Category: เศรษฐกิจ

  • ผสานพลังภาคการเงินไทย สร้างโอกาส สร้างภูมิคุ้มกัน สู่อนาคตที่ยั่งยืน

    ผสานพลังภาคการเงินไทย สร้างโอกาส สร้างภูมิคุ้มกัน สู่อนาคตที่ยั่งยืน

    ปัจจุบันที่โลกหมุนเร็ว ความท้าทายของประเทศ คือ การสร้างศักยภาพการแข่งขัน และเสริมภูมิคุ้มกันให้คนไทยสามารถปรับตัว และร่วมกันสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนนะคะ

    rn

     

    rn

    แนวคิดดังกล่าวสะท้อนในหัวข้อหลักของการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนหน้า ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย การเสริมพลังประชาชนและสร้างภูมิคุ้มกัน” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างคน สร้างโอกาส และสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้

    rn”}}” id=”start-of-article”>

    ปัจจุบันที่โลกหมุนเร็ว ความท้าทายของประเทศ คือ การสร้างศักยภาพการแข่งขัน และเสริมภูมิคุ้มกันให้คนไทยสามารถปรับตัว และร่วมกันสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนนะคะ

    แนวคิดดังกล่าวสะท้อนในหัวข้อหลักของการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนหน้า ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของประเทศไทย การเสริมพลังประชาชนและสร้างภูมิคุ้มกัน” ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างคน สร้างโอกาส และสร้างความยืดหยุ่นให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้

    เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทำให้โตต่ำต่อเนื่อง แม้เป้าหมายหลักของแบงก์ชาติ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่เรื่องการเติบโตก็เป็นเรื่องสำคัญ ตามที่ผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร เคยกล่าวไว้ว่า “เสถียรภาพและการเติบโต ต้องเดินคู่กัน” แบงก์ชาติจึงได้ขยายบทบาท และเอื้อมมือให้ไกลที่สุดในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ทำไปแล้ว 4 ด้าน คือ (1) แก้หนี้ครัวเรือน (2) การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย (3) Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน (4) การป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นช่องทางของทุนเทา และ ธุรกรรมผิดกฎหมาย

    rn

     

    rn

    ด้านการแก้หนี้ มีโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย ด้านการเข้าถึงเงินทุน โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย แบงก์ชาติมีการออกโครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ เพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน และ “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องแก่ SMEs

    rn

     

    rn

    ล่าสุด แบงก์ชาติ เตรียมขับเคลื่อน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1. SME Credit Portal หรือแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุน 2. กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่เพื่อลด credit cost ซึ่งจะทำคู่ขนานไปกับกลไก บสย. และคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อรวมกันได้ถึง 2 แสน ล้านบาท 3. Data Bureau ที่ใช้ข้อมูลทางเลือก มาช่วยประเมินสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้า แม่ค้ารายเล็ก โดย Data Bureau จะช่วย 2 ด้าน คือ การเข้าถึงสินเชื่อ (Inclusion) และ การสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ (Exclusion)

    rn

     

    rn

    ขณะเดียวกัน แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรม ด้วยการลดค่าธรรมเนียมในการใช้บริการทางการเงิน เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs

    rn

     

    rn

    ระบบการเงินที่ดี ต้องสร้างโอกาส และ ต้องไม่เป็นเครื่องมือของอาชญากรรมทางการเงิน

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ก.คลัง ก.ดิจิทัลฯ ปปง. สตช. ก.ล.ต. ในการยกระดับมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงแรกมุ่งแก้ปัญหาการหลอกลวงผ่าน Unauthorized Payment Fraud หรือ “แอปดูดเงิน” ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของ Mobile Banking จนสามารถลดจำนวนเหตุการณ์ลงเหลือศูนย์ ตามด้วยมาตรการแบบบูรณาการ ทั้งจัดการบัญชีม้า การติดตามเส้นทางเงินผ่าน API การใช้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเพื่อบริหารความเสี่ยง การกำหนดวงเงินโอนตามระดับความเสี่ยง และการออกแนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility Guidelines) ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจาก Authorized Push Payment (APP) Fraud ลดลงจาก 8.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เหลือ 1.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 หรือลดลง เกือบ 80%

    rn

     

    rn

    นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังได้ขยายการดำเนินงานไปสู่การป้องกันการใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางของกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย (Illicit Activities) ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การกำกับการถอนเงินสดมูลค่าสูง การยกระดับมาตรการสำหรับธุรกรรมทองคำ การเพิ่มความเข้มงวดการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อเสริมความปลอดภัยในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการซื้อขาย Stablecoin เช่น USDT ควบคู่กับการยกระดับมาตรการ KYC, CDD และ EDD ตลอดวงจรลูกค้า รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินสามารถ ตรวจจับและติดตามความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    rn

     

    rn

    10 ก.ย. 69 เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญ “หนึ่งเจตนารมณ์ ผสานพลัง ปกป้องภาคการเงินไทย” ภายใต้ 5 หลักการร่วม คือ 1. เริ่มที่ผู้นำ ด้วยการกำหนดทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กร (Leadership and Governance) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการองค์กร 2. สร้างมาตรฐาน ด้วยการกำหนดแนวทางเพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างมีมาตรฐานและเป็นรูปธรรม (Effective Standards and Execution) 3. พัฒนาเชิงรุก ด้วยความเชี่ยวชาญและข้อมูล (Expertise and Data-Driven Capability) 4. รวมพลังทั้งระบบ ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือและองค์ความรู้ร่วมกัน (Collaboration and Collective Intelligence) ทั้งรูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย และแนวปฏิบัติที่ดี 5. คำนึงถึงผลกระทบอย่างสมดุล (Balanced Objectives) ทั้งการดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือ ควบคู่ไปกับ การเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถสร้างความปลอดภัย โดยไม่ก่อผลกระทบเกินจำเป็น

    rn

     

    rn

    หัวใจสำคัญ คือ เปลี่ยนจาก “เจตนา” สู่ “การลงมือทำ” โดยหน่วยงานที่เข้าร่วม ประกอบด้วย ธปท./ สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาชิก 15 ธนาคาร/ สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาชิก 24 ธนาคาร/ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาชิก 8 ธนาคาร/ สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาชิก 33 บริษัท/ สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) สมาชิก 117 บริษัท และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-bank lender) สมาชิกรวม 157 บริษัท ทั้งชมรมธุรกิจบัตรเครดิต ชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย สมาคมธุรกิจลิสซิ่งไทย สมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไทย

    rn

     

    rn

    ในยุคที่โลกหมุนเร็ว ไทยจำเป็นต้องสร้างศักยภาพและภูมิคุ้มกันให้ปรับตัวได้ การแก้ปัญหาหนี้ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs การสร้างความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน และ การสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงิน จึงเป็นความจำเป็นของประเทศ บทบาทของแบงก์ชาติในวันนี้จึงไม่จำกัดเพียงการรักษาเสถียรภาพ แต่คือการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ

    rn”}}” id=”text-a1af4a5f19″>

    เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทำให้โตต่ำต่อเนื่อง แม้เป้าหมายหลักของแบงก์ชาติ คือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่เรื่องการเติบโตก็เป็นเรื่องสำคัญ ตามที่ผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร เคยกล่าวไว้ว่า “เสถียรภาพและการเติบโต ต้องเดินคู่กัน” แบงก์ชาติจึงได้ขยายบทบาท และเอื้อมมือให้ไกลที่สุดในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ โดยในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา แบงก์ชาติได้ทำไปแล้ว 4 ด้าน คือ (1) แก้หนี้ครัวเรือน (2) การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย (3) Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน (4) การป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นช่องทางของทุนเทา และ ธุรกรรมผิดกฎหมาย

    ด้านการแก้หนี้ มีโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อแก้ปัญหาหนี้ NPL ให้ลูกหนี้รายย่อย ด้านการเข้าถึงเงินทุน โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย แบงก์ชาติมีการออกโครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ เพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน และ “SMEs Secure+” หรือ “มีที่มีเงิน” เพื่อเติมสภาพคล่องแก่ SMEs

    ล่าสุด แบงก์ชาติ เตรียมขับเคลื่อน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1. SME Credit Portal หรือแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุน 2. กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่เพื่อลด credit cost ซึ่งจะทำคู่ขนานไปกับกลไก บสย. และคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อรวมกันได้ถึง 2 แสน ล้านบาท 3. Data Bureau ที่ใช้ข้อมูลทางเลือก มาช่วยประเมินสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้า แม่ค้ารายเล็ก โดย Data Bureau จะช่วย 2 ด้าน คือ การเข้าถึงสินเชื่อ (Inclusion) และ การสกัดธุรกรรมไม่พึงประสงค์ (Exclusion)

    ขณะเดียวกัน แบงก์ชาติยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรม ด้วยการลดค่าธรรมเนียมในการใช้บริการทางการเงิน เพื่อลดภาระทางการเงินของประชาชนและ SMEs

    ระบบการเงินที่ดี ต้องสร้างโอกาส และ ต้องไม่เป็นเครื่องมือของอาชญากรรมทางการเงิน

    แบงก์ชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ก.คลัง ก.ดิจิทัลฯ ปปง. สตช. ก.ล.ต. ในการยกระดับมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงแรกมุ่งแก้ปัญหาการหลอกลวงผ่าน Unauthorized Payment Fraud หรือ “แอปดูดเงิน” ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของ Mobile Banking จนสามารถลดจำนวนเหตุการณ์ลงเหลือศูนย์ ตามด้วยมาตรการแบบบูรณาการ ทั้งจัดการบัญชีม้า การติดตามเส้นทางเงินผ่าน API การใช้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าเพื่อบริหารความเสี่ยง การกำหนดวงเงินโอนตามระดับความเสี่ยง และการออกแนวปฏิบัติด้านความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility Guidelines) ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายจาก Authorized Push Payment (APP) Fraud ลดลงจาก 8.6 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2567 เหลือ 1.8 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2569 หรือลดลง เกือบ 80%

    นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังได้ขยายการดำเนินงานไปสู่การป้องกันการใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางของกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย (Illicit Activities) ผ่านมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การกำกับการถอนเงินสดมูลค่าสูง การยกระดับมาตรการสำหรับธุรกรรมทองคำ การเพิ่มความเข้มงวดการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อเสริมความปลอดภัยในระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะการซื้อขาย Stablecoin เช่น USDT ควบคู่กับการยกระดับมาตรการ KYC, CDD และ EDD ตลอดวงจรลูกค้า รวมถึงการพัฒนารูปแบบธุรกรรมต้องสงสัย 24 รูปแบบ เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินสามารถ ตรวจจับและติดตามความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    10 ก.ย. 69 เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญ “หนึ่งเจตนารมณ์ ผสานพลัง ปกป้องภาคการเงินไทย” ภายใต้ 5 หลักการร่วม คือ 1. เริ่มที่ผู้นำ ด้วยการกำหนดทิศทาง นโยบาย และธรรมาภิบาลองค์กร (Leadership and Governance) เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการองค์กร 2. สร้างมาตรฐาน ด้วยการกำหนดแนวทางเพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างมีมาตรฐานและเป็นรูปธรรม (Effective Standards and Execution) 3. พัฒนาเชิงรุก ด้วยความเชี่ยวชาญและข้อมูล (Expertise and Data-Driven Capability) 4. รวมพลังทั้งระบบ ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือและองค์ความรู้ร่วมกัน (Collaboration and Collective Intelligence) ทั้งรูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย และแนวปฏิบัติที่ดี 5. คำนึงถึงผลกระทบอย่างสมดุล (Balanced Objectives) ทั้งการดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือ ควบคู่ไปกับ การเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ สามารถสร้างความปลอดภัย โดยไม่ก่อผลกระทบเกินจำเป็น

    หัวใจสำคัญ คือ เปลี่ยนจาก “เจตนา” สู่ “การลงมือทำ” โดยหน่วยงานที่เข้าร่วม ประกอบด้วย ธปท./ สมาคมธนาคารไทย (TBA) สมาชิก 15 ธนาคาร/ สมาคมธนาคารนานาชาติ (AIB) สมาชิก 24 ธนาคาร/ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (GFA) สมาชิก 8 ธนาคาร/ สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) สมาชิก 33 บริษัท/ สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน (TAFEXS) สมาชิก 117 บริษัท และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-bank lender) สมาชิกรวม 157 บริษัท ทั้งชมรมธุรกิจบัตรเครดิต ชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย สมาคมธุรกิจลิสซิ่งไทย สมาคมธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ไทย

    ในยุคที่โลกหมุนเร็ว ไทยจำเป็นต้องสร้างศักยภาพและภูมิคุ้มกันให้ปรับตัวได้ การแก้ปัญหาหนี้ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs การสร้างความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน และ การสกัดกั้นอาชญากรรมทางการเงิน จึงเป็นความจำเป็นของประเทศ บทบาทของแบงก์ชาติในวันนี้จึงไม่จำกัดเพียงการรักษาเสถียรภาพ แต่คือการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัย เป็นธรรม และเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนค่ะ

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 15 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260915.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw202ZwsaSOKsWdOH7RVOc47

  • ‘จุลพันธ์’ เชื่อเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ หลังคดีฮั้วสว.กกต.ไม่สั่งฟ้องคนในรัฐบาล

    ‘จุลพันธ์’ เชื่อเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ หลังคดีฮั้วสว.กกต.ไม่สั่งฟ้องคนในรัฐบาล

    15 ก.ย.2569-ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์  อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเสถียรภาพรัฐบาลหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่ส่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. ว่า เสถียรภาพของความเป็นรัฐในการเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศคงจะมั่นคงขึ้นแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็มีคำวินิจฉัยมาระดับหนึ่ง แต่อย่างแรกทุกคนควรรอฟังคำวินิจฉัยที่ครบถ้วนก่อน เพราะตนยังไม่ได้อ่านว่าเหตุและผลของแต่ละประเด็น แต่ละขั้นตอนเป็นอย่างไร ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และเรื่องนี้ในตอนที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ มีรัฐมนตรีโดนดำเนินคดีไปถึง 2 คน วันนี้อยู่ในขั้นตอนขององค์กรอิสระที่จะดำเนินการ ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่าผู้ที่คัดค้าน หรือเห็นต่างคงมีช่องทางกฎหมายที่จะดำเนินการต่อได้ตามรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ต้องติดตามกระบวนการจนครบถ้วน อย่างน้อยวันนี้ก็สบายใจไปขั้นหนึ่งว่าเราขับเคลื่อนต่อได้ ส่วนใครมีบทบาทหน้าที่อย่างไรก็ว่าตามนั้น

    ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยขับเคลื่อนเรื่องนี้มาแต่แรก ติดใจในคำวินิจฉัยของ กกต. หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ยังไม่เห็นคำวินิจฉัยของ กกต. เห็นเพียงตามหน้าข่าวที่สื่อเสนอมีเรื่องของจำนวนและรายชื่อ แต่ในเหตุผลจริงๆ เราอาจไม่ได้เห็นกระบวนการวิธีการหรือหลักฐานต่างๆ เมื่อมีการเปิดเผยต่อสาธารณะแล้วต้องติดตามต่อไป

    เมื่อถามว่า หลายฝ่ายอาจกังขาบทบาทของพรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรน่ากังขา พรรคเพื่อไทยยึดผลประโยชน์ของประชาชน วันที่เรามีหน้าที่รับผิดชอบเราก็ทำอย่างเต็มที่ วันนี้อยู่ในกระบวนการขั้นตอนอื่น อำนาจหน้าที่เราไม่ได้อยู่ ณ จุดนั้นก็ต้องให้อิสระ และให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ขณะที่พรรคเพื่อไทยในส่วนที่รับผิดชอบก็ทำอย่างเต็มที่

    เมื่อถามย้ำว่า หลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้วจะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงขึ้นหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เสถียรภาพจากภายในไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะเราเป็นรัฐบาลร่วมกันไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล ดังนั้น การที่เสถียรภาพภายในของรัฐบาลมั่นคง สิ่งที่จะสะท้อนออกไปที่สังคมภายนอกต่อจากนี้ ตนเชื่อว่า จะเป็นเสถียรภาพด้านความมั่นใจ เพราะการมีรัฐบาลที่มั่นคงจะสร้างความมั่นใจทางเศรษฐกิจ และการลงทุนทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น ในมุมของตนเมื่อวันที่ 14 ก.ย. จะอย่างไรก็ตามในมิติเศรษฐกิจถือว่าเป็นผลดี

    เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านยังยืนยันจะนำเรื่องฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีความกังวลใจหรือไม่ นายจุลพันธ์  กล่าวว่า ไม่กังวล เป็นอำนาจหน้าที่และเป็นสิทธิ์ของแต่ละฝ่ายที่จะทำภายใต้กรอบกฎหมาย ฝ่ายค้านยังเหลือสิทธิ์อภิปรายทั้งมาตรา 151 และ 152 สามารถดำเนินการได้ในสมัยประชุมสภานี้  หากจะยื่นมารัฐบาลภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญก็พร้อมตอบอยู่แล้วทุกประเด็น 

    เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยมีเงื่อนไขหรือไม่หากนายกฯ จะดึงพรรคกล้าธรรมเข้ามาร่วมรัฐบาล นายจุลพันธ์ กล่าวว่า  สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่มีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติม สิ่งที่ได้พูดคุยกันไปแล้วก็จบในวันนั้น และมั่นในกรอบที่ได้พูดคุยกันไว้ และเราจะทำงานภายใต้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ในส่วนอื่นขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาหรือตัดสินใจเราไม่ได้ห้ามกัน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของกระบวนการ ตนเชื่อว่า ให้เวลาตัดสินอย่าเพิ่งไปด่วนสรุป หรือตั้งสมมุติฐาน เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคกล้าธรรมมาจริงจะสั่นคลอนพรรคเพื่อไทยหรือไม่ เพราะตอนนี้เสียงรัฐบาลแน่นอยู่แล้ว นายจุลพันธ์ ถามกลับว่า “ไม่ดีหรือครับ ยิ่งเยอะ” ก่อนบอกว่า ตนไม่ทราบ ไม่ได้มีประเด็นอะไร

    เมื่อถามว่า เรื่องที่พยานไปให้การพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องมีการเคลียร์ใจกันหรือไม่ นายจุลพันธ์  กล่าวว่า ไม่ต้องเคลียร์ใจ ไม่มีประเด็นอะไรค้างคากัน และคนที่มาให้การเข้าใจว่าไม่ใช่คนของพรรคเพื่อไทยด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายวิเคราะห์กันไป แต่เรื่องภายในรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยไม่มีอะไรต้องพูดคุยกันในประเด็นนี้.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1069475/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw282hFiws8MB71pOIrTCo6m

  • “วีระยุทธ” ชี้หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน เศรษฐกิจไทยไปต่อไม่ได้

    “วีระยุทธ” ชี้หากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน เศรษฐกิจไทยไปต่อไม่ได้

    “วีระยุทธ” ชี้เปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่แค่เพิ่ม EV-โซลาร์ ย้ำหากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน เศรษฐกิจไทยไปต่อไม่ได้

    วันที่ 14 กันยายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในงานสัมมนา “การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียวสู่ความยั่งยืน (SDGs)” จัดโดยคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ที่ยังมีข้อกังขาเรื่องการมีส่วนร่วมและการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล 

    ทั้งนี้ได้เตือนถึงความเข้าใจผิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ว่าต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือแผงโซลาร์เซลล์เข้ามาในระบบ แต่ต้องกล้า “แทนที่” และลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ปัจจุบันไทยยังใช้อยู่สูงถึง 80% ให้ได้อย่างจริงจัง มิเช่นนั้นจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างแท้จริง

    นายวีระยุทธ ย้ำว่า หากไทยไม่เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน เนื่องจากไฟฟ้าสะอาดได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะการส่งออกไปตลาดคุณภาพสูงอย่างยุโรปและออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันไทยกลับมีสัดส่วนผลิตไฟฟ้าสะอาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งผลสำรวจจากรายงาน “Tailor the Transition” โดย กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ร่วมกับ GIZ ระบุว่า ช่องว่างความต้องการไฟฟ้าสะอาดของนักลงทุนจะขยายตัวสูงถึง 70% ในปี 2573 และเพิ่มเป็น 80% ในปี 2578 จนเสี่ยงทำให้นักลงทุนย้ายฐานการผลิตหรือปฏิเสธการลงทุนเฟสใหม่ 

    รองหัวหน้าพรรคประชาชนยังเสนอให้รัฐบาลออกแบบนโยบายเจาะจงเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น หนุน SME ชิ้นส่วนยานยนต์เปลี่ยนเครื่องจักร ส่งเสริมชีวมวลและก๊าซชีวภาพในกลุ่มอาหาร ตลอดจนใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในกลุ่มปิโตรเคมี เพื่อรักษาราชการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2959756&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NVtyhuCgOWl23VY540tMM

  • SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงพร้อมรับมือ | เดลินิวส์

    SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.2% จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงพร้อมรับมือ | เดลินิวส์

    นายยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดขยายตัวได้ 2.2% 

    และในปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.1% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ที่ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี 

    แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดี แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-Shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูง และเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด 

    ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและเอสเอ็มอี จำนวนมากยังเผชิญกับความเปราะบางด้านรายได้ และหนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ 

    ด้านการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 16% และปีหน้าที่ 5.5% ส่วนการนำเข้าในปีนี้คาดขยายตัว 28% และปีหน้าคาดขยายตัวได้ 4.8% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% และในปีหน้าที่ 1% 

    “แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกและการลงทุนในกลุ่มไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ แต่กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงมาก และสร้างประโยชน์ในเชิงการจ้างงานค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายภาคเอกชนและภาครัฐยังคงเปราะบาง แม้จะมีมาตรการกระตุ้นอย่างไทยช่วยไทยพลัส ออกมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม”

    มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ผลต่อเศรษฐกิจจะขึ้นกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างงานในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่

    ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากซูเปอร์เอลนีโญจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันต้นทุน รายได้ และการบริโภค โดยเฉพาะครั้วเรือนและเอสเอ็มอีที่เปราะบางอยู่แล้ว

    ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

    ในส่วน 2 แสนล้านบาท แรกจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้

    ขณะที่วงเงินส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570

    สำหรับการเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ 3 ด้าน คือ 

    1.ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่

    2.เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหม่ กับเอสเอ็มอีไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น

    3.ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

    3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ มีดังนี้ 

    1.สงครามในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงาน โดยสถานการณ์ปะทุรอบใหม่จากการโจมตีท่อส่งพลังงานโดยกลุ่มฮูติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบแตะ110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงผ่านค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่า

    ในขณะที่กลไกชดเชยอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีข้อจำกัดรุนแรงขึ้นเนื่องจากสถานะติดลบสะสมเกือบ 90,000 ล้านบาท ภาครัฐจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ไม่ตรึงราคาฝืนตลาดเกินไปจนอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาอย่างรวดเร็วในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะงักงันได้ 

    2.สงครามการค้าและมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 60 ประเทศที่เพิ่งถูกปรับขึ้นภาษีในอัตรา 12.5% จากข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับ (Force Labor) 

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นภาษีกับ 16 ประเทศซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย จากข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งสหรัฐฯ มักใช้แทคติกตั้งตัวเลขภาษีไว้สูงเพื่อบีบให้เกิดการเจรจาแลกเปลี่ยนกับการเปิดตลาดหรือปรับกฎเกณฑ์ภายในประเทศ 

    ไทยจึงต้องเร่งเจรจา รักษาสมดุลระหว่างอัตราภาษีและการเปิดเสรี พร้อมทั้งกระจายตลาดส่งออกและปรับโครงสร้าง Supply Chain ในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงถูกมองเป็นทางผ่านสินค้า 

    3.ภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์เอลนีโญ แม้ปัจจุบันจะมีฝนตกหนัก แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าช่วงไตรมาส 4 ถึงครึ่งแรกของปีหน้า จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งทำให้ปริมาณฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอย่างมาก กระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว อ้อย และปาล์ม รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตเกษตรเป็นวัตถุดิบ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยประมาณ 0.2% – 0.4% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า

    ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า เพื่อประคบประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยเสถียรภาพการเงินและเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งยังเป็นเกราะรองรับความเสี่ยงได้ดี 

    ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะขาดดุลประมาณ 3% ของ GDP ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติสำหรับเศรษฐกิจไทย 

    ส่วนมาตรการภาครัฐและการลงทุน โดยเฉพาะ มาตรการอย่างไทยช่วยไทย ควรเน้นกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) ให้ตรงจุดแก่ผู้เปราะบางจริง ๆ หรือกลุ่มที่มีความสามารถในการใช้จ่ายสูง

    นอกจากนี้ ภาครัฐควรดึงเม็ดเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Green Transition และ Grid Modernization ซึ่งตามแผน PDP ใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท

    ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองในระยะสั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังจำกัด หากรัฐบาลยังคงเสียงข้างมากในสภาและผลักดันนโยบายได้ แต่ในระยะยาว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะขึ้นอยู่กับกระบวนการที่โปร่งใสและหลักนิติธรรมเป็นสำคัญ

    “มองไปข้างหน้ามาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6191379/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_C5vQByWyO-eHjRiFym8w

  • รัฐบาลรอตัวเลขเศรษฐกิจ ส.ค. 69 ก่อนตัดสินใจต่อ-เลิก “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2”

    รัฐบาลรอตัวเลขเศรษฐกิจ ส.ค. 69 ก่อนตัดสินใจต่อ-เลิก “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2”

    15 กันยายน 2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ระยะที่ 2 ว่า ขณะนี้รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการ ล่าสุดหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขเครื่องชี้เศรษฐกิจของเดือนสิงหาคม 2569 นี้ก่อนว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะใช้เป็นฐานในการประเมิน คาดว่าภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ จะได้ข้อสรุป

    “ตอนนี้หน่วยงานเศรษฐกิจกำลังรวบรวมตัวเลขในเดือนสิงหาคมนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร หากตัวเลขออกมาว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมาดีการจะต่ออายุก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ซึ่งทั้งหมดก็ต้องรอฝ่ายนโยบายพิจารณาอีกครั้ง” แหล่งข่าวระบุ

    แหล่งข่าวมองว่า ที่ผ่านมาในการดำเนินโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟสแรก ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่หากต่ออายุไปต่อเนื่องโดยไม่มีฐานข้อมูลรองรับ อาจทำให้ประชาชนเสพติดนโยบาย ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และยังกระทบต่อภาระงบประมาณค่อนข้างสูง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xdWPEG0kYfFDlZJOUhuXr

  • อัตราว่างงานฟิลิปปินส์แตะร้อยละ 6 ในเดือนกรกฎาคม 2569 สูงสุดในรอบ 4 ปี

    อัตราว่างงานฟิลิปปินส์แตะร้อยละ 6 ในเดือนกรกฎาคม 2569 สูงสุดในรอบ 4 ปี

              ตามรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine Statistics Authority: PSA) 
    เผยอัตราว่างงานในเดือนกรกฎาคม 2569 ของฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ ร้อยละ 6.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 หรือคิดเป็นจำนวนผู้ว่างงานประมาณ 3.14 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.9 ในเดือนมิถุนายน 2569 และร้อยละ 5.3 ในเดือนกรกฎาคม 2568

              นาย Claire Dennis Mapa นักสถิติแห่งชาติและนายทะเบียนราษฎร กล่าวว่า อัตราว่างงานล่าสุดที่อยู่ที่ร้อยละ 6.0 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของอัตราว่างงานในครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากจำนวนประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุช่วง 15–24 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงหลังจบการศึกษาและเริ่มเข้าสู่การทำงาน อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานยังไม่สามารถรองรับผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานกลุ่มดังกล่าวได้ทั้งหมดทั้งนี้  โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 มีชาวฟิลิปปินส์ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นจำนวน 3.71 ล้านคน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate: LFPR) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 63.6 จากร้อยละ 60.7 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ผลสำรวจภาวะกำลังแรงงาน (Labor Force Survey: LFS) จะไม่ได้ระบุสาเหตุว่าผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานรายใหม่จึงไม่ได้รับการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม นาย Claire Dennis Mapa เสริมว่า สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.6 นอกจากนี้ เมื่อบริษัทมีการขยายกิจการย่อมส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่หากการขยายกิจการไม่ได้เกิดขึ้นในระดับสูงหรือชะลอตัวลง ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาในตลาดแรงงาน ซึ่งตลาดแรงงานมีความเชื่อมโยงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยตรง นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในเดือนกรกฎาคม 2569 อาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในภาคการค้าปลีก โดยจำนวนการจ้างงานในภาคดังกล่าวลดลงประมาณ 430,000 คน ทั้งนี้ งานที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ ได้แก่ พนักงานจัดเรียงสินค้าในชั้นวางของซูเปอร์มาร์เก็ต แรงงานก่อสร้าง รวมถึงผู้ขับขี่ยานพาหนะแบบใช้แรงคน โดยในเขตกรุงมะนิลามีอัตราว่างงานสูงที่สุดของประเทศที่ร้อยละ 8.2

              อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ (Underemployment)

     อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้านคุณภาพการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.9 ในเดือนกรกฎาคม 2569 จากร้อยละ 12.1 ในเดือนมิถุนายน 2569 ส่งผลให้มีผู้มีงานทำที่อยู่ในภาวะทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถจำนวน 6.33 ล้านคนในเดือนกรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้นจาก 6.11 ล้านคน ในเดือนมิถุนายน 2569 แต่ลดลงจาก 6.8 ล้านคนในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (PSA) จัดให้ผู้ที่มีงานทำแต่ยังต้องการหางานเพิ่มเติมหรือทำงานเพิ่มชั่วโมง เป็นผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ (Underemployed) และยังกำหนดให้ผู้ที่ทำงานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ในช่วงระยะเวลา 1 เดือนของการสำรวจอยู่ในกลุ่มผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถ ซึ่งจำนวน
    ผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นเป็น 49.21 ล้านคน จาก 46.05 ล้านคน ในเดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม อัตราการจ้างงานของประเทศลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ร้อยละ 94.0 จากร้อยละ 94.7 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคบริการยังคงมีสัดส่วนการจ้างงานสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 62.8 ของแรงงานทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ร้อยละ 19.7 และภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 17.5 โดยภาคเกษตรกรรมและป่าไม้มีจำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเพิ่มขึ้น 1.03 ล้านคน ขณะที่ภาคการผลิตมีจำนวนการจ้างงานลดลงมากที่สุด โดยลดลง 134,000 คน

             นาย Arsenio Balisacan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา (Department of Economy, Planning, and Development: DEPDev) ยอมรับว่าอัตราว่างงานที่อยู่ในระดับสูงถือเป็นความท้าทายของประเทศ และจำเป็นต้องมีการสร้างงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น โดยระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งความก้าวหน้าและความท้าทายเนื่องจากมีชาวฟิลิปปินส์เข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานที่มีคุณภาพ

             นาย Francis Tolentino รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการจ้างงาน (Department of Labor and Employment: DOLE) กล่าวว่า จะเพิ่มความพยายามในการส่งเสริมให้แรงงานเยาวชนมีความพร้อมและสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากขึ้น โดยเสริมว่า ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ามีตำแหน่งงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอาชีพหรือธุรกิจประเภทใด รวมถึงภาคส่วนใดยังมีตำแหน่งงานหรือแรงงานไม่เพียงพอและมีช่องว่างด้านการจ้างงาน เพื่อให้โครงการและบริการด้านการจ้างงานของภาครัฐสามารถตอบสนองต่อความต้องการของแรงงานและผู้หางานได้อย่างเหมาะสม โดยเป้าหมายไม่ได้มีเพียงการลดอัตราว่างงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้ชาวฟิลิปปินส์มีงานที่เหมาะสมมีผลิตภาพสูงขึ้นและมีคุณภาพมากขึ้น

    ที่มา: หนังสือพิมพ์ ABS-CBN

    บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น

    • อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ถือเป็นสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังต่อเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ โดยแม้จำนวนผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานจะเพิ่มขึ้น แต่ตลาดแรงงานยังไม่สามารถรองรับแรงงานใหม่ได้ทั้งหมด สะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างงานให้เพียงพอกับจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการทำงานต่ำกว่าระดับความสามารถเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.9 สะท้อนถึงประเด็นด้านคุณภาพการจ้างงานที่ยังต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อรายได้และกำลังซื้อของประชาชน หากตลาดแรงงานยังไม่สามารถรองรับผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเพียงพอ อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น สถานการณ์ตลาดแรงงานและภาวะเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์จึงเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับรายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความต้องการบริโภคและความต้องการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/f366vb0ktcjw6rhby6qdv27q&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw386P3W-UW3rw3xKZTQKLMW

  • ‘พูนพงษ์’ ว่าที่ปลัดพาณิชย์ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วน สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย

    ‘พูนพงษ์’ ว่าที่ปลัดพาณิชย์ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วน สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย

    วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569, 12.33 น.

    ว่าที่ปลัดพาณิชย์ ‘พูนพงษ์’ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วน สนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย เน้นเป้าหมายหลัก *ดูแลความเป็นธรรมทางการค้าและค่าครองชีพให้มีความเหมาะสม *เพิ่มมูลค่าการส่งออก *สร้างโอกาสให้ SME พัฒนาและส่งเสริมภาคธุรกิจ *บริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย เชื่อภูมิรัฐศาสตร์/บริบทการแข่งขันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่ส่งผลต่อกลไกตลาดแรงงาน/การค้า เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้โลกเปลี่ยน ส่งผลถึงกติกาการแข่งขันทางการค้าของโลกก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน 

    เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569  นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ในโอกาสที่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ภารกิจสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการเพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง โดยได้กำหนด 9 ภารกิจเร่งด่วนรองรับการค้าโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้กติกาการแข่งขันการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน ปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยต้องเผชิญท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรง ได้แก่ *ภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก *เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนเกมการแข่งขันทางการค้า *ทุกประเทศมีรูปแบบทางการค้าที่เน้นการกระจายความเสี่ยง *ประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนกติกาการค้าโลก *โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่ออุปทานแรงงานและอุปสงค์ในตลาด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้โลกการแข่งขันทางการค้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ประเทศที่สามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว มีโอกาสที่จะปลดล็อกพันธนาการทางเศรษฐกิจของประเทศตนเองได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “9 ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการ ประกอบด้วยระยะสั้นและระยะกลาง ได้แก่

    1. ดูแลค่าครองชีพให้มีความเหมาะสม โดยการใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควรจนสร้างความเดือดร้อน ผ่าน 3 มาตรการหลัก 1.1) ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น 1.2) ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ’ 1.3) อุดหนุนและเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย

    2. สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยการจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรจนขาดทุน เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึง การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

    3. สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME ผู้ประกอบการ SME ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกของ SMEs ไทย มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 14 ของมูลค่าการส่งออกรวม ซึ่งถือว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ดังนั้น การสร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME อย่างจริงจังและเป็นระบบจึงเป็นภารกิจหลักที่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง *การขยายช่องทางทางการค้า : ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ e-Commerce โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการควบคู่ไปกับการบ่มเพาะศักยภาพเชิงลึก ตามศักยภาพของ SME ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งขนาดและศักยภาพเพื่อให้ตอบโจทย์และเพิ่มขีดความสามารถให้กับ SME ไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถออกไปสู่ตลาดโลกได้ โดยสนับสนุนให้รายเล็กเป็นรายกลางและรายกลางเป็นรายใหญ่ ขณะเดียวกัน ก็จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ เร่งปรับทิศทางสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเน้นที่การส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มมูลค่าควบคู่กับจำนวนรายการปัจจุบัน        

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมี SMEs 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด เกิดการจ้างงาน 13 ล้านคน และสร้าง GDP 34.8% โดย 7 เดือน ปี 2569 (มกราคม – กรกฎาคม) การส่งออกของ SMEs มีมูลค่า 32,817.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 14.2% ของมูลค่าส่งออกรวม ภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ การเป็นพี่เลี้ยงและสปริงบอร์ดเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย SME สตาร์อัพ และร้านค้าชุมชนมีความเข้มแข็ง เติบโตได้อย่างยั่งยืน สามารถเปลี่ยนจากธุรกิจดั้งเดิมสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเน้น 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 3.1) เสริมแกร่งด้วยดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ทั้งการเสริมสร้างความรู้และสนับสนุนให้ใช้ช่องทางออนไลน์ขยายตลาด การไลฟ์สดขายสินค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า 3.2) ขยายช่องทางการตลาดและพื้นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งของตนเองและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ 3.3) ยกระดับการบริหารจัดการและการเงิน เช่น การเข้าไปช่วยพัฒนาร้านค้าปลีกดั้งเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ 3.4) ส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้าด้วยโมเดล SME Pro-active เดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศและระดับนานาชาติ หรือมีการเจรจาการค้าในต่างประเทศ โดยมีกระทรวงพาณิชย์ช่วยหาคู่ค้าและเข้าช่วยทุกขั้นตอนในการเจรจาการค้าเพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นการส่งออก

    4. เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ แม้ภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยจะเติบโตและทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องมาหลายปี แต่เมื่อเจาะลึกดูจริงๆ จะพบว่า ผู้ประกอบการที่เป็นของคนไทยทั้งหมด มีสัดส่วนประมาณ 25% เท่านั้น ดังนั้น ก้าวใหม่ของการส่งออกไทยจะเปลี่ยนวิธีเป็น “ชี้นำด้วยความต้องการของตลาดโลก” กระทรวงพาณิชย์จะเน้นนำข้อมูลเชิงลึกของตลาดต่างประเทศมาชี้เป้าให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยว่าตลาดโลกต้องการอะไร สินค้าแบบไหน และมาตรฐานอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตในแต่ละพื้นที่ได้ตรงจุด ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ และสร้างรายได้กลับคืนสู่คนไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะเน้นการสร้างมูลค่าที่เป็นสินค้านวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงในตลาดระดับกลาง-สูง ผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ 4.1 ยกระดับสินค้าจากเชิงปริมาณสู่นวัตกรรมและมูลค่าสูง เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยมายกระดับให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และสารสกัดเพื่อการแพทย์ 4.2) ยกระดับภาคบริการศักยภาพสูง เช่น ธุรกิจ Soft Power และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คอนเทนต์ไทย (ภาพยนตร์ ซีรีย์ แอนิเมชัน และเกม) ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ

    5. เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ปัจจุบันไทยมีความตกลงทางการค้า (FTA) จำนวน 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ โดยแบ่งเป็นความตกลงระดับทวิภาคี 9 ฉบับ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เปรู ชิลี อินเดีย ศรีลังกา (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) EFTA สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์) (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) และ ภูฏาน (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) ระดับภูมิภาค 8 ฉบับ ประกอบด้วย ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-เกาหลีใต้ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น และ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย

    6. ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นที่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนสีเทาหรือสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย ผ่านกลไกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 2569 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ 23 หน่วยงาน เน้น 2 กลยุทธ์หลัก 6.1) การปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด และการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด 6.2 การสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดสองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติ และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น

    7. ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปรับโฉมกระทรวงพาณิชย์สู่ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เน้นลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันด้วย ซึ่งการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบกระดาษไปสู่การบริการผ่านระบบเทคโนโลยี ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและกติกาการค้าโลกยุคใหม่   

    8. แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่โลกการค้าได้ด้วยความมั่นใจ โดยมีกฎและระเบียบที่ปรับปรุงเป็นหน่วยสนับสนุนให้บรรลุวัตถุประสงค์และได้เปรียบทางการค้า ช่วยลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และตามพลวัตรทางสังคมที่เปลี่ยนไป บางเรื่องอาจเหมาะสมในยุคสมัยหนึ่ง เมื่อมีเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องยกเลิกหรือปรับปรุงของเดิม เนื่องจากไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อการลดความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลกได้

    9. ดูแลและสนับสนุนการทำงานของบุคลากร ภารกิจสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีนโยบายใดจะสำเร็จได้เลยหากปราศจาก “คน” ซึ่งเป็นหัวใจและกำลังสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ กองทัพจะเดินหน้าและรบชนะได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือ ตัวช่วย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการและคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง และคนที่ตั้งใจทำงานจริงก็จะต้องได้รับการเชิดชูและเติบโตด้วยระบบคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนมีพลังใจพร้อมรับใช้ประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานสำคัญแต่มีบุคลากรจำกัดและงบประมาณน้อยมากเมื่อเปรียบกับภารกิจซึ่งต้องดำเนินการ ฉะนั้นการทำงานอย่างมีกลยุทธ์และมียุทธวิธีที่ดีเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้น 9 ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าวข้างต้น จะดำเนินการอย่างดีที่สุดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจประเทศ เปิดโอกาสทางการค้า ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยทุกภาคส่วนต้องจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อ ‘ร่วมกันสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งขึ้น มีมูลค่าสูงขึ้น กระจายโอกาสได้กว้างขึ้น สามารถแข่งขันได้ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง และผลักดันให้กติกาการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์นั้น”

    #SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/490512&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3db4AaU5siBoDQQeMJAZF4

  • เศรษฐกิจจีน ส.ค. 2026 โตแรง! ไฮเทคพุ่ง 16.7%

    เศรษฐกิจจีน ส.ค. 2026 โตแรง! ไฮเทคพุ่ง 16.7%

    NBS เผยเศรษฐกิจจีนสิงหาคม 2026 ขยายตัวเด่น การผลิตไฮเทคโต 16.7%

    ⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 8 นาที

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่เติบโต 16.7% และการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 19.8% ท่ามกลางการจ้างงานและระดับราคาที่ยังทรงตัว

    ภาคการผลิตและเทคโนโลยีขั้นสูงขับเคลื่อนแรงส่งเศรษฐกิจ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (National Bureau of Statistics of China: NBS) เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจประจำเดือนสิงหาคม 2569 ระบุว่า มูลค่าเพิ่มของวิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (Industrial enterprises above designated size) ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มการผลิตอุปกรณ์เติบโต 12.1% และกลุ่มการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงขยายตัวสูงถึง 16.7% ทั้งนี้ ผลผลิตสำคัญในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพิ่มขึ้น 57.2%, หุ่นยนต์อุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 34.6% และอุปกรณ์พิมพ์สามมิติ เพิ่มขึ้น 29.9%

    ด้านผลการดำเนินงานในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 วิสาหกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีกำไรสุทธิรวม 4,582.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 17.6% เมื่อเทียบรายปี สำหรับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ 49.8% ขณะที่ดัชนีความคาดหวังด้านการผลิตและการดำเนินงานอยู่ที่ระดับ 53.8% สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่การยกระดับคุณภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง

    ภาคบริการและการบริโภคขยายตัว ส่วนการลงทุนสินทรัพย์ถาวรชะลอตัว

    ดัชนีผลผลิตภาคบริการ (Index of Services Production) ในเดือนสิงหาคม 2569 ปรับเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบรายปี นำโดยกลุ่มบริการส่งผ่านข้อมูล ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ขยายตัว 9.6% ส่วนยอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคมีมูลค่ารวม 3,982.4 พันล้านหยวน ขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบรายปี โดยมียอดจำหน่ายอุปกรณ์สื่อสารของวิสาหกิจขนาดใหญ่เติบโตโดดเด่นถึง 27.3% ขณะที่ยอดค้าปลีกสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 13,476.6 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 4.6%

    ในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset Investment) ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 29,309.2 พันล้านหยวน ลดลง 7.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นผลกระทบจากการชะลอตัวของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง 19.9% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในผลิตภัณฑ์ทรัพย์สินทางปัญญายังคงขยายตัว 9.2% และการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้น 5.2% โดยเฉพาะการลงทุนในบริการข้อมูลข่าวสารที่ขยายตัวถึง 22.7%

    การค้าระหว่างประเทศโตแกร่ง ตลาดแรงงานและเงินเฟ้อทรงตัว

    มูลค่าการนำเข้าและส่งออกสินค้ารวมในเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 4,645.5 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 19.8% เมื่อเทียบรายปี แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 2,727.4 พันล้านหยวน ขยายตัว 18.6% และการนำเข้ามูลค่า 1,918.1 พันล้านหยวน ขยายตัว 21.7% โดยการส่งออกสินค้าเครื่องกลและไฟฟ้าในช่วง 8 เดือนแรกของปีเติบโต 21.9% ขณะที่การค้ากับกลุ่มประเทศหุ้นส่วนสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road) ปรับเพิ่มขึ้น 15.9%

    สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคม 2569 ปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.8% เมื่อเทียบรายปี โดยดัชนีราคาผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (PPI) เพิ่มขึ้น 3.8% ด้านสถานการณ์การจ้างงาน อัตราการว่างงานจากการสำรวจในเขตเมือง (Urban surveyed unemployment rate) ทั่วประเทศอยู่ที่ระดับ 5.3% และค่าเฉลี่ยชั่วโมงการทำงานของพนักงานในสถานประกอบการอยู่ที่ 48.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยหน่วยงานภาครัฐระบุถึงความจำเป็นในการเร่งขับเคลื่อนอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อรับมือกับปัจจัยกดดันจากภายนอก

    #NBS #เศรษฐกิจจีน #อุตสาหกรรมไฮเทค #การค้าต่างประเทศ #ตัวเลขเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/09/china-economy-august-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yMA95yeY8dSJUNPWV4sm4

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 ก.ย. 69) ปตท. บางจากขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน 85 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 ก.ย. 69) ปตท. บางจากขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน 85 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 ก.ย. 69) ปตท. บางจากขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน 85 สตางค์

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 ก.ย. 69) ปตท. บางจากขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน 85 สตางค์อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด 85 สตางค์ต่อลิตร 

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 69 เป็นต้นไป

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 48.93 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 30.03 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 39.94 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 39.57 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 34.94 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 40.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 40.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (15 ก.ย. 69) ปตท. บางจากขึ้นราคาน้ำมันดีเซล เบนซิน 85 สตางค์

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/668890&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kmcZ0bOIkAS08cYZsJJop

  • อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม


    14/09/2569 | 62 | |

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม

    วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ตลาดน้ำอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการจัดกิจกรรม “เนรมิตอัมพวา” ภายใต้แนวคิด “เมืองสามน้ำ ร้อยสายใยแห่งชีวิต” ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นร่วมกับจังหวัดสมุทรสงคราม กรมการพัฒนาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 11–20 กันยายน 2569 โดยมีนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่น และภูมิปัญญาชุมชน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และสินค้าภูมิปัญญาไทยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและใกล้เคียง ให้มีช่องทางในการสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างยั่งยืน

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยตลาดน้ำอัมพวาและพื้นที่โดยรอบได้รับการเนรมิตด้วยแสงไฟหลากสีสันตามจุดไฮไลต์สำคัญ ทั้งเส้นทางสู่อุทยาน ร.2 สะพานข้ามคลอง พื้นที่ริมระเบียงอัมพวา และอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ซึ่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนได้เยี่ยมชมนิทรรศการ การแสดงทางวัฒนธรรม ตลอดจนร้านค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP กว่า 60 ร้าน ที่มาร่วมออกร้านจัดแสดงและจำหน่ายอาหารพื้นเมือง รวมถึงผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

    สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถร่วมสัมผัสสีสันและมนต์เสน่ห์ของ “อัมพวายามค่ำคืนในมุมใหม่” ได้ในกิจกรรม “เนรมิตอัมพวา” ซึ่งจัดขึ้นจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ ตลาดน้ำอัมพวาและพื้นที่โดยรอบ จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www3.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/420114&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qC3PtucisUmP7ibLQemTK