Category: เศรษฐกิจ

  • ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง

    ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง

    ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account : CA) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวัดสุขภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ องค์ประกอบสำคัญของ CA คือ ดุลการค้าและดุลบริการ รวมถึงมีส่วนประกอบอื่นอย่างดุลรายได้และดุลเงินโอน ซึ่งสะท้อนปัจจัยอื่น ๆ เช่น รายได้และรายจ่ายในการลงทุนระหว่างประเทศ ค่าตอบแทนแรงงาน เป็นต้น หากประเทศมี CA เกินดุล สะท้อนว่าประเทศมีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามากกว่ารายจ่ายเงินตราต่างประเทศ หาก CA ขาดดุลย่อมหมายถึงรายจ่ายออกไปต่างประเทศที่มากกว่ารายได้

    ตัวชี้วัดนี้มีความสำคัญกับไทยสูง เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมาก สะท้อนจากระดับการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ (Trade openness) หรือผลรวมของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการที่สูงถึง 137% ของ GDP ในปี 2567 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 57% และสูงเป็นอันดับที่ 30 จาก 196 ประเทศในโลก

    ในอดีตไทยเกินดุล CA อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนวิกฤติโควิด เช่น ในปี 2562 ไทยเกินดุล CA มากถึง 3.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ CA กลับมีแนวโน้มแย่ลงมากในช่วงหลังวิกฤติโควิด โดยลดเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงกำแพงภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ที่จะกระทบการส่งออก ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดดุล CA ในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ค่าขนส่งที่แพงขึ้น และดุลการท่องเที่ยวที่แย่ลง

    หนึ่ง ดุลการค้าจะเกินดุลลดลง เพราะ (1) นำเข้าไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้สูงมากถึง 12.7% ในปี 2568 และ 16.9% ใน 2 เดือนแรกของปี 2569 เป็นผลจากทั้งผลของการเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบของสงครามการค้าอย่างเต็มที่ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงการส่งออกทองคำที่สูงในช่วงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน 

    อย่างไรก็ดี การนำเข้ากลับขยายตัวได้สูงกว่าถึง 5 ใน 6 เดือนที่ผ่านมา จนดุลการค้าขาดดุลถึง 3 ใน 6 เดือนดังกล่าว โดยเฉพาะในการนำเข้าจากจีน และการนำเข้าสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาผลิต และส่งออก รวมถึงใช้ในประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าปรับตัวแย่ลงมาก ซึ่งการนำเข้าเพื่อนำไปผลิตและส่งออก หรือการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยปกติอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีปัจจุบันพบว่าไทยอาจไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร สะท้อนจากกิจกรรมภาคการผลิตที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่เพียง 56.8% ในเดือน ก.พ. 2569 เทียบกับ 65.6% ในปี 2564

    (2) ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการส่งออกไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวมากถึง -57.1% ในเดือน มี.ค. 2569 (ข้อมูลเบื้องต้นในระบบศุลกากร) และผลกระทบมีแนวโน้มขยายวงไปยังการส่งออกประเทศอื่น ๆ ในระยะข้างหน้า ผ่านช่องทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ในสินค้าต้นน้ำที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก 

    นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8% ของ GDP มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาสินค้านำเข้ากลุ่ม Fuel Product เดือน มี.ค. ขยายตัวสูงถึง 34.7%MOM เมื่อเทียบกับเดือนก่อน

    (3) กำแพงภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 สินค้าไทยและคู่ค้าหลัก หากไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ก็จะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของการส่งออกไทย คิดเป็นสัดส่วน 21.3% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2568 ในทางกลับกันไทยอาจต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งผ่านการลดภาษีนำเข้าหรือผ่านการคลายมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ เพื่อขอเจรจาให้สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีต่อไทยลง

