Category: เศรษฐกิจ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน GI ‘ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก’

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน GI ‘ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก’

    10 พฤษภาคม 2569, 18:46น.

              กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) รายการล่าสุดของไทย มุ่งยกระดับผลไม้พื้นถิ่นสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง พร้อมเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

              นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกเป็นผลไม้ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน สภาพอากาศมีฝนตกชุกสลับกับแห้งแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีประมาณ 28 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกมีผลกลมแป้น เปลือกหนาสีเขียวเข้ม ผิวเปลือกหยาบขรุขระคล้ายมะกรูด มีกลิ่นหอมฉุน รสชาติเปรี้ยวอมหวานติดรสขมเล็กน้อย และมีรสซ่าติดปลายลิ้น ด้วยเอกลักษณ์ของรสชาติที่โดดเด่นแตกต่างจากส้มชนิดอื่น จึงนิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร เช่น ม้าฮ่อ ซึ่งเป็นอาหารไทยโบราณที่ใช้ส้มซ่ามาช่วยชูรสอาหารให้มีกลิ่นหอม รวมถึงเมนูของหวานอย่างส้มฉุน น้ำส้มซ่า ชา-กาแฟส้มซ่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการนำส้มซ่ามาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามได้หลากหลาย เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว ลิปกลอส ยาสระผม ยาดมสมุนไพรเปลือกส้มซ่า น้ำหอมปรับอากาศ เป็นต้น โดยปัจจุบันส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกมีปริมาณการผลิตประมาณ 120,000 กิโลกรัมต่อปี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนกว่า 3.6 ล้านบาทต่อปี

              ในอดีตส้มซ่าถูกนำเข้ามาปลูกในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านโดยชาวจีนไหหลำที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อกว่า 100 ปีก่อน โดยมีการปลูกอย่างแพร่หลาย จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “บ้านวังส้มซ่า” ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านในชุมชนยังคงรักษาประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีนไหหลำไว้อย่างเหนียวแน่น ดังเห็นได้จากการมีศาลเจ้าแม่ทับทิมเป็นศูนย์รวมจิตใจ และมีการจัดเทศกาลไหลเรือไฟในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพื่อเป็นการบูชาเจ้าแม่ทับทิมเทพธิดาแห่งท้องทะเล และเสริมความเป็นสิริมงคล โดยใช้ผลส้มซ่าเป็นเครื่องไหว้ สะท้อนให้เห็นว่าส้มซ่าไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจของชุมชน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อและประเพณีที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตของผู้คนเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี

              การขึ้นทะเบียนส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกเป็นสินค้า GI ของไทย จะช่วยสร้างความแตกต่างให้ผลไม้ไทย สะท้อนมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือ และช่วยป้องกันการแอบอ้างใช้ชื่อสินค้าโดยที่ผลผลิตไม่ตรงตามคุณลักษณะหรือไม่ได้ผลิตในพื้นที่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการรักษาคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ชุมชนผู้ผลิต และผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้อย่างชัดเจน

              หลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมฯ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนใช้ประโยชน์จาก GI อย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การสร้างองค์ความรู้ด้านการตลาด การส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และการพัฒนาแหล่งผลิตสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชุมชนเก่าแก่ เรียนรู้กระบวนการผลิต ทดลองชิมเมนูอาหารและอุดหนุนผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากส้มซ่า เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้า GI ได้อย่างต่อเนื่อง

              ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกนับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดพิษณุโลก ต่อจาก กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก และแป้งแห้วนาหนองกุลาพิษณุโลก และเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 258 ของไทย ส่งผลให้มูลค่ารวมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยขยับเพิ่มเป็น 116,111 ล้านบาท โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งหวังว่าการขึ้นทะเบียนส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลกในครั้งนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้ชุมชนทั่วประเทศเห็นถึงศักยภาพของสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าและภูมิปัญญา อันจะนำไปสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

    ….

