Category: เศรษฐกิจ

  • ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ ก.แรงงาน ดูแลทุกมุมโลก มีสิทธิ – สวัสดิการ – สร้างหลักประกัน มีชีวิตที่ดีในต่างแดน

    ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ ก.แรงงาน ดูแลทุกมุมโลก มีสิทธิ – สวัสดิการ – สร้างหลักประกัน มีชีวิตที่ดีในต่างแดน

    ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในฮ่องกง ย้ำ ก.แรงงาน ดูแลทุกมุมโลก มีสิทธิ – สวัสดิการ – สร้างหลักประกัน มีชีวิตที่ดีในต่างแดน

    วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงานชุมชนไทยสัมพันธ์และวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2569 โดยมี นายจาตุรนต์ ไชยะคำ กงสุลใหญ่ ณ เมืองฮ่องกง นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวอรอนงค์ ศรีสุวิทธานนท์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ร่วมเป็นเกียรติ ณ Harbour Chill เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อพบปะพี่น้องแรงงานไทยและชุมชนคนไทยที่พำนักและทำงานอยู่ในฮ่องกง

    นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยไม่ว่าแรงงานไทยจะอยู่แห่งใด กระทรวงแรงงานพร้อมดูแลและยืนเคียงข้างเสมอ ทั้งในด้านสิทธิ สวัสดิการ ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาคุณภาพชีวิต เนื่องจากแรงงานถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศในทุกมิติ

    จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ให้เกียรติมอบโล่เกียรติคุณแก่ นางสาวพันนีย์ ใจอ่อน ซึ่งเป็นอาสาสมัครแรงงานในต่างประเทศดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจาสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง ในการนี้ นายจุลพันธ์ และคณะ ได้ร่วมกิจกรรมแอโรบิคกับพี่น้องแรงงานไทยในฮ่องกง โดยได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็น และให้กำลังใจแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคัก อบอุ่น และเป็นกันเอง

    การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจและเสริมความเชื่อมั่นให้แก่แรงงานไทยในต่างประเทศ ตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงานในการดูแลแรงงานไทยอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิต เพื่อให้แรงงานไทยสามารถทำงานและใช้ชีวิตในต่างแดนได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และมีศักดิ์ศรี พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวทีโลกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1018323&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29M9ALzZO-8s_HUIE1Z_vi

  • “ศุลกากรช่องจอม“ เตือนภัยพี่น้อง ”ชาวอีสานใต้“ ก่อนซื้อให้ระวัง “ของแท้ ของดี ของถูก ไม่มีในโลก” เผย 3 เดือนจับของเถื่อนเฉียด 6,000 รายการ รวมมูลค่าความเสียหายฯ กว่า 55 ล้านบาท !!

    “ศุลกากรช่องจอม“ เตือนภัยพี่น้อง ”ชาวอีสานใต้“ ก่อนซื้อให้ระวัง “ของแท้ ของดี ของถูก ไม่มีในโลก” เผย 3 เดือนจับของเถื่อนเฉียด 6,000 รายการ รวมมูลค่าความเสียหายฯ กว่า 55 ล้านบาท !!

    “ศุลกากรช่องจอม“ เตือนภัยพี่น้อง ”ชาวอีสานใต้“ ก่อนซื้อให้ระวัง “ของแท้ ของดี ของถูก ไม่มีในโลก” เผย 3 เดือนจับของเถื่อนเฉียด 6,000 รายการ รวมมูลค่าความเสียหายฯ กว่า 55 ล้านบาท !!


    10/05/2569 | 22 |

    นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าตามที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าปลอมโดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจเป็นอันตราย , การสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการ และการวางรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อสนับสนุนนวัตกรรม ดังที่ทราบกันดีแล้วนั้น

    นายประสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้กำชับให้ด่านศุลกากรช่องจอม ในฐานะที่รับผิดชอบ 3 จังหวัดในเขตอีสานใต้ คือ สุรินทร์ , บุรีรัมย์ และนครราชสีมา ซึ่งมีจำนวนประชากรกว่า 7 ล้านคน อีกทั้งมีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจสูง ให้เข้มงวดกวดขันสินค้าไม่พึงปรารถนาที่จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและความสงบสุขของบ้านเมือง

    นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากข้อห่วงใยของรัฐบาลต่อผู้ฅนในแถบอีสานใต้ ทำให้ในช่วงที่ผ่านทางด่านศุลกากรช่องจอมจึงได้ทำการ “กดดัน เข้มงวด กวดขัน ป้องกัน และปราบปราม” สินค้าเถื่อนประเภทต่างๆอย่างเข้มข้นและจริงจัง โดยตลอดช่วง 3 เดือนตั้งแต่ มี.ค. – พ.ค. 69 ได้ทำการเข้าตรวจค้นโกดังและร้านค้าเป็นจำนวนมาก และสามารถจับกุมสินค้าประเภทต่างๆอาทิเช่น เครื่องสำอางไม่มี อย. , น้ำหอม เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าปลอม , เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่มี มอก. ฯลฯ รวมแล้วเกือบ 6,000 รายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 55 ล้านบาท

    “เราจะเดินหน้าปราบปรามสินค้าเถื่อนเหล่านี้ตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกรมศุลกากร ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ และขอฝากวิงวอนพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อในสินค้าที่ราคาถูกเกินกว่าปกติเพราะ “ของแท้ ของดี ของถูก ไม่มีในโลก” ซึ่งสินค้าปลอมหรือไม่ได้มาตรฐานเหล่านี้เมื่อนำมาใช้ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่านฯเอง อีกทั้งยังสร้างความเสียหายในเวทีการค้าระหว่างประเทศของไทยอีกด้วย” นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://surin.prd.go.th/th/content/category/detail/id/171/iid/501619&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K0tSN-ExwjwICamrM4N-6

  • อุตรดิตถ์ ก๋วยเตี๋ยว 15 บาท สวนกระแสเศรษฐกิจ อิ่มท้องแบบครบครันในชาม | TOPNEWS

    อุตรดิตถ์ ก๋วยเตี๋ยว 15 บาท สวนกระแสเศรษฐกิจ อิ่มท้องแบบครบครันในชาม | TOPNEWS

    กระหึ่มโซเชียล “ร้านก๋วยเตี๋ยวนาทะเล” ป้าอ้วนวัย 63 ยืนหยัดขายก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณราคาประหยัดสวนกระแสค่าครองชีพ ชูจุดเด่นน้ำซุปเตาฟืนหอมกรุ่น เครื่องปรุงทำเอง ผักปลูกเอง ยอดขายพุ่งวันละ 300-400 ชาม สร้างได้หลักแสนบาทต่อเดือน

