตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ เเนะทำควบคู่นโยบายระยะยาว

    ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้สัมภาษณ์ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ภายหลังการเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมือง ภายใต้รัฐบาลใหม่ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี และการแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสร้างทั้งความคาดหวังและคำถามในสังคม โดยเฉพาะการหยิบยกนโยบายยอดนิยมอย่างคนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 4 เดือนก่อนการยุบสภาเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    ดร.สมชัย กล่าวว่า เข้าใจว่าโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายผลประโยชน์ถึงระดับรากหญ้า ซึ่งจากประสบการณ์ช่วงโควิดพบว่า สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้จริง โดยเงินลงสู่ระดับล่างจำนวนมาก ผู้ค้ารายเล็กได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน

    อีกทั้ง ‘คนละครึ่ง’ ยังมีจุดแข็งมากกว่า โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เนื่องจากผู้ใช้ต้องควักเงินออกครึ่งหนึ่งเอง ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้เท่ากัน

    อย่างไรก็ตาม ดร.สมชัย ชี้ว่าจุดอ่อนของมาตรการคือ การที่ประชาชนบางส่วนไม่ได้เพิ่มการใช้จ่ายจริง แต่เลือกเก็บเงินที่ประหยัดได้ไปออมแทน ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่สามารถบังคับได้และเกิดขึ้นกับทุกนโยบายแจกเงิน แต่หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจได้ เช่น วางแผนแก้ปัญหาภาษีทรัมป์ให้เป็นรูปธรรม ก็จะทำให้ประชาชนมั่นใจและจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลให้ ‘คนละครึ่ง’ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

    ในด้านมาตรการเสริมควบคู่ ‘คนละครึ่ง’ ดร.สมชัย เสนอให้พิจารณานโยบายที่ได้ผลทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า ซึ่งจะใช้งบเพิ่มราว 2,000 ล้านบาท แต่ช่วยรับประกันคุณภาพชีวิตเด็กและอุดช่องโหว่ที่เด็กยากจนบางส่วนยังตกหล่นไม่ได้เงิน ถือเป็นการวางรากฐานระยะยาวควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ก็จะมีนโยบายซึ่งถ้าจะหวังผลแบบว่าหลายหน้า เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจก็ได้ผล อย่างอื่นก็ได้ เช่นผล ระยะยาวมีอีกหลายนโยบาย อย่างเช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ทําให้เป็นถ้วนหน้า ก็ทําให้รัฐบาลจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นประมาณซัก 2,000 ล้านบาท แต่ว่าเงินก็คือเข้ามือประชาชน  แล้วก็เป็นการรับประกันเรื่องของคุณภาพของเด็ก เพราะว่าทุกวันนี้มันก็ยังมีการตกหล่นอยู่ เด็กที่ยากจนก็ยังไม่ได้เงิน ถ้าทําเป็นถ้วนหน้าก็จะปิดช่องโหว่ตรงนั้นได้ ตรงนั้นก็จะเป็นเรื่องที่เป็นทางวางรากฐานประกาศอนาคตในระยะยาวด้วย

    ทั้งนี้ แม้งบประมาณประจำปีผ่านการพิจารณาไปแล้ว แต่ ดร.สมชัย มองว่ายังสามารถจัดสรรจากงบกลางมารองรับได้ โดยไม่กระทบต่อสถานะการคลัง เพียงแต่รัฐบาลต้องเลือกใช้อย่างตรงจุด พร้อมย้ำว่าการนำ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาในเวลานี้ แม้จะถูกมองในมิติความนิยมทางการเมือง แต่หากเศรษฐกิจซบเซาหนักก็จำเป็นต้องอัดฉีด เพราะมาตรการแจกเงินคือวิธีที่รวดเร็วที่สุด ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องทำควบคู่กับนโยบายโครงสร้างระยะยาว

    ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า ปัญหาพลังงานเป็นอีกประเด็นที่ควรแก้จริงจัง เนื่องจากไทยมีโรงไฟฟ้าสำรองเกินจำเป็น ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟสูงเกินไปเพื่อรองรับ ‘ค่าพร้อมใช้’ ให้ผู้ประกอบการพลังงาน โดยเสนอให้เร่งผลักดันนโยบายติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ลดค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและเพิ่มพลังงานเข้าสู่ระบบ รวมถึงพยายามเจรจาแก้ไขสัญญา ‘ค่าพร้อมใช้’ เพื่อบรรเทาภาระประชาชน หากทำได้สำเร็จจะได้ใจประชาชนจำนวนมากและเป็นผลดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    จริงๆเชียร์ อยากให้ปรับโครงสร้างพลังงาน น่าทําเพราะว่าจะลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ ซึ่งก็คล้ายกับเอาเงินเข้ากระเป๋าประชาชน เพราะรายจ่ายลดก็มีเงินหลายกระเป๋ามากขึ้น ปัญหาเรื่องพลังงานของบ้านเรา คือผลิตไฟฟ้าสํารองมากเกินไป ซึ่งก็เลยมีแล้วต้องเสียค่าพร้อมใช้ไปก่อน แต่รัฐบาลก็ต้องเอางบประมาณนี้ไปจ่ายให้กับเจ้าสัวพลังงาน  เราก็จ่ายค่าไฟแพงเกินไป

    สำหรับสิ่งเร่งด่วนในช่วง 4 เดือน ดร.สมชัย ย้ำว่าผลกระทบจาก ‘ภาษีทรัมป์’ เป็นประเด็นที่เลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการที่สินค้าสหรัฐฯ เข้าประเทศไทยได้ด้วยภาษี 0% ซึ่งกระทบผู้ผลิตไทยจำนวนมาก รัฐบาลต้องจัดงบเยียวยาที่มากเพียงพอและมองเชิงรุกหาทางสร้างธุรกิจใหม่หรือส่งเสริมให้แรงงานเปลี่ยนอาชีพ พร้อมผลักดันการอัพสกิลและรีสกิลแรงงาน ซึ่งสามารถเห็นผลในเวลาไม่นาน ตัวอย่างเช่น โครงการฝึกอบรมออนไลน์ 6 สัปดาห์ของอินโดนีเซียที่ช่วยเพิ่มทักษะและรายได้แรงงานได้จริง ถือเป็นมาตรการที่ช่วยทั้งระยะสั้นและยาว พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัว

    ในด้านทีมเศรษฐกิจ ดร.สมชัย กล่าวถึง นายเอกนิติว่า เป็นผู้มีฝีมือ มุ่งมั่น และไม่ฝักใฝ่การเมือง มีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่วนภาพรวมของทีมเศรษฐกิจ แม้หลายกระทรวงเศรษฐกิจยังอยู่ในมือของนักการเมือง แต่ก็หวังว่าการนำคนรุ่นใหม่เข้ามาจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพ

    ดร.สมชัย ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ โดยระบุว่าเป็นจุดบอดของไทยมากว่า 10 ปี และการมีรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่อาจช่วยยกระดับนโยบาย ซึ่งสำคัญต่อเศรษฐกิจในยุคที่ประเด็น Geo-economics ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างปัจจัยทางภูมิศาสตร์กับเศรษฐศาสตร์ โดยเน้นการ ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) หรือในอีกมุมมองหนึ่ง คือ การใช้ อำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ทวีความเข้มข้นมากขึ้น

    ท้ายที่สุด ดร.สมชัย ระบุว่า ไม่มีใครการันตีผลลัพธ์ได้ แต่โดยภาพรวมชื่อและพื้นหลังของรัฐมนตรีหลายคนก็ดูดี และสังคมควรรอดูการทำงานจริง 

    อย่าลืมว่ากระทรวงที่โยงเรื่องเศรษฐกิจโดยตรง ไม่ว่าจะ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม เเละอื่นๆโยงเศรษฐกิจได้หมดเลย ถึงจะเป็น ส.ส.จริง เป็นลูกหลาน ส.ส.จริง แต่ว่ามีฝีมือไหมก็ต้องหวังว่าจะเป็นเเบบนั้น เข้าใจว่าพยายามเอาคนรุ่นใหม่เข้ามามากขึ้น ก็คงต้องหวังว่ามันจะดีขึ้น แต่ก็ไม่มีใครการันตีได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dMuWFJyXAdyuOgcnB8c4W