    สอง ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแพงขึ้น ดัชนี Freightos Global Container Index ที่สะท้อนราคาค่าขนส่งสินค้าทางเรือโลกสูงถึง 2,424.7 ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากระดับ 1,375.8 ในปี 2562 ถึง 76.2% จากต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น ทำให้ไทยมีต้นทุนในการนำเข้าและส่งออกเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ดัชนีจะลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2569 แต่สงครามในตะวันออกกลางก็สร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้นตามราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขนส่ง

    สาม ดุลการท่องเที่ยวแย่ลงจากผลกระทบสงคราม ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยสูงสุดถึง 39.8 ล้านราย อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกลับไม่สามารถฟื้นตัวทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลังวิกฤติโควิดอยู่ที่เพียง 33 ล้านรายในปี 2568 ผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง การออกนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของหลายประเทศเอเชีย (Tourism war) รวมถึงความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในการท่องเที่ยวไทย 

    สำหรับปี 2569 SCB EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจไม่เติบโตจากผลสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินทั่วโลก ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมัน และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปแล้ว ซึ่งมีกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

    CA ที่จะแย่ลงชั่วคราว 1-2 ปีจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นเรื่องกระทบทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ CA ไทยมีแนวโน้มแย่ลงอยู่ก่อนแล้ว หลายองค์ประกอบใน CA ที่แย่ลงจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในกรณีเลวร้ายหากไทยขาดดุล CA เรื้อรังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า แม้จะช่วยให้การส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้นบ้าง แต่จะทำให้ต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ CA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจอีกด้วย

    ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการขาดดุล CA นี้? เริ่มต้นจาก 

    (1) การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศในภาคการผลิต เพื่อให้สัดส่วนของการนำเข้าลดลงเมื่อเทียบกับการส่งออก ซึ่งนอกจากจะเป็นผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว จะยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการตั้งกำแพงภาษีสินค้าผ่านแดน (Transshipment) จากสหรัฐฯ ได้ด้วย 

    (2) ยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่ High-Value Tourism ลดการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม ควบคู่การยกระดับความปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและพำนักยาวขึ้น 

    (3) เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ด้วยการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด สนับสนุนการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม

    ความเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลางและกำแพงภาษีสหรัฐฯ สะท้อนชัดว่าไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับการผลิต การท่องเที่ยว และพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อลดความเปราะบางและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2930616&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3frUfJ4VfIK2Kcx6jGki04

  • ผอ.ข่าวกรองทราบแล้ว! เหตุชายจีนขนอาวุธสงคราม บอก ขอรายงาน ‘นายกฯ’ ก่อน

    ผอ.ข่าวกรองทราบแล้ว! เหตุชายจีนขนอาวุธสงคราม บอก ขอรายงาน ‘นายกฯ’ ก่อน

    ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี เข้าตรวจสอบเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ โดยพบผู้ขับรถเป็นชายชาวจีน และภายในรถตรวจพบอาวุธสงครามจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับประเด็นด้านความมั่นคงหรือไม่ โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า ขอรายงาน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยก่อน พร้อมยอมรับว่าได้รับข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/chinese-weapons-of-war-9may2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lAZl9u4iX6OPbjzhtHMX2

  • บรรยากาศซื้อชุดนักเรียนเชียงใหม่คึกคักแต่ยอดหด พ่อแม่รัดเข็มขัดซื้อเผื่อไซส์-ใช้ชุดเก่า

    บรรยากาศซื้อชุดนักเรียนเชียงใหม่คึกคักแต่ยอดหด พ่อแม่รัดเข็มขัดซื้อเผื่อไซส์-ใช้ชุดเก่า

