Category: เศรษฐกิจ

  • ไทย-อินโดนีเซีย ยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ ลงนาม MOU 4 ฉบับ

    ไทย-อินโดนีเซีย ยกระดับพันธมิตรเศรษฐกิจ ลงนาม MOU 4 ฉบับ


    นายกฯร่วมสักขีพยานแลก MOU ไทย–อินโดนีเซีย ดันการท่องเที่ยว การตลาด ตลาดคาร์บอน และเศรษฐกิจ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ตอกย้ำความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การเงิน

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังการกล่าว ปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speech) เปิดงาน Business Forum นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ได้แก่

    1. MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia)

    2. MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia)

    3. MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    4. MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย

    นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยานในพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อของ Maspion Bank เป็น PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ทางการ ซึ่งได้รับการอนุมัติตามมติคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลภาคการเงินอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยการลงทุนของธนาคารไทยในอินโดนีเซียสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทยต่อศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย และเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันการเงินไทยในการขยายบทบาทและสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    การเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยน MOU ทั้ง 4 ฉบับ และพิธีรับมอบใบอนุมัติการเปลี่ยนชื่อ PT Bank Kasikorn Indonesia Tbk ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมของความสัมพันธ์ไทย–อินโดนีเซีย ที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยวเศรษฐกิจ การค้า การเงินและการลงทุน ตลอดจนความร่วมมือในระดับภูมิภาค เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และการเติบโตอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศและภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/45400&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TZbpkAz8XAe9Cdy5G6ii3

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (4 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (4 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (4 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (4 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 11.01 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (4 ส.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665568&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gflJoo3W_SLdHJOTxIgV3

  • ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดเช้าลบ 126.97 จุด กังวลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นฮ่องกง: ฮั่งเส็งปิดเช้าลบ 126.97 จุด กังวลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าลดลงในวันนี้ (4 ส.ค.) เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรหลังดัชนีปิดแดนบวกติดต่อกัน 6 วันทำการ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลังจีนเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซา

    ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] ปิดภาคเช้าที่ระดับ 25,882.43 จุด ลดลง 126.97 จุด หรือ -0.49%

    ทั้งนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีน หรือ RatingDog China General Manufacturing PMI ซึ่งรวบรวมโดย S&P Global ลดลงสู่ระดับ 50.9 ในเดือนก.ค. จากระดับ 51.7 ในเดือนมิ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 52

    ข้อมูลดังกล่าวของภาคเอกชนออกมาสอดคล้องกับที่สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนรายงานก่อนหน้านี้ว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตร่วงลงสู่ระดับ 49.2 ในเดือนก.ค. จากระดับ 50.3 ในเดือนมิ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 50

    ส่วนดัชนี PMI นอกภาคการผลิต ซึ่งรวมถึงกิจกรรมในภาคก่อสร้างและการบริการ อยู่ที่ระดับ 49 ในเดือนก.ค. ลดลงจากระดับ 50.2 ในเดือนมิ.ย. โดยดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัว

    ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนยังคงชะลอตัว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนในไตรมาส 2/2569 ขยายตัวเพียง 4.3% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบกว่า 3 ปี และต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายตลอดทั้งปีที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 4.5%-5%

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจจีนเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนก.ค.จาก RatingDog ในวันพุธ (5 ส.ค.) รวมถึงยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนก.ค. ในวันศุกร์ (7 ส.ค.)

    โดย ปรียพรรณ มีสุข/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/625609&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3J_7aqCh4lC6_rjTjHm2Kx

  • กติกาใหม่ ILO คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม แต่กฎหมายไทยยังเปิดช่องโหว่

    กติกาใหม่ ILO คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม แต่กฎหมายไทยยังเปิดช่องโหว่

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TG14NSr-4NyfkkRwMrwuj

  • เศรษฐกิจชนบทไทยไม่เคยเป็น ‘อิสระ’ จาก ‘ความเป็นอื่น’

    เศรษฐกิจชนบทไทยไม่เคยเป็น ‘อิสระ’ จาก ‘ความเป็นอื่น’

    สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ

    องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/decode/20270801-thai-rural-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2prghBb8j6L0pYgBggn5LC