    https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/1841

    #ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่า

    #กรมทรัพย์สินทางปัญญา

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24I66NcYU2crLagbDzJTld

  • ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ

    ‘หอการค้าไทย’ หนุนรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไทยช่วยไทยพลัส ชี้ช่วยประคองเศรษฐกิจ ลงทุนอนาคตประเทศ

    วันที่ 10 พ.ค. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภา หอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยเห็นด้วยในหลักการต่อการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งจะมีมีแนวโน้มว่าจะจบลงเมื่อไหร่

    ภาคเอกชนมองว่า สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังกระทบต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    “ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ พร้อมวางรากฐานใหม่ด้านพลังงาน เพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางในระยะยาว”

    หอการค้าไทย เห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ การใช้เงินกู้ควรมุ่งทั้ง “ระยะสั้น” และ “ระยะยาว” ควบคู่กัน โดยระยะสั้นควรเน้นช่วยลดภาระต้นทุนพลังงาน เพิ่มสภาพคล่อง และกระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ

    ส่วนระยะยาวควรเร่งลงทุนด้านพลังงานสะอาด เทคโนโลยีพลังงานใหม่ ระบบ EV และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ไทยแข่งขันได้ในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

    “เงินกู้รอบนี้ ต้องไม่ใช่แค่การประคองเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นเงินลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย”

    พจน์ ย้ำว่า “วันนี้โลกกำลังแข่งขันกันเรื่องต้นทุนพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไทยลงทุนได้ถูกจุด วิกฤตครั้งนี้อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยรอบใหม่”

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยเห็นว่าการใช้เงินทุกโครงการต้องมีความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมสนับสนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ สนับสนุนสินค้าไทย ผู้ประกอบการไทย และช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-chamber-400b-loan-decree/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XDS_9s-Cy-gTvCb0upl-e

  • กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท.มุ่งผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการท่องเที่ยวคุณภาพที่สามารถสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เมืองน่าเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

    จากสถิติปี 2566-2567 พบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายด้านช็อปปิงและของที่ระลึก คิดเป็นสัดส่วน 15-20% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ถือเป็นค่าใช้จ่ายอันดับ 3 รองจากค่าที่พัก และค่าอาหารและเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าการช็อปปิงเป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยตลาดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ จีน สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลี และฮ่องกง

    ด้วยเหตุนี้ ททท.จึงเตรียมจัดโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วง Green Season หรือช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและรักษาระดับจำนวนนักท่องเที่ยวให้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรม ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ อุดรธานี ภูเก็ต และสงขลา (หาดใหญ่) ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและสามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั้งตลาดระยะใกล้และตลาดระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ประเด็นสำคัญของโครงการปี 2569 คือ การปรับแนวคิดจาก Discountdriven หรือการเน้นส่วนลด มาเป็น Discoverydriven หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ผ่านการนำเสนออัตลักษณ์สินค้าไทย งานคราฟต์ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการท่องเที่ยวโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและคุณค่าทางวัฒนธรรมมากขึ้น

    แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการยกระดับการท่องเที่ยวไทยจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณค่าและประสบการณ์ โดยเฉพาะการผลักดันสินค้าไทยและนักออกแบบไทยให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านกิจกรรมด้านช็อปปิง ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ขณะเดียวกัน ททท.ยังเตรียมจัดทำ Shopping Route หรือเส้นทางช็อปปิงและย่านไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงสินค้า บริการ และเรื่องราวท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ในการเดินทางและเพิ่มระยะเวลาการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    จากผลการดำเนินโครงการในปี 2568 สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 700 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจต่อโครงการสูงถึง 92.92% ขณะที่ 98.67% มีความต้องการบอกต่อกิจกรรมดังกล่าว สะท้อนว่าโครงการสามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในภาพรวม โครงการดังกล่าวถือเป็นมากกว่ากิจกรรมส่งเสริมการขาย แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช็อปปิงและการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก ผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ การส่งเสริมสินค้าไทย และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ท้ายที่สุด จากความทุ่มเทของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างหลากหลาย พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน และนักท่องเที่ยวมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายและการเดินทางมากขึ้น.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/994019/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bue4HyMnjXsKN-OF3X-eO