  • พ่อค้าแม่ค้า เห็นด้วยฟื้นคนละครึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ บางคนยังหวังเงินหมื่น

    พ่อค้าแม่ค้า เห็นด้วยฟื้นคนละครึ่ง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ บางคนยังหวังเงินหมื่น

    พ่อค้าแม่ค้าเห็นด้วยฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ จูงใจให้คนใช้จ่าย แต่กังวลกลัวว่าระยะเวลาแค่ 4 เดือนจะทำไม่ทัน ขณะที่บางคนยังหวังเงินหมื่น 

    วันที่ 8 ก.ย. 68 จากกรณีมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมหยิบนโยบายยอดนิยมอย่าง “คนละครึ่ง” มาปัดฝุ่น ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนก่อนการ “ยุบสภา” เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

    ซึ่งบรรยากาศที่ตลาดสิริวัฒนา อ.เมืองเชียงใหม่ พ่อค้าแม่ค้าเริ่มมีรอยยิ้มจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น นางสาวผณินทรา จันทน้อย แม่ค้าร้านแหนมเนือง บอกว่า คนละครึ่งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ช่วยกระตุ้นการค้าขายให้คึกคักอย่างเห็นได้ชัด หากนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง คาดว่าจะส่งผลดีช่วยเพิ่มยอดขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าได้มากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี หากเป็นไปได้ก็อยากให้เพิ่มวงเงินมากขึ้นกว่าเดิม และอยากให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด

    นางพรรณี คูหะมณี แม่ค้าขนมหวาน บอกเหมือนกันว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยให้ประชาชนตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น เพราะรัฐบาลช่วยจ่ายให้ครึ่งหนึ่ง พ่อค้าแม่ค้าก็ได้รับอานิสงส์ยอดขายเพิ่มขึ้น ซึ่งอยากให้รัฐบาลรีบทำ เพราะมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และดีกว่านโยบายแจกเงินหมื่น

    ส่วนที่ตลาดสดเทศบาล 1 เขตเทศบาลนครขอนแก่น นางทิวารัตน์ สร้อยสุวรรณณ์ อายุ 43 ปี เจ้าของร้านสุวิมล ผลไม้ กล่าวว่า โดยส่วนตัวคิดว่าโครงการคนละครึ่งไม่น่าจะทำได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน เหมือนการขายฝัน เพราะน่าจะอนุมัติไม่ทัน อีกทั้งเงินก้อนใหญ่จะเอางบฯ ที่ไหนมาทำ จึงอยากให้เอางบฯ ไปช่วยชายแดน และแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือ หรือแก้ปัญหาเร่งด่วนก่อน

    “อยากให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทำให้ดีสมกับที่ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ เราเห็นตั้งแต่โหวตเสร็จ รับตำแหน่งมา ยิ้มดีใจหน้าบานมีความสุข ทำให้ดีสมกับที่ได้รับเลือกมา ถ้าทำดี ทำได้จริง เลือกตั้งครั้งหน้าคะแนนและความไว้วางใจน่าจะตามมา ฉะนั้นแล้วต้องทำให้ดีที่สุด อย่าให้เสียชื่อตัวเอง”

    ขณะที่นายพลวัฒน์ ดอนตระกลู อายุ 36 ปี พ่อค้า กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดี มองว่าถ้าเอากลับมาทำอีก เพราะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดี ตอนมีโครงการรอบที่แล้วก็ขายดี แต่ 4 เดือนที่เข้ามา คิดว่าไม่น่าจะทำได้จริง เพราะว่าเวลามันสั้นไป และงบฯ ที่จะใช้ต้องเป็นงบฯ ที่เยอะ เพราะรอบที่แล้วแจกคนละหมื่นยังไม่ได้ตั้งหลายคน

    ด้านนางเพ็ชรัตน์ กองพลพรหม อายุ 58 ปี แม่ค้า กล่าวว่า ยังอยากได้เงิน 10,000 บาท ที่รัฐบาลชุดที่แล้วว่าจะให้ ก็อยากให้นายกฯ มาช่วยผลักดันให้ได้เงินหมื่นอีกครั้ง น่าจะกระตุ้นได้ดีกว่าคนละครึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2881558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cH-6B_kJtRwpeKE-Qvvgi

  • ไลน์แมน เตรียมควงสมาคมภัตตาคารไทยไปพรรคภูมิใจไทย พรุ่งนี้ 9 ก.ย. หวังปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ ช่วยกระตุ้นร้านอาหาร  

    ไลน์แมน เตรียมควงสมาคมภัตตาคารไทยไปพรรคภูมิใจไทย พรุ่งนี้ 9 ก.ย. หวังปัดฝุ่น ‘คนละครึ่ง’ ช่วยกระตุ้นร้านอาหาร  

    LINE MAN Wongnai เผยเตรียมตัวเดินทางเข้าไปพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับสมาคมภัตตาคารไทย หวังฟื้น ‘โครงการคนละครึ่ง’ กระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่าที่ขุนคลังคนใหม่เหมาะสม มีความรู้ ความสามารถในการเข้ามาดูเรื่องเศรษฐกิจ

    8 ก.ย. 2568 – นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ย. 2568) บริษัทและสมาคมภัตตาคารไทยจะเดินทางเข้าไปที่พรรคภูมิใจไทย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการนำ “โครงการคนละครึ่ง” กลับมา จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมากระแสในโลกโซเชียลส่วนมากก็ค่อนข้างเห็นด้วยและอยากให้มีการจัดทำโครงการดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยบริษัทเองก็เป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่ต้องการสนับสนุนอยู่แล้ว เนื่องจากในแพลตฟอร์มมีร้านค้ารายย่อยค่อนข้างเยอะ หากมีโครงการดังกล่าวก็จะช่วยร้านค้าให้มีลูกค้ามากขึ้น

    “เราจะเข้าไปพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย และนำข้อมูลเกี่ยวกับการทำโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมาไปนำเสนอ ที่จะดูว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งด้านไหนบ้าง แต่ส่วนตัวเห็นว่าจุดอ่อนแทบไม่มี อาจจะมีการปรับเปลี่ยนเรื่องการใช้คูปองบ้างเล็กน้อย และการใช้ Co-Payment เป็นหลักการที่ถูกต้อง และดีกว่าแจกเงินช่วยเหลือแบบ 100%  หากต้องการนำโครงการกลับมาก็สามารถใช้ระบบเทคโนโลยีและข้อมูลเดิมได้เลย ซึ่งโครงการคนละครึ่งคราวก่อน สามารถทำให้ร้านค้ามียอดโต 1.7-4 เท่า และลูกค้าก็ยังใช้บริการร้านค้านั้นๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย  แม้ว่ารัฐบาลจะมีเวลาแค่ 4 เดือนก็เชื่อว่าทำทันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ก็น่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาช่วย”

    สำหรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เท่าที่ทราบก็จะมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งส่วนตัวมองว่าเหมาะสม เป็นคนมีความสามารถ มีความรู้ เชื่อมั่นว่าจะเข้ามาดูในเรื่องของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี  

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/857973/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mgtu6odbHFIepMkibaRXm

  • นโยบายรัฐบาลใหม่-เลือกตั้งปี 69 หนุนหุ้นไทยคึกคัก

    นโยบายรัฐบาลใหม่-เลือกตั้งปี 69 หนุนหุ้นไทยคึกคัก

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-32&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ja5w_0nPn9Q2his7ZK6BV

  • โฮมโปร ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งอนาคต

    โฮมโปร ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งอนาคต

    โฮมโปร ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งอนาคต

    วันจันทร์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.23 น.

    โฮมโปร (HomePro) ร่วมเวทีเสวนา “KTC FIT Talk ครั้งที่ 19” ภายใต้หัวข้อ “Power from Home, Power for the Future” จัดโดยความร่วมมือระหว่างเคทีซี กระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยพันธมิตรชั้นนำอย่าง SCG และ GULF เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือนและการบริหารทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)ที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม

    นายรักพงศ์ อรุณวัฒนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มนักลงทุนสัมพันธ์ กลยุทธ์และความยั่งยืนองค์กร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า ความยั่งยืนไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่เป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจสินค้าและบริการเรื่องบ้านแบบครบวงจร โฮมโปรได้นำแนวคิด ESG และ SD บูรณาการไว้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” เชื่อมโยงผู้ผลิต คู่ค้า และผู้บริโภค เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนไปในทิศทางเดียวกัน

    อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ผู้บริโภคที่มีความชัดเจน ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้โฮมโปรมุ่งขับเคลื่อนองค์กรบนเส้นทางความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและนำเสนอสินค้ารักษ์โลก พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไทยกำลังเปลี่ยนจาก “การรับรู้” สู่ “การเลือกซื้ออย่างมีจิตสำนึก” ที่ไม่เพียงให้ความสนใจในเรื่องราคา แต่ยังคำนึงถึงคุณค่า ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมมากขึ้น

    นายรักพงศ์ กล่าวเสริมว่า โฮมโปรมีสมาชิกกว่า 7 ล้านราย และมียอดซื้อกว่า 20 ล้านครั้งต่อปี ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จนนำไปสู่การพัฒนากลยุทธ์ที่ผสาน ESG และ SD เข้ากับธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งต่อยอดแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงง่าย ผ่านกิจกรรมยืดอายุสินค้า เช่น กิจกรรมซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้า ใน ‘วันช่างโฮมโปร’ เพื่อสร้างระบบนิเวศเรื่องบ้านที่ยั่งยืนครบวงจร ตั้งแต่การเลือกซื้อ การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้

    อีกหนึ่งกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนที่โฮมโปรใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง คือ โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่ (Trade-In)” ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้านำของเก่าหรือสินค้าที่ไม่ใช้แล้ว มาแลกรับส่วนลดในการซื้อสินค้าใหม่ โดยที่โฮมโปรทำหน้าที่เป็น ‘สะพาน’ เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตที่ต้องการพัฒนาสินค้าใหม่ และผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนของเก่าอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โฮมโปรจะช่วยนำของเก่าไปจัดการให้อย่างถูกวิธี สินค้าที่รับคืนจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก รีไซเคิล และผลิตเป็นสินค้าใหม่ ที่เราเรียกว่า “สินค้ารักษ์โลก หรือ Circular Products” ซึ่งปัจจุบันมีสินค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการมากกว่า 70 ประเภท พร้อมขยายรายการที่สามารถนำมาแลกได้เพิ่มมากกว่า 8,000 รายการในปีนี้

    ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา โครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” ได้รับการตอบรับอย่างดี มีสินค้านำมาแลกมากกว่า 300,000 ชิ้น หรือคิดเป็นน้ำหนักกว่า 3,000 ตัน โดยมากกว่า 80% เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกนำไปจัดการอย่างถูกวิธีผ่านผู้ดำเนินการที่มีใบรับรองมาตรฐานตามกฎหมาย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความร่วมมือของผู้บริโภคที่ต้องการมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมร่วมกับโฮมโปร

    นายรักพงศ์ กล่าวว่า Circular Products ไม่ได้หมายถึง ‘สินค้ารักษ์โลก’ แค่เพราะ ‘มาจากการรีไซเคิล’ เท่านั้น แต่สินค้าทุกชิ้นต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และมีความทนทานเทียบเท่าวัสดุใหม่ “เราอยากให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าวัสดุรีไซเคิลที่มาจากโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” มีคุณภาพดีไม่แพ้วัสดุใหม่ เพราะหลายครั้ง ผู้บริโภคเองก็กำลังใช้สินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลที่มีคุณภาพดีมากๆ จนแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน

    ในอนาคต โฮมโปรตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้ารักษ์โลกจากวัสดุหมุนเวียนให้ถึง 20% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการขับเคลื่อน Lifetime Eco-System ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกซื้อ ออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมแซม รีโนเวท จนถึงบริการหลังการขาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และจัดการขยะอย่างถูกวิธี

    -031

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/912698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Hv42yQ5M7rvbsiKAcUBPu