  • “คอร์รัปชัน”ความกังวลอันดับ 1 ของคนไทย เศรษฐกิจเริ่มฟื้น กำลังซื้อกลับมา แต่โจทย์ใหญ่ยังไม่หายไป

    “คอร์รัปชัน”ความกังวลอันดับ 1 ของคนไทย เศรษฐกิจเริ่มฟื้น กำลังซื้อกลับมา แต่โจทย์ใหญ่ยังไม่หายไป

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความรู้สึกของคนไทยต่อเศรษฐกิจมักเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งค่าครองชีพที่สูง หนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อที่อ่อนแรง แต่ผลสำรวจ What Worries the World? และ Global Consumer Confidence Index ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ของ Ipsos (บริษัทวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค)เริ่มสะท้อนสัญญาณที่แตกต่างออกไป

    โดยผลสำรวจพบว่า คนไทยเริ่มมองว่าเศรษฐกิจกำลังค่อย ๆ ดีขึ้น และกลับมามีความมั่นใจในการใช้จ่ายมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน

    อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าความกังวลจะหมดไป เพราะเมื่อถามถึงปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ คำตอบอันดับหนึ่งยังคงเป็น “คอร์รัปชัน”

    ผลสำรวจพบว่า 53% ของคนไทย ระบุว่า การทุจริตและคอร์รัปชันทางการเงินและการเมือง เป็นหนึ่งในปัญหาที่น่ากังวลที่สุดของประเทศ แม้ตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน แต่ยังสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 7 จุด

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า สำหรับผู้บริโภคไทย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความน่าเชื่อถือของสถาบันต่าง ๆ ยังเป็นคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ

    อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ อาชญากรรมและความรุนแรง กลับมาติด 5 อันดับความกังวลของคนไทยอีกครั้ง โดยมีผู้ตอบแบบสำรวจ 23% ระบุว่าเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

    แนวโน้มนี้สอดคล้องกับภาพรวมทั่วโลก ซึ่ง Ipsos พบว่า “อาชญากรรมและความรุนแรง” ขยับขึ้นเป็นความกังวลอันดับ 1 ของประชาชนในหลายประเทศ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่มั่นคงที่เพิ่มขึ้น

    แม้จะมีความกังวลหลายด้าน แต่ผลสำรวจยังพบสัญญาณบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย 56% ของคนไทย เชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพิ่มขึ้น 6 จุดจากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้นถึง 15 จุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ขณะที่ 41% มองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ดี เพิ่มขึ้น 10 จุดจากเดือนมิถุนายน แม้ว่าคนส่วนใหญ่ หรือ 59% ยังเห็นว่าเศรษฐกิจเผชิญความท้าทายอยู่ก็ตาม

    ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นยังสะท้อนมายังพฤติกรรมการใช้จ่าย

    ผลสำรวจระบุว่า 63% ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกสบายใจมากขึ้นในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนก่อน ขณะที่ 48% รู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ และ 49% คาดว่าสถานะทางการเงินของตนเองจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า

    ทั้งนี้ Ipsos มองว่า ความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวอาจได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ

    อย่างไรก็ดี แม้ผู้บริโภคจะเริ่มเปิดใจกลับมาจับจ่ายมากขึ้น แต่การใช้เงินยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยให้น้ำหนักกับสินค้าจำเป็นมากกว่าการตัดสินใจซื้อสินค้าราคาสูง

    ภาพรวมของผลสำรวจครั้งนี้จึงสะท้อนว่า คนไทยเริ่มมีความหวังต่อเศรษฐกิจมากขึ้น 

    แต่การสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวยังไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว หากยังผูกโยงกับ “ความไว้วางใจ” ต่อระบบเศรษฐกิจ ภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพราะในวันที่ผู้บริโภคเริ่มกล้าควักกระเป๋า สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่ราคาที่คุ้มค่า แต่ยังรวมถึงความโปร่งใส ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นว่า ระบบที่อยู่รอบตัวกำลังเดินไปในทิศทางที่พวกเขาไว้วางใจได้.

    ที่มา : Ipsos 

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

    ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2950415&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d7kZYtlf1kJKASScrBkeg

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 04 สิงหาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 04 สิงหาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.57 น.