    วันที่ 10 พค. 2569 จากคำบอกเล่าปากต่อปากจนเป็นกระแสคนรูัจักไปทั่ว ถึงร้านก๊วยเตี๋ยวราคาที่สวนกระแสในภาวะเศรษฐกิจอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังคงมีร้านก๊วยเตี๋ยวที่มีราคราถูกประหยัด แต่คุณภาพคับชาม โดยจะมีลูกค้าคึกคักกันตั้งแต่เปิดร้านจนถึงปิดทุกวัน

    จากคำร่ำลือดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงได้ลงพื้นที่ไปยัง”ร้านก๊วยเตี๋ยวนาทะเล” หมู่ 5 ต.ชัยจุมพล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองอุตรดิตถ์เพียง 6 กิโลเมตร หรือห่างจาก ที่ว่าการอำเภอลับแลเพียง 2 กิโลเมตร บรรยากาศภายในร้านพบว่าคึกคักตลอดทั้งวัน มีลูกค้าทุกสาขาอาชีพ รวมไปถึงชาวต่างประเทศต่างแวะเวียนไปรับประทาน ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณเมืองลับแล ก๊วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยวไก่ เย็นตาโพ ที่อร่อยชนิดไม่ต้องปรุงรสเพิ่ม ที่สำคัญราคาแสนถูกชามละ 15 บาท กินชามเดียวอิ่ม ด้วยเครื่องเทศครบครัน

    โดยบรรยกาศหน้าร้านมีลูกค้าที่ยืนรอคิวอยู่หน้าร้าน ขณะที่ นางอัปษร ศรีทิพย์ หรือป้าอ้วนอายุ 63 ปีเจ้าของร้านพร้อมกับลูกมือได้ช่วยกันทำก๊วยเตี๋ยวตามเมนูที่ลูกค้าสั่งจนมือระวิงกับการลวกเส้น ปรุงรส เต็มน้ำซุป ตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่ง เขียนในกระดาษยาวเป็นหางว่าว บรรยากาศในร้านกลับเต็มไปด้วยความสุข แม้ลูกค้าจะนั่งรอ ก็ไม่นานไม้ถึง 10 นาทีได้ทานครบทุกคน เนื่องจากแม่ค้า ทำไปยิ้มไป ทักทายลูกค้า สอบถาม ด้วยอัธยาศัยที่เป็นกันเอง ทำให้ลูกค้าทานก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาทอย่างมีความสุข

    ป้าอ้วนบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองรับช่วงการขายก๊วยเตี๋ยวจากคุณแม่ ซึ่งเป็นก๊วยเตี๋ยวสูตรโบราณขนานแท้ จะมีการเพิ่มวัสถุดิบให้ทันยุคทันสมัยและยังคงใช้เตาฟืน ในการต้มน้ำซุปก๊วยเตี๋ยว ซึ่งได้เริ่มต้นตั้งแต่ชามละ 5 บาท และปรับขึ้นราคาชามละ 10และ15 บาท ตามภาวะเศรษฐกิจ และก็คงราคาชามละ 15 บาทไปจนตลอด ไม่ขึ้นราคาอีกแล้ว จากเดิมขายเฉพาะก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณเมืองลับแล ที่มีความโดดเด่นความเข้มข้นของน้ำซุปจากกระดูกหมูและไก่ ถั่วป่นและโรยใบผักชีพม่า เพิ่มความหอม ต่อมาเพิ่มเมนูประเภทเส้น ซึ่งจะมีทั้งเส้นเล็ก เส้นหมี่ หมี่เหลือง เส้นใหญ่ให้ลูกค้าได้เลือกทานมากขึ้น ทั้ง ก๋วยเตี๋ยวไก่ กวยจั๊บ เย็นตาโฟ ทุกอย่างชามละ 15 บาท รับรอง 1 ชามอิ่มแน่นอน

    ทั้งป้าอ้วนกล้าวย้ำว่าไม่คิดที่จะขึ้นราคาอีกแล้ว คงขายราคาชามละ 15 บาท เนื่องจากยึดแนวทางพระราชดำริพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่อย่างพอเพียง เราขายมานานมีลูกค้าประจำ และที่สำคัญขายก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาทส่งลูกชายเรียนจบปริญญาตรี จนปัจจุบันรับราชการตำรวจ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง จึงไม่มีหวงใดๆ เคล็ดลับที่ทำให้ขายก๋วยเตี๋ยว ในราคาชามละ 15 บาทแล้วอยู่ได้ ง่ายๆ เครื่องปรุงต้องทำเอง ทั้งพริกป่น ถั่วป่น กากหมู กระเทียมเจียว หมูแดง ผักปลูกเอง และยังคงใช้ฟืน ไม่ใช้แก็สที่ต้นทุนสูง หากสั่งห่อ ก็ใช้ใบตอง เลือกซื้อเฉพาะที่เราผลิตเองไม่ได้ จะทำให้ลดต้นทุนและเคล็ดลับความรวดเร็วในการทำก๋วยเตี๋ยว จะเครียร์ที่ละบิล ลวกที 5 ชาม ยกโต๊ะไปเลยทีเดียว”

    ป้าอ้วน กล่าวว่า วันหนึ่งใช้เส้นทุกชนิดประมาณ 50 กิโลกรัม และเน้นน้ำซุปที่เข้มข้น ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 300-400 ชาม ซึ่งรวมถึงออร์เดอร์ห่อกลับไปทานบ้าน รายได้วันละ 3,000-4,000 บาท  สร้างรายได้ประมาณเดือนละ 1 แสนบาท หักแล้วมีกำไรอยู่ได้สบายๆ แค่ขอให้พออยู่พอกิน ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน อยู่ได้แน่นอน

    นอกจากนี้ภายในร้านยังมี ใส้อั๋วสูตรโบราณ ที่ทำเองและสลิ่มทับทิมกรอบ สูตรโบราณไว้คอยให้ได้รับประทานกันอีกด้วย ร้านเปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 น.-15.00 น.หยุดเฉพาะวันพุธ โทรสอบถามเส้นทางได้ที่0898263860

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1570688&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ebXdG09dmCWOq-K_iGRZo

  • “พิพัฒน์-สรรเพชญ” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

    “พิพัฒน์-สรรเพชญ” ลุยสางปัญหาท่าเรือปัตตานี ทลายข้อจำกัดคมนาคมใต้ มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจชายแดนใต้

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146677&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PvbB1Dy2fE6q6Yu4y67wa

  • สำรวจ

    สำรวจ


    กว่างโจวเริ่มต้นบนเส้นทาง’จีนทำได้’มุ่งสู่เส้นชัยกับ’เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ (Low-altitude economy)

    ระหว่างไปดูงานและรายงานข่าวของคณะผู้สื่อข่าวกลุ่มประเทศ APEC มีอยู่คำหนึ่งซึ่งพวกเราได้บินกันบ่อยเป็นพิเศษ นั่นคือ Low-altitude economy หรือภาษาจีนว่า ‘ตีคงจิงจี้’ (低空经济)  แปลตรงๆ ก็คือ เศรษฐกิจฟ้าต่ำ

    แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’ 

    เศรษฐกิจการบินระดับต่ำหมายถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้เครื่องบินที่มีคนขับหรือโดรนเพื่อดำเนินการบริการส่วนตัว เชิงพาณิชย์ และสาธารณะในน่านฟ้าระดับต่ำ  ไม่ว่าจะเป็นรวมถึงการขนส่งสินค้า การส่งไปรษณีย์ การส่งอาหาร บริการผู้โดยสารหรือการเดินทางไปกลับระยะสั้น ไปจนถึงเรื่องที่ยากกว่านั้น คือ การบินเพื่อการเกษตรอย่างการพ่นปุ๋ย  และการดับเพลิงทางอากาศ 

    ที่เรียกว่า ‘ฟ้าต่ำ’ เพราะจะปฏิบัติการที่ระดับความสูง 500-1,000 เมตร (1,600-3,300 ฟุต) เหนือพื้นดิน ซึ่งต่ำกว่าระดับความสูงในการบินปกติของการบินมาก แต่นี่เป็นระยะที่การบินโดรนสามารถทำได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการจราจรทางอากาศมากนัก (แต่ในอนาคตเมื่อมันได้รับความนิยมในวงกว้างจนการจราจรแออัดก็ย่อมต้องมีการจัดระเบียบอย่างแน่นนอน) 

    ในการสำรวจความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมณฑลกวางตุ้ง เราเดินทางมายังกว่างโจวเป็นที่สุดท้าย

    ในแง่ของการพัฒนา จูไห่ และเซินเจิ้น ดูเหมือนจะอยู่บนเส้นทางที่เร่งรีบมากกว่า 

    จูไห่เป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตของเศรษฐกิจระดับสูง (เครื่องบินและอวกาศ) เซินเจิ้นวิวัฒนาการตัวเองไปสู่การเป็นแหล่งบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรมที่มาตัวเปล่าก็ยังเปิดบริษัท AI ได้ไม่ยาก

    แต่กว่างโจว แม้จะเป็นเมืองหลวงของมณฑล แต่กลับดูเหมือนจะมีระบบนิเวศทางเศรษฐกิจครอบคลุมมากกว่าและใหญ่โตกว่าจนเหมือนจะไม่มีจุดเด่น

    แน่นอน กว่างโจวเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของจีนและโลกมากว่าสองพันปี เพราะประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและความเป็นมหานครของมัน ทำให้เรามองข้ามลักษณะเฉพาะของมันในด้านการสร้างนวัตกรรมไป

    จนกระทั่งเราได้เดินทางไปเยี่ยมชม Haixinsha OMNI-Space Intelligent Experience Center (海心沙全空间智能体验中心) ที่เกาะไห่ซินซา ริมแม่น้ำจูเจียง ที่ขนาบด้วย Canton Tower อันสูงตระหง่าน และเมืองใหม่จูเจียง (珠江新城) อันเป็นย่านธุรกิจ การเงินและวัฒนธรรมอันทันสมัย

    ศูนย์ประสบการณ์อัจฉริยะว่าครอบคลุมทุกพื้นที่ของไห่ซินซา เป็นส่วนหนึ่งของเกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเกาะแห่งอนาคตไห่ซินซา (海心沙科技岛·未来岛) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสาธิตระบบอัจฉริยะแบบครบวงจรแห่งแรกของจีน ที่สร้างขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท Guangzhou Urban Construction Investment Group Co., Ltd. และสถาบันวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ที่ 5 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ 

    โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจระดับต่ำ ยานยนต์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกัน เรืออัจฉริยะ และปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมบนที่สูง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ “การสาธิตการใช้งาน การรวมกลุ่มอุตสาหกรรม ผลผลิตมาตรฐาน และการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ” โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2026

    ศูนย์ประสบการณ์อัจฉริยะว่าครอบคลุมทุกพื้นที่ของไห่ซินซา (ต่อไปนี้จะเรียกรวมๆ ว่า ‘เกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไห่ซินซา’) มีการสาทิศที่ครอบคลุมจริงๆ ทั้งเศรษฐกิจระยะการบินต่ำ ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ มีทั้งการจัดแสดงที่ใช้สายตาชม และยังมีการจำลองสถานการณ์การใช้งานนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการอธิบายความเป็นมาของวิวัฒนาการการปฏิวัติอุตสาหกรรมและการปฏิวัติดิจิทัลในกว่างโจว

    เมื่อเดินทางมาถึง สิ่งแรกที่เจ้าของสถานที่มอบให้เป็นการตอบรับคณะผู้สื่อข่าว APEC คือการสาธิตการใช้งาน EHang EH216-S ซึ่งเป็นเครื่องบิน eVTOL (เครื่องบินขึ้นลงในแนวดิ่งด้วยไฟฟ้า) ที่มีคนขับลำแรกและปัจจุบันเป็นเพียงลำเดียวในโลกที่ได้รับใบรับรองหลักสี่ฉบับ ได้แก่ ใบรับรองประเภท, ใบรับรองการผลิต และใบรับรองความสมควรเดินอากาศมาตรฐาน และใบรับรองการปฏิบัติงานสำหรับเครื่องบินพลเรือนไร้คนขับที่มีคนขับชุดแรกของประเทศ 

    EHang ได้แสดงการบินจากเกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไห่ซินซาเลียบแม่น้ำจูเจียงไปยังเกาะเอ้อร์ซาในระดับการบินต่ำเพื่อให้เราได้เห็นภาพของการใช้งานและศักยภาพการให้บริการ แม้จะดุเหมือนโดรนมที่ใหญ่สักหน่อย แต่เมื่อลองนั่งแล้วใกล้ความรู้สึกเหมือนเครื่องบินเล็กและมีใบพัดที่ทรงพลังราวกับเฮลิคอปเตอร์ย่อมๆ 

    เมื่อได้พูดคุยกับตัวแทนของ EHang จึงทำให้ทราบว่า EH216-S ไม่เพียงสร้างหลักไมล์สำคัญของเศรษฐกิจระดับการบินต่ำในจีนเท่านั้น แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายนยังได้ไปบินสาธิตในกรุงเทพฯ มาแล้ว นับเป็นการสร้างอีกหมายหลักของสำคัญด้านเศรษฐกิจการบินระดับต่ำของไทยด้วย 

    “เราบินไป 21 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศของคุณ (ประเทศไทย) รวมถึงกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย และผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้เดินทางโดยเครื่องบินของเราด้วยตนเอง เราบินอย่างปลอดภัยมาแล้วกว่า 85,000 เที่ยวบินทั่วโลก และจนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีอุบัติเหตุใดๆ เกิดขึ้นเลย และไม่มีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยใดๆ เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา เครื่องบินลำนี้ได้รับใบรับรองการทดสอบการบินบทที่ 1 ฉบับแรกของโลกที่ออกโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนและเรายังได้รับใบรับรองคุณสมบัติเชิงพาณิชย์ชุดแรกของโลกอีกด้วย” ผู้แทนจาก EHang กับผู้เขียน และเสริมว่า ปีที่แล้ว EHang เริ่มต้นโครงการนำร่องเชิงพาณิชย์ระดับโลกในกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ปีนี้ พวกเขาหวังว่าจะประสบความสำเร็จในการขยายการดำเนินงานของพวกเขาไปยังที่อื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ตัวแทนของ EHang ดูจะยินดีเป็นพิเศษเมื่อทราบว่าผู้เขียนเป็นผู้สื่อข่าวจากไทย คงเพราะยังตื่นเต้นไม่หายจากเปิดตัว EH216-S ในกรุงเทพฯ และคงเห็นศักยภาพความร่วมมือในด้านนี้ระหว่างไทยและจีน

    กว่างโจวเป็นหมุดสำคัญของความร่วมมือระหว่างจีนกับไทย และแน่นอนว่าย่อมเป็นหมุดหมายของหลายประเทศทั่วโลกด้วย เพราะที่นี่คือศูนยืกลางการค้ามาแต่โบราณ นักการทูตและพ่อค้าจากสยามเดินทางมายังจีนก็ต้องขึ้นท่าที่กว่างโจวเป็นแห่งแรก และเป็นยังเป็นจุดส่งสินค้าจากจีนไปยังสยามด้วย

    แต่วันนี้ กว่างโจวไม่ใช่แค่เมืองแห่งการค้า ยังเป็นจุดเชื่อมต่อความร่วมมือด้านเทคโนโลยีด้วย และไทยควรจะมุ่งมาที่กว่างโจวด้วยความหวัง 

    ครับ กว่างโจวไม่ใช่แค่เมืองแห่งการค้า หลังจากชมการบินอันน่าประทับใจของตัวแทนเศรษฐกิจการบินระดับต่ำแล้ว ในห้องแสดงความเป็นมาของการปฏิวัติเทคโนโลยีของกว่างโจว เราได้ทราบว่ากว่างโจวคุ้นเคยกับนวัตกรรมเครื่องกลและการบินมานานแล้ว 

    ที่กว่างโจวในปี 1912 เฝิงหรู (冯如) นักออกแบบ ผู้ผลิต และนักบินเครื่องบินคนแรกของจีน และได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการบินของจีน” ได้สร้างเครื่องบินลำแรกโดยฝีมือคนจีน นั่นคือ  Feng Ru I แม้จะทำการผลิตและบินที่สหรัฐอเมริกา แต่บริษัทการบินที่เขาตั้งขึ้นมานั้นใช้ชื่อว่า บริษัทการผลิตเครื่องกลกว่างตง ตามชื่อมณฑลกว่างตง บ้านเกิดเมืองนอนของเขา

    หลังจากที่จีนทำการปฏิวัติซินไฮ่ และก้าวสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว เฝิงหรูได้เดินทางกลับจีน และได้สร้างเครื่องบินแบบเดียวกับ Feng Ru II  (冯如2号) ที่กว่างโจว ซึ่งถือเป็นการเปิดหน้าแรกของประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมการบินของจีน และเฝิงหรูยังเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมการบินสมัยใหม่ของจีนด้วย 

    เฝิงหรูยังได้รับสมมญานามจากสื่อตะวันตกว่าเป็น “พี่น้องตระกูลไรท์แห่งตะวันออก” หลังจากความสำเร็จของเขาตามหลังการสร้างเครื่องบินลำแรกของพี่ร้องตระกูลไรท์เพียง 6 ปีเท่านั้น

    นี่คือก้าวแรกของเส้นทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจการบินแห่งกว่างโจว

    อีกสองปีต่อมา ในปี 1915 กว่างโจวกลายเป็นจุดกำเนิดของเครื่องยนต์ดีเซลเครื่องแรกที่ผลิตในจีนโดยบริษัท  GDF ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงดำเนินการอยู่ 

    เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางไปสู่ ‘จีนทำได้’ นั่นคือการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง เพื่อพึ่งพาตัวเอง และยังส่งออกนวัตกรรมไปทั่วโลก

    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ การบินและยนตรกรรมของจีนก้าวไปสู่ระดับแถวหน้าของโลก เราได้สำรวจความก้าวหน้านั้นแล้วในการเดินทางเยือนโรงงานผลิตเครื่องบินที่จูไห่ แต่ที่กว่างโจวกลับก้าวไปอีกเส้นทางหนึ่งของการบิน และบ่มเพาะรูปแบบเศรษฐกิจใหมาขึ้นมาในบริบทนั้น นั่นคือ ‘เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ’

    การจัดแสดงของเกาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไห่ซินซามอบประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญคือเครื่องบินและโดรนที่ตอบสนองเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ เราได้พูดคุยกับผู้ผลิตบางรายที่สร้างนวัตกรรมสำคัญในด้านนี้ เช่น ผู้ผลิตโดรนสำหรับดับเพลิงซึ่งมีความสามารถสูงในการระงับเพลิงไม่ให้บานปลายบนอาคารสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิตของคนจีนในทุกวันนี้ 

    โดรนและเครื่องบินขนาดย่อมสำหรับส่งสินค้าและการโดยสารไม่ใช่แกนหลักของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำเท่านั้น (แม้ว่าผู้คนจะคิดถึงเรื่องนี้ก่อนก็ตาม) แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีทั้งภาคการผลิตและการบริการ ในด้านการผลิตเรายังมีเทคโนโลยีสำหรับการเกษตรที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาที่กวางตุ้งและพร้อมที่จะเป็นโซลูชั่นสำหรับการทำเกษตรกรรมในอนาคต ส่วนคนเมืองก็ยังได้รับประโยชน์ด้านความปลอดภัยจากโดรนดับเพลิงที่จะมีบทบาทต่อชีวิตมากขึ้นไปทุกวัน

    ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะนวัตกรรมเท่านั้น 

    เราสามารถเห็นภาพของนวัตกรรมต่างๆ ในกว่างโจวและกว่างตงได้ในอาคารจัดแสดงประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งไห่ซินซา 

    แต่อะไรล่ะที่เป็นแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังของความก้าวหน้าทั้งหมดที่เราได้พบเห็น (และทดลองใช้มันด้วยตัวเราเอง)?

    มันคือแนวนโยบายที่กำหนดโดยรัฐบาลมณฑลกว่างตง คือ “แผนปฏิบัติการมณฑลกวางตุ้งเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (ปี 2024-2026)” ซึ่งความตอนหนึ่งระบุว่า 

    “ภายในปี 2026 กลไกการบริหารจัดการน่านฟ้าชั้นต่ำจะทำงานได้อย่างราบรื่น โครงสร้างพื้นฐานจะแล้วเสร็จโดยพื้นฐาน สถานการณ์การใช้งานจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความสามารถด้านนวัตกรรมจะเป็นผู้นำระดับนานาชาติ และขนาดอุตสาหกรรมจะก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการก่อตัวของรูปแบบการพัฒนาที่บูรณาการการผลิตและบริการในชั้นต่ำ และส่งเสริมการใช้งานและอุตสาหกรรมซึ่งกันและกัน สร้างพื้นที่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจชั้นต่ำชั้นนำระดับโลก — การทำงานอย่างราบรื่นของกลไกการบริหารจัดการ กลไกการบริหารจัดการแบบร่วมมือสามฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทหาร พลเรือน และรัฐบาลจะถูกจัดตั้งขึ้นโดยพื้นฐาน สร้างกลไกการทำงานที่มีการแบ่งงานที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพสูงในการก่อสร้างและการดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐาน และการสนับสนุนบริการการบินชั้นต่ำ — โครงสร้างพื้นฐานที่แล้วเสร็จโดยพื้นฐาน สนามบินการบินทั่วไปและจุดขึ้นลงเครื่องบินจำนวนหนึ่งจะถูกสร้างขึ้น และเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อมต่อถึงกันจะแล้วเสร็จโดยพื้นฐาน โดยการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะชั้นต่ำในพื้นที่หลักจะแล้วเสร็จ — การเติบโตอย่างมั่นคงในขนาดอุตสาหกรรม เศรษฐกิจระดับต่ำจะมีมูลค่าเกิน 300 พันล้านหยวน โดยพื้นฐานแล้วจะก่อตัวเป็นรูปแบบอุตสาหกรรมศรษฐกิจการบินระดับต่ำที่มีเมืองหลัก 3 เมือง (กว่างโจว เซินเจิ้น และจูไห่) จุดสนับสนุนหลายแห่ง และการพัฒนาแบบกระจุกตัว บ่มเพาะวิสาหกิจชั้นนำและวิสาหกิจเฉพาะทางและนวัตกรรมจำนวนมาก — ความสามารถด้านนวัตกรรมได้รับการยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ จะมีการจัดตั้งแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับจังหวัดหลายแห่ง และจะพยายามสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมระดับชาติ 1-2 แห่ง เทคโนโลยีที่เป็นอุปสรรคสำคัญหลายประการในน่านฟ้าระดับต่ำได้รับการแก้ไขแล้ว โดยพื้นฐานแล้วสามารถควบคุมห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับต่ำได้อย่างอิสระ — ขอบเขตการใช้งานขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ชั่วโมงบินของเครื่องบินทั่วไปในมณฑลถึง 150,000 ชั่วโมง และชั่วโมงบินของโดรนถึง 3.5 ล้านชั่วโมง มีความคืบหน้าในเชิงบวกในการสาธิตนำร่องในการจราจรทางอากาศในเมือง โลจิสติกส์ระดับต่ำ และระบบไร้คนขับในอวกาศทั้งหมด” (广东省推动低空经济高质量发展行动方案(2024—2026 年))

    นี่เป็นแค่เป้าหมายที่หน่วยงานของรัฐตั้งไว้เท่านั้น ยังไม่ต้องลงรายละเอียดให้ยืดยาว เพราะเพียงแค่ ‘เป้าประสงค์’ ของฝ่ายนำชัดเจน ฝ่ายตามก็ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้ กว่างโจว เซินเจิ้น และจูไห่มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่เกื้อกูลกันอย่างยิ่ง ประมาณว่ามาตัวเปล่ามีแค่ไอเดียก็สามารถเปิดบริษัทและสรัางสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ไม่ยาก

    แผนนี้คือตัวกำหนดทิศทางการพัฒนา และการพัฒนาให้ผลเป็นรูปธรรมด้านนวัตกรรม และนวัตกรรมเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยความต้องการของผู้บริโภค

    ข้อมูลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีนแสดงให้เห็นว่า ภายในปี 2025 ขนาดตลาดของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำของจีนจะสูงถึง 1.5 ล้านล้านหยวน โดยมีผู้ประกอบการโดรนเกือบ 20,000 ราย และคำสั่งซื้อ eVTOL ต่อปีเกิน 3 หมื่นล้านหยวน

    กว่างโจวถือเป็นฉากทัศน์แห่งอนาคตอันดับต้นๆ ของประเทศว่าด้วยความก้าวหน้าของเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ และยังเป็นเมืองอันดับหนึ่งของการเป็นฉากแห่งนวัตกรรมของประเทศ

    กว่างโจวไม่ได้ถูกแย่งซีนไปโดยเมืองการค้าและการผลิตแห่งอื่นๆ มันกำลังแหวกตัวเองสู่การเป็นผู้นำของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ต่างหาก

    และผู้แทนจากกลุ่มประเทศ APEC ที่จะเดินทางมายังกว่างตงในปีนี้ย่อมจะเห็นปรากฏการณ์นี้ได้ด้วยสองตาของพวกเขาเอง

    บทความและภาพถ่ายโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/42636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vCjiQGOnzrl_9yNXRcJ3z

  • Overconsumption กับดักใช้เงินในยุคดิจิทัล

    Overconsumption กับดักใช้เงินในยุคดิจิทัล

    “ของก็มีครบแล้ว แต่ทำไมยังรู้สึกอยากซื้อเพิ่มอยู่ตลอดเวลา” ความรู้สึกคุ้น ๆ แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่กำลังกลายเป็นอารมณ์ร่วมของผู้บริโภคจำนวนมากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และนำไปสู่คำถามที่เริ่มถูกตั้งขึ้นบ่อยขึ้นว่า การใช้จ่ายของเราในวันนี้ ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “ความจำเป็น” หรือกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย “ความอยาก” มากกว่าที่คิด ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Overconsumption หรือ การบริโภคที่เกินความจำเป็น ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการซื้อของมากเกินไป แต่คือสภาวะที่ผู้บริโภคถูกกระตุ้นให้ “อยากใช้เงินอยู่ตลอดเวลา” ผ่านโครงสร้างของเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่อัลกอริธึมของแพลตฟอร์มออนไลน์ โปรโมชั่นแบบจำกัดเวลา ไปจนถึงคอนเทนต์ที่แข่งขันกันแย่งชิงความสนใจในทุกวินาทีของชีวิต

    เมื่อโลกออนไลน์ทำให้ “การซื้อ” ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

    ในอดีต การตัดสินใจซื้ออาจเกิดขึ้นจากความจำเป็นหรือการวางแผนล่วงหน้า แต่ในปัจจุบัน ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสินค้าและราคา หากแต่กำลังแข่งขันกันเพื่อแย่ง “เวลาในสายตา” ของผู้บริโภค ยิ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลเรียนรู้พฤติกรรมผู้ใช้ได้ละเอียดมากขึ้น ระบบก็ยิ่งสามารถนำเสนอสิ่งที่ “ตรงใจ” ได้แม่นยำขึ้น ผลลัพธ์คือ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่ากำลังตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงกำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นความอยากอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ Flash Sale, Live Commerce  โฆษณาแบบเฉพาะบุคคล ไปจนถึงรีวิวสินค้าแบบเรียลไทม์ที่ทำให้การ “ไม่ซื้อ” กลายเป็นเรื่องยากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

    ข้อมูลประมาณการจาก Statista ผู้ให้บริการฐานข้อมูลและสถิติระดับโลก ระบุว่า มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2569 มีแนวโน้มแตะระดับกว่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ผู้บริโภคไทยใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเฉลี่ยประมาณ 2.3 ชั่วโมงต่อวัน สะท้อนการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานดิจิทัลสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    เส้นแบ่ง “อยาก” กับ “จำเป็น” ที่เลือนลงทุกวัน

    ภาพการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ของคนไทย ยังสอดคล้องกับข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากการสำรวจการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของครัวเรือน พ.ศ. 2568 ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟน และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการค้นหาและซื้อสินค้าและบริการ ความสะดวกดังกล่าวทำให้กระบวนการตัดสินใจซื้อสั้นลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การใช้จ่ายจำนวนมากเกิดขึ้นจาก “อารมณ์ ณ ขณะนั้น” มากกว่าการไตร่ตรองถึงความจำเป็นในระยะยาว จนนำไปสู่พฤติกรรมที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า Emotional Spending ซึ่งกำลังพบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มวัยทำงานและผู้บริโภคเมือง เมื่อการซื้อกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา “การบริโภค” จึงไม่ใช่กิจกรรมเป็นครั้งคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างแนบเนียน

    Overconsumption ไม่ได้กระทบแค่กระเป๋าเงิน แต่กดดันเศรษฐกิจไทย

    แม้การบริโภคจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ แต่เมื่อการใช้จ่ายเติบโตบนฐานที่เกินสมดุล ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคล ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทย ณ ปี 2568 อยู่ในระดับประมาณ 16.3–16.4 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 86–87% ต่อ GDP ซึ่งยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันด้านการเงินของครัวเรือนไทยที่ยังคงดำรงอยู่ ท่ามกลางค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายด้านการเงินของคนไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการใช้จ่ายและวินัยทางการเงินในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    วินัยทางการเงิน คือ Soft Skill สำคัญของยุคที่ทุกอย่างชวนให้ซื้อ

    ในวันที่เทคโนโลยีทำให้การซื้อเป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว ความสามารถในการ “หยุดคิดก่อนจ่าย” กำลังกลายเป็นทักษะสำคัญของคนยุคใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการไม่ใช้เงิน แต่เกิดจากการเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า เงินควรถูกใช้ไปเพื่ออะไร และในโลกที่ทุกแพลตฟอร์มแข่งขันกันด้วยการดึงความสนใจ ผู้บริโภคที่ได้เปรียบที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ซื้อได้มากที่สุด แต่คือคนที่รู้จักคำว่า “พอดี” และเลือกใช้เงินอย่างมีสติในแบบที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-overconsumption-flash-sale&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dhrl4aBaMaE0NFJzr1iGJ

  • รมว.ทส. สั่งกรมโลกร้อน เร่งดันคาร์บอนต่ำเข้าแผนพัฒนาที่ 14 ปูทางแข่งขันระยะยาว

    รมว.ทส. สั่งกรมโลกร้อน เร่งดันคาร์บอนต่ำเข้าแผนพัฒนาที่ 14 ปูทางแข่งขันระยะยาว

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการบูรณาการนโยบายเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575)

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการหารือร่วมกับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในมิติของการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    สำหรับการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมได้มีการพิจารณา (ร่าง) ข้อเสนอเพื่อนำไปประกอบการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งเนื้อหาได้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย ตลอดจนแนวทางการขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศ อาทิ การผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่าน และการยกระดับกลไกการบริหารจัดการของภาครัฐ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับเสาหลักการพัฒนาทั้ง 4 เสาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5/2569 ซึ่งมีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/830220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07Sa4eUokkkaiJRAWKvEY5

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์ก 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    ตลาดหุ้นนิวยอร์ก 09/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 11 พ.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A1tgwsV5AmIsJ19dPf6Fd

  • ใจหาย ส้มเช้งปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แบกค่าแรงไม่ไหว พิษเศรษฐกิจ

    ใจหาย ส้มเช้งปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แบกค่าแรงไม่ไหว พิษเศรษฐกิจ

    ใจหาย ส้มเช้งปิดร้านก๋วยเตี๋ยว แบกค่าแรงไม่ไหว พิศเศรษฐกิจ
    ส้มเช้ง 3ช่า – บุญญาวัลย์

    ส้มเช้ง สามช่า เตรียมปิดร้าน “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน” หลังเจอเศรษฐกิจซบ ค่าไฟแรง ต้นทุนสูง ขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน แถมยังต้องดูแลค่าแรงลูกน้อง 12 ชีวิต

    เป็นอีกข่าวที่ทำเอาแฟน ๆ และสายกินใจหาย เมื่อ ส้มเช้ง สามช่า หรือ บุญญาวัลย์ พงษ์สุวรรณ ตลกหญิงชื่อดัง ออกมาเปิดใจเตรียมปิดกิจการร้านก๋วยเตี๋ยว หลังพยายามประคองธุรกิจอาหารมาระยะหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องยอมถอย เพราะต้นทุนไม่ไหวจริง ๆ

    รายการ APOP TODAY ของอมรินทร์ทีวีรายงานว่า ส้มเช้งเตรียมปิดร้านก๋วยเตี๋ยวตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โดยให้เหตุผลหลักมาจากพิษเศรษฐกิจ ค่าไฟแพง และต้นทุนต่าง ๆ ที่พุ่งสูงขึ้น จนร้านขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน ก่อนตัดสินใจปิดเพื่อกลับมาตั้งหลักใหม่

    ร้านที่เป็นประเด็นล่าสุดคือ “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน” หรือ “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้านคาเฟ่” ซึ่งเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่ส้มเช้งทำต่อหลังย้ายจากร้านเดิม โดยผลค้นหาจาก APOP TODAY ใช้แฮชแท็กเกี่ยวกับร้านนี้ชัดเจนว่าเป็นประเด็น “เตรียมปิดร้านก๋วยเตี๋ยว” และ “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน”

    ส้มเช้ง สามช่า เตรียมปิดร้าน “ส้มเช้งเตี๋ยวในบ้าน” หลังเจอเศรษฐกิจซบ ค่าไฟแรง ต้นทุนสูง ขาดทุนต่อเนื่องหลายเดือน แถมยังต้องดูแลค่าแรงลูกน้อง 12 ชีวิต
    ส้มเช้ง 3ช่า – บุญญาวัลย์

    ก่อนหน้านี้ ส้มเช้งเคยเจอปัญหากับร้าน “ส้มเช้งเตี๋ยวริมน้ำ” ที่ซอยวัดไทรม้า จังหวัดนนทบุรี หลังเจ้าตัวเคยประกาศว่าร้านเดิมเปิดถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เพราะเจ้าของพื้นที่ต้องการที่คืน แม้ร้านยังมีลูกค้าและคนมาอุดหนุนต่อเนื่องก็ตาม

    หลังจากนั้น ส้มเช้งย้ายร้านและเปลี่ยนชื่อเป็น “ส้มเช้ง เตี๋ยวในบ้าน” ตามข้อมูลจากโพสต์ของรายการบันเทิงช่อง 7 ที่ระบุว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวริมน้ำกำลังปิดตัวเพราะโดนไล่ที่ และจะย้ายร้านใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “ส้มเช้ง เตี๋ยวในบ้าน”

    แต่ธุรกิจรอบใหม่ก็ยังไม่ง่าย APOP TODAY ระบุว่า ส้มเช้งยอมรับว่าแบกภาระค่าใช้จ่ายหนัก ทั้งค่าแรงลูกน้อง 12 ชีวิต และภาระในร้าน จนเครียดถึงขั้นกินอะไรไม่ลง ขณะที่อีกคลิปรายงานว่าเหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจและค่าไฟที่พุ่งขึ้น

    ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวดาราปิดร้านอาหาร แต่เป็นภาพของผู้ประกอบการร้านอาหารที่ต้องเจอปัญหาเดียวกันหลายด้าน ทั้งค่าไฟ ค่าแรง วัตถุดิบ และกำลังซื้อของลูกค้าที่ไม่แน่นอน ต่อให้เป็นคนดัง มีฐานแฟน มีลูกค้าเข้าร้าน ก็ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะรอดเสมอไป ตัวเลขหลังบ้านไม่เคยเกรงใจชื่อเสียงใคร

    ส้มเช้งไม่ได้เพิ่งล้มกับธุรกิจครั้งเดียว แต่พยายามเดินหน้าต่อจากร้านเดิมที่ต้องย้ายเพราะปัญหาพื้นที่ จนมาถึงร้านใหม่ในบ้าน ก่อนเจอแรงกดดันจากต้นทุนรอบใหม่อีกครั้ง ทำให้การปิดร้านวันที่ 12 พฤษภาคมนี้กลายเป็นการตัดสินใจเพื่อหยุดเลือด ไม่ใช่แค่เลิกเพราะหมดใจ

    สำหรับแฟน ๆ ที่อยากให้กำลังใจ ควรติดตามประกาศจากช่องทางของส้มเช้งโดยตรงอีกครั้ง ว่าหลังปิดร้านแล้วจะพักกิจการชั่วคราว ย้ายรูปแบบใหม่ หรือกลับมาเปิดอีกเมื่อสถานการณ์พร้อมกว่าเดิม เพราะจากข้อมูลตอนนี้ยังชัดเพียงว่าเจ้าตัวเตรียมปิดกิจการร้านก๋วยเตี๋ยววันที่ 12 พ.ค. 2569 จากภาระต้นทุนและสภาพเศรษฐกิจ

    อ่านข่าวบันเทิงเพิ่มเติม

    แหล่งข่าวอ้างอิง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1565051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28PENqgPU94azQU0ydcbX8

  • ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง

    ไทยเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากพิษสงครามตะวันออกกลาง

    ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account : CA) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญในการวัดสุขภาพเศรษฐกิจด้านต่างประเทศ องค์ประกอบสำคัญของ CA คือ ดุลการค้าและดุลบริการ รวมถึงมีส่วนประกอบอื่นอย่างดุลรายได้และดุลเงินโอน ซึ่งสะท้อนปัจจัยอื่น ๆ เช่น รายได้และรายจ่ายในการลงทุนระหว่างประเทศ ค่าตอบแทนแรงงาน เป็นต้น หากประเทศมี CA เกินดุล สะท้อนว่าประเทศมีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามากกว่ารายจ่ายเงินตราต่างประเทศ หาก CA ขาดดุลย่อมหมายถึงรายจ่ายออกไปต่างประเทศที่มากกว่ารายได้

    ตัวชี้วัดนี้มีความสำคัญกับไทยสูง เนื่องจากไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูงมาก สะท้อนจากระดับการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศ (Trade openness) หรือผลรวมของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าและบริการที่สูงถึง 137% ของ GDP ในปี 2567 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 57% และสูงเป็นอันดับที่ 30 จาก 196 ประเทศในโลก

    ในอดีตไทยเกินดุล CA อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงก่อนวิกฤติโควิด เช่น ในปี 2562 ไทยเกินดุล CA มากถึง 3.83 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ CA กลับมีแนวโน้มแย่ลงมากในช่วงหลังวิกฤติโควิด โดยลดเหลือเพียง 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และมีแนวโน้มจะถูกซ้ำเติมจากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงกำแพงภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ที่จะกระทบการส่งออก ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดดุล CA ในปีนี้อีกครั้ง ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียง 5 ครั้งนับตั้งแต่หลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ดุลการค้าที่เกินดุลลดลง ค่าขนส่งที่แพงขึ้น และดุลการท่องเที่ยวที่แย่ลง

    หนึ่ง ดุลการค้าจะเกินดุลลดลง เพราะ (1) นำเข้าไทยมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้สูงมากถึง 12.7% ในปี 2568 และ 16.9% ใน 2 เดือนแรกของปี 2569 เป็นผลจากทั้งผลของการเร่งผลิตและส่งออกก่อนได้รับผลกระทบของสงครามการค้าอย่างเต็มที่ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มสูงขึ้นมากตามกระแสการลงทุนใน AI และ Data center ทั่วโลก รวมถึงการส่งออกทองคำที่สูงในช่วงเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวน 

    อย่างไรก็ดี การนำเข้ากลับขยายตัวได้สูงกว่าถึง 5 ใน 6 เดือนที่ผ่านมา จนดุลการค้าขาดดุลถึง 3 ใน 6 เดือนดังกล่าว โดยเฉพาะในการนำเข้าจากจีน และการนำเข้าสินค้าขั้นต้นและขั้นกลางในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำมาผลิต และส่งออก รวมถึงใช้ในประเทศ ส่งผลให้ดุลการค้าปรับตัวแย่ลงมาก ซึ่งการนำเข้าเพื่อนำไปผลิตและส่งออก หรือการนำเข้าเครื่องจักรอุปกรณ์ โดยปกติอาจเป็นเรื่องที่ดี แต่ในกรณีปัจจุบันพบว่าไทยอาจไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร สะท้อนจากกิจกรรมภาคการผลิตที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของไทยอยู่ที่เพียง 56.8% ในเดือน ก.พ. 2569 เทียบกับ 65.6% ในปี 2564

    (2) ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการส่งออกไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (ME 15) หดตัวมากถึง -57.1% ในเดือน มี.ค. 2569 (ข้อมูลเบื้องต้นในระบบศุลกากร) และผลกระทบมีแนวโน้มขยายวงไปยังการส่งออกประเทศอื่น ๆ ในระยะข้างหน้า ผ่านช่องทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ในสินค้าต้นน้ำที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการอาจเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นหรือขาดแคลนวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก 

    นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนสูงราว 8% ของ GDP มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นจากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น โดยราคาสินค้านำเข้ากลุ่ม Fuel Product เดือน มี.ค. ขยายตัวสูงถึง 34.7%MOM เมื่อเทียบกับเดือนก่อน

    (3) กำแพงภาษีสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเตรียมตั้งกำแพงภาษีตามมาตรา 301 ของ The Trade Act of 1974 สินค้าไทยและคู่ค้าหลัก หากไทยถูกตั้งกำแพงภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ก็จะทำให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของการส่งออกไทย คิดเป็นสัดส่วน 21.3% ของการส่งออกไทยทั้งหมดในปี 2568 ในทางกลับกันไทยอาจต้องยอมเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งผ่านการลดภาษีนำเข้าหรือผ่านการคลายมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ เพื่อขอเจรจาให้สหรัฐฯ ลดกำแพงภาษีต่อไทยลง

    สอง ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแพงขึ้น ดัชนี Freightos Global Container Index ที่สะท้อนราคาค่าขนส่งสินค้าทางเรือโลกสูงถึง 2,424.7 ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจากระดับ 1,375.8 ในปี 2562 ถึง 76.2% จากต้นทุนการให้บริการที่สูงขึ้น ทำให้ไทยมีต้นทุนในการนำเข้าและส่งออกเพิ่มสูงขึ้นมาก แม้ดัชนีจะลดลงบ้างในช่วงต้นปี 2569 แต่สงครามในตะวันออกกลางก็สร้างความเสี่ยงที่จะทำให้ค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้นตามราคาพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญในการขนส่ง

    สาม ดุลการท่องเที่ยวแย่ลงจากผลกระทบสงคราม ในช่วงก่อนวิกฤติปี 2562 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยสูงสุดถึง 39.8 ล้านราย อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยกลับไม่สามารถฟื้นตัวทำจุดสูงสุดใหม่ได้หลังวิกฤติโควิดอยู่ที่เพียง 33 ล้านรายในปี 2568 ผลจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวชะลอลง การออกนโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติของหลายประเทศเอเชีย (Tourism war) รวมถึงความไม่มั่นใจด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจีนในการท่องเที่ยวไทย 

    สำหรับปี 2569 SCB EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยอาจไม่เติบโตจากผลสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากการปรับลดจำนวนเที่ยวบินทั่วโลก ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมัน และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรปแล้ว ซึ่งมีกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

    CA ที่จะแย่ลงชั่วคราว 1-2 ปีจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นเรื่องกระทบทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ CA ไทยมีแนวโน้มแย่ลงอยู่ก่อนแล้ว หลายองค์ประกอบใน CA ที่แย่ลงจะส่งผลต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในกรณีเลวร้ายหากไทยขาดดุล CA เรื้อรังอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า แม้จะช่วยให้การส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้นบ้าง แต่จะทำให้ต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะพลังงานสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ขณะที่ CA เป็นหนึ่งในตัวแปรที่องค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้ความสนใจอีกด้วย

    ประเทศไทยต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับการขาดดุล CA นี้? เริ่มต้นจาก 

    (1) การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศในภาคการผลิต เพื่อให้สัดส่วนของการนำเข้าลดลงเมื่อเทียบกับการส่งออก ซึ่งนอกจากจะเป็นผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจแล้ว จะยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการตั้งกำแพงภาษีสินค้าผ่านแดน (Transshipment) จากสหรัฐฯ ได้ด้วย 

    (2) ยกระดับโครงสร้างการท่องเที่ยวสู่ High-Value Tourism ลดการพึ่งพาจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หันมาเน้นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและวัฒนธรรม ควบคู่การยกระดับความปลอดภัย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและพำนักยาวขึ้น 

    (3) เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ด้วยการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด สนับสนุนการติดตั้ง Solar rooftop ในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม

    ความเสี่ยงขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ซ้ำเติมด้วยสงครามตะวันออกกลางและกำแพงภาษีสหรัฐฯ สะท้อนชัดว่าไทยอาจไม่สามารถพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมได้อีกต่อไป ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการยกระดับการผลิต การท่องเที่ยว และพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจไทย เพื่อลดความเปราะบางและเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2930616&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3frUfJ4VfIK2Kcx6jGki04