  • นายกฯนั่งหัวโต๊ะเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF

    นายกฯนั่งหัวโต๊ะเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 พรุ่งนี้ ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 1.5 หมื่นคน จาก 191 ประเทศ 

    10 พ.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศคือ ญี่ปุ่นและตุรกี  สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ  โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    นายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก

    ทั้งนี้  รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า  “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/993770/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XLvHGYb9dj19NrHJNrYt-

  • ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 2 ยอดซื้อทะลุ 27 ล้าน

    ไทยช่วยไทย ครั้งที่ 2 ยอดซื้อทะลุ 27 ล้าน

    ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 2 พร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 217,619 คน

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินโครงการในครั้งที่ 2 มีร้านค้าเข้าร่วมรวม 9,721 ร้าน ประกอบด้วย ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ร้านค้า OTOP และร้านค้าชุมชน/SMEs พร้อมนำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาประหยัด รวมจำนวนสินค้ากว่า 153,856 ชิ้น

    ผลการดำเนินงานสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 27.11 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 6.23 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายชุมชน ในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อรวมผลการดำเนินงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พบว่า สามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 60.85 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 13.66 ล้านบาท แล้ว

    สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดราชบุรี ขณะที่อำเภอที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

    ด้านสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และน้ำตาล ส่วนสินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายดี ได้แก่ อาหาร เครื่องแต่งกาย และเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าชุมชนที่ประชาชนเลือกซื้อจำนวนมาก ได้แก่ อาหารสด วัตถุดิบประกอบอาหาร และอาหารแปรรูป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-products-buy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QBL4CqGeOdybDB9ErUInD

  • “พิพัฒน์” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ พลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

    “พิพัฒน์” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ พลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

     วันที่ 10 พฤษภาคม 2569  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดปัตตานี เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาข้อติดขัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ติดตามการให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งปัตตานี แผนขุดลอกร่องน้ำปัตตานี โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับและโครงการขยายทางหลวงสายสำคัญ เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายชาครีย์ บำรุงวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง และนายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า ร่วมลงพื้นที่

    โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดด้านการคมนาคมที่เรื้อรังมานาน เพื่อสร้างโครงข่ายทางบกที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดนใต้ กระทรวงคมนาคมได้รับทราบถึงปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางสายหลัก จึงได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการทางบกเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะนี้เรากำลังเร่งรัดโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 2 แห่งสำคัญ ได้แก่ แยกดอนยาง (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.43) ซึ่งคืบหน้าร้อยละ 28.47 เร็วกว่าแผน และ แยกตะลุโบะ (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.410) คืบหน้า 53.69% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2570

    นอกจากนี้ เพื่อเป็นการวางแผนระยะยาว เรากำลังขยายทางหลวงหมายเลข 42 (สายคลองแงะ – จุดผ่านแดนถาวรสุไหงโก-ลก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมกว่า 25 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้ไร้รอยต่อ การขยายโครงข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการลดต้นทุนโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้าการท่องเที่ยว และพลิกฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้สู่ความยั่งยืนตามนโยบายเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” นายพิพัฒน์ กล่าว

    ด้าน นายสรรเพชญ  บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวถึงการเดินหน้าปลดล็อกปัญหาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำว่า กระทรวงฯ กำลังเร่งสางปมปัญหา ท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่งปัตตานี ที่ปัจจุบันยังไม่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านอัตราค่าเช่าตามระเบียบธนารักษ์ และความซับซ้อนทางกฎหมายในการบริหารจัดการ

    เราต้องเร่งปลดล็อกปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยในระยะสั้นจะพิจารณาส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) เข้าบริหารจัดการท่าเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง และในระยะยาวต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายโอนภารกิจและทรัพย์สินให้ชัดเจน เพื่อให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น” 

    นอกจากนี้ ยังได้เร่งรัดงานขุดลอกร่องน้ำปัตตานี ซึ่งขณะนี้คืบหน้ากว่า 56.48 %(เร็วกว่าแผน 15.39%) คาดว่าจะเสร็จในเดือนสิงหาคม 2569 และเตรียมแผนงานต่อเนื่องปี 2569 – 2570 เพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชยนาวีในอนาคต

    โดยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในกระทรวงคมนาคม ทั้งการแก้ปัญหาจราจรทางบกและการปลดล็อกศักยภาพทางน้ำ คือการเข้าไปแก้ปัญหาที่ต้นตอและวางแผนเผื่ออนาคต เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อยู่คู่กับชุมชน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้อย่างมั่นคงต่อไป

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2931852&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TUR-L_X4q9zHZR_KA8i96

  • รัฐบาล-กรมที่ดิน ลุยออกโฉนด 80,000 แปลงต่อปี ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วไทย

    รัฐบาล-กรมที่ดิน ลุยออกโฉนด 80,000 แปลงต่อปี ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วไทย

    รัฐบาล-กรมที่ดิน ลุยออกโฉนด 80,000 แปลงต่อปี ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั่วไทย

    รัฐบาลและกรมที่ดินกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ผ่านนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงที่ดินทำกินอย่างถูกกฎหมาย ด้วยการเร่งออกเอกสารสิทธิ์ให้ประชาชนมีหลักประกันในทรัพย์สิน สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างมั่นคง ทั้งเพื่อการอยู่อาศัย การประกอบอาชีพ และต่อยอดเป็นหลักทรัพย์เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม

    นโยบายดังกล่าวยังถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชน เพราะเมื่อประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุน พัฒนาที่ดิน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สอดรับเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตและเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

    ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าโครงการ “มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน” ล่าสุดลงพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม มอบโฉนดกว่า 212 แปลง เร่งเป้าหมายออกเอกสารสิทธิ์ทั่วประเทศ 80,000 แปลงต่อปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยมุ่งหวังให้ประชาชนมีความมั่นคงในทรัพย์สิน และสามารถนำเอกสารสิทธิ์ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านโครงการ “มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน”

    ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารกรมที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัด ลงพื้นที่โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อมอบโฉนดที่ดิน จำนวน 212 แปลง ให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลเม็กดำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่

    อย่างไรก็ตามกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินได้วางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีข้อมูลการดำเนินงานที่น่าสนใจ ดังนี้

    • เป้าหมายระดับประเทศ : เร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศให้ได้เกือบ 80,000 แปลงต่อปี
    • พื้นที่ภาคอีสาน : ศูนย์เดินสำรวจ (ขอนแก่น–ชัยภูมิ–มหาสารคาม–กาฬสินธุ์–ร้อยเอ็ด) ตั้งเป้าหมายเฉพาะโซนนี้กว่า 6,368 แปลงต่อปี
    • การพัฒนาระบบ : เพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีการสำรวจเพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

    “การมีโฉนดที่ดินไม่ได้เป็นเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียว แต่คือหลักประกันความมั่นคงที่ประชาชนสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อสร้างอาชีพและพัฒนาเศรษฐกิจครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน”นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา กล่าว

    สรุปประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

    1. ความมั่นคง: มีสิทธิ์ในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
    2. โอกาสทางเศรษฐกิจ: ใช้โฉนดเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
    3. คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น: ลดปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดิน และสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวให้กับครอบครัว

    รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้า โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน อย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนคนไทยจะมีสิทธิในที่ดินของตนเองอย่างเท่าเทียมและเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/658708&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vc2eBsTSTe1FTsE13aWaY

  • “พลพีร์” รุกนโยบายรัฐแก้ปัญหาสิทธิที่ดิน ลุยมอบโฉนด 212 แปลง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในทรัพย์สิน เพิ่มโอกาสศก.ให้ประชาชน | TOPNEWS

    “พลพีร์” รุกนโยบายรัฐแก้ปัญหาสิทธิที่ดิน ลุยมอบโฉนด 212 แปลง มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในทรัพย์สิน เพิ่มโอกาสศก.ให้ประชาชน | TOPNEWS

    นางสาวลลิดา กล่าวต่อว่า ล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อมอบโฉนดที่ดินจำนวน 212 แปลง ให้กับประชาชนในพื้นที่ ตำบลเม็กดำ โดยมีผู้บริหารกรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพบปะประชาชนที่ได้รับเอกสารสิทธิในครั้งนี้

    ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินให้ความสำคัญกับการเร่งรัดออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนที่ยังรอรับบริการ โดยปัจจุบันมีการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศเกือบ 80,000 แปลงต่อปี พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบการทำงานและเพิ่มเป้าหมายการออกโฉนดให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิในที่ดินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

    ขณะเดียวกัน กรมที่ดินยังเดินหน้าสำรวจและออกโฉนดอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์เดินสำรวจ ขอนแก่น–ชัยภูมิ–มหาสารคาม–กาฬสินธุ์–ร้อยเอ็ด ซึ่งตั้งเป้าการออกโฉนดรวมกว่า 6,368 แปลงต่อปี เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิ และสร้างหลักประกันด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1570687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_gEwp1_Yj6z6YQomtcWkv

  • การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 | เดลินิวส์

    การ์ตูน โดย ขวด วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 | เดลินิวส์

    อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5847511/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11Gr7zEQuQCKoOeWaGSmRd

  • จีนเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 32 เดือน พ.ค. นี้

    จีนเตรียมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ครั้งที่ 32 เดือน พ.ค. นี้

    ปักกิ่ง, 10 พ.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันเสาร์ (9 พ.ค.) กระทรวงพาณิชย์ของจีนเปิดเผยว่าจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC) ครั้งที่ 32 ในเมืองซูโจว มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน ระหว่างวันที่ 22-23 พ.ค. นี้

    หลี่เฉิงกัง ผู้แทนการค้าระหว่างประเทศประจำกระทรวงพาณิชย์ และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ กล่าวในการแถลงข่าวว่าจีนจะทำงานร่วมกับสมาชิกเอเปคเพื่อสร้างฉันทามติใน 2 ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกมากขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว และความท้าทายที่ซับซ้อน

    จีนมุ่งส่งเสริมการประสานงานด้านกฎเกณฑ์ทางเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาค เสริมแกร่งความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุนที่ช่วยเพิ่มพูนความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างระเบียบทางเศรษฐกิจและการค้าในระดับภูมิภาคและพหุภาคีที่เปิดกว้างและคาดการณ์ได้

    จีนจะหารือเชิงลึกกับสมาชิกเอเปคเกี่ยวกับแนวทางขยายและยกระดับความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนที่มีพลวัต

    หลี่เสริมว่าจีนคาดหวังให้การประชุมครั้งนี้ส่งสัญญาณสนับสนุนการเปิดกว้างที่มีมาตรฐานสูง การเสริมสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนการส่งเสริมการเติบโตที่ทั่วถึงและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

    ระหว่างการประชุม จีนยังจะจัดการหารือในหลายประเด็น ได้แก่ การเกื้อหนุนด้านการลงทุน ระบบใบตราส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายท่าเรือดิจิทัล

    จีนเคยเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคมาแล้วในปี 2001 และ 2014 ขณะที่การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 มีกำหนดจัดขึ้นที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจีนคาดว่าจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ ราว 300 รายการในหลายเมืองทั่วจีนในปี 2026 เนื่องในโอกาสที่จีนเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/71625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kzMSq7o0dGEJ5mEgOoXdP