    กลยุทธ์ : รอลุ้น Nonfarm
    แนวต้าน : $4,130 , 65,000 บาท
    แนวรับ : $4,000 , 63,900 บาท
    .

    ราคาทองคำเช้าวันนี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ ได้ แต่ยังขาดปัจจัยใหม่เข้ามาผลักดันทิศทาง นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตาม ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในคืนวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และทิศทางราคาทองคำในระยะสั้น
    .

    ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดยังออกมาแข็งแกร่ง โดยดัชนี ISM ภาคการผลิต ปรับขึ้นสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังเติบโตและแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังไม่หมด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของทองคำ อย่างไรก็ตาม แรงขายจากนักเก็งกำไรเริ่มลดลง ขณะที่ธนาคารกลางหลายประเทศและจีนยังทยอยสะสมทองคำต่อเนื่อง รวมถึงการอ่อนค่าของดอลลาร์หลังเงินเยนแข็งค่าจากการแทรกแซงของญี่ปุ่น ยังเป็นปัจจัยช่วยพยุงราคาทองคำไว้
    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังแกว่งตัวในกรอบ Sideway-Up โดยมีแนวรับสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ หรือ 63,900 บาท และแนวต้านที่ 4,130 ดอลลาร์ หรือ 65,000 บาท กลยุทธ์ระยะสั้นแนะนำ รอจังหวะย่อตัวเข้าซื้อบริเวณแนวรับ และทยอยขายทำกำไรที่แนวต้าน พร้อมติดตามตัวเลข Nonfarm อย่างใกล้ชิด เพราะหากตัวเลขอ่อนกว่าคาด อาจเป็นแรงหนุนให้ทองคำทะลุกรอบบนได้ แต่หากออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ก็มีโอกาสเห็นแรงกดดันกลับเข้ามาอีกครั้ง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-04-aug-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12Y4YCp30z4L57V1IkupX6

  • ไทยจับมืออินโดนีเซียลุยเศรษฐกิจ-ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านดอลล่าร์ ในปี 73

    ไทยจับมืออินโดนีเซียลุยเศรษฐกิจ-ปราบสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้านดอลล่าร์ ในปี 73


    นายกฯ เปิดฉากการเยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ปธน.ปราโบโว ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนหารือทวิภาคี ยกระดับ”หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์”ตั้งเป้าการค้า 2.3 หมื่นล้าน$ในปี 73 ดันฮาลาล–ท่องเที่ยว ลุยปราบสแกมเมอร์

    วันที่ 3 ส.ค.เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงจาการ์ตา ซึ่งตรงกับเวลาประเทศไทย) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซียนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

    เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบประธานาธิบดี นายปราโบโว ซูบียันโต (H.E. Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยผู้นำทั้งสองได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยการบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ การยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้น ได้พบปะทักทายกับเยาวชนที่มารอต้อนรับ พร้อมแนะนำคณะผู้แทนของทั้งสองฝ่าย ก่อนถ่ายภาพร่วมกันบริเวณหน้าธงชาติของทั้งสองประเทศ

    พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี และเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสองประเทศในการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

    ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หารือเต็มคณะกับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ในโอกาสการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การพบกันครั้งนี้มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความร่วมมือของสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยทั้งสองฝ่ายยืนยันที่จะขับเคลื่อน “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของอาเซียนในฐานะแกนกลางของภูมิภาค

    ด้านเศรษฐกิจ ผู้นำทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากปัจจุบันประมาณ 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของทั้งสองประเทศ เป้าหมายดังกล่าวสามารถบรรลุได้เร็วกว่ากำหนด

    นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เชื่อถือได้ของอินโดนีเซีย ทั้งการขยายการค้าสินค้าเกษตรเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยเชิญชวนภาคเอกชนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางของอาเซียนภาคพื้นทวีป เชื่อมโยงตลาดสำคัญในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงของโลก โดยผสานจุดแข็งของอินโดนีเซียในฐานะตลาดผู้บริโภคมุสลิมขนาดใหญ่ กับศักยภาพด้านการผลิต คุณภาพสินค้า และมาตรฐานฮาลาลของไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