    (10พ.ค.69) ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ บรรยากาศการเลือกซื้อชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียนเต็มไปด้วยความคึกคักในช่วงก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2569 โดยเฉพาะย่านถนนเจริญเมือง ที่มีร้านจำหน่ายชุดนักเรียนเก่าแก่พบว่ามีพ่อแม่ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งเด็กเล็กเด็กโตจนทำให้พนักงานต้องคอยอำนวยความสะดวกช่วยวัดไซส์ชุดนักเรียนและรองเท้ากันแทบไม่ได้หยุดพัก แต่อย่างไรก็ตามแม้จำนวนคนจะดูหนาตา แต่พฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ผู้ปกครองส่วนใหญ่เลือกซื้อชุดนักเรียนใหม่เท่าที่จำเป็นเท่านั้นเพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาและค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น 

    ผู้ปกครองรายหนึ่ง บอกว่า เปิดเทอมปีนี้ซื้อชุดนักเรียนเพิ่มแค่ 1 ชุด ชุดไหนยังพอใส่ได้ก็ใส่ของเดิมไปก่อน เพราะต้องสำรองเงินไว้จ่ายค่าเทอมและค่ากิจกรรมอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่ส่วนที่จำเป็นจริง ๆ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างรองเท้าที่เด็กโตไวไซส์เพิ่มเร็ว ส่วนประเด็นชุดลูกเสือเนตรนารีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. ออกนโยบายขอความร่วมมือโรงเรียนให้ยืดหยุ่น ไม่บังคับใส่เต็มรูปแบบเพื่อลดภาระ แต่ในความเป็นจริงผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังต้องควักกระเป๋าซื้อยกชุดอยู่ดี อยากให้กระทรวงศึกษาธิการออกมาตรการหรือระเบียบปฏิบัติให้ชัดเจนมากกว่าการขอความร่วมมือ เพราะปัจจุบันไม่ได้เรียนและใส่ชุดลูกเสือเนตรนารีทุกสัปดาห์เหมือนในอดีต บางเทอมเดือนหนึ่งใส่ครั้งเดียว ขณะที่ชุดราคาพันกว่าบาท จึงน่าจะมีการทบทวนระเบียบเกี่ยวกับชุดกิจกรรมเหล่านี้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยมองว่าใส่ชุดพละ หมวกและผ้าพันคอก็น่าจะเพียงพอ 

    ด้าน นายทศพร เจ้าของร้านสุทธิพร สาขาสันป่าข่อย บอกว่า บรรยากาศแม้จะดูคึกคักแต่ปริมาณการซื้อต่อคนน้อยลงและคึกคักเพียงช่วงวันเสาร์อาทิตย์ก่อนวันเปิดเทอม ปีนี้ยอดขายรวมลดลงกว่าปีก่อน ๆ ส่วนใหญ่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นและซื้อแบบเผื่อไซส์เพราะต้องประหยัดรายจ่าย บางคนนำชุดเก่าของพี่มาให้ร้านปักชื่อใหม่ให้น้องแทนการซื้อใหม่ ส่วนราคาชุดนักเรียนแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ปีนี้ทางร้านยังขอตรึงราคาขายราคาเดิมเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระผู้ปกครองเพราะส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าประจำที่อุดหนุนกันมานาน  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/economy-livelihood/NSDQNF2Yg&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qMxhAOpCNl-DQPJh7QwIe

  • ใกล้เปิดเทอม ผู้ปกครองโพสต์ระบาย เงิน 1,000 ไม่พอจ่ายค่าชุดนักเรียน 1 ชุด

    ใกล้เปิดเทอม ผู้ปกครองโพสต์ระบาย เงิน 1,000 ไม่พอจ่ายค่าชุดนักเรียน 1 ชุด

    ดูทีวีกด 33 ดูออนไลน์ที่ 3Plus - ช่อง3

    ออกจากระบบ

    เสียใจจังจะหยุดพักความสนุกไว้แค่นี้…

    ยกเลิกตกลง

    ล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด

    คุณต้องการล้างการแจ้งเตือนทั้งหมด?

    ยกเลิกล้างทั้งหมด

    ลบบัญชี

    หากคุณลบบัญชี 3Plus คุณจะไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบได้อีกต่อไป

    คุณเเน่ใจหรือไม่ว่าต้องการดำเนินการต่อ

    ยกเลิกตกลง

    ข่าวโซเชียล

    9 พ.ค. 2569

    399 views

    ใกล้เปิดเทอม ผู้ปกครองโพสต์ระบาย เงิน 1,000 ไม่พอจ่ายค่าชุดนักเรียน 1 ชุด

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/jI22cXvdLGI

    แท็กที่เกี่ยวข้อง  ผู้ปกครอง ,ค่าชุดนักเรียน

    คุณอาจสนใจ

    Related News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/socialnews/weekend/462620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3szo1M7SAvn3KD_7KfI8-D

  • รมช.มท.-รมช.ดีอี ลุยอุบลฯ ดัน “ไทยช่วยไทย พลัส” ลดค่าครองชีพประชาชน

    รมช.มท.-รมช.ดีอี ลุยอุบลฯ ดัน “ไทยช่วยไทย พลัส” ลดค่าครองชีพประชาชน

    วันเสาร์ ที่ 09 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

    วันนี้ (8 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อติดตามและมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลแก่ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นa

    จุดแรก คณะเดินทางไปยังหอประชุมอำเภอศรีเมืองใหม่ เพื่อมอบนโยบายขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งรัฐบาลมุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นกว่า 3,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึงร้อยละ 58 ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569

    นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน จากผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพ โดยกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม

    ต่อมา เวลา 11.00 น. คณะได้เดินทางไปยังวัดโพธิ์ไทร อำเภอพิบูลมังสาหาร เพื่อร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ปล่อยพันธุ์ปลาและกุ้งก้ามกรามจำนวน 200,000 ตัว ลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศในพื้นที่ พร้อมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล และรับฟังปัญหาจากหน่วยงานในพื้นที่

    ช่วงบ่าย เวลา 13.00 น. นายพลพีร์ และนางสาวแนน พร้อมคณะ ลงพื้นที่ร้านต้นเทียนไหมไทย อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบนโยบายภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และผลักดันสินค้าชุมชนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์ไทย

    นายพลพีร์ สุวรรณฉวี กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูง และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการสนับสนุนสินค้าชุมชน เช่น ผ้าไทยและสินค้า OTOP ให้สามารถสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ด้านนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย กล่าวว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มุ่งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SMEs ไทย” บนแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อช่วยขยายตลาดออนไลน์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ ทั้งสองกระทรวงยืนยันจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน คณะยังได้ลงพื้นที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพิ่มเติมอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw397q6iuY-NFy8JLTcM3zMe

  • ข้าวของแพง น้ำมันขึ้น แนวโน้มเงินเฟ้อปีนี้ทะลุกรอบ 3%

    ข้าวของแพง น้ำมันขึ้น แนวโน้มเงินเฟ้อปีนี้ทะลุกรอบ 3%

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ghRW-cK0XSBGXjLoYxhyI

  • ‘รัฐบาล’ ปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย’ เงินสะพัด60ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ‘รัฐบาล’ ปลื้ม ‘ไทยช่วยไทย’ เงินสะพัด60ล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    รองโฆษกรัฐบาล เผย “มท.” ขับเคลื่อนจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ครั้งที่2 ทั่วประเทศ ปชช.เข้าร่วมกว่า2แสนคน เงินสะพัด27ล้าน รวมแล้วกระฉูดกว่า60ล้าน ชี้ ไม่ใช่แค่ขายของลดราคา แต่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 2 พร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ครอบคลุมทั้ง 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 217,619 คน

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินโครงการในครั้งที่ 2 มีร้านค้าเข้าร่วมรวม 9,721 ร้าน ประกอบด้วย ร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ร้านค้า OTOP และร้านค้าชุมชน/SMEs พร้อมนำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่ายในราคาประหยัด รวมจำนวนสินค้ากว่า 153,856 ชิ้น

    ผลการดำเนินงานสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 27.11 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 6.23 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายชุมชน ในการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    เมื่อรวมผลการดำเนินงาน “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พบว่า สามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 60.85 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 13.66 ล้านบาท แล้ว

    สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรี และจังหวัดราชบุรี ขณะที่อำเภอที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

    ด้านสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และน้ำตาล ส่วนสินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายดี ได้แก่ อาหาร เครื่องแต่งกาย และเครื่องดื่ม ขณะที่สินค้าชุมชนที่ประชาชนเลือกซื้อจำนวนมาก ได้แก่ อาหารสด วัตถุดิบประกอบอาหาร และอาหารแปรรูป

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลไกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อกระจายสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด ให้เข้าถึงประชาชนทุกชุมชนทั่วประเทศ

    “โครงการไทยช่วยไทย ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมลดราคาสินค้า แต่เป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสมอย่างทั่วถึง” นางสาวลลิดา กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1233220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QJQ18ByXY0ieDEHpswAZX

  • เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน

    เปิดรายละเอียดพ.ร.ก.กู้เงินพลังงานปี 2569 แบ่งวงเงินคนละครึ่ง 2 แสนล้านบาท ระหว่างการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน กับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนและคาร์บอนเครดิต ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ฯ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    รายงานพิเศษ: เจาะลึกกลไก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่าวิกฤตพลังงาน 2569

    สรุปใจความสำคัญและเหตุผลความจำเป็น

    รัฐบาลมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2569 เนื่องจากวิกฤตการณ์ราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก รัฐจึงต้องมีงบประมาณวงเงิน 400,000 ล้านบาท สำหรับเข้าแทรกแซงสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

    กรอบวงเงินและกำหนดระยะเวลาการกู้เงิน

    ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้รับอำนาจกู้เงินรวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องดำเนินการกู้เงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบบพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    รายละเอียด 2 แผนงานหลักตามบัญชีท้าย พ.ร.ก.

    งบประมาณถูกจัดสรรแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ดังนี้ 

    • แผนงานที่ 1: เน้นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อประคับประคองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
    • แผนงานที่ 2: เน้นการเปลี่ยนผ่านและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การลงทุนในพลังงานทดแทน ระบบคาร์บอนเครดิต การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์

    โครงสร้างการบริหารและหน่วยงานผู้รับผิดชอบ

    การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้อนุมัติแผนงานตามที่เสนอ, กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการกู้เงินและบริหารจัดการหนี้สาธารณะ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโครงการกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

    องค์ประกอบและหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ

    คณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมด้วย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, เลขาธิการ สศช. และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 5 คน มีอำนาจพิจารณากลั่นกรองโครงการ ตรวจสอบการใช้จ่าย และกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบที่เคร่งครัด เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคเศรษฐกิจ

    มาตรการควบคุมความโปร่งใสและการติดตามผล

    เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ต้องรายงานความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรคต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และมีอำนาจในการเสนอให้ปรับลดวงเงินหรือยุติโครงการทันทีหากพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังต้องจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุนของภาครัฐในระยะยาว

    แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : ราชกิจจานุเบกษา (คลิก)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/blogs/politics/domestic/742133&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Px0q4kkaRzCt3gu-iInGz

  • ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    ไทยเตรียมความพร้อม! เจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลกปี 69 เล็งยกระดับเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.11 น.

    นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ถกไทยเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ IMF World Bank ปี 69 ต้อนรับผู้ร่วมประชุมกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ เล็งเป็นโอกาสดันการเงิน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยวไทยในเวทีโลก

    10 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อเตรียมการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมเศรษฐกิจการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก

    โดยนายกฯ ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้อย่างมาก เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางการเงิน

    น.ส.รัชดา กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศของโลก ที่เคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมดังกล่าวถึง 2 ครั้ง โดยอีก 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และตุรกี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกต่อศักยภาพและเสถียรภาพของไทย

    สำหรับการประชุมประจำปีฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ โดยรัฐบาลไทยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกกว่า 15,000 คน ทั้งรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนจากประเทศสมาชิกกว่า 191 ประเทศ

    “ท่านนายกฯ ได้ให้แนวทางกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ต้องทำให้การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการส้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่คือโอกาสสร้างประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ การเรียนรู้เทคโนโลยีการเงินใหม่ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการลงทุน การท่องเที่ยว และ Soft Power ของไทยสู่สายตามผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ที่เดินทางมาจากทั่วโลก” น.ส.รัชดา กล่าว

    ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดแนวคิดหลักของการประชุมว่า “Thailand’s New Horizon: Empowering People, Building Resilience” เพื่อสะท้อนบทบาทประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ยืดหยุ่น และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

    – 006

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LlYCYsBZVwTHdaJHadu8i

  • สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

    สนธิรัตน์ แนะ 5 หลักคิดใช้งบรัฐ ต้องสร้างศักยภาพใหม่ ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจชั่วคราว

    วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.44 น.

    10 พฤษภาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสังคมไทยควรช่วยกันตั้งคำถามอย่างสร้างสรรค์ คือ “คุณภาพของการใช้เงิน” สำคัญไม่แพ้ “ปริมาณของเงิน”

    ที่ผ่านมา เวลาประเทศเผชิญวิกฤต เรามักคุ้นเคยกับแนวคิดการอัดฉีดเม็ดเงินขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในหลายสถานการณ์ก็เป็นสิ่งจำเป็น

    แต่โลกยุคใหม่ การใช้งบประมาณของรัฐไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ใช้เงินได้เร็วแค่ไหน”

    แต่ต้องวัดว่า “สร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศได้หรือไม่”

    เงินกู้จำนวนมหาศาล จึงไม่ควรจบลงเพียงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรเป็นโอกาสในการวางรากฐานระยะยาวให้ประเทศด้วย

    ผมคิดว่า มีหลักคิดสำคัญที่ควรนำมาใช้กำกับการใช้งบประมาณครั้งนี้เพิ่มเติม

    – ทุกโครงการควรตอบคำถามให้ได้ว่า “ประเทศไทยจะแข็งแรงขึ้นอย่างไรหลังใช้งบนี้” ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราว

    – ต้องสร้างเศรษฐกิจที่กระจายโอกาส ไม่ใช่กระจุกตัว เม็ดเงินภาครัฐไม่ควรหมุนอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือเมืองหลัก แต่ต้องเปิดโอกาสให้ SME วิสาหกิจชุมชน และคนตัวเล็กเข้าถึงได้จริง

    – งบประมาณควรถูกใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี การศึกษา ทักษะแรงงาน พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต

    – ต้องกล้ายกเลิกโครงการที่ไม่คุ้มค่า การรักษาวินัยทางการคลัง ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้เงิน แต่หมายถึงการกล้าหยุดสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ แม้จะผ่านการอนุมัติไปแล้วก็ตาม

    – ประเทศไทยต้องสร้าง “วัฒนธรรมความรับผิดชอบต่อเงินสาธารณะ” ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ข้าราชการ เอกชน หรือประชาชน ต้องร่วมกันมองว่าเงินงบประมาณคือเงินของประเทศ ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

    ผมเชื่อว่า คนไทยไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนาประเทศ และไม่ได้ปฏิเสธการลงทุนของรัฐ

    แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการ คือความมั่นใจว่า ทุกบาททุกสตางค์จะถูกใช้ด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    เพราะสุดท้ายแล้ว ความเข้มแข็งของประเทศ ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินมากที่สุด แต่เกิดจากการใช้เงินอย่างมีวิสัยทัศน์และมีความรับผิดชอบมากที่สุด

    #สนธิรัตน์ #ความเข้มแข็งของประเทศ

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vpzTSKXEEqL5965vZvuNR