Category: เศรษฐกิจ

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    set

    set

    • ข้อมูลการซื้อขาย

      ผลิตภัณฑ์

      ดัชนี

      ข้อมูลและสถิติ

      ข่าวและการแจ้งเตือน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

      ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

    • ผู้ออกหลักทรัพย์

      การออกตราสารทุน

      ข้อมูล IPO

      การเป็นบริษัทจดทะเบียน

      รายชื่อบริษัทจดทะเบียน/หลักทรัพย์

    • กฎเกณฑ์และการกำกับ

      เกณฑ์และการกำกับ

    • บริการ

      บริการเชื่อมต่อและข้อมูล

      บริการซื้อขาย

      บริการหลังการซื้อขาย

      บริการเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

      บริการสำหรับสมาชิก

      บริการสำหรับนักลงทุนสถาบัน

      บริการอื่นๆ

    • ความรู้และวิจัย

      ความรู้

    • เกี่ยวกับ ตลท.

      กลุ่ม ตลท.

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D105601801%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw338Gw1vLQ12M4SGhE49KZD

  • สลดอำนาจเจริญ! หนุ่มใหญ่เครียดปัญหาเศรษฐกิจ ผูกคอลาโลกในคอกวัว

    สลดอำนาจเจริญ! หนุ่มใหญ่เครียดปัญหาเศรษฐกิจ ผูกคอลาโลกในคอกวัว

    สลดอำนาจเจริญ! หนุ่มใหญ่เครียดปัญหาเศรษฐกิจ ผูกคอลาโลกในคอกวัว

    วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.47 น.

    สลดอำนาจเจริญ! หนุ่มใหญ่เครียดปัญหาเศรษฐกิจ ผูกคอลาโลกในคอกวัว

    วันที่ 3 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอำนาจเจริญ อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ รับแจ้งเหตุ ผูกคอตาย 1 ราย ที่คอกวัว หลังบ้านไม่มีเลขที่ ตำบลโนนโพธิ์ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ให้ไปร่วมชันสูตรพลิกศพด้วย จากนั้นได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นรีบรุดยังที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยอำนาจเจริญ แพทย์เวรโรงพยาบาลอำนาจเจริญ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง

    ที่เกิดเหตุ อยู่ด้านทิศใต้ของหมู่บ้านโนนโพธิ์ ใกล้กับทุ่งนา พบชาวบ้านจำนวนหนึ่งยืนรอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่หน้าบ้าน จากนั้น นำทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นบริเวณคอกวัวหลังบ้าน พบ ผู้เสียชีวิตผูกคอกับคามไม้กลางคอกวัว ลิ้นจุกปากแขวนโตงเตง เป็นที่หวาดผวาแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก ต่อมาให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย ใช้มีดตัดเชือกออกจากคอผู้เสียชีวิต นำลงมาวางที่พื้นดิน เพื่อชันสูตรพลิกศพ ผลการชันสูตรพลิกศพ พบรอยเชือกรัดรอบลำคอเป็นรอยเขียวช้ำ เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ เป็นเวลาหลายชั่วโมง

    ต่อมา ทราบชื่อผู้เสียชีวิตคือ นายสมคิด อายุ 51 ปี มีอาชีพทำนา โดยเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นเสาหลักในการหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว (ภรรยาและบุตรอีก 3 คน) หากว่างจากทำนาจะเดินทางไปรับจ้างแบกของลงจากรถให้กับร้านค้า แต่มาระยะหลังรถได้มีคนแบกของมาด้วยจึงไม่มีงานทำ รอทำนาขายข้าวอย่างเดียว ช่วงนี้ทำให้ว่างงาน ประกอบกับมีบุตรกำลังเรียนอยู่ 3 คน ต้องใช้เงินไปเรียนทุกวันและหาเงินไม่ได้ เกิดความเครียด ไม่มีทางออก อาศัยคนในบ้านเผลอนอนหลับ จึงแอบออกจากบ้านกลางดึกยึดคอกวัวเป็นสุสาน ผูกคอตายเพื่อจบปัญหาชีวิต