    ด้านความมั่นคง ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และการลักลอบค้ายาเสพติด ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและการทำงานร่วมกันของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เป็นภัยคุกคามที่ไม่มีพรมแดน ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ไทยได้อำนวยความสะดวกในการส่งชาวอินโดนีเซียกว่า 1,000 คน ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศเพื่อนบ้าน ให้เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย

    ขณะที่ความสัมพันธ์ทางทหารมีความใกล้ชิดในทุกระดับ และทุกเหล่าทัพ มีการฝึกร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยประธานาธิบดี ยังได้เคยฝึกร่วมกับหน่วยรบพิเศษของไทยด้วย

    ด้านการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายยินดีต่อแนวโน้มการเดินทางระหว่างประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแสดงความยินดีต่อการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกับสายการบิน TransNusa เพื่อเปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพฯ–จาการ์ตา และ ภูเก็ต–บาหลี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และส่งเสริมความสัมพันธ์ระดับประชาชน

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผู้นำทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องที่จะร่วมกันผลักดันการบูรณาการทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมสนับสนุนบทบาทของอาเซียนในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือในภูมิภาค

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งต่างอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ควรประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอาเซียนกับ OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การลงทุน และธรรมาภิบาลของภูมิภาคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ภายหลังการหารือ ผู้นำทั้งสองประเทศยังร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย–อินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นกรอบการขับเคลื่อนความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ และ บันทึกความเข้าใจด้านการศึกษา เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา บุคลากร และองค์ความรู้ อันจะช่วยวางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

    จากนั้น ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าวย้ำว่า การหารือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ทั้งสองประเทศในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน จะร่วมกันรับผิดชอบในการส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง เสถียรภาพ และความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้อาเซียนสามารถรับมือกับความท้าทายของโลกและรักษาความเป็นแกนกลางของภูมิภาคได้อย่างเข้มแข็ง

    ประธานาธิบดียังกล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือในการส่งพลเมืองอินโดนีเซียซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการหลอกลวงไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย โดยเห็นว่าเป็นความช่วยเหลือที่มีความหมายและสะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ พร้อมยืนยันว่าไทยและอินโดนีเซียจะยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์ การหลอกลวงออนไลน์ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงในรูปแบบใหม่ เพื่อคุ้มครองประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ในประเด็นระดับภูมิภาค ประธานาธิบดีกล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการมีส่วนช่วยเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของเมียนมากับอาเซียนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการริเริ่มการหารืออย่างไม่เป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียน พร้อมยืนยันว่าอินโดนีเซียพร้อมทำงานร่วมกับไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้แนวทางฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ในเมียนมาอย่างสันติ นอกจากนี้ ประธานาธิบดียังแสดงความหวังว่าสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะคลี่คลายลงด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกที่สร้างสรรค์ เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียจะมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของอาเซียนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/45376&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YLJRaAftCjgQPTzTW0Zgq

  • รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

    รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

    รัฐบาลมีเป้าหมายใช้การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 คณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน 

    สำหรับการดำเนินการดังกล่าว รัฐบาลได้มีการกำหนดเป้าหมายในการทำงาน 3 ส่วนสำคัญได้แก่

    1.ผลักดันเศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 3% ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ อาหารแปรรูป เทคโนโลยีขั้นสูง Future Mobility สุขภาพและการแพทย์ การท่องเที่ยว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจการค้า เพื่อผลักดันไทยสู่เป้าหมายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2580

    2.ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่ 20 อันดับแรกของโลก โดยเร่งพัฒนาปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

    3.เพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศเข้าใกล้ 30% ของ GDP โดยเร่งลงทุนภาคเอกชนควบคู่การลงทุนภาครัฐ เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจไทย

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การวางเป้าหมายการลงทุนรวมของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนให้ได้ 30% ของ GDP เป็นเป้าหมายสำคัญต้องผลักดันเพื่อให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง และมีสัดส่วนเทียบเท่าก่อนต้มยำกุ้ง 

    รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

    ทั้งนี้กุญแจสำคัญอยู่ที่การดึงเงินลงทุนภาคเอกชนและการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัว 3% ขึ้นไป โดยปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศปี 2569 อยู่ที่ 22.9% แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 6.1% และการลงทุนภาคเอกชน 16.8% 

    รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

    • ดันสัดส่วนลงทุนเอกชนแตะ 24% 

    รวมทั้งการจะทำให้เป้าหมายการลงทุนรวมของประเทศสำเร็จที่ระดับ 30% ต้องเร่งสัดส่วนการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยวางเป้าหมายการทำงานผลักดันการลงทุนภาคเอกชนไม่ต่ำกว่า 24% ของ GDP ส่วนภาครัฐการลงทุนจะรักษาระดับ 6% ของ GDP เนื่องจากภาครัฐมีภาระและข้อจำกัดงบประมาณ การลงทุนส่วนใหญ่ในอนาคตต้องเป็นการลงทุนภาคเอกชน

    สำหรับโครงสร้างการลงทุนรวมภาครัฐและเอกชนอยู่ที่ 22-23% รัฐบาลประเมินว่าภายใต้ข้อจำกัดงบประมาณ ภาครัฐผลักดันการลงทุนได้เต็มที่เพียง 6% ของ GDP 

    ดังนั้นโจทย์สำคัญต้องดึงการลงทุนภาคเอกชนให้เพิ่มขึ้นเป็น 24% ของ GDP โดยความท้าทายอยู่ที่การหา FDI และการลงทุนรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่เงินงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เข้ามาเสริม 

    “หากภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นและขยายการลงทุนตามเป้าหมายสัดส่วน 24% ซึ่งเท่ากับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง จะเป็นแรงส่งสำคัญให้ GDP เติบโตสูงกว่า 3% หรืออาจแตะระดับ 4% ได้ในอนาคต” นายดนุชากล่าว

    • ชี้ความต่อเนื่องนโยบายเป็นกุญแจสำคัญ

    นายดนุชา กล่าวว่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนภาคเอกชนที่สัดส่วน 24% รัฐบาลต้องมุ่งเน้นกลยุทธ์หลัก 2 ประการ ได้แก่ 

    1.การสร้างโอกาสการลงทุน (Opportunity to Invest) โดยรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นภาพชัดเจนว่าประเทศเดินไปทิศทางใด เพื่อให้เอกชนเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ 

    ทั้งนี้ มีปัจจัยการสร้างความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) โดยมุ่งเน้นความต่อเนื่องของนโยบาย และที่สำคัญต้องปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ (Law and Regulation) ให้เอื้อการลงทุน ลดขั้นตอนยุ่งยากของระบบราชการ และต้องไม่มีปัญหาคอร์รัปชัน

    2.การกำหนดสัดส่วนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย 8 กลุ่ม มีการกำหนดเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ย 5% รวมสัดส่วน 42.7% ของ GDP เพื่อเป็นเครื่องยนต์หลักสร้างการเติบโต 

    พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เช่น Investment Hub และกลุ่ม New Investment Engine เพื่อทำงานเชิงรุกดึงอุตสาหกรรมใหม่มาลงทุน อาทิ อุตสาหกรรมการแพทย์และอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งนอกจากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วยังสร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศระยะยาว

    • กำหนดสัดส่วนการลงทุน 8 กลุ่มอุตสาหกรรม

    ส่วนการกำหนดเป้าหมายการเติบโตของลงทุน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่

    1.อุตสาหกรรม Future Mobility 7%

    2.อาหารแปรรูป 6%

    3.อุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยี 6%

    4.อุตสาหกรรมสุขภาพ 6% 5.อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 5%

    6.การค้าและการบริการ 5%

    7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 3%

    8.อุตสาหกรรมเกษตร 2%

    สำหรับคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ มีหน้าที่พิจารณาและเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคด้านการลงทุน และติดตามผลการดำเนินมาตรการ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อผลักดันนโยบายด้านการลงทุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ดึงบิ๊กเนมธุรกิจร่วมขับเคลื่อนการลงทุน

    นอกจากนี้ การทำงานของคณะอนุกรรมการชุดนี้นอกจากมีนายเอกนิติ เป็นประธาน และมีข้าราชการระดับสูงเป็นกรรมการ ยังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยดึงเอกชนและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ดึง FDI ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ ได้แก่

    1.นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)

    2.นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

    3.นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

    4.นายปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

    5.นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย

    6.นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน

    7.นายเบญจงค์ สุวรรณคีรี อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง

    8.นางลัษมณ อรรถาพิธ ผู้จัดการใหญ่ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

    รัฐเร่งเครื่องดันลงทุนพลิกประเทศ ตั้งเป้า 30% ของ GDP หนุนเศรษฐกิจโตเกิน 3%

    • เดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ พลิกประเทศ

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์หลัก เพื่อยกระดับไทยสู่ฐานการลงทุนและเศรษฐกิจแห่งอนาคต ประกอบด้วย

    1.Investment and Industry Transformation Hub ยกระดับอุตสาหกรรมเดิมควบคู่สร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ และเร่งการลงทุนผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาอนุมัติใบอนุญาตธุรกิจ พร้อมเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต 

    อีกทั้งยกระดับทักษะบุคลากรไทยผ่านโปรแกรม Skill Bridge และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมสีเขียว (Bio & Green) ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต 

    นอกจากนี้ สนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้า Supply Chain อุตสาหกรรมระดับโลก และเพิ่มสัดส่วน Local Content ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งใช้เครื่องมือการเงินการคลัง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษและมาตรการภาษี ควบคู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย

    ดึงลงทุนดิจิทัล 1 แสนล้านภายในปี 2570

    2.AI & Digital Hub ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง AI ผ่านการดึงดูดการลงทุน AI, Semiconductor, Chip Design ตั้งเป้าดึงการลงทุนกลุ่มนี้ให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 และผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 5% ของ GDP 

    พร้อมพัฒนา Ecosystem ด้าน AI ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล บุคลากร การวิจัยและพัฒนา และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงส่งเสริมนำ AI ไปใช้จริงในภาคธุรกิจทุกภาคส่วน อุตสาหกรรมเป้าหมาย และภาครัฐ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างบริการรูปแบบใหม่

    3.Green Hub โดยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ตั้งเป้าดึงลงทุนพลังงานสะอาด และพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐาน EV และระบบขนส่งสีเขียว 

    พร้อมพัฒนากลไก Carbon Accounting และ Carbon Market ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และเครื่องมือการเงินสีเขียว เพื่อช่วยภาคธุรกิจไทยแข่งขันในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น

    ชูไฟแนนซ์เชียลฮับรับโลกป่วน

    4.Financial Hub ใช้จุดแข็งของระบบการเงินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการลงทุนแห่งอนาคต มุ่งพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางบริการการเงินภูมิภาค ครอบคลุมการธนาคาร ตลาดทุน การประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่ง 

    พร้อมยกระดับบทบาทตลาดทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพเติบโตระดับโลก (National Champions) ผ่านมาตรการอำนวยความสะดวกในการระดมทุนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 

    เพื่อรับโอกาสหลังสถาบันการเงินและบริษัทด้านการเงินในตะวันออกกลางต้องการออกมาลงทุนภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะความต้องการลงทุนไทยที่มากขึ้น เนื่องจากมองหาโอกาสลงทุนในพื้นที่รองรับและมีความปลอดภัยในประเด็นภูมิรัฐศาสตร์มากกว่า 

    5.Medical Investment Hub โดยยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์มูลค่าสูงของภูมิภาค ผ่านการสร้าง Medical Ecosystem ครบวงจร ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนา การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง 

    พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้า Supply Chain การแพทย์ระดับโลก ผลักดันสัดส่วน Local Content การผลิตชิ้นส่วน อุปกรณ์การแพทย์ และนวัตกรรมสุขภาพในประเทศ เพื่อยกระดับสู่ฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1245864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UlhfqjvIHYQBMy5IkECN3

  • “จุดต่ำสุด” เศรษฐกิจไทย

    “จุดต่ำสุด” เศรษฐกิจไทย

    เข้าสู่เดือนที่ 8 ของปี 2569 เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อีก 5 เดือนเท่านั้น เราก็จะเข้าสู่ปีใหม่ 2570 ท่ามกลางความคาดหวังว่า เศรษฐกิจไทยใน 5 เดือนที่เหลือนี้ จะดีกว่าใน 7 เดือนแรก

    โดยคาดหวังว่า ผลจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ที่ยังเหลืออีก 2 เดือน เดือน ส.ค. และเดือน ก.ย. ขณะที่โครงการปล่อยสินเชื่อของภาครัฐช่วยพยุงไม่ให้เอสเอ็มอี ไทยขาดเงินทุนหมุนเวียน และเมื่อจบไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จะมีโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง พลัส มาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน คาดหวังว่า การลงทุนในโครงการใหม่ๆ จากต่างประเทศที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ จะเป็นแรงส่งใหม่ของเศรษฐกิจ

    สอดคล้องกับการประมาณการของกระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติ ที่มองว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะยังไม่จบง่ายๆ แต่เศรษฐกิจไทยน่าจะถึง “จุดต่ำสุด” ในรอบนี้ แล้วในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “นักวิชาการ” เริ่มแสดงความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ คือ “จุดต่ำสุด” ของเศรษฐกิจไทยที่เราเห็นในรอบนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา เป็นจุดต่ำสุดแบบไหนกันแน่!!!

    เป็น “จุดต่ำสุด” แบบดิ่งลงแล้วเด้งขึ้นได้ทันที หรือดิ่งลงแล้วค้างตกท้องช้างไปอีกระยะหนึ่งแล้วถึงเส้นกราฟที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หรือลงแล้วขึ้นแล้วแบบสลับฟันปลา

    ข้อแรกที่ “นักวิชาการ” แสดงความกังวล คือ ทิศทางการบริโภคของคนไทย ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงต่อเนื่อง ทั้งจากสินค้าในหมวดอาหารที่ขึ้นราคาไปแล้วไม่ลดกลับลงมา และหากเราเจาะเข้าไปในราคาสินค้าอุปโภคที่จำเป็นในขณะนี้ จะเห็นการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาคการผลิตไปยังราคาขายที่ผู้บริโภคต้องรับภาระมากขึ้นเรื่อยๆ

    ขณะที่โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 หรือเที่ยวไทยคนละครึ่งพลัส จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในระยะสั้นๆ ขณะเดียวกัน ยังฝากถึงโครงการไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพพลัส ด้วยว่า ควรจะมีการติดตามผลให้ชัดด้วยว่า คนที่เข้าโครงการไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ เพราะหากลงทุนแล้วขาดทุนจะไปกันใหญ่ กลายเป็นเปิดแผลให้กับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

    อีกจุดหนึ่งที่มีการตั้งข้อสังเกตคือ ความทนทานของธุรกิจและอัตราการจ้างงาน เพราะวันนี้ เราเริ่มเห็น “การเลิกจ้าง” ที่ถี่ขึ้น เพราะทางเลือกของทุกบริษัท เมื่อการเพิ่มรายได้ทำได้ยากขึ้น ก็จะลดรายจ่ายแทนเพื่อให้อยู่รอด ขณะที่การนำเครื่องจักรสมัยใหม่ รวมทั้ง AI มาใช้ แม้ว่าจะแทนคนทั้งหมดไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่า มีหลาย “คน” ที่จะถูกทดแทน

    ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความกังวลต่อ “อุตสาหกรรมอนาคต” ที่เราคาดหวังใช้เป็นสปริงบอร์ดของประเทศว่า อุตสาหกรรมที่เข้ามาใหม่ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินทำงาน มากกว่าการเข้ามาเพื่อจ้างงานในประเทศผลิต เหมือนบริษัทยุคเก่า ขณะที่เอสเอ็มอี และแรงงานไทยเอง ก็ยังไม่มีทักษะที่สูงพอที่จะรองรับการทำงานในอุตสาหกรรมสมัยใหม่เช่นกัน

    ทั้งหมดนี้ ทำให้ “จุดต่ำสุด” ของไทยกลายเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะหากเราไม่มีเข็มทิศชัดเจนในการฟื้นตัว การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้าจะกระตุกขึ้นๆลงๆ แต่ไม่ใช่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง.

    มิสเตอร์พี

    คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2950260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U0SZ5qwtTbVM4AIk6AxQ_