Category: เศรษฐกิจ

  • เศรษฐกิจไทยลุ้นคึก! อนุทินนั่งนายกฯ 4 เดือน หุ้นไฟแนนซ์-ค้าปลีก-ก่อสร้างได้เฮ

    เศรษฐกิจไทยลุ้นคึก! อนุทินนั่งนายกฯ 4 เดือน หุ้นไฟแนนซ์-ค้าปลีก-ก่อสร้างได้เฮ

    จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบบุคคลในสภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย ด้วยคะแนนเสียงโหวตสูงสุด ทำให้เหล่านโยบายของพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งว่าการเดินหน้าในระยะเวลา 4 เดือนจากนี้ จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย และหุ้นกลุ่มใดจะได้อานิสงส์เชิงบวกบ้าง

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า นโยบายเหล่านี้ต้องพิจารณาอีกครั้งตอนรัฐบาลแถลงนโยบาย โดยนโยบายที่ภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ และมีโอกาสทำได้เลย เช่น พักหนี้ เป็นบวกต่อไฟแนนซ์และค้าปลีก, รถเมล์ไฟฟ้า เป็นบวกต่อ NEX, EA, และเพิ่มรายได้ อสม. เป็นบวกต่อค้าปลีก, เครื่องดื่ม, และ FSMART

    นอกจากนี้ หากการลงทุนโครงการก่อสร้างตามนโยบายพรรคภูมิใจไทยสามารถเดินหน้าได้จริง ก็มองว่าจะเข้ามาช่วยหนุนหุ้นก่อสร้าง อาทิ STECON, CK, SCC และ TASCO ได้รับอานิสงส์ 

    ขณะเดียวกันจากนโยบายการพักหนี้ 3 ปี มองว่าจะส่งอานิสงค์เชิงบวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์ได้ด้วย ได้แก่ MTC, SAWAD และ TIDLOR เป็นต้น

    ในส่วนโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ที่จะนำกลับมาอีกครั้งนั้น มองว่ามีส่วนที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ไไม่ได้เปลี่ยนแปลงพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ โดยมองว่ากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยจะช่วยหนุนกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง อาทิ CPAXT, BJC และ TNP

    ทั้งนี้ เมื่อถามว่ามองการมีนายกฯ ระยะสั้น 4 เดือน จะเดินหน้านโยบายให้เป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และ GDP ไทยได้เพิ่มหรือไม่นั้น คาดว่ารัฐบาลอายุสั้น (4 เดือน) จะเป็นการเน้นแก้รัฐธรรมนูญ, แก้ปัญหาชายแดน, และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมองกว่า ดังนั้นจึงคาดว่าจะช่วยประคอง GDP ได้ แต่ไม่น่าจะหนุนให้ GDP เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับประเด็นเรื่องการยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่นั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นต้นปีหน้า (2569) เป็นปัจจัยที่ตลาดคาดไว้แล้ว อาจมีผลกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณในช่วงไตรมาส 2/2569 อยู่บ้าง แต่คาดว่าไม่กระทบต่อเศรษฐกิจทั้งปีอย่างมีนัยสำคัญ เพราะคาดว่าจะเห็นการกลับมาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่อยู่ดี 

    อย่างไรก็ตาม จากปัญหาทางการเมืองที่คลี่คลายไปในทิศทางที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้ประเมินกรอบดัชนี SET Index ในช่วงเดือนกันยายน 2568 ไว้ระดับแนวรับ 1,230 – 1,240 และกรอบแนวต้าน 1,280 – 1,300 จุด

    กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น

    นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองกับ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า นโยบายพรรคภูมิใจไทยยังไม่มีประกาศอย่างชัดเจน แต่นายกรัฐมนตรีระบุว่าจะเน้นการลดค่าครองชีพประกอบไปด้วยลดค่าเดินทาง ค่าพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง พร้อมกับเผยว่าอาจนำนโยบายคนละครึ่งกลับมาดำเนินการ

    ปัจจุบันนั้นยังไม่เป็นแน่ชัดว่าจะมีเม็ดเงินมาสนับสนุนประชาชนเท่าใด สำหรับโครงการคนละครึ่งในรอบนายกฯตู่พบว่ามีผลต่อ Upside GDP ราว 0.3% แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเปรียบกับรอบนี้ คงยังต้องรอติดตามว่าเม็ดเงินจะมีมูลค่าเท่าใด

    ทั้งนี้ ประเมินว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยผู้ประกอบการระดับกลาง – ล่าง ได้เป็นอย่างดีและหนุนผู้ประกอบการรายใหญ่อีกทีอย่าง CPAXT, CPALL แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือนและทำให้หลายคนอาจประเมินว่าไม่มีผลอะไรมากนัก

    แต่หากพิจารณาให้ดีจะพบว่านี่คือช่วงหาเสียงที่ดีที่สุดก่อนการเลือกตั้งสมัยหน้า นโยบายต่างๆ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะออกมากระหน่ำเพื่อเตรียมสานต่อในสมัยหน้า ส่วนนโยบายอื่นๆ ยังไม่มีแถลงอย่างชัดเจน

    รวมไปถึงขอความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการดูแลปัญหาหนี้สินของครัวเรือน อาทิ ลดดอกเบี้ยหรือตั้งกองทุนเพื่อการดูแลลูกหนี้โดยเฉพาะ (ซื้อหนี้มาบริหาร) หากเกิดขึ้นก็จะช่วยหนุนการบริโภคและเศรษฐกิจให้ดีขึ้น 

    อย่างไรก็ตาม ประเมินกรอบดัชนี SET Index สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 1,220 – 1,350 ส่วนการยุบสภาไม่คาดว่าจะมีผลอย่างมีนัยยะกับเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลชุดเดิมยังรักษาการไว้ก่อนจนกระทั่งได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารต่อ หากได้รัฐบาลชุดเดิมนโยบายต่างๆก็จะได้สานต่อไม่ยาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/638399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wftlwZib7ihUdUBFN3Q5A

  • ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    เศรษฐกิจ

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    10 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    เงินบาทแข็งค่าแรง เร็ว กระทบเศรษฐกิจ จับตาผู้ว่า ธปท.-รมว.คลังคนใหม่ มีนโยบายดูแลอัตราแลกเปลี่ยน  “หอการค้า” ชี้แข็งค่าสวนทางเศรษฐกิจ กระทบส่งออก ท่องเที่ยว เกษตร พร้อมเร่งรัฐบาล-ธปท.หามาตรการดูแล “ผู้ส่งออก” ช็อคแข็งค่าเร็ว หวั่นกระทบคำสั่งซื้อหดตัว “สมาคมโรงแรมไทย” ห่วงรายได้ท่องเที่ยวลดลง ขอค่าเงิน 33 บาท

    • เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น และเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ
    • การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นและต้นทุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงขึ้น
    • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง และเรียกร้องให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 4 ปีครั้งใหม่ที่ระดับ 31.58 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าวันที่ 9 ก.ย.2568 ก่อนจะอ่อนค่ากลับมาที่ระดับ 31.74 ในช่วงบ่าย สอดคล้องกับทิศทางของเงินหยวนและสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ จากแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของเฟด

    ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทเดือน ก.ย.ที่แข็งค่าขึ้นค่อนข้างมาก เพราะมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก และแรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าภาพรวมเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 7.5% นับตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้นของสกุลเงินเอเชีย

    สำหรับแนวโน้มเงินบาทระยะสั้น ประเมินว่ามีโอกาสขยับแข็งค่าไปทดสอบแนว 31.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากมีหลายปัจจัยกดดัน Sentiment เงินดอลลาร์ อาทิ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดช่วงที่เหลือปีนี้ โดยต้องติดตามการส่งสัญญาณของเฟดผ่าน dot plot ใหม่ หลังการประชุม FOMC เดือน ก.ย.นี้

    ขณะที่การคาดการณ์เงินบาทอยู่ทิศทางแข็งค่า โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหากเงินบาทหลุดระดับที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ แนวรับถัดไปจะอยู่ที่ 31.30 บาทต่อดอลลาร์และเชื่อว่าเงินบาทอาจไม่กลับไปแตะระดับสูงสุดในกลางปี 2521 ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ เพราะคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จะเข้าไปดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากนัก

    บาทแข็งกระทบผู้ส่งออก-รายได้ธุรกิจ

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นประเด็นน่ากังวล โดยการแข็งค่าหลักมาจาก“ค่าเงินดอลลาร์”ที่อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    โดยการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์เป็นผลมาจากการที่“โดนัลด์ ทรัมป์”ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้มีการเข้าไปแทรกแซงความเป็นอิสระในการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปแล้วเกือบ 10% ในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 7% เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคล้ายกับหลายประเทศที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

    ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องจับตา คือหลังจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ และรัฐมนตรีคลังคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง อาจมีนโยบายที่สามารถช่วยให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้บ้างในช่วงปลายปี

    อย่างไรก็ตามมองว่าผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ส่งผลต่อการส่งออกในช่วงปลายปีนั้น และส่งผลกระทบต่อสินค้าบางชนิดและรายได้ของผู้ผลิตและผู้ส่งออกอย่างแน่นอน

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    “หอการค้า”ชี้ เงินบาทแข็งค่ารุนแรง สวนทางเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนห่วงใยสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์ ถือเป็นการแข็งค่าเร็วและรุนแรงสุดรอบหลายปี และสวนทางเศรษฐกิจจริงของประเทศ โดยการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออก การท่องเที่ยวและเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ การส่งออกต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก เพราะราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบประเทศคู่แข่งส่งผลต่อยอดขายและรายได้จากต่างประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวได้รับผลจากเงินบาทแข็งค่าทำให้ไทยมีต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงลดแรงจูงใจเดินทางมาไทย 

    ขณะที่ภาคเกษตรกรรม เกษตรกรไทยที่พึ่งการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าเงิน โดยเฉพาะข้าวนาปีและพืชไร่ที่กำลังจะออกมา

    ชี้ 2 ปัจจัยหลักกดดันเงินบาทแข็งค่า

    ดร.พจน์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งรุนแรงกว่าประเทศอื่นไม่ใช่แค่ปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียวแต่เป็นผลจากปัจจัยภายนอก คือ

    1.ปัจจัยเงินดอลลาร์อ่อนค่า เพราะตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงทำให้ค่าเงินหลายประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นอัตโนมัติ

    2.ปัจจัยทองคำ โดยไทยถือครองทองคำจำนวนมาก และราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่องทำให้มีการขายทองคำเป็นเงินตราต่างประเทศ และแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้ต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่ค้าอย่างผิดปกติ รวมถึงมี fund flow ที่เข้ามาและอาจมาจาก Crypto ด้วย

    นอกจากนี้มีปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ได้แก่ มาตรการภาษีตอบโต้ที่สหรัฐและยุโรปกำลังทบทวน ซึ่งกระทบความสามารถการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และซ้ำเติมผลกระทบเงินบาทแข็งค่า โดยมีข้อจำกัดด้านการแทรกแซงค่าเงิน 

    รวมทั้งการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินบาทเข้มข้นอาจทำให้ไทยถูกเพ่งเล็งว่า “บิดเบือนค่าเงิน” โดยเฉพาะจากสหรัฐที่กล่าวถึงการเชื่อมโยงกับการเจรจาภาษีการค้ากับสหรัฐ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องวางนโยบายอย่างรอบคอบ

    กกร.แนะแยกดุลทองคำออกใช้ชัดเจน

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยเสนอควรแยกดุลทองคำออกมา เพื่อให้ประเมินผลกระทบค่าเงินได้ตรงจุด และขอให้ ธปท.ดูแลอย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้ค่าเงินผันผวนแบบไม่สะท้อนศักยภาพแท้จริงของเศรษฐกิจจะทำให้ผู้ประกอบการเสียความสามารถการแข่งขัน

    รวมทั้งหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้ภาครัฐจะใช้เงินทุนสำรองเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนอาจต้องใช้เงินจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเปล่าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

    “ขอให้รัฐบาลและ ธปท.เร่งพิจารณามาตรการที่เหมาะสมเร่งด่วน เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ระดับสะท้อนเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขัน เพราะเงินบาทแข็งค่าเกินไป” ดร.พจน์ กล่าว

    ‘เงินบาทแข็ง’ ทุบซ้ำเศรษฐกิจ ช็อกแข็งค่าเร็วฉุดรายได้ ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’

    ผู้ส่งออกหวั่นบาทแข็งทำคำสั่งซื้อหด

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าเร็วและแรงจาก 34 บาทต่อดอลลาร์มาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ กระทบการส่งออกมาก ทำให้ยอดขายหายไปเยอะ 

    ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่า 1 บาท จะทำให้เงินหายไป 10 ล้านบาท เช่น หากยอดขาย 10 ล้านดอลลาร์ โดยเงินบาทอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 340 ล้านบาท แต่หากเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์หรือแข็งขึ้น 2 บาท ยอดขายเท่าเดิม แต่เงินจะหายไป 20 ล้านบาท หรือหายไป 5.8% ถือว่าเยอะมาก โดยเฉพาะกรณีที่ใช้วัตถุดิบในประเทศผลิตสินค้าทั้งหมด

    “ผู้ส่งออกช็อคกับเงินบาทที่แข็งค่าเร็วมาก ซึ่งบริษัทใหญ่จะประคองได้เพราะทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน แต่ผู้ส่งออกขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีเงินทุนจะลำบากซึ่งใช้วิธีการเจรจาคู่แข่งเพื่อปรับราคาสินค้า“ นายธนากร กล่าว

    ส่วนกรณีใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศก็ต้องมาคำนวณใหม่ เพราะการนำเข้าจ่ายเป็นดอลลาร์ แต่เมื่อเงินบาทแข็งค่าเท่ากับจ่ายเงินบาทน้อยลง ดังนั้นบริษัทที่มีโครงสร้างการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตที่แตกต่างกันจะมีผลกระทบต่างกัน

    สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นจากการมีรัฐบาลใหญ่ และมีทีมเศรษฐกิจจากภาคเอกชนเป็นมืออาชีพมาดูแลเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้นำเงินลงทุนมาเทรดในตลาดเพื่อเก็งกำไร ซึ่งไม่รู้จะเป็นแบบชั่วคราวหรือไม่ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งเงินบาทแข็งค่ากว่ามาก

    นอกจากนี้ ธปท.ต้องมาดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่ามากขึ้นเพราะไทยเป็นผู้ส่งออก ซึ่งหวังจะเป็นแค่ระยะสั้น อย่างไรก็ตามการรักษาสมดุลเงินบาทและไม่ตกเป็นการโจมตีค่าเงินบาทมีความสำคัญ ดังนั้นรัฐบาลต้องประเมินกำลังเสียท่าหรือเป็นเรื่องชั่วคราว

    บาทแข็งกระทบ “ท่องเที่ยว” ระยะยาว

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าระยะยาว แม้ระยะสั้นไฮซีซันปลายปี 2568 ยังไม่เห็นผลกระทบ แต่ระยะยาวไม่ดีกับการท่องเที่ยว 

    รวมทั้งต้องดูค่าเงินคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม โดยดูค่าเงินขึ้นลงเหมือนค่าเงินบาทหรือไม่ ไม่เช่นนั้นอาจเป็นแรงบวกให้ประเทศคู่แข่ง ซึ่งเหมือนญี่ปุ่นที่ค่าเงินเยนอ่อนค่ายาวทำให้การท่องเที่ยวได้อานิสงส์มีนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเที่ยวจำนวนมากเพราะไม่แพงเหมือนก่อน

    “อยากให้กระทรวงการคลังและ ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้เหมาะสม เพราะตอนนี้แข็งเกินจริง อยากให้อยู่ระดับ 32.5-33.0 บาทต่อดอลลาร์ เพราะหากแข็งค่าเกินไปในระยะสั้นจะกระทบการส่งออก และถ้าแข็งค่าระยะยาวจะกระทบการท่องเที่ยวตามมา โดยจำนวนนักท่องเที่ยวอาจไม่ลดลงแต่จะกระทบการใช้จ่ายเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่กำหนดงบประมาณใช้จ่ายในแต่ละทริปเท่าเดิมในแต่ละปี”

    ส.อ.ท.ชี้ส่งออกกระทบหนัก

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” กรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเป็นผลจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐจากการที่ผู้ร่วมตลาดคาดการณ์ว่าการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีแนวโน้มจะผ่อนคลายขึ้น ขณะที่เงินบาทได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง

    สำหรับค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบ4ปีและสวนทางเศรษฐกิจจริงจึงไม่ผลดีต่อภาคการส่งออกและกระทบภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม และSMEs แม้การนำเข้าสินค้าถูกลง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงแต่เวลานี้ต้องกระตุ้นการส่งออกมากว่านี้ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจจะทำให้นักธุรกิจไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yk9BbOVlhhZ30DFmQOWHd

  • เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    10 ก.ย. 2568 04:45 น.

    เศรษฐกิจปากท้องกับภารกิจเร่งด่วน

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uH_KYLei9ePYHrQSPE2Ft

  • วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ | TOPNEWS

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ | TOPNEWS

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ

    • เผยแพร่ : 09/09/2025 23:44

    วธ.โชว์ความสำเร็จ มหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย “จากภูมิปัญญาสู่พลังเศรษฐกิจ!” ได้จริง ปลื้ม 5 วันยอดคนแห่ชม ชิม แชะ ช้อปแล้วแชร์เพียบ ร่วมกว่า 3 หมื่นคน – ยอดเข้าถึงออนไลน์และออฟไลน์ทะลุ 30 ล้านครั้ง มียอดใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท คาดดันเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งระบบทะลุ 85 ล้านบาท ตอกย้ำ Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

    วันที่ 9 กันยายน 2568 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยถึงผลสำเร็จจากการจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ วิถีถิ่น วิถีไทย ประจำปี 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 3 – 7 กันยายน 2568 ว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวมกว่า 32,000 คน และมียอดรับชมผ่าน Live Facebook กว่า 167,370 ครั้ง รวมการเข้าถึงทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากกว่า 30 ล้านครั้ง ก่อให้เกิดการใช้จ่ายในงานกว่า 11 ล้านบาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 85 ล้านบาท

    “ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่สะท้อนว่า งานมีความเป็นไทยชัดเจนและกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแสดง การจำหน่ายสินค้า อาหารไทย – อาหารถิ่นจากทุกภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม workshop ที่เปิดโอกาสให้ลงมือทำจริง อีกทั้งยังเสนอให้เพิ่มโซนอาหารถิ่นให้มากขึ้นในปีต่อไป ซึ่งตอกย้ำศักยภาพของ “ทุนทางวัฒนธรรม” ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว พร้อมทั้งยกระดับ Soft Power ของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม” นายประสพ กล่าว

    นายประสพ กล่าวอีกว่า โดยตลอดทั้ง 5 วัน ของการจัดงาน เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 10.00 – 21.00 น. ภายในงานมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมจากทั้ง 4 ภาค โดยศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดัง ตลอดจนกิจกรรมหลากหลายที่ได้รับความสนใจจากเด็ก เยาวชน และประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีร้านค้าผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม CPOT ร้านอาหารอร่อยยกมาจากทั่วประเทศกว่า 180 ร้าน ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้สนใจร่วมอุดหนุนสินค้าไทย เป็นไปตามแนวคิด “ไทยดี” ที่ถ่ายทอดความงดงามและคุณค่าใน 4 มิติ คือ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม อาหาร และผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาไทย พร้อมผลักดัน Soft Power ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

    “ความสำเร็จครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายผู้ประกอบการ และประชาชนผู้เข้าร่วมงาน ที่ผนึกกำลังกันขับเคลื่อน Soft Power ไทย ผ่านมิติทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกระทรวงวัฒนธรรมพร้อมเดินหน้าสานต่อนโยบายเชิงรุกเพื่อให้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ความเป็นไทยให้กับทุกเจเนอเรชัน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสร้างความสำเร็จในครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ” ปลัด วธ. กล่าว

    website

    TOPNEWS website - update 2025 (17)

    ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. “ธนายุตม์” ตรวจเยี่ยมบำรุงขวัญตำรวจ สง.ก.ตร. มอบของที่ระลึกกว่า 200 ชุด

    ประจวบฯเปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ศูนย์เรียนรู้ป่าครอบครัว สืบสานปณิธานพ่อ สานต่อเศรษฐกิจพอเพียง

    วัดพระธรรมกายพัฒนาการศึกษาบาลีจัดการเรียนทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ คว้ารางวัลดีเด่น

    คอนเฟิร์ม “นายกฯอนุทิน” ยันชื่อ “ศุภจี” CEO หญิงแกร่ง “ดุสิตธานี” ยังไม่หลุดโผนั่งรมว.พาณิชย์

    “กรมอุตุฯ” เตือน ฝนตกหนัก เช็ก 29 จว.อ่วม เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก กทม.ก็โดนด้วย

    พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบร่าง “ร.ต.ท. ประจักษ์ ทหารไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1308033&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J0UVQfO4kIQ78vMNb_AVN

  • ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน  กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ  ทำเศรษฐกิจแย่

    ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ ทำเศรษฐกิจแย่

    ต่างประเทศ

    ‘ไทย-อินโด’ คนป่วยแห่งอาเซียน กับอดีตการเมืองที่ถูกฉายซ้ำ ทำเศรษฐกิจแย่

    ขณะที่เศรษฐกิจของมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากแรงหนุนภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชนที่คึกคัก ความไม่แน่นอนทางการเมืองกลับส่งให้ เศรษฐกิจไทยและอินโดนีเซียตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน

    ในห้วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองมีความผันผวนสูง หลายประเทศในอาเซียนกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนภาคเอกชนที่คึกคัก หรือการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง “ไทย” และ “อินโดนีเซีย” กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เข้ามากดดันให้เศรษฐกิจที่เคยคาดว่าจะเติบโตต้องชะลอตัวลง

    ‘มาเลเซีย-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ ดาวรุ่งเศรษฐกิจอาเซียน

    เริ่มต้นที่ “มาเลเซีย” ที่ได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงมีความแข็งแกร่งได้ ช่วยส่งเสริมให้กำลังในการใช้จ่ายของผู้บริโภคมีมากขึ้น และยังมีการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ แนวโน้มด้านการลงทุนของประเทศก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021

    หลายบริษัทที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลมาเลเซีย  ยังสนับสนุนด้านการลงทุนภายในประเทศ สร้างความคืบหน้าในการดำเนินโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจผ่านโครงการของรัฐบาล อย่าง เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์

    สำหรับ “เวียดนาม” ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในครึ่งปีแรก ได้สะท้อนอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่มากถึง  7.5 %

    แม้ศูนย์ประเมินภาพรวมตลาดระดับนานาชาติ MIA asia จะเตือนว่า การเร่งอัตราการเติบโตที่มากจนเกินไปของเวียดนาม อาจสร้างความเสี่ยงให้ประเทศต้องเผชิญกับเหตุการณ์วิกฤตสินเชื่ออย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2010-2012

    แต่แผนการลงทุนที่เน้นโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขข้อจำกัดด้านเงินทุน และยังเป็นปัจจัยกระตุ้นการเติบโตสำหรับภาคเอกชนและตลาดหุ้นไปพร้อมกันด้วย

    ในอีกด้านหนึ่ง “ฟิลิปปินส์” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ตัวเลขการส่งออกยังคงแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจจะมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยภายนอก เช่น การขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐ แต่ภาคการผลิตของประเทศยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจไปข้างหน้า

    นอกจากนี้ ตัวเลขการส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ Maybank ปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตสำหรับการส่งออกในปี 2025 นี้  เป็น 12.3% จากเดิมที่ 9.9%

    ‘อินโดนีเซีย’ เศรษฐกิจที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย

    การสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัยกว่า 3000 ดอลลาห์ให้แก่สมาชิกรัฐสภาทุกคนในอินโดนีเซีย  ได้ลุกลามกลายเป็นการประท้วงที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดย หนึ่งในนั้นคือคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต

    บ้านพักของผู้กำหนดนโยบายหลายคนที่ตกเป็นเป้าของความเกลียดชัง ได้ถูกรื้อค้นและปล้นเอาสิ่งมีค่า หนึ่งในนั้นคือบ้านพักของ ศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย

    อ่านเพิ่มเติม : ถอด ‘บทเรียน’ ประท้วงเดือดอินโดฯ ความเหลื่อมล้ำสะสม คือเชื้อไฟ

    สถานการณ์การประท้วงส่งผลให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียและค่าเงินรูเปียห์ร่วงลง หนักที่สุดในรอบหลายเดือน โดยลดลงมามากถึง 3.6% ก่อนที่จะฟื้นตัว และส่งผลให้ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BOI) ต้องเร่งเข้าแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

    ความตึงเครียดทางการเมืองที่ยืดเยื้ออาจส่งผลให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการลงทุนชะลอตัวเพื่อรอดูสถานการณ์ แม้ว่ารัฐบาลจะยอมเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายข้อเพื่อตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และยกเลิกสวัสดิการของสมาชิกรัฐสภาที่ตกเป็นข้อวิจารณ์แล้วก็ตาม แต่การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลยังคงมีอยู่ และยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

    สำนักข่าวบิสสิเนส ไทมส์ รายงานความเห็นของ ราธิกา ราอู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ DBS ว่า

    “หากการแก้ไขปัญหา และการยื่นข้อเสนอเพื่อประนีประนอมของรัฐบาลถูกมองว่าไม่เพียงพอ การลุกฮือจากความไม่พอใจของผู้ประท้วง อาจทำให้อุปสงค์ในการบริโภค การท่องเที่ยว และการลงทุนของประเทศลดลง”

    หลายฝ่ายคิดว่าการยกเว้นภาษีน้ำมันปาล์ม และการเสียภาษีนำเข้าให้แก่สหรัฐ ที่น้อยกว่าจีนและอินเดียจะทำให้ผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในครั้งนี้บรรเทาเบาบางลงไปได้ แต่คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปีนี้ยังคงต่ำกว่า 5%

    เศรษฐกิจของอินโดนีเซียในปัจจุบันนั้นแขวนอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ ที่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภายในประเทศ อาจขยายให้ปัญหาเศรษฐกิจจากภายนอกให้รุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

    ‘ไทย’ คนป่วยแห่งอาเซียน

    สำหรับ “ประเทศไทย” การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต้องยุติบทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ส.ค ได้เปิดทางให้กับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลว่า จะทำให้เกิด “เสถียรภาพทางการเมืองแค่เพียงชั่วคราว” เท่านั้น เนื่องจากเงื่อนไขของพรรคฝ่ายค้านที่รัฐบาลจะต้องยุบสภา และจัดให้เกิดการเลือกตั้งภายในระยะเวลาสี่เดือนนับตั้งแต่รัฐบาลของนายอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

    สำนักข่าวบิสิเนส ไทมส์ ยังรายงานความเห็นของ ชัว ฮัก บิน และเอริกา เทย์ นักวิเคราะห์จาก Maybank ที่กล่าวถึง การปิดพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาและเมียนมาว่า อาจ ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว และการค้าระหว่างพรมแดนที่มีมูลค่ารวมกว่า 570,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยเมียนมาและไทยกัมพูชา โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ส่วนใหญ่ทยอยกลับสู่ประเทศจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงาน โดยทั้งสองได้กล่าวว่า 

    “ความผันผวนทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ภาคบริการ และอุตสาหกรรมการก่อสร้างของประเทศไทย”

    ตลาดหุ้นไทยซึ่งโดยปกติแล้วจะ “เคยชิน” กับความวุ่นวายทางการเมือง กลับผันผวนตั้งแต่ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติถอดถอนนางสาวแพทองธาร โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ร่วงลงกว่า  9.7% โดยคิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทย

    ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่นายอนุทินได้ประกาศตัวเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า

    “ถ้าหากการเมืองของประเทศเข้าสู่ภาวะชะงักงัน แน่นอนว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจก็จะเพิ่มขึ้นด้วย และหากงบประมาณล่าช้า เศรษฐกิจไทยก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยง” โดยผู้ว่าการธปท. เตือนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2026 จะขยายตัวลดลงเหลือเพียง  1.7% จากที่ขยายตัวประมาณ 2% ในปีนี้

    อ่านเพิ่มเติม: ผู้ว่าแบงก์ชาติเผยสื่อนอก ‘การเมืองไทยติดหล่ม’ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจปีหน้า

    ท้ายที่สุด สถานการณ์เศรษฐกิจในอินโดนีเซียและไทย ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

    ในช่วงเวลาที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์เดินหน้านโยบายส่งเสริมการเติบโตของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การผลักดันภาคการผลิต และการส่งออก

    แต่ไทยและอินโดนีเซียกลับต้องเผชิญกับ “ความขัดแย้ง” จากทั้งภายในและภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ การกำหนดนโยบายที่ไม่เหมาะสม และปัญหาพรมแดนระหว่างประเทศ   ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลงอย่างอย่างเห็นได้ชัด

    ดังนั้น การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นมาใหม่ให้ได้เร็วที่สุด จึงเป็นพันธกิจที่สำคัญของรัฐบาลนายอนุทิน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่และพาประเทศกลับเข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

    อ้างอิง: Bloomberg, The Business Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1197950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06laGDGyPeiVF84m5EngvU

  • พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน หวังรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน หวังรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    อุทัยธานี พ่อค้าหวยบ่นอุบ ลอตเตอรี่ขายดีแค่เลขนายกอนุทิน เลขอื่นเหลือเต็มแผง หวังรัฐบาลใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นกว่าเดิม

    เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พูดคุยสอบถามกับพ่อค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลที่บริเวณหน้าตลาดสด อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี หลังจากที่อีกไม่กี่วันนี้จะถึงวันประกาศผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 16 กันยายนนี้ โดยพบว่ามีพ่อค้ารายหนึ่งถึงกับบ่นอุบกับปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา ผู้คนจับจ่ายซื้อของกันน้อยลงทุกวัน อย่างสลากกินแบ่งรัฐบาลตอนนี้ก็ยังเหลือเต็มแผง

    โดย นายชุมพร อายุ 67 ปี เล่าว่า ตอนนี้เลขที่ขายดี มีแค่เลขดังของนายกฯ อนุทิน เท่านั้น อย่างเลข 32 15 58 09 ส่วนเลขอื่นๆ นั้นขายไม่ได้เลย ทำให้ตอนนี้ลอตเตอรี่ยังเหลือเต็มแผงอย่างที่เห็น เรียกได้ว่าตอนนี้แผงลอตเตอรี่ทั้งตลาดไม่เหลือเลขพวกนี้แล้วอย่างแน่นอน อยากฝากบอกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า อยากให้บริหารประเทศนี้ให้ดี ให้สมกับที่ประชาชนฝากความหวังไว้ว่ารัฐบาลใหม่ จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นในทุกๆ เรื่อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2881697&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0s8URf_IV0uWSeHS03HfP3

  • นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

    นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

               การเปลี่ยนผ่านจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country: LDC) ไปสู่สถานะประเทศกำลังพัฒนา เป็นเป้าหมายสำคัญของบังกลาเทศ ซึ่งมีกำหนดการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น The Daily Star รายงานว่า นาง Nuria Lopez ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศ (EuroCham Bangladesh)ได้ตั้งคำถามถึงความพร้อมของบังกลาเทศในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านควรสะท้อนความพร้อมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะของภาคเอกชน มากกว่าการมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงของประเทศ 

               1. ความท้าทายของภาคเอกชนและความไม่พร้อม

               ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศระบุว่า การผลักดันให้บังกลาเทศเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในขณะนี้มุ่งเน้นไปที่ “ศักดิ์ศรี” มากกว่าความพร้อมที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ และชี้ว่าผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การขาดแคลนพลังงาน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการเงินที่สูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังไม่มั่นคง ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการแข่งขันของบังกลาเทศเมื่อสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การเข้าถึงตลาดปลอดภาษีหรือความช่วยเหลือทางการเงินจากนานาชาติ

               2. การพึ่งพาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป

               รายงานเน้นว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของบังกลาเทศที่ผ่านมา หรือที่นักวิเคราะห์หลายรายเรียกกันว่า “ปาฏิหาริย์” มาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-Made Garments: RMG) ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักในการส่งออก อย่างไรก็ตาม Lopez ชี้ว่า การพึ่งพาภาคส่วนเดียวทำให้เศรษฐกิจขาดความหลากหลาย ซึ่งเป็นความเสี่ยง เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับสากล หลังการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และความสามารถในการแข่งขันทำให้บังกลาเทศ ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

               3. การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติ

               Lopez วิพากษ์วิจารณ์การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยตั้งคำถามว่าบังกลาเทศกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบเปิดหรือแบบป้องกัน การขาดคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้ บ่งชี้ถึงการขาดนโยบายที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากรภายใต้ระบบ Generalized System of Preferences (GSP)

    4. ข้อเสนอแนะ

    Lopez เสนอว่าบังกลาเทศควรมุ่งเน้นการกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออก และพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านที่ขาดการเตรียมการ อาจนำไปสู่ความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น การสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดส่งออกหรือการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    nuria-lopez-2.png

               ทั้งนี้ ความเห็นละข้อเสนอแนะของ Lopez สอดคล้องกับรายงานขององค์กรนานาชาติ ในหลากหลายประเด็น ดังนี้

               1. ความท้าทายจากการสูญเสียสิทธิประโยชน์ LDC

               ตามรายงานของธนาคารโลก (World Bank, 2023) การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จะทำให้บังกลาเทศสูญเสียสิทธิประโยชน์ด้านการค้าที่สำคัญ เช่น การเข้าถึงตลาดยุโรปและสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม RMG ที่มีสัดส่วนถึง 84% ของรายได้จากการส่งออกของบังกลาเทศในปี 2566 (สำนักงานส่งเสริมการส่งออก – Export Promotion Bureau, 2023) การวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับข้อกังวลของ ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศที่ระบุว่าการพึ่งพา RMG ทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบาง การสูญเสีย GSP อาจทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น และลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามหรือกัมพูชา

               2. ความจำเป็นในการกระจายเศรษฐกิจ

               งานวิจัยจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank (ADB, 2024))ระบุว่า การกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออกและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ เกษตรแปรรูป และเภสัชกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบังกลาเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา RMG อย่างไรก็ตาม การพัฒนาภาคส่วนใหม่ ๆ ยังถูกจำกัดโดยโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจารณ์ของ Lopez เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง

               3. การขาดนโยบายที่ชัดเจน

               รายงานจาก United Nations Conference on Trade and Development (UNCTAD, 2024) ชี้ว่า ประเทศที่เปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จำเป็นต้องมี “กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น” (Smooth Transition Strategy) ซึ่งรวมถึงการพัฒนานโยบายที่ชัดเจนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ Lopez กล่าวถึงจึงเป็นประเด็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น เวียดนาม ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2550 ได้พัฒนานโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติและการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง บังกลาเทศยังขาดกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจทำให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น

               4. มุมมองจากภาคเอกชนอื่นๆ

               การวิเคราะห์จาก International Labour Organization (ILO, 2023) ระบุว่า ภาคเอกชนในบังกลาเทศเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนและการขาดความโปร่งใส ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Lopez ที่ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างชาติในบังกลาเทศยังถูกจำกัดโดยความล่าช้าในการอนุมัติโครงการและการขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน

               จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศมีความเสี่ยงสูง หากไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสม ความท้าทายหลัก ได้แก่ การพึ่งพาอุตสาหกรรม RMG มากเกินไป การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และการขาดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์จากหน่วยงานระดับนานาชาติ ยืนยันตรงกันว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  โดยเฉพาะการกระจายเศรษฐกิจ ที่จะต้องกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในภาคส่วนใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและเภสัชกรรม โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานที่มีทักษะ  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน  นอกจากนั้น จะต้องมีกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน  รัฐบาลควรจะจัดทำแผนงานระยะยาวที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC 

               กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศเป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศและแหล่งอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมของภาคเอกชนและความหลากหลายทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังขาดหายไป การมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีโดยไม่คำนึงถึงความท้าทายเหล่านี้ อาจนำไปสู่ผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การพัฒนานโยบายที่ชัดเจนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

    ที่มา

    • Lopez, N. (2025). LDC graduation must reflect readiness, not just prestige. The Daily Star. Retrieved from https://www.thedailystar.net/business/news/ldc-graduation-must-reflect-readiness-not-just-prestige-3981326
    • World Bank. (2023). Bangladesh Economic Update: Trade and Competitiveness.
    • Export Promotion Bureau. (2023). Export Statistics of Bangladesh 2022-23.
    • Asian Development Bank. (2024). Economic Diversification for Sustainable Growth in Bangladesh.
    • United Nations Conference on Trade and Development. (2024). Smooth Transition Strategies for LDC Graduation.
    • International Labour Organization. (2023). Private Sector Challenges in Bangladesh: A Policy Perspective.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sovh0xpqcrl6nhxhmzy76o15&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xti34ymDXflSSxAlCqVFc

  • ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    เศรษฐกิจ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไม่เดินหน้า ขาดการลงทุนเม็ดเงินใหม่ที่เข้าสู่ระบบทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควร

    • ประเทศไทยเผชิญกับดักรายได้ปานกลางจากการขาดเม็ดเงินใหม่เข้าระบบ โดยภาคส่งออกและท่องเที่ยวเผชิญความท้าทาย นอกจากนี้ยังมีกับดักเชิงโครงสร้างที่พึ่งพาแรงงานมากกว่านวัตกรรม และปัญหาเชิงสังคมรุมเร้า
    • “ปิยะชาติ” เสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ที่เป็นทางออก โดยต้องเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก และใช้ประโยชน์จาก 7 โอกาสที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เกษตรมูลค่าสูง, การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการเงินเพื่อความยั่งยืน
    • การก้าวข้ามกับดักต้องอาศัยการปรับวิธีคิดเพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันของคนในชาติในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยมีภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง
    • ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้าง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

    ประเทศไทยยังก้าวไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากเรื่องของเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังมาจากจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขในหลายเรื่อง โดยเฉพาะโมเดลการสร้างรายได้เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศ ที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างโอกาสเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด (BRANDi) ดีกรีนักธุรกิจไทยหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับเชิญเข้าร่วมสภาที่ปรึกษาอนาคตของ World Economic Forum ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อ “Out of the Trap” พาประเทศไทยพ้นกับดัก

    สำหรับภาพปัญหาที่เป็นกับดักฉุดรั้งประเทศไทย คือ ไทยเผชิญบททดสอบที่ซับซ้อนจากปัจจัยภายในและแรงกดดันภายนอก และยังซ้ำเติมจากปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมที่กำลังเผชิญปัญหาคนเกิดน้อย คุณภาพแรงงานชั้นกลางลดลง และสังคมสูงวัยที่คนมีอายุยืนขึ้น ซึ่งกระทบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    นอกจากนี้ยังประสบปัญหาหนี้สินภาครัฐ ครัวเรือนและหนี้ภาพรวม ทำให้ต้นทุนดำรงชีวิตสูงขึ้น ตลาดแรงงานเองมีปัญหาทักษะไม่ตรงความต้องการ (skill mismatch) รวมถึงความสามารถการศึกษาค่อนข้างตกต่ำ ความไม่โปร่งใสและการขาดความไว้วางใจที่รัฐบาลมักกังวลความโปร่งใสทำให้ไม่เห็นปัญหาจริง และทำให้การทำงานร่วมกันถูกมองเป็นการฮั้วมากกว่าการสนับสนุนประเทศ

    ส่วนกับดักใหญ่ที่ฉุดรั้งให้ไทยไม่เติบโตเต็มศักยภาพ ได้แก่ กับดักรายได้ปานกลางที่ปัญหาใหญ่มาจาก “ไม่มีเงินใหม่” เข้าระบบเศรษฐกิจมากพอ หากดูโครงสร้าง GDP พบการบริโภค การลงทุนเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเพียงการหมุนเวียนของเงินก้อนเดิม

    แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่ง 2 เครื่องยนต์หลัก กำลังเผชิญความเหนื่อยล้า การส่งออกถูกกดดันจากสงครามการค้าและกำแพงภาษีที่ไม่แน่นอน 

    ขณะที่การท่องเที่ยวยังพึ่งปริมาณนักเดินทางที่เข้ามามากกว่าคุณภาพ ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวไม่สูงพอจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ คือ ประเทศเหมือนบริษัทที่มีรายได้แต่ไม่สร้างกำไรเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดที่มากขึ้นได้แท้จริง

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    “เวลาที่เจอปัญหาซับซ้อนควรกลับมามองว่าอยากทําอะไร ถ้าโจทย์อยากเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ต้องดูว่าต้องมี GDP เท่าไหร่ ประเทศต้องมองว่าจะทำอะไรที่มีกําไร ถ้าไม่มีกําไรจะลงทุนต่อยาก รายได้ประชาชนที่หมุนเวียนจะลดลง”

    ประการที่ 2 กับดักเชิงโครงสร้างที่ปัจจุบันมีโครงสร้างเหมือนประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปพึ่งพิงแรงงานและเงินทุนเป็นหลัก โดยขาดการพัฒนาความสามารถยกระดับการผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity) ที่จะสร้างการเติบโตยั่งยืน ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่สร้างนวัตกรรม ประสิทธิภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้ ประเทศพัฒนาแล้วมีความสามารถด้านผลิตภาพรวม โดยส่วนใหญ่ 60% คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการลงทุนนวัตกรรม มีระบบสถาบันที่ดีมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ยกระดับเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ทั่วถึง

    จากสถานการณ์ภายนอกขณะนี้โลกอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โดยสหรัฐใช้นโยบาย “America First” พร้อมใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือดึงรายได้ ขณะที่จีนพยายามเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ด้วยการผลักดัน “Globalization” ที่ตนเองเป็นศูนย์กลาง

    นอกจากนี้โลกสร้างกติกาใหม่ไม่ใช่แค่การค้าแต่ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือมาตรการ “CBAM” กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้ง

    ดังนั้นทางออกประเทศต้องเริ่มปรับวิธีคิดมองตำแหน่งบนเวทีโลกว่าอยู่ตรงไหนแล้วจะแข่งอย่างไร เพราะการตั้งเป้าแข่งขันในเวทีโลกจะทําให้คนในประเทศมีวาระร่วม (common agenda) ไม่อย่างนั้นจะมีแต่ปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

    “เหมือนทีมฟุตบอลที่เก่งในบ้านตัวเอง แต่เมื่อก้าวไปพรีเมียร์ลีกจะรู้มาตรฐานจริง การเปรียบเทียบเช่นนี้จะทำให้รู้ว่าต้องพัฒนาจุดใด ที่สำคัญคือการสร้างเป้าหมายร่วมให้คนในชาติเห็นตรงกัน เมื่อมีศัตรูหรือคู่แข่งร่วม ความขัดแย้งภายในจะลดลง”ปิยะชาติ ระบุ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ส่วนประเด็นสำคัญถัดมาต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัด โดยเสนอแนวคิด “777” ประกอบด้วยทำความเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก (7 Transitions) ได้แก่

    1.การเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics Transition) ที่โลกกำลังเปลี่ยนระเบียบอำนาจ ประเทศไทยต้องหาจุดแข็งของเราในโลกที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านในเรื่องนี้

    2.การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Economic Transition) ที่วิธีคิดกำลังเปลี่ยนจากประสิทธิภาพสูงสุดมาสู่ความมั่นคงของซัพพลายเชนการผลิต โดยไทยต้องคิดสร้างซัพพลายเชนที่ทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันจบในประเทศ

    3.การเปลี่ยนผ่านทางสังคม (Societal Transition) ต้องหาวิธีจัดการปัญหาสังคมสูงวัย คนเกิดน้อย หนี้สินครัวเรือน และการรีสกิล อัพสกิล ของแรงงานรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    4.การเปลี่ยนผ่านทางสภาพแวดล้อม (Environmental Transition) โดยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นกฎหมายและข้อบังคับที่ต้องสร้างกลไกตลาดสำหรับ Green Product และ Service ให้เกิดขึ้น

    5.การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (Technological Transition) การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี เช่นการที่ต้องใช้ AI โดยในส่วนนี้ยังคงต้องเน้นในเรื่องของการที่ AI เข้ามาช่วยเสริมสร้างคุณค่าของมนุษย์ (Empower human values) ไม่ใช่ทดแทน

    6.การเปลี่ยนผ่านในเรื่องของทุนมนุษย์ (Human Capital Transition) ซึ่งสิ่งสำคัญคือการต้องยกระดับการศึกษาของต้องพัฒนาคนให้มองได้กว้างและลึก และมีความสามารถทำงานร่วมกับ AI และมนุษย์

    และ 7.การเปลี่ยนผ่านเรื่องระเบียบโลก (World Order Transition) โลกเข้าสถานการณ์ที่ไม่มีหน่วยงานใดทำงานโดยอิสระได้อีกต้องเน้นการทำงานแบบ Public Private People Partnership (PPPP) และส่งเสริมความร่วมมือภายในประเทศ

    สำหรับโอกาสการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใช้ 7 โอกาสที่เป็นเครื่องยนต์ที่ไทยมีจุดเด่นได้แก่

    1.เกษตรกรรม บวกด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture Plus Technology) โดยเน้นไปที่การสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกสินค้าไม่ใช่เน้นขายถูก

    2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition): ใช้ต้นทุนที่เรามี เช่น แสงแดด สายลม น้ำ และ Bio-mass เพื่อผลิตพลังงานสะอาด สร้างความได้เปรียบในการลงทุนจากต่างประเทศ

    3.สุขภาพและการดูแล (Health and Wellness): พัฒนาเป็น Premium Sector โดยเฉพาะ โดยดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา เช่น การเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นรีสอร์ทสำหรับฟื้นตัวของผู้ป่วยที่ต้องการใช้จ่ายสูง

    4.การท่องเที่ยว (Tourism): เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณมาสู่การเน้นคุณภาพ (spending per head สูง) และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Long Stay

    5.ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub): ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเราที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่ดี เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าดิจิทัล

    6.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Sector): ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลงไปอยู่ในทุกสิ่งที่ทำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (unique selling point)

    7.การเป็นศูนย์กลางการเงินในลักษณะที่เป็น Transition Finance Hub โดยพัฒนากรุงเทพฯ เป็นฮับ Green Finance, Inclusive Finance, Sustainable Finance และ Blended Finance เป็นสถานที่นักลงทุนมาพูดคุยยกระดับตลาดให้มีความสนใจเรื่องผู้คนและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

    ปิยะชาติ กล่าวว่า การที่ทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดัก โดยเฉพาะกับดักเศรษฐกิจระยะสั้น หรือ Quick Wins ต้องเร่งสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น โดยการทำงานกับเวทีโลกอย่างแข็งขันและนำเสนอสิ่งที่มีสินค้าไปขายในตลาดที่มีกำลังซื้อ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง 

    ขณะที่นโยบายระยะยาวควรเน้นปรับโครงสร้างระบบเงินทุน ปรับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ตอบโจทย์เวทีโลก เปลี่ยนหน่วยงานกำกับให้มีบทบาทส่งเสริมด้วย (Duo Mandate) ปฏิรูประบบภาษี และจัดการเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ที่มีขนาดใหญ่ และลดความซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพของหน่วยราชการเพื่อให้ประเทศแข่งขันได้

    ส่วนการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของไทยนั้น ปิยะชาติ กล่าวว่า ระบบทุนนิยมนั้นภาคเอกชนเป็นพระเอก เพราะคล่องตัวและความสามารถการแข่งขันสูง แต่เอกชนเดินคนเดียวไม่ได้ รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำเข้มแข็งกล้าสื่อสารประชาชนในสิ่งที่ทำ 

    รวมทั้งที่สำคัญการมีบทบาทในเวทีโลกเป็นวิธีแก้ปัญหาในประเทศ และกล้าตัดสินใจเรื่องที่อาจไม่ถูกใจ เช่น การนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีที่ใช้ความกล้าหาญทางการเมือง

    “ไทยมีศักยภาพสูงมาก เปรียบเสมือนห้องครัวที่มีวัตถุดิบชั้นเลิศครบ แต่ขาดหัวหน้าเชฟที่จัดการและดึงศักยภาพได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องการ คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ กล้าสื่อสารเป้าหมายร่วมกับสังคม และสร้างกลไกความร่วมมือที่โปร่งใสเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินทิศทางเดียวกัน หากทำได้จะคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและก้าวข้ามกับดักเศรษฐกิจที่เผชิญ”นายปิยะชาติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nU_HhX8z6Q8tnP5a6YES8

  • ‘แสงชัย’ จี้ ครม.ใหม่ต้องได้คนเก่ง แก้หนี้-ปฏิรูปคนละครึ่ง ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ‘แสงชัย’ จี้ ครม.ใหม่ต้องได้คนเก่ง แก้หนี้-ปฏิรูปคนละครึ่ง ดันเศรษฐกิจฐานราก

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่คือ นายกรัฐมนตรีต้องคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริต และมีภาวะผู้นำสูง พร้อมทำงานแข่งกับเวลาเพื่อรับมือแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และไม่ให้ประเทศถอยกลับไปติดกับดักผลประโยชน์ทับซ้อนหรือความขัดแย้งทางการเมือง

    เขาระบุว่า มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องดำเนินการคือการยกระดับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศทั้งระบบ โดยด้านเศรษฐกิจจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ รวมถึงหนี้กองทุนกยศ. ผ่านกลไกที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน มีเจ้าภาพรับผิดชอบพร้อมสร้างช่องทางเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำเพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ

    ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเจาะจง พร้อมยกระดับศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการสร้างแบรนด์สินค้าและบริการของไทยให้มีมาตรฐานและแตกต่างจนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

    ‘แสงชัย’ จี้ ครม.ใหม่ต้องได้คนเก่ง แก้หนี้-ปฏิรูปคนละครึ่ง ดันเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านสังคม รัฐบาลต้องเดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น ขยายโอกาสทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพสาธารณสุข รวมถึงจัดการปัญหายาเสพติด การพนันออนไลน์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง ขณะที่ด้านความมั่นคงควรวางยุทธศาสตร์สร้างสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และมหาอำนาจ เพื่อเสริมเสถียรภาพและเปิดโอกาสให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสังคมขยายตัวอย่างยั่งยืน ส่วนมิติทางกฎหมายจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ แก้ปัญหาทุนสีเทาและธุรกิจนอมินี ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/638369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bkLTzkxlY_U1orUJtomSR

  • “อนุทิน” เผย “เอกนิติ” นั่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดสเปครัฐมนตรีต้องทำงานได้ทันที พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “อนุทิน” เผย “เอกนิติ” นั่งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดสเปครัฐมนตรีต้องทำงานได้ทันที พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109195&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YaM5Tx9aJynD9JAdz1Tya