    จนกระทั่ง ภรรยาตื่นขึ้นมาไม่เห็นสามีนอนอยู่ในห้องจึงออกตามหา พบว่าสามีผู้คอเสียชีวิตที่คอกวัวเสียแล้ว และแจ้งให้ตำรวจตรวจสอบ อย่างไรก็ตามทางญาติไม่ติดใจในคดีจึงให้นำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดใกล้บ้านต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/981034&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ie1YHU4xf4qyksmXcACRG

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 4 สิงหาคม 2569

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 4 สิงหาคม 2569

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/164985&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GG39yIEf107QeVIwHfCX9

  • การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ “สุขภาพ” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชัน แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี ระบุว่า ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

    หากมองให้ลึกลงไปจะพบว่า “นักวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้งมักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ทวอตช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน “ทุกกิโลเมตร” ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

    เคทีซีกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ “Wellness Economy” หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชัน มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

    เมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่งไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1043447/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mEFM_VsAtnDEYu-ynJ9-4

  • นายกฯ ไม่ปิดทาง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ เฟส 2 ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลไม่ประชานิยม ขอเวลา 3 ปีพิสูจน์ผลงาน

    นายกฯ ไม่ปิดทาง ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ เฟส 2 ชี้ต้องดูงบฯ-เศรษฐกิจ ย้ำรัฐบาลไม่ประชานิยม ขอเวลา 3 ปีพิสูจน์ผลงาน

    วันนี้ (2 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการรับฟังเสียงสะท้อนต่อโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อเสนอให้อยากดำเนินโครงการต่อในไตรมาสหน้าว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รัฐบาลต้องพิจารณา แต่ต้องดูด้วยว่ามีความเหมาะสมกับสถานการณ์และงบประมาณทางเศรษฐกิจหรือไม่ โดยยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม แต่เป็นรัฐบาลที่ทำให้ทุกคนยืนอยู่บนขาของตนเองได้ หากจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจเดินหน้า รัฐบาลก็จะดำเนินการเป็นช่วง ๆ

    ส่วนกระแสตอบรับโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60:40’ เป็นอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรีถามกลับผู้สื่อข่าวว่า ‘ได้ใช้หรือไม่ ชอบหรือเปล่า ถ้าชอบก็ขอให้พูดดัง ๆ หน่อย’

    เมื่อถามถึงผลสำรวจของนิด้าโพลที่ระบุว่าประชาชนมองว่าโครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยประชาชนได้จริง แต่ยังลังเลว่าจะสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะยังมีเวลาอีก 3 ปี ให้ประชาชนพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจริงใจและความตั้งใจหรือไม่ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน รัฐบาลไม่สามารถประเมินหรือตัดสินตัวเองได้ สิ่งที่ทำได้คือทำงานให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า หากคนกลุ่มนี้บริหารประเทศต่อ จะได้รับประโยชน์อะไรจากการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร รัฐบาลก็พร้อมยอมรับทุกกรณี

    เมื่อถามว่า หากมีโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เฟส 2 จะมีโอกาสเพิ่มวงเงินจากวันละ 200 บาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขอให้ไปถาม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนที่นายกรัฐมนตรีแต่งกายด้วยกางเกงขาสั้น ซึ่งบังเอิญตรงกับกระแสดรามาที่มีต่อนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นายกรัฐมนตรีกล่าวเพียงว่า ‘ก็ลมมันเย็น Prickly heat’

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/anuthin-thai-chuay-thai-plus-phase2/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dva4zK64K2LeQ5EmnMO7-

  • ธนาคารโลกคงคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปีนี้ ไว้ที่ 3.7%

    ธนาคารโลกคงคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปีนี้ ไว้ที่ 3.7%

    วันนี้, 20:50น.

              ธนาคารโลกคงการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ในปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 3.7 และเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปีหน้ามีแนวโน้มที่จะช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

              นายซาเฟอร์ มุสตาฟาโอกลู ผู้อำนวยการฝ่ายธนาคารโลกประจำประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และบรูไน กล่าวในการประชุมเศรษฐกิจที่กรุงมะนิลา ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงในปีนี้ เนื่องจากการลงทุนที่อ่อนแอ การบริโภคที่ถูกจำกัด และความไม่ยั่งยืน แต่การคาดการณ์ในครั้งนี้ ยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 4.1 ที่คาดการณ์ไว้สำหรับเศรษฐกิจกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเล็กน้อย

              ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะฟื้นตัวขึ้นเป็นร้อยละ 5.2 ในปี 2570 ซึ่งต่ำกว่าร้อยละ 5.6 ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมิถุนายน และจะแตะระดับร้อยละ 5.5 ในปี 2570 เนื่องจากการลงทุนภาครัฐค่อยๆ ฟื้นตัวและสภาพเศรษฐกิจดีขึ้น

              ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลฟิลิปปินส์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตราร้อยละ 3.5 ถึง 4.5 ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางและเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้การใช้จ่ายของรัฐบาลชะลอตัวลง

              นอกจากนี้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ ยังเติบโตร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการอนุมัติงบประมาณที่ล่าช้า

              คาดการณ์ อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยของปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 5.8 ซึ่งต่ำกว่าที่ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 6-7 แต่คาดว่า จะลดลงเหลือร้อยละ 5.2 ในปี 2570 เนื่องจากการลงทุนภาครัฐค่อยๆ ฟื้นตัว และธนาคารกลางกลับมาดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอีกครั้ง

              ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินเปโซยังกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูง ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้บริหารด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลคาดการณ์ว่า ค่าเงินเปโซจะอยู่ที่ 60 ถึง 62 เปโซต่อดอลลาร์ ในช่วงปี 2569 ถึง 2573

    #ฟิลิปปินส์

    #เศรษฐกิจ

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163437&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dRRX0npYvN5mV0DJTchrY

  • จีนกร้าว! ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ ปฏิเสธข้อกล่าวหา ‘ผลิตล้นเกิน’

    จีนกร้าว! ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ ปฏิเสธข้อกล่าวหา ‘ผลิตล้นเกิน’

    ก่อนเปิดเจรจาการค้ากับสหรัฐและยุโรป จีนส่งสัญญาณชัด ‘ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ’ พร้อมยืนกรานเดินหน้าหนุน ‘อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี’ แม้ถูกตะวันตกกล่าวหาว่าเป็น ต้นตอของกำลังการผลิตล้นเกินและการทุ่มตลาดโลก

    จีนกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะ “ไม่เปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ” ตามแรงกดดันจากตะวันตก โดยเดินหน้าปกป้องนโยบายที่ให้ความสำคัญกับ “การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง” มากกว่าการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ก่อนการเจรจาการค้าครั้งสำคัญกับทั้งสหรัฐ และสหภาพยุโรปในช่วงปลายปีนี้ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นต่อการเกินดุลการค้าของจีนซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า แม้สหรัฐและยุโรปจะวิจารณ์ว่า จีนอุดหนุนภาคการผลิตอย่างหนักจนเกิด “กำลังการผลิตล้นเกิน” (Overcapacity) และส่งสินค้าราคาถูกออกสู่ตลาดโลก กระทบผู้ผลิตในประเทศอื่น แต่รัฐบาลปักกิ่งยืนยันว่า แนวทางดังกล่าวเป็นผลจากรูปแบบการพัฒนาประเทศที่เหมาะสมกับจีน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ว่าเป็น ข้ออ้างทางการเมืองและการกีดกันทางการค้า

    ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน กระทรวงพาณิชย์จีนได้เผยแพร่เอกสารแสดงจุดยืนเกี่ยวกับประเด็น “กำลังการผลิตส่วนเกินที่ถูกกล่าวอ้าง” โดยกล่าวหาชาติตะวันตกว่าใช้นโยบายกีดกันทางการค้า พร้อมปฏิเสธว่า ปัญหาดังกล่าวไม่มีอยู่จริง และระบุว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ตั้งอยู่บน “ตรรกะที่บกพร่อง” และ “มีแรงจูงใจแอบแฝง”

    นอกจากนี้ วารสารทฤษฎีหลักของพรรคคอมมิวนิสต์จีน Qiushi ยังตีพิมพ์บทความเมื่อเดือนกรกฎาคม ปกป้องระดับการบริโภคภายในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำของจีน โดยระบุว่าเป็นผลลัพธ์ที่ “สมเหตุสมผลตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์” ของโมเดลการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน เพื่อไล่ตามประเทศพัฒนาแล้ว

    ไม่เพียงเท่านั้น ในเดือนนี้ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ได้ตอบโต้คำเตือนเกี่ยวกับ “China Shock 2.0” ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่บริษัทจีนเข้าครอบงำอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและเบียดคู่แข่งตะวันตก โดยเปลี่ยนกรอบการอธิบายใหม่ว่า นี่คือ “China Opportunity 2.0” หรือโอกาสครั้งใหม่ของเศรษฐกิจโลก

    สวี่ เทียนเฉิน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Economist Intelligence Unit มองว่า การสื่อสารของจีนในช่วงนี้มีเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือ สร้างความเข้าใจว่าทำไมจีนจึงเลือกโมเดลเศรษฐกิจเช่นนี้ และส่งสัญญาณว่า เรื่องดังกล่าวเป็น “เส้นแดง” ที่จีนไม่พร้อมยอมอ่อนข้อในการเจรจาการค้ากับชาติตะวันตก

    อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังตั้งข้อกังวลว่า การพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป ท่ามกลางการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอ อาจสร้างแรงกดดันต่อทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนเอง โดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ระบุว่า สำหรับบริษัทจีนเกือบ 60% การขยายส่วนแบ่งตลาดสามารถอธิบายได้จาก “เงินอุดหนุนของภาครัฐ” โดยกำลังการผลิตส่วนเกิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการส่งออกของจีน และอาจทำให้ความขัดแย้งทางการค้ากับประเทศคู่ค้าทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต

    ถึงกระนั้น ปักกิ่งยังแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า จะสามารถบริหารความขัดแย้งทางการค้ากับทั้งสหรัฐ และยุโรปได้ โดยไม่จำเป็นต้องยอมปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนว่าจีนอาจกำลังเข้าสู่การเจรจารอบใหม่ด้วยท่าทีที่มั่นใจและแข็งกร้าวกว่าที่ผ่านมา

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1245778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3scMRW8kVyJzexOs2t2bC-

  • เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่ง วอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่ง วอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เตาเผาและเครื่องจักร สำหรับทำชามตราไก่ และผลิตภัณฑ์เซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด ส่วนใหญ่ต้องหยุดเดินเครื่อง ไฟที่เคยส่องสว่างถูกปิดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากขณะนี้ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามา จากเคยมีพนักงาน 200-300 คน ขณะนี้เหลือเพียงไม่กี่คนที่เข้ามาทำงาน

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    นางสุภัตรา อินผูก พนักงานทำเซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด จ.ลำปาง บอกกว่า อดีตเคยมีงานทำทุกวัน มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว แต่ล่าสุดขณะนี้เข้ามาทำงานเพียงสัปดาห์ละ 1-2 วันเท่านั้น บางส่วนต้องหางานพิเศษอย่างอื่นทำเสริมเพื่อให้อยู่รอด

    สุภัตรา อินผูก พนักงานทำเซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด จ.ลำปาง

    สุภัตรา อินผูก พนักงานทำเซรามิก ของบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด จ.ลำปาง

    นายกิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์ กรรมการผู้จัดการบริษัทลำปางศิลปนคร จำกัด และนายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ประกอบการเซรามิก เริ่มได้รับผลกระทบมาตั้งแต่หลังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด 19 จึงมีการปรับตัวและประคับประคองมาโดยตลอด จนล่าสุดเมื่อไม่มีคำสั่งซื้อ ประกอบกับมีสินค้าจากจีนเข้ามาตีตลาดในราคาที่ถูกกว่ามาก อย่างถ้วยตราไก่ใช้ต้นทุนประมาณใบละ 20 บาท แต่ของจีนขายเพียง 10-15 บาทเท่านั้น จึงจำเป็นต้องปิดโรงงานชั่วคราว ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการกำลังเดือดร้อนหนัก

    กิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์  นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง

    กิติศักดิ์ สินวนาทรัพย์ นายกสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง

    ข้อมูลของสมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง ระบุว่าจังหวัดลำปางมีผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กกว่า 200 แห่ง ขณะนี้ได้มีการปิดกิจการไปแล้วกว่า 100 แห่ง หรือเกินครึ่ง เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุน รวมถึงไม่มีการสั่งซื้อเข้ามา

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    สำหรับการขายผลิตภัณฑ์เซรามิก ของจังหวัดลำปางร้อยละ 50 ส่งออกต่างประเทศ ขณะนี้ยังพอขายได้ทำให้ผู้ประกอบการพออยู่ได้อยู่ และอีกร้อยละ 50 ส่งขายภายในประเทศ แต่ขณะนี้มียอดขายรวมเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    เซรามิกลำปางวิกฤต โรงงานปิดแล้วกว่าครึ่งวอนรัฐเร่งช่วยเหลือ

    สมาคมเครื่องปั้นดินเผาลำปาง มองว่า ในอดีตผลิตภัณฑ์เซรามิกของจังหวัดลำปาง เคยสร้างรายได้ถึงปีละประมาณ 3,500 ล้านบาท แต่ขณะนี้มีรายได้รวมเพียงประมาณ 1 พันล้านเท่านั้น ซึ่งหายไปถึง 2 ใน 3 ส่วน จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหามาตรการเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะการหาตลาดต่างประเทศ การสนับสนุนใช้ของไทย รวมถึงการลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะก๊าซแอลพีจีสำหรับการเตาเผา รวมถึงน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะหากไม่มีการทำอะไรเชื่อว่า กลุ่มผู้ประกอบการจะทยอยปิดโรงงานเพิ่มอีกหลังจากนี้

    รายงาน : เกษม แซ่กือ ผู้สื่ออาวุโสข่าวไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XWefU7DaY2jOWL2Uq5nab

  • ทรัมป์ยืนยันสหรัฐฯ ร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน ชี้เป็น ‘สัญญาณมิตรภาพ’ ต่อญี่ปุ่น

    ทรัมป์ยืนยันสหรัฐฯ ร่วมแทรกแซงค่าเงินเยน ชี้เป็น ‘สัญญาณมิตรภาพ’ ต่อญี่ปุ่น

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อพยุงค่าเงินเยน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็น “สัญญาณมิตรภาพ” ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก นับเป็นปฏิบัติการร่วมครั้งแรกระหว่างสองประเทศในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ

    สหรัฐฯ ยืนยันปฏิบัติการร่วม

    ทรัมป์ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ว่า “เราสนับสนุนญี่ปุ่นเพราะความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อกัน” พร้อมเสริมว่าการแทรกแซงครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินแก่สหรัฐฯ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย ทรัมป์ยังกล่าวติดตลกถึงเหตุการณ์เพิร์ลฮาร์เบอร์ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์

    แบงก์ชาติสหรัฐฯ ขายยูโรซื้อเยน

    หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ดำเนินการขายยูโรเพื่อซื้อเงินเยนในนามกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ผิดปกติ การแทรกแซงเกิดขึ้นหลังจากเงินเยนดิ่งลงแตะระดับ 163.24 เยนต่อดอลลาร์เมื่อเดือนที่ผ่านมา อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986

    ญี่ปุ่นยืนยันพร้อมแทรกแซงเพิ่มเติม

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ซัตสึกิ คาตายามะ ยืนยันการดำเนินการร่วมดังกล่าว โดยระบุว่ากระทรวงได้ “ซื้อเงินเยนโดยประสานงานกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ” เพื่อรับมือกับความผันผวนที่มากเกินไปของค่าเงินเยน พร้อมเตือนว่าจะไม่ลังเลที่จะดำเนินการแทรกแซงเพิ่มเติมหากจำเป็น

    มูลค่าการแทรกแซงมหาศาล

    รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สกอตต์ เบสเซนต์ โพสต์บน X ยืนยันการดำเนินการด้านอัตราแลกเปลี่ยนร่วม โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น นักวิเคราะห์ที่อ้างโดยไฟแนนเชียล ไทมส์ ประเมินมูลค่าการแทรกแซงทั้งหมดอยู่ที่ราว 8.45 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 52,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นิกเคอิระบุตัวเลขอยู่ที่ 6-7 ล้านล้านเยน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/trump-us-japan-yen-intervention-signal-of-friendship&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-wOYZ-Ka2RdWkEAKf0XrS

  • “สว.มังกร” นำคณะ สว.เหนือถกสภาลมหายใจเชียงใหม่ ดันแก้ PM 2.5 ยั่งยืน-หนุนป่าชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “สว.มังกร” นำคณะ สว.เหนือถกสภาลมหายใจเชียงใหม่ ดันแก้ PM 2.5 ยั่งยืน-หนุนป่าชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    นายมังกร ศรีเจริญกูล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดน่าน พร้อมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ หารือร่วมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่และเครือข่ายป่าชุมชน เพื่อรับฟังข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างยั่งยืน พร้อมติดตามการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านโมเดลชุมชนสร้างสรรค์ “โหล่งฮิมคาว” อำเภอสันกำแพง

    การลงพื้นที่เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 นำโดยนายพละวัต ตันศิริ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน กลุ่มภาคเหนือ (ตอนบน) พร้อมด้วยนายมังกร ศรีเจริญกูล นางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล และนายธีระศักดิ์ อรัญพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ร่วมประชุมกับนายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่ และเครือข่ายภาคประชาชน ในประเด็นการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM 2.5 เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่

    ที่ประชุมสะท้อนว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และหมอกควันเป็นวิกฤตเรื้อรังของภาคเหนือตอนบน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิต และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของพื้นที่ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของภาคประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคมในการผลักดันนโยบายด้านอากาศสะอาดจากระดับพื้นที่สู่ระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

    นอกจากนี้ คณะสมาชิกวุฒิสภายังได้หารือร่วมกับผู้แทนสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเสนอให้ใช้กลไกป่าชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไฟป่าและลดฝุ่น PM 2.5 พร้อมยื่นข้อเสนอ 4 ประการ ได้แก่ การขยายมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อสนับสนุนการดูแลป่าชุมชน การจัดทำแผนบริหารจัดการป่าและสิ่งแวดล้อมระยะ 5 ปี การยกระดับป่าชุมชนเป็นกลไกหลักในการป้องกันไฟป่า และการให้วุฒิสภาติดตามเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

    คณะสมาชิกวุฒิสภาได้รับข้อเสนอทั้งหมดไว้ เพื่อดำเนินการตามบทบาทและอำนาจของวุฒิสภา ทั้งด้านการผลักดันเชิงนโยบาย การประสานงาน และการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าเกิดผลอย่างยั่งยืน

    ภายหลังการประชุม คณะสมาชิกวุฒิสภาได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมชุมชนโหล่งฮิมคาว อำเภอสันกำแพง เพื่อติดตามการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากผ่านย่านสร้างสรรค์ของชุมชน โดยเยี่ยมชมตลาดงานหัตถกรรม ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ งานเซรามิก และพบปะผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อศึกษาแนวทางการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ซึ่งช่วยสร้างรายได้และกระจายประโยชน์สู่คนในชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1650687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jw91GqbDc-lOkwVN7